ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ ชวนอัปเดตเทรนด์ล่าสุดประจำฤดูกาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757659

ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์  ชวนอัปเดตเทรนด์ล่าสุดประจำฤดูกาล

ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ ชวนอัปเดตเทรนด์ล่าสุดประจำฤดูกาล

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะผู้บริหาร ดิ เอ็มดิสทริค พร้อมด้วยเหล่าแฟชั่นนิสต้าแถวหน้าของเมืองไทย

ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ ศูนย์การค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ระดับโลก ชวนอัปเดตเทรนด์แฟชั่น Fall / Winterกับงาน “#EMFASHIONICON : THE FALL/WINTER ISSUE 2023” ชวนเหล่าแฟชั่นนิสต้าอัปเดตเทรนด์ โดยแฟชั่นกูรูและสไตล์ลิสต์แถวหน้าของเมืองไทย “หนุ่ม-อภิวัฒน์ ยศประพันธ์” มาแนะนำเทรนด์แฟชั่นและไอเท็มที่ควรมีรวมถึงเทคนิคการมิกซ์แอนด์แมทช์ในหลากหลายสไตล์จากแบรนด์ดังมากมาย

อรธิรา ภาคสุวรรณ์ ผู้บริหาร ดิ เอ็มดิสทริค กล่าวว่า “เพื่ออัปเดตเทรนด์แฟชั่นล่าสุดในฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูหนาว 2023ตอกย้ำการเป็น Fashion Destinationเมืองไทย และแนะนำเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของฤดูกาล คัดเลือกไอเท็มสุดฮอตจากแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้าฯ อาทิLOUIS VUITTON, DIOR, DOLCE &GABBANA, FENDI, SAINTLAURENT, VALENTINO, LOEWE, OFF-WHITE, PALM ANGELS, CK, PRADA และ EMILIO PUCCI เป็นต้น มามิกซ์แอนด์แมทช์ เป็น 7 เทรนด์ลุค กับหลากหลายสไตล์เป็นไอเดียในการแต่งตัวให้กับทุกคนในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาวนี้”

ด้าน อภิวัฒน์ ยศประพันธ์ แฟชั่นกูรูและสไตลิสต์ชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทย กล่าวว่า “โทนสีเด่นของซีซั่นนี้ได้แก่ สีเชอร์เบท พาสเทล ง่ายต่อการมิกซ์แอนด์แมทช์อาจเลือกเป็นไอเท็มชิ้นบนหรือชิ้นล่างแล้วนำมาแมทช์กับเครื่องแต่งกายชิ้นอื่นที่เป็นสีเทาอ่อนน้ำตาลหรือเบจก็ได้ ส่วน Items Must have ในปีนี้ที่สาวไทยควรมีติดตู้ ได้แก่กระเป๋าคลัทช์ เสื้อโค้ช และแจ๊กเกตเสริมไหล่ส่วนหนุ่มๆ แนะนำเป็น “ชุดไนลอนโค้ช” เพราะไนลอนมีความเบา สวมใส่สบายไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป”

อรธิรา ภาคสุวรรณ์ ผู้บริหาร ดิ เอ็มดิสทริค กับ อิทธิฤทธิ์ รัตนทารส อัมพุช และ อภิวัฒน์ยศประพันธ์ กูรูแฟชั่น

โดยนำเสนอเทรนด์ผ่าน 7 ลุคเป็นไอเดียในการมิกซ์แอนด์แมทช์ ได้แก่ ลุคแรก LUX MUPPET จากแบรนด์ MAX MARA เน้นเครื่องแต่งกายโทนพาสเทลสบายตา ไฮไลท์ของลุค คือ แพทเทิร์นเสื้อคอผูกทั้งของผู้ชายและของผู้หญิง รวมถึงเสื้อโค้ทขนเฟอร์ที่มีลักษณะขนสั้นเหมือนตุ๊กตา หรือ “MUPPET FUR” ทำจากขนสัตว์ที่ร่วงแล้วมาปั่นเป็นเส้นใยไม่ใช้ขนสัตว์จากการถลกหนังเพื่อรักษาชีวิตสัตว์ไว้ ลุคที่ 2 SHERBET PASTEL จากแบรนด์ PS PAUL SMITH สีพาสเทลยังคงเป็นสียอดนิยมตั้งแต่ช่วง SPRING/SUMMER จนถึง FALL/WINTER ซีซั่นนี้จะพิเศษด้วยการจับคู่สีเพื่อให้ “เชอร์เบท พาสเทล” ดูหวานขึ้น ลุคที่ 3 WORRY-FREE TRAVELING SET จากแบรนด์ EMPORIO ARMANI ฤดูแห่งการท่องเที่ยวกับเทรนด์ผ้าไนลอนที่ทรีทเม้นท์ทำให้เกิดรอยยับย่น ตอบโจทย์คนที่ชอบเดินทางเพราะไม่อยากกังวลเรื่องการยับของชุด แต่ยังคงความเท่แบบมีสไตล์ ลุคที่ 4 BLUE AND BEYONDจากแบรนด์ FERRAGAMO เติมสีสันให้กับซีซั่นด้วยเสื้อผ้าโทนสีฟ้าสว่าง โดยลุคนี้มาในชุดผ้าไนลอนโทนสีฟ้าที่เนื้อผ้ามีลักษณะยับย่น เมื่อสวมใส่ให้ลุคดูสบายแต่แฝงด้วยความเท่อย่างมีสไตล์ ลุคที่ 5 BIG AND BOLD จากแบรนด์ STELLA MCCARTNEY ลุคนี้นำ 3 เทรนด์ฮอตของ Fall/Winter มามิกซ์ไว้ด้วยกัน ได้แก่ Bold Shoulder เสื้อแจ๊กเกตไหล่ใหญ่แต่ไม่ใช่ทรง Over Size และ Neo Clutch กระเป๋าคลัทช์ทรงใหญ่ ลักษณะหนังนุ่ม พร้อมด้วย New Jeans กระโปรงยีนส์ที่ผสมสไตล์ของกางเกงเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยทำให้การใส่ยีนส์ดูมีเลเยอร์ ลุคที่ 6 LITTLE BLACK DRESS WITH A TWIST จากแบรนด์ TORY BURCH ชุด Cocktail Dress สีดำที่ผู้หญิงทุกคนต้องมี โดยชุดนี้เราจะตีความ Little Black Dress หรือชุดเดรสสีดำตัวสั้นใหม่ ด้วยการทวิสต์สร้างแพทเทิร์นกราฟิกใหม่เป็นลูกเล่นให้เดรส ลุคที่ 7 FIFTY SHADES OF BROWN จากแบรนด์ LONGCHAMP ลุคนี้ให้นึกถึงสีของช็อกโกแลต ด้วยการไล่เฉดของสีน้ำตาล เริ่มตั้งแต่สีเบจไปจนถึงดาร์กช็อกโกแลต ดังนั้น เมื่อเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ กางเกง แจ๊กเกตและกระเป๋า มีการผสมผสานด้วยการไล่เฉดสีจากน้ำตาลอ่อนจนไปถึงน้ำตาลแก่

อัปเดตเทรนด์แฟชั่น Fall / Winter2023 และช้อปไอเท็มเด็ดจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ที่มาพร้อโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับทุกคนได้ที่ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์

เผยเคล็ดลับการสร้างสรรค์งานดีไซน์ สู่ความสำเร็จ จากนักออกแบบชื่อดังศิษย์เก่า ‘ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757661

เผยเคล็ดลับการสร้างสรรค์งานดีไซน์ สู่ความสำเร็จ จากนักออกแบบชื่อดังศิษย์เก่า ‘ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์’

