ฉลอง 100 ปี วันประสูติ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754045

ฉลอง 100 ปี วันประสูติ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ  ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

ฉลอง 100 ปี วันประสูติ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในโอกาสอันเป็นมงคลครบรอบ 100 ปีวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองใหญ่ เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านในฐานะ “บุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม” ประจำปี 2565-2566 ซึ่งเป็นไปตามมติการประชุมสมัยสามัญขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งประชาชาติ (UNESCO) ครั้งที่ 41

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่มีคุณูปการต่อประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะ “ด้านการศึกษา”ที่ทรงส่งเสริมให้ผู้คนทุกกลุ่มได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง ทรงส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานระดับสากล นอกจากนี้ ยังทรงเป็น “อาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษ” ในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ หนึ่งในนั้นคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตลอดระยะเวลา 50 ปี ที่อุทิศพระองค์เพื่อส่วนรวม พระกรณียกิจของพระองค์ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ประชาคมโลกซึ่งในปี 2560 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาและกองทุนการกุศล กว. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำเอกสารเสนอพระนาม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ให้ UNESCO ร่วมเฉลิมฉลองยกย่องพระเกียรติคุณในฐานะบุคคลสำคัญผู้มีผลงานเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับภารกิจของ UNESCO โดยได้มีการนำเสนอบทบาทการทรงงานเพื่อสังคมและประเทศชาติใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการศึกษา, ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์, ด้านวัฒนธรรม กระทั่งเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 UNESCOได้เผยแพร่มติการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 อย่างเป็นทางการประกาศยกย่องให้พระองค์ท่านเป็น“บุคคลสำคัญของโลก”

ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ รัฐบาลไทยได้จัดงานเฉลิมฉลองและเทิดพระเกียรติทั้งในและต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือนิทรรศการชื่อ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ในความทรงจำ” ซึ่งแสดงถึงพระประวัติและพระบุคลิกภาพ พระกรณียกิจด้านการศึกษา ด้านการสาธารณสุข และพระเกียรติยศที่ทรงได้รับจากยูเนสโก โดยจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2566 ในส่วนของประเทศไทยคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดทำห้องนิทรรศการถาวร พร้อมทั้งปรับปรุงห้องทรงงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติไว้ที่ตึกคณะศิลปศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชั้น 5 เพื่อแสดงหลักฐานต่างๆ ที่ทรงใช้ในการสอน รวมทั้งห้องที่ทรงงานระหว่างสอนที่คณะศิลปศาสตร์เป็นเวลา 13 ปี

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กองทุน กว. และสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาได้ตั้งคณะกรรมการฝ่ายวิชาการทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องพระประวัติ แนวพระดำริและพระกรณียกิจ และตีพิมพ์เป็นหนังสือเฉลิมพระเกียรติคุณ ประหนึ่งกตัญญุตานุสรณ์ที่จะน้อมเกล้าถวายด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณต่อคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนให้มีการจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง “Language Education and Thai Studies” ภายใต้แนวคิด “Diversities and Voices in Language Education and Thai Studies” ณ ห้างสรรพสินค้าICONSIAM ชั้น 7 ในวันที่ 12-13 กันยายน 2566 และในวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2567 จะจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง “แก้วกัลยา : สายไยไทย-จีนสัมพันธ์” พร้อมทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอดจนมีงานออกร้านแสดงสินค้าจีนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆณ ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM ชั้น 2

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754028

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

‘ซูเปอร์บลูมูน’สุกสว่างกลางฟากฟ้าทั่วโลก

ย้อนชมภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาดูได้ยาก อย่าง “ซูเปอร์บลูมูน”(super blue moon) ที่รับชมได้ด้วยตาเปล่า เมื่อคืนวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ครั้งนี้เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา เพราะเกิดปรากฏการณ์เกี่ยวกับดวงจันทร์ 2 เหตุการณ์พร้อมกันคือ ซูเปอร์มูน หรือดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกที่สุด หรือมีระยะห่างจากโลกประมาณ 357,334 กิโลเมตร ทำให้มันมีขนาดใหญ่และส่องสว่างมากกว่าปกติในท้องฟ้ายามค่ำคืน ส่วนอีกปรากฏการณ์ คือ บลูมูน เป็นชื่อเรียกพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754071

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.48 น.

“ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่” คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน สืบสานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” สืบสานตำนานไหมไทย ประเภท ผ้าทอยกใหญ่ ระดับประเทศ ครั้งที่ 18

2 กันยายน 2566  นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 นางอาจารี ศรีสุนาครัว ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ พร้อมคณะข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้ารับพระราชทานรางวัล ชนะเลิศ การประกวดผ้าไหม ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ประเภท ผ้าทอยกใหญ่ ระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ไหมไทยล้ำค่า สายใยแห่งภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล” ณ ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายอายุตม์ กล่าวว่า ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม จัดการประกวดผ้าไหม ตรานกยูง ชิงรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย พร้อมผลักดันมาตรฐานไหมไทย มุ่งสร้างชื่อเสียงสู่สากล สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในครั้งนี้ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ได้เป็นหนึ่งในเรือนจำ/ ทัณฑสถาน ที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด และร่วมถวายรายงานในขณะสมเด็จพระกนิษฐาราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการกรมราชทัณฑ์ โครงการคืนคนดีสังคม ตามพระราชดำริฯ ด้วยโครงการฝึกวิชาชีพหม่อนไหมในราชทัณฑ์ เรือนจำ/ทัณฑสถานในภาคเหนือแบบครบวงจร

โดยทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง เรือนจำจังหวัดลำพูน และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกรมหม่อนไหม เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ร่วมกันหารือในประเด็นความเชื่อมโยงกิจกรรมด้านการผลิตเส้นไหมของทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง เพื่อส่งให้ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่และเรือนจำจังหวัดลำพูน ใช้ในการทอผ้า ตลอดจนการจัดทำโมเดลหม่อนไหมในราชทัณฑ์แบบครบวงจร (ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ) โดยนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือภายใต้ความร่วมมือของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนกระบวนการคืนคนดีสู่สังคมด้วยอาชีพด้านหม่อนไหมแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีเป้าหมายเพื่อขายรัง สาวเส้นขายและสาวเส้นเพื่อส่งกระจายไปให้เรือนจำอื่น ๆ (ต้นน้ำ) การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้า มีเป้าหมายเพื่อเป็นจุดสาธิตการเรียนรู้ด้านหม่อนไหมและ การทอผ้ายกดอกลำพูนให้ได้การรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน (กลางน้ำ) จนถึงการทอผ้าและการแปรรูปผ้าไหม มีเป้าหมายเพื่อทอผ้ายกดอกลำพูนให้ได้การรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน และแปรรูปผ้าไหมให้เหมาะสมกับตลาด (ปลายน้ำ) นอกจากนี้ยังร่วมกันติดตามผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้ว เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพด้านหม่อนไหมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

นายอายุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลความสำเร็จที่ผ่านมา ได้มีการฝึกวิชาชีพด้านหม่อนไหมแก่ผู้ต้องขังไปแล้วกว่า 200 คน ซึ่งจากการติดตามผู้ที่พ้นโทษออกไปในปี 2566 พบว่า มีผู้ที่นำองค์ความรู้ด้านการทอผ้าไหมไปต่อยอดประกอบเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว จำนวน 15 ราย ส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับครอบครัว อยู่ร่วมกับสังคมภายนอกอย่างปกติสุขและขยายผลอาชีพสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

-(016)

สถานทูตอเมริการ่วมกับกูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of America’ ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754065

สถานทูตอเมริการ่วมกับกูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน 'Taste of America' ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกัน

สถานทูตอเมริการ่วมกับกูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of America’ ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกัน

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.20 น.

กระทรวงเกษตรประเทศอเมริกา (USDA) ประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกาประเทศไทยและสมาคมส่งออกสินค้าจากประเทศอเมริกาประจำประเทศไทย อาทิเช่น คณะกรรมการที่ปรึกษาแคลิฟอร์เนียมิลล์ วอชิงตันแอปเปิลคอมมิชชั่น คณะกรรมการองุ่นจากรัฐแคลิฟอร์เนีย คณะกรรมการนอร์เวสต์เชอรี่ คณะกรรมการยูเอสป๊อปคอร์น ร่วมกับกูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน “Taste Of America” ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกัน กับหลากหลายวัตถุดิบชั้นเลิศ ส่งตรงจากประเทศอเมริกา งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 13 กันยายน 2566 ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์

