ปิดฉาก ‘เวิลด์ กูร์เมต์ เฟสติวัล’ ครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี พร้อมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิอนุเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761117

ปิดฉาก ‘เวิลด์ กูร์เมต์ เฟสติวัล’ ครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี  พร้อมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิอนุเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถีฯ

ปิดฉาก ‘เวิลด์ กูร์เมต์ เฟสติวัล’ ครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี พร้อมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิอนุเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถีฯ

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จเช่นทุกครั้งที่ผ่านมากับการจัดงานกาลาดินเนอร์เปิดเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 23 หรือ World Gourmet Festival 2023 (เวิลด์ กูร์เมต์ เฟสติวัล) ตลอด 6 วันของการจัดงาน ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ นำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายบัตรและการประมูลการกุศล บริจาคสมทบทุนมูลนิธิอนุเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถีในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

มร.มาร์ติน ซาริบนิคกี้ ผู้จัดการทั่วไป และ มร.เฟรดเดอริค โคด์ ผู้จัดการโรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ร่วมจัดกาลาดินเนอร์เปิดเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 23 หรือ World Gourmet Festival 2023 (เวิลด์ กูร์เมต์ เฟสติวัล) งานยิ่งใหญ่ประจำปีของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯโดยได้รับเกียรติจาก มร.วิลเลี่ยม อี. ไฮเนคกี้ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป แขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ เซเลบริตี้ และผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในงานปีนี้ ได้สุดยอดเชฟมิชลินสตาร์และเชฟชื่อดังจากทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 12 คน จาก 8 ประเทศทั่วโลก มาสร้างสรรค์อาหารมื้อพิเศษให้กับนักชิมตลอดทั้ง 6 วันเต็ม เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายบัตรรับประทานอาหารมื้อค่ำ 600 บาทต่อ 1 ใบ และรายได้ทั้งหมดจากการประมูลของรางวัลในงานกาลาดินเนอร์ จะนำไปบริจาคสมทบทุน มูลนิธิอนุเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถีในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุอีกด้วย

การแข่งขัน กอล์ฟโอโซน ครั้งที่ 17 ชิงถ้วยพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761211

การแข่งขัน กอล์ฟโอโซน ครั้งที่  17 ชิงถ้วยพระราชทาน

การแข่งขัน กอล์ฟโอโซน ครั้งที่ 17 ชิงถ้วยพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.43 น.

การแข่งขัน กอล์ฟโอโซน ครั้งที่  17 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  จัดโดยสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ 

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่จัดงานแถลงข่าวการจัดแข่งขัน กอล์ฟโอโซน ครั้งที่  17 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยใช้ชื่องาน “My Ozone Golf Club Khao Yai 17th”  วัตถุประสงค์เพื่อสร้างกิจกรรม การท่องเที่ยวด้านกีฬา  นำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ทูลเกล้าถวายโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย  และนำรายได้ส่วนหนึ่ง มอบให้เป็น กองทุนการศึกษาโรงเรียนใน อ.ปากช่อง  กองทุนการศึกษาให้กับบุตรผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่  และสนับสนุนโครงการเสบียงผู้พิทักษ์ป่าที่ปฏิบัติภารกิจทำงานในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (มรดกโลก) รวมไปถึงพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม และนำเงินสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆของสมาคมฯ   

ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เชื่อมโยงและส่งเสริมการสร้างอาชีพและความเข้มแข็งของชุมชน ผู้เข้าร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่อง ,นายปรัศน์ มาลากุล ณ อยุธยา ที่ปรึกษาสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพอาวุโสไทย , นายเชิดชัย กมลเนตร  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ณุศา มาย โอโซน,นางสาวเกตน์สิรี สมบูรณ์ศิลป์ รอง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานนครราชสีมา , นายวีระพัฒน์ เมธาวัฒนานันท์ รองประธานที่ปรึกษาสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และนายชยพล กลมกล่อม อุปนายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ฝ่ายพัฒนาด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม 

ไฮไลท์ของการแข่งขันครั้งนี้คือ มีถ้วยพระราชทาน จำนวน 7 ถ้วย รวมถึงรางวัลที่ได้รับจากผู้สนับสนุนทั้งจากผู้ประกอบการสมาชิกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่และจากหน่วยงาน ห้างร้าน องค์กรที่พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม 

นอกจากนี้สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ มอบสิทธิพิเศษประกันภัยรายวันให้กับผู้เข้าแข่งขัน ความคุ้มครองสูงสุด 500,000 บาท รับประกันโดย บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำหรับการแข่งขัน “My ozone Golf Club khao yai 17th”  จะเกิดขึ้นในวันที่  18 พฤษจิกานยน 2566  ณ สนาม ณุศา มาย โอโซน กอล์ฟคลับ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 
ขอเชิญนักกอล์ฟผู้สนใจเข้าร่วมประชันวงสวิง เพื่อเปิดโลกกีฬาและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และหรือสนใจสนับสนุนของรางวัล ฯลฯ ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแข่งขันสามารถติดต่อลงทะเบียน ได้ที่
 

SCG ชูสระบุรี ‘เมืองคาร์บอนต่ำ’ นายกฯมั่นใจพลังความร่วมมือพาไทยเติบโตแบบโลว์คาร์บอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761130

SCG ชูสระบุรี 'เมืองคาร์บอนต่ำ' นายกฯมั่นใจพลังความร่วมมือพาไทยเติบโตแบบโลว์คาร์บอน

SCG ชูสระบุรี ‘เมืองคาร์บอนต่ำ’ นายกฯมั่นใจพลังความร่วมมือพาไทยเติบโตแบบโลว์คาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.08 น.

นายกฯ ชื่นชมข้อเสนอจากการระดมสมองภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เร่งเปลี่ยนประเทศไทย สู่สังคมคาร์บอนต่ำ ชวนทุกภาคส่วนร่วมสร้างสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย พร้อมหนุนขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รองรับการขยายตัวเศรษฐกิจ ดึงดูดนักลงทุน เชื่อมั่นพลังความร่วมมือจะพาไทยเติบโตแบบคาร์บอนต่ำได้สำเร็จ
ในงาน ESG Symposium 2023

5 ตุลาคม 2566 นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ร่วมงาน ESG Symposium 2023 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 11 ในหัวข้อ “ร่วม เร่ง เปลี่ยน สู่สังคมคาร์บอนต่ำ” ด้วยความร่วมมือจากหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเอสซีจี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้ร่วมงานจากทุกภาคส่วนกว่า 2,000 คน โดยนายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอ “ร่วม เร่ง เปลี่ยนประเทศไทย สู่สังคมคาร์บอนต่ำ” ที่มาจากการระดมสมอง ทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาสังคมกว่า 500 คน ตลอดเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่