เผยเคล็ดลับการสร้างสรรค์งานดีไซน์ สู่ความสำเร็จ จากนักออกแบบชื่อดังศิษย์เก่า ‘ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์’

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธารารัตน์ สิทธิวันชัย ศิษย์เก่าสาขาออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ รุ่นที่ 16

อุตสาหกรรมการออกแบบของประเทศไทยได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ไทยอย่างมหาศาล และเป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อิทธิพลของการดีไซน์จะเข้ามาสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ทั้งยังเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์จนนำไปสู่การได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่การจะก้าวไปสู่ความสำเร็จจะต้องได้รับการฝึกฝนที่มีแบบแผนขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันที่มีมาตรฐานนานาชาติและได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก

เตชทัต หลวงพิทักษ์ (อั้ม) ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 14 ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ แบรนด์เสื้อผ้า SAAMU (ซามู) เผยถึงมุมมองต่อวงการดีไซน์ในปัจจุบันว่า “หลังจากมาเรียนที่ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์ สิ่งที่ได้รับคือได้มุมมอง แนวคิด กระบวนการออกแบบและการทำงานที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จนถึงทุกวันนี้ และรวมไปถึงการได้รับโอกาสในการเป็นนักเรียนทุนต่างประเทศทำให้ได้เปิดมุมมอง โลกทัศน์ และความรู้ใหม่ๆ ในการออกแบบได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจธุรกิจหรือโลกของแฟชั่น ก็อย่าลังเลที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กับตัวเอง เพราะซีไอดีไอฯ เป็นสถาบันออกแบบนานาชาติที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเมื่อเรียนจบไปสามารถสร้างแบรนด์ สร้างอาชีพออกสู่ตลาด หรือแม้แต่ต่อยอดทางการศึกษาได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีและสื่อต่างๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนวงการแฟชั่น ทำให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้นมาก ส่งผลให้เกิดแบรนด์แฟชั่นใหม่ๆ ขึ้นมากมาย แต่นักออกแบบต้องไม่ลืมที่จะสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง ประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยี เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการออกแบบต่อไป”

ณัฐวุฒิ เตียวต่อสกุล ศิษย์เก่าสาขาออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ รุ่นที่ 18

ธนุนาฏ เอกะสิงห์ (มิ้ม) ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 20 เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STORI WARE กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของความใฝ่ฝันเริ่มจากความต้องการจะเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า และมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่ยังขาดความรู้พื้นฐานในด้านนี้จนได้มาศึกษาที่ซีไอดีไอฯที่สอนครอบคลุมทุกด้านในแบบสากลที่ไม่ได้มีการตีกรอบทางความคิด สนับสนุนให้นักเรียนพัฒนาต่อยอดในสไตล์ความชอบของตนเองได้อย่างเต็มที่ ชอบเรียน Research and Entrepreneur หรือการวิจัยเพื่อการทำแบรนด์โดยตรง ทำให้เราสามารถนำความรู้ที่ได้จากการทำวิจัยมาต่อยอดในการทำแบรนด์ของเราได้ทันที และยังช่วยพัฒนาและต่อยอดแบรนด์ให้ในขณะที่เรียนมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาช่วยให้คำแนะนำ ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งปัจจุบันแบรนด์ฯ ประสบผลสำเร็จได้เป็นผลมาจากการบ่มเพาะของซีไอดีไอฯการมาเรียนที่นี่จะทำให้ความสำเร็จของคุณง่ายขึ้นเพราะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา แนะนำแนวทางให้เรา ทำให้การสร้างแบรนด์ที่เริ่มต้นจากศูนย์นั้นเป็นไปได้ และไม่ได้ยากจนเกินไป”

ณัฐวุฒิ เตียวต่อสกุล (ก็อต) ศิษย์เก่าสาขาออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ รุ่นที่ 18 ผู้ชนะการประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์กับ SCG และ เจ้าของ StudioTEAL Industrial & Product Design และแบรนด์ I.divert เล่าว่า “ได้รับโอกาสดีๆ มากมายจากการประกวดงานออกบบ ประสบการณ์ตรงคือช่วงปีสองของการเรียนในสมัยที่ผมเรียนอาจารย์จะให้ส่งงานประกวดการออกแบบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพลาสติก ซึ่งก็นับเป็นการบ้าน ที่อาจารย์จะคอยให้คำแนะนำในการเข้าส่งงานในคลาสเรียน ได้คำแนะนำและทำงานนอกเหนือจากคนอื่นๆ ในห้อง จึงได้มีโอกาสฟังคำแนะนำและมุมมองของอาจารย์ได้มากยิ่งขึ้น จึงคิดว่าเหตุการณ์นั้นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทำให้เราต่อยอดธุรกิจได้จนถึงปัจจุบัน”

ธารารัตน์ สิทธิวันชัย (ทอฟฟี่) ศิษย์เก่าสาขาออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ รุ่นที่ 16 ปัจจุบันเป็น Assistant Retail Manager ดูแลการตกแต่งของร้าน Samsung ทั้งหมดในประเทศไทย เผยว่า “ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความคิด ความฝันที่จะเป็นนักออกแบบ อยากเปลี่ยนสายอาชีพ หรือนักออกแบบที่อยากมีช่องทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ซีไอดีไอฯ เป็นตัว เลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด ที่นี่เปรียบเสมือนประตูที่ก้าวเข้าสู่โลกของการดีไซน์ มีหลักสูตรการเรียนแค่ 2 ปี และยังสามารถเรียนต่างประเทศอีก 2 ปี ได้วุฒิปริญญาตรีมหาวิทยาลัยที่มีความร่วมมือด้วย ทั้งที่อังกฤษและอิตาลี ซึ่งตนก็ได้ทุนเรียนต่อที่ Elisava ที่ประเทศสเปน เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ Top Ten ของยุโรป ตรงตามเป้าหมายที่หวังไว้มาก พร้อมทั้งอาจารย์ยังสนับสนุนไม่ใช่แค่การเรียนในห้องเรียน แต่รวมไปถึงการประกวดอื่นๆ ด้วย ทำให้ตนมีผลงานเพิ่มขึ้น การที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของเรา ส่วนหนึ่งเพราะสิ่งที่ซีไอดีไอฯ ให้บวกกับความพยายามของตัวผู้เรียน อีกทั้งได้เปลี่ยนสายอาชีพและสามารถเข้าทำงานด้านดีไซน์ได้ เรียกได้ว่าสานฝันการเป็นดีไซเนอร์อย่างแท้จริง”

เตชทัต หลวงพิทักษ์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 14 ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ แบรนด์เสื้อผ้า SAAMU (ซามู)

เตชทัต หลวงพิทักษ์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 14 ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ แบรนด์เสื้อผ้า SAAMU (ซามู)

เตชทัต หลวงพิทักษ์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 14 ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ แบรนด์เสื้อผ้า SAAMU (ซามู)

เตชทัต หลวงพิทักษ์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 14 ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ แบรนด์เสื้อผ้า SAAMU (ซามู)

ธนุนาฏ เอกะสิงห์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 20 เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STORI WARE

ธนุนาฏ เอกะสิงห์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 20 เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STORI WARE

ธนุนาฏ เอกะสิงห์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 20 เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STORI WARE

ธนุนาฏ เอกะสิงห์ ศิษย์เก่าสาขาออกแบบแฟชั่น รุ่นที่ 20 เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STORI WARE

ออกกำลังกายฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อสำหรับผู้ใหญ่วัย 50+

