25 ปีมูลนิธิดำรงชัยธรรม มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสู่สังคม พัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762696

25 ปีมูลนิธิดำรงชัยธรรม มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสู่สังคม พัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

25 ปีมูลนิธิดำรงชัยธรรม มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสู่สังคม พัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิดำรงชัยธรรม จัดงานครบรอบ 25 ปี แสดงความยินดีกับบัณฑิตทุนที่จบการศึกษา

มูลนิธิดำรงชัยธรรม จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ พร้อมพิธีมอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีกับบัณฑิตทุนที่จบการศึกษาในโอกาสครบรอบ 25 ปี โดยมี ไพบูลย์ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการมูลนิธิดำรงชัยธรรม พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้บริหารบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน อาทิ พนา ทองมีอาคม, ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์, สุวิมล จึงโชติกะพิศิฐ, บุษบาดาวเรือง, สันติสุข จงมั่นคง,ฟ้าฉาย ดํารงชัยธรรม, ประภาวดี ธานีรณานนท์ และ มุขเอก จงมั่นคง

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม บนเส้นทางแห่งการให้ด้านการศึกษาผ่าน มูลนิธิดำรงชัยธรรมได้สรรสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศมากมาย ด้วยการมอบโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชน ภายใต้โครงการ “ทุนสร้างคน สร้างบัณฑิต”เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนที่เรียนดี ประพฤติดี กิจกรรมเด่น แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา โดยไม่มีภาระผูกพันต้องใช้คืน หวังเพียงให้เป็นคนเก่งและดี ที่สร้างสรรค์สิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม ดังเจตนารมณ์ที่ว่า “ไม่ใช่แค่ให้โตได้ แต่อยากให้โตดี”

มูลนิธิดำรงชัยธรรม ให้ความสำคัญกับการศึกษา เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงได้ส่งเสริม สนับสนุนเงินทุนด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบทุนการศึกษาไปแล้ว 22 รุ่น และยังคงเดินหน้าสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อสร้างรากฐานของความยั่งยืนให้กับเยาวชน ผู้ซึ่งจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการมูลนิธิดำรงชัยธรรม เปิดเผยว่า “รู้สึกชื่นใจทุกครั้งที่พวกเราได้มาเจอกัน และปีนี้มูลนิธิฯ ครบรอบ 25 ปี ดีใจที่ได้เห็นทุกคนเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมามูลนิธิฯได้ผลิตบัณฑิตออกสู่สังคมกว่า 500 คน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกคนมีความสำนึกที่ดีตรงตามเจตนารมณ์ที่ผมตั้งใจ คิดว่าถ้ามีบัณฑิตช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุน น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการต่อยอดให้โครงการของมูลนิธิฯ แข็งแกร่งและไปได้ไกลมากขึ้น ในอนาคตเราวางแผน ที่จะสนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กๆ มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราเชื่อว่า โอกาสทางการศึกษา จะเป็นบันไดขั้นแรกในการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กๆ ให้สามารถพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนในชีวิตของพวกเขาต่อไปครับ”

ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม

นอกจากนี้ ในงานยังมีนิทรรศการแสดงผลงานจากชมรมบัณฑิตทุนนำเสนอเรื่องราวบัณฑิตทุนคุณภาพของมูลนิธิฯ จำนวน 21 รุ่น จากหลากหลายอาชีพ อาทิ แพทย์, วิศวกร, เภสัชกร, อาจารย์ ฯลฯ ที่สานต่อเจตนารมณ์ “ไม่ใช่แค่ให้โตได้ แต่อยากให้โตดี” ด้วยการนำความรู้ความสามารถไปต่อยอดสร้างคุณค่าให้หลายๆ ภาคส่วนในสังคม อาทิ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรวิทย์ ไชยสุ บัณฑิตทุนรุ่นที่ 7/2551 ปัจจุบันเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ด้านนวัตกรรมและการเกษตร เพื่อต่อยอดพัฒนาสินค้าและบริการให้กับรัฐวิสาหกิจชุมชน Young SmartFarmer ทั่วประเทศ กล่าวว่า “ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิดำรงชัยธรรมครับ ตอนที่เราได้รับทุกจากมูลนิธิฯ เราเป็นผู้รับอย่างเต็มที่ พอจบการศึกษาและทำงานแล้ว เราก็สามารถเป็นผู้ให้ได้ โดยการส่งต่อโอกาสทางการศึกษา เพื่อต่อยอดพัฒนาเยาวชนไทย ให้ความรู้ในด้านการเกษตรครบวงจร ธุรกิจการเกษตร รวมถึงการเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร ต้องขอบคุณมูลนิธิดำรงชัยธรรมที่เป็นแรงผลักดันและเป็นแรงบันดาลใจว่ายิ่งให้ก็ยิ่งได้ ช่วยให้เราอยากทำสิ่งดีๆ กับสังคมต่อไปครับ”

นายจิรวัฒน์ มหาสาร บัณฑิตทุนรุ่นที่ 7/2557 ผู้ก่อตั้งแบรนด์ CHAKSARN นำ “เสื่อกก” สินค้าหัตถกรรมท้องถิ่นของภาคอีสาน มาออกแบบเป็นกระเป๋าแฟชั่นสุดทันสมัยส่งออกสู่สากล โดยเน้นการจ้างคนท้องถิ่น รวมทั้งเลือกใช้วัสดุท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมธุรกิจรายย่อย สร้างรายได้สู่ชุมชนให้ยั่งยืน กล่าวว่า “มูลนิธิดำรงชัยธรรมเป็นเหมือนผู้ให้ชีวิตใหม่ครับ ช่วยให้คนที่ไม่รู้ว่าการศึกษาของเราจะไปได้แค่ไหน ได้ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ซึ่งแบรนด์ CHAKSARN นั้นเกิดจากแนวคิดที่อยากช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน จึงเลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากชาวบ้านภาคอีสานซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม เป็นการช่วยกระจายรายได้ให้คนในชุมชนด้วยครับ อยากฝากน้องๆ ให้มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ ถ้าเรามีความสุข เราก็จะมีพลังที่จะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบข้างและสังคมต่อไป”

ผศ.ดร.กรวิทย์ ไชยสุ

นางสาวณัชนันทร์ กิจประพจน์บัณฑิตทุนรุ่น 18/2562 จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปัจจุบันเป็น แพทย์ประจำโรงพยาบาลผาขาว อ.ผาขาว จ.เลย กล่าวว่า “รู้สึกโชคดีมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนทุนมูลนิธิดำรงชัยธรรม ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่เรียนแพทย์ และทำงานเป็นส่วนหนึ่งของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจและอยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ อยากเป็นที่พึ่งของสังคม ได้ใช้ความรู้ความสามารถของเราช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป อยากฝากน้องๆ นักเรียนทุนที่กำลังศึกษาอยู่ให้ตั้งใจเรียน ใช้ความรู้ที่เรียนมาทำอาชีพสุจริตและเป็นคนดีของสังคมค่ะ”

นายคณัสนันท์ สิริเดชชาญชัยบัณฑิตทุนรุ่น 18/2562 จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ปัจจุบันเป็นครูตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านโป่งลึก จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า“สมัยเรียนพอมีทุนการศึกษาจากที่อื่นเข้ามา เราไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเนื่องจากผมเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย โชคดีที่ผมได้มาเจอทุนจากมูลนิธิดำรงชัยธรรม และมีโอกาสได้รับทุนนี้ ถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตผม หากไม่ได้ทุนนี้คงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย จึงตั้งใจว่าจะส่งต่อโอกาสนี้กลับไปช่วยเหลือสังคม โดยได้เป็นครูสอนวิชาภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนชายแดนในป่า เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กในชายแดนที่มีโอกาสน้อยกว่าเด็กในเมือง เพราะความรู้คือสิ่งที่มีคุณค่าและจะอยู่กับเราตลอดไปครับ”

จิรวัฒน์ มหาสาร

จิรวัฒน์ มหาสาร

คณัสนันท์ สิริเดชชาญชัย

คณัสนันท์ สิริเดชชาญชัย

ณัชนันทร์ กิจประพจน์

ณัชนันทร์ กิจประพจน์

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 14 ตุลาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762674

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 14 ตุลาคม 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 14 ตุลาคม 2566

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เซ็นทรัลพัฒนา ชวนชิมอาหารใน “เทศกาลกินเจ” กับแคมเปญ “Thailand J Food Festival 2023” ถึง 23 ต.ค.ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 38 สาขาทั่วประเทศ

ชวนชิมเมนูสุดครีเอท “KATSUYA l ONE PIECE” กับโปรโมชั่นพิเศษทุกเมนู229 บาท พร้อมแก้ว Tumbler Collection (Limited Edition) ลิขสิทธิ์แท้ 4 แบบ ถึง 30 พ.ย.ที่ ร้านคัตสึยะ 45 สาขาทั่วประเทศ

ชวนชิม อาหารปิ้งย่าง ชาบู ซูชิ 5 ร้านเด็ดคุณภาพพรีเมียม WASHI, ZURU, YUU, Sushi Hiro และ Meat Up เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น. ที่ ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา

ชวนชิม

ทาโก้ เบลล์ ชวนชิมอาหารสไตล์กึ่งเม็กซิกันที่มีชื่อเสียงจากสหรัฐอเมริกา และแจกฟรี “Crunchy Taco”รวม 800 ชิ้น ถึง 15 ต.ค.ที่่สาขาใหม่ล่าสุดศูนย์การค้าจังซีลอนป่าตอง จ.ภูเก็ต