  1. ร่วมสร้าง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมสีเขียว เกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เนื่องจากสระบุรีเป็นจังหวัดที่มีความซับซ้อนและท้าทายมาก เพราะมีระบบเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมหนัก การเกษตร การท่องเที่ยว และความเป็นเมืองที่ผสมผสาน
    จึงสามารถเป็นตัวแทนเสมือนของประเทศไทยได้ เพื่อศึกษาเรียนรู้ปัจจัยความสำเร็จและข้อจำกัดต่าง ๆ ในการเปลี่ยนสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ซึ่งร่วมบูรณาการโดยผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมจริง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และภาคประชาสังคมที่ได้รับผลกระทบ หากประสบความสำเร็จจะเป็นแรงจูงใจให้จังหวัดอื่น ๆ ได้ ปัจจุบันมีความร่วมมือเกิดขึ้นแล้ว อาทิ การกำหนดใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในทุกงานก่อสร้างในจังหวัดสระบุรีตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป การทำนาเปียกสลับแห้ง ช่วยลดการใช้น้ำ การปลูกพืชพลังงาน หญ้าเนเปียร์ และนำของเหลือจากการเกษตรไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน สร้างรายได้ให้ชุมชน รวมทั้งร่วมปลูกป่าชุมชน 38 แห่งทั่วจังหวัด ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก และนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้ให้ชุมชน
  2. เร่งผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะเป็นการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ
    คาร์บอนต่ำ ในประเทศไทยมี 3 อุตสาหกรรมที่ลงมือทำแล้ว คืออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และก่อสร้าง   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง คือ กำหนดนโยบาย กฎหมาย มาตรฐาน การคัดแยกและจัดเก็บขยะเป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ กำหนดตัวชี้วัดในการติดตามผล ตลอดจนสร้าง Eco-system สนับสนุนสิทธิประโยชน์ในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งรณรงค์ใช้สินค้ากรีนที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุชีวภาพ ออกกฎหมายระบุปริมาณอย่างชัดเจน โดยหน่วยงานภาครัฐนำร่องจัดซื้อจัดหาสินค้ากรีน เพื่อให้เกิดการยอมรับอย่างแพร่หลาย
  3. เปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืน ปลดล็อกข้อจำกัด โดยเปิดเสรีซื้อ-ขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดด้วยระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Grid Modernization) เพื่อให้ภาครัฐและเอกชนใช้เครือข่ายไฟฟ้าร่วมกัน ให้ทุกคนเข้าถึงพลังงานสะอาดสะดวกยิ่งขึ้น สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสะอาดและใช้พื้นที่ว่างเปล่า
    กักเก็บพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น พลังงานน้ำ พลังงานความร้อน พลังงานกล พลังงานเคมี รวมทั้งพัฒนาพลังงานทดแทนใหม่ ๆ และผลักดันให้อยู่ในแผนพลังงานชาติ เช่น พลังงานไฮโดรเจน พืชพลังงาน ขยะจากชุมชน ของเสียจากโรงงาน ตลอดจนปรับปรุงนโยบายและให้สิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการใช้พลังงานสะอาด และส่งเสริมการใช้ข้อมูล Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
  4. ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ เช่น SMEs แรงงาน เกษตรกร และชุมชน  โดยแบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบและจัดสรรความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อให้ตระหนักรู้ เข้าถึงเทคโนโลยีลดคาร์บอนและแหล่งเงินทุนสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ซึ่งมีอยู่มากถึง 52 ล้านล้านบาท และขอเสนอให้ไทยควรร่วมเร่งเข้าถึงกองทุนดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กองทุนนวัตกรรมจัดการน้ำให้กลุ่มเกษตรกรรับมือสภาพภูมิอากาศแปรปรวน กองทุนฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าพร้อมสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต  นอกจากนี้ ยังควรพัฒนาทักษะแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านให้มีความพร้อมปรับตัวทันท่วงทีและพึ่งพาตัวเองได้

นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าวชื่นชมข้อเสนอดังกล่าว และเชื่อมั่นว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันตาม
กลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่เน้นสร้างเศรษฐกิจควบคู่กับสมดุลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะช่วยกู้โลกให้กลับมาดีขึ้น  สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของไทยต้องมีแนวทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนี้  1) มุ่งมั่นการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านหลักการไปให้ถึงและช่วยเหลือกลุ่มที่รากหญ้า  2) ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ สำหรับประชากรทุกคนในประเทศ และให้ความสำคัญกับสิทธิด้านสุขภาพ  3) ผลักดันความร่วมมือทุกระดับ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงบริการพลังงาน ในราคาที่เหมาะสมและมีความน่าเชื่อถือภายในปี ค.ศ 2030

 “ผมรู้สึกประทับใจมาก ที่ได้เห็นคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมกันหาแนวทางทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ เพราะภาวะโลกเดือดส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของทุกชีวิตบนโลก ผมชื่นชมความตั้งใจสร้าง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย  เพราะเป็นจังหวัดที่มีความท้าทายสูง มีอุตสาหกรรมใหญ่อยู่มาก ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการดำเนินงานร่วมมือกันหลายส่วน ทั้งมาตรการและเงินทุน จึงขอเชิญชวนภาคส่วนอื่น ๆ มาร่วมกัน เพราะหากสำเร็จจะเป็นตัวอย่างให้เมืองและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่อไปการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นวาระแห่งชาติ ผมชื่นชมความมุ่งมั่นทั้ง 3 อุตสาหกรรมนำร่อง ทั้งบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และก่อสร้าง ซึ่งรัฐบาลจะขยายผลความสำเร็จนี้ โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายจัดการขยะและเปิดให้จัดหาสินค้ากรีนเพื่อสร้าง Eco-system ที่เอื้อต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน  สำหรับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดให้เต็มประสิทธิภาพ และศึกษาการเปิดให้สามารถซื้อ-ขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมทั้งรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ดึงดูดนักลงทุนและบริษัทต่างชาติในอนาคต”

นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมขอขอบคุณทุกคนที่มุ่งเปลี่ยนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะยังมีประชาชนอีกมากโดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก เกษตรกร และชุมชน ที่ยังไม่ตระหนักถึงวิกฤตินี้ หรือยังไม่พบทางออกเพื่อรับมือ เราควรสนับสนุนการเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี และการเข้าถึงเงินทุน ให้ทุกคนสามารถปรับตัวอยู่รอดได้ สำหรับข้อเสนอในวันนี้ ผมจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป”

นายรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “คณะจัดงานขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาร่วมงาน และรับฟังข้อเสนอจากพวกเราทุกภาคส่วนในวันนี้  ผมเชื่อมั่นว่าภายใต้การบริหารงานของท่านที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมทั้งแนวนโยบายที่ชัดเจนของประเทศ จะทำให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างแข็งแกร่ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