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757690

ออกกำลังกายฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อสำหรับผู้ใหญ่วัย 50+

ออกกำลังกายฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อสำหรับผู้ใหญ่วัย 50+

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทรนเนอร์ “จามาล ยูนิส”

ถึงแม้ว่ากรุงเทพฯ จะมีฟิตเนสให้บริการอย่างหนาแน่นและมีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงบุคลากรที่ชำนาญในการสอนออกกำลังกาย หรือที่เราเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “เทรนเนอร์” จำนวนมาก แต่การจะหาเทรนเนอร์เฉพาะทางสำหรับ “ผู้สูงอายุ” หรือผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทำความรู้จักกับเทรนเนอร์ “จามาล ยูนิส” จากฟิตเนส BASE Bangkok ผู้ที่มีความสามารถเฉพาะทางในการสอนผู้สูงอายุทั้งบุคคลทั่วไปและนักกีฬา ให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้ไม่เป็นเพียงความภาคภูมิใจของเทรนเนอร์จามาล แต่ยังตอบโจทย์เมืองไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอีกด้วย

เทรนเนอร์จามาล ยูนิส กล่าวว่า กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป รวมถึงนักกีฬาที่มีอายุ หรือที่เราเรียกว่ากลุ่ม “Masters” มักเผชิญข้อจำกัดในการออกกำลังกายที่แตกต่างจากวัยหนุ่มสาว ดังนั้น โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับคนกลุ่มนี้ จะต้องถูกออกแบบอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาจากปัจจัยและเป้าหมายรายบุคคลเป็นหลัก ไม่มีการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเด็ดขาด การออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านหรือการเวทเทรนนิ่ง (Strength Training) ไม่เพียงแต่ยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังเป็นหนทางช่วยป้องกันการทรุดโทรมของร่างกายอีกด้วย

“ความอ่อนแอลงทางกายภาพเป็นความจริงที่หลีกหนีไม่ได้สำหรับผู้สูงอายุบางคน เพราะยิ่งเราอายุเพิ่มขึ้น เรายิ่งมีโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อและมวลกระดูก ถูกวินิจฉัยว่ากระดูกพรุน หรือแม้แต่การเปราะแตกของเชิงกราน ซึ่งอาจจะเป็นบั้นปลายชีวิตที่เจ็บปวดสำหรับพวกเขาเหล่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้ผ่านการออกกำลังกาย ซึ่งนอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสเกิดโรคยอดนิยมอย่างโรคหัวใจ เบาหวานและปัญหาการทรงตัว ที่มักเป็นผลพวงจากการใช้ชีวิตที่ไม่กระฉับกระเฉง” เทรนเนอร์จามาล กล่าว

เทรนเนอร์จามาล ศึกษาและอ้างอิงแนวคิดการสอนมาจากการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งในอุตสาหกรรมสุขภาพประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหนังสือ “The Barbell Prescription” ของ ดร.โจนาธาน ซัลลิแวน (Dr.Jonathon Sullivan) ที่ได้จุดประกายความสนใจในการฝึกสอนกลุ่มผู้สูงอายุจนถึงทุกวันนี้ ถึงอย่างนั้นแนวทางการเวทเทรนนิ่งสำหรับผู้สูงอายุและวัยหนุ่มสาวมีหัวใจสำคัญที่เหมือนกัน เพียงแต่ในกลุ่มผู้สูงอายุจะต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น โรคประจำตัว อาการบาดเจ็บ ความยืดหยุ่นของร่างกาย และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับบุคคล

การสอนออกกำลังกายของเทรนเนอร์จามาล หลักๆ จะเป็นท่าพื้นฐานที่คนส่วนมากคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น เดดลิฟท์ (Deadlift), สควอท (Squat), เบนช์เพรส (Bench Press) ประกอบกับท่ายกเวทเฉพาะส่วนและคาร์ดิโอ เพื่อความแข็งแรงแบบองค์รวม นอกจากนี้ การฝึกท่าพื้นฐานเป็นหลักยังช่วยให้สามารถวัดผลพัฒนาการได้อย่างแม่นยำ และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้สูงวัยที่มองหาโปรแกรมฝึกซ้อมที่ตรงจุด

เทรนเนอร์จามาล สอนออกกำลังกายอยู่ที่ฟิตเนส BASE Bangkok ทั้งสามสาขา (ทองหล่อ สาทร และหลังสวน) และได้มีประสบการณ์ดูแลผู้สูงวัยตั้งแต่อายุ 50-60 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้สูงวัยอีกหลายคนที่มีอายุมากกว่า 80 ปีเทรนเนอร์จามาล อธิบายเพิ่มเติมว่า คนสูงวัยส่วนมากรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปของสมรรถภาพในร่างกายและสุขภาพของตนเอง จึงมักจะทุ่มเทอย่างมากเมื่อเข้าโปรแกรมแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์รวดเร็วอย่างวัยหนุ่มสาว แต่พวกเขามักเข้าใจดีกว่าการเก็บเล็กผสมน้อยในการออกกำลังกายจะส่งผลลัพธ์ที่ดีกับสุขภาวะทางกายและชีวิตของเขาในระยะยาวแน่นอน ผู้สูงอายุวัย 65 ปี ท่านหนึ่งได้กล่าวว่า “ตั้งแต่ได้เริ่มฝึกกับเทรนเนอร์จามาล อาการปวดหลังผมเริ่มหายไปจนตอนนี้สามารถยืนตัวตรงได้แล้ว จะลุกจะยืนก็รู้สึกคล่องตัวขึ้น เทรนเนอร์จามาลทำให้การฝึกมีความสนุกและคอยให้กำลังใจผมเมื่อมีการพัฒนา เช่น ยกน้ำหนักเดดลิฟท์ได้มากขึ้นทำให้ผมมีแรงบันดาลใจในการเทรนต่อไป”

อย่างไรก็ตาม อีกอุปสรรคสำหรับการออกกำลังกายของผู้สูงวัย คือการมองหาสภาพแวดล้อมของฟิตเนสที่เหมาะสมหากอธิบายให้เห็นภาพ ลองนึกถึงผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ต้องก้าวเท้าเข้าไปในฟิตเนสโดยใช้บริการร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นอายุน้อยๆ จำนวนมาก อาจทำให้เกิดความอึดอัดหรือไม่สะดวกสบาย เทรนเนอร์จามาลเชิญชวนให้มาลองใช้บริการฟิตเนส BASE Bangkok ทุกสาขา ที่พร้อมเปิดกว้างแก่ผู้คนทุกเพศทุกวัยที่อยากดูแลสุขภาพ ให้สามารถใช้บริการได้อย่างสบายใจในบรรยากาศที่อบอุ่น เทรนเนอร์จามาล กล่าวปิดท้ายว่า “ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรงขึ้น รับรองว่าหลังจากได้ลองออกกำลังกายเพียงไม่กี่ครั้ง คุณจะสัมผัสได้ว่าการออกกำลังกายจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคุณได้อย่างไร”

ซูซูกิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนความสุขสู่ผู้ด้อยโอกาส จับมือพันธมิตรตอบแทนคนไทยและสังคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757693

ซูซูกิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนความสุขสู่ผู้ด้อยโอกาส  จับมือพันธมิตรตอบแทนคนไทยและสังคมไทย

ซูซูกิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนความสุขสู่ผู้ด้อยโอกาส จับมือพันธมิตรตอบแทนคนไทยและสังคมไทย

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานเปิดงาน โดยมี วัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธาน กก. บริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ต้อนรับ