แบรนด์ “เฮอริเทจ” ชวนชิมอาหารเพื่อสุขภาพประเภทถั่ว ธัญพืช ผลไม้อบแห้ง และส่วนผสมสำหรับทำอาหาร ในเทศกาลกินเจ 2023 ที่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกสาขาทั่วประเทศ

ไทเชฟ (Thy Chef) ชวนชิมเครื่องดื่มชงจากผงสำเร็จรูป รวม 16 รส หาซื้อได้ที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ทั่วประเทศ หรือบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ทุกสาขา

ชวนช็อป

ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ชวนช็อปต้นกระบองเพชรหลากหลายสายพันธุ์ในงานมหกรรม “Big Cactus” 21-22 ต.ค.ที่ ลานไนน์ สแควร์ และ ลานเวสต์วิลเลจ

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนช็อปของฝากของที่ระลึกจากทุกท้องถิ่นทั่วไทยที่ “AMAZING MARKET” ชั้น 4 นักท่องเที่ยวที่แสดงแผ่นพับของเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ รับ MBK Welcome Gift ฟรี

ชวนช็อปเสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ฯลฯ กับแคมเปญ “AUTUMN SALE” ช็อปครบ 4,000 บาท รับ “SKECHERS MONKEY DOLL”ถึง 15 ต.ค. ที่ ร้านสเก็ตเชอร์ส สาขาศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต

ชวนใช้

OCEAN LIFE ไทยสมุทร ชวนใช้ประกันสุขภาพเด็กเหมาจ่าย ใหม่ล่าสุด “โอเชี่ยนไลฟ์ เฮลท์ ฟอร์ คิดส์” พร้อมปกป้องลูกรักในยุคโรคภัยมากมายรอบตัว http://www.ocean.co.th โทร.02-2078888

ยูนิโคล่ ชวนใช้สินค้าไอเทม “โดราเอมอน โหมดความยั่งยืน” ในแคมเปญ JOIN : THE POWER OF CLOTHING “พลังของเสื้อผ้า” สนับสนุน UNESCO ทำกิจกรรมลดขยะในมหาสมุทร

“กิฟฟารีน” ชวนใช้ 3 ผลิตภัณฑ์ จากฟ้าทะลายโจร ได้แก่ ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรสกัด, ฟ้าทะลายโจรแคปซูล และฟ้าทะลายโจร รีเฟรชชิ่ง เม้าท์สเปรย์ บจก.กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้โทร.02-6196070

ชวนชม

ชวนชมการแสดงสุดอลังการในงาน “อัศวินแห่งโคกูรยอ” ฝึกทักษะความแม่นยำกับกิจกรรมทูโฮ การละเล่นพื้นบ้านโบราณของเกาหลี ถึง 23 ต.ค. ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ถนนเพชรเกษม

ชวนชมการแข่งขัน “Jooze Crossword Game Grandprix Thailand Championship 2023” วันที่ 14-15 ต.ค.ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ถนนศรีนครินทร์

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “แตกต่างกันแต่เหมือนกัน”ในวันพุธที่ 18 ต.ค. เวลา 12.45-13.00 น. และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “เยาวราช” ในวันอาทิตย์ที่ 22 ต.ค. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

คุณแหน : 14 ตุลาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762698

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll งาน “คืนสู่เหย้าชาว MPPM NIDA (MPPM Together 2023)” ปีนี้ จัด 18 พ.ย. โดยมี MPPM รุ่น 28 เป็นแม่งาน ด้วยความสนับสนุนของชมรมศิษย์เก่า หลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน (MPPM CLUB) ที่มี กรกฎ ชาตะสิงห์ เป็นประธาน…งานนี้มีสัมมนาวิชาการภาคบ่าย และภาคเย็นสังสรรค์พบปะเพื่อนพ้องน้องพี่จาก กทม. และ ตจว.จองบัตร / จองโต๊ะ ได้ที่ผู้แทน MPPM ทุกรุ่น หรือติดต่อกรรมการชมรม ที่ 094-6956992 (คุณหมู อารีย์)…

llกำหนดการพิธีศพในพระบรมราชานุเคราะห์ศ.คลินิกเกียรติคุณ พญ.คุณหญิงพุฑฒิพรรณีวรกิจโภคาทร มีดังนี้ พิธีธรรมสวดพระอภิธรรม12-15 ต.ค.18.00 น. และสวดพระอภิธรรม16 ต.ค. 18.00 น. ณ ศาลาวีไอพี วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน…ส่วนพิธีพระราชทานเพลิงศพ 17 ต.ค.16.00 น. พล.ท.เฉลิมศักดิ์ วรกิจโภคาทร,ดร.รักษ์-กิตติยา วรกิจโภคาทร และ นิมิตร-ธีรา ดำรงรัตน์ เรียนเชิญทุกท่านมาด้วยความเคารพ…

ll พล.ต.ท.วิชิต ปักษา อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เรียนเชิญร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่เกษม ปักษา 12-18 ต.ค.18.00 น. ณ ศาลา 11 วัดบึงทองหลาง กทม.และฌาปนกิจ 19 ต.ค. 16.00 น. …

ll ม.ร.ว.ชื่นกมล ดิศกุลฯ ถึงแก่อนิจกรรม เพื่อนๆ ราชินีรุ่น 62 ไปแสดงความอาลัย ที่วัดเทพศิรินทร์…

ll ช่วงเวลานี้บูรพา-ดร.ญาดา อารัมภีร มีทริปไปจอร์เจียแอลเบเนีย…เมืองน่าเที่ยวมากๆ…

ll ส่วน ทิฆัมพร บุญมาก ไปทริปไต้หวัน ได้ลิ้มชิมรสอาหารอร่อยๆ ถูกปากหลากหลายเมนู…เพื่อนๆฟังเล่าก็เข้าใจว่า ของอร่อยมีเยอะจริงๆ ด้วย…

llนวรัตน์ เลอบูล ไปชมโชว์เรื่อง Westside Storyที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ แสดงโดยคณะ The BroadwayClassic USA. ซึ่งแสดงรอบสุดท้ายพอดี…

llงานเดียวกัน รัตนาภรณ์-สุพจน์ เกษมอมรลักษณ์มาชมโชว์นี้เช่นกัน ได้เจอะเจอกับ สุชาติ ชวางกูรโดยบังเอิญ…

ll ศ.เภสัชกร ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ รับรางวัล SX Shaper Award เมื่อ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา รางวัลดังกล่าว เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของงาน Sustainability Expo (SX) ซึ่งเป็นมหกรรมด้านความยั่งยืน (Sustainability)ที่จัดขึ้นด้วยความร่วมมือขององค์กรในภาคส่วนต่างๆ ของไทยที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการจัดงาน Thailand SustainabilityExpo ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2563 ผ่านการสนับสนุนของ 3 องค์กรหลักซึ่งได้รับความยอมรับให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกคือ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และบมจ.ไทยยูเนี่ยน มีผู้มาร่วมในพิธีเปิดงานวันนั้นประมาณ 1,000 คน…ศ.เภสัชกร ดร.กฤษณา ได้กล่าวว่าโครงการและงานต่างๆ ไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ เธอได้รับความร่วมมือร่วมใจ และได้รับรู้ถึงความอุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนของกลุ่มคนที่ร่วมทำงานด้วยกัน บางครั้งมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ต้องใช้เวลาและความอดทนในการแก้ไขปัญหา ระดมสมองและใช้ความพยายามร่วมกันจึงจะหาทางออก และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จนประสบความสำเร็จได้ นี่คือ“วิชาชีวิต” ที่ทุกคนคงต้องได้สัมผัสต่อไปตามวิถีของแต่ละคน…พร้อมขอบคุณหลายๆ หน่วยงานและบุคคลต่างๆ ที่ช่วยผลักดันโครงการให้ประสบความสำเร็จ…ทั้งดีและเก่ง เป็นเช่นนี้นี่เอง !!…ll

บารอนเนส

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : มื้ออิ่มบุญ อร่อยอย่างสร้างสรรค์ กับ…เทศกาลอาหารเจ

แนวหน้า ฟู้ด รีวิว : มื้ออิ่มบุญ อร่อยอย่างสร้างสรรค์ กับ...เทศกาลอาหารเจ

แนวหน้า ฟู้ด รีวิว : มื้ออิ่มบุญ อร่อยอย่างสร้างสรรค์ กับ…เทศกาลอาหารเจ

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร และในสุดสัปดาห์นี้ ขอพาคุณไปลิ้มรสอาหารอร่อยกับ “เทศกาลอาหารเจ” ระหว่างวันที่ 15-23 ตุลาคม 2566 สารพัดเมนูอาหารเจมากมายให้เลือกสรรจากโรงแรม และร้านอาหารต่างๆ เริ่มต้นกันที่

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอเมนู อาทิ หอยจ๊อเจ, ขนมผักกาดทอด, ข้าวเหนียวห่อใบบัวนึ่ง, เต้าหู้ผัดสไตล์เซี่ยงไฮ้ ราคาเริ่มต้น95 บาท++ หรือเซตเมนูเจ (10 ท่าน) ราคา 6,600 บาท++รวมทั้งอาหารเจที่มีให้บริการในไลน์บุฟเฟต์มื้ออาหารเช้า, กลางวัน และเย็น ที่ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ และ ห้องอาหารเวนติซี โทร.02-1006255

