บพค.จัดประชุมวิชาการ ‘PMU-B Brainpower Congress 2023’ ขับเคลื่อนงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776222

บพค.จัดประชุมวิชาการ 'PMU-B Brainpower Congress 2023' ขับเคลื่อนงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บพค.จัดประชุมวิชาการ ‘PMU-B Brainpower Congress 2023’ ขับเคลื่อนงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.27 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากําลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม (บพค.) จัดงานประชุมวิชาการ “PMU-B Brainpower Congress 2023 : Frontier Research to Future Industries by I conNEXT with U” ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างและขับเคลื่อนงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต”

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากําลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) หน่วยงานในกำกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการ “PMU-B Brainpower Congress 2023 : Frontier Research to Future Industries by I conNEXT with U” ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างและขับเคลื่อนงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 18 – 20 ธันวาคม 2566  ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อยกระดับและเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนากําลังคนสมรรถนะสูง (Brainpower development) และสร้างเครือข่ายงานวิจัยขั้นแนวหน้าล้ำยุคร่วมกับนักวิจัย อาจารย์ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 80 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้นกว่า 700 ท่าน  เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย พร้อมกันนี้ ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่งานวิจัยและนวัตกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเสวนาวิชาการ ปาฐกถาพิเศษ การบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสหสาขาของประเทศไทย และการนำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบปากเปล่า (Oral Presentation) และโปสเตอร์ (Poster Presentation) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดงานวิจัยของนักวิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

บพค. เป็น 1 ใน 9 หน่วยงานด้านการบริหารและจัดการทุน (Program Management Unit, PMU) ภายใต้การจัดสรรทุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยรับผิดชอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566 – 2570 ในยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งดำเนินการสนับสนุนทุนวิจัยให้ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Disruptive Technology ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างฉับพลัน อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) อาหารแห่งอนาคต การแพทย์ส่วนบุคคล โดย บพค. ได้นำเอา Demand จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals, SDGs) ตลอดจนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ (GERD) ให้ได้ถึงร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี พ.ศ. 2570 เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนประเทศให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ในปี พ.ศ. 2580 จึงได้กำหนดจัดงานประชุมวิชาการ “PMU-B Brainpower Congress 2023 : Frontier Research to Future Industries by I conNEXT with U – ร่วมกันสร้างและขับเคลื่อนงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ขึ้น

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เปิดเผยว่า “งานประชุมวิชาการ PMU-B Brainpower Congress 2023 : Frontier Research to Future Industries จัดขึ้นภายใต้แนวคิด I conNEXT with U โดยมาจากคำว่า I (Industries) หมายถึง อุตสาหกรรม conNEXT คือการเชื่อมโยง ร่วมกันทำงานและก้าวเดินไปด้วยกัน และ with U อันหมายถึง นักวิจัยทุกท่าน รวมกันเป็น I conNEXT with U อันหมายถึง ภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยง ทำงานและจับมือก้าวเดินต่อไปร่วมกัน มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน 5 ประการ ดังนี้  1) เพื่อเป็นเวทีในการรายงานความก้าวหน้าของนักวิจัยที่ได้รับทุนจาก บพค. ในปีงบประมาณ 2564 -2566 ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 2) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการนำผลวิจัยด้านการพัฒนากำลังคน งานวิจัยขั้นแนวหน้า งานวิจัยทางด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ ไปใช้ประโยชน์นำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 3) เพื่อรับทราบเป้าหมายและกระตุ้นให้มีการส่งเสริมงานวิจัยขั้นแนวหน้า งานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสังคม ภาคอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้าและระบบการพัฒนากำลังคนที่ยั่งยืน 4) เพื่อให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการ และการมีส่วนร่วม (Engagement) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน และ 5) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดกลไกสนับสนุนและพัฒนาการวิจัย รวมถึงส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ เชื่อมโยงผู้ผลิตงานวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์ โดยการบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรและเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และต่างประเทศ ซึ่ง บพค. ได้เล็งเห็นโอกาสในการยกระดับและเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนากำลังคน Brain power ผ่านนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิด High Caliber Impact Oriented Researcher แก่ระบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย”

รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานเปิดงานประชุมฯ กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “บพค. เป็นหน่วยบริหารและจัดการทุนภายใต้กระทรวง อว. ที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “กำลังคน เรียนดี มีความสุข มีรายได้” และ “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ความต้องการ” สนับสนุนการพัฒนากำลังคนควบคู่ไปกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยสนับสนุนการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีสมรรถนะ/ทักษะสูง ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านกลไกและแพลตฟอร์มหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนากำลังคน Brainpower ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญ/แรงงานที่จำเป็น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมและบริการในอนาคต เพื่อรองรับการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล นอกจากนี้ บพค. ยังสนับสนุนการวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Creative content ในมิติฐานวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 3F – Film, Festival, Fashion เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่จะสร้างกลไกทางสังคมเพื่อวางรากฐานแนวคิด หรือวิถีชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสภาพแวดล้อมดิจิทัลให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด รวมถึงการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และพร้อมพัฒนาสู่อนาคต รวมทั้งได้รับการยอมรับในระดับสากลอีกด้วย”

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ด้านวิทยาศาสตร์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บพค. ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษแก่ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย และผู้เข้าร่วมงาน ในหัวข้อ “อนาคตและความท้าทายของการพัฒนาและยกระดับงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่เวทีระดับโลก” ว่า กระทรวง อว. มีทิศทางการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด สร้างกำลังคนให้มีแนวคิดและทักษะทางเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำลังคนที่เป็นมันสมองในระดับแนวหน้าหรือกำลังคนทักษะสูงที่เรียกว่า Brainpower จริงๆ นั้น ซึ่งยังคงไม่เพียงพอ จึงต้องเร่งสร้าง เร่งค้นหา ดึงเอาศักยภาพของคนเหล่านี้ขึ้นมานำให้ได้ นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ต้องสร้างสรรค์และสนับสนุนต่อยอดกันต่อไป คือ งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ประเทศไทยนั้นมีข้อได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของทรัพยากรที่หลากหลาย ขนาดพื้นที่ประเทศกว้างใหญ่ และยังมีโครงสร้างพื้นฐานหลายประการที่สามารถช่วยให้การทำวิจัยไปถึงจุดคานงัดหรือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศได้ ตลอดจนการเปลี่ยนให้งานวิจัยขึ้นหิ้งเป็นงานวิจัยขึ้นห้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านการทำวิจัยที่สิ้นสุดเพียงการตีพิมพ์แล้วไม่สามารถก่อให้เกิดมูลค่าทางการตลาดได้ เป็นการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ส่งเสริมเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ภายในงานประชุมวิชาการ PMU-B Brainpower Congress 2023 ยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือ “การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ระหว่าง บพค. ร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ตอบสนองต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 ตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเวทีเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “Learning Ecosystem for Frontier Research to Future Industries” โดยมีวิทยากรเข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ควอนตัม เทคโนโลยี ฟาวเดชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผศ. ดร.วิภู รุโจปการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และ ผศ. ดร.กมล จิราพงษ์ คณบดีคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดย ผศ.ดร.ปริปก พิศสุวรรณ รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ดำเนินรายการ และเวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อเรื่อง “การเพิ่มขีดความสามารถของ Soft Skill ขั้นสูงให้กับนักวิจัยทักษะสูงของ บพค. เพื่อส่งเสริมความสามารถในการดำเนินงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ” มีวิทยากรเข้าร่วม อาทิ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ บพค. ดร.วิศิษฐ ทวีปรังษีพร ประธานกรรมการบริหารบริษัท SKAI MED (Thailand) และ ดร.รักษ์ชัย เร่งสมบูรณ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ฟรุตต้าไบโอเมต จำกัด โดยมี คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในการนี้ ยังมีกิจกรรมเปิดตัวแพลตฟอร์ม National Postdoctoral/Postgraduate Training System of Thailand ในการสร้างและพัฒนากำลังคนทักษะสูง พร้อมการแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยในรูปแบบโปสเตอร์กว่า 313 ผลงาน และมีโชว์การแสดงพิเศษภายในงาน เรื่อง “พลังแห่ง Film Academy เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง Soft power ด้าน Film โดย บพค.” 