จากแนวคิดของโครงการ SUZUKI Cause We Care “เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย มุ่งหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง ล่าสุดได้จับมือกับพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ อย่าง กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิกระจกเงา, Otteri, บุญถาวร และ We Chef ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรม “เปิดตัวห้องน้ำสำหรับคนไร้บ้าน” โดยถือโอกาสนำรถขนส่งความสุข SUZUKI CARRY ที่ดัดแปลงเป็น SUZUKI CARRY BARBER TRUCK รถตัดผมเคลื่อนที่ ไปร่วมให้บริการตัดผมให้แก่คนไร้บ้านผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และ SUZUKI CARRY FOOD TRUCK รถอาหารติดล้อ ไปบริการความอร่อยอิ่มท้องให้แก่คนไร้บ้านและผู้ที่มาร่วมงาน ณ บริเวณ สดชื่นสถาน ใต้สะพานปิ่นเกล้า

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของ “ซูซูกิ” ที่ตระหนักอยู่เสมอว่า สังคมที่ดีคือสังคมที่มีการช่วยเหลือแบ่งปัน จึงมีแนวคิดอันสำคัญว่า ซูซูกิ จะไม่ใช่แค่เพียงผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา และช่วยเหลือสังคมไทยให้เติบโตเคียงคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการริเริ่มโครงการ “SUZUKI Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ขึ้นมานั้นเป็นการเน้นย้ำถึงสิ่งที่เรามุ่งมั่นที่จะตอบแทนคนไทยและสังคมไทยอย่างแท้จริง

“ด้วยแนวคิด CAUSE WE CARE-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราไม่หยุดสานต่อเจตนารมณ์อันดีเพื่อสังคมและผู้คน จุดประกายให้นำมาสู่โครงการ SUZUKI CARRY Your Dream CARRY Your Life ที่นำรถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ SUZUKI CARRY มาดัดแปลงเป็นร้านตัดผมเคลื่อนที่เพื่อออกไปร่วมกิจกรรมตัดผมให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งออกตระเวนให้บริการตัดผมแก่ประชาชนมาแล้วทั่วประเทศ เมื่อทราบว่ามีการจัดกิจกรรมเพื่อคนไร้บ้าน เราจึงไม่ลังเลที่จะจับมือกับพันธมิตรร่วมอุดมการณ์อย่าง กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิกระจกเงา, Otteri, บุญถาวร และ We Chef ในการลงพื้นที่เพื่อไปทำประโยชน์ขับเคลื่อนความสุขสู่คนไร้บ้านในครั้งนี้”

“ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รับการจดจำในฐานะผู้นำด้านรถเพื่อธุรกิจ Food Truck หรือธุรกิจติดล้อ พร้อมเคียงข้างทุกเส้นทางฝันของผู้ประกอบการจนไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งการที่มีบูธของธุรกิจติดล้อจาก SUZUKI CARRY มาร่วมงานด้วยในครั้งนี้ ก็เหมือนเป็นการบอกว่า เรามีจิตวิญญาณหนึ่งร่วมกัน คือพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการยึดมั่นภารกิจช่วยเหลือสังคมพร้อมกับการช่วยพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ในรูปแบบแฟรนไชส์ ที่มีการขยายตลาดและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เรากำลังจะมีโครงการที่สนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยไทย ได้มีโอกาสสร้างความมั่นคงทางอาชีพด้วยการผลักดันความฝันของตัวเองให้เป็นจริง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ซูซูกิมุ่งมั่นพัฒนาตลอดมาควบคู่ไปกับการอยู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรม “เปิดตัวห้องน้ำสำหรับคนไร้บ้าน” เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิกระจกเงา, Otteri, SUZUKI, บุญถาวร และ We Chef สร้างสรรค์ขึ้นจากความตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหาการเข้าถึงห้องอาบน้ำและสุขาของคนไร้บ้าน ที่ควรเป็นสุขอนามัยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นประธานเปิดงาน ณ บริเวณ สดชื่นสถาน ห้องน้ำสำหรับคนไร้บ้าน ใต้สะพานปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

คุณแหน : 20 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757696

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll รศ.(พิเศษ)ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม แจ้ง เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมได้ร่วมจัดงานสัปดาห์เภสัชกรรม 22-29 ก.ย. ภายใต้คำขวัญว่า เภสัชกรทั่วไทย ห่วงใยทุกคน WE CARE EVERYONE ถ้าใครเข้าร้านยา ปรึกษายากับเภสัชกร..

ll ชยันต์ ศิริมาศ ผวจ.นครสวรรค์ เป็นประธานพิธีเททองหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ พระมหาธรรมราชา ที่ 1 (พระยาลิไท)ประดิษฐานบนยอดเขากบ จ.นครสวรรค์ พร้อมด้วย ทพญ.ศิริรัตน์ศิริมาศ นายกเหล่ากาชาด จ.นครสวรรค์ หัวหน้าส่วนราชการ และปชช.ชาวนครสวรรค์เข้าร่วมพิธี..

ll ไม่ได้เจอกันนานพิไลพรรณ สมบัติศิริ นัดคณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิส มาสังสรรค์รับทานอาหารจีนพร้อมเลี้ยงวันเกิดให้ พันธ์ภิรมย์-พันธ์พิไล ใบหยก และ ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์ งานนี้ คุณหญิงจงรักษ์สังข์ประสิทธิ์,ม.ร.ว.ประกายฉัตร สุขสวัสดิ์,พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์,วัลลภ อธิคมประภา,รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์,สุมนา-ดร.ประพิณ อภินรเศรษฐ์, พล.ต.ต.ชูเกียรติ-จิตรา ประทีปะเสน,พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์,ชรินทร์ทิพย์ เดชะไกศยะ,จุมพจน์ เชื้อสาย ไม่พลาด..

llข่าวดีของ อานนท์-กุลฤดี เลาหะเกษตรที่กำลังจะได้หลานคนที่ 3 ส่วนคุณทวดปราณี ชาญสรรค์ สุดปลื้มรอเจอหน้าเหลนมากกว่าใคร…

ll ศักดาเด่นแดนโดม บจ.แดน-ไทย อีควิปเม้นท์ที่ร่วมกับ รก. พันแสง บัวทอง และคณะผู้บริหารท่าอากาศยานแพร่ มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนของ รร.ชุมชนบ้านร้องเข็ม และ รร.วัดร่องเย็น (สารแก้วประชาสงเคราะห์)..

ll ดร.กรินทร์บุญเลิศวณิชย์ วันเกิดมีงานยุ่งตามปกติ ได้ทำบุญบริจาคช่วยเด็กพิการตอนเย็นได้ไปฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น..

ll สวด รสสุคนธ์ต่อประดิษฐ์ มารดา ธีรวัฒน์วัฒนเชิดชูตรง 17-23 ก.ย. 18.00 น.ศาลา 11 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ฌาปนกิจ 24 ก.ย. 14.00 น. เมรุ 2..

ll อนุชิต กาญจนานุชิต รองนายกเทศบาลนครยะลา และคณะผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาลฯเดินทางมาดูงานที่รัฐสภาและจ.ชลบุรี ระยอง พร้อมได้ไปดูงานที่ บมจ.รถไฟฟ้า(ประเทศไทย)โดยมี ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ต้อนรับ..

ll ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ซีอีโอ บจ.บียอนด์เทรนนิ่ง(Beyond Training)ผู้นำด้านจัดฝึกอบรมพัฒนาคนระดับประเทศ พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงาน จัดกิจกรรมครบรอบ 9 ปี เดินสายทำบุญไหว้พระณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม, วัดอรุณฯ, วัดพระเชตุพน..ll