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ นำเสนอเมนูเจกว่า20 รายการ ครบครันหลากหลายให้เลือกสรรตลอดเทศกาลทั้งเซตเมนู หรือ อะ ลา คาร์ท มื้อกลางวันและมื้อค่ำทุกวัน อาทิ ยำสลัดผลไม้กับน้ำมันสลัดงาญี่ปุ่น, ข้าวผัดเผือก, เผือกทอด แปะก๊วยและหน่อไม้ฝรั่ง ที่ ห้องอาหารเรือนต้น โทร.02-2337060

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย นำเสนอเมนูอาหารเจแบบจานเดี่ยว (a la carte menu) อาทิเปาะเปี๊ยะสด เต้าหู้ฟูยำมะม่วง คั่วกลิ้งเจ และเต้าฮวยน้ำขิง มื้อกลางวันและมื้อค่ำ ระหว่างวันที่ 14-23ต.ค. ที่ ห้องอาหารไทยฟร้อนท์ รูม โทร.02-8468888

โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ นำเสนอเมนูติ่มซำเจเฉพาะมื้อกลางวัน ราคาเริ่มต้นเข่งละ 90 บาท++และอาหารเจตามสั่ง เช่น เป็ดปักกิ่งเจ มะเขือยาวผัดปลาเค็มเจ บะหมี่ผัดพริกไทยดำ ฯลฯ ราคาเริ่มต้น 150 บาท++ หรือเซตเมนูอาหารเจ ชุดละ8,000 บาท++ ที่ ห้องอาหารจีนหยก โทร.02-2764567

คาเฟ่ แคนทารี นำเสนออาหารเจเมนูอร่อยครบเครื่องทั้งอาหารจานหลัก ของหวาน เครื่องดื่ม และเบเกอรี่อบสดใหม่หลากหลายรายการ ราคาเริ่มต้น165 บาท ที่ สาขาพระนครศรีอยุธยา, บางแสน, เชียงใหม่,เกาะยาวน้อย, โคราช, ภูเก็ต, ปราจีนบุรี, ศรีราชาระยอง และ ระยองบายเดอะซี (หาดแสงจันทร์) โทร.1627

เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ นำเสนอ “เมนูวีแกน”ด้วยวัตถุดิบ Vegan Innovation โปรตีนทดแทนทำจากพืช3 เมนู ราคาเริ่มต้น 190 บาท พร้อมอร่อยเป็นเซตอาหารและเครื่องดื่ม 390 บาท++ ที่ 3 สาขา ได้แก่โครงการเวลา หลังสวน, เกษรวิลเลจ และ เมกาบางนา

ร้านอาหารเฮยยิน นำเสนอ “เมนูอาหารเจสไตล์กวางตุ้ง” อาทิ ซุปเสฉวนเยื่อไผ่เห็ดมอเรล, เป็ดปักกิ่งสาหร่ายเจ, ข้าวผัดกุ้งเจซอสเห็ดทรัฟเฟิล, เกี๊ยวทอดครีมสลัดเจ ฯลฯ ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ ถนนเพลินจิต โทร.080-9645423

ร้านอาหารฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน นำเสนอ“เมนูเจสไตล์ฮ่องกง” 10 เมนูอาหาร, 1 เมนูของหวาน และ 9 เมนูติ่มซำ อาทิ ซุปเกี๊ยวน้ำเสฉวนเจ,เต้าหู้เทวดาเห็ดมอเรลน้ำมันหอยเจ, เผือกทอดวงแหวนผัดโหงวก๊วยไก่เจ, ขนมผักกาดเจ ฯลฯ ที่ อาคาร 12อิมแพ็ค เมืองทองธานี โทร.02-8335434-5

อิมแพ็ค เลคฟร้อนท์ นำเสนอ “เมนูอาหารเจสไตล์นานาชาติ” เพื่อสุขภาพด้วยวัตถุดิบแพลนต์เบสผักจาก “อิมแพ็ค ฟาร์ม” และเต้าหู้คุณภาพกับ 6 เมนูคุณภาพ ที่ 4 ร้านอาหารนานาชาติริมทะเลสาบเมืองทองธานี ได้แก่ บรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์, อีสานจิ้มจุ่ม, อุวะจิมะ และ แจ็คกี้ ซีฟู้ด โทร.02-0331851

เทศกาลกินเจปีนี้ เสริมสร้างบารมีด้วยการถือศีล 8 และละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อสุขภาพที่ดีกับเมนูเจหลากหลาย อิ่มท้อง อิ่มบุญ และอิ่มใจ ไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

หอบท้องฟ้า ‘พาดาวมาหาน้อง’ ให้ท้องฟ้าจำลองโคจรสู่เยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762701

หอบท้องฟ้า ‘พาดาวมาหาน้อง’  ให้ท้องฟ้าจำลองโคจรสู่เยาวชน

หอบท้องฟ้า ‘พาดาวมาหาน้อง’ ให้ท้องฟ้าจำลองโคจรสู่เยาวชน

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หากพูดถึง “ดาราศาสตร์” หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว อย่างไรก็ตามองค์ความรู้ดังกล่าวเปรียบเสมือน “วิชาแห่งมวลมนุษยชาติ” ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นให้มนุษย์เข้าใจสิ่งต่างๆ พร้อมค้นหาคำตอบของปรากฏการณ์หลายสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ คำตอบเหล่านั้นเองกลับอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เพราะเป็นองค์ความรู้ที่ทุกคนมองเห็นได้ เพียงแค่แหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่อย่างเช่นเกาะพะงัน ซึ่งสามารถมองเห็นดวงดาวเรียงรายท่ามกลางท้องฟ้าโปร่ง

เพื่อให้เยาวชนและชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์มากขึ้น หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ7 รอบพระชนมพรรษา สงขลา ร่วมกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดกิจกรรม “พาดาวมาหาน้อง” เปิดประตูสู่โลกดาราศาสตร์ หอบความรู้ให้น้องๆ ในพื้นที่เกาะพะงันทั้ง 12 โรงเรียนได้โคจรเข้ามาใกล้ชิดกับดวงดาวผ่านโรงเรียนในหลายจังหวัดภาคใต้ กิจกรรมล่าสุดจัดขึ้นที่โรงเรียนเกาะพะงันศึกษาเปิดให้เด็กๆ กว่า 1,440 คน มีโอกาสเข้าชมท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ได้อย่างทั่วถึงทุกโรงเรียนพร้อมร่วมกิจกรรมดูดาวในช่วงเวลากลางคืน

“เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสดูดาวในโดมท้องฟ้าจำลองแบบนี้ จินตนาการคิดว่าคงจะสวยมากแน่ๆ แต่พอได้เห็นของจริงแล้วภาพต่างๆ เหมือนจริงกว่าที่คิดไว้แถมได้เห็นถึงพื้นผิวของดวงจันทร์ ได้ฟังถึงต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต มองไปรอบๆ คือเพื่อนๆ ตื่นเต้นกันทุกคนเพราะเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ได้ลองใช้เครื่องส่องดูดาว เรียนรู้
ดูกลุ่มดาว สนุกกับการดูดาวมากขึ้นไปอีกครับ” นนทวัฒน์ สุขมา หรือ น้องนนท์ อายุ 17 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะพะงันศึกษา อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หนึ่งในตัวแทนของเด็กๆ ที่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับหมู่ดาวผ่านกิจกรรมนี้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจ

น้องๆ วัยประถมศึกษา เด็กหญิงลัลล์ลลิลชูจันทร์ หรือน้องน้ำใจ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมะเดื่อหวาน จ.สุราษฎร์ธานี เล่าความรู้สึกว่า “ความประทับใจหนูให้เต็มหนึ่งร้อยเพราะปกติเป็นคนที่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์และการทดลองอยู่แล้วพอได้มาจับอุปกรณ์ของจริงและเป็นครั้งแรกที่ได้มาดูท้องฟ้าจำลองในโดมเลยรู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ แถมยังได้เห็นภาพดาวสวยๆ เป็นความทรงจำที่จะไม่ลืมเลยค่ะ”

“เรามองว่าการดูดาวเป็นเพียงปลายทางเท่านั้น ต้นทางที่เป็นจุดประสงค์สำคัญคือการพัฒนาคนผ่านการกระจายโอกาสทางการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้เด็กๆ ทั่วประเทศ” เฉลิมชนม์ วรรณทอง ผู้อำนวยการหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา สงขลา ย้ำถึงเป้าหมายหลักที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์ให้เข้าถึงเยาวชนหลากหลายพื้นที่ “ตลอด 4 ปี ที่เปิดให้บริการมา หอดูดาวฯ สงขลามีผู้คนแวะเวียนมาใช้บริการรวมกว่า7 แสนคน เรามุ่งกระจายโอกาสการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์สู่ภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะส่วนของภาคใต้ ในส่วนของการเปิดให้เข้าชมอาจกระจายโอกาสไม่ทั่วถึง ดังนั้นเราจึงทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายและชุมชนทั่ว 14 จังหวัดในภาคใต้ เพื่อออกให้บริการนอกพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงดาราศาสตร์มากที่สุด ผ่านการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ที่จับต้องได้จริง เห็นจริงด้วยตาตัวเอง รวมถึงให้เด็กทุกคนในโรงเรียนได้เข้าถึงประสบการณ์อย่างทัดเทียมกันโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

