DITP ติดปีกนักออกแบบรุ่นใหม่ สร้างแบรนด์ไทยสู่สากล ‘ภาณุ อิงคะวัต’ ผู้ก่อตั้ง‘Greyhound’ แชร์มุมคิดพิชิตความสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754422

DITP ติดปีกนักออกแบบรุ่นใหม่ สร้างแบรนด์ไทยสู่สากล  ‘ภาณุ อิงคะวัต’ ผู้ก่อตั้ง‘Greyhound’ แชร์มุมคิดพิชิตความสำเร็จ

DITP ติดปีกนักออกแบบรุ่นใหม่ สร้างแบรนด์ไทยสู่สากล ‘ภาณุ อิงคะวัต’ ผู้ก่อตั้ง‘Greyhound’ แชร์มุมคิดพิชิตความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อ “โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลกปี 2566” ภายใต้ชื่อ Designers’ Room / Talent Thai & Creative Studio Promotion 2023 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผู้ประกอบการและนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพด้านการส่งออกในทุกภูมิภาคมีโอกาสเข้าสู่การเป็นแบรนด์นักออกแบบ และมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของไทย เชิญ ภาณุ อิงคะวัต ที่ปรึกษาในองค์กรเพื่อสังคมและผู้ก่อตั้งบริษัทแบรนด์ Greyhound มาให้ความรู้ในหัวข้อ “การสร้างแบรนด์ในระดับสากล”

ปีนี้ได้คัดเลือกนักออกแบบจากทั่วประเทศกว่า60 ราย ให้ได้รับการบ่มเพาะ เสริมสร้างความรู้ด้านการสร้างแบรนด์ การจัดทำแผนธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจลักษณะของตลาดแต่ละประเทศ พฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์ความยั่งยืน การตลาดดิจิทัลและการใช้สื่อออนไลน์ องค์ความรู้ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด Megatrends และ Next Normal อาทิ กระบวนการออกแบบหมุนเวียน(Circular Design) การพัฒนาธุรกิจมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมุ่งสู่ความยั่งยืน (SDGs) เป็น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ ให้สามารถพัฒนาธุรกิจและปรับตัวตามความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมให้ความรู้แก่นักออกแบบ ทั้ง 2 หลักสูตร ได้แก่ ความรู้พื้นฐานของการเป็นนักออกแบบระดับสากล และค่ายบ่มเพาะนักออกแบบไทยสู่สากล

ภาณุ อิงคะวัต สะท้อนมุมมองการออกแบบไว้อย่างน่าสนใจว่า ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของคนไทยถือเป็นที่ยอมรับอันดับต้นๆ ของเอเชีย และเป็นที่จับตามองของหลายประเทศทั่วโลก แต่เรื่องหนึ่งที่บ้านเรายังขาดอยู่ คือ การคิดอย่างเป็นระบบ รวมถึงการวางแผนและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันในตลาดและแนวทางการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ดังนั้น นักออกแบบทุกคนต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดที่มีต่องานออกแบบว่า “All Design = Business” เพราะเราต้องการขายงานให้มีรายได้และใช้ความคิดสร้างสรรค์คู่กับการสร้างธุรกิจเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

“การสร้างแบรนด์ คือ การสร้างธุรกิจให้ยั่งยืน ซึ่งการทำธุรกิจให้ยั่งยืนและอยู่ได้นานต้องเกิดจากการสร้างแบรนด์ ซึ่งหมายถึงการเป็นที่รู้จักและถูกยอมรับจากลูกค้าจนเกิดเป็นความชอบ ความผูกพันและประสบการณ์ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ เนื่องจากแบรนด์เป็นพลังที่ซ่อนอยู่ในใจของผู้คน มีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึก ทัศนคติและมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
ซึ่งการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งจะทำให้เกิดเป็นจิตวิญญาณของแบรนด์ หรือที่หลายคนเรียกว่า Brand Value อันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของแบรนด์ที่ลูกค้าจับต้องได้ทั้งทางความรู้สึกและจับต้องได้จริง นำไปสู่การต่อยอดและสร้างคุณค่าได้อีกมากมาย”

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญปั้นธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยหลักการที่เป็นหัวใจสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยม จะทำให้เกิดความเชื่อถือในหมู่ลูกค้า และขยายวงกว้างออกไปเป็นความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น 2.สิ่งที่เราอยากทำต้องมาบรรจบกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ การทำงานต้องมาจาก Passion
ที่ตัวเองมี โดยต้องนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องความต้องการลูกค้า เพื่อสร้างความต้องการในการซื้อขายสินค้า และ 3.ความร่วมมือจากหลายส่วน ความสำเร็จไม่สามารถเกิดได้จากคนเดียว แต่ต้องเกิดจากคนหลายส่วน เช่น ดีไซเนอร์ พนักงานขาย นักประชาสัมพันธ์ และกราฟิกดีไซเนอร์ หรือแม้แต่การทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์ (Collaboration) เพื่อทำให้เกิด The Best of Totality ของแบรนด์

ภาณุ ทิ้งท้ายว่า เมื่อสร้างแบรนด์จนมั่นคงแล้ว การขยายโอกาสไปสู่ตลาดต่างประเทศอาจเป็นสิ่งที่หลายคน
มองหา แต่อันดับแรกควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าธุรกิจที่ทำอยู่จำเป็นต้องไปต่างประเทศหรือไม่ และมีความพร้อม
แค่ไหนทั้งในแง่ของการจัดการธุรกิจ การบริการ และค่าใช้จ่าย รวมทั้งตลาดในประเทศไทยอิ่มตัวจนไม่สามารถขยายธุรกิจได้แล้วหรือไม่ หากสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้และพบว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะไปต่างประเทศแล้ว

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามและสอบถามข้อมูลของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือผ่านทาง Facebook page :
Talent Thai & Designers’ Room

ภาพมุมมองชีวิตคนเมืองผ่านคาแร็กเตอร์สัตว์ป่า การคอลแลปส์ระหว่าง SCOPE Promsri กับ ศิลปินสตรีทอาร์ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754398

ภาพมุมมองชีวิตคนเมืองผ่านคาแร็กเตอร์สัตว์ป่า  การคอลแลปส์ระหว่าง SCOPE Promsri กับ ศิลปินสตรีทอาร์ต

ภาพมุมมองชีวิตคนเมืองผ่านคาแร็กเตอร์สัตว์ป่า การคอลแลปส์ระหว่าง SCOPE Promsri กับ ศิลปินสตรีทอาร์ต