น้องใหม่

‘MCOT Cares X ชัวร์ก่อนแชร์’ ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ เสริมภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757694

‘MCOT Cares X ชัวร์ก่อนแชร์’ ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ เสริมภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันสื่อ

‘MCOT Cares X ชัวร์ก่อนแชร์’ ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ เสริมภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันสื่อ

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชาว อสมท จำกัด (มหาชน) ให้ความรู้กับน้องๆ เยาวชนจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้

Fact-check หรือการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง เป็นกระบวนการสำคัญเพื่อให้ได้ “ข้อเท็จจริง” ยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีมากมายจนยากจะแยกแยะว่าอะไรจริงหรือเท็จ การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรสร้างภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันสื่อให้กับกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวงสูงให้ตระหนักถึงความสำคัญว่าก่อนแชร์ข้อมูลข่าวสาร ต้องแน่ใจว่า ข้อมูลนั้น “เป็นจริง” และ “เป็นประโยชน์”

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)  จัดโครงการ “MCOT Cares X ชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อชุมชน” โดยแบ่งปันความรู้เรื่องการรู้เท่าทันข่าวปลอม เทคนิคในการสังเกต และตรวจสอบให้กับศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้(ศสกร.) เขตห้วยขวาง  จำนวน 80 คนชุมชนใกล้เคียง อสมท ให้มีทักษะในการเป็น “นักตรวจสอบข้อเท็จจริง”ท่ามกลางสังคมปัจจุบันที่ “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้”

โย-นายพีรพล อนุตรโสตถิ์ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ และผู้ดำเนิน “รายการชัวร์ก่อนแชร์”กล่าวว่า “ข้อมูลเท็จที่แพร่หลายในสื่อออนไลน์ในประเทศไทยมีมากมายหลายหัวข้อ แต่ที่มากถึงร้อยละ 80 ของข้อมูลที่ส่งต่อกัน คือ เนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร โรคภัยต่างๆโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวานความดันโลหิต หลอดเลือดหัวใจหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อเกี่ยวกับข่าวด่วน เตือนภัยพิบัติ กฎหมาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการเงิน การเมือง ศาสนา ความขัดแย้ง ข่าวด่วน เรื่องแปลก ฯลฯ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและความสนใจของสังคม จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท พบประเด็นที่น่าสนใจของข้อมูลที่มีการส่งต่ออย่างแพร่หลาย อาทิ เกิดขึ้นจากหลากหลายเหตุผลต้นตอ ทั้งการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรู้ความเข้าใจ เจตนาบิดเบือนข้อมูล และสร้างข้อมูลเท็จ, ข้อมูลเท็จหลายชิ้นแปลหรือนำมาจากต่างประเทศ มีทั้งแบบผิดตั้งแต่ต้นทาง กับเกิดการผิดพลาด  ในขั้นตอนทำเนื้อหาเป็นภาษาไทย,  มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เนื่องจากข้อมูลทางดิจิทัลสามารถถูกปรับแก้ไขได้ในทุกขั้นตอน

ดังนั้น ก่อนเริ่มขั้นตอนตรวจสอบ การฉุกคิดสงสัยในข้อมูลข่าวสาร คือ จุดเริ่มต้นที่สำคัญก่อนดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง  5 คำถาม ถามหาข่าวปลอม จริงมั้ย? เก่ามั้ย? เกี่ยวมั้ย? ครบมั้ย อคติมั้ย?

พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ พร้อมด้วย น้องไมค์-ไม้เมือง เอี่ยมเวช, น้องแตงโม-ศศิมณฑล ศรีประสิทธิ์, น้องฟรี-ลิปปกร บุญชื่น

และ Fact-check ง่ายๆ… ด้วย 3 เสาหลัก ดักข่าวลวง สืบหาต้นตอ แหล่งกำเนิดของเนื้อหา วิเคราะห์ที่มา เจตนาของแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่เนื้อหา และ ตรวจสอบเนื้อหา ชุดข้อมูลหรือสารที่บรรจุอยู่ภายในเนื้อหา

น้องๆ เยาวชนจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (ศสกร.) เขตห้วยขวางเล่าถึงความประทับใจจากการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เริ่มจาก น้องแตงโม-น.ส.ศศิมณฑลศรีประสิทธิ์ อายุ 19 ปี  “เรื่องที่ชวนให้ถูกหลอกลวงที่ตนเองและเพื่อนๆพบมากที่สุด คือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการกดลิงก์ให้รับเงิน ซึ่งเป็นภัยที่แพร่ระบาดอย่างมากในโลกออนไลน์ การได้รับความรู้เรื่องการรู้เท่าทันข่าวปลอมและลองคิดวิเคราะห์ ใช้เครื่องมือตรวจสอบ จากสื่อตัวจริงของ “ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์” ทำให้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการรับข้อมูลข่าวสารและรู้เท่าทันกลลวงได้เป็นอย่างดี”

น้องฟรี-นายลิปปกร บุญชื่น อายุ 19 ปี “พลังของคนรุ่นใหม่ที่เป็นประโยชน์กับการตรวจสอบข่าวปลอม คือ มีความอยากรู้ในการสืบหาข้อเท็จจริง และรู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบ อยากฝากถึงเพื่อนๆ ว่าข่าวสารในโซเชียลมีเดียแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าสงสัยให้ตรวจสอบ เช็คให้ดีก่อนเชื่อและเช็คให้ชัวร์ก่อนแชร์”

น้องไมค์-นายไม้เมือง เอี่ยมเวช อายุ 23 ปี “นอกจากตัวเองที่จะต้องคอยตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันการถูกหลอกแล้ว คนในครอบครัวซึ่งเป็นผู้สูงวัยต้องมีความรู้เพื่อให้รู้เท่าทันข่าวปลอมและภัยไซเบอร์ด้วยเช่นกัน เบื้องต้นควรแนะนำการใช้เครื่องมือง่ายๆ ในการสืบค้นข้อมูล ตั้งข้อสงสัยหรือคำถาม ไม่เชื่ออะไรโดยง่าย หรือบุตรหลานต้องช่วยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด สำหรับการอบรมในวันนี้ จะนำทักษะความรู้ที่ได้รับ ไปสื่อสารกับชุมชนและสังคมต่อไป”  

ทั้งนี้  MCOT Cares ยังมุ่งเสริมสร้างคุณค่าทางสังคม ด้วยการส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสังคมของสื่อในเครือ อสมท ทุกช่องทาง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปตามแนวทาง “สื่อดี สังคมดี”

‘ศุภมาศ’ มอบนโยบาย ชู ‘เรียนดี มีความสุข มีรายได้’ ลดภาระครู-ผู้ปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757655

‘ศุภมาศ’ มอบนโยบาย ชู ‘เรียนดี มีความสุข มีรายได้’ ลดภาระครู-ผู้ปกครอง

‘ศุภมาศ’ มอบนโยบาย ชู ‘เรียนดี มีความสุข มีรายได้’ ลดภาระครู-ผู้ปกครอง

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.26 น.

19 กันยายน 2566 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายการทำงานต่อผู้บริหารอว. ว่า อว. จะมีแนวการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา โดยในด้านการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรมจะมุ่งเน้นทั้งเพื่อความเป็นเลิศ และเพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจ โดยนโยบายด้านการอุดมศึกษา จะเน้น “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” ให้ยึดนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยจะจัดให้มีระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต, จัดให้มีแพลตฟอร์มเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และลดค่าใช้จ่าย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะหลักสูตรประกาศนียบัตรระยะสั้น (Non-Degree) รวมถึงการจัดทำระบบวัดผลทักษะตามมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate), เพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทะเบียนเรียนตามความต้องการ สามารถลงทะเบียนโดยไม่จำกัดจำนวนหน่วยกิตในแต่ละภาคการศึกษา พร้อมสนับสนุนให้มีรายได้ระหว่างเรียน หรือ “ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย” 

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้น “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ อาทิ เรื่องของ Go Green, ความยั่งยืน , ความเป็นกลางทางคาร์บอน  , เศรษฐกิจชีวภาพ, เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นต้น รวมทั้งการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ โดยตนจะเน้นหลักการสำคัญ คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” โดยให้เอกชนผู้ที่จะใช้ประโยชน์เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าควรจะทำเรื่องอะไร อย่างไร แล้วสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ของ อว. จะเข้าไปดำเนินการและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ใช้ความต้องการเป็นตัวนำ (market-driven) พร้อมปลดล็อกระเบียบ ข้อจำกัดต่างๆ นอกจากนี้ อว. จะมุ่งส่งเสริมการสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการนวัตกรรมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเยาวชน สตาร์ตอัพ SMEs และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ตนยังได้เน้น 8 ประเด็นให้ผู้บริหาร อว.เร่งดำเนินการ ได้แก่ 1. ให้ปฎิบัติตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา และรัฐมนตรีมอบนโยบายให้สำเร็จโดยเร็ว 2. ให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงาน อว. จัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น พัฒนาทักษะ พร้อม Skill Certificate ในสาขาที่ประเทศต้องการ 3. ให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงาน อว. จับมือและมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้ไปพัฒนาชุมชนในพื้นที่ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนั้นๆ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจได้ 4. ทุกหน่วยงานต้องไม่มีปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น การแต่งตั้ง-สรรหาต้องโปร่งใส และเป็นธรรม 5. การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ ให้เอาตัวชี้วัดด้านความสามารถและความสำเร็จของนักศึกษาเพิ่มเติมจากความสามารถทางวิชาการ  6. ให้ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยที่ใช้ได้จริง เกิดผลจริง เช่น  อว. Fair ตลาดนัดนวัตกรรมไทย ที่ทำให้ทุกคนอยากมาและเป็นพื้นที่ให้นักนวัตกร นักประดิษฐ์มาจัดแสดงผลงาน จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างชื่อเสียงทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ 7. การเดินทางเพื่อไปปฏิบัติภารกิจทั้งในและต่างประเทศให้คำนึงถึงประสิทธิภาพและผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เหมาะสม ประหยัด คุ้มค่ากับงบประมาณ และ 8. ให้ดำเนินการสรรหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อดำรงตำแหน่งที่ว่างในทุกหน่วยงานให้ครบถ้วนโดยเร็ว

“อว.จะมุ่งเน้นในการเป็นหน่วยงานหลักในการการสร้างคน สร้างความรู้ สร้างนวัตกรรม และพัฒนาประเทศ โดยสิ่งที่ดิฉันมุ่งมั่น คือ ทำให้ อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ คือ ต้องสามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนและกับประเทศโดยใช้ความรู้และนวัตกรรม อว.ต้องเป็นความหวัง เป็นที่พึ่งของประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ”  น.ส.ศุภมาส กล่าว

-(016)

เชิญชวนรำลึกพระกรุณาธิคุณสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757646

เชิญชวนรำลึกพระกรุณาธิคุณสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพ

เชิญชวนรำลึกพระกรุณาธิคุณสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.57 น.

มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ร่วมกับ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร จัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร  อดุลยเดชวิกรม  พระบรมราชชนก  พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขไทย”  ประจำปี พ.ศ. 2566  โดยงานจัดขึ้น ในวันที่ 23-25 กันยายน 2566 ณ Fashion Gallery ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน 

ภายในงานพบกับ 3 หนุ่มหล่อ จิตกุศล นำโดย บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, มาริโอ้ เมาเร่อ และ มาสุ จรรยางค์ดีกุล อาสาร่วมเชิญชวนให้ประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยงานครั้งนี้มีบริการตรวจสุขภาพฟรี!ตลอดงาน อาทิ ตรวจวัดสายตา,ตรวจผิวหนัง ,ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่,ตรวจวัดความดันโลหิตและตรวจกรองโรคเบาหวาน,สาธิตการนวดแผนไทย ป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรม ,การให้ความรู้แนะนำเรื่องสุขภาพ ,การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยการเก็บตัวอย่างด้วยตัวเอง ,การแสดงผลงานการอาชีพของนักเรียนโรงเรียนวัดปทุมวนารามฯ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ“สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก  พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขไทย” ประจำปี พ.ศ.2566

ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมงานตั้งแต่วันที่ 23-25 กันยายน 2566 บริการตรวจสุขภาพฟรี !! ไม่มีค่าใช้จ่าย มาร่วมใส่ใจดูแลสุขภาพ เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

-(016)

‘โพรไบโอติกส์’ ตัวช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757632

‘โพรไบโอติกส์’ ตัวช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ง่าย

‘โพรไบโอติกส์’ ตัวช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ง่าย

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.31 น.

ในร่างกายเรามีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ตั้งแต่เกิด ทั้งระบบทางเดินหายใจ ภายในช่องปาก บริเวณผิวหนัง ทางเดินปัสสาวะ และระบบเจริญพันธุ์ ได้แก่ ช่องคลอด และ มดลูก รวมถึงอวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะ “ลำไส้” ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ที่มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่รวมกันจำนวนมหาศาล ทั้ง “จุลินทรีย์ชนิดดี” หรือที่เรียกว่า “โพรไบโอติกส์” และ “จุลินทรีย์ชนิดร้าย” ที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งหากจุลินทรีย์ในร่างกายมีความสมดุลจะช่วยให้ระบบต่างๆ ทำงานอย่างปกติ ป้องกันไม่ใช้เชื้อก่อโรคจับกับผนังเยื่อบุลำไส้ เยื่อบุผนังช่องคลอด รวมถึงเยื่อบุผนังกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งล้วนส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ทั้งในสตรีเตรียมตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ และให้นมบุตร 

ครูก้อย – นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์และผู้ก่อตั้งเพจให้ความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ที่ครูก้อยให้คำปรึกษา ผู้มีบุตรยากในเพจ BabyAndMom มาถึง 7 ปี ทำให้ครูก้อยได้ทราบถึงปัญหาที่ส่งผลต่อการมีบุตรยาก อีกหนึ่งสาเหตุที่ทุกคนมองข้าม นั่นคือ สุขภาพของระบบลำไส้ เนื่องจากในลำไส้มีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งกระจายตัวอยู่ในลำไส้เป็นส่วนใหญ่มากถึง 70% ซึ่งจะสร้างแอนติบอดี้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถึงวันละ 3.5 กรัม กระจายไปทั่วเยื่อบุในลำไส้ โดยมีจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ (Probiotics) จุลินทรีย์มีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมากทำหน้าที่คล้ายกับเกราะที่ยึดเกาะอยู่กับเยื่อบุลำไส้ คอยสร้างสารออกมาช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดก่อโรคได้ ซึ่งหากมีโพรไบโอติกส์ในปริมาณที่เพียงพอจะมีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหาร สังเคราะห์วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังช่วยปรับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สมดุลได้อีกด้วย โดยการสร้างระบบสารภูมิต้านทานให้เข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลืองที่มีหน้าที่สำคัญในการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ และช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ภายในร่างกาย

ซึ่งลำไส้ทำงานเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ในร่างกาย ทั้งระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท ระบบขับถ่าย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน หากลำไส้อ่อนแอ ทำงานได้ไม่ดี ร่างกายของเราก็จะป่วยง่ายตามไปด้วย ซึ่งหากเชื้อจุลินทรีย์ในร่างกายขาดความสมดุล มีจุลินทรีย์ชนิดดี หรือ โพรไบโอติกส์ (Probiotics) น้อยกว่า จุลินทรีย์ชนิดไม่ดีที่ก่อให้เกิดโรคจะส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยต่างๆ  ที่เราคาดไม่ถึงได้ เช่น กลุ่มแบคทีเรียที่ทำให้ท้องอืด ท้องเสีย สารก่อมะเร็ง สารที่มีกลิ่นเหม็น ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีค่าการอักเสบในร่างกายสูง และโรคทางสูติศาสตร์ด้วย เช่น  การติดเชื้อในช่องคลอด,  PH ในช่องคลอดไม่สมดุล, การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน, การติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ, การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ค่าการอักเสบในร่างกายยังส่งผลต่อภาวะ POCS ถุงน้ำในรังไข่หลายใบ, มีรอบเดือนห่าง, ท่อนำไข่อุดตัน ซึ่งล้วนส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก 

ครูก้อย นัชชา กล่าวเสริมว่า ในคุณแม่ตั้งครรภ์โพรไบโอติกส์ยังช่วยให้ทารกในครรภ์ได้รับแบคทีเรียดี ๆ ไปจนถึงตอนคลอด และช่วงให้นม สำหรับคุณแม่ที่อยู่ในช่วงกำลังตั้งครรภ์หากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ (Probiotics) ลดลง ทั้งใน ลำใส้ รก หรือช่องคลอด มักจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ ตามมา เช่น ท้องเสียได้ง่าย การดูดซึมอาหารไม่ดี มีอาการท้องผูก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย หรือ ติดเชื้อบริเวณช่องคลอด

โดยโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ที่มีการทดสอบและได้รับการรับรองผลการวิจัยทางการแพทย์มาแล้ว ว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพได้จริงที่โดดเด่น มี 2 กลุ่ม คือ Bifidobacterium และ Lactobacillus โดยสอดคล้องกับผลการศึกษางานวิจัยหลายฉบับ ดังนี้

งานวิจัย เรื่อง Digestive & Immune Health ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Miracles of Science ปี 2013 จากศึกษาทดลอง โดยให้กลุ่มทดลองทาน Bifidobacterium lactis HN019™ วันละ ครั้ง ปริมาณ 10 พันล้านตัว เป็นเวลา 14 วัน  พบว่า Bifidobacterium lactis HN019™  แสดงฤทธิ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับเชื้อโรคในทางเดินอาหารทั่วไปและจุลินทรีย์จากอาหาร ส่งผลให้ระดับแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น และยังช่วยลดเวลาการขนส่งในลำไส้ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารสบายขึ้น ลดการท้องอืด ลดแก๊สไข่เน่า

ครูก้อย นัชชา กล่าวด้วยว่า สำหรับสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์การมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น ทั้งการท้องธรรมชาติ และการทำเด็กหลอดแก้ว โดยหากร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ส่งผลให้ร่างกายอักเสบ ซึ่งการอักเสบส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก“โพรไบโอติกส์” ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ โดยมีรายงานวิจัยเรื่อง Enhancement of Natural immune function by dietary consumption of Bifidobacterium lactis (HN019) ที่ตีพิมพ์ใน วารสาร European Journal of Clinical Nutrition เมื่อปี 2000 ได้ทำการศึกษาทดลองในกลุ่มตัวอย่างโดยให้ทาน Bifidobacterium lactis HN019 / 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์  เป็นเวลา 6  สัปดาห์ติดต่อกัน  ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ทานมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติดีขึ้น โดยวัดจาก ระดับของ Interferon Alpha ซึ่งเป็นสารโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยศึกษาพบว่า กลุ่มโพรไบโอติกส์ สายพันธุ์ Lactobacillus สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียยก่อโรคที่ส่งผลให้ช่องคลอดอักเสบได้ อ้างอิงงานวิจัยเรื่อง Effect of Lactobacillus rhamnosus and Lactobacillus acidophilus on bacterial vaginal pathogen ที่ตีพิมพ์ใน วารสาร International Journal of Immunopathology and Pharmacology ปี 2017 ได้ทำการศึกษาถึงสรรพคุณของโพรไบโอติกส์สองสายพันธุ์ที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านจุลชีพหรือแบคทีเรียในช่องคลอด ได้แก่ สายพันธุ์ Lactobacillus rhamnosus HN001  และ- Lactobacillus acidophilus La-14 โดยทำการทดสอบจากการเพาะเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้ช่องคลอดอักเสบทั้งชนิด E.coli และ S.aureus โดยใส่โพรไบโอติกส์ทั้งสองชนิดในการเพาะเชื้อ พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียจากการฟักตัวและเจริญเติบโตได้ 100%

การได้รับโพรไบโอติกอย่างเพียงพอตั้งแต่ในช่วงเตรียมตัวตั้งครรภ์จะมีประโยชน์ต่อทั้งตัวคุณแม่ และส่งผลต่อเนื่องให้ทารกในครรภ์ รวมถึงช่วงคลอดที่ทารกจะได้รับแบคทีเรียชนิดดีที่บริเวณช่องคลอด และช่วงให้นมที่ลูกจะได้รับแบคทีเรียที่ดีจากน้ำนม ทำให้ลำไส้ของลูกแข็งแรงขึ้นด้วยและมีภูมิคุ้มกันที่ดีตาม  หรือแม้แต่ในคนทั่วไป ก็ต้องเสริมโพรไบโอติกส์ เพื่อช่วยรักษาสมดุลในระบบย่อยอาหาร ช่วยรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกายที่เสียไป สร้างสารป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคจับที่ผิวเยื่อบุลำไส้ โดยการสร้างเกราะป้องกันบริเวณเยื่อบุลำไส้ ป้องกัน และบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน ท้องร่วง ท้องผูก ด้วย Ferty Probiotics By KruKoy ที่มีจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่ดีต่อระบบลำไส้และระบบภายในสตรี และมีพรีไบโอติกส์ช่วยเสริมการทำงานของโพรไบโอติกส์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   หรือสามารถติดตามความรู้และเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับโพรไบโอติกส์ที่เหมาะกับผู้ที่เตรียมตั้งครรภ์และมีผู้บุตรยากในการดูแลสุขภาพตามหลักวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/BabyAndMom.co.th  หรือ แอดไลน์ปรึกษาครูก้อยได้โดยตรงผ่านทางไลน์แอด @babyandmom.co.th

สมาคมสแต็คประเทศไทย ประกาศความพร้อม! นำนักกีฬาเยาวชนไทยไปคว้าชัยสแต็คโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757571

สมาคมสแต็คประเทศไทย ประกาศความพร้อม! นำนักกีฬาเยาวชนไทยไปคว้าชัยสแต็คโลก

สมาคมสแต็คประเทศไทย ประกาศความพร้อม! นำนักกีฬาเยาวชนไทยไปคว้าชัยสแต็คโลก

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.51 น.

นายกสมาคมสแต็คประเทศไทย จับมือพันธมิตรกว่า 20 หน่วยงาน แถลงข่าวนำนักกีฬาเยาวชนไทย 13 ชีวิต บินลัดฟ้าบุกแดนกิมจิ ประกาศความพร้อมคว้าชัยสแต็คโลกให้คนไทยได้ยินดี
กรุงเทพฯ – วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2566 นายธีระ รัชตาธิบดี นายกสมาคมสแต็คประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวการนำผู้แทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสแต็คชิงแชมป์โลก รายการ ISSF WORLD SPORT STACKING CHAMPIONSHIP 2023 ระหว่างวันที่ 5 – 10 ตุลาคม 2566 ณ สาธารณรัฐเกาหลี โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา , นายอภิชัย รุ่งเรืองกุล บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาและรองบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ , นายณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร กลุ่มเบญจจินดา , นายพรหมพร พจนานนท์ เลขาธิการสมาคมฯ , นางสาวพัชรพร พ่อค้าชำนาญ กรรมการบริหารสมาคมฯ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมมากกว่า 20 หน่วยงาน โดยมีนายหฤษฎ์ เรืองหฤษฎ์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ เป็นประธานจัดงาน ณ ห้องปัทมชาติ ชั้น 23 โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ

“นอกจากการคว้าแชมป์โลกมาให้คนไทยได้ชื่นชมความสำเร็จแล้ว สมาคมฯยังตั้งเป้าความสำเร็จในวงเจรจาผู้นำกีฬาสแต็คจากประเทศต่างๆที่เข้าร่วมการแข่งขันฯครั้งนี้กว่า 25 ประเทศทั่วโลก เพื่อแสดงความพร้อมของไทยในการเป็นผู้นำกีฬาสแต็คระดับภูมิภาค และหวังเป็นโอกาสส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของไทยอวดสายตามชาวโลกทุกมิติผ่านแนวคิด S-T-C-A-K : Sport – Travel – Culture – Ambassador – Keep It Up” นายธีระ กล่าวนำ

กีฬาสแต็ค หรือ Sport Stacking กำเนิดจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2531 เป็นกีฬาที่นำแก้วพลาสติคที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ มาซ้อนเรียงกันตามกติกาที่ถูกกำหนดไว้โดยเฉพาะ เพื่อทำเวลาให้ได้น้อยที่สุด ส่งผลแก่ผู้เล่นทั้งในด้านการส่งเสริมพัฒนาการ การฝึกสมอง การสร้างสมาธิ ประสาทสัมผัส และสายตา เป็นทั้งกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และเป็นกิจกรรมนันทนาการที่ส่งผลดีต่อร่างกาย จิตใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคม ต่อมาได้มีการจัดตั้งเป็นสหพันธ์กีฬาสแต็คนานาชาติ หรือ International Sport Stacking Federation : ISSF เมื่อปี 2549 ที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

“สมาคมสแต็คประเทศไทย ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2551 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมการเล่นกีฬาสแต็คในเด็ก เยาวชน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการและกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคม ให้ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเท่าเทียม จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 15 ปี กีฬาสแต็คได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ โดยสมาคมฯได้จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาผู้ฝึกสอน การแนะนำการเล่นและการส่งเสริมการจัดตั้งชมรมในสถานศึกษา การจัดแข่งขันระดับต่างๆ รวมไปถึงการจัดทำงานวิจัยผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อนักกีฬา” นายธีระ กล่าวต่อ

ในขณะที่ นายธนดล แซ่เตียว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นผู้แทนนักกีฬาที่จะเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันฯ กล่าวว่า “เริ่มรู้จักกีฬาสแต็คจากรุ่นพี่จึงเกิดความสนใจ รวมถึงติดตามไปไปดูที่สนามแข่งขัน ก็ยิ่งชอบ จึงขอให้ปกครองซื้ออุปกรณ์มาให้ฝึกเล่น เพราะเห็นว่าเป็นกีฬาที่มีความท้าทาย ต้องเล่นทีละขั้นตอนให้ถูกต้อง ทำให้เรามีสมาธิ มีความคิดที่เป็นระเบียบมากขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น และเป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกพื้นที่ รวมถึงสามารถร่วมสนุกกันได้ทั้งครอบครัว โดยในการร่วมคณะกับสมาคมฯไปแข่งขันฯครั้งนี้ ก็ตั้งเป้าว่าการทำให้ได้ดีที่สุด ย่อมจะทำให้ได้รับชัยชนะ” ทั้งนี้ นายธนดล มีผลงานการแข่งขันฯจากสนามต่างๆ เช่น เหรียญทองประเภททีมจากสนามเอเชีย Open 2018 , เหรียญทองประเภทคู่ผู้ปกครองจากสนามออนไลน์สิงคโปร์ รวมถึงได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ อีกด้วย 

การแข่งขันกีฬาสแต็คชิงแชมป์โลก รายการ ISSF World Sport Stacking Championship 2023 จัดโดยสหพันธ์กีฬาสแต็คนานาชาติ ณ เมืองแดจอน สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งคณะเยาวชนไทยมีกำหนดการเดินทางระหว่างวันที่ 5 – 10 ตุลาคม 2566 เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันฯประเภทบุคคล 6 รุ่นอายุ ประเภทคู่ 3 รุ่นอายุ และประเภททีม 1 รุ่นอายุ และผู้บริหารสมาคมฯจะมีประชุมร่วมกับผู้นำกีฬาสแต็คจากประเทศต่างๆที่เข้าร่วมการแข่งขันฯกว่า 25 ประเทศทั่วโลกในระหว่างการแข่งขันฯด้วย ที่สำคัญสมาคมฯยังได้รับความกรุณาจากท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ผ่านการประสานจากกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้นำเยาวชนไทยเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อรายงานความสำเร็จจากการแข่งขันฯเป็นโอกาสแรกอีกด้วย   

ด้าน นายหฤษฎ์ เรืองหฤษฎ์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมาคมฯมีเป้าหมาย มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีบุคลากรที่มีทักษะ มีความรู้ความสามารถทั้งด้านกีฬา ด้านงานวิจัย ด้านการบริหารจัดการ ด้านการสื่อสาร ซึ่งจะเป็นการเติมเต็มภารกิจการขับเคลื่อนกีฬาสแต็คในไทยให้แพร่หลายและเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนากีฬาสแต็ค สู่การยกระดับคุณภาพของชีวิตของคนไทย การเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันฯครั้งนี้ สมาคมฯได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ , โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ , กลุ่มเบญจจินดา , มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง , บริษัท ไทย ทาซากิ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด , OPPO ประเทศไทย , โรงแรมศุภาลัย ป่าสัก รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.สระบุรี , บริษัท มณีรินทร์ พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด เป็นต้น แม้แต่ในงานแถลงข่าววันนี้ สมาคมฯได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการขับเคลื่อนกีฬาสแต็ค ทั้งกรมพลศึกษา , กรมกิจการเด็กและเยาวชน , กรมสารนิเทศ , กรุงเทพมหานคร , สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม , สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ , สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข , สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งสมาคมฯมุ่งเน้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ภายใต้แนวคิดการให้อย่างมีคุณค่าและการรับอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม สร้างการยอมรับในกลุ่ม Stakeholders สร้างความภาคภูมิใจให้กับน้องๆนักกีฬา และในปี 2567 ซึ่งเป็นอีกปีมหามงคลของคนไทย สมาคมฯก็มีแผนงานที่สำคัญทั้งระดับชาติและนานาชาติ”

ทั้งนี้ บุคคล หน่วยงานที่สนใจให้การสนับสนุนและรับสิทธิ์พิเศษทางการประชาสัมพันธ์ สามารถสอบถาม ติดต่อสมาคมฯ ได้ทาง Facebook Fan page: สมาคมสแต็คประเทศไทย หรือโทรศัพท์ 082 932 8146