อนุชา เตยแก้ว เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา สงขลา กล่าวเสริมว่า “ดาราศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวของทุกคนยิ่งเราจุดประกายการเรียนรู้ให้แก่น้องๆ เยาวชนมากเท่าไหร่ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กๆ เรียนรู้อย่างสนุกสนานจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากขึ้นเท่านั้น หอดูดาวฯ สงขลาจะเป็นหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนที่สำคัญในภาคใต้แล้ว เรายังมุ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยตรงทั้งการบริการในส่วนพื้นที่หอดูดาวเองและการกระจายโอกาสผ่านการลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ ซึ่งเราผลักดันการใช้โจทย์วิจัยแนวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและเทคนิควิศวกรรมขั้นสูงอยู่เสมอ หวังว่าจะช่วยเปิดโอกาสให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ได้อย่างดี เพื่อที่เด็กๆ เหล่านี้จะเติบโตไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีและประเทศในอนาคต”

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “เชฟรอนมุ่งผลักดันองค์ความรู้ด้านสะเต็มศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ยกระดับขีดความสามารถของประเทศผ่านการศึกษา ดาราศาสตร์ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้สำคัญของมวลมนุษยชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อการเข้าใจโลกและสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ดังนั้น เชฟรอนจึงมุ่งกระจายโอกาสการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้เยาวชนและประชาชนมากขึ้น รวมถึงทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯอย่างใกล้ชิดเป็นเวลากว่า 6 ปีสนับสนุนกิจกรรมฯ มากมายไปจนถึงกิจกรรมพาดาวมาหาน้องล่าสุดที่จัดขึ้นในพื้นที่เกาะพะงัน บริษัทฯ หวังว่ากิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะช่วยขยายพื้นที่การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์มากขึ้น พร้อมจุดประกายความรู้และแรงบันดาลใจให้เยาวชนสามารถต่อยอดและพัฒนาในอนาคตต่อไป”

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานฝ่ายกิจการสัมพันธ์ เชฟรอน

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานฝ่ายกิจการสัมพันธ์ เชฟรอน

นนทวัฒน์ สุขมา

นนทวัฒน์ สุขมา

ลัลล์ลลิล ชูจันทร์

ลัลล์ลลิล ชูจันทร์

อนุชา เตยแก้ว

อนุชา เตยแก้ว

ชวนรู้จัก 3 มูลนิธิเพื่อเด็กไทย ในงานวิ่ง ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2023 เปลี่ยนพลังเป็นโอกาสด้านสุขภาพ โภชนาการและการเรียนรู้ให้น้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762700

ชวนรู้จัก 3 มูลนิธิเพื่อเด็กไทย ในงานวิ่ง ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2023  เปลี่ยนพลังเป็นโอกาสด้านสุขภาพ โภชนาการและการเรียนรู้ให้น้อง

ชวนรู้จัก 3 มูลนิธิเพื่อเด็กไทย ในงานวิ่ง ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2023 เปลี่ยนพลังเป็นโอกาสด้านสุขภาพ โภชนาการและการเรียนรู้ให้น้อง

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“เยาวชน” คือ “ต้นกล้า” ที่ต้องบ่มเพาะและดูแลเพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี จึงมุ่งส่งต่อความช่วยเหลือ สนับสนุนเด็กที่ประสบปัญหา หรือด้อยโอกาสมาอย่างต่อเนื่องผ่านมูลนิธิองค์กรการกุศลต่างๆ โดยปีนี้ ทีทีบีร่วมกับพันธมิตรใหม่“ธนชาตประกันภัย” จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งมินิมาราธอนการกุศลแห่งปี “ทีทีบี l ธนชาตประกันภัยพาร์ครัน 2023” ภายใต้แนวคิด Run for Change ที่จะเปลี่ยน…ทุกพลังเป็นของขวัญให้น้อง นำรายได้จากการสมัครวิ่งแบบไม่หักค่าใช้จ่ายและเงินบริจาคไปมอบให้ 3 มูลนิธิ ได้แก่ มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม, โครงการ FOOD FOR GOOD โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ และโครงการไฟ-ฟ้าโดย มูลนิธิทีทีบี เพื่อเติมเต็มโอกาสให้น้องๆ อย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพ โภชนาการ และการเรียนรู้ วันนี้ชวนไปทำความรู้จักกับบทบาทและเรื่องราวของทั้ง 3 มูลนิธิเพื่อเด็กไทย

ทญ.ยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธานกรรมการมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม กล่าวว่า มูลนิธิสร้างรอยยิ้มเป็นมูลนิธิไม่แสวงหากำไร นำเงินระดมทุนไปใช้เพื่อการผ่าตัดรักษาเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับการผ่าตัดไปแล้วกว่า 16,000 ราย ในแต่ละปีทางมูลนิธิจะนำแพทย์อาสาลงไปช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล และร่วมมือกับโรงพยาบาลพันธมิตรในการผ่าตัดช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังมีการต่อยอดทักษะความรู้ด้านผ่าตัดศัลยกรรมพลาสติกของแพทย์อาสา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีภาวะอื่นๆ อย่างไม่แบ่งแยกฐานะหรือเชื้อชาติ โดยมีเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้คนให้ได้ 750-1,000 คนต่อปี

3 มูลนิธิในงานทีทีบี l ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2023

ด้าน ประภาพรรณ บรรลุศิลป์ รองผู้อำนวยการ โครงการ FOOD FOR GOOD โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ เล่าว่า ปัจจุบันโครงการฯ ภายใต้การดูแลของมูลนิธิยุวพัฒน์ดำเนินการมากว่า 9 ปี มีความเชื่อว่า โภชนาการอาหารที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโต ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนระดับประเทศ เนื่องจากเด็กไทยมีภาวะเตี้ยแคระแกร็นค่อนข้างสูง นอกจากนี้ภาวะโภชนาการไม่ได้ส่งผลกระทบแค่การมีร่างกายที่อ้วนหรือผอมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ หากประชากรมีภาวะโภชนาการที่ไม่ดีอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพนำมาสู่ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น รวมไปถึงยังส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและร่างกายของเด็ก นำไปสู่ปัญหาทางการเรียนรู้หรือโอกาสในการประกอบอาชีพ จนลุกลามกลายเป็นปัญหาด้านทรัพยากรบุคคลของประเทศ  โดยเงินบริจาคที่ได้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะนำไปสนับสนุนค่าอาหารและการเกษตร สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย และทักษะการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งยังดูแลช่วยเหลือเรื่องน้ำดื่มและการเก็บรักษาอาหารผ่านเทคโนโลยีตู้แช่โซลาร์เซลล์ ส่วนที่สองจะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางโภชนาการที่ถูกต้องแก่บุคลากรที่มีส่วนในการดูแลอาหาร  และสุดท้ายฝากถึงทุกคนว่า การเริ่มแบ่งปันจากสิ่งที่เรามีความสนใจ มีความถนัด ลงแรง ลงขัน ลงสมอง หรือบางท่านชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง นอกจากเราได้สุขภาพของตนเองแล้ว ก็ยังได้ทำเพื่อคนอื่นอย่างเช่นการวิ่งพาร์ครันในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการส่งต่อโอกาสให้กับน้องๆ อีกหลายคน

ในมุมนักวิ่งที่มีต่อสังคม

ปิดท้ายที่ มาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้ากิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาต และผู้ดูแลโครงการไฟ-ฟ้า โดย มูลนิธิทีทีบี กล่าวว่าภารกิจหลักของมูลนิธิทีทีบีคือ “โครงการไฟ-ฟ้า” คำว่า “ไฟ” หมายถึงพลังความสร้างสรรค์ของเด็ก และ “ฟ้า” คือสีของการให้ ซึ่งมูลนิธิทีทีบีมีปรัชญาในการดำเนินงานคือ การสอนจับปลาแทนการให้ปลา เพื่อเป็นการให้ความรู้อย่างยั่งยืนแก่เด็กกลุ่มเป้าหมายในชุมชนที่มีอายุระหว่าง 12-17 ปี ได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้ทักษะชีวิตและวิชานอกห้องเรียนผ่านศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้าทั้ง 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กนำความรู้ไปใช้เปลี่ยนแปลงตัวเอง รวมทั้งยังปลูกฝังให้เด็กรู้จักนำความรู้ไปต่อยอดช่วยเหลือสังคม ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 14 ปี มีเด็กในชุมชนที่ได้รับการช่วยเหลือและจุดประกายแล้วกว่า 10,000 ราย

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศที่ https://parkrun.ttbfoundation.org/ เปิดจำหน่ายบัตรวิ่งตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2566 ร่วมบริจาคได้ตั้งแต่วันนี้ – 23 ธันวาคม 2566 โดยค่าบัตรวิ่งและเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ มีรายละเอียดดังนี้ Parkrun วิ่งในสวน บัตรวิ่งราคา 700 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง) และร่วมวิ่งพร้อมกัน 3 สวน ได้แก่ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์, สวนจตุจักร และสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ในวันที่ 23 ธันวาคม 2566 (สามารถร่วมสะสมระยะวิ่งในรูปแบบVirtual Parkrun ได้) Virtual Parkrun วิ่งสะสมระยะ บัตรวิ่งราคา 600 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง)ร่วมส่งผลวิ่งเพื่อสะสมระยะได้ตั้งแต่วันนี้-23 ธันวาคม 2566

ทญ.ยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธาน กก.มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม

ทญ.ยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธาน กก.มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม

ประภาพรรณ บรรลุศิลป์ รอง ผอ.โครงการ FOOD FOR GOOD โดย มูลนิธิยุวพัฒน์

ประภาพรรณ บรรลุศิลป์ รอง ผอ.โครงการ FOOD FOR GOOD โดย มูลนิธิยุวพัฒน์

มาริสา จงคงคาวุฒิ หน.กิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาตฯ

มาริสา จงคงคาวุฒิ หน.กิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาตฯ

พัฒนาประเทศด้วยหนี้สาธารณะ เมื่อก่อหนี้แล้วใช้อย่างถูกต้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762708