กูร์เมต์ มาร์เก็ต ตอกย้ำความเป็นความเป็นที่สุดของพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตมาตรฐานระดับโลกรวบรวมของดี ของอร่อยที่คนไทยคุ้นเคย ส่งตรงจากอเมริกามาไว้ในงาน Taste Of America เพื่อตอกย้ำการเป็นเมืองแห่งของอร่อย สวรรค์ของนักชิม (The States Of Gourmet’s Delicacy) ให้เหล่านักชิมได้ลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกันแท้  ไม่ว่าจะเป็นอาร์ติซานชีสชื่อดังจากรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐวิสคอนซิน อาทิ แคลิฟอร์เนียอาร์ติซานชีส (FISCALINI OLD WORLD CHEDDAR) ชีสทำมือจาก Master Cheesemaker ส่งตรงจากแคลิฟอร์เนีย รสชาติเข้มข้นจากการบ่มนานถึง 14 เดือน มีกลิ่นหอมคล้ายถั่วรมควัน ได้รับรางวัลชีสยอดเยี่ยม, แคลิฟอร์เนียอาร์ติซานชีส (POINT REYES TOMARASHI) อาร์ติซานชีส ชีสทำมือ จากแคลิฟอร์เนียอีกหนึ่งชนิดที่โด่งดังจากการรวมตัวกันระหว่างโทม่าออริจินอลและชิจิมิโทการาชิ หรือเครื่องเทศปรุงรสฉบับญี่ปุ่น, เนื้อริบอายอเมริกา เกรดไพร์ม (U.S. PRIME RIB-EYE BEEF) เนื้อวัวสายพันธ์แองกัส คุณภาพเยี่ยมจากประเทศอเมริกา มีความนุ่มเนื่องจากปริมาณไขมันแทรกสูง มีกลิ่นหอมของเนื้อ รสชาติเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์,  เนื้อปลาอลาสก้าแบล็คคอด (ALASKA BLACK COD FILLET) เนื้อปลาอลาสก้าแบล็คคอด ในท้องทะเลลึกแถบอลาสก้า ปลาที่ได้รับการขนานนามว่า มีรสชาติดีที่สุด เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น รสชาติหวานละลายในปาก, องุ่นแดงกลิ่นลิ้นจี่ (CALIFORNIA SWEET SCARLET GRAPE) องุ่นแดงไร้เมล็ดกลิ่นลิ้นจี่ สายพันธุ์ Sweet Scarlet จากแคลิฟอร์เนีย รสหวานฉ่ำ เปลือกบาง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ, ล็อบสเตอร์ต้มสุก (MAINE LOBSTER) กุ้งมังกร ล็อบสเตอร์ชายฝั่งทะเลแอตแลนติก ตัวโต กล้ามใหญ่ เนื้อแน่นหวานอร่อย, นอร์ธเวสต์ เชอร์รี (NORTHWEST CHERRY) เชอร์รีคุณภาพดี ส่งตรงจากวอชิงตัน ผลใหญ่ เนื้อแน่น หวานฉ่ำ กรอบ อร่อย, แอปเปิล วอชิงตัน (WASHINGTON COSMIC CRISP APPLE) แอปเปิ้ลสายพันธุ์ Cosmic Crisp รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว กรอบแน่น ฉ่ำชื่นใจ จุดเด่นคือเนื้อแอปเปิลจะไม่เปลี่ยนสีแม้หั่นไว้เป็นเวลาหลายชั่วโมง และอาหาร ขนม เครื่องดื่มอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์แห่งความอร่อยสุด Exclusive พบบริการสุดพิเศษจากเคาน์เตอร์ “เชฟ เซอร์วิส” กับ 2 เมนูจาก You Hunt We Cook เอาใจสายเบอร์เกอร์และคนรักเนื้อต้องร้องว้าว! กับเมนู “ดับเบิ้ลเบอร์เกอร์เนื้อยูเอสและชีสแคลิฟอร์เนียลาวา” (Lava California Cheese & Double U.S. Beef Burger) เบอร์เกอร์โฮมเมดเนื้อวัวบดส่งตรงจากอเมริกา ด้านนอกมีความกรอบเกรียม ด้านในคงความชุ่มฉ่ำ เพิ่มเติมด้วยชีสลาวาที่ผสมผสานชีสหลากหลายชนิดจากแคลิฟอร์เนีย หัวหอมทอด ตัดเลี่ยนด้วยแตงกวาดอง เป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบเหมือนได้รับประทานอยู่ที่ประเทศต้นตำรับ และอีกหนึ่งเมนูพิเศษ เอาใจสายรักสุขภาพ กับเมนู Grilled Alaska Black Cod with Washington Apple Sauce (ปลาอลาสก้าแบล็คคอดซอสวอชิงตันแอปเปิ้ล) เนื้อปลาอลาสก้าแบล็คคอดราดด้วยแอปเปิ้ลซอส เนื้อซอสทำจากแอปเปิลวอชิงตัน ทานคู่กับผักย่าง โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสของปลาที่นุ่มละมุนลิ้น ตัดกับซอสรสชาติหวานอมเปรี้ยว เมนูที่ สำหรับคนรักสุขภาพ หรือลูกค้าที่ต้องการสัมผัสรสชาติความอร่อยและคุณภาพของวัตถุดิบชั้นเลิศจากประเทศอเมริกา สามารถเลือกวัตถุดิบมาให้เชฟรังสรรค์เมนูสุดพิเศษง่ายๆ ที่เคาน์เตอร์ You Hunt We Cook