นายธรรมศักดิ์  เศรษฐอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีพร้อมนำแนวทางจากท่านนายกรัฐมนตรีไปผลักดันอย่างต่อเนื่อง ทั้งเร่งพัฒนากระบวนการผลิตสีเขียว ควบคู่กับนวัตกรรมกรีน เช่น ปูนคาร์บอนต่ำ พลาสติกรักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ อีกทั้งผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนแก้วิกฤติโลกเดือด ซึ่งเย็นวันนี้ 80 ซีอีโอ จากหลายอุตสาหกรรม เช่น ภาคพลังงาน การผลิต อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ สุขภาพ บริการ มาร่วมระดมสมองเพิ่มเติม ซึ่งมั่นใจว่าจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโต พร้อมโลว์คาร์บอน เป็นจริงได้แน่นอน”

-(016)

​บำรุงราษฎร์ ชูความพร้อมทีมแพทย์และเทคโนโลยี ‘ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ’ ตรวจวินิจฉัยรักษาได้ครอบคลุมแม่นยำตรงจุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761110

​บำรุงราษฎร์ ชูความพร้อมทีมแพทย์และเทคโนโลยี ‘ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ’ ตรวจวินิจฉัยรักษาได้ครอบคลุมแม่นยำตรงจุด

​บำรุงราษฎร์ ชูความพร้อมทีมแพทย์และเทคโนโลยี ‘ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ’ ตรวจวินิจฉัยรักษาได้ครอบคลุมแม่นยำตรงจุด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.58 น.

ปัจจุบัน ด้วยสภาพแวดล้อม และไลฟสไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเพิ่มขึ้น เช่น การรับประทานอาหาร และการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่งผลให้สถานการณ์ของโรคระบบทางเดินอาหารและตับพบได้มากขึ้น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และบางโรคมีความซับซ้อนในการดูแลรักษา ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และมุ่งมั่นพัฒนาการรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากประสบการณ์

โดยในปี 2565 ‘ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ’ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมมือกับ ‘ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านระบบประสาทและการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร’ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาให้ดียิ่งขึ้น และในปี 2566 นี้ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ได้ต่อยอดขยายคลินิกเฉพาะทาง เพื่อพัฒนาการรักษาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และทัดเทียมมาตรฐานโลก

ภญ. อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า “ตลอด 43 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้ยกระดับการรักษาและพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ระบบทางเดินอาหารและตับ ถือเป็นระบบหนึ่งของร่างกายที่มีความสำคัญมาก ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตและไม่ควรละเลยที่จะดูแล ปัจจุบัน จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบทางเดินอาหารและตับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เล็งเห็นถึงปัญหาและมุ่งหวังที่จะช่วยรักษาผู้ที่มีอาการหรือมีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารและตับอย่างครอบคลุม ทั้งโรคทั่วไปและโรคที่มีความซับซ้อน ซึ่งการที่เรามีคลินิกเฉพาะทาง โดยมีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ มีเครื่องมือที่ทันสมัย จะเอื้อประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ผศ. นพ.ยุทธนา ศตวรรษธำรง หัวหน้าศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มุ่งมั่นพัฒนาตัวเราให้เป็นที่หนึ่งในใจของคนไทยและคนทั่วโลก โดยได้พัฒนาการรักษาและให้การดูแลผู้ป่วยมากกว่า 43,000 รายต่อปี ปัจจุบันมีคลินิกเฉพาะทางต่างๆ ประกอบไปด้วย 1. คลินิกโรคทางเดินอาหารทั่วไป 2. ศูนย์เฉพาะทางด้านการทำงานระบบทางเดินอาหาร 3. ศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหาร 4. คลินิกโรคตับอ่อน 5. คลินิกพันธุกรรมโรคระบบทางเดินอาหาร 6. คลินิกโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 7. คลินิกโรคตับ และ 8. คลินิกไมโครไบโอมแบบบูรณาการ โดยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ สอดคล้องกับนโยบายของบำรุงราษฎร์ที่มุ่งมั่นในการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับ ‘ผู้ป่วย’ ซึ่งการมีคลินิกเฉพาะทางจะเสริมศักยภาพด้าน 1. การตรวจวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องแม่นยำและตรงจุดมากขึ้น 2. สามารถตรวจหาสาเหตุของโรคที่แท้จริงได้ตั้งแต่อาการแรกเริ่มด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ 3. จากประสบการณ์และความชำนาญการของแพทย์ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยให้หายขาด ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

ศ. นพ. สุเทพ กลชาญวิทย์ หัวหน้าศูนย์เฉพาะทางด้านการทำงานระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทำงานของระบบทางเดินอาหารเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาแต่เนิ่นๆ จะทำให้ผู้ป่วยยังคงมีอาการเป็นๆ หายๆเรื้อรัง โดยสามารถมีอาการได้ตั้งแต่อาการของหลอดอาหารไปจนถึงทวารหนัก เช่น หลอดอาหารสามารถเกิดปัญหากรดไหลย้อน กระเพาะอาหารอาจมีปัญหากระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้มีอาการโรคกระเพาะอาหารทีส่องกล้องไม่พบความผิดปกติ โรคลำไส้แปรปรวน อืดแน่นท้อง ไปจนถึงท้องผูกเรื้อรัง โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีปัญหาเหล่านี้สามารถรักษาด้วยแพทย์ทั่วไป แต่ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่งพบว่ามีอาการซึ่งรบกวนคุณภาพชีวิตมาก พบแพทย์มาหลายท่านหรือรักษาด้วยยาต่างๆ แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ‘คลินิกเฉพาะทางด้านการทำงานของระบบทางเดินอาหาร’ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของทางเดินอาหารที่รักษายากกลุ่มนี้ เช่น ในผู้ป่วยท้องผูกเรื้อรังที่รับประทานยาระบายไม่ได้ผล เรามีเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ทันสมัย เช่น การรักษาด้วยวิธี Biofeedback therapy เพื่อฝึกการขับถ่าย ใช้รักษาอาการท้องผูกเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากการเบ่งอุจจาระที่ไม่ถูกวิธี ซึ่งสามารถทำให้อาการท้องผูกหายขาดได้ถึงร้อยละ 60 ส่วนในกลุ่มที่ไม่หายขาดก็ทำให้อาการดีขึ้นและสามารถลดยาระบายได้ หรือเทคโนโลยีการตรวจวัดความเป็นกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมง เพื่อวัดความถี่และระยะเวลาที่กรดในกระเพาะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารทำให้แพทย์ทราบการวินิจฉัยที่แน่นอนสามารถวางแผนการรักษาผู้ป่วยกรดไหลย้อนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้เลือกเทคโนโลยีที่นำมาตรวจวินิจฉัยให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้มีความแม่นยำและให้การรักษาได้อย่างตรงจุด”