พัฒนาประเทศด้วยหนี้สาธารณะ เมื่อก่อหนี้แล้วใช้อย่างถูกต้อง

พัฒนาประเทศด้วยหนี้สาธารณะ เมื่อก่อหนี้แล้วใช้อย่างถูกต้อง

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การมีหนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องผิดหรือเลวร้าย แต่ต้องนำเงินจากหนี้นั้นไปสร้างความเจริญให้ประเทศอย่างแท้จริง แล้วต้องใช้หนี้ที่ก่อขึ้นให้ได้ ต้องเคร่งครัดวินัยการเงินการคลัง ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนคุณๆ ไปสนทนาเรื่องความจำเป็นของการก่อหนี้สาธารณะกับการพัฒนาประเทศกับ คุณแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง

l เรียนถามว่าหนี้สาธารณะสำคัญและจำเป็นกับประเทศมากน้อยแค่ไหนครับ 

คุณแพตริเซีย : สำคัญมากค่ะ เพราะในกรณีที่ประเทศไม่มีเงินมากพอจะพัฒนาประเทศ และเพื่อแก้วิกฤต ก็จำเป็นต้องก่อหนี้สาธารณะ แต่เมื่อก่อหนี้แล้วต้องสามารถชดใช้ได้นะคะ และเรียนว่า หนี้สาธารณะเป็นหนี้ของประเทศ เป็นหนี้ที่รัฐบาลเป็นคนกู้ กู้เพื่อใช้ดูแลบริหารประเทศ เพื่อการลงทุน การศึกษา ก่อสร้างระบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น และบางครั้งเพื่อใช้แก้วิกฤตของประเทศ ถ้าจะเปรียบให้เห็นชัดๆ คือ ประเทศก็คล้ายบริษัท บริษัทต้องดำเนินธุรกิจ ต้องหารายได้ ต้องมีกำไร แล้วก็ต้องลงทุน คือมีทั้งรายได้และรายจ่ายรายจ่ายก็เพื่อการลงทุน แต่เป็นการลงทุนที่จะต้องก่อให้เกิดกำไรกับบริษัท หากบริษัทมั่นใจว่าลงทุนแล้วได้กำไร ก็ต้องลงทุน เงินลงทุนก็มีหลายรูปแบบ คือใช้เงินเก็บหรือไม่ก็กู้เพื่อลงทุน หลายบริษัทใช้การกู้เพื่อลงทุน โดยไม่ควักเงินเก็บทั้งหมดไปลงทุน ประเทศไทยก็เช่นกันต้องลงทุน ประเทศต้องมีรายจ่าย แล้วก็ต้องหารายได้เข้าประเทศ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาษีอากร และการค้าขายระหว่างประเทศ ส่วนรายจ่ายของประเทศก็ต้องถูกกำหนดผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประเทศมีรายจ่ายหลายชนิด ทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายเพื่อสวัสดิการของประชาชน และรายจ่ายสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศ โดยหลักการของหนี้สาธารณะ ส่วนใหญ่รัฐบาลกู้มาเพื่อลงทุน ยกเว้นกรณีเกิดวิกฤต เช่น ในช่วงเผชิญวิกฤตโควิดแพร่ระบาดหนัก จำเป็นต้องก่อหนี้ เพื่อนำเงินไปใช้แก้ปัญหา สรุปสั้นๆ ว่าหนี้สาธารณะคือหนี้ของประเทศ ที่รัฐบาลกู้มาเพื่อดูแลประเทศ เพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประเทศเจริญเติบโตและก้าวหน้า นับเป็นเรื่องจำเป็นค่ะ

l การเป็นหนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายในทุกกรณี ต้องดูว่าก่อหนี้เพื่ออะไรเป็นสำคัญ ใช่ไหมครับ เหมือนเป็นหนี้เพื่อนำเงินไปเรียนหนังสือ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ก่อประโยชน์ 

คุณแพตริเซีย : ใช่ค่ะ จำเป็นต้องดูวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ด้วย แต่ขอบอกความแตกต่างระหว่างบริษัทเอกชนกับรัฐบาลคือ รัฐบาลไม่ได้แสวงหากำไรเป็นหลัก แต่เอกชนแสวงหากำไร การลงทุนของรัฐบาลหลายอย่างเน้นกำไรอย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ หนี้สาธารณะที่กู้มา
เพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ระบบสาธารณูปโภคสำคัญ และเพื่อความมั่นคงของประเทศ เป็นสิ่งที่จะคำนึงถึงกำไรไม่ได้ ก็ต้องย้ำว่าหนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องเป็นการก่อหนี้ที่ใช้แล้วได้ผลคุ้มค่ากับการลงทุน เพื่อให้ประเทศเจริญและพัฒนาขึ้น เช่น เรากู้เงินมาเพื่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ และโครงการสาธารณูปโภคสำคัญมากมาย กู้มาเพื่อให้บริการรถไฟ รถเมล์ และรถไฟฟ้า เป็นต้น โครงการเหล่านี้ส่วนมากมาจากหนี้สาธารณะ

l การมีหนี้สาธารณะมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับ GDP จึงจะบ่งบอกว่าประเทศกำลังอยู่ในสถานะน่าวิตก หรือสภาวะเสี่ยงมากๆ เพราะเมื่อดูบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะมากกว่า 250 เปอร์เซ็นต์ สหรัฐฯ มีหนี้กว่า 100 เปอร์เซ็นต์ หรือจีนก็กว่า 200 เปอร์เซ็นต์ แม้กระทั่งสิงคโปร์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีปัญหา แต่กรีก มีหนี้กว่า 200 เปอร์เซ็นต์ แล้วมีปัญหาหนักมาก เรื่องหนี้พิจารณาจากอะไรเป็นสำคัญครับ

คุณแพตริเซีย : ต้องเรียนว่าเปอร์เซ็นต์ที่เทียบกับ GDP เป็นการกำหนดกรอบไว้เบื้องต้นของแต่ละประเทศ ซึ่งเคยกำหนดไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องบอกว่ามันคือตัวเลขจากการศึกษาขององค์การระหว่างประเทศที่ดูแลตัวเลขหนี้ และส่วนมากจะเพ่งเล็งไปที่ประเทศกำลังพัฒนา โดยมักกำหนดว่าไม่ควรมีหนี้สาธารณะเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่กรอบตัวเลขนี้ก็ใช้กันมานานมากแล้ว ของไทยก็ปรับจาก 60 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ก่อนจะปรับนั้น เราก็ศึกษาความเหมาะสมว่าควรจะเป็นตัวเลขเท่าไร ระหว่าง 65 หรือ 70 หรือ 75 แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องหนี้สาธารณะต่อ GDP เท่านั้น แต่เราดูประเด็นสำคัญคือ ความสามารถในการชำระหนี้ เราต้องดูว่าเรามีความสามารถชำระหนี้ได้มากน้อยเพียงใด หากเราก่อหนี้แล้วเราสามารถชำระคืนได้ ก็ไม่มีปัญหา แล้วต้องจ่ายให้ครบถ้วนด้วยนะคะ ตัวอย่าง ญี่ปุ่นก่อหนี้ได้มาก เพราะรู้ว่าเขาสามารถชำระหนี้ได้ แบบนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะมีหนี้จริง แต่จ่ายได้ครบ ดังนั้นกรอบกำหนดเรื่องเปอร์เซ็นต์ต่อ GDP จึงเป็นเพียงตัวเลขสำหรับประกอบการพิจารณาเบื้องต้น แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละประเทศ

l เวลารัฐบาลจะก่อหนี้ ต้องพิจารณาจากปัจจัยสำคัญตัวไหนมากที่สุดครับ

คุณแพตริเซีย : การก่อหนี้สาธารณะที่ใหญ่ที่สุดมักมาจากการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดค่ะ สำหรับประเทศไทยใช้งบประมาณแบบขาดดุลมาโดยตลอดหลายปีมากแล้ว มีน้อยปีที่เราทำงบประมาณแบบสมดุล ย้ำว่าเราใช้งบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด เหตุที่ต้องใช้งบประมาณขาดดุล เพราะรัฐบาลมีรายได้ แล้วก็มีรายจ่าย แต่ทว่าประเทศเรามีรายจ่ายสูงกว่ารายได้เราจึงต้องกู้มาปิดบัญชีให้ได้ ดังนั้น ในทุกๆ ปี ทุกรัฐบาลจึงต้องกู้เหมือนๆ กันทั้งหมด คือ กู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยขึ้นอยู่กับว่าสัดส่วน หรือ percentage ของกรอบงบประมาณจะกำหนดไว้เท่าไร แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ประเทศเรามีกฎหมายสำคัญตัวหนึ่ง คือกรอบวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตลอดเวลา และต้องระมัดระวังเสมอว่า เราจะก่อหนี้อย่างไรก็ตามก็ต้องไม่ผิดกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ โดยไม่ทำให้ขาดดุลงบประมาณสูงมากเกินไป ทุกอย่างต้องอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอควร โดยคำนึงถึงงบประมาณประจำปีเป็นสำคัญ หากถามว่าแล้วเราจะทำให้การขาดดุลงบประมาณลดลงได้อย่างไร ตอบสั้นๆ ว่าต้องเพิ่มรายได้ แล้วลดรายจ่าย ตอบแบบนี้ง่ายมาก แต่ทำให้เกิดจริงยากมาก เพราะฉะนั้น การเพิ่มรายได้ของรัฐก็คือต้องเพิ่มความสมัครใจในการเสียภาษีของประชาชน โดยขยายฐานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ หรือต้องเก็บภาษีให้มากขึ้นตามความจำเป็น ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมรายจ่าย โดยต้องดูว่าทางสำนักงบประมาณจะเกลี่ยตัวเลขได้อย่างไร จึงจะเหมาะสมกับสภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ 

l บ้านเรายังมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนผู้เสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลมาก จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้างครับ