พบกับพิธีเปิดงาน Taste of America จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2566 เวลา 14.00 น. ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาสยามพารากอน โดยได้รับเกียรติจาก The U.S. Ambassador to Thailand, Robert F. Godec (เอกอัครราชทูต โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคุณศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมงาน ภายในงานพบกับการปรุงอาหารด้วยวัตถุดิบสดใหม่ ส่งตรงจากประเทศอเมริกา โดย เชฟ Shane Reichenbach (เชฟเชน)  กับเมนูUnited States, Black angus prime, sauce au bleu, smoked point Reyes California blue cheese และความพิเศษของเมนู สเต๊กเนื้ออเมริกัน แบล็ค แองกัส ไพร์ม ราดด้วยแคลิฟอร์เนียบลูชีส เมนูสุดพรีเมี่ยมสร้างสรรค์โดยเชฟเชนคนดังจากร้าน Quince นำเนื้อ black angus prime สุดพิเศษ นำเข้าโดยจาโกต้า คัดสรรส่วนที่ดีที่สุดของชิ้นเนื้อคุณภาพ นำมาดรายเอจจนได้รสชาติที่เข้มข้น จากนั้นย่างจนหอมนุ่มลิ้นแบบมีเดียมแรร์ ราดด้วยซอสแคลิฟอร์เนียออริจินัลบลูชีสสุดพิเศษสไตล์แคลิฟอร์เนีย อร่อยล้ำด้วยบลูชีสเข้มข้นทำจากน้ำนมดิบสูตรลับเฉพาะดั้งเดิมแคลิฟอร์เนียส่งตรงถึงผู้บริโภคชาวไทยได้ลิ้มลอง

ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกันแท้ได้ในงาน “Taste of America” ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 13 กันยายน 2566 ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ พร้อมส่งตรงความอร่อยถึงบ้าน เมื่อสั่งผ่านบริการ Call To Order หรือ ช้อปออนไลน์ ที่ http://www.GourmetMarketThailand.com หรือสามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: TastyUSAOfficial และ Gourmet Market Thailand

-(016)

ชู ‘โคกเคียนโมเดล’ ต้นแบบน้อมนำหลักการทรงงาน ‘ระเบิดจากข้างใน’ ฟื้นฟูสวนยางพารา สร้างรายได้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754051

ชู ‘โคกเคียนโมเดล’ ต้นแบบน้อมนำหลักการทรงงาน ‘ระเบิดจากข้างใน’ ฟื้นฟูสวนยางพารา สร้างรายได้ยั่งยืน

ชู ‘โคกเคียนโมเดล’ ต้นแบบน้อมนำหลักการทรงงาน ‘ระเบิดจากข้างใน’ ฟื้นฟูสวนยางพารา สร้างรายได้ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.43 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชมสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียน จำกัด จังหวัดนราธิวาส ใช้ “โคกเคียนโมเดล” แก้ไขปัญหาใบยางพาราร่วงรุนแรง พร้อมกับการฟื้นฟูแปลงยางพาราให้สมบูรณ์ มีความแข็งแรง สามารถต้านโรคได้ดีขึ้น ยืดระยะเวลาการเก็บเกี่ยว สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

นายอัชฌา สุวรรณ์นิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียน จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายณัฐกิตติ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการฯ คณะกรรมการ และสมาชิกสหกรณ์ ให้การต้อนรับ