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ‘คลินิกส่องกล้องทางเดินอาหาร’ ได้นำเทคโนโลยีส่องกล้องทางเดินอาหารที่ทันสมัยเข้ามาเพื่อตรวจสุขภาพระบบทางเดินอาหารทั้งส่วนต้นและส่วนปลาย ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร สำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ โดยใส่อุปกรณ์เข้าทางปากหรือทวารหนัก โดยกล้อง Endoscopy สามารถตรวจจับและระบุลักษณะเฉพาะของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติหรือรอยโรคได้ อีกทั้งยังสามารถรักษาและเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อนำไปวินิจฉัยโรคได้ในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ ประโยชน์ของการส่องกล้องทางปากหรือทางทวารหนักยังทดแทนการผ่าตัดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ทำให้ผู้ป่วยพักฟื้นน้อยลง ลดภาวะแทรกซ้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยมีเทคโนโลยีส่องกล้องทางเดินอาหาร เช่น

– ERCP การส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดีและตับอ่อน เพื่อประเมิน วินิจฉัย และวางแนวทางการรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบท่อน้ำดีและตับอ่อน เช่น นิ่วในท่อน้ำดีหรือท่อตับอ่อน ท่อน้ำดีหรือท่อตับอ่อนที่ตีบตัน

– EUS การตรวจระบบทางเดินอาหารโดยการส่องกล้องที่ติดอัลตราซาวด์เพื่อตรวจดูรอยโรคอวัยวะที่อยู่นอกผนังของระบบทางเดินอาหารและสามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อทำการตรวจได้ รวมไปถึงทำการรักษาในกรณีที่การส่องกล้องแบบปกติไม่สามารถทำได้ โดยการส่องกล้องผ่านทางปากหรือทวารหนัก

– FTRD อุปกรณ์ส่องกล้องเพื่อตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นภาวะก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งระยะเริ่มต้น ได้มากถึง 3 ซ.ม. โดยที่ไม่ต้องมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง

– TIF อุปกรณ์ส่องกล้องเย็บหูรูดหลอดอาหาร ด้วยการส่องกล้องผ่านทางปาก เพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนโดยไม่ต้องผ่าตัด

– ESG อุปกรณ์ส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องผ่าตัด สามารถลดน้ำหนักได้กว่า 20% ของน้ำหนักตัวเดิม หรือ 30-40% เมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีประสิทธิภาพสูง

นอกจากนี้ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มี ‘คลินิกตับอ่อน’ ที่รักษาผู้ป่วยโรคในตับอ่อนโดยเฉพาะ เช่น มะเร็งตับอ่อน โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มี Multidisciplinary Tumor Board รวมแพทย์ที่เกี่ยวข้องหลากหลายสาขา เพื่อหาแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดร่วมกัน นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีรังสีแพทย์และพยาธิแพทย์ที่ชำนาญทางด้านมะเร็งตับอ่อนโดยเฉพาะ ศัลยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการผ่าตัดตับอ่อนโดยเฉพาะ ทั้งนี้ เราสามารถป้องกันโรคมะเร็งตับอ่อน ได้ด้วยการตรวจยีนที่มีความเสี่ยงสูง โดยบำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของเอเชียที่สามารถให้บริการตรวจค้นหามะเร็งตับอ่อนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ตามมาตรฐานของโรงพยาบาล Johns Hopkins ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแรกของโลกที่เน้นการตรวจค้นหาในด้านนี้ หากเราตรวจค้นหาโรคได้เร็ว ก็จะรักษาได้ง่ายขึ้น และมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น ซึ่ง ‘คลินิกพันธุกรรมโรคระบบทางเดินอาหาร’ มีประโยชน์อย่างมากในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็ง รวมถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ โดยแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองที่อายุ 40 สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร และ 45 ปีสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่

ผศ.นพ. พิเศษ พิเศษพงษา แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ‘คลินิกโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง’ ให้การดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคที่วินิจฉัยและรักษาได้ยาก ทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง โดยผู้ป่วยอาจจะมีอาการท้องร่วงเรื้อรัง ถ่ายปนมูกหรือเป็นเลือด หรือมีอาการปวดท้องเรื้อรัง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการของอวัยวะอื่นร่วมด้วย เช่น ข้ออักเสบ ตาอักเสบ ท่อน้ำดีอักเสบ เนื่องจากการวินิจฉัยและการรักษาโรคนี้มีความซับซ้อนอย่างมาก จึงต้องการการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อซึ่งรวมถึงการย้อมพิเศษต่างๆ, การตรวจเลือด,การตรวจอุจจาระและการตรวจทางรังสีวิทยาต่างๆ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค, ตรวจหาภาวะแทรกซ้อนและประเมินความรุนแรงของโรค   รวมถึงยังต้องการการรักษาที่เหมาะสมและการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ อายุรแพทย์ทางเดินอาหารด้านโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง, รังสีแพทย์, ศัลยแพทย์, พยาธิแพทย์, กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง, สูตินรีแพทย์, อายุรแพทย์โรคข้อ, อายุรแพทย์โรคผิวหนัง, พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ, นักโภชนาการ และ นักจิตวิทยา โดยทางศูนย์มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถยกระดับการรักษาของผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้ได้มาตรฐานในระดับโลก โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ

พญ. วิภากร เพิ่มพูล แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “โรคตับ เป็นปัญหาที่ประชากรทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญ ‘คลินิกโรคตับ’ ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ รวมทั้งทีมวินิจฉัยไปจนถึงการรักษาโรคที่ซับซ้อน อาทิ โรคที่พบได้บ่อยอย่าง ตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ก้อนเนื้อในตับ ไขมันพอกตับ และ มะเร็งตับ ซึ่งเรามีการรักษาตั้งแต่การให้ยา, การใส่สารเคมีในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับ, การใส่กัมมันตภาพรังสีเข้าไปที่ตับ ไปจนถึงการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ ผู้ป่วยสามารถมาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้อย่างครบวงจร”