คุณแพตริเซีย : เรื่องนี้ทางหน่วยงานจัดเก็บภาษี และจัดเก็บรายได้ก็กำลังพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บตลอดเวลาค่ะ และก็ต้องขอให้ประชาชนผู้เสียภาษีเข้าใจความสำคัญเรื่องนี้ด้วย เพราะมันมีผลกับการพัฒนาประเทศ และหน่วยงานจัดเก็บรายได้ก็กำลังหานวัตกรรมเพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้ให้มากขึ้น มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น เรื่องการเก็บภาษีชนิดใหม่ เช่น ภาษีการรักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องจำเป็นแบบนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้แล้ว เพราะเราต้องช่วยกันดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมของเราและของโลก เช่น ต่อไปอาจจะต้องมีภาษีสำหรับบำบัดน้ำเสีย มลภาวะ เป็นต้น นี่คือการหาทางเพิ่มรายได้ แต่ก็คงต้องค่อยๆ ดำเนินไปตามขั้นตอนที่เหมาะสม ทั้งหมดต้องอยู่ที่ความร่วมมือของประชาชนด้วย

l ระดับหนี้สาธารณะที่ไทยมีในขณะนี้ ถือว่าสูงไปหรือต่ำไปครับ เมื่อเทียบกับความสามารถของประเทศไทย

คุณแพตริเซีย : จริงๆ แล้วไทยยังมีความสามารถในการกู้ได้มากกว่านี้ค่ะ เรามีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีมาก เราชำระได้ดีมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องก่อหนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น ในฐานะสำนักบริหารหนี้สาธารณะ เราหารือกับสำนักงบประมาณตลอดเวลาในประเด็นงบชำระหนี้ คือเราต้องมีงบฯ ส่วนนี้ให้มากเพียงพอ เพราะแต่ละปี เรามีหนี้ครบกำหนดชำระหลายตัว แต่ในหลักการปฏิบัติ เราไม่สามารถนำเงินงบประมาณไปจ่ายหนี้ได้ทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องผิดหลักการบริหารหนี้สาธารณะที่ดี หลักบริหารหนี้สาธารณะที่ดีคือ ต้องจ่ายเงินต้นบางส่วน แต่สำหรับหนี้บางส่วนที่ยังจ่ายไม่ได้ ก็จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ไปเรื่อยๆ นี่คือหลักการปกติ ที่สำนักบริหารหนี้สาธารณะได้ศึกษาแล้วว่าในแต่ละปีต้องชำระหนี้จำนวนเท่าไร โดยปกติก็อยู่ที่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งควรจะได้รับการจัดสรรเพื่อชำระหนี้ของรัฐบาล ส่วนหนี้ที่เหลือก็ปรับโครงสร้างไป หลักการนี้เป็นเรื่องที่เราคิดว่าเหมาะสมและชัดเจน และนับว่าเป็นการบริหารจัดการที่ดี ในความเป็นจริง การได้รับงบประมาณมาในแต่ละปีนั้น บางปีก็มาก บางปีก็น้อย เพราะว่าสำนักงบประมาณต้องจัดสรรงบฯ เพื่อเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นด้วย นี่คือประเด็นสำคัญและจำเป็นที่เราสื่อสารเรื่องนี้ให้สังคมรับรู้ตลอดเวลาว่า ต้องได้รับการชำระเงินต้นมากเพียงพอ มิฉะนั้น จะเกิดปัญหาดอกเบี้ยพอกพูนไปเรื่อยๆ 

l สรุปคือ เรายังสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาการพอกพูนของดอกเบี้ย ถูกต้องไหมครับ

คุณแพตริเซีย : ใช่ค่ะ แต่ก็ต้องย้ำว่า หนี้สาธารณะคือหนี้ของทั้งประเทศ โดยผู้รับผิดชอบคือประชาชนทุกคน หมายถึงประชาชนที่เสียภาษีเงินได้เป็นสำคัญนะคะ และต้องอนุญาตบอกว่าการที่หลายๆ คนอ้างว่าเขากำลังแบกหนี้อยู่ เรื่องนี้ไม่จริงค่ะ คนที่แบกหนี้คือคนเสียภาษีเงินได้ค่ะ แต่ถ้าใครไม่ได้เสียภาษีจะอ้างว่ากำลังแบกหนี้ไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นผู้เสียภาษีคือคนแบกหนี้ตัวจริง แต่ก็เชื่อว่าผู้เสียภาษีคงเห็นความจำเป็นของการก่อหนี้ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ประเทศพัฒนาขึ้น เมื่อประเทศพัฒนาแล้วประชาชนก็จะมีรายได้มากขึ้น 

l หนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่ เป็นหนี้กู้ในประเทศหรือจากต่างประเทศครับ

คุณแพตริเซีย : กว่า 98 เปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้ที่กู้ในประเทศค่ะ กู้จากต่างประเทศประมาณไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ค่ะส่วนที่กู้จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนี้ที่กู้จากธนาคารเพื่อพัฒนาต่างๆ เช่น ADB บ้าง World Bank บ้าง พวกนี้เป็น project loan คือรัฐบาลมีโครงการก่อสร้างอยู่ก่อนแล้ว เราจึงไปขอกู้มาพร้อมกับให้เขาส่งผู้เชี่ยวชาญของโครงการมาช่วยดู ช่วยกำกับดูแลโครงการก่อสร้างค่ะย้ำว่า เรากู้จากต่างประเทศน้อยมาก อันที่จริงอาจจะบอกว่าเรากู้น้อยเกินไปด้วยซ้ำนะคะ เพราะเรามีความสามารถกู้ได้มากกว่า แต่ก็ไม่ได้กู้

l การกู้จากแหล่งไหนดีกว่ากันครับ ระหว่างในกับต่างประเทศ อะไรดีกว่าในเชิงการบริหารจัดการหนี้ครับ แต่การที่เรากู้ในประเทศมาก แสดงว่าในประเทศเรายังมีสภาพคล่องมากใช่ไหมครับ 

คุณแพตริเซีย : ก็มีดีมีเสียต่างกันไป การกู้เงินนั้น ต้องดูเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย หากจำได้ก่อนที่ประเทศไทยจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 เราเผชิญปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง สมัยก่อนคนไทยจำนวนไม่น้อยกู้เงินจำนวนมากจากต่างประเทศ แต่หลักเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งทำให้หลายคนกลัวมาก และฝังใจเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ในครั้งนั้นเมื่อค่าเงินบาทลอยตัว หนี้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นหลายเท่า เรื่องนี้สำนักบริหารหนี้สาธารณะให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แล้วต้องบอกว่าในบ้านเรายังมีสภาพคล่องอีกมาก เพราะฉะนั้น เราจึงเน้นการกู้ในประเทศก่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการกู้จากต่างประเทศก็มีข้อดีนะคะ เพราะจริงๆ แล้วนักลงทุนจากทั่วโลกเขาสนใจผลิตภัณฑ์ของไทยมาก ถึงแม้ว่าเรากู้ในประเทศก็จริงแต่ก็ยังมีนักลงทุนจากสถาบันต่างประเทศต้องการเข้ามาถือพันธบัตรของไทยด้วย นักลงทุนกลุ่มนี้สนใจอยากได้พันธบัตรไทยมาก เขาสอบถามมาตลอดเวลาว่า เมื่อไรรัฐบาลไทยจะออกพันธบัตรประเภทดอลลาร์บอนด์ หรือยูโรบอนด์ เพราะเขาต้องการ แต่ประเด็นคือในขณะนี้ หากเราออกบอนด์ดังกล่าว มันมีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าเดิม เพราะดอกเบี้ยโลกมันขึ้นตลอดเวลา ดูจากดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่แพงกว่าไทยหลายเท่า จึงกล่าวได้ว่าช่วงเวลาในการออกบอนด์ของเราในตอนนี้ไม่เหมาะสม เพราะมันผ่านช่วงเวลาที่เหมาะสมไปแล้ว คือในช่วงที่มีปัญหาโควิดแพร่ระบาด ในตอนนั้นดอกเบี้ยต่ำมาก แต่เราก็มีปัญหาภายในค่อนข้างมาก ก็จึงไม่ได้ออกบอนด์ในระยะนั้น ซึ่งในช่วงนั้นสภาพคล่องในไทยสูงมาก แต่ก็ผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว อันที่จริง หากเราออกบอนด์ในช่วงนั้น จะเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ค่ะ เราแค่อยากออกบอนด์เพื่อ tab ตลาดต่างชาติไว้บ้าง แต่การจะออกบอนด์เพื่อขายต่างชาติมันมีขั้นตอนมาก ต้องใช้เวลาเตรียมการอย่างน้อยๆ 3-4 เดือน 

หากเรามีหนี้สาธารณะมากๆ ไปเรื่อยๆ ในอนาคตจะทำให้เรามีปัญหาการชำระหนี้ไหมครับ หรือกลายเป็นเบี้ยวหนี้ได้ไหมครับ