“ขอชื่นชมสหกรณ์ที่พึ่งพาตนเองและมีการคิดนอกกรอบ ซึ่งผู้นำกลุ่มถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนงาน และจะต้องมีการดูแลความสะอาดของต้นยาง แปลงยางพาราผ่านขบวนการที่ทางกลุ่มไปศึกษาด้วยตนเอง รวมทั้งนำนวัตกรรมสร้างภูมิคุ้มกันให้ยาง มีการบริหารจัดการกลุ่มจนประสบความสำเร็จในหลายโครงการผ่าน “โคกเคียนโมเดล” ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบให้กับจังหวัดนราธิวาสนำไปขยายผลในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ขอให้คณะกรรมการ และสมาชิกสหกรณ์ร่วมมือกันพัฒนาสหกรณ์แห่งนี้ให้เติบโต และเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือพี่น้องสมาชิก พัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของสหกรณ์ในด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรสมาชิกต่อไป” นายอัชฌา กล่าว

ด้านนายณัฐกิตติ์ ปิ่นทอง กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาพื้นที่นราธิวาส โดยเฉพาะตำบลโคกเคียน ประสบปัญหาโรคใบร่วงยางพารา ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ จึงเกิดเป็น “โคกเคียนโมเดล” โดยน้อมนำหลักการทรงงาน “ระเบิดจากข้างใน” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชดำรัสไว้ มาปรับใช้ในหมู่มวลสมาชิก จนประสบความสำเร็จเป็นโมเดลต้นแบบให้กับจังหวัดนราธิวาสนำไปขยายผลในหลายพื้นที่ เริ่มจากสำรวจเก็บข้อมูลพื้นฐานรายแปลง ทำการเชื่อมโยงกับข้อมูลการซื้อขาย มีการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นำไปสู่การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของสหกรณ์ที่เกิดจากการความกันคิด ร่วมกันทำ แก้ไขปัญหาตามวิธีการสหกรณ์ ร่วมกันกำหนดรูปแบบการดำเนินการช่วยเหลือสมาชิก กิจกรรมการฟื้นฟูแปลงยางพาราให้มีความสมบูรณ์ ทดลองใช้สารชีวภาพ ตรวจวิเคราะห์และปรับสภาพดิน จัดการแปลงให้โล่งเตียน ทำปุ๋ยหมักในแปลงยาง ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุมเชื้อโรคในดิน การให้ปุ๋ยทางใบเพื่อฟื้นฟูต้นยางพาราด้วยโดรน ส่งเสริมให้สมาชิกใช้ปุ๋ยจากมูลไส้เดือน นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิความชื้นเพื่อตรวจสอบสภาพอากาศก่อนหว่านปุ๋ยทุกครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้สหกรณ์สามารถวิเคราะห์ว่าหากทำตามกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถลดต้นทุนเกษตรกรและสามารถป้องกันโรคใบร่วงได้ ถึงแม้ว่าเกิดโรคดังกล่าวแต่ก็ได้รับความเสียหายไม่มาก ต้นยางพารายังให้สามารถกรีดให้ผลผลิตได้ ทั้งนี้ หากสมาชิกสหกรณ์จะนำไปต่อยอด เพื่อฟื้นฟูแปลงยางพารา ให้คำนึงถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายและเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับแปลงของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของต้นยางพารามีความสมบูรณ์แข็งแรง ต้านโรคและยืดเวลาการเก็บเกี่ยวได้มากขึ้น จะช่วยให้สมชิกลดรายจ่ายและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันสหกรณ์ได้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับน้ำยางและใช้ระบบจีพีเอส ตรวจจับแปลงปลูกว่ามีการปลูกรุกล้ำเขตป่าสงวนหรือไม่ จับแปลงยางสมาชิกทุกแปลงเพื่อตรวจสอบย้อนกลับ เมื่อสมาชิกมาขาย จะสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดรู้ได้ทันทีว่าน้ำยางพาราที่นำมาขายมาจากแปลงไหน ซึ่งสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียน จำกัด เป็นแห่งแรกที่นำระบบตัวนี้มาใช้ในกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อเข้าสู่กระบวนการซื้อขายเพื่อก้าวไปสู่มาตรฐานสากล ในส่วนการใช้นวัตกรรมเครื่องวัดอุณหภูมิความชื้นในสวนยางที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นของลูกหลานสมาชิกที่เก่งด้านไอทีแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในสวนยางพาราก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้แก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพาราได้สำเร็จ ปัจจุบันสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลานำไปต่อยอดงานวิจัยเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“โคกเคียนโมเดล” เกิดขึ้นเมื่อปี 2562 ซึ่งในขณะนั้นเกิดปัญหาโรคใบร่วงยางพาราระบาดอย่างรุนแรง สหกรณ์ได้ใช้กระบวนการสหกรณ์ระดมร่วมคิดว่าเราจะแก้ปัญหาโรคนี้อย่างไร จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้วประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องด้านยางพาราเพื่อมาร่วมทำกิจกรรมตรงนี้ เป็นการระเบิดจากข้างในสู่ข้างนอกตามหลักทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวทางไว้ให้

สหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียน จํากัด ตั้งอยู่ ม.8 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ปัจจุบันมีสมาชิก 129 ราย มีพื้นที่ 367.5 ไร่ เป็นการต่อยอดมาจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรชาวสวนตำบลโคกเคียน สมาชิกส่วนใหญ่ทำสวนยางเป็นหลักและสวนปาล์ม ซึ่งมีกิจกรรมรวบรวมและเพื่อขายน้ำยางพารา เพื่อแก้ปัญหาของเกษตรกรผู้มีอาชีพทำสวนยางพาราในพื้นที่ ร่วมกันแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตยางพาราตกต่ำและการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรสมาชิกสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมและสูงกว่าการจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งได้รับเงินปันผล และเฉลี่ยคืนเมื่อสิ้นปี ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจภายในชุมชนมีการหมุนเวียน เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืน

-(016)

ไขความลับไวน์ชิลีชั้นเลิศจากแหล่งผลิตไวน์ ในงาน ‘Puente Alto Wine Masterclass’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754043

ไขความลับไวน์ชิลีชั้นเลิศจากแหล่งผลิตไวน์ ในงาน ‘Puente Alto Wine Masterclass’

ไขความลับไวน์ชิลีชั้นเลิศจากแหล่งผลิตไวน์ ในงาน ‘Puente Alto Wine Masterclass’

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.24 น.

ไขความลับไวน์ชิลีชั้นเลิศจากแหล่งผลิตไวน์ระดับ 100 คะแนนเต็ม “ปูเอนเต อัลโต” (Puente Alto) ในงาน “ปูเอนเต อัลโต ไวน์ มาสเตอร์คลาส” (Puente Alto Wine Masterclass) และมื้อค่ำ 5 คอร์สพร้อมไวน์ชั้นเยี่ยม (Five-Course Fine Wine Dinner) จาก Concha y Toro และ IWS Thailand ณ เรือสิริมหรรณพ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

ร่วมเดินทางสู่การผจญภัยอันน่าตื่นตาตื่นใจไปในแหล่งผลิตไวน์ชั้นเลิศ “ปูเอนเต อัลโต” (Puente Alto) ที่ได้รับ 100 คะแนนเต็มจากเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสายพันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมทำความรู้จักกับไวน์ที่ดีที่สุดจากประเทศชิลีในงาน “ปูเอนเต อัลโต ไวน์ มาสเตอร์คลาส” (Puente Alto Wine Masterclass) และมื้อค่ำแบบ 5 คอร์สพร้อมไวน์ชั้นเยี่ยม (Five-Course Fine Wine Dinner) จาก Concha y Toro และ IWS Thailand ณ เรือสิริมหรรณพ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ สถานที่สังสรรค์ระดับไอคอนริมแม่น้ำเจ้าพระยา