รศ.ดร.นพ. กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์ แพทย์ชำนาญการด้านการแพทย์บูรณาการเชิงป้องกัน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “มีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีอาการทางเดินอาหารบางอย่าง เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ลมเยอะ บางครั้งถ่ายยาก บางครั้งท้องเสีย แต่เมื่อส่องกล้องแล้วก็ไม่เจอความผิดปกติที่ชัดเจน หลายท่านมีปัญหาน้ำหนักเกิน ไขมันพอกตับ ไขมันในเลือดสูง แต่คุมอาหารและออกกำลังแล้ว ก็ไม่สำเร็จ เมื่อหาสาเหตุไม่พบ หลายท่านก็พยายามแก้ปัญหาตามโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นการเสี่ยงและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์รู้ว่าปัญหาสุขภาพดังกล่าว อธิบายด้วยจุลินทรีย์ที่ไม่สมดุล จึงได้พัฒนาการบริการในการดูแลสุขภาพในเชิงลึกถึงระดับจุลินทรีย์และให้บริการภายใต้ ‘คลินิกไมโครไบโอมแบบบูรณาการ’ เพื่อรักษาและแก้ไขปัญหาทางเดินอาหารให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้อย่างละเอียด ด้วยการตรวจอุจจาระและปัสสาวะ, การตรวจประเมินการย่อยและการดูดซึมอาหาร, การปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ด้วยการช่วยเลือกโปรไบโอติกส์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยอิงกับผลการวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ นับเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการป้องกันและการรักษาเพื่อดูแลสุขภาพลำไส้ของเราให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน”

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นผู้นำในการพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเกี่ยวกับการแปลผลและการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สถาบันหลัก ได้แก่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชั้น 2 อาคาร B (อาคารโรงพยาบาล) โทร. 02 011 2167-8 หรือโทร. 1378

-(016)

‘นพรัตน์ มาลัยวงค์’ นำทัพ LYO คว้ารางวัล BEST OF HAIR TONIC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761103

‘นพรัตน์ มาลัยวงค์’ นำทัพ LYO คว้ารางวัล BEST OF HAIR TONIC

‘นพรัตน์ มาลัยวงค์’ นำทัพ LYO คว้ารางวัล BEST OF HAIR TONIC

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.42 น.

ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ดังๆ ในเมืองไทยหลากหลายแบรนด์ สำหรับ “คุณนพรัตน์ มาลัยวงค์”  กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด   โดยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ “ไลโอ (LYO)”  ที่จับมือกับ “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” พิธีกรรายการ “โหนกระแส” ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง เรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะยอดนิยมในตลาดเมืองไทย

ล่าสุด “นพรัตน์ มาลัยวงค์”  กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด  นำทีม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ “ไลโอ (LYO)”  ประกาศศักดาอีกครั้ง บนเวที “สุดสัปดาห์ Beauty Awards 2023”  ณ AUBE ถนนราชพฤกษ์ ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 เพื่อมอบรางวัลให้แก่บิวตี้ไอเท็ม บริการความงาม และคลินิกความงามที่สุดแห่งปี 2023 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Love Yourself สะท้อนถึงการรักและดูแลตัวเองในทุกรูปแบบของกลุ่มคนยุคใหม่ทุกเพศทุกวัย

สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ “ไลโอ (LYO)”  สามารถคว้า รางวัล BEST OF HAIR TONIC ที่สุดของผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิค ตัวช่วยเพิ่มผมหนา กระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม มาครองได้ โดย “คุณนพรัตน์” เปิดใจถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “จากวันนั้นถึงวันนี้ ไลโอ (LYO)  เดินทางมาเป็นระยะเวลา 3 ปี ก้าวสู่ปีที่ 4 กับความภูมิใจ ด้วยรางวัล BEST OF HAIR TONIC ที่สุดของผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิค ตัวช่วยเพิ่มผมหนา กระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม ซึ่งเรามุ่งมั่นที่พัฒนาต่อไปให้สมคุณค่ากับรางวัลที่ได้รับ ต้องขอบคุณผู้บริโภคที่ไว้ใจเรา ทำให้วันนี้ ไลโอ (LYO)  ไปอยู่ในใจของคนไทยทั้งประเทศ”

-(016)

โตเกียว SMEจัดงาน’Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761100

โตเกียว SMEจัดงาน'Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar'

โตเกียว SMEจัดงาน’Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.33 น.

ศูนย์สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น(Tokyo Metropolitan Small and Medium Enterprise Support Center)จัดงานสัมมนา “Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar”เพื่อกระตุ้นความต้องลงทุนในกรุงโตเกียวส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจตลอดจนขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการSMEs ไทยสาขาต่างๆที่มีความสนใจพร้อมแนะนำแนวทางในการลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ตรง เชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักลงทุนไทย – ญี่ปุ่นให้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานมีผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทย ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในรูปแบบ Hybrid ทั้ง Onsite และ Online ผ่านระบบ ZOOMกว่า 90ราย

นายมาซายูกิ คิมูระ(Mr. Masayuki Kimura) Manager, Professional Career Development Support Section, Global Support Team ศูนย์สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า

“พวกเราศูนย์สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมของโตเกียวมากกว่า 50 ปีในฐานะองค์กรสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในกรุงโตเกียวเราให้บริการสนับสนุนตั้งแต่การก่อตั้งธุรกิจการเริ่มต้นธุรกิจการเปิดตลาดการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศการสืบทอดและการฟื้นฟูในทุกขั้นตอน

นอกจากการสนับสนุนการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วเรายังให้การสนับสนุนแก่บริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจมายังกรุงโตเกียวตั้งแต่ปี2019 ด้วย และตอกย้ำเป้าหมายนี้เราจึงได้จัดงานสัมมนา “Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar” ครั้งนี้ขึ้น

ในครั้งนี้เรามีการถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนในกรุงโตเกียวจากคุณพิมใจมัตสึโมโตP.K.SIAM Co.,Ltd.ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการเผยแพร่อาหารไทยในญี่ปุ่นมานานกว่า 20 ปีและคุณอุดมศักดิ์ Zanroo Inc.กลุ่มธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตที่ขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นแต่ยังมีมาเลเซียสิงคโปร์และอินโดนีเซียนอกจากนี้ยังมีการบรรยายจาก “business development center ” ที่สนับสนุนธุรกิจต่างชาติเมื่อต้องการขยายสาขาสู่กรุงโตเกียวกระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานสัมมนาในวันนี้ จะช่วยให้ผู้ที่เข้าร่วมมีความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขยายธุรกิจเข้าสู่โตเกียวกันนะครับอีกทั้ง หลังจากการจบการบรรยายแล้ว เรายังมีการให้คำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของกรุงโตเกียวอีกด้วย”

Tokyo Metropolitan Small and Medium Enterprise Support Center หรือ ศูนย์สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกรุงโตเกียว มีการเปิดสำนักงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2015 เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนไทย-ญี่ปุ่นโดยสนับสนุนที่จะให้เกิดการลงทุนของนักลงทุนชาวไทยในกรุงโตเกียว พร้อมสร้างการเชื่อมต่อกันของทั้ง 2 ประเทศอย่างลงตัว ซึ่งเห็นได้จากการส่งออกของสินค้าไทยไปที่ประเทศญี่ปุ่นที่มีกว่า 10% ในทางกลับกันประเทศญี่ปุ่นเป็นปลายทางการท่องเที่ยวอันดับต้นๆของคนไทย