• การแสดง production ภาพยนตร์เรื่อง “นาค” และ เทศกาลหนังเมืองแคน Kaen International Film Festival

• การบรรเลงเพลงประกอบการรำไทย

• การแสดงศิลปะท่าทาง “Stuntman show”

• การแสดงวงดนตรีจากภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ”

พร้อมด้วยการจัดแสดงผลงานวิจัยจากภาคีเครือข่ายนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนตั้งแต่ปี 2564 – 2566 อีกด้วย อาทิ Coding/AI Technology, AI/Robotics for all, Metaverse for Film, Thailand Creative Industry, Code Combat, CMU STeP, ASEAN Talent Mobility และอื่นๆ มากมายกว่า 15 นิทรรศการ ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างความรับรู้ความก้าวหน้าในการดำเนินงานวิจัยของนักวิจัยภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก บพค. แก่สาธารณะชนได้อย่างทั่วถึง

เจสซี่ มัม แบ่งปันน้ำใจ ผุดรายการใหม่! ‘Jessie Mum ส่งต่อความสุข’ คืนกำไรสู่สังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776221

เจสซี่ มัม แบ่งปันน้ำใจ ผุดรายการใหม่! ‘Jessie Mum ส่งต่อความสุข’ คืนกำไรสู่สังคม

เจสซี่ มัม แบ่งปันน้ำใจ ผุดรายการใหม่! ‘Jessie Mum ส่งต่อความสุข’ คืนกำไรสู่สังคม

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.21 น.

ก้าวสู่ปีที่ 7 “เจสซี่ มัม” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับแม่หลังคลอดเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทย ที่คอยสนับสนุน ส่งเสริมคุณแม่ให้มีน้ำนมเลี้ยงลูกมากว่า 6 ปี  ล่าสุด “ปาล์มวดี ผดุงศิริกุลชัย” ซีอีโอของแบรนด์ ได้คิดไอเดียรายการใหม่ “Jessie Mum ส่งต่อความสุข” แบ่งปันรอยยิ้มและกำลังใจส่งต่อไม่มีที่สิ้นสุด ภายใต้แนวคิด “นำกำไรจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เจสซี่ มัม มาช่วยเหลือสังคม”

Jessie Mum อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาส และส่งมอบความสุขแห่ง “การให้” เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆ ที่ด้อยโอกาสและยังขาดแคลน เพราะการทำธุรกิจนั้นก็จริงอยู่ที่อยากได้ผลกำไรมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าเราจะหวังแต่กำไรเพียงอย่างเดียว โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขาย Jessie Mum เราได้นำมาช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาให้ดีขึ้น โดยความสุขที่เราได้เป็นผู้ให้ คือ “รอยยิ้มของผู้รับ” และทุกคนสามารถส่งต่อความสุขและกำลังใจถึงกันได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ปาล์มวดี ผดุงศิริกุลชัย ซีอีโอของแบรนด์และผู้ริเริ่มรายการ “Jessie Mum ส่งต่อความสุข” ได้เล่าว่า เรามีความตั้งใจจะทำรายการดีๆ แบบนี้ไปตลอดทั้งปีหน้า จะเดินหน้าช่วยเหลือผู้คนที่ด้อยโอกาสให้มีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมที่ดีขึ้น และได้ตั้งเป้าหมายอย่างต่ำ 52 เคส และเคสล่าสุดที่ได้เข้าไปช่วยเหลือนี้ เป็นเคสที่ค่อนข้างน่าสงสารมาก ลูกเป็นผู้มีความผิดปกติทางสมองตั้งแต่กำเนิด และคุณแม่ต้องคอยดูแลมาจนกระทั่งลูกอายุ 14 ปี ส่วนคุณพ่อมีอาชีพเป็นผู้ช่วยช่างต้องออกไปทำงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาเงินส่งมาให้ครอบครัว ทำให้แทบไม่มีเวลาได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลย

“น้องมิ๊คมีความผิดปกติทางสมองและรักษามากว่า 10 ปี ที่โรงพยาบาลเด็ก ยังเป็นโรคลมชัก และสมองฝ่อ ครั้งแรกที่ปาล์มไปเจอ แม่มนต์ต้องอยู่กับน้องมิ๊คสองคนในห้องเช่าอู่รถยนต์เล็กๆ เพราะคุณพ่อต้องออกไปทำงานไกลตามสถานที่ต่างๆ และจะส่งเงินมาให้ทุกเดือน กว่าจะได้กลับมาเจอลูกก็ต้องเป็นวันหยุดเทศกาลสำคัญๆ ส่วนแม่มนต์ก็มีรายได้จากขายของเล็กๆ น้อย แต่ไม่ได้มากมาย และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คุณหมอบอกว่าน้องมิ๊คขาดสารอาหาร จึงจำเป็นต้องใส่สายให้อาหาร เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้น้อง ตอนนี้ใส่สายมาเกือบ 2 ปี น้องไม่ได้ให้กินข้าวเลย ได้แต่กินนมทางการแพทย์แทน”

ปาล์มวดี เล่าต่อว่า “น้องมิ๊คต้องกินนมพิเศษทุกวัน เป็นนมเบลนเดอร่า คือนมอาหารทางการแพทย์ ราคาค่อนข้างสูง นั่นเป็นสาเหตุให้น้องขาดสารอาหาร น้ำหนักไม่ขึ้นเลย ในทุกวันๆ แม่มนต์จะคอยอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา เล่นกับน้อง คอยบีบแขนขาให้น้อง กล้ามเนื้อไม่ค่อยขยับ กล้ามเนื้อติดยังไม่ยืด เพราะตอนคลอดออกมาน้องก็ขาหัก จนแม่มนต์เคยนึกโทษตัวเองว่าเป็นเพราะตนมาโดยตลอด แต่พอแม่ได้คุยกับคุณหมอและทำความเข้าใจกัน ก็ได้ปล่อยวาง และสู้มาถึงวันนี้”