คุณแพตริเซีย : เรื่องการไม่ชำระหนี้ หรือเบี้ยวหนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก มันคือสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศล่มสลายแล้ว แล้วจากนั้นคนไทยจะทำธุรกิจกับใครอีกไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชน ทุกอย่างจะเลวร้ายไปหมด แต่ขอยืนยันว่า ไม่เกิดกับประเทศไทยแน่นอน เพราะเราเคร่งครัดในวินัยการเงินการคลังมาก ไทยไม่เกิดปัญหาที่ว่าอย่างแน่นอนค่ะ เราไม่ยอมให้เกิดแน่ๆ การที่ประเทศใดก็ตามเบี้ยวหนี้มันคือการล้มละลายเลยค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะย้อนกลับไปเล่าสักนิดหนึ่งคือ การกู้ในประเทศหรือต่างประเทศมีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน คือเงินในระบบก็เหมือนกับน้ำ ในประเทศมีน้ำจำกัด แต่ทุกคนในประเทศต่างต้องการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นคนตัวเล็กคนตัวกลาง คนตัวใหญ่ บริษัททุกแห่ง ก็ต้องการน้ำ รัฐบาลก็ต้องการน้ำ ถ้าสมมุติว่าเราเป็นคนตัวเล็ก แล้วตักน้ำด้วยขันเล็กๆ แต่รัฐบาลตัวใหญ่กว่าใช้เครื่องสูบน้ำแบบไดโว่ แบบนี้ก็จะเห็นว่าใครกู้ได้มากกว่ากัน รัฐบาลกู้ได้มากกว่า และกู้ทีละหลายหมื่นล้านหรือแสนล้าน นี่คือสิ่งที่เอกชนจะกังวล เพราะเท่ากับรัฐบาลไปแย่งสภาพคล่องก็คือไปแย่งน้ำจากเอกชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เอกชนกลัวที่สุดก็คือ รัฐบาลแย่งสภาพคล่อง ทำให้เอกชนต้องกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง ทำให้ทำธุรกิจยากขึ้น รัฐบาลก็ให้ความระมัดระวังเรื่องนี้มาก

l ตอนนี้มีคนทั่วไปพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้นครับ

คุณแพตริเซีย : ใช่ค่ะ รัฐบาลให้ความสนใจเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นที่ผ่านมารัฐบาลจึงบริหารงานในทำนองว่าต้องดูทุกอย่างให้รอบคอบ ดูสภาพคล่อง ดูว่าเอกชน
ต้องการเงินลงทุนมากไหม ธนาคารต้องการเงินฝากหรือไม่รัฐบาลจะไม่ไปแย่งน้ำกับประชาชน จึงได้บอกว่า บางทีการกู้เงินจากต่างประเทศ มันก็คือการออกไปหาแหล่งน้ำอื่นเพิ่มเติม ไม่ต้องมาแย่งแหล่งน้ำกันเองในประเทศ

l อ้างตามหลักวิชาการด้านเศรษฐกิจบอกว่าหากประเทศพัฒนาแล้วมีหนี้สาธารณะ เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ของ GDP จะทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ควรมีหนี้สินที่เกิดจากการกู้ต่างประเทศเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ แนวคิดนี้ยังใช้ได้ในปัจจุบันไหมครับ 

คุณแพตริเซีย : ตามทฤษฎีก็บอกแบบนั้น แต่ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้มานานแล้ว แต่ก็นับเป็นกรอบการพิจารณาค่ะแต่ดูตัวอย่างที่ชัดๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดทุกประเทศต่างกู้เงินจนทะลุเพดานที่กำหนดค่ะ เพราะจำเป็นต้องกู้เงินมาแก้วิกฤต ถ้าไม่มีเงินแก้วิกฤต ประเทศต้องเสียหายหนักอาจล่มจมได้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องกู้จนเกินเพดาน แต่ประเด็นสำคัญกว่าคือเราให้ความสำคัญในเรื่องความสามารถของการชำระหนี้ และการบริหารงบประมาณต้องดูหลายปัจจัย ดูมากกว่าเรื่องการเทียบหนี้เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อ GDP โดยหลายๆ ประเทศอย่างที่ ดร.เฉลิมชัย ยกตัวอย่าง เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ก็มีหนี้สูงมาก ประเทศเหล่านั้นกู้เพื่อใช้พัฒนาประเทศ การกำหนดกรอบเพดานหนี้ โดยเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับ GDP เป็นแนวคิดประกอบการพิจารณาเท่านั้น หากกู้หนี้มาแล้ว จะมากเท่าไรก็ตาม แต่เราสามารถชดใช้ได้แล้ว
ก็ไม่มีปัญหาค่ะ กรอบเพดานมันคือตัวเลข มันสำคัญที่การบริหารจัดการหนี้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพของแต่ละประเทศมากกว่า

l มีประเทศไหนในโลกไม่มีหนี้สาธารณะบ้างไหมครับ 

คุณแพตริเซีย : เคยมีนะคะ มีช่วงหนึ่งได้ยินว่าบรูไนฯ น่าจะไม่เคยมีหนี้เลย แต่ว่าในระยะหลังๆ น่าจะเริ่มมีหนี้บ้างค่ะ เพราะเขาพัฒนาประเทศมากขึ้น

l เพราะบรูไนฯ ในอดีตเป็นประเทศเล็กๆ มีประชากรน้อย แล้วเขามีทรัพยากรมากมาย เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เขามีฐานะเศรษฐกิจดี ไม่จำเป็นต้องก่อหนี้ ใช่ไหมครับ

คุณแพตริเซีย : ใช่คะ แต่เป็นบรูไนฯ ในอดีตค่ะ แต่ว่าจริงๆ แล้วอย่างที่ดิฉันบอกคือ การมีหนี้สาธารณะนั้นมันคล้ายๆ เป็นการขาย products ตัวประเทศค่ะ เพราะฉะนั้น ดังนั้นแต่ละประเทศจึงมีหนี้สาธารณะมากหรือน้อยต่างกันไป มันเป็นการบ่งบอกถึง products ของประเทศด้วย เช่น มี products ขายให้ต่างชาติ เช่น การขายพันธบัตรรัฐบาลให้ต่างชาติ เป็นต้น แต่นักลงทุนต่างชาตินั้น เวลาเขาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตลาดหุ้น เขาก็ต้องการผลตอบแทน ผลตอบแทนจะออกมาใน 2 แบบคือ ดอกเบี้ย กับส่วนต่างของผลตอบแทน เพราะฉะนั้น การที่ต่างชาติซื้อพันธบัตรรัฐบาล ก็หมายถึงเขาเชื่อมั่นในรัฐบาลด้วย พันธบัตรที่มี liquidity สูงๆ ผู้ซื้อก็จะได้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ขึ้นกับผู้ซื้อว่าเขาจะถือไว้นานหรือไม่ เขาอาจซื้อแล้วขายหลังจากนั้นไม่นาน เพราะเขาอาจจะย้ายไปซื้อจากตลาดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าก็ได้ บอนด์ที่เราออกก็เป็นเสมือนผลิตภัณฑ์หนึ่งของประเทศเรา หากของเราดี คนก็อยากได้ไปครอบครอง

l จะฝากประเด็นทิ้งท้ายถึงคนที่อาจเข้าใจเรื่องหนี้สาธารณะไม่ลึกซึ้งอย่างไรบ้างครับ

คุณแพตริเซีย : ขอเรียนว่า การมีหนี้สาธารณะไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายค่ะ หากเรารู้ว่านำเงินจากหนี้นั้นไปใช้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ พัฒนาชีวิตของประชาชน สิ่งสำคัญคือเราทุกคนที่เป็นประชาชนชาวไทยต้องช่วยกันเพิ่มรายได้ให้ประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม การทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นคือการทำให้ประเทศมั่นคงขึ้น และขอยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่สถานะใกล้เคียงกับการล่มสลาย หรือสภาพถังแตก เรายังมีความมั่นคงทางด้านการเงินการคลัง ขอให้ทุกคนมั่นใจในประเทศไทยค่ะ เรามาช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งนะคะ

คุณสามารถรับชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการที่ให้ทั้งสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น.ทางโทรทัศน์ NBT ช่องหมายเลข 2และชมรายการย้อนหลังได้ที่YouTube ไลฟ์ วาไรตี

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป แสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก Booking.com ในงาน Elevate 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762752

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป  แสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก Booking.com ในงาน Elevate 2023

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป แสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก Booking.com ในงาน Elevate 2023

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.43 น.

คุณยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา Elevate 2023 ซึ่งจัดขึ้นโดย Booking.com บริษัทด้านการให้บริการการจองที่พักจากทั่วโลกผ่านรูปแบบออนไลน์ โดยงานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “We Make It Easier, You Make It Unforgettable” ซึ่งการที่ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในงานสัมมนาระดับใหญ่เช่นนี้นับเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และพันธมิตรระดับสากลอย่าง Booking.com  ในการยกระดับความร่วมมือร่วมกันเพื่อพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมฮอสพิทาลิตี้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีศักยภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการทั้งพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและกลุ่มตลาดเป้าหมายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางตลาดที่มีการแข่งขันสูงภายใต้พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเฉกเช่นในทุกวันนี้ 

ภายในงาน Elevate 2023 คุณยุทธชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ ที่ ออนิกซ์ ฮอสพิ ทาลิตี้ กรุ๊ป ในการเป็น The Best Medium-sized hospitality management company in Southeast Asia ของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป โดยนำจุดแข็งในความเป็น “A Tailored Approach to Hospitality” มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ โรงแรมของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มีมากว่า 5 ทศวรรษ รวมถึงความแม่นยำของข้อมูลทางการตลาดในภูมิภาคนี้ของบริษัท ฯ ที่ถูกนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนวิธีการและกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาดและพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานแบรนด์และการบริหารจัดการของเราที่เป็นมาตรฐานระดับสากล

นอกจากนี้ อีกหนึ่งประการที่คุณยุทธชัยได้นำเสนอบนเวที ซึ่งมีสาระสำคัญยิ่ง คือเรื่องของการสร้างมาตรฐานและการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเท่าเทียมบนแพลตฟอร์ม ซึ่งมาตรฐานที่เท่าเทียมกันนี้จะช่วยให้โรงแรมที่เป็นผู้เล่นในระดับภูมิภาค ได้รับโอกาสที่มากขึ้น ในขณะที่การลดความซับซ้อนของกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จะยังช่วยลดข้อจำกัดในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกันอีกด้วย ซึ่งความเท่าเทียมนี้จะยังผลต่อการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและยั่งยืนต่อกลุ่มเป้าหมายและแขกที่มาพักด้วยเช่นกัน

ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้นำเอาจุดแข็งในความเป็น “A Tailored approach to  hospitality” มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ ในการสร้างความแข็งเกร่งในฐานะเป็นผู้เล่นคำสำคัญในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการมุ่งเน้นการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ วิธีการทำงานขององค์กร การทำงานร่วมกับพาร์เนอร์ และการพัฒนาและรักษามาตรฐานของแบรนด์ภายใต้กลุ่ม โดยทั้งหมดนี้เพื่อการ สร้างสรรค์ประสิทธิภาพที่สามารถแข่งขันได้ และตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นเลิศ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นนี้ผ่านรางวัลแห่งความสำเร็จ “Traveller Review Award 2023” จาก Booking.com

นอกจากนี้ คุณยุทธชัย ยังได้ย้ำถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญร่วมกับ Booking.com โดยกล่าวว่า “ความร่วมมือของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กับ Booking.com นั้นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน นับย้อนกลับไปในปี 2550 เมื่อ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้ตัดสินใจร่วมมือเชิงนโยบายกับ Booking.com จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน การร่วมมือนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้เราในการนำเสนอแบรนด์ โรงแรม รีสอร์ท และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ของเราได้ถูกค้นพบจากตลาดใหม่ๆ มากตลอดและเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  และการมีส่วนร่วมกันนี้เอง ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับสากลที่มีวิสัยทัศน์และแนวทางในการดำเนินธุรกิจภายใต้มาตรฐานเฉกเช่นเดียวกัน เพื่อพร้อมพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศด้านการบริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะร่วมกันต่อไป

ฮาโลวีนปีนี้อิ่มจริงไม่มีหลอก กับ ‘ฮาเวสท์บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำวันฮาโลวีน’ ณ ห้องอาหาร รีพ แฟคทอรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762738

ฮาโลวีนปีนี้อิ่มจริงไม่มีหลอก กับ ‘ฮาเวสท์บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำวันฮาโลวีน’ ณ ห้องอาหาร รีพ แฟคทอรี

ฮาโลวีนปีนี้อิ่มจริงไม่มีหลอก กับ ‘ฮาเวสท์บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำวันฮาโลวีน’ ณ ห้องอาหาร รีพ แฟคทอรี

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.18 น.

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ตุลาคม 2566 – ห้องอาหาร รีพ แฟคทอรี ที่โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพ สุขุมวิท 20 เชิญชวนมาเฉลิมฉลองเทศกาลวันฮาโลวีนอย่างมีสไตล์ในด้วยประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดระทึกใจที่เต็มไปด้วยเมนูพิเศษพร้อมการตกแต่งชวนขนลุกสร้างความสนุกสนานให้ทั้งครอบครัว!

อิ่มอร่อยพร้อมเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมแสนสนุกกับ “บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำวันฮาโลวีน” คืนที่ชวนขนลุกที่สุดของปี ในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 พร้อมเสนออาหารนานาชาติที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน รวมถึงของว่างแสนอร่อยหลากหลายเมนู ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เมนูแสนอร่อย อาทิ มินิเบอร์เกอร์มอนสเตอร์ พิซซ่าฮาโลวีน พาสต้าเนื้อ และอื่นๆอีกมากมาย ควบคู่ไปกับสเตชั่นอาหารทะเลสดใหม่ที่คัดสรรมาอย่างดี พร้อมด้วยไพรม์โคลด์คัท ชีสพรีเมียม และอาหารเรียกน้ำย่อยแบบไทย

อีกทั้ง ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับซูชิ ซาซิมิสดใหม่และอีกมากมายที่สเตชั่นอาหารญี่ปุ่น หรือจะเป็นอาหารอิตาเลียนที่สเตชั่นพาสต้า และยังมีเมนูจานร้อนพร้อมข้าวสวยสำหรับผู้ที่หลงใหลอาหารไทย รวมไปถึงเนื้อย่างและอาหารทะเลที่เชฟปรุงให้สดๆและสามารถสั่งตามชอบ ไม่เพียงแค่นั้นปิดท้ายค่ำคืนสุดหลอนด้วยเมนูของหวานในธีมฮาโลวีน อาทิ มูสช็อกโกแลต RIP พุดดิ้งดินป่าช้า ฟองดูช็อคโกแลตอาบเลือด เป็นต้น

เติมเต็มวันแห่งความสุขพร้อมพาคนที่คุณรักมาสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดหลอนในวันฮาโลวีนนี้ที่ห้องอาหารรีพ แฟคทอรี ดื่มด่ำไปกับบรรยาการชวนหลอนพร้อมไลฟ์ดีเจที่จะทำให้ค่ำคืนของคุณมีชีวิตชีวาที่สุด พร้อมสนุกสนานไปกับกิจกรรมแต่งแต้มใบหน้าที่ชวนขนลุก

บุฟเฟ่ต์ฮาเวสท์มื้อค่ำวันฮาโลวีนที่ห้องอาหารรีพ แฟคทอรี ในวันอังคารที่ 31 ตุลาคม 2566 เวลา 18:00-22:00 น. ราคาเพียง 999 บาท++ ต่อท่าน ฟินเพิ่มเติมไปกับแพ็คเกจเครื่องดื่มฟรีโฟล์ว 2 ชั่วโมง ดื่มด่ำไปกับไวน์ออร์แกนิก ไบโอไดนามิก ไวน์ธรรมชาติ รวมถึงค็อกเทลพิเศษสำหรับค่ำคืนฮาโลวีนที่มีให้เลือกถึง 3 รายการ ในราคาเพิ่มเติมเพียง 599 บาท++ ต่อท่าน พิเศษ! แพ็คเกจบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำรวมเครื่องดื่มฟรีโฟล์ว 2 ชั่วโมง เพียง 1,300 บาท++

หากต้องการสำรองที่นั่งในค่ำคืนชวนหลอนที่พลาดไม่ได้นี้ ได้ที่ https://bit.ly/ResReTw อีเมล cy.bkkct.fbreservation@courtyard.com หรือโทร +66 (0) 2127 5920

ห้องอาหารรีพ แฟคทอรีเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 ห้องอาหารที่มีชีวิตชีวาพร้อมให้บริการตลอดทั้งวัน และยังสามารถเฉลิมฉลองวันพิเศษ ด้วยบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันเสาร์และบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นฮาเวสต์ ทุกวันพฤหัสบดีและศุกร์ นำเสนออาหารไทยรสชาติจัดจ้านและอาหารนานาชาติแสนอร่อยเพื่อสุขภาพ โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นอย่างดีตามฤดูกาล

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้องอาหารรีพ แฟค ทอรี ที่ โรงแรม คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพ สุขุมวิท 20 คลิกที่นี่

-(016)

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล ในหลวง ร.9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762675

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล ในหลวง ร.9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล ในหลวง ร.9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.51 น.

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและอาคารสถานที่ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ร่วมกันบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลฯ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง ของปวงชนชาวไทย

ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ตราบจนเสด็จสู่สวรรคาลัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์ แก่ประเทศชาติและประชาชน อันเป็นรากฐานที่มั่นคงและดำรงต่อเนื่องจนปัจจุบัน  ด้วยผลงานด้านการพัฒนาหลากหลายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือ หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเป็นมรดกแห่งองค์ความรู้ของชาติ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีพระปณิธานแน่วแน่สืบสานตามพระราชปณิธานของพระบรมชนกนาถในการพัฒนาและสนับสนุนงานด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนงานพัฒนาสิ่งแวดล้อม มาเป็นพระนโยบายให้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

เป็นที่ประจักษ์ชัดในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ปรากฏแก่สายตาประชาชนชาวไทยและนานาประเทศมาตลอดรัชสมัยของพระองค์ ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดินไทย และประชาคมโลก ธ ทรงเป็นพระมิ่งขวัญและหลักยึดเหนี่ยวของพสกนิกรชาวไทย แม้การเสด็จสวรรคตล่วงมาจนปัจจุบัน เหล่าพสกนิกรยังคงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเสมอมามิเสื่อมคลาย เพื่อให้วันคล้ายวันสวรรคต เป็นวันแห่งการร่วมรำลึก และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 อย่างหาที่สุดมิได้ รัฐบาลจึงกำหนดให้ วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งหมายถึง วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่

-(016)