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นความลงตัวที่อยู่บนความแตกต่างสำหรับ Teens of Promsri X BONUS TMC การคอลแลปส์ระหว่าง แบรนด์คอนโดฯหรูใจกลางทองหล่อ SCOPE Promsri (สโคป พร้อมศรี) กับ ศิลปิน Street Art ชื่อดังของเมืองไทย BONUS TMC หรือ ยิ้ม-อัครพล มณฑาทอง จัดนิทรรศการภาพสตรีทอาร์ตนำเสนอมุมมองของชีวิตคนเมืองผ่านคาแร็กเตอร์สัตว์ป่า อาทิ สิงโต ราชาแห่งทุ่งหญ้า เสือ ราชาแห่งป่า ช้าง พี่ใหญ่ของเหล่าสรรพสัตว์ ฯลฯ ในอิริยาบถต่างๆ ที่ผสานความลักซ์ชัวรี่และลายเส้นที่ช่วยแต่งแต้มสีสันให้ห้องโดดเด่น สะท้อนความยูนีคแห่งไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม ถึง 17 กันยายน 2566 ณ SCOPE Promsri (สุขุมวิท 49)

สำหรับบรรยากาศเปิดนิทรรศการ Teens of Promsri X BONUS TMC คับคั่งไปด้วยเหล่าศิลปินและเซเลบริตี้คนดังที่มาร่วมแสดงความยินดีพร้อมชมผลงานอาร์ต อาทิ October 29- ฐกฤต ครุธพุ่ม, อภิวัฒน์ บรรลือ, พิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต, กำปุ๊ง-ปองณภัค ฟักสีม่วง, วรา พรกุลวัฒน์, Soul Crazy
ชัยศักดิ์ ศรีราแดง, Cartoon ตูนย์ แก้วเกิด, One จรัญพงษ์ รุ่งศิริ, พอล สิริสันต์, พรหม ปาลเดชพงศ์, ปวีณลักษณ์ ลิมปิชาติ, ชัชนันท์ ฉันทจินดา, พญ.กัญวิชญ์ จันทร์สกุล, ปัทมรัตน์ พหิทธานุกร, พริมวรินทร์ พลโกษฐ์, กันต์ ลีฬหะสุวรรณ, ทยากร ถนอมกุล, ปุญญาภา ศรัทธาทิพย์, ลลิตา เวสสานนท์ โดยมี พงศ์ภากรณ์ ธรรมศุภพงษ์ รองประธานอาวุโสบริหาร บริษัท สโคป จำกัด ต้อนรับ

BONUS TMC หรือ ยิ้ม-อัครพล มณฑาทอง เผยถึงที่มาที่ไปของการคอลแลปส์ ว่า เป็นการ Collaboration ครั้งแรก
ที่มีโอกาสได้สร้างผลงานศิลปะให้กับคอนโดฯสุดหรูอย่าง Scope Promsri ซึ่งผมคิดว่าที่นี่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทั้งดีไซน์การออกแบบ ฟังก์ชั่นภายในห้อง พื้นที่ส่วนกลาง และโลเกชั่นที่อยู่ใจกลางเมือง จึงอยากนำผลงานศิลปะของตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ เพราะเสน่ห์ของงานสตรีทอาร์ต ที่มีสีสันสดใส และรูปแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายจะช่วยเพิ่มสีสันและความสุขในทุกๆ วัน

“เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่นำสีสันของสตรีทอาร์ตมาแมทช์กับความลักซ์ชัวรี่ เป็นความขัดแย้งที่ลงตัว ซึ่งในนิทรรศการนี้
เน้นนำเสนอมุมมองของไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ซึ่งงานของผมมักจะเกี่ยวข้องกับสัตว์ต่างๆ ภาพที่นำมาแสดงเป็นภาพสัตว์ป่านานาชนิดที่มีบุคลิกมีอำนาจ มีพลังในตัวเอง มาแทนความหมายของคนรุ่นใหม่ที่มีเอเนอร์จี มีความเป็นตัวของ
ตัวเอง อาทิ ภาพหมีขี่แรด เป็นการเดินทางและเชื่อมสัมผัส ไม่ว่าสัตว์ประเภทไหนก็ไปด้วยกันได้ สื่อถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในพื้นที่แห่งนี้ ภาพเสือ สัตว์ที่ดูดุร้ายแต่มีสีหน้าใจดีมีความมุ่งมั่น กำลังขี่มอเตอร์ไซค์คาแร็กเตอร์เสือในแบบของผม ไม่ใช่เสือที่เกรี้ยวกราดดุร้าย แต่เป็นเสือที่สง่างาม น่าเกรงขาม อุดมสมบูรณ์ และเป็นมิตรกับผู้คน” BONUS TMC กล่าว

สำหรับงานเปิดตัวโปรเจกท์พิเศษนี้ ศิลปินสตรีทอาร์ตคนดัง BONUS TMC ยังได้แสดง Street Art Live Painting
สร้างสรรค์งานศิลป์บน Canvas ขนาดใหญ่กับภาพพญาสิงโตเผือก ในโทนสีขาวดำ ตัดกับพื้นหลังสีสันสดใส เปรียบเสมือนเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและความมีชีวิตชีวา โดยใช้เทคนิคการพ่นสเปรย์เป็นลวดลายต่างๆ และสีอะคริลิกให้ลูกบ้านและผู้ร่วมงานได้รับชมกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟนอกจากนี้ยังได้จับมือกับ Teens of Thailand มารังสรรค์เครื่องดื่มพิเศษให้กับโครงการ ตอกย้ำไลฟ์สไตล์ชีวิตในเมืองของคนรุ่นใหม่

ชมนิทรรศการภาพสตรีทอาร์ต Teens of Promsri X BONUS TMC ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 กันยายน 2566 ณ SCOPE Promsri (สุขุมวิท 49) ที่สุดของคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 8 ชั้น ระดับ Luxury ใจกลางสุขุมวิท
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.scopepromsri.com หรือ โทร. 02-8215664

พงศ์ภากรณ์ ธรรมศุภพงษ์ รองประธานอาวุโสบริหาร บริษัท สโคป จำกัด, ยิ้ม-อัครพล มณฑาทอง ศิลปิน Street Art

พงศ์ภากรณ์ ธรรมศุภพงษ์ รองประธานอาวุโสบริหาร บริษัท สโคป จำกัด, ยิ้ม-อัครพล มณฑาทอง ศิลปิน Street Art

ทัพศิลปินสตรีทอาร์ตร่วมงาน มี October 29-ฐกฤต ครุธพุ่ม,
BONUS TMC-อัครพล มณฑาทอง, อภิวัฒน์ บรรลือ,
พิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต, กำปุ๊ง-ปองณภัค ฟักสีม่วง, วรา พรกุลวัฒน์, Soul Crazy ชัยศักดิ์ ศรีราแดง, Cartoon
ตูนย์ แก้วเกิด, One จรัญพงษ์ รุ่งศิริ

ทัพศิลปินสตรีทอาร์ตร่วมงาน มี October 29-ฐกฤต ครุธพุ่ม, BONUS TMC-อัครพล มณฑาทอง, อภิวัฒน์ บรรลือ, พิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต, กำปุ๊ง-ปองณภัค ฟักสีม่วง, วรา พรกุลวัฒน์, Soul Crazy ชัยศักดิ์ ศรีราแดง, Cartoon ตูนย์ แก้วเกิด, One จรัญพงษ์ รุ่งศิริ