พร้อมตอกย้ำปัจจัยการเป็นเมืองน่าลงทุนด้วยโตเกียวเป็นมหานครที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก มีGDP เป็นอันดับที่ 16 ของโลก เป็นเมืองมหาอำนาจ Global Power City อันดับที่ 3 เมืองที่ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองน่าอยู่อันดับที่ 1 ในปี 2020 อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งบริษัทญี่ปุ่นที่มีเงินทุนจดทะเบียนมากกว่า 1,000 ล้านเยนอยู่กว่า3,000 บริษัท  (คิดเป็นครึ่งหนึ่งของบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น)เนื่องจากสภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นปัจจัยที่เหมาะสมมากต่อการลงทุน รวมถึงการเป็นเมืองที่มีสาธารณูปโภคสูง ครบครัน แม้ต้นทุนการดำเนินงาน ปัญหาแรงงาน และภาระภาษีจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในญี่ปุ่นแต่ค่าเงินที่อ่อนลงในขณะนี้ประกอบกับค่าครองชีพในกรุงโตเกียวที่ไม่สูงขึ้น ยังสามารถส่งผลบวกต่อการเลือกลงทุนในโตเกียว อีกทั้งรัฐบาลยังเร่งส่งเสริมผลักดันนโยบายเกี่ยวกับบุคลากรที่มีทักษะจากต่างประเทศให้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศญี่ปุ่นหวังช่วยแก้ปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต

อีกทั้งกรุงโตเกียว ยังเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบต่อการเลือกลงทุน เนื่องจากมีปัจจัยหลักที่สร้างความได้เปรียบต่อการเป็นทำเลการลงทุนและช่วยสร้างโอกาสการแข่งขันในภูมิภาค มีความพร้อมเรื่องของระบบสาธารณูปโภคช่วยให้การเข้ามาดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างง่าย โดดเด่นด้วยการเป็นแหล่งกำเนิดของเทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับของโลก มีฐานการวิจัย R&D การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี, การมีบุคคลากรแรงงานทักษะสูง, มีพันธมิตรร่วมค้นคว้าวิจัย และมีกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาส่งผลต่อโอกาสทางการลงทุนในประเทศญี่ปุ่นครอบคลุมบริการทางด้านการลงทุนครบวงจรที่ได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายองค์กรในประเทศญี่ปุ่น, Business Development Center TOKYOการบริการด้านธุรกิจครบวงจร จากกรุงโตเกียว สำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังกรุงโตเกียว โดย BDCT พร้อมสนับสนุนทุกด้านตั้งแต่เรื่องธุรกิจไปจนถึงการใช้ชีวิตเพื่อให้ทุกท่านขยายกิจการในมหานครโตเกียวได้อย่างรวดเร็วโดยกระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการระดมทุน ไปจนถึงการขยายช่องทางการจำหน่าย รวมถึงขั้นตอนต่างๆ ที่จำเป็นต่อการจัดตั้งบริษัทในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ Tokyo One-Stop Business Establishment Center (TOSBEC) ยังพร้อมให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทแก่ธุรกิจต่างชาติหรือธุรกิจร่วมทุนโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถดำเนินขั้นตอนต่างๆ สำหรับการจัดตั้งธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เช่นการรับรองหนังสือบริคณห์สนธิ, การแจ้งจดทะเบียนบริษัท, การจัดการด้านภาษี, การยื่นประกันสังคม และการจัดการด้านเอกสาร ตรวจคนเข้าเมือง ฯลฯ

รวมถึงการส่งเสริมด้านการหาพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งเราพร้อมรับฟังความต้องการต่างๆ ของบริษัทต่างชาติเพื่อดำเนินการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้กับผู้ที่ต้องการขยายธุรกิจในกรุงโตเกียว จากนั้นจึงดำเนินการค้นหาคู่ค้า, ซัพพลายเออร์ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อแนะนำพาร์ทเนอร์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ นอกจากนี้คุณจะได้รับเชิญเข้าร่วมงานต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยกรุงโตเกียวเพื่อขยายโอกาสในการพบปะคู่ค้าที่มีศักยภาพต่อไป

Startup Ecosystem Tokyo Consortium ประกอบด้วยด้วยสมาชิกจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ บริษัท, หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ, มหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัย, กิจการร่วมค้า และภาคการปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งประสานความร่วมมือในวงกว้าง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้กรุงโตเกียวกลายเป็นมหานครแห่งสตาร์ทอัพอันดับ 1 ของโลก เราพร้อมบริการให้คำปรึกษาฟรีแก่ธุรกิจต่างชาติในสาขาอุตสาหกรรม 4.0 และธุรกิจด้านการเงินที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและต้องการขยายกิจการสู่เขตมหานครโตเกียว อาทิ การวิเคราะห์และการวางกลยุทธ์ด้านการตลาดการหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ สนับสนุนการจับคู่เจรจาทางการค้าระหว่างบริษัทต่างชาติและบริษัทในโตเกียวผ่านโครงการต่างๆการบริหารงานเงินการลงทุน ทั้งนี้ทางกรุงโตเกียวมีโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับจัดตั้งสำนักงานใหม่ในเขตโตเกียวอีกด้วย

ซึ่งงานในปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีผู้ประกอบการไทยและตัวแทนจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมให้คำบรรยายเพื่อเพิ่มโอกาสต่อยอดธุรกิจ พร้อมร่วมกิจกรรมสัมมนาที่น่าสนใจได้แก่การบรรยายหัวข้อ“สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและแนวโน้มอุตสาหกรรมในกรุงโตเกียว” โดย นายเคย์ชิน โอกาซาวาระ(Mr. OGASAWARA Keishin) Office for Startup and Global Financial City Strategy,Tokyo Metropolitan Government (Seminar contractor, Pasona Inc.) การบรรยายหัวข้อ“บอกเล่าประสบการณ์ความสำเร็จในการขยายตลาดธุรกิจไปยังกรุงโตเกียว” โดย นางพิมใจ มัตสึโมโต ประธานกรรมการบริษัท   P.K.SIAM Co., Ltd. และนายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีบริษัท Zanroo Inc. อีกทั้งยังมีการแนะนำบริการของ Tokyo SME support center สำนักงานประเทศไทยอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา “Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar” ในครั้งถัดไปได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 24 มกราคม 2567 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tokyo SME Support Center ทางเว็บไซต์ https://www.tokyo-kosha.or.jp/english/index.htmlช่องทางการติดต่อเพื่อปรึกษาด้านธุรกิจ

เปิดประชุมสัมมนา ‘แนวทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761089

เปิดประชุมสัมมนา ‘แนวทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’

เปิดประชุมสัมมนา ‘แนวทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.17 น.

5 ตุลาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมสัมมนา เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดย ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้กล่าวรายงาน คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ร่วมประชุมและรับฟังนโยบายฯ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมตรัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Zoom Meetings)

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กำหนดนโยบายหลักในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรไปสู่ความสำเร็จ ไว้ 6 ด้าน คือ

1) เน้นการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนภาคเกษตร สร้างครอบครัวเกษตร บูรณาการงานเข้มแข็ง และการขับเคลื่อนภารกิจการกำกับดูแลสินค้าเกษตรด้วยการยกระดับ MR. สินค้าเกษตร

2) การรับมือกับภัยธรรมชาติทุกประเภทที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตร

3) ประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างจริงจัง

4) การยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง และส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร

5) การจัดการทรัพยากรทางการเกษตร เน้นการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

6) การอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร การสร้างระบบประกันภัยให้เกษตรกรไทย การบริการทางการเกษตรที่เหมาะสม

นอกจากนโยบาย 6 ด้าน  รมว กษ. ได้ให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทางการเร่งรัดการดำเนินการให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน มีชีวิตที่มั่นคงโดยการยกระดับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 – 01 เป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน โดยให้ ส.ป.ก. เร่งรัดจัดทำแนวทางการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นไปตามคำสัญญากับประชาชนที่คาดหวังกับการมีสิทธิในที่ดิน มีชีวิตมั่นคงจากการที่รัฐได้พิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นโฉนด เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ ภายใน100 วัน รวมถึงการยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP และสามารถต่อยอดไปสู่คาร์บอนเครดิตในภาคการเกษตรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการผลิตทางการเกษตรและเพื่อการอุปโภค อำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินยกระดับการผลิตทางการเกษตรได้และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข

รมว. กษ. กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มากำกับดูแลการทำงานของ ส.ป.ก. ว่า “ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ ส.ป.ก. ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ผมได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เกษตรกรกินดี อยู่ดี มีรายได้มีอาชีพมั่นคง สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน และภาคเกษตรไทยคือผู้นำสินค้าเกษตรในตลาดโลก”

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กล่าวว่า “ส.ป.ก. มีภารกิจหลักในการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกร ผู้ไร้ที่ดินทำกิน และสถาบันเกษตรกร ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกร การพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน และการบริหารเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ส.ป.ก. ให้ความสำคัญกับข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดแนวทางการเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนด รวมถึงนโยบายที่จะพัฒนาศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร โดย ส.ป.ก. มุ่งมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของศูนย์บริการประชาชนผ่านการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการพัฒนาระบบการให้บริการ และอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างทั่วถึง ก่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพการขับเคลื่อนภารกิจมากยิ่งขึ้น”

-(016)

TCCTA ประกาศรางวัลสุดยอดคอนแทคเซ็นเตอร์แห่งปี ‘TCCTA Contact Center Awards 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761044

TCCTA ประกาศรางวัลสุดยอดคอนแทคเซ็นเตอร์แห่งปี 'TCCTA Contact Center Awards 2023'

TCCTA ประกาศรางวัลสุดยอดคอนแทคเซ็นเตอร์แห่งปี ‘TCCTA Contact Center Awards 2023’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.07 น.

สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA: Thai Contact Center Trade Association)ศูนย์กลางการประสานงาน เผยแพร่ข่าวสารระหว่างบุคคล สถาบัน องค์กร ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคอนแทคเซ็นเตอร์ทั้งในและต่างประเทศจัดงานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “TCCTA Contact Center Awards 2023” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและศักยภาพ คอนแทคเซ็นเตอร์ไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าสากล โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทองค์กร(Corporate) และประเภทบุคคล (Individual) รวมทั้งสิ้น 142 รางวัล  ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์

นายศรัณย์ เวชสุภาพร นายกสมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA: Thai Contact Center Trade Association) เผยว่า “ในปัจจุบันอุตสาหกรรมคอนแทคเซ็นเตอร์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย เศรษฐกิจ การเดินทาง การซื้อสินค้า ร้านอาหาร การท่องเที่ยว การศึกษา กลับมาคึกคักมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีส่วนในการผลักดันให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กรกับลูกค้าเพิ่มเป็นทวีคูณ อุตสาหกรรมคอนแทคเซ็นเตอร์เริ่มมีการใช้สื่อ Digital เข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสารมากขึ้น ทำให้หลายองค์กรต้องมีทีม Social Media Contact Center เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั้งทาง Voice และ Chat เพื่อให้มีประสิทธิภาพและทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุด”

สมาคมฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนบริการคอนแทคเซ็นเตอร์ให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและบริการรูปแบบใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้บริการในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ ตามเป้าหมายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงเกิดงานประกาศรางวัล “TCCTA Contact Center Awards 2023” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยผู้เข้าแข่งขันทุกบริษัทมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการนวัตกรรม การบริหารจัดการ การพัฒนาสถานที่ในการทำงาน กระบวนการทำงานที่กระชับและรวดเร็วมากขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ารวมทั้งการบริการทางด้าน Social Media  มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการกำหนด KPI ที่ท้าทาย และมีการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยตรวจสอบคุณภาพการบริการ ซึ่งทำให้การตัดสินต้องพิจารณาอย่างละเอียดและเข้มข้นขึ้นกว่าทุกปี นายศรัณย์ เวชสุภาพร กล่าว

รางวัล TCCTA Contact Center Awards 2023 ได้แบ่งรางวัลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทองค์กร (Corporate) แบ่งเป็น 10 ประเภท โดยมีผู้สมัครร่วมส่งผลงาน 18 บริษัท มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น47 รางวัล และประเภทบุคคล (Individual) มีผู้สมัครร่วมส่งผลงาน 20 บริษัท ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 95 รางวัล ซึ่งในปีนี้ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล The Best Contact Center of The Year 2023, บริษัท ทีดีซีเอ็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัดได้รับรางวัลThe Best Human Care Contact Center, บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ได้รับรางวัลThe Best Effective Technology Contact Center, บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัดได้รับรางวัลThe Best Effective Software Contact Center, บจก.บราเดอร์คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย)ได้รับรางวัลThe Best WorkFlow Contact Centerรวมถึงบริษัทอื่น ๆ มากมาย อาทิ กรุงไทยพาณิชย์ประกันภัย, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ธนาคารกสิกรไทย,ทรูทัช, ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย, เซ็นทรัล กรุ๊ป ออนไลน์นอกจากนี้ยังมีองค์กรภาคสังคมอย่าง มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ได้รับรางวัลในครั้งนี้อีกด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวและภาพบรรยากาศภายในงานประกาศรางวัล TCCTA Contact Center Awards 2023 ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Thai Contact Center Trade Association-TCCTA หรือ http://www.tccta.or.th

ขอเชิญร่วมงาน วันพยาบาลแห่งชาติ ประจำปี 2566 น้อมรำลึกถึง ‘สมเด็จย่า ของชาวไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761033

ขอเชิญร่วมงาน วันพยาบาลแห่งชาติ ประจำปี 2566 น้อมรำลึกถึง 'สมเด็จย่า ของชาวไทย'

ขอเชิญร่วมงาน วันพยาบาลแห่งชาติ ประจำปี 2566 น้อมรำลึกถึง ‘สมเด็จย่า ของชาวไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.33 น.

ขอเชิญร่วมงาน วันพยาบาลแห่งชาติ ประจำปี 2566 สภากาชาดไทย เทิดไท้สมเด็จย่าเสริมสร้าง ดูแลสุขภาพปวงประชาห่างไกลไร้โรคา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในวันที่ 20 ตุลาคม 2566 นี้ ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมกับ สำนักงาน หน่วยงาน ต่างๆของสภากาชาดไทย จัดงาน วันพยาบาลแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกถึง “สมเด็จย่า ของชาวไทย” ภายในงาน จัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย สำหรับประชาชนทั่วไปช่วงเช้า ร่วมต้อนรับผู้บริหารสภากาชาดไทย พร้อมรับชมวิดีทัศน์ เทิดพระเกียรติ สมเด็จย่า ของชาวไทยชมนิทรรศการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพ จากหน่วยงานต่างๆของสภากาชาดไทยรับการประเมินสุขภาพผู้สูงวัย พร้อมรับคำแนะนำ และตรวจสุขภาพ “ฟรี” ด้วยเครื่อง BIA

พบกับการเสวนา เรื่อง “ก้าวเข้าสู่ทศวรรษการดูแลสุขภาวะผู้สูงวัย” ช่วงบ่าย มาเพลิดเพลินกับการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อผู้สูงวัย ด้วยไลน์แดนซ์ ร้องเพลงพร้อมเล่นดนตรีอูคูเลเล่ พบกัน ณ ระเบียงรมณีย์ อาคารภูมิสิริฯ ชั้น 14 เวลา 09.00-15.00 น.

โฟนอินสด ‘หนิง-ปณิตา’ สงบศึกมือที่สาม! เปิดใจแฮ็ชแทค ‘สุดยอดเมียหลวง’ยอมจบเพื่อลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/761283

โฟนอินสด 'หนิง-ปณิตา' สงบศึกมือที่สาม! เปิดใจแฮ็ชแทค 'สุดยอดเมียหลวง'ยอมจบเพื่อลูก

โฟนอินสด ‘หนิง-ปณิตา’ สงบศึกมือที่สาม! เปิดใจแฮ็ชแทค ‘สุดยอดเมียหลวง’ยอมจบเพื่อลูก

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.51 น.

คืนไหนไม่ได้เม้าท์นอนไม่หลับ สำหรับรายการ“ทัวร์มาลง” ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 17.05 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง MONO29โดยมีพิธีกรหลัก เพชรจ้า-วิเชียร กุศลมโนมัย, พชร์-อานนท์, ปุ้มปุ้ย-พรรณทิพา อรุณวัฒนชัย, เป็กกี้ ศรีธัญญา, นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์, ซานิ-นิภาภรณ์ ฐิติธนการ และ อาร์ต-พศุตม์ บานแย้ม ผลัดเปลี่ยนมาเม้าท์มอยหน้าจอขยี้ประเด็นทัวร์ลงที่เกิดขึ้น

ล่าสุดในวันพฤหัสบดีที่ 5ตุลาคมนี้ดุเด็ดเผ็ดไฟลุกกันต่อ กับข่าวขึ้นศาลฟ้องร้องกรณีรักร้าวจากมือที่สาม สำหรับซุปตาร์สาวหนิง-ปณิตาพัฒนาหิรัญที่ได้หย่ากับอดีตสามีจิน-จรินทร์ธรรมวัฒนะไปแล้วโดยสามพิธีกร เพชรจ้า-วิเชียร กุศลมโนมัยพชร์-อานนท์และ ปุ้มปุ้ย-พรรณทิพา อรุณวัฒนชัยประเดิมพาทัวร์ไปลง หลังได้ข้อสรุปสงบศึกกันด้วยดี โดย หนิงได้เดินทางมาตามนัดที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อไกล่เกลี่ยคดีฟ้อง“เอ็มเมทิกา”ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีการเคลียร์กันลงตัว โดยฝ่ายจำเลยทำการอัดคลิปขอโทษขึ้นสาธารณะ1 ปี และจ่ายเงินจำนวน 3 ล้านบาทแบบผ่อนจ่ายเป็นระยะเวลา 1 ปีก่อนพิธีกร เพชรจ้า จะใช้โทรศัพท์มือถือต่อสายตรงถึง หนิงกล่าวเป็นกำลังใจให้กับเรื่องราวที่จบเรียบร้อยลงตัว พร้อมเป็นกำลังใจช่วยกันติดแฮ็ชแทค #สุดยอดเมียหลวงหนิง ให้สัมภาษณ์สดในรายการ ถึงความรู้สึกหลังจบคดี“มันเป็นการต่อสู้ระหว่างความรู้สึกในใจหนิงเอง ถ้าวันนี้หนิงไม่จบลูกหนิงก็ไม่จบด้วย เพราะเขาก็ยังมีส่วนที่ยังตัดไม่ได้ในความเป็นพ่อ”ด้วยความรักและความเป็นห่วงลูกจึงเผยต่อ เกี่ยวกับแรงจุงใจในการต่อสู้ในฐานะของคนเป็นแม่“ดีใจค่ะที่ทำเรื่องใหญ่ให้มันกลายเป็นเรื่องเล็กได้มันยากแต่ต้องทำไม่งั้นเราจะสอนลูกไม่ได้ หนิงไม่ใช่คนดีอย่างที่คนเขียนชมเลยนะแต่หนิงพยายามที่จะทำให้ได้ดีที่สุดในฐานะแม่คนหนึ่งที่จะทำได้หนิงได้เซ็นกระดาษใบหนึ่งตามที่เขาต้องการแล้วอยากให้เขาทำตามสัญญาที่รับปากในกระดาษแผ่นนั้นให้ได้ด้วย”ก่อนจะบอกถึงสภาพจิตใจตอนนี้ดีขึ้นตามลำดับเป็นอย่างมาก พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมา

งานนี้เคลียร์ชัดแจ่มแจ้งในรายการ“ทัวร์มาลง”ติดตามได้ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 17.05-17.50 น. ทางช่อง MONO29  พร้อมไลฟ์สดทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง Facebook, Youtube ช่อง MONO29

#Mono29 #ทัวร์มาลง #พชร์อานนท์#ปุ้มปุ้ยพรรณทิพา#เพชรจ้า #ดราม่า