โดยถือเป็นอีกครั้งที่ทาง Jessie Mum ได้มาแบ่งปันความสุขให้กับครอบครัวของ “แม่มนต์” สิ่งที่เธออยากได้นั้น ก็คือนมอาหารทางการแพทย์ แพมเพิส พัดลม และทางแบรนด์ไม่รอช้าได้ส่งมอบของมาให้ในทันทีเรียบร้อย แม่มนต์ได้พูดถึงความรู้สึกว่า “ดีใจมากๆเลยค่ะ อย่างน้อยยังมีคนเห็นความลำบากของพวกเรา และยื่นมือเข้ามาช่วย เข้ามาแบ่งเบาภาระตรงนี้ เพื่อจะได้มีเงินเหลือพาลูกไปโรงพยาบาล และใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นอื่นๆ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ”

ส่วนใครที่อยากให้กำลังใจและช่วยสนับสนุน น้องมิ๊คและแม่มนต์ กดติดตามได้ที่ Tiktok : suvimon_24 และถ้าใครมีเรื่องราวดีๆ อยากให้เราเข้าไปช่วยเหลือสามารถติดต่อและส่งเรื่องราวมาได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/jsmhappy , Youtube : https://www.youtube.com/@jsmhappiness , Tiktok : https://www.tiktok.com/@jsmhappiness

-(016)

Jessie Mum ดึง ‘แอร์-ภัณฑิลา’ นั่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ ย้ำ! กระแสเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ คือ สิ่งที่ดีและยิ่งใหญ่ที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776218

Jessie Mum ดึง 'แอร์-ภัณฑิลา' นั่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ ย้ำ! กระแสเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ คือ สิ่งที่ดีและยิ่งใหญ่ที่สุด

Jessie Mum ดึง ‘แอร์-ภัณฑิลา’ นั่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ ย้ำ! กระแสเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ คือ สิ่งที่ดีและยิ่งใหญ่ที่สุด

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.10 น.

คงปฎิเสิธไม่ได้กับความร้อนแรงของ Jessie Mum ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมน้ำนม ที่กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 และยังคงได้รับความไว้วางใจจากบรรดาคุณแม่ทั่วประเทศ จนล่าสุดเพิ่งคว้า 2 รางวัลใหญ่มาหมาดๆ ในเวที  Amarin Baby & Kids Awards 2023 ได้แก่ Mommy’s Choice Awards จากผลโหวตของคุณแม่กว่า 3 หมื่นคน และ Editor’s Choice Awards ได้รับการคัดเลือกจากกองบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ว่าเป็นสินค้าที่ดีและมีประโยชน์มากๆ และยังได้นักแสดงและพิธีกรสาวสุดฮอต “แอร์-ภัณฑิลา ฟูกลิ่น” ที่ขึ้นแท่นเป็นคุณแม่ป้ายแดง  ตอบรับเข้ามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์  เพื่อเป็นตัวแทนของคุณแม่ที่อ่อนโยน มีความทันสมัย  และดึงกระแสให้เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่มากขึ้น

“แอร์-ภัณฑิลา” เล่าว่า  “ดีใจมากๆ และเป็นเกียรติที่ทาง เจสซี่ มัม เลือกแอร์เป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์  ทำให้แอร์ภูมิใจที่รู้สึกเป็นตัวแทนของคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยุคใหม่  ทาง เจสซี่ มัม ก็มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตัวเรื่องเสริมน้ำนมแม่มากๆ ตั้งแต่แอร์คลอดน้องฑิลาร์ ก็ทาน เจสซี่ มัม ต่อเนื่องมาตลอด ที่ทำให้รู้จักเลยเพราะก่อนหน้านี้พี่เรา และคนรู้จักเราทานกันให้เห็น แล้วเราเห็นผลลัพธ์มาตลอด จึงทำให้ไม่แปลกใจเลยที่เราจะไว้ใจที่จะทาน แล้วพอแอร์ทานก็เป็นดังหวัง ทำให้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำนมน้อยเลย สามารถมีน้ำนมให้ลูกกินได้อย่างเพียงพอ   และเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง เห็นได้จากฟีดแบคจากแม่ๆ ทั่วประเทศที่ยกให้เป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาน้ำนมมาน้อยหลังคลอดค่ะ” ที่โอเคเลยคือเรื่องของบริการหลังการขายคือทางแบรนด์เค้าติดตามต่อนะว่าเราใช้ไป

ได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพราะว่าการที่แม่ๆ ทุกคนจะมีน้ำนมให้ลูกได้เนี่ยต้องปฏิบัติตัวยังไง ทานน้ำเพียงพอไหม ปั๊มตรงรอบไหม ดูแลตัวเองทานอาหารดีๆ ไหม เค้าจะมีกลุ่มที่ปรึกษาที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำคุณแม่ต่างๆ เกี่ยวกับน้ำนมค่ะ

“อีกอย่างที่ทำให้แอร์รู้สึกว่า เจสซี่ มัม เป็นผู้ช่วยเสริมน้ำนมแม่จริงๆ  เพราะแอร์เองก็ผ่าคลอดด้วย ทำให้เข้าใจถึงอาการของแม่ผ่าคลอดทุกคนว่าจะเจ็บแผลมากแค่ไหน  ยังต้องเจอปัญหาน้ำนมไม่มีหลังคลอด  จนหาวิธีต่างๆ เพื่อที่จะมีน้ำนม บางคนหมดตังค์ไปเยอะ ก็ยังไม่ได้ผล แต่ส่วนตัวคิดว่า เจสซี่ มัม เป็นผู้ช่วยคอยดูแลเรื่องน้ำนมมาน้อยได้ดีที่สุดค่ะ

ที่สำคัญก่อนทานแอร์เอาตัวเจสซี่มัม เนี่ยไปให้หมอที่ดูแลเราอยู่ดูว่าโอเคไหมทานได้ไหม อันตรายไหม อย่างที่บอกลูกคนแรก ลูกใครๆ ก็รักจะทำอะไรจะกินอะไรก็เอาให้ชัวร์ที่สุด หมอที่ดูแลก็บอกทานได้เลยโอเคเลยตัวนี้ เราก็วางใจ  และน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเข้าใจและเหมาะกับในยุคสมัยนี้ค่ะ” แอร์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับแบรนด์ Jessie Mum ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า พร้อมตระหนักถึงคุณภาพสินค้า ความปลอดภัย และประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อยเป็นหลัก ซึ่งเราเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การทำสต๊อกนมไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว ยังพร้อมส่งเสริม สนับสนุนให้เด็กทุกคนได้ดื่มนมแม่อย่างเต็มที่ เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของลูก

-(016)

ธรรมชาติซีฟู้ด จับมือ K-Fish ชวนสัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารทะเลจากเกาหลีใต้ ที่คุณไม่ควรพลาด!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776216

ธรรมชาติซีฟู้ด จับมือ K-Fish ชวนสัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารทะเลจากเกาหลีใต้ ที่คุณไม่ควรพลาด!

ธรรมชาติซีฟู้ด จับมือ K-Fish ชวนสัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารทะเลจากเกาหลีใต้ ที่คุณไม่ควรพลาด!

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.02 น.