นอกจากประสบการณ์การชิมไวน์สุดพิเศษ แขกผู้มีเกียรติยังได้รับความรู้เรื่องไวน์ประเทศชิลีระดับอัลตราพรีเมียม พร้อมชิมไวน์ชั้นเลิศ รวมทั้ง Don Melchor 2020 ไวน์ประเทศชิลีอันเป็นเกียรติยศของ ปูเอนเต อัลโต แตร์รัวร์ ที่ได้คะแนนสูงถึง 97 คะแนน จาก JamesSuckling.com ผลลัพธ์จากการผสมผสานทุกองค์ประกอบที่ใช้ในการรังสรรค์ไวน์อย่างสมบูรณ์แบบ และสไตล์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากการตั้งใจทำงานด้วยความทุ่มเท ประณีต และละเอียดลออของคณะนักปรุงไวน์ นำโดย เอ็นริเก ทีราโด (Enrique Tirado) ทั้งนี้ Don Melchor 2020 ประกอบด้วย กาแบร์เนต์ โซวิญง  (Cabernet Sauvignon) 92% กาแบร์เนต์ ฟรองก์ (Cabernet Franc) 6% แมร์โล (Merlot) 1% และ เปอติ แวร์โด (Petit Verdot) 1% โดยมีไวน์มาสเตอร์ชื่อดัง ฟาซิล โมฮัมหมัด (Fazil Mohamad) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Concha y Toro เป็นผู้เผยความลับของไวน์ชั้นเลิศนี้ นอกจากนี้ Marques de Casa Concha Heritage  อีกหนึ่งไวน์ที่โดดเด่นที่สุดของประเทศชิลี เป็นไวน์บอร์กโดซ์เบลนด์ที่สะท้อนให้เห็นถึงถิ่นกำเนิดและวิธีการผลิตไวน์อันทรงคุณค่า เป็นมรดกของ Concha y Toro ยังได้รับคัดเลือกมาให้ชิมกันเป็นพิเศษเฉพาะงานนี้ สำหรับ มื้อค่ำแบบ 5 คอร์สพร้อมไวน์ชั้นเยี่ยม (Five-Course Fine Wine Dinner) แขกผู้มีเกียรติได้ดื่มด่ำไปกับไวน์จากประเทศชิลีที่มีรางวัลเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพ ซึ่งได้รับการคัดสรรมาเป็นพิเศษ พร้อมจับคู่กับอาหารค่ำรสเลิศ 5 คอร์สบนเรือสิริมหรรณพอันเป็นประวัติศาสตร์

บริษัท อินดิเพนเดนท์ ไวน์ แอนด์ สปิริต (ประเทศไทย) จำกัด หรือ IWS Thailand คือผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายไวน์จาก Concha y Toro แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยมาเป็นเวลา 20 ปี ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในตลาดไวน์ชั้นเลิศ บริษัทฯ เล็งเห็นถึงแนวโน้มการบริโภคไวน์ระดับพรีเมียมและการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องไวน์สูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่หลงใหลในไวน์ชั้นเลิศ รวมทั้งขับเคลื่อนการบริโภคไวน์ระดับพรีเมียมผ่านการร่วมมือกับโรงแรมระดับ 5 ดาว ภัตตาคารแบบไฟน์ไดนิง (fine-dining) ร้านจำหน่ายไวน์ระดับพรีเมียม และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ตลอดจนการจัดงานชิมไวน์อีกด้วย

สัมผัสความหลงใหล การหมักบ่มที่มีกระบวนการเฉพาะเฉกเช่นงานหัตถศิลป์ และความทุ่มเทอันไร้ขีดจำกัด ดื่มด่ำความสดชื่นและความมีชีวิตชีวาของเนื้อสัมผัสเรียบหรู พร้อมกลิ่นหอมและรสชาติหลากหลายของไวน์จากประเทศชิลีได้ที่ ร้าน Q Galleria สาขานางลิ้นจี่, สาขาเมเจอร์ เอกมัย และ สาขามาร์เช่ ทองหล่อ หรือ ร้านจำหน่ายไวน์ และ ร้านอาหารชั้นนำใกล้บ้านคุณ

สอบถามและชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Independent Wine & Spirit (Thailand) Tel. (+66) 2634 7037-39 หรือเว็บไซต์ http://www.iwsthailand.com/ , https://donmelchor.com/en/  ,  https://marquesdecasaconcha.com/en/

-(016)

อว.เปิดเวที ‘บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาท้องถิ่น’ ชูการปฏิรูปอุดมศึกษาผ่านโครงการ U2T

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754042

อว.เปิดเวที ‘บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาท้องถิ่น’ ชูการปฏิรูปอุดมศึกษาผ่านโครงการ U2T

อว.เปิดเวที ‘บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาท้องถิ่น’ ชูการปฏิรูปอุดมศึกษาผ่านโครงการ U2T

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.20 น.