ปุญญาภา ศรัทธาทิพย์, ลลิตา เวสสานนท์

ปุญญาภา ศรัทธาทิพย์, ลลิตา เวสสานนท์

เรื่องเล่า ‘สาวเครือฟ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754461

เรื่องเล่า ‘สาวเครือฟ้า’

เรื่องเล่า ‘สาวเครือฟ้า’

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

๓ เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนสูญเสียคนแวดวงรู้จักด้วยการฆ่าตัวตายถึง ๒ คน ตกใจกับตนเองมากๆ ว่า บางครั้งคนที่เราดูว่าไม่น่ามีปัญหามากมายกลับตัดสินใจทิ้งชีวิตตนด้วยการฆ่าตัวตาย ผู้อ่านที่อายุเกิน ๕๐ ปี จะรู้จักเรื่องการกระโดดหน้าผาตายของสาวเครือฟ้า จากการผิดหวังความรักต่อหมวดพร้อม วันนี้ขอเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ๗ ประเด็น คือ

๑.คนทั่วโลกฆ่าตัวตายมากเท่าใด

ทุกๆ ปี ทั่วโลกมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จเกือบ ๑ ล้านคน คิดเฉลี่ยมีคนฆ่าตัวตาย ๑ รายทุก ๔๐ วินาที๗๗% เป็นในประเทศกำลังพัฒนา และพบมากในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียซึ่งได้ชื่อว่า เป็น “Suicidal belt”

๒.แล้วเมืองไทยมี ฆ่าตัวตายกันมากเท่าใด

ข้อมูลจากใบมรณบัตรปี ๒๕๖๕ คนไทย เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ๔,๖๒๕ คน เท่ากับ ๗.๐๙ ต่อประชากร ๑ แสนคน ซึ่งอาจต่ำกว่าความเป็นจริง ท่านเชื่อหรือไม่ว่าอัตราฆ่าตัวตายไทยสูงเป็นอันดับ ๓ ของโลก รองจาก ญี่ปุ่น และสวีเดน และสูงเป็นอันดับ ๑ ของอาเซียนตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ โดยแซงประเทศสิงคโปร์ที่เคยสูงสุดในอาเซียน

๓.จังหวัดใดมีการฆ่าตัวตายมากที่สุด

ละแวกดินแดนบ้านสาวเครือฟ้าเป็น ๕ จังหวัดที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด เชียงใหม่ ๑๓.๕๑ ต่อแสน แม่ฮ่องสอน ๑๓.๒๗ ต่อแสน พะเยา ๑๓.๑๖ ตาก ๑๒.๔๙ เชียงราย ๑๒.๔๑

๔.วัยไหนที่มีการฆ่าตัวตายมากสุด

คนทั่วไปจะคิดว่าวัยทำงาน แท้จริงไม่ใช่ เป็นวัยผู้สูงอายุเกิน ๖๐ ปีขึ้นไป ๙.๔๗ ต่อแสน วัยทำงานจะน้อยกว่า ๘.๗๑ ต่อแสน

๕.ปัจจัยใดทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย ปัจจัยเสี่ยงหลัก เป็นเรื่องการป่วยทางกายเรื้อรัง ๓๐.๓% ป่วยทางโรคจิตเวช ๒๔.๒% โดยมีปัจจัยกระตุ้น จากเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล ๔๘.๗% และเศรษฐกิจ ๒๒.๖%

๖.การเฝ้าระวัง ว่าจะมีการฆ่าตัวตาย สัญญาณเตือนมักเป็นอาการซึมเศร้า การท้อแท้ การเรียกร้องความสนใจ พบว่าผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง ๔ เท่าตัว เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาจิตแพทย์

๗.หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือป้องกันการฆ่าตัวตาย

๑๓๒๓ คือสายด่วนสุขภาพจิตที่พร้อมจะให้คำแนะนำช่วยเหลือ ไทยมีสมาคมสะมาริตันส์ (The Samaritans of Thailand, 02-1136789) ที่ทำงานอย่างเข้มแข็งรับฟังอย่างสร้างสรรค์ (Effective Listening) ในการป้องกันการฆ่าตัวตาย โครงการช่วยเหลือผู้เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และผู้มีโรคซึมเศร้า ปัจจุบันวิวัฒนาการยารักษาโรคซึมเศร้าดีขึ้นมาก ยาได้ผลดีถ้ากินถูกต้องรักษาให้หายขาดได้ภายใน ๑-๒ ปี น่าเสียดายประเทศไทยทำเรื่องนี้สู่สาธารณะน้อยเกินไป

ปี ค.ศ. ๒๐๐๓ (พ.ศ.๒๕๔๖) องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ วันที่ ๑๐ กันยายน ของทุกปี เป็น “วันป้องกันการฆ่าตัวตายของโลก” “World Suicide Prevention Day” โดยเชื่อว่าป้องกันการฆ่าตัวตายด้วยการเพิ่มพลังใจด้วย 3C คือ C Connect (สร้างความสัมพันธ์) C Communicate (การสื่อสารที่ดี) และ C Care (การเอาใจใส่และให้เวลากับคนในครอบครัว) พึงระลึกว่า สาวเครือฟ้าหรือใครที่กำลังคิดฆ่าตัวตาย จะไม่ฆ่าตัวตาย ถ้าเพื่อนหรือคนรู้จัก มีกิจกรรม 3C ต่อผู้เกิดอาการ เรามาช่วยกันป้องกันการฆ่าตัวตายซึ่งประเทศไทยติดอันดับโลกให้ลดลงโดยเร็ว……. เราทำได้…. แน่นอน

ผศ.(พิเศษ) พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์

อายุรแพทย์ โรงพยาบาลชลบุรี

นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

เจาะ 5 โรคในผู้สูงอายุที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมแนะวิธีรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754463

เจาะ 5 โรคในผู้สูงอายุที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมแนะวิธีรับมือ

เจาะ 5 โรคในผู้สูงอายุที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมแนะวิธีรับมือ

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น โรคต่างๆที่มาตามวัยพร้อมเข้ามาทักทาย ดังนั้น โรคในผู้สูงอายุ จึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง
แต่สามารถบรรเทาได้หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกวิธี บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก 5 โรคในผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุคนไทย พร้อมแนวทางการรับมือในการดูแลผู้สูงวัยเพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ

โรคความดันโลหิตสูง โรคที่ฮิตที่สุดในวัยสูงอายุ

หนึ่งในลิสต์ของโรคที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุในไทย โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงคือ การรับประทานอาหารเค็มเป็นประจำ ไม่ค่อยขยับร่างกายหรือออกกำลังกาย และมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ช่วงวัยผู้ใหญ่ (40-60 ปี) ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ แนะนำว่าเบื้องต้นควรมีการตรวจวัดความดันด้วยตนเองเป็นระยะ และพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคนี้จะไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงต้น ส่วนใหญ่เมื่อมีอาการ เช่น ปวดศีรษะตื้อๆ บริเวณท้ายทอยช่วงตื่นนอนตอนเช้า มักจะมีความดันโลหิตสูงค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งหากมีตรวจพบในระยะแรกยังมีโอกาสที่ความดันโลหิตจะลดลงได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เช่น การรับประทานผักให้มากขึ้น ลดอาหารเค็ม อาหารรสจัด อาหารแปรรูปซึ่งมีโซเดียมสูง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

โรคเบาหวาน ลดน้ำตาลเพิ่มสุขภาพที่ยั่งยืน

อีกหนึ่งโรคฮิตในกลุ่มผู้สูงวัย โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคนี้คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และพันธุกรรม วิธีการลดความเสี่ยงคือ ลดการบริโภคแป้งและน้ำตาล โดยเฉพาะที่ผ่านกระบวนการขัดสี เช่น น้ำตาลทรายขาว ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำต่อมื้ออย่างง่ายคือ รับประทาน 2 ส่วนจากอาหารทั้งหมด 4 ส่วน และลดการรับประทานจุบจิบระหว่างวันสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกายคือการหมั่นขยับร่างกายบ่อยๆ และออกกำลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และทำต่อเนื่องเป็นประจำ

โรคข้อเสื่อม และกระดูกพรุน

ถัดมาคือโรคข้อเสื่อม และกระดูกพรุน ทั้งสองโรคนี้ความเสี่ยงมักตรงกันข้าม โรคข้อเสื่อมมักเกิดกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และใช้งานร่างกายหนัก ส่วนโรคกระดูกพรุนมักเกิดกับผู้ที่น้ำหนักตัวน้อยไม่ค่อยออกกำลังกาย และอาจมีพันธุกรรมโรคกระดูกพรุน หรือโรคประจำตัวบางโรคที่ทำให้เสี่ยงมากขึ้น วิธีการป้องกันโรคข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่าและข้อสะโพก ควรทำตั้งแต่ในวัยผู้ใหญ่ โดยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อพยุงข้อต่อให้เสื่อมช้าลงและเลี่ยงการทำกิจกรรมที่เพิ่มความเสื่อมให้แก่ข้อ เช่น กรณีข้อเข่า ควรเลี่ยงการนั่งยองๆ คุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ เป็นต้น ส่วนโรคกระดูกพรุนนั้น ป้องกันได้โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง และสามารถตรวจคัดกรองโรคกระดูกพรุนได้เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม โดยผู้หญิงแนะนำตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 65 ปี เพศชายที่อายุ 70 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้นขึ้นกับโรคประจำตัวและความเสี่ยง

โรคสมองเสื่อม เรื่องที่คนใกล้ตัวต้องใส่ใจ

ปัจจุบันมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมสูงขึ้น เนื่องจากมีอายุยืนยาวมากขึ้น ผู้สูงอายุ หรือผู้ดูแลควรหมั่นสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น มีความจำระยะสั้นที่ถดถอยลงหลงทิศทาง ความสามารถในการจัดการหรือวางแผนถอยลง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป มีปัญหาด้านการใช้ภาษา นึกคำศัพท์ที่ใช้เป็นประจำไม่ออกเป็นต้น การตรวจพบโรคสมองเสื่อมแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาได้ผลดีกว่า และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลได้ วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคสมองเสื่อม คือการให้ผู้สูงอายุได้บริหารสมอง และทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองถนัด รวมถึงการ
ออกกำลังกาย การผ่อนคลายจิตใจทำให้อารมณ์แจ่มใส พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาโรคประจำตัวให้เหมาะสม

โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลโฟกัสความสุขของคนที่เรารัก

ผู้สูงอายุมักจะมีความวิตกกังวลง่าย เนื่องจากสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิมมีการเปลี่ยนทางในครอบครัวและทางสังคม การเป็นที่ยอมรับ ความกังวลเรื่องเศรษฐานะ อาจทำให้เสี่ยงต่อโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้ง่าย วิธีการสังเกตว่าผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องอารมณ์หรือความวิตกกังวลหรือไม่ อาจสังเกตจากการนอนหลับ หากนอนไม่หลับ ตื่นบ่อยกลางดึก หรือนอนมากกว่าปกติ มีความหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อารมณ์ไม่คงที่เบื่ออาหาร หรือบางครั้งอาจมีอาการหลงลืมบ่อย แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการต่อไป เพราะสุขภาพใจที่ดีย่อมส่งผลให้สุขภาพกายดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน ความสุขง่ายๆ ในวัยสูงอายุคือ การไม่เจ็บไม่ปวด ได้รับ
ความรักความเข้าใจ ได้เห็นคนที่รักมีความสุขกายสบายใจ เพราะวัยสูงอายุเป็นวัยแห่งการได้ทบทวนความสุขในชีวิตที่ผ่านมาและมีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่

ด้าน ผศ.พญ.ฐิติมา ว่องวิริยะวงศ์ ความชำนาญพิเศษ อายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยว่า จากปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านการรักษา ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลผู้ป่วยที่สูงวัยอย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องจำเป็น

“ในบางสถานการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยได้ การเรียนรู้และเข้าใจวิธีการดูแลผู้ป่วยสูงวัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม โรงพยาบาลศิริราช ได้เล็งเห็นความสำคัญในการจัดการกับสภาวะของโรคที่มากับผู้สูงวัยและตระหนักถึงสร้างระบบการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาลเพื่อรองรับผู้ป่วยในกลุ่มดังกล่าวในช่วงที่ต้องการพักฟื้นร่างกายหลังจากเข้ารับการรักษาและพ้นจากการเจ็บป่วยในระยะเฉียบพลัน จึงได้ริเริ่มแนวคิดการก่อตั้ง “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุที่สามารถมีสถานที่ฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งยังเป็นการช่วยลดระยะเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานเกินไปโดยศูนย์ฯ ดังกล่าวจะกลายเป็นโมเดลที่จะสร้างมาตรฐานให้สังคมไทยหันมาใส่ใจในสุขภาวะของผู้สูงอายุอย่างถูกวิธี และเป็นต้นแบบขององค์ความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วยสูงอายุเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนอีกด้วย” ผศ.พญ.ฐิติมา กล่าว

สำหรับ “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง ประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจสามารถร่วมสมทบทุนบริจาคสร้าง “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” ผ่านศิริราชมูลนิธิ (ศิริราชเพื่อผู้สูงวัย) ตามจิตศรัทธา ได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 901-7-06044-4,ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 016-4-57906-4, ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 063-3-16546-7 บริจาคผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ AIS DTAC และ True โดยกด *984*100 # โทร.ออกร่วมบริจาคครั้งละ 100 บาท และบริจาคออนไลน์ ผ่าน https://si-eservice.mahidol.ac.th/donation เพื่อเป็นพลังบุญอันยิ่งใหญ่ ในการร่วมสร้างสังคมผู้สูงวัยที่มีคุณภาพให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ทั้งนี้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราชได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ
https://www.facebook.com/SirirajAcg และงานประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หรือโทร. 02-4197646-8 (ในวันและเวลาราชการ)

งาน Khao Yai Dining Experience With Michelin Star Chefs No. 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754455

งาน Khao Yai Dining Experience With Michelin Star Chefs No. 3

งาน Khao Yai Dining Experience With Michelin Star Chefs No. 3

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.46 น.

งาน “Khao Yai Dining Experience With Michelin Star Chefs No. 3”  ก้าวไปต่อด้วยการนำเสนอผลงานจากแนวคิด “From Local To Global” นำเสนอผลงานคัดสรรจากศิลปินปั้นดินจากทั่วประเทศสู่การสร้างสรรค์งานTable Ware สัญชาติไทยเพื่อเปิดโอกาสก้าวสู่สากลร่วมกับทีมเชฟรุ่นใหม่ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นจากเขาใหญ่ จัดโดยสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ร่วมกับ IKTHAI  TCEB สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง และ Silver Voyage Club

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ร่วมกับ IKTHAI สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา  ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง และ Silver Voyage Clubร่วมกันจัดดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีพ  “Khao Yai Dining Experience With Michelin Star Chefs No. 3” ณ ลาน Primo Piazza ถ.ผ่านศึกอนุกูล -กุดคล้า ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ผ่านแนวคิดการนำเสนอวัตถุดิบจากชุมชน ตามหลักการ O ก.ม. ลดการสูญเสีย (Zero Waste)เพื่อส่งเสริมแนวคิดการจัดงานแบบLow Carbon นำไปสู่การส่งเสริมให้อ.ปากช่องเป็นเมืองที่มีรูปแบบการจัดงานตามแนวคิด  Green Within Smart City” เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เชื่อมต่อระบบนิเวศน์ทั้งในด้านของผู้จัดงาน ชุมชน ผู้ประกอบการ กับองค์กรทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่พร้อมสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่พร้อมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ในชุมชน ศิลปินในฐานะคนสร้างงานศิลปะ  ให้สามารถนำไปต่อยอดและทำงานเชื่อมโยงยังภาคธุรกิจ เสริมสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง รวมถึงการเปิดโอกาสให้นักเรียนที่จะเป็นกำลังสำคัญในฐานะที่จ.นครราชสีมาเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เป็นเมืองไมซ์ (MICE) ให้ได้เข้ามามีประสบการณ์ เรียนรู้ เพื่อต่อยอดโดยเฉพาะการที่เยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญของพื้นที่ต่อไปในอนาคต (จ.นครราชสีมาอยู่ในระหว่างการยื่นคำขอจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก “Korat Expo 2029” ซึ่งคณะกรรมการAIPHจะลงพื้นที่สำรวจพื้นที่การจัดงานระหว่างวันที่ 11-14 กันยายนศกนี้)

ทั้งนี้ ในงาน“Khao Yai Dining Experience With Michelin Star Chefs No. 3” ได้รับเกียรติจาก เชฟอเล็กซานเดอร์ เดอแมง ( Chef Alexandre Demand) เชฟที่มีรางวัลมิชลิน สตาร์ การันตี ปัจจุบันเป็น Executive Chef Tolani Group  โรงแรมลิมอน วิลล่า เขาใหญ่ บาย โทลานี่ นำเสนอ Welcome Canape  ร่วมกับเชฟไอดี นำเสนอ Isan Flavour Ox Toung, เชฟบิ๊ก  นำเสนอ Chicken Roulade & Jaew Pate จากร้าน เดอะ การ์เด้นเนอร์ เขาใหญ่ และสยาม โนราห์,กรุงเทพฯ เชฟติ๊ง จากร้านเป็นลาว นำเสนอ  Isan Corn Salad,เชฟเจมส์ จากร้านม่วนเส้น นำเสนอ Muan Zen Beef Soup และ ปิดท้ายด้วย Mulberry Cheese Tart จากเชฟเฟิสท์ ครัวบินหลา หัวหน้ากลุ่ม Young Khao Yai  อาหารทุกจานต่างนำมาเสิร์ฟในจานและชามซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์จากศิลปินกลุ่ม IKTHAIที่นำมาร่วมงาน “Khao Yai Clay Craft Creation” ในครั้งนี้ด้วย  นอกจากนี้ยังมีเบียร์จากHOP และสาโทจากHOP BEER ไปบ่มกับวานิลลาและเปลือกส้ม เปลือกเลมอน ใบสะระแหน่ ทารากอน น้ำมะนาว น้ำเชื่อม ปรุงโดยเชฟเฟิสท์ ให้รสชาติแปลกใหม่สดชื่น ทานคู่กับขนมหวานจานสุดท้ายของงาน

ในงานนี้สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนจากโรงเรียนเขาใหญ่พิทยาคม จำนวน 25คนมาร่วมฝึกฝนการให้บริการแบบพิเศษนี้ ฝึกหัดโดย White Glove Academy & Silver Voyage Club  

ภายในงานมีการแสดง Clay carawa จากศิลปินร่วมสร้างสรรค์ให้งานประติมากรรมการปั้น เปี่ยมด้วยสุนทรียศาสตร์ จากงานแสดงศิลปะร่วมสมัย กำกับการแสดงโดย ศิลปินศิลปาธร นิมิต พิพิธกุล  นอกจากนี้ยังมีการปั้น ผสมผสานลีลา ดนตรี กวี จากศิลปินช่างปั้น สุวนีย์ เนตวงศ์ ดุษฎี รักษ์มณี การบรรเลงดนตรีสด ศิลปิน เดี่ยวเชลโล เสาวคล โชติกเศรษฐ์ การแสดงศิลปศาสตร์ Martial Art เพลงดาบแห่งขุนเขา วิชยะพงศ์ ปิยะธัญญานนท์ และ ศิลปะยุทธศาสตร์ ฤทธี ขับร้องโดยขวัญเรือน โลหากาศ ( นักแสดงชาวโคราช ผู้รับบท ท้าวสุรนารี ปี 2566)  

นอกจากนี้ ยังมีน้องที่ชนะการประกวดจาก Manhunt Thailand มาร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในงานอีกด้วย  ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา  อ.อานันท์ นาคคง ศิลปินศิลปาธร, นายวิโรจน์ อรุณพันธ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง,นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่, นายจักรพันธ์ รัตนเพชร CEO บ.เวิล์ด รีวอร์ด โซลูชั่น นายพฤฒิ เกิดชูชื่น และผู้แทนจากสสปน. และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา ฯลฯ เข้าร่วมงานดินเนอร์ในค่ำคืนสุดพิเศษด้วย

FB : สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่

‘หมอเดวชี้’ภาพรวมคุณธรรมสังคมไทยเพิ่มขึ้น ผลักดัน soft power เปลี่ยน Mindset คนในสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754405

'หมอเดวชี้'ภาพรวมคุณธรรมสังคมไทยเพิ่มขึ้น ผลักดัน soft power เปลี่ยน Mindset คนในสังคม

‘หมอเดวชี้’ภาพรวมคุณธรรมสังคมไทยเพิ่มขึ้น ผลักดัน soft power เปลี่ยน Mindset คนในสังคม

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.28 น.

หมอเดวชี้ ภาพรวมคุณธรรมสังคมไทยเพิ่มขึ้น แต่ยังมีระดับที่น่าเป็นห่วง แนะให้สำรวจคุณธรรมทุกพื้นที่รายจังหวัด ผลักดัน soft power เปลี่ยน Mindset คนในสังคม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2566 เวลา 11.00 – 12.00 น. ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพฯ หมอเดว รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้เปิดเผยผลการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมสังคมไทย ในปี 2566 ในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 13 โดยผลสำรวจดัชนีคุณธรรมพบว่า ภาพรวม 3 ช่วงวัยในปี 2566 อยู่ในระดับพอใช้ ค่าเฉลี่ย 4.74 (จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน) เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ได้ค่าเฉลี่ย 4.56 (เพิ่มขึ้น 3.72% จากปี 2565) แต่เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ในแต่ละช่วงวัยมีบางข้อ อยู่ในระดับน่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มลดลง

เช่น ช่วงวัย 13 – 24 ปี เรื่องวินัยรับผิดชอบ การยอมรับ และปฏิบัติตนตามบรรทัดฐานทางสังคม (ข้อคำถาม : “ฉันไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎจราจรทุกครั้งหากมั่นใจว่า ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับตนเองและบุคคลอื่น”) ปี 2566 ค่าเฉลี่ย 3.99 และปี 2565 ค่าเฉลี่ย 4.32 เรื่องสุจริต การยืนหยัดในความถูกต้อง (ข้อคำถาม “เมื่อรู้ว่าเพื่อนกระทำผิดกฎหมาย ฉันไม่กล้าที่จะไปแจ้งตำรวจ เพราะไม่ใช่เรื่องของฉัน”) ปี 2566 ค่าเฉลี่ย 3.43 และปี 2565 ค่าเฉลี่ย 3.55 หรือช่วงวัย 25 – 40 ปี เรื่องวินัยรับผิดชอบ การควบคุมตนเอง (ข้อคำถาม “ฉันจะโต้แย้งทันทีที่มีความคิดเห็นต่างกับผู้อื่น”) ปี 2566 ค่าเฉลี่ย 2.57 และปี 2565 ค่าเฉลี่ย 3.16  เรื่องกตัญญู การละอายต่อการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง (ข้อคำถาม “ฉันวางเฉยเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”) ปี 2566 ค่าเฉลี่ย 3.71 และปี 2565 ค่าเฉลี่ย 3.74 และช่วงวัย 41 ปีขึ้นไป เรื่องวินัยรับผิดชอบ การยอมรับและปฏิบัติตนตามบรรทัดฐานทางสังคม (ข้อคำถาม “ฉันใช้ชีวิตตามอารมณ์ของตนเองเป็นหลัก โดยไม่สนใจกฎระเบียบของสังคม”) ปี 2566 ค่าเฉลี่ย 3.85 และปี 2565 ค่าเฉลี่ย 4.17  

และจากผลการสำรวจด้วยเครื่องมือทุนชีวิต พบว่า ภาพรวม 3 ช่วงวัย ในปี 2566 อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 84.46 และปี 2565 อยู่ในระดับดี ร้อยละ 78.16 (เพิ่มขึ้น 8.06% จากปี 2565) แต่เมื่อพิจารณาทุนชีวิตปี 2566 ของแต่ละช่วงวัยรายพลัง พบว่าช่วงวัย 13-24 ปี มีพลังชุมชนที่อยู่ในระดับดี คือ ร้อยละ 74.56

หมอเดวกล่าวต่อว่า จากผลการสำรวจดังกล่าว พบประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การสำรวจสถานการณ์คุณธรรมด้วยดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิตครอบคลุมทุกพื้นที่รายจังหวัด เพื่อให้สามารถวางยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนมนุษย์ในมิติด้านคุณธรรม โดยได้เสนอตัวอย่างแนวทางการพัฒนาคุณธรรมด้านวินัย โดยใช้ soft power และอิทธิพลของสื่อในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) การยกประเด็นคุณธรรม โดยใช้ “วินัยจราจร” และ “การจัดการขยะ” เป็นประเด็นร่วมในการปฏิบัติการของสังคม และเป็นแบบแผนพฤติกรรมในการปลูกฝังส่งเสริมคุณธรรมในระดับ Microsystem ส่งเสริมให้เป็นระบบนิเวศที่ต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา และสถานที่ทำงาน

นอกจากนี้แนวการพัฒนาทุนชีวิตเด็กและเยาวชนด้านพลังชุมชน ควรใช้กระแส soft power รณรงค์ส่งเสริมทัศนคติที่ดีของการมีจิตสาธารณะ การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมต่อการออกแบบกิจกรรมจิตอาสาในรูปแบบต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่จิตอาสาบังคับหรือสั่งการ การออกแบบกิจกรรมผ่านเครื่องมือโครงงานคุณธรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชน ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมนำเสนอ และมีการจัดตลาดนัดความสุขชุมชน โชว์-แชร์-เชื่อมความดี ให้เป็นกิจกรรมการมีส่วนร่วมของแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมคนทุกกลุ่มวัย

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประจำปีการศึกษา 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754354

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประจำปีการศึกษา 2565

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประจำปีการศึกษา 2565

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.58 น.

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา  สิริวัฒนาพรรณวดี  เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ประจำปีการศึกษา 2565  วันที่ 2 กันยายน 2566  โดยมีดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  ดุษฏีบัณฑิต  มหาบัณฑิต  และบัณฑิตเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจำนวน  2,446 คน  พร้อมกันนี้  พระราชทานพระโอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาความว่า  บัณฑิตทุกคนจะต้องออกไปประกอบสัมมาชีพตามความรู้ที่ได้ศึกษามา  ขอให้บัณฑิตทั้งหลายจงใช้สติปัญญาศักยภาพตามความสามารถ  เพราะการทำงานให้มีประสิทธิภาพ  และดำเนินไปอย่างราบรื่นนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบ  มุ่งสร้างความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ  รับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำ  โดยใช้ความรู้ไปในทางสร้างสรรค์  ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก  หรือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ  ตลอดจนมีความสุจริตเที่ยงธรรมมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ  ดังนั้น บัณฑิตต้องมีวินัย  มีความสามัคคี  และรู้จักหน้าที่  ถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญของทุคนที่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็นไปโดยราบรื่นปราศจากปัญหาข้อขัดแย้ง  ซึ่งคนจำนวนมากย่อมมีความคิด  ความต้องการที่แตกต่างกันไป  บัณฑิตจะต้องรู้จักอดทน  อดกลั้น ใช้ปัญญาไม่ใช้อารมณ์  และโอนอ่อนผ่อนตามกันด้วยเหตุผล  โดยเชื่อว่าความคิดที่แตกต่างกันนั้น  มิใช่เหตุที่จะทำให้เป็นข้อขัดแย้ง  แต่ควรทำให้เกิดความชัดแจ้งในการปฏิบัติงานให้ดีที่สุด        

ในการนี้ กรรมการสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  รศ.ดร.บังอร  เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  รศ.ดร.ดวงฤทธิ์  เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  พร้อมด้วยคณะ ผู้บริหาร  คณาจารย์  บุคลากร  และนักศึกษาเฝ้ารับเสด็จ  ณ อาคาร BANGKOKTHONBURI HALL  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  

โอกาสนี้มีบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและสาธารณะ สมควรได้รับปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ รวม 4 ราย  โดยสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีมติเอกฉันท์ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์แด่พระวชิรญาณวิศิษฏ์ (สุริยันต์  โฆสปญโญ)  พร้อมทั้งมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ให้แก่ นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส  สาขาวิชาบริหารธุรกิจให้แก่  นายสุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์  และสาขานิเทศศาสตร์ให้แก่ นายวรายุฑ มิลินทจินดา  

นอกจากนี้ยังมีเหล่าดารา ศิลปิน นักร้อง นักแสดง และสื่อมวลชนที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  ระดับปริญญาตรี  ได้แก่  ลลิฉัตร์  วราวิโรจน์พล (บิว) รองอันดับ 3 มิสแกรนด์ไทยแลนด์  และกิตติยา  จิตรภักดี (ใบหม่อน)  คณะนิเทศศาสตร์  

ดารา ศิลปินที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท  คณะรัฐศาสตร์ได้แก่  จันทร์เพ็ญ  คงประกอบ (ฮาย-อาภาพร  นครสวรรค์)  วันเพ็ญ  เดชเดชา  สมพงษ์  คำแก้ว (ครูบอย)  กิตติคุณ  คำเพราะ (โฟกัส  AF12)  และสันติภาพ  ทองระย้า (ไม้เอก)  คณะบริหารธุรกิจได้แก่  นันธิกา  รันศรี  และคณะนิเทศศาสตร์ได้แก่  นกิรษา  หอมเสียง (แอปเปิ้ล)           

ส่วนนักกีฬาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก  ได้แก่  เสริมสิน  วงศ์ญาพรหม  คณะบริหารธุรกิจ  และปริญญาวัฒน์  ทองน่วม  คณะรัฐศาสตร์  (แบดมินตัน)      

ระดับปริญญาโท  ได้แก่  จริยา  วิชัยดิษฐ  ศิวาภรณ์  เสือไพร (กรีฑา)  ร.ต.ภาณิภัค  วงศ์พัฒนากิจ  และ รามณรงค์  เสวกวิหารี (เทควันโด)  คณะรัฐศาสตร์   

ระดับปริญญาตรี  ได้แก่  อภิวัฑฒก์  เสาวิชิต  (ว่ายน้ำ)  เกวลิน  ทรงกลิ่น (คาราเต้โด) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา  ปริญญา  เฉื่อยมะเริง (กรีฑา)  ศิวกร  แม้นจิตต์ (ฟุตบอล)  ภูตะวัน  โสภา (เซปักตะกร้อ)  นภดล  น้อยกอ  พลภูมิ  โควาพิทักษ์เทศ  ยุทธนา  เจริญผล  และพัณณิน  โควาพิทักษ์เทศ  (เทนนิส)  คณะรัฐศาสตร์

KAIZEN™ Award Thailand 2nd Edition งานมอบรางวัลสุดยอดองค์กรแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามหลักปรัชญาของ KAIZEN™

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754325

KAIZEN™ Award Thailand 2nd Edition  งานมอบรางวัลสุดยอดองค์กรแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามหลักปรัชญาของ KAIZEN™

KAIZEN™ Award Thailand 2nd Edition งานมอบรางวัลสุดยอดองค์กรแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามหลักปรัชญาของ KAIZEN™

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

Kaizen Institute Thailandภายใต้การดำเนินงานของ Kaizen Institute ผู้นำด้านการพัฒนาศักยภาพองค์กรระดับโลกที่สนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน KAIZEN™ Award Thailand 2nd Edition เฟ้นหาสุดยอดองค์กรแห่งนวัตกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องตามหลักการKAIZEN™ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีมาตรฐานจนเกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร พร้อมมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท

นายราเมช ราจู  Managing DirectorKaizen Institute Thailand กล่าวว่า “งาน KAIZEN™ Award Thailand จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและเป็นเกียรติแก่องค์กรผู้นำในการดำเนินการปรับปรุงคุณภาพกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง  โดยเกณฑ์การตัดสินรางวัลมาจากองค์กรที่มีความเป็นเลิศจาก 5 หลักการของ KAIZEN™ ได้แก่ การสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า(Create Customer Value), กำจัดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการ(Let It Flow), มุ่งเน้นเกมบะ (สถานที่ที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า) (Be Gemba Oriented), สื่อสารถึงเป้าหมายให้พนักงานตระหนักถึงและมีส่วนร่วม (Empower People), พูดด้วยข้อมูลและสื่อสารอย่างโปร่งใส(Be Scientific and Transparent)  ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานระดับสากลสำหรับการประเมินองค์กรที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรจนเกิดวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่ความยั่งยื่น”

งาน KAIZEN™ Award Thailand 2nd Edition ในปีนี้ มีองค์กรส่งผลงานเข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 9องค์กร และผ่านการคัดเลือกจนได้สุดยอดองค์กรที่มีความเป็นเลิศตามหลักปรัชญาของ KAIZEN™ดังนี้

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่   บริษัท คาร์บอน แอโร่สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่   บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน)

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3ได้แก่   บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน)

ภายในงาน ยังมีการแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากองค์กรที่เข้ารอบ Top 3 KAIZEN™ Award Thailand ซึ่งมาจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ ในการแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นทางธุรกิจ ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ความคิดสร้างสรรค์ และสานสัมพันธ์กับผู้เข้าร่วมงานที่มาจากองค์กรภาคส่วนต่างๆ เปิดโอกาสสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ พร้อมขยายเครือข่ายขององค์กรในการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามหลักปรัชญาของKAIZEN™

“Kaizen Institute Thailand ยังคงมุ่งมั่น ผลักดันและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรตามหลักปรัชญา KAIZEN™ อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้นำในธุรกิจทุกภาคส่วน รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายสำหรับกลุ่มผู้บริหารจากหลากหลายภาคธุรกิจอุตสาหกรรม โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ เพื่อให้องค์กรดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมถึงพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย” นายราเมช กล่าว

 ติดตามความเคลื่อนไหวงานประกาศรางวัล KAIZEN™ Award Thailand ได้ที่เว็บไซต์ https://www.kaizen.com/th, เฟสบุ๊กแฟนเพจ http://www.facebook.com/KaizenInstituteThailandและlinkedin: http://www.linkedin.com/company/kaizeninstitutethailand

ช่วงเวลาพิเศษที่เกิดขึ้นกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของ ‘BEAN NAPASON Born to Bean The First Concert&Fanmeet’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/754625

ช่วงเวลาพิเศษที่เกิดขึ้นกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของ 'BEAN NAPASON Born to Bean The First Concert&Fanmeet'

ช่วงเวลาพิเศษที่เกิดขึ้นกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของ ‘BEAN NAPASON Born to Bean The First Concert&Fanmeet’

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.40 น.

ผ่านไปแล้วกับคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรก “Singha Corporation presents BEAN NAPASON Born to Bean The First Concert &Fanmeet”จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2566 ที่ Search Studio โดยคอนเสิร์ตนี้มีคอนเซ็ปต์ คือ “BEAN NAPASON Born to Bean”เกิดจากตอนคิดชื่อคอนเสิร์ต ซึ่งบีนอยากให้มีชื่อตัวเองอยู่ชื่อของคอนเสิร์ตด้วยและบีนเองเป็นคนชอบผวนคำเล่น การที่จะมีชื่อตัวเองอยู่ในคอนเสิร์ตที่พรีเซนต์ตัวเองได้มากที่สุด ก็คือการผวนชื่อตัวเองนั่นเอง เลยออกมาเป็น บีน นภสร – บอน นภสีน เป็นที่มาของคอนเซ็ปต์นี้ให้ได้มาสัมผัสถึงตัวตนความเป็นบีนอย่างมากที่สุด

สิ่งพิเศษอีกหนึ่งอย่างสำหรับคอนเสิร์ตนี้ คือ ได้ Opening Act จากวง ONEONE เจ้าของเพลงฮิต อย่าง “ฉันจะมีความสุขให้มากกว่าเธอ, วังวน”มาโชว์อุ่นเครื่องก่อนเริ่มคอนเสิร์ต และเมื่อเวลา 1 ทุ่มนิดๆ เสียง Interlude เริ่มขึ้นได้ไม่นานก็พาไปสู่เพลง ครั้งสุดท้าย และแสงไฟที่ส่องไปที่บีน จังหวะนี้เรียกเสียงกรี๊ดกันได้ทั้งสตูดิโอเลยทีเดียว ต่อด้วยเพลง ทำดีตอนนี้ไม่ทันแล้วที่หยิบเรื่องการนอกใจมาเป็นไอเดียหลัก และถึงเวลาที่เราจะรักตัวเอง จากนั้นพักเบรกทักทายแฟนๆอย่างเป็นทางการและไปเติมความเศร้าด้วยเพลง คนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม, หิมะฤดูร้อน, ความฝันก็คือความฝันอีกทั้งแสง สี เสียง ช่วยให้อินกับเพลงได้อย่างเต็มที่พร้อมส่งต่อให้ช่วงสนุกๆ อย่างเพลงชอบป้ะ (U like it?)เพลงที่กล้าบอกความในใจของตัวเองก่อน อยากให้เขาชอบก็ต้องทำให้เขารู้!โชว์มุมน่ารักพร้อมเต้นไปหนึ่งเสต็ป คอนเสิร์ตดำเนินต่อมาถึงครึ่งทางแล้ว ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาบีนจะยังไม่มีเพลงที่แต่งเอง แต่ก็ยังคงพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จนในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกนี้ บีนได้เซอร์ไพรส์แฟนเพลง โดยมีเพลงที่แต่งเอง ชื่อเพลงว่า “อย่าลืมฉัน” ที่แฟนเพลงได้ฟังในคอนเสิร์ตนี้ที่แรก

ค่ำคืนของคอนเสิร์ตดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย บีนได้กล่าวขอบคุณ ทีมงานทุกคนที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ BOXX MUSIC ทีมงาน OKD วงที่ตั้งใจซ้อมกันมาเป็นเวลาเดือนครึ่ง แฟนเพลงที่น่ารักของบีนที่คอยซัพพอร์ตมาเสมอ รวมถึงครอบครัวของบีนเองที่ไม่เคยมีคำถามตั้งแต่บีนเลือกเดินเส้นทางการเป็นนักร้อง เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น น่ารัก น่าประทับใจที่ทุกคนต่างยินดีกับความสำเร็จของศิลปินสาวที่ชื่อว่า บีน นภสร สุดท้ายนี้ก่อนเลิกราคอนเสิร์ตต่อกันด้วยเพลงฮิต อย่าง ไม่เกรงใจฉันก็เกรงใจแฟนของเธอ,ไม่อยากเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าและจบโชว์ด้วยเพลงเธอรักเขาตอนเรารักกัน

สุดท้าย บีนได้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากๆที่เกิดขึ้นในชีวิตบีน ดีใจที่มีความรักดีๆจากทุกคนส่งมาถึงบีนขนาดนี้ การได้ร้องเพลงไปพร้อมกับทุกคน มันเติมเต็มฝันของบีนมาก คอนเสิร์ตนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้จริงๆถ้าขาดทุกคนไป ขอบคุณที่มาร่วมสร้างความทรงจำนี้ไปด้วยกันนะคะ”

ติดตามผลงานของ BEAN NAPASON ได้ที่

Facebook :https://web.facebook.com/BeannapasonOfficial, https://www.facebook.com/BoxxmusicOfficial

Tiktok :https://www.tiktok.com/@beannapason, https://www.tiktok.com/@boxxmusicofficial

Youtube :https://youtube.com/@boxxmusicofficial

Ig :https://www.instagram.com/beannbeann/, https://www.instagram.com/boxxmusicofficial/

Twitter :https://twitter.com/BNapason, https://twitter.com/boxxmusicteam

‘เชน-แพร’ควงคู่นั่งแช่น้ำในอ่างสุดแซ่บ แฟนๆแซว’เบบี๋ต้องมาแล้ว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/754622

'เชน-แพร'ควงคู่นั่งแช่น้ำในอ่างสุดแซ่บ แฟนๆแซว'เบบี๋ต้องมาแล้ว'

‘เชน-แพร’ควงคู่นั่งแช่น้ำในอ่างสุดแซ่บ แฟนๆแซว’เบบี๋ต้องมาแล้ว’

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.24 น.

5 ก.ย.66 คลั่งรักไม่ไหว สำหรับคู่รักนักแสดง อย่าง “เชน ณัฐวัฒน์” กับภรรยาสาวคนสวย “แพร พิไลรัมภา” ที่นับวันดีกรีความหวานก็เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ 

ล่าสุด เชน แพร ก็ได้ควงแขนกันไปพักผ่อนสุดชิลอยู่ริมทะเลภูเก็ต พร้อมเก็บภาพมาฝากแฟนๆ อีกเช่นเคย แถมปล่อยภาพความแซ่บของสาวแพรในชุดบิกินี่ขณะแช่น้ำอยู่ในอ่าง เติมความหวานสุดๆ 

โดยหนุ่มเชนได้เขียนแคปชั่นไว้ว่า “เจอน้องชุดเขียว พี่นี่เลี้ยวลงอ่างไปเลย เรื่องใหญ่ละคืนนี้ …เพิ่งรู้ว่าตัวเองชอบลงอ่าง ก็ตอนนี้ละ” งานนี้ทำเอาแฟนๆ ต่างเข้ามาแซวว่า แบบนี้เบบี๋ต้องมาแล้ว