ธรรมชาติซีฟู้ด จับมือ K-Fish ยกขบวนอาหารทะเลพรีเมียมมาไว้หน้าบ้านคุณ เปิดประสบการณ์สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารทะเลจากเกาหลีใต้ ที่คุณไม่ควรพลาด!

ธรรมชาติ ซีฟู้ด ผู้นำเข้าอาหารทะเลคุณภาพพรีเมียมจากทั่วทุกมุมโลก นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารทะเลสดส่งตรงจากเกาหลีใต้ ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับเค-ฟิช (K-Fish) ภายใต้กระทรวงมหาสมุทรและการประมง ผู้นำอุตสาหกรรมการประมงชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้ ยกขบวนขุมทรัพย์ทั้งทะเล ส่งตรงวัตถุดิบสุดพรีเมียมจากเกาะเชจูพร้อมเสิร์ฟให้กับคนไทยได้ลิ้มลอง

ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างสองวัฒนธรรมและรสชาติอันมีเอกลักษณ์เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของธรรมชาติซีฟู้ดในการส่งมอบวัตถุดิบที่มีคุณภาพสุดพรีเมียม มาพร้อมกับความสดใหม่ และผ่านการคัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม ตอกย้ำวิสัยทัศน์  “เราจะสร้างสรรค์สังคมที่มีสุขภาพดี โดยเริ่มต้นจากการทานอาหารที่มีประโยชน์”

วัตถุดิบคุณภาพสุดพรีเมียมส่งตรงจากเกาะเชจู

อีกหนึ่งความพิเศษในครั้งนี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบปลาทะเลจะมีโอกาสได้พบกับ ปลาตาเดียว หรือ ปลาแบน (Flat fish) และปลาเทอร์บอต ที่อุดมไปด้วยโภชนาการชั้นดี ปลาตาเดียว หรือ ปลาแบน ขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติเนื้อสัมผัสแน่นรสชาติหวานอร่อย ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ของผืนน้ำของเกาะเชจู ปลาแบนสามารถนำมาปรุงได้หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ซาชิมิ หรือสเต๊ก ไปจนถึงการทำเป็นซุปได้ ไม่เพียงแต่เป็นของอร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย เนื่องจากอุดมไปด้วยโปรตีน กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และคอลลาเจนที่จำเป็น รวมถึงมีแคลอรี่และไขมันที่ต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง รสชาติอร่อย และมีความปลอดภัยสูงสุด การันตีความปลอดภัยสูงสุดอย่าง HACCP ผ่านการเลี้ยงดูที่ผ่านมาตรฐานสากล

สำหรับท่านที่ชอบสัมผัสที่เนื้อปลาที่ไม่เหมือนใคร ปลาเทอร์บอต จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยเนื้อสัมผัสที่แน่นแต่นุ่มและรสชาติที่นุ่มนวลนุ่ม รสชาติละมุนลิ้น สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย ทั้ง นึ่ง อบ หรือทอด ที่สำคัญยังเป็นแหล่งโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด ทั้งนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมของเกาะเชจู ที่มีความบริสุทธิ์สูง ทั้งในส่วนของสภาพอากาศและท้องทะเล ทำให้ปลาเทอร์บอตสีทองที่มาจากเกาะเชจู เป็นปลาเทอร์บอตที่การันตีได้ว่าปราศจากสารปนเปื้อน และมีความปลอดภัยในการรับประทาน

นอกจากปลาทั้งสองชนิดตามที่กล่าวข้างต้น ยังมีอาหารทะเลพรีเมียมจากเกาหลี ที่เดินขบวนจัดโปรโมชันมาให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษมากมายอีกหลายชนิด อาทิ ปูไซส์ยักษ์ หรือเรดคิงแคร็บ ปลาเยลโล่เทลคิงฟิช หอยเป๋าฮื้อ หอยเชลล์ และหอยนางรม โดยผลิตภัณฑ์เรือธงเหล่านี้ถูกวางจำหน่ายที่ธรรมชาติซีฟู้ดสาขาต่างๆ ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง สยามพารากอน, เอ็มควอเทียร์ , เอ็มโพเรียม, เดอะมอลล์งามวงศ์วาน เดอะมอลล์บางกะปิ เดอะมอลล์โคราช เดอะมอลล์บางแค ดีไซน์วิลเลจ บางนา ท็อปส์ฟู้ดฮอลล์และท็อปส์มาร์เก็ตในเครือของเซ็นทรัลกว่า 18 แห่ง รวมถึงสามารถชิมเมนูพิเศษในแคมเปญนี้ได้ที่ ร้าน 80Below และ  The Dock บาย ธรรมชาติซีฟู้ด

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลี กระทรวงมหาสมุทรและประมง รองอธิบดี คิมกีฮุน ที่เข้าร่วมงานนี้ กล่าวว่า “ด้วยการขยายช่องทางการขายนี้ ทำให้เราสามารถแนะนำสินค้าอาหารทะเลเกาหลีแก่ผู้บริโภคชาวไทยได้มากขึ้น และเราจะให้การสนับสนุนเพื่อให้สินค้าหลากหลายที่ตอบโจทย์ทั้งราคาและคุณภาพได้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคชาวไทยต่อไป”

“ความร่วมมือกับเค-ฟิช ถือเป็นก้าวสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่การนำอาหารทะเลคุณภาพสูงมาสู่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนอรสชาติของมรดกทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะเชจู ประเทศเกาหลีใต้ ธรรมชาติซีฟู้ดพร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการอาหาร ผ่านนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใครซึ่งผสมผสานสุขภาพ รสชาติ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน ” ศันสนีย์ แกทเทนบี้ เดวี่ส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กล่าวเสริม

 ธรรมชาติซีฟู้ดและเค-ฟิช ยังมีแผนที่จะนำอาหารทะเลที่ได้รับการคัดสรรจากเกาะเชจูมาสู่ประเทศไทยเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านอาหารจากทั่วทุกมุมโลก และโอกาสที่จะสามารถเข้าถึงรสชาติสุดพิเศษเหล่านี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารทะเลจากประเทศเกาหลีผ่านธรรมชาติซีฟู้ดได้ตลอดเวลาโดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thammachartseafood.com

-(016)

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ร่วมยุติความรุนแรงต่อเด็ก ด้านสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ประจำปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776211

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ร่วมยุติความรุนแรงต่อเด็ก ด้านสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ประจำปี 2023

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ร่วมยุติความรุนแรงต่อเด็ก ด้านสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ประจำปี 2023

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.53 น.