กระทรวง อว.เปิดเวทีอภิปราย “บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาท้องถิ่น” ชูการปฏิรูปอุดมศึกษาผ่านผลสำเร็จของโครงการ U2T สร้าง 4,287 ธุรกิจ ชี้มหาวิทยาลัยต้องแก้ปัญหาท้องถิ่น – ชุมชนเพื่อลดเหลื่อมล้ำพร้อมสร้างคนสร้างคนให้มีคุณภาพ 

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กล่าวในการอภิปราย “บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาท้องถิ่น” ภายในงานการประชุมสัมมนาและเยี่ยมชมนิทรรศการอุดมศึกษากับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ BCG จัดโดย อว.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีคณะผู้บริหาร อว. คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่าง ๆ คณาจารย์ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดโจทย์ให้ที่ อว. จะต้องนำมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษามีงานทำและให้มหาวิทยาลัยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ จึงเป็นที่มาของโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T โดยมีมหาวิทยาลัยที่เข้ามาร่วมเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนถึง 76 สถาบัน เกิดการจ้างงานครอบคลุม 3,000 ตำบลทั่วประเทศ เกิดการส่งเสริมธุรกิจใหม่ 4,287 ธุรกิจ ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะและเพิ่มขีดความสามารถ ผ่าน 4 หลักสูตร ได้แก่ (1) การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (2) การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (3) การพัฒนาทักษะด้านการเงิน และ (4) การพัฒนาทักษะด้านสังคม โดยมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรทั้งสิ้น 245,634 คน ความสำเร็จของโครงการ U2T ถือเป็นมิติใหม่ของ อว. และพิสูจน์ให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยมีศักยภาพและมีความสามารถในการพัฒนาพื้นที่และชุมชนเป็นอย่างยิ่ง

นางสุวรรณี คำมั่น ที่ปรึกษา รมว.อว.กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยกับการบูรณาการองค์ความรู้ต่าง ๆ เป็นกลไกสำคัญและเป็นหน้าที่หลักของ อว. ที่จะเข้าไปช่วยกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นและชุมชน การวิเคราะห์โอกาสเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงได้ จะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องต่าง ๆ อาทิ เรื่องรายได้ การกระจายโอกาส การกระจายอำนาจ หรือแม้แต่ระบบการศึกษา เราต้องนำยุทธศาสตร์ต่าง ๆ มาวิเคราะห์ มาเติมเต็มศักยภาพและบทบาทของมหาวิทยาลัย เพื่อลดความเลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาด้านการอุดมศึกษา นำไปสู่การสร้างคนในศตวรรษที่ 21 ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นหมุดหมายที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น

ด้าน น.ส.นิสากร จึงเจริญธรรม กล่าวว่า การจัดกลุ่มสถาบันการอุดมศึกษามีเรื่องของพันธกิจและยุทธศาสตร์หลัก โดยเฉพาะการมุ่งไปสู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เป็นแหล่งความรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งและประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต การส่งเสริมและสืบทอดพัฒนาความรู้จากผู้ที่มีภูมิปัญญาด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องมี คือ การเป็นศูนย์รวมขององค์ความรู้ เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้ให้คำแนะนำและเป็นผู้ผลิตบัณฑิต บุคลากร และประชาชน ซึ่งการจะก้าวไปสู่การบรรลุบทบาทของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะต้องเข้าใจถึงหลักการ กระบวนการพัฒนา และเข้าใจเงื่อนไขของพื้นที่นั้น ๆ อย่างแท้จริง

นอกจากนั้น ในงานยังมีการอภิปรายอีก 2 หัวข้อที่ได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก ได้แก่  การบรรยายพิเศษ หัวข้อ “โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล” โดย รศ.ดร.สมหมาย ผิวสะอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชมงคล (ทปอ.มทร.) และการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “มหาวิทยาลัยราชภัฏยุคใหม่” โดย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.)

-(016)

เปิดตัว ‘Ve-Sea’ รสชาติอาหารทะเล จากโปรตีนพืช เจาะกลุ่ม Plant Based Seafood

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754041

เปิดตัว ‘Ve-Sea’ รสชาติอาหารทะเล จากโปรตีนพืช เจาะกลุ่ม Plant Based Seafood

เปิดตัว ‘Ve-Sea’ รสชาติอาหารทะเล จากโปรตีนพืช เจาะกลุ่ม Plant Based Seafood

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.16 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหาร เวชสำอางและส่วนผสมฟังก์ชัน หรือ ฟูดเซิร์ป (FoodSERP) เปิดตัว ต้นแบบผลิตภัณฑ์ Ve-Sea อาหารทะเลจากโปรตีนพืช เป็นครั้งแรