สุดชื่นมื่น! ดารารุ่นใหญ่ร่วมเฟรม’พล.อ.ประยุทธ์-ภรรยา’ ในพิธีสมรสพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767416

สุดชื่นมื่น! ดารารุ่นใหญ่ร่วมเฟรม'พล.อ.ประยุทธ์-ภรรยา' ในพิธีสมรสพระราชทาน

สุดชื่นมื่น! ดารารุ่นใหญ่ร่วมเฟรม’พล.อ.ประยุทธ์-ภรรยา’ ในพิธีสมรสพระราชทาน

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.01 น.

สุดชื่นมื่น! ดารารุ่นใหญ่ร่วมเฟรม’พล.อ.ประยุทธ์-ภรรยา’ ในพิธีสมรสพระราชทานบุตรชาย’ดร.ไพศาล ล้อมทอง’

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา ภรรยา เป็นประธานในพิธีฉลองสมรสพระราชทาน นางสาวพรรณวดี  โฉมวัฒนา (ดรีม) และ นายศตคุณ ล้อมทอง (มั่นคง) บุตรชาย ดร.ไพศาล ล้อมทอง อธิบดีกรมกิจการพิเศษ สำนักพระราชวัง และภรรยา นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2566 ณ ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ 

บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ขณะที่มีนักแสดงรุ่นใหญ่ร่วมงานคับคั่งพร้อมถ่ายภาพรวมเฟรม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กันอย่างอบอุ่น อาทิ ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค , ไปรมา รัชตะ , วิยะดา อุมารินทร์  ,ตุ๊ก ดวงตา ตุงคะมณี , ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา , โจ้ สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา 

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

ขอบคุณภาพจาก IG deuan_prima

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767341

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะ
จากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เช็คอย่างไรว่า คุณเป็นภาวะ burn out หรือ แค่ ขี้เกียจ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767339

เช็คอย่างไรว่า คุณเป็นภาวะ burn out หรือ แค่ ขี้เกียจ?

เช็คอย่างไรว่า คุณเป็นภาวะ burn out หรือ แค่ ขี้เกียจ?

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.50 น.

คุณเคยสับสนในตัวเองไหม ทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมาจะไปทำงาน สภาวะทางอารมณ์และความรู้สึกที่เป็น เป็นอาการของ burn out หรือจริงๆ เราแค่ขี้เกียจกันแน่?

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล Bangkok Mental Health Hospital : BMHH ให้ข้อมูลว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน นั่นก็คือ “ภาวะ burn out” หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และจิตใจที่เกิดจากการเผชิญกับความเครียดเรื้อรังเป็นเวลานานๆ มักเกิดขึ้นกับคนที่ทำงานหนัก มีภาระหน้าที่ที่มากเกินไป มีความคาดหวังจากบุคคลอื่นสูง หรือขาดการสนับสนุนจากผู้อื่นจนเกิดอาการทางร่างกาย เช่น สมาธิลดลง อารมณ์ไม่ดี มุมมองต่อตนเองแย่ลง จนเกิดผลกระทบต่อการทำงานและความสัมพันธ์

อาการสามารถแบ่งได้ 3 ด้าน 1.Emotional Exhaustion ความเครียดทางอารมณ์ คืออารมณ์ความรู้สึกเหนื่อย เพลียอ่อนแรง อ่อนล้า ไม่อยากปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน ไม่อยากจัดการปัญหาเพราะความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้น 2.Depersonalization คือทัศนคติและพฤติกรรมเชิงลบที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นการแยกตัวจากสังคม ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์ รู้สึกตนเองแปลกแยกจากคนอื่น และความรับผิดชอบต่องานลดลง 3.Reduced PersonalAchievement การประเมินตนเองเชิงลบสงสัยและไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง รวมถึงทักษะในการเผชิญปัญหาลดลง

ในทางการแพทย์ ภาวะ burn out มักมีผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจในขณะที่ “ความขี้เกียจ” มักส่งผลต่อแค่ความตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างเท่านั้น โดยอาการของภาวะ burn out มักมีอาการบ่งชี้อื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่อหน่าย หมดความสนใจในสิ่งต่างๆ ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและครอบครัวแย่ลงมีปัญหาในการนอนหลับ และรับประทานอาหาร ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ

การป้องกันการเกิดภาวะ burn out เริ่มที่ องค์กร โดยปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน และเนื้อหาของงานให้เหมาะสมกับพนักงานจัดตารางการทำงานและการใช้ชีวิตให้เหมาะสม (work-life balance)พัฒนาหัวหน้างานให้เป็นผู้นำที่ดี ให้รางวัลเป็นสิ่งจูงใจ โดยหลีกเลี่ยงการให้เป็นเงินเฝ้าระวังและสังเกตภาวะ burn out ในพนักงาน จัดตั้งหน่วยงานที่คอยให้คำปรึกษาด้านจิตใจ พัฒนาจุดแข็งของพนักงาน จัดตั้งกลุ่มให้การสนับสนุนพนักงาน

ตัวพนักงานเอง โดยปรับการใช้ชีวิต เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หาเวลาพักผ่อน ฝึกการมีสติรู้ตัว ประเมินและสังเกตความคิดอารมณ์ พฤติกรรมตนเองสม่ำเสมอ จัดการเวลาทำงานของตนเอง ให้มีเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนที่ชัดเจน มองหาคนที่จะพูดคุยเรื่องไม่สบายใจได้ หรือกลุ่มคนที่คอยเป็นกำลังใจ

อย่างไรก็ตาม ภาวะ burn out เป็นเรื่องไม่ไกลตัว หากรู้ตัวหรือคนรอบข้างสังเกตได้เร็ว ทำให้การจัดการทำได้ง่าย อาจเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อตนเอง ต่องาน จัดการเวลาในการทำงานและพักผ่อนให้เหมาะสม หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกไปทำกิจกรรมที่ชอบ พบปะเพื่อนที่สนิทใจ พูดคุยและรับแรงสนับสนุนกำลังใจจากคนรอบข้างหรือครอบครัว คุยกับหัวหน้างานในเรื่องที่รู้สึกอึดอัด เพื่อช่วยกันจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น จะช่วยให้อาการบรรเทาลงได้ แต่หากทำตามวิธีดังกล่าวแล้วยังรู้สึกไม่ดี มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง เริ่มมีอารมณ์หงุดหงิดที่คุมได้ยาก จัดการปัญหาไม่ได้ แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ตรวจ Sleep Test รู้ทันโรคนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767338

ตรวจ Sleep Test รู้ทันโรคนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ตรวจ Sleep Test รู้ทันโรคนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.40 น.

การนอนเป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติเราใช้เวลานอนเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวันหรือ 1 ใน 3ของการใช้ชีวิต เพื่อให้ร่างกายพักผ่อน หลังจากการเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน แต่ยังมีบางคนที่ระหว่างการนอนหลับมีภาวะหายใจผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงสมองทำงานหนักและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในอนาคต

นายแพทย์ธนกร ทรรศนียศิลป์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ปัจจุบันพบคนที่มีปัญหาการนอนกรนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการนอนกรนจะไม่เป็นอันตราย หากไม่มีภาวะการหายใจที่ผิดปกติหรือมีหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย โดยผู้ป่วยที่มีทางเดินหายใจแคบ ในเวลาหลับเมื่อหลับสนิทอาจจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีเสียงกรนติดขัดสะดุดไม่สม่ำเสมอ โดยบางช่วงจะมีช่วงกรนเสียงดังสลับกับเบาเป็นระยะๆ และจะมีช่วงหยุดกรนไปชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการหยุดหายใจ ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงตามมาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่สมองจะตื่นตัวและทำให้ทางเดินหายใจเปิดและกลับมาหายใจอีกครั้ง ซึ่งวงจรนี้จะเกิดขึ้นตลอดทั้งคืน เป็นผลให้ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้มากขึ้น ในระยะยาวถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือดรวมถึงโรคสมองได้

อาการนอนผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ คือ นอนกรนผิดปกติ, รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติ ทั้งที่นอนอย่างเพียงพอ, สะดุ้งตื่นกลางคืนเพราะรู้สึกสำลักน้ำลายหรือจมน้ำบ่อยๆ มีความรู้สึกเหมือนหายใจเหนื่อยกลางคืน สงสัยมีการหยุดหายใจขณะหลับ, มีคนสังเกตว่าพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น นอนขากระตุก กัดฟัน ละเมอ หรือฝันร้าย

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นนอนกรนประเภทใดและสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ โดยมีรายละเอียดการตรวจ ดังนี้ 1.การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหนประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติเช่นลมชักขณะหลับ 2.การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับเพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่ 3.การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่ 4.การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้าออกทางจมูกและปากและการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน 5.การตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่ กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่กรนขณะนอนท่าไหน 6.การตรวจท่านอนในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ระยะเวลาที่นอนหลับถ้าน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ผลที่ได้จะเชื่อถือได้น้อย ผลการตรวจการนอนหลับที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลการวัดระดับความลึกของการนอนหลับอาจจะผิดพลาดได้ ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมอง ตรวจเช็คผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้

แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่ามีความผิดปกติของภาวะนอนกรนโดยไม่พบการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วร่วมด้วย แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนหลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ และมีการติดตามประเมินอาการกับแพทย์เป็นระยะ

ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิน 15 ครั้งต่อชั่วโมง แพทย์จะรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของวิธีนี้คือผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สะดวกสบายเพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ในขณะนอนหลับ การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายอาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม การตรวจการนอนหลับหรือ standard PSG เป็นที่ยอมรับว่าเป็น Gold standard หรือการตรวจที่ดีที่สุดที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคของการนอนโดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษา หรือแก้ไข อาจมีผลกระทบต่อสมอง หัวใจ และร่างกายส่วนอื่นๆ ได้ บางรายเป็นรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตขณะหลับได้

อาการบ้านหมุน จากโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767337

อาการบ้านหมุน จากโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด

อาการบ้านหมุน จากโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนเป็นๆ หายๆ โดยมีความผิดปกติอยู่ที่หูชั้นใน หรือที่เรียกว่า โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด ซึ่งมักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ

นายแพทย์สุเมธ เฟื่องกำลูน แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา ศูนย์ หู คอ จมูก ( Ear Nose & Throat Center) โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงสาเหตุ อาการ การรักษา รวมถึงคำแนะนำในการปฎิบัติตัวเพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรค สามารถนำไปใช้สังเกตตนเองและคนรอบข้าง เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

โอกาสในการเกิดโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด พบได้ในคนอายุ 30-70 ปี มักพบในคนอายุเกิน 60 ปี พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อัตราส่วน 1.5-2 : 1 สามารถเกิดในหูทั้งสองข้างได้ประมาณร้อยละ 15 และโรคนี้มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้

กลไกการเกิดโรคนั้น โดยปกติแล้วภายในหูชั้นในของมนุษย์ มีอวัยวะควบคุมการทรงตัว (Utricle, Saccule,Semicircular canal) ซึ่งใน Utricleมีตะกอนหินปูน (Otoconia) ที่เคลื่อนไปมาโดยไม่หลุด เพื่อรับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะ หากมีสาเหตุที่ทำให้ตะกอนหินปูนหลุด จะทำให้ตะกอนหินปูนดังกล่าวเคลื่อนที่ไปมาใน Semicircular canal และส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนได้

สาเหตุของการเกิดโรค เกิดจากความเสื่อมตามวัย เมื่ออายุมากขึ้นตะกอนหินปูนจะเปราะง่าย ทำให้ตะกอนหินปูนหลุดได้ง่ายขึ้น รวมถึงอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ จากโรคของหูชั้นใน การผ่าตัดหูชั้นกลางหรือหูชั้นใน หรือการเคลื่อนไหวศีรษะซ้ำๆ การก้มเงยศีรษะบ่อยๆ และไม่ทราบสาเหตุ (พบประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคนี้)

อาการของโรค มีดังนี้ เวียนศีรษะบ้านหมุน เมื่อมีการเคลื่อนไหวของศีรษะอย่างรวดเร็ว เช่น ล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน, ก้มหยิบของ, เงยหน้า, หันศีรษะ บ้านหมุนมักมีอาการไม่นาน (ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 นาที) ขณะเวียนศีรษะบ้านหมุนอาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ไม่มีหูอื้อหรือเสียงดังในหู ไม่มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางอื่น

โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดสามารถวินิจฉัยได้จากประวัติและตรวจร่างกายที่จำเพาะ การตรวจร่างกายเพื่อการวินิจฉัยโรคอาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีบ้านหมุนขณะตรวจได้

การรักษาโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด จะมีรักษาด้วยยา ได้แก่ ยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน

ทำกายภาพบำบัดโดยแพทย์ เป็นการขยับศีรษะและคอ โดยใช้แรงดึงดูดของโลกเพื่อเคลื่อนตะกอนหินปูนให้กลับเข้าที่ (Canalith repositioning procedure) บริหารและฝึกระบบประสาททรงตัว (Vestibular rehabilitation) เพื่อให้อาการเวียนศีรษะดีขึ้น

คำแนะนำในการปฏิบัติตัว เพื่อช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรค มีดังนี้เวลานอนควรหนุนหมอนสูง (หนุนหมอน 2 ใบ) หรือใช้เตียงนอนปรับระดับให้ศีรษะสูงหลีกเลี่ยงการนอนราบ หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านที่กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ควรลุกขึ้นจากเตียงนอนซ้ำๆ ลุกจากเก้าอี้ซ้ำๆ หลีกเลี่ยงการก้ม เงย หรือหันศีรษะ และไม่ควรออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของศีรษะหรือลำตัวมาก

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก (Ear Nose & Throat Center) โรงพยาบาลนวเวช โทร. 02-4839999 I Line : @navavej

‘สุขประณีต’ หลักการดำเนินชีวิต ธันยลักษณ์ พรหมมณี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767356

‘สุขประณีต’ หลักการดำเนินชีวิต ธันยลักษณ์ พรหมมณี

‘สุขประณีต’ หลักการดำเนินชีวิต ธันยลักษณ์ พรหมมณี

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หากเอ่ยชื่อ ธันยลักษณ์ พรหมมณี หรือ ธันย่า เธอคือแขกคนพิเศษระดับ A-listers ของแวดวงสายแฟชั่นที่ทุกคนต่างคุ้นเคยกับการเป็นนักสะสมงานศิลปะบนผืนผ้าทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้สร้างปรากฏการณ์แฟชั่นนิสต้าชาวไทยระดับแนวหน้านั่งฟอร์นโรว์ร่วมกับแฟชั่นนิสต้าคนดังระดับท็อปในงานระดับอินเตอร์ทั้งปารีสแฟชั่นวีคและมิลานแฟชั่นวีค และบทบาทหนึ่งในชีวิตของสาวธันย่าผู้พรั่งพร้อมที่พร้อมจะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างสุขให้เกิดขึ้นกับตนและแบ่งปันสุขนั้นให้แก่ผู้อื่นโดยปราศจากเงื่อนไข เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต นำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันสู่ความสุขอันประณีต ในแบบฉบับของตนเอง

“ชีวิตของธันย่ามีหลายบริบท มีบริบทเพื่อสังคมการทำงาน มีมุมส่วนตัวที่รักงานศิลปะบนผืนผ้า การเป็นผู้ส่งเสริมและให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ผ้าไหมไทยในบทบาททูตอัตลักษณ์ไหมไทยมีมุมที่อยากพัฒนาความรู้สู่ปัญญา ธันย่ามองว่าแต่ละคนมีมุมมองความคิด มีชีวิต มีความชอบในสิ่งที่ชอบแตกต่างกันไป ในช่วงที่โควิดกำลังระบาดหนัก ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแทบจะหยุดนิ่ง ทุกคนต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้หลายคนอยู่กับความคิดของตนเอง ต้องเรียนรู้อยู่กับทุกข์ให้เป็น แสวงหาความสุขในความทุกข์ให้ได้ เพื่อก่อสติเกิดปัญญาลดความเครียด ลดความทุกข์ ส่วนตัวธันย่าชอบพัฒนาหาความรู้สร้างโอกาสให้ตัวเอง ธันย่าได้มีโอกาสเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 11 ของสถาบันพระปกเกล้า ได้เจอกับเพื่อนร่วมรุ่นจากหลากหลายวงการกว่า 90 คน ซึ่งในรุ่นนั้นมีนักศึกษาที่หลากหลาย นับถือศาสนาต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธศาสนาศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และยังมีนักศึกษาร่วมรุ่นที่เป็นพระสงฆ์ไปเรียนด้วย

จากการเข้าร่วมหลักสูตรนี้ ทำให้ตระหนักว่า เราอาจจะเคยมองคนละมุม มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน มีศาสนาที่แตกต่างกัน และด้วยพลังแห่งศรัทธานี้นำอุดมการณ์นั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สร้างโอกาสความเข้าใจในความแตกต่างเพื่อเติบโต ส่งเสริมของกันและกันและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในวิถีแห่งสันติสุข เช่น ก่อนการลงพื้นที่เราต้องศึกษาอย่างเข้าใจลักษณะความเป็นมาของชุมชนว่ามีวิถีชีวิต มีความศรัทธา มีหลักศาสนาอะไร หรือมีประเด็นอ่อนไหวเรื่องอะไร เราก็จะได้เห็นวิธีการว่าในแต่ละศาสนาเขามีวิธีในการเข้าถึงคนในศาสนาของเขาอย่างไร มีวิธีเชื่อมโยงชุมชนที่ก่อให้เกิดความศรัทธาและความดีเจริญงอกงามได้อย่างไร สิ่งที่ธันย่าได้คำตอบคือไม่ว่าจะศาสนาใดทุกคนต่างต้องการความสุข ความสงบ มีสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน”

เชื่อว่าทุกศาสนาดี เพราะ ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี การปฏิบัติตนให้ตั้งมั่นอยู่ในหลักคำสอนของศาสดาหรือผู้นำศาสนาจะนำมาซึ่งความสงบสุข

“ธันย่ามีแนวปฏิบัติ พลังแห่งความเรียบง่าย รักษาศีล 5 เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด ตื่นเช้ามาเจริญสติเพื่อเตรียมพร้อมจิตใจของตัวเอง ยามที่เราต้องออกไปเผชิญสิ่งต่างๆ ที่อาจจะทำให้เราจิตใจขุ่นมัวได้ มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เช่น ถ้าเราขับรถอยู่แล้วมีรถอีกคันมาปาดหน้า หากเราไม่มีสติก็อาจจะยอมไม่ได้ ต้องเอาคืน ก็อาจทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเรามีสติ เราก็จะเตือนตัวเองได้ มองว่าอีกคันเขาคงรีบมากจริงๆ เท่านี้ความสงบสันติสุขก็เกิดขึ้นได้โดยเริ่มที่ตัวเรา หรือการมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ ไม่ประมาทในการกระทำ เป็นหลักเตือนใจ ก็ทำให้เราทุกข์น้อยลงได้

อย่างการเป็นพุทธบริษัทที่ดี ก็ทำได้หลายรูปแบบ ด้วยจิตเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ก็สามารถช่วยเหลือและเป็นกำลังสนับสนุนให้ผู้อื่นช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนาได้ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ สวดมนต์เจริญจิตภาวนา ฝึกการนั่งสมาธิรักษาศีล การทำบุญตักบาตร ทอดกฐิน ผ้าป่า สละทรัพย์สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ รวมไปถึงการการมอบทุนการศึกษาสำหรับพระสงฆ์ เพื่อเป็นการปลูกหน่อพระพุทธศาสนาให้เจริญงอกงาม วิถีชาวพุทธการได้เข้าวัดทำบุญ การได้ทำทาน ช่วยขัดเกลาจิตใจให้ไม่ยึดติด สร้างสุขแบบละเงื่อนไข น้อมพระธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยในช่วงโควิดที่ผ่านมา ในยามที่เกิดวิกฤต วัดและพระ คือหนึ่งในสถานที่ที่พึ่งพิงของประชาชน การได้ไปทำบุญและเห็นพระท่านนำสิ่งของที่ผู้คนนำไปถวาย แบ่งปันให้ประชาชน เป็นสิ่งที่ธันย่าเห็นแล้วรู้สึกปีติสุขใจ เพราะนั่นคือการให้ที่ปราศจากขอบเขตอย่างแท้จริง”

จากการตระหนักรู้ถึงการให้ในยามวิกฤต นำมาซึ่งแนวคิดในการสนับสนุนด้านการศึกษาเพื่อเป็นการให้ที่ยั่งยืน โดยมุ่งเป้าที่พระภิกษุสงฆ์และวัด

“ธันย่ามีแนวคิดว่าเผื่อวันใดที่เกิดวิกฤตอีก พระท่านจะเป็นผู้มีทั้งสติและปัญญา และเข้าใจความต้องการของมนุษย์ปุถุชนในแต่ละยุค จากการที่วันนี้เรามีพระรูปที่หนึ่งเป็นพึ่ง แล้วถ้ารูปที่หนึ่งไม่อยู่แล้วเราก็จะมีรูปที่สอง รูปที่สาม สี่ ห้ามาทดแทน มาเป็นผู้นำจิตในวันที่ฆราวาสประสบความทุกข์ หวังว่าท่านจะมาเป็นผู้นำจิตของเพื่อนมนุษย์ไปในทางที่ดี เพราะยามที่เราเจอวิกฤต จิตใจเราอาจจะอ่อนแอมันมีแนวโน้มง่ายมากที่เราจะโดนหลอกในวิถีต่างๆ ที่จะดึงเราไปในทางเสื่อม การพัฒนาศีลธรรมแห่งความสุขและความทุกข์โดยไม่แสวงหา จึงเป็นเหตุผลที่ธันย่าเลือกทำสิ่งนี้”

สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยส่งเสริมการศึกษาแก่พระภิกษุที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาโท ตลอดหลักสูตร โดยมี พระปราโมทย์ วาทโกวิโท รับเป็นธุระในการคัดเลือกนักศึกษาสงฆ์ผู้รับทุน

“การมอบทุนในระดับปริญญาโท ธันย่ามองว่าระดับปริญญาตรี เป็นการศึกษาพื้นฐานการใช้ชีวิต แต่ปริญญาโท เป็นการเรียนที่สามารถนำมาวิเคราะห์ชีวิต ส่วนปริญญาเอกเป็นการเรียนเพื่อนำมาสังเคราะห์ชีวิต ธันย่ายังมองว่าเราพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเราเอง เราคือคนที่เคยได้รับโอกาส ได้รับการสนับสนุนมาก่อน ธันย่าตระหนักถึงการพัฒนาโอกาสที่ได้รับ จึงเข้าใจดีว่าการได้รับโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ ธันย่าเองไม่ใช่คนเก่งอะไร แต่เราได้รักษาโอกาสให้แสดงความสามารถจนประสบความสำเร็จ ธันย่าจึงอยากมีส่วนในการมอบโอกาสให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน การได้ช่วยเหลือคนอื่นทำให้เราอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข สุขที่เห็นแววตาที่เป็นประกายของผู้รับ เราก็มีความปีติไปด้วยเช่นกัน”

ท้ายที่สุดในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ธันย่า บอกว่า อยากเห็นผู้คนในประเทศไทยและผู้คนในโลกมีรอยยิ้มให้กันมากขึ้น อยากให้ใจดีและใจเย็นต่อเพื่อนมนุษย์เรียนรู้ซึ่งกันและกัน สร้างแนวคิดแบบมีส่วนร่วม เพื่อป้องกันความขัดแย้ง ก่อนนำไปสู่ความรุนแรง

“ธันย่ารู้สึกว่าวันนี้ความสุขและรอยยิ้มหายไป ประเทศไทยเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวต่างชาติว่าเป็น “Land of smiles” เป็น “ประเทศแห่งรอยยิ้ม” ซึ่งการที่คนคนหนึ่งจะยิ้มได้ ต้องมีความสุขจากข้างใน หรือ Inner Peace ธันย่าเชื่อมั่นว่าศาสนาจะมีส่วนช่วยให้ผู้คนกลับมายิ้มได้ ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม เพราะทุกศาสนาสอนให้ทุกคนทำดี ปฏิบัติดีต่อกัน มีความเอื้ออารีมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์แบบมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้จะนำเราไปสู่ความสันติสุขได้ และทำให้เรายิ้มให้กันได้มากขึ้น”

และนี่คือ ความสุขอันประณีต หลักการดำเนินชีวิตของ ธันยลักษณ์ พรหมมณี สุขที่คิดเพื่อให้โดยแท้จริง แบบไม่มีเงื่อนไข สุขที่เข้าใจทุกข์ของเพื่อนมนุษย์โดยถ่องแท้ สุขที่เกิดจากการลงมือทำด้วยใจบริสุทธิ์ เกิดเป็นสุขประณีตในใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีจิตใจเพื่อส่วนรวมสู่สันติภาพสากล

ในโอกาสนี้ทีมข่าว “แนวหน้า วาไรตี้” ขอแสดงความยินดีกับ “ธันย่า – ธันยลักษณ์ พรหมมณี”ในโอกาสได้รับโล่เชิดชูเกียรติ ประเภทบุคคลผู้ให้การสนับสนุนหลักสูตรสันติศึกษา จาก ศ.ดร.พระเมธีวัชรบัณฑิต ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในงาน วันสันติภาพสากล เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ศ.ดร.พระเมธีวัชรบัณฑิตและพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผอ.หลักสูตรสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมอนุโมทนาในโอกาสได้รับโล่เชิดชูเกียรติ

ศ.ดร.พระเมธีวัชรบัณฑิตและพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผอ.หลักสูตรสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมอนุโมทนาในโอกาสได้รับโล่เชิดชูเกียรติ

สนทนาธรรมกับ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท

สนทนาธรรมกับ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท

ถอดรหัสความสำเร็จ ไทยเบฟ ครองใจคนรุ่นใหม่อยากร่วมงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767336

ถอดรหัสความสำเร็จ ไทยเบฟ ครองใจคนรุ่นใหม่อยากร่วมงาน

ถอดรหัสความสำเร็จ ไทยเบฟ ครองใจคนรุ่นใหม่อยากร่วมงาน

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยังคงครองอันดับความนิยมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากร่วมงานมากที่สุดมาอย่างต่อเนื่องสำหรับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารที่มั่นคง และยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน ด้วยภาพลักษณ์ของการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ของคนไทยที่มีศักยภาพทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในทุกมิติ องค์กรต้นแบบแห่งความเป็นเลิศในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ที่ขับเคลื่อนธุรกิจโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบ ต่อสังคม และความยั่งยืนเป็นสำคัญ

ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร กล่าวว่า “ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเชื่อมั่นในการส่งเสริมพนักงานให้เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพ และพร้อมที่จะเติบโตไปกับองค์กรในระยะยาว และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรของเรายังคงครองความนิยม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่จากความมุ่งมั่นทำงานร่วมกับพนักงานเพื่อสนับสนุนการเติบโต รวมทั้งการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของตัวพนักงาน และเสริมแกร่งองค์กรในที่สุด สิ่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จของไทยเบฟ คือ ความเชื่อมั่นใน “ทุนมนุษย์กับโอกาสไร้ขีดจำกัด” ผ่านการมอบโอกาสในการเติบโต สร้างสรรค์ความสัมพันธ์ และสร้างความแตกต่างให้สังคม

ในปี 2566 ไทยเบฟเป็น 1 ในเพียง 2 องค์กรของประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร HR Asia ให้เป็นทั้งสุดยอดองค์กรที่น่าร่วมงานมากที่สุดในเอเชีย (Best Companies to Work for in Asia) และคว้าทุกรางวัลในด้านอื่น คือ การใส่ใจพนักงานยอดเยี่ยม (Most Caring Company Awards) การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation Awards) รวมถึงการสนับสนุนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Diversity, Equity, and Inclusion Awards)

จากผลสำรวจความผูกพันกับองค์กรของพนักงานปี 2566 ของกลุ่มบริษัทไทยเบฟพบว่า พนักงานมีคะแนนความผูกพันกับองค์กรเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 83 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยคะแนนความผูกพันกับองค์กรของพนักงานในประเทศไทยตามการรายงานของKincentric ลดลงจากร้อยละ 69 ในปี 2565 เป็นร้อยละ 65 ในปี 2566 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563

เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์สรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน (Enabling Sustainable Growth) กลุ่มบริษัท ไทยเบฟ ตั้งมั่นมอบโอกาสให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกันทั้งในแง่บทบาทหน้าที่ การเป็นที่ยอมรับ และการเติบโต ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมในสายอาชีพ โดยไทยเบฟได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร HR Asia ให้เป็นองค์กรที่มีความโดดเด่นในด้านการสนับสนุนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของพนักงาน (HR Asia Diversity, Equity, and Inclusion Awards) จากแนวทางการปฏิบัติงานที่ให้ความเคารพต่อวัฒนธรรมและความหลาย โดยเฉพาะความเท่าเทียมทางเพศ โอกาสที่เท่าเทียมกันทั้งในด้านเชื้อชาติของพนักงานในภูมิภาคอาเซียน และการเติบโตในอาชีพ

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังได้รับรางวัลองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการใส่ใจพนักงานยอดเยี่ยมในประเทศไทย (HR Asia Most Caring Company in Thailand Award) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากความมุ่งมั่นในการดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานอย่างเต็มที่ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนทั้งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และหลังจากการแพร่ระบาดได้ผ่านพ้นไป อีกทั้งยังได้จัดทำแนวทางและวางระบบจัดการความปลอดภัยในโรงงานและสถานที่ปฏิบัติงานทุกแห่งให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งช่วยให้กลุ่มดูแลความปลอดภัยของพนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ได้

อีกทั้งยังได้รับรางวัลองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่โลกดิจิทัล (HR Asia Digital Transformation Awards) ประจำปี 2566 จากระบบ Beverest ซึ่งเป็นระบบจัดการข้อมูลทรัพยากรบุคคลขององค์กรผ่านระบบคลาวน์ (Cloud-Based System) โดยระบบดังกล่าวสามารถขยายขอบเขตไปยังบริษัทย่อยในต่างประเทศของกลุ่ม เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในด้านการเติบโตและการดำเนินธุรกิจ”

ทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จผ่านรางวัลต่างๆ ทั้งในประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในด้านการเติบโต และการดำเนินธุรกิจด้วยสายอาชีพสำหรับพนักงานที่ครอบคลุม 22 กลุ่มงาน และ 138 กลุ่มงานย่อย ประกอบกับการให้ความสำคัญด้านการพัฒนาทางอาชีพ ส่งผลให้ไทยเบฟได้รับรางวัล HR Excellence ระดับ Gold ในสาขาความเป็นเลิศด้านกลยุทธ์แผนบริหารจัดการพนักงานที่มีศักยภาพ (In-House Talent Pipeline Strategy) รวมถึงรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 อีกหลายรางวัล

เรียกว่าเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพความแข็งแกร่ง และการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อรับมือกับเทรนด์โลกสู่กลไกการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่มั่นคงและยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน Stable and Sustainable ASEAN Leader ภายใต้ PASSION 2025

คุณแหน : 6 พฤศจิกายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767355

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมบริวารพระกฐิน ให้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล โดย มูลนิธิเกียรติร่วมมิตรเพื่อการศึกษา และกลุ่ม ESCนำไปทอดถวาย ยังที่ชุมนุมสงฆ์ วัดสระแก้ว (พระอารามหลวง) จ.สระแก้ว 23 พ.ย….

●● ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกก. บมจ. จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จัดงาน สุขสันต์ครบรอบ 40 ปี จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 9 พ.ย. 10.30 น. ณ อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส…

●● ธีรพจน์-วริฏฐา วัชราภัย ไปอุ้มหลานยายจากครอบครัวลูกสาว “บี” ที่สิงคโปร์ เป็น baby boy Kirin หนัก 3 กก….

●● ฌาปนกิจ กิตติศักดิ์ ใจจงกิจ สามี สุปริญญา ใจจงกิจ 6 พ.ย. 14.00 น.วัดบางเพ็งใต้ ซ.รามคำแหง 187/1 มีนบุรี…

●● สวดพระอภิธรรม รศ.ดร.อรุณีประภา หอมเศรษฐี 4-10 พ.ย. ศาลาเกสนี วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน พระราชทานเพลิงศพ 11 พ.ย. 13.00 น. เมรุ 2…

●● มูลนิธิรามาธิบดี จะทำการประมูลโบราณวัตถุอายุประมาณ 200 ปี วันอาทิตย์ 3 ธ.ค. ลงทะเบียน เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 9 หอการค้าไทย-จีน ถ.สาทร.. ผู้ที่ประมูลได้จะได้วัตถุที่ประมูลได้และใบเสร็จรับเงินของมูลนิธิรามาฯเพื่อหักภาษีเงินได้…

●● ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ แจ้ง ดีป้า สานต่อภารกิจปั้นผู้นำยุคดิจิทัล กับ หลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 7 ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีการปรับเปลี่ยนองค์กร เนื้อหาที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง จากประสบการณ์ของวิทยากรกว่า 70 ท่าน ศึกษาดูงานหน่วยงานชั้นนำในประเทศกว่า 10 องค์กรและต่างประเทศ ณ เยอรมนี เปิดรับสมัครแล้ว โทร 083-1166581 หรือ https://www.depa.or.th/th/digitalceo…

●● ศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.อุบลราชธานี ไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือปากเซ สปป.ลาว ในการจัดงานบุญปวารณา-ออกพรรษาแข่งเรือปากเซ โดยมีท่านปอ.วิไลวง บุดดาคำ เจ้าแขวงจำปาสัก สปป.ลาว เป็นประธานในพิธี ณ ท่าวัดหลวงนครปากเซ แขวงจำปาสัก สปป.ลาว…

●● มิตรสหายและเหล่าลูกศิษย์ร่วมยินดีกับ รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี วาระปี 2567-68…

●● ระพีพรรณ รุจิรัตน์ วันเกิดไปทำบุญถวายสังฆทานพระสงฆ์ 9 รูป ณ วัดใหม่เสนานิคม…

●● ไม่ได้เจอกันนาน วันเฉลิม ศาตะมาน และ นราทิพย์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา นัดเพื่อนสมัยเรียนธรรมศาสตร์ กุลฤดี เลาหะเกษตร ที่มาจากซีแอตเทิลไปเจาะตะลุยลึกเชียงราย 4 วัน…

●● ก่อนไปทริปหัวหิน งานเลี้ยงรุ่น เภสัช มช. 18 ภญ.รวิมาศ ปรมศิริ ไปซ้อมเดินป่า 10 กม. ณ ดอยนางเมาะ จ.เชียงใหม่ มีความโหดระดับห้าดาว เขาว่ากันว่าเป็น ฟูจิ อิน แม่ออน…●●

คุณแหน

คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลง‘จิ๋วแต่แจ๋ว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767331

คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลง‘จิ๋วแต่แจ๋ว’

คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลง‘จิ๋วแต่แจ๋ว’

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศิลปิน 3 วิ วิรัช อยู่ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ), วิชัย ปุญญะยันต์ และ วินัย พันธุรักษ์(ศิลปินแห่งชาติ)

บ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ศาลาเฉลิมกรุงจัดคอนเสิร์ตเชิดชู “จิ๋วแต่แจ๋ว” คอนเสิร์ตที่ประชัน เพลงดังอมตะ ครั้งแรก…บนเวทีศาลาเฉลิมกรุง ระหว่างสุดยอดเพลงดังอมตะครูเพลงลูกกรุง แจ๋ว วรจักร & ครูเพลงลูกทุ่ง จิ๋ว พิจิตร ซึ่งมีแฟนเพลงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

เปิดตัวคอนเสิร์ตแรกครั้งนี้ด้วยบทเพลงอันไพเราะ คัดสรรสุดยอดเพลงเอก ครบทุกอรรถรส นำโดยศิลปินนักร้องคุณภาพ ศิลปิน 3 วิ วิรัช อยู่ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ), วินัย พันธุรักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ), วิชัย ปุญญะยันต์, นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ, บูรพา-ญาดา อารัมภีร (ทายาทครูสง่า อารัมภีร), มนตรี แพร่ศิริพุฒิพงศ์ นักร้องแชมป์จากเวทีศาลาเฉลิมกรุงและเวที The Golden Song โชคชัย หมู่มาก (แอ๊ค), ภาสกรณ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ (สปาย), สรวีย์ ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) ร่วมด้วยศิลปินนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ขวัญจิต ศรีประจันต์ (ศิลปินแห่งชาติ), สมหญิง ศรีประจันต์, ยิ่งยง ยอดบัวงาม, ทศพล หิมพานต์, สายัณห์ นิรันดร, รุ่ง สุริยา, เจเน็ต เขียว, จอมขวัญ กัลยา ที่พาแฟนๆ เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง และรับชมความสวยงามอลังการของทีมหางเครื่องกันอย่างมีความสุข

อ.วิรัช อยู่ถาวร(ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ควบคุมวงดนตรีเฉลิมราชย์ นำทีมนักดนตรีฝีมือเยี่ยม บรรเลงเพลงยาวนานกว่า 2 ชั่วโมงเต็ม นับเป็นคอนเสิร์ตที่ถูกใจผู้ชม ที่ได้ฟังเพลงลูกกรุงและลูกทุ่ง มาอยู่บนเวทีเดียวกันเป็นครั้งแรก ยิ่งได้ 2 พิธีกร บูรพา อารัมภีร-สายฝน ชีช้าง ที่เอนเตอร์เทนผู้ชมได้เป็นอย่างดี ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ เต็มไปด้วยบรรยากาศสนุกสนานเป็นที่ประทับใจแฟนเพลง และเรียกร้องให้ศาลาเฉลิมกรุงจัดรายการเพลงดีๆ แบบนี้อีกต่อไป แล้วพบกันใหม่ในคอนเสิร์ตหน้า

ญาดา-บูรพา อารัมภีร(ทายาทครูสง่า อารัมภีร)

ญาดา-บูรพา อารัมภีร(ทายาทครูสง่า อารัมภีร)

นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

อ.วิรัช อยู่ถาวร ผู้ควบคุมวงเฉลิมราชย์ กับ
ผิงผิง สรวีย์ ธนพูนหิรัญ

อ.วิรัช อยู่ถาวร ผู้ควบคุมวงเฉลิมราชย์ กับ ผิงผิง สรวีย์ ธนพูนหิรัญ

ขวัญจิต ศรีประจันต์ (ศิลปินแห่งชาติ)

ขวัญจิต ศรีประจันต์ (ศิลปินแห่งชาติ)

ภรณ์นภัส ลูกสาวครูจิ๋ว และ สมหญิง ศรีประจันต์

ภรณ์นภัส ลูกสาวครูจิ๋ว และ สมหญิง ศรีประจันต์

ทศพล หิมพานต์, สายัณห์ นิรันดร

ทศพล หิมพานต์, สายัณห์ นิรันดร

แอ๊ค โชคชัย, สปาย ภาสกรณ์ และ แจ็ค มนตรี

แอ๊ค โชคชัย, สปาย ภาสกรณ์ และ แจ็ค มนตรี

จอมขวัญ กัลยา

จอมขวัญ กัลยา

รุ่ง สุริยา

รุ่ง สุริยา

ยิ่งยง ยอดบัวงาม และ เจเน็ต เขียว

ยิ่งยง ยอดบัวงาม และ เจเน็ต เขียว

‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024’เนรมิตชิ้นงานศิลปะ ‘รักษา กายา (Nurture Gaia)’อวดสายตาชาวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767330

‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024’เนรมิตชิ้นงานศิลปะ ‘รักษา กายา (Nurture Gaia)’อวดสายตาชาวโลก

‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024’เนรมิตชิ้นงานศิลปะ ‘รักษา กายา (Nurture Gaia)’อวดสายตาชาวโลก

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ไบรอัน เคอร์ติน, พอใจ อัครธนกุล, ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์, เสริมคุณ คุณาวงศ์, กมลนัย ชัยเฉนียน

เตรียมเปิดฉากสร้างความเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่กับเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024 ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 กับความยิ่งใหญ่ระดับโลกที่กำหนดจัดขึ้นในทุกๆ 2 ปี เพื่อปลุกกระแสและสร้างความตื่นให้กับวงการศิลปะไทยและทั่วโลกอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดใหม่ “รักษา กายา (Nurture Gaia)” โดยมีหัวเรือใหญ่อย่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ผสานความร่วมมือครั้งสำคัญกับทั้งภาครัฐและเอกชน ล่าสุดประกาศรายชื่อ 15 ศิลปินดังกลุ่มแรกจากไทย และนานาชาติที่จะมาสร้างความอลังการและความยิ่งใหญ่ให้กับวงการศิลปะไทย ด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัยกว่า 200 ผลงาน บนสถานที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2667 -25 กุมภาพันธ์ 2568

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ กล่าวว่า “เป็นอีกครั้งสำคัญของกรุงเทพมหานครกับการจัดเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024 ที่มีความยิ่งใหญ่ระดับโลกซึ่งจะทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงแห่งเมืองศิลปวัฒนธรรม โดย 3 ครั้งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ทั้งมุมของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ในเชิงการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ศิลปินไทย และศิลปินจากทั่วโลกให้ได้แสดงผลงานในกรุงเทพมหานครและให้นักเรียน นักศึกษาได้มีโอกาสได้สัมผัสกับผลงานที่แปลกใหม่และหลากหลาย

ล่าสุดประกาศรายชื่อ 15 ศิลปินนานาชาติกลุ่มแรกที่จะเดินทางมาร่วมแสดงผลงานศิลปะ นำโดยศิลปินที่มีผลงานในระดับโลก แอกเนส อเรลลาโน (ประเทศฟิลิปปินส์) โจเซฟ บอยส์ (ประเทศเยอรมนี) จอร์จ โบลสเตอร์ (ประเทศสหรัฐอเมริกา) หลุยส์ บูร์ชัวส์ (ประเทศฝรั่งเศส-และสหรัฐอเมริกา) อแมนดา คูแกน (ประเทศไอซ์แลนด์) ดุษฎี ฮันตระกูล (ประเทศไทย) ญาณวิทย์ กุญแจทอง (ประเทศไทย) ประสงค์ ลือเมือง (ประเทศไทย) อับราฮัมพอยน์เชวาล (ประเทศฝรั่งเศส) ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (ประเทศไทย) เจสสิก้า ซีกัล (ประเทศสหรัฐอเมริกา) พิม สุทธิคำ (ประเทศไทย) หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร (ประเทศไทย) ส้ม ศุภปริญญา (ประเทศไทย) และ วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ (ประเทศไทย) และยังได้รับเกียรติจากคณะที่ปรึกษานานาชาติที่มีชื่อเสียง อาทิ มารีนา อบราโมวิช ศิลปินระดับโลกเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำ ลิโต คามาโช ประธานกรรมการ University of the Arts Singapore (UAS) คิม คามาโช นักสะสมผลงานศิลปะ มามิ คาตาโอกะ ผู้อำนวยการ Mori Art Museum ประเทศญี่ปุ่น ดร.ยูจีน ตัน ผู้อำนวยการ National Gallery Singapore และ Singapore Art Museum มาร่วมในการจัดงานครั้งนี้ด้วย พร้อมกันนี้ยังมีคณะภัณฑารักษ์ผู้มากประสบการณ์มาร่วมทำงานกับศิลปินและคัดเลือกผลงานศิลปะจากนานาประเทศ อาทิ ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ฯ พอใจ อัครธนกุล หัวหน้าแผนกงานภัณฑารักษ์บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ดร.ไบรอันเคอร์ติน นักวิจารณ์ อาจารย์มหาวิทยาลัย และภัณฑารักษ์อิสระ อากิโกะ มิกิภัณฑารักษ์ และผู้อำนวยการศิลป์นานาชาติ Benesse Art Site เกาะนาโอชิมะประเทศญี่ปุ่น ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาทฤษฎีศิลป์และอดีตผู้อำนวยการหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

สำหรับปีนี้ 2024 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิดใหม่ รักษา กายา (Nurture Gaia) ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของเทพีกรีก นามว่า ไกอา (Gaia)ซึ่งเป็นหนึ่งในร่างของพระแม่ธรณี หรือแม่ของผืนดิน (Mother Earth) ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของความเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต ไกอา ถูกกล่าวถึงมาเป็นเวลานานในหลากหลายช่วงเวลาและวัฒนธรรม นอกจากการมีอยู่ของเธอในรูปแบบของความลี้ลับหรืออำนาจวิเศษแล้ว ยังได้จุดประกายความเชื่อ ศาสนา พิธีกรรม แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ดังเช่น ทฤษฎีกายา ของ ศ.เจมส์ เลิฟล็อค และปรัชญาแขนงอื่นๆ อีกมากมาย ในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นถ่ายทอดความหมายที่แตกต่างของธรรมชาติ การเลี้ยงดู ความเป็นผู้หญิงและการครุ่นคิดเกี่ยวกับนิเวศวิทยาการเมืองหรืออำนาจเหนือธรรมชาติต่างๆ ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากทั่วโลกด้วยสื่อที่หลากหลายเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นปัจจุบันกระตุ้นให้ฉุกคิด รวมทั้งมองหาวิธีใหม่ในการจัดการกับประเด็นปัญหาของอนาคตในด้านสังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อม”

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและ
ผู้อำนวยการศิลป์

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและ ผู้อำนวยการศิลป์

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธาน
กก.และผู้ก่อตั้งมูลนิธิ บางกอก
อาร์ต เบียนนาเล่

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธาน กก.และผู้ก่อตั้งมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธาน กก.มูลนิธิหอศิลป์ฯ

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธาน กก.มูลนิธิหอศิลป์ฯ

เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการ ผู้ว่าฯ กทม.

เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการ ผู้ว่าฯ กทม.