“ไม่มีความรุนแรงต่อเด็กที่ชอบด้วยเหตุผล และความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบสามารถป้องกันได้” ข้อความดังกล่าวเป็นหลักการขั้นพื้นฐานสำคัญขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยความรุนแรงต่อเด็ก ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้ให้การรับรองและให้สัตยบันต่ออนุสัญญานี้ ในปี 2023 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็กสากล (The United Nations Committee on the Rights of the Child) ได้ร่วมกันจัด “เอกสารความคิดเห็นทั่วไป ข้อ 26 (General Comment No. 26 – GC26) สิทธิเด็กมีความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิเด็กอย่างไร และเพื่อให้ทุกประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นนี้ และได้มีการเปิดตัวเฉลิมฉลองในระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา  

เนื่องจากภัยคุกคามจากสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนและมักถูกละเลยไป เด็กทั่วโลกจำนวน 16,333 คน จาก 121 ประเทศ ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิด General Comment หมายเลข 26 ผ่านการแสดงความคิดเห็นร่วมกันในการพัฒนา General Comment หมายเลข 26 โดยเรียกร้องให้เกิดการกระทำในการปกป้องสิทธิของพวกเขาที่จะได้อาศัยอยู่ในโลกที่สะอาด มีความสมบูรณ์ และมีสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ในปี 2564 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศที่เด็กมีความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ตามดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับเด็กทั่วโลกของ UNICEF รายงานของยูนิเซฟทั่วโลกเรื่องThe Coldest Year of the Rest of their Lives: Protecting Children from the Escalating Impacts of Heatwaves ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เผยให้เห็นเพิ่มเติมว่ากว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีในประเทศไทย (10.3 ล้านคน) เผชิญกับความร้อนสูง ความถี่คลื่นความร้อนในปี 2563 ภายในปี 2593 เด็กเกือบทุกคนในประเทศจะต้องทนทุกข์ทรมานจากคลื่นความร้อนสูงบ่อยขึ้นและนานกว่านั้น เว้นแต่จะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง  

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรที่ทำงานพันธกิจด้านการปกป้องคุ้มครองเด็กแบบองค์รวม ได้เล็งเห็นความสำคัญและเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเรื่องนี้ จึงได้จัดกิจกรรม “Child Safe & Friendly Environment” ยุติความรุนแรงต่อเด็ก – ด้านสิ่งแวดล้อมความปลอดภัย และการเปิดตัวเพื่อเฉลิมฉลองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ความเห็นทั่วไปข้อ 26 (GC26) ว่าด้วยสิทธิเด็กและสิ่งแวดล้อมโดยเน้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในระดับประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน โครงการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 โดยการร่วมมือกับ เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยูนิเซฟ ประเทศไทย และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ องค์กรแตร์ เด ซอม เยอรมันนี (Terre des Hommes Germany) มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิสายเด็ก1387 มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มูลนิธิรักษ์เด็ก เครือข่ายสิทธิเด็กล้านนา ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนสถานที่จัดงานโดย ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ และการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ได้แก่ Thai Yamazaki และ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึง คุณชลลดา สิริสันต์ น้องวินนี่และน้องฮีโร่ ดีไซน์เนอร์อายุน้อยที่สุดบนเวทีแฟชั่นระดับโลก และคุณแอนนา เสืองามเอี่ยม มาร่วมเป็นอีกพลังในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทั้งภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคมระดับนานาชาติ เครือข่ายภาคประชาสังคมระดับประเทศ รวมถึงเด็กและเยาวชน ได้ผนึกกำลังกันเพื่อการขับเคลื่อนและรณรงค์ร่วมกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และสามารถเติบโตใน สิ่งแวดล้อมอย่างปลอดภัย และเสมอภาคกัน

ศ.ดร.บุญชัย หงส์จารุ ประธานอํานวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย  กล่าวถึงสถานการณ์ด้านความรุนแรงต่อเด็ก และวิกฤตสิทธิเด็กอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “นับเป็นเวลากว่า 34 ปีแล้วที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้ประกันสิทธิขั้นพื้นฐานว่า เด็กทุกคนจะได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงในทุกรูปแบบ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างประเทศไทยเอง ก็ได้ให้การรับรองและให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฉบับนี้ เมื่อต้นปี 2023 มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้มีการสํารวจในประเด็นเด็กเปราะบางยากไร้ในประเทศไทย (รายการตรวจสอบการระบุกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางที่สุด) พบว่า 48.6% ของเด็กต้องเผชิญกับ ความสัมพันธ์ในลักษณะที่ใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การได้รับความรุนแรงทางด้านวินัยจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง การถูกละเลย ทางร่างกายและอารมณ์ ข้อมูลเหล่านี้ยืนยันถึงจำนวนความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นในครอบครัวที่ต้องเร่งแก้ไข ขณะเดียวกันการสํารวจยังค้นพบปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการกระทำด้วยความรุนแรงต่อเด็ก คือ 58.3% ของเด็กอาศัยอยู่กับครัวเรือนที่ยากจนมาก เด็กขาดแคลนอาหาร ผู้ปกครองเจ็บป่วยเรื้อรัง และที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย และ 22.4% ของเด็ก ครอบครัวเด็กอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะเกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรง และตอนนี้ทั่วโลกมีเด็กกว่า 1.7 ล้านคนเสียชีวิตในทุก ๆ ปี เนื่องจากได้รับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ในการจุดประกายให้พวกเราทุกคนตระหนัก มองเห็นความเชื่อมโยงกันของวิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิทธิเด็กและความรุนแรงต่อเด็ก และเราต้องเริ่มลงมือทำทันที ในการร่วมกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก ด้านสิ่งแวดล้อมความปลอดภัย เพื่อให้เด็กเติบโต มีคุณภาพชีวิต และมีความอยู่ดีมีสุข เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเป็นอนาคตของพวกเราต่อไป”

นายอนุกูล ปิ่นแก้ว ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานการจัดงาน ‘Child Safe & Friendly Environment ยุติความรุนแรงต่อเด็ก – ด้านสิ่งแวดล้อมความปลอดภัย’ ได้กล่าวว่า  “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ร่วมขับเคลื่อนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ได้กำหนดประเด็น Climate Change เป็นนโยบายขับเคลื่อนงานของกระทรวง ซึ่งมุ่งเน้นการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ และผู้สูงอายุ โดยมีการจัดทำแผนการปฏิบัติการในการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวของประชากรกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ สำหรับเด็กและเยาวชน ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านกลไกสภาเด็กและเยาวชนในทุกระดับ เพื่อสร้างบทบาทในการร่วมขับเคลื่อน สะท้อน
สื่อสาร ให้ทุกกลุ่มเป้าหมายในสังคมได้ตระหนัก และพร้อมการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวในงานครั้งนี้ว่า “กิจกรรม ยุติความรุนแรงต่อเด็ก ด้านสิ่งแวดล้อมความปลอดภัย” ในปี 2023 นี้ เรามุ่งเน้นขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ภายใต้แนวคิด “ละเลย เลยรุนแรง” โดยเน้นด้านสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งได้ร่วมกับน้อง ๆ เยาวชน หน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชน โดยเน้นให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงศักยภาพ ความคิดเห็น และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักแก่สาธารณชน เแสดงเจตนารมณ์และความร่วมมือ ต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กความเห็นทั่วไปข้อ 26 ว่าด้วยสิทธิเด็กและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประดับประเทศ รวมทั้งสะท้อนปัญหา สภาพแวดล้อมในชุมชนไม่ปลอดภัย ไร้พื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก และมีแหล่งมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนในชุมชน ดังนั้น มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนสิทธิเด็กและสิ่งแวดล้อม ในชื่อกิจกรรม Child Safe & Friendly Environment ครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดความตระหนัก (Awareness) ผลกระทบต่อสังคม (Impact) เสริมสร้างพลังเชิงบวก (Influence) และได้รับการสนับสนุน (Income) จากภาคีเครือข่ายและภาคประชาสังคมต่อไป แล้วถึงประชาชนทุกคนที่เล็งเห็นปัญหาและมาร่วมช่วยกันแก้ไขและทำให้สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยที่มีต่อเด็กนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อไป”

คุณคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่าถึงความสำคัญของความคิดเห็นทั่วไป ฉบับที่ 26 นี้ว่า “ความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 26 ว่าด้วยสิทธิเด็กและสิ่งแวดล้อมนี้มีความสำคัญมาก เพราะชี้ให้เห็นว่าความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นกระทบต่อสิทธิของเด็กอย่างไร และรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรต้องทำอย่างไรในการปกป้องสิทธิของเด็ก เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นในโลกที่ปลอดภัยและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งนี้ การออกแบบนโยบายและการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องไม่ลืมเด็กและต้องคำนึงถึงหลักการเรื่องสิทธิเด็กเป็นสำคัญ”

“เด็กมีสิทธิในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่สะอาด ถูกสุขอนามัย และยั่งยืน รัฐต้องรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่การปกป้องสิทธิเด็กจากอันตรายที่เกิดขึ้นในทันที แต่ยังรวมถึงการละเมิดสิทธิเด็กที่มีความเสี่ยงต่อเด็กและเยาวชนในอนาคตด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการกระทำหรือการละเลยของทุกภาคส่วน ผมขอให้ทุกคนได้ผลักดันสิทธิเด็กและปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เป็นภาระสำคัญเร่งด่วนที่สุด รวมถึงการให้เด็กและเยาชนมีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลง และการเสนอแนะในเชิงนโบบาย เพื่อให้เด็กทุก ๆ คนได้เติบโตในโลกที่สวยงาม” ส่วนหนึ่งของการกล่าวรายงานโดย นายศักดิ์นฤน ขามธาตุ อดีตเด็กในความอุปการะ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ในฐานะตัวแทนเยาวชน

ทั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการขจัดความรุนแรง และดำเนินงานเพื่อขจัดความรุนแรงในเด็กมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่าเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และที่สำคัญคือเยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่จะมาช่วยกันยกระดับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพิ่มพื้นที่ที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เด็กทุกคน ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาคกัน

-(016)

‘วิกกี้-ซาร่า’ รับรางวัล theAsianparent Awards 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776254

‘วิกกี้-ซาร่า’ รับรางวัล theAsianparent Awards 2023

‘วิกกี้-ซาร่า’ รับรางวัล theAsianparent Awards 2023

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

theAsianparent (ดิเอเชี่ยนพาเรนท์) คอมมูนิตี้สำหรับพ่อแม่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนจัดงานประกาศผลสินค้าและบริการที่ครองใจแม่และเด็กในประเทศไทยจากการประกวด “theAsianparent Awards 2023 (ดิเอเชี่ยนพาเรนท์ อวอร์ด 2023)” ครอบคลุม 6 สาขาซึ่งคะแนนโหวต รางวัล theAsianparentAwards 2023 มาจาก 2 ช่องทาง จากคะแนนโหวตของคุณพ่อคุณแม่บน 2 แพลตฟอร์มของtheAsianparent Thailand และจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูบุตรจากโรงพยาบาลชั้นนําของไทยงานนี้ในสาขา Influencer ผู้ทรงอิทธิพลในสื่อโซเชียลกลุ่มแม่และเด็กก็ตกเป็นของ 2 คุณแม่คนดัง วิกกี้-สุนิสา หิรัณยัษฐิติ รับรางวัล Celebrity Family of the Year และ ซาร่า-นลิน โฮเลอร์รับรางวัล Most Talent Mom of The Year ตัวแทนคุณแม่รุ่นใหม่มากความสามารถ และครอบครัวคนดังแห่งปี

‘ทิกเกอร์-อชิระ’ จับมือ ‘ปลายฟ้า VIIS’ ตะลุยฉากแอ๊กชั่นสุดมันส์ใน MV ‘STAND BY’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776257

‘ทิกเกอร์-อชิระ’ จับมือ ‘ปลายฟ้า VIIS’ ตะลุยฉากแอ๊กชั่นสุดมันส์ใน MV ‘STAND BY’

‘ทิกเกอร์-อชิระ’ จับมือ ‘ปลายฟ้า VIIS’ ตะลุยฉากแอ๊กชั่นสุดมันส์ใน MV ‘STAND BY’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตั้งแต่เดบิวต์เป็นศิลปินเต็มตัว “ทิกเกอร์-อชิระ เทริโอ” หรือ “TIGGER” ศิลปินเดี่ยวแห่งค่าย G’NEST (จีเนส) สังกัด GMM Music (จีเอ็มเอ็ม มิวสิค) ก็ขยันปล่อยผลงานออกมาให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับซิงเกิ้ลที่ 4 “STAND BY” เพลงเร็วเพลงแรกในอัลบั้ม “CRUSH” มาให้แฟนๆ ได้เซอร์ไพรส์กับแนวดนตรีที่ต่างจากเดิม เป็นสไตล์ POP ROCK จังหวะสนุกชวนให้แฟนๆ กระโดดและมันส์ส่งท้ายปีไปด้วยกัน โดย ทิกเกอร์ พูดถึงเพลงนี้ว่า

“เพลง STAND BY เป็นเพลงรักความหมายดี มีจังหวะสนุกๆ ที่ผมตั้งใจอยากมอบให้แฟนๆ เป็นของขวัญส่งท้ายปี ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี ผมก็จะสแตนด์ บายอยู่ข้างแฟนๆ ของผมทุกคนเสมอ ตามเนื้อเพลง I’m on stand by right here just for you เลยครับ (ยิ้ม) เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมเยอะมาก เริ่มตั้งแต่การแต่งทำนอง เล่นกีตาร์ เล่นเบส เล่นคีย์บอร์ด และยังมีส่วนในการช่วยเรียบเรียงดนตรีร่วมกับ พี่ปณต เก็ตสึโนวา Executive Producer ของผมด้วย ส่วนตัวเนื้อเพลงพี่ปณตเป็นคนเขียนทั้งหมดความหมายดีมากครับและในส่วนเนื้อหาของ MV วางเส้นเรื่องไว้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าหนุ่มสแตนด์อิน (Stand-in) แอบอินเกินบท หลงรักนางเอกตัวจริงกลางกองถ่ายทำหนังแอ๊กชั่นคอยสแตนด์บายข้างๆ เธอเสมอในทุกฉากเสี่ยงอันตรายซึ่งได้ปลายฟ้า (ปลายฟ้า ศิระอาชา) จากวง VIIS มาเป็นนางเอกให้ผมครับถึงจะเป็นการแสดงคู่กันครั้งแรกแต่ผมไม่เกร็งเลย เพราะเรารู้จักและคุ้นเคยกันผ่านการฝึกฝนตอนเป็นเทรนนีมาด้วยกันหลายปีแล้วครับโดยในเรื่องผมต้องเล่นเป็น Stand-inตัวแสดงแทนของพระเอกเบอร์ใหญ่คนหนึ่งในกองถ่ายทำหนังแอ๊กชั่น ซึ่งผมต้องรับหน้าที่แสดงแทนในซีนเสี่ยงตายประกบคู่กับนางเอกหน้าใหม่ทั้งต่อสู้กับแก๊งผู้ร้าย วิ่งหนีหลบกระสุนขับบิ๊กไบค์หนีให้ทันก่อนที่ระเบิดเวลาจะทำงานทุ่มเทการแสดงสุดหัวใจ ถึงผู้กำกับจะสั่งคัทจบจากบทบาทในหนังแล้ว ผมก็ยังอยากเป็นคนที่คอยซัพพอร์ตอยู่เคียงข้างนางเอกอยู่ตลอดเวลา ตอนถ่ายสนุกมากผมชอบ Concept ที่ทำ MV ให้เป็นเหมือนภาพยนตร์มากครับ เพราะปกติผมเป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้ว ตอนถ่ายเลยยิ่งอิน ได้เรียนรู้เทคนิคคิวต่อสู้จากพี่ๆ ทีมงานสตั๊นแมนตัวจริง พี่ๆทุกคนเก่งกันมากๆ เลยครับสุดยอดมากครับ ได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำฉากที่ต้องเล่นกับ Effect ต่างๆ วิธีการเตรียมงาน เตรียมตัวการปล่อยคิวทุกขั้นตอนของกองถ่าย มีรายละเอียดเยอะมาก เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในกองและเพื่อให้ได้ภาพออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุดอย่างที่ทุกคนตั้งใจไว้ครับหลังจากที่ผ่านตัดต่อออกในขั้นตอนสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วตัว MV เท่มากครับ!! ยิ่งผมดูหลายรอบผมยิ่งเห็นรายละเอียดต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ หลายซีนก็เหนือความคาดหมายมาก (หัวเราะ) ผมและพี่ๆ ทีมงานทุกคนตั้งใจทำเพลงและ MV นี้ออกมาแบบเต็มที่มากๆ พอ 2 สิ่งนี้บวกกันอย่างลงตัว ก็ยิ่งส่งให้เพลงนี้มันส์ขึ้นไปอีกในทุกครั้งที่ดูครับ ผมอยากฝากทุกคนเข้าไปดูกันเยอะๆนะครับผม ดูแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง อย่าลืมคอมเมนท์มาบอกกันนะครับ ผมจะ STAND BY รออ่านข้อความของทุกๆ คนเลยครับ”

‘เล้งไมค์’ แปลงโฉมเป็นตัวละครในวรรณคดี ถ่ายแบบปฏิทินปีใหม่ ๒๕๖๗

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776251

‘เล้งไมค์’ แปลงโฉมเป็นตัวละครในวรรณคดี  ถ่ายแบบปฏิทินปีใหม่ ๒๕๖๗

‘เล้งไมค์’ แปลงโฉมเป็นตัวละครในวรรณคดี ถ่ายแบบปฏิทินปีใหม่ ๒๕๖๗

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยังทำกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับซีรี่ส์วาย “Youngboy นายมัธยมกับผ้าแดง” ของผู้จัดฯ ป้ายแดง นิคม เหรียญทองที่จับมือกับ ชายแฮ็คส์ ดร.วโรดม ศิริสุข สร้างสรรค์ซีรี่ส์ดีๆ ส่งเสริมวัฒนธรรมในนาม บริษัท ไผ่ร้อยกอ จำกัด โดย หญิง-อริยา บัวคง เข้ามาเสริมทัพ 

ล่าสุดจับมือสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ตอบแทนบรรดาแฟนคลับที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน กับการถ่ายแบบปฏิทินนาฏศิลป์ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ที่จะถึงนี้ โดยคู่จิ้น “เล้งไมค์”ณัฐพล นิลดอนหวาย และ ปฏิพัทธ์ ตรีคุณาก็มาสวมชุดนาฏศิลป์เป็นตัวละครในวรรณคดีไทย หน้าผมจัดหนัก จัดเต็ม งานนี้แฟนคลับมา ว้าว….เพราะแต่ละชุดที่จัดมา สวยสด งดงาม ในแบบนาฏศิลป์ไทยล้วนๆ การถ่ายแบบปฏิทินครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีหลายๆ ท่านที่อยากจะส่งเสริมให้วัฒนธรรมไทยอยู่คู่ประเทศชาติต่อไปจนชั่วลูกสืบหลานอย่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขจิตพรรณอมรปาน รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัญณภัทรนิธิศวราภากุล ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, รองศาสตราจารย์ ดร.ประจักษ์ ไม้เจริญประธานสาขาวิชานาฏศิลป์และการละคร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร แฟนคลับรักษ์ไทย ที่สนใจอยากเป็นเจ้าของปฏิทินสวยๆ แบบนี้ ไปติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB : Youngboy นายมัธยมกับผ้าแดง!

‘NCT 127’ เยือนประเทศไทย เตรียมเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ ‘NEO CITY : BANGKOK-THE UNITY’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776255

‘NCT 127’ เยือนประเทศไทย เตรียมเปิดคอนเสิร์ตใหญ่  ‘NEO CITY : BANGKOK-THE UNITY’

‘NCT 127’ เยือนประเทศไทย เตรียมเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ ‘NEO CITY : BANGKOK-THE UNITY’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เอสเอ็ม ทรู (SM True) ร่วมมือกับ ช้อปปี้ (Shopee) ชวนวงเค-ป๊อปสุดร้อนแรง NCT 127 (เอ็นซีที วันทูเซเว่น) เยือนประเทศไทยพร้อมพบกับแฟนคลับ ในงานแถลงข่าวและงานแจกลายเซ็น “Shopee x NCT 127 Fact Check FANSIGN & EVENT in BANGKOK” (ช้อปปี้ เอ็กซ์ เอ็นซีทีวันทูเซเว่น แฟ็คท์ เช็ก แฟนไซน์แอนด์ อีเวนต์ อิน แบงค็อก) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ณ ริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม ด้านกระแสตอบรับพุ่งทะยาน แฟนคลับ NCTzen 127 (เอ็นซีทีเซ็น วันทูเซเว่น : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) รวมตัวรอต้อนรับกันอย่างเนืองแน่น ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันดังกล่าว พร้อมส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจสร้างบรรยากาศคึกคัก ตลอดงาน

สมาชิกที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ได้แก่ JOHNNY (จอห์นนี่), TAEYONG(แทยง), YUTA (ยูตะ), DOYOUNG(โดยอง), JAEHYUN (แจฮยอน), JUNGWOO (จองอู), MARK มาร์ค) และ HAECHAN (แฮชาน) ได้ให้สัมภาษณ์ในช่วงงานแถลงข่าวเกี่ยวกับผลงานล่าสุดอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 “FactCheck” และผลงานใหม่ ซิงเกิ้ลพิเศษฤดูหนาว “Be There For Me” ที่ใกล้จะเปิดตัวในวันที่ 22 ธันวาคม 2566นอกจากนี้ ยังพูดถึงความสำเร็จของคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่สาม “NEO CITY : SEOUL – THE UNITY” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2566 และ 24-26 พฤศจิกายน 2566 รวมทั้งหมด 6 รอบการแสดง ณ KSPO DOME กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งบัตรจำหน่ายหมดเกลี้ยงทั้ง 6 รอบการแสดง รวมผู้ชมทั้งสิ้นกว่า 60,000 คนและแน่นอนว่า ความยิ่งใหญ่ของคอนเสิร์ตในประเทศไทยกำลังจะกลับมาใน NCT 127 3RD TOUR “NEO CITY : BANGKOK – THE UNITY” 2 รอบการแสดง ในวันที่ 27-28 มกราคม 2567 ณ ธรรมศาสตร์สเตเดี้ยม

หลังจากนั้น ได้เรียนเชิญคุณการันอำบานี ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ช้อปปี้(ประเทศไทย) ขึ้นมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีแก่ศิลปิน และเรียนเชิญคุณเทพ สินธวานนท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการบริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด ขึ้นถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกันบนเวที ไม่เพียงเท่านี้ในช่วงท้ายยังมีกิจกรรมแจกลายเซ็นให้กับผู้โชคดีที่ได้รับสิทธิ์จากการซื้ออัลบั้มเต็มชุดที่ 5 “Fact Check” ผ่านร้าน SM True Store บน Shopee Mall รวมถึงผู้โชคดีที่ได้เข้ามานั่งรับชมอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งงาน

แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ #NCT127 #FactCheck #NCT127_FactCheck #NCT127_Fact Check_불가사의 #ShopeeTH #SMTrue #ShopeeTHxSMTrue #ShopeexNCT127_FansignandEvent #NCT127_NEOCITY_THE_UNITYinBKK #BeThereForMe #NCT127_BeThereForMe

ทั้งนี้ NCT 127 3RD TOUR “NEO CITY : BANGKOK – THE UNITY” จะเปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 23ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com/event/NCT127 NEOCITY THE UNITYinBKK ราคา (บัตรนั่งทั้งหมด) 7,500 / 6,500 / 6,000 / 5,600 / 4,800 / 3,800 / 2,800 / 2,500 / 2,000 บาท 

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของคอนเสิร์ตได้ทางบัญชีโซเชียลมีเดียของ SM True : เฟซบุ๊ก facebook.com/smtruethailand,อินสตาแกรม instagram.com/smtruethailand และเอ็กซ์ x.com/SMTrueThailand

แบบนี้ก็ได้หรอ ! ‘นนนี่-ณัฐชา’ เจอคนตามเกลียด ไดเรกสาปไม่ไว้หน้า เพราะสิ่งนี้ !?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776256

แบบนี้ก็ได้หรอ ! ‘นนนี่-ณัฐชา’ เจอคนตามเกลียด ไดเรกสาปไม่ไว้หน้า เพราะสิ่งนี้ !?

แบบนี้ก็ได้หรอ ! ‘นนนี่-ณัฐชา’ เจอคนตามเกลียด ไดเรกสาปไม่ไว้หน้า เพราะสิ่งนี้ !?

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พึ่งเข้าสู่ประตูวิวาห์ไปไม่นานสำหรับ นนนี่-ณัฐชา ชูมัคเคอร์แต่ชีวิตการแสดง ดูจะไม่สวยหรูเหมือนในชีวิตจริงเท่าไหร่ เพราะล่าสุด บทบาท ชฎาเพชร ใน ละคร เรือนชฎานาง ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ที่ทำให้ผู้ชมถึงกับอึ้ง เพราะความ หน้าซื่อตาใสแต่ความจริงแล้วกลับเป็นคนที่ร้ายเงียบงานนี้เจ้าตัวทุ่มสุดตัว ทำการบ้านอย่างหนัก ตีบทแตกกระจุย เรียกว่าแจ้งเกิดในบทร้ายทำเอาคนดูอินสุด ถึงขั้นเกลียดชฎาเพชร คอมเมนต์ถึงบนโซเชียลเกือบทุกอีพีฟีดแบ๊กจากแฟนๆ ดีขนาดนี้ เจ้าตัวจะรู้สึกยังไงไปฟังกัน “นนนี่-ณัฐชา” เผย

“สำหรับบท ชฎาเพชร นะคะถือได้ว่าเป็นการได้เล่นบทครั้งสำคัญที่ค่อนข้างพลิกคาแร็กเตอร์มาเล่นร้ายและท้าทายความสามารถมากค่ะเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในเรื่อง ช่วยสร้างสีสัน ทำให้เรื่องราวสนุก และน่าติดตามภายนอกจะดูเป็นคนสุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน แต่ภายในเก็บกด อยากได้อะไรก็ต้องได้ จนทำสิ่งเลวร้ายที่ใครหลายคนไม่คาดคิดซึ่งตัวชฎาเพชรเองจะฉลาดมากในเรื่องร้ายๆ เจ้าวางแผน แอ๊บเป็นคนดี เสียงสองเสียงสามงัดมาใช้หมดในเรื่องนี้จะได้เห็นความสตรอว์เบอร์รี่อย่างเต็มที่ ช่วงแรกๆ ยังเบาๆ มองเหมือนเป็นคนดีคนหนึ่งในเรื่อง แต่ดีกรีความร้ายของเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รับรองว่ายิ่งดู ก็ยิ่งหมั่นไส้เพราะจากนี้ไปแผนการร้ายๆ จะมีมาเรื่อยๆ จนถึงท้ายเรื่องซึ่งเรื่องนี้ถือว่าค่อนข้าง ร้ายลึก ดราม่าโรคจิตหนักกรี๊ดแล้วก็สะอื้นระเบิดอารมณ์ทำให้รู้สึกกดดันมากค่ะว่าจะถ่ายทอดได้ดีไหมมันก็เป็นการกดดัน ซึ่งนำไปสู่การที่เราจะต้องทำการบ้านอย่างหนักทำให้ตัวเองได้พัฒนาและแสดงความสามารถออกมาได้อย่างหลากหลาย ที่สำคัญคือการทำให้หลายๆ คนอินและเกลียดเราหนักมากจนต้องไดเรกทักมาด่าเราต่อในไอจีเลยก็มี และในโซเชียลก็มีการเมนชั่นถึงความร้ายของชฎาเพชร ในทุกๆ อีพีอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เราไม่โกรธนะ เอาจริงนนนี่รู้สึกดีใจมากเพราะเราสามารถทำให้คนดูอินจริงๆ ได้ เพราะเรื่องนี้ นนนี่กล้าพูดเลยว่า มันทำให้นนนี่หลงรักการแสดง และเข้าใจศาสตร์ของการแสดงมากขึ้น จริงๆ เพราะละครเรื่องเรือนชฎานางเลย ค่ะอยากฝากทุกคนติดตาม ละคร เรือนชฎานาง ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทเล่นร้ายแบบแซ่บที่ทุ่มเทสุดๆ ตอนนี้กำลังเข้มข้นใกล้โค้งสุดท้ายแล้วมาตามดูกันนะคะว่าจุดจบของ ชฎาเพชร จะเกิดอะไรขึ้นสามารถติดตามละครเรื่อง เรือนชฎานางได้ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี  เวลา 18.00 น. และ 22.15 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27 ดูย้อนหลังได้ที่ TrueID ค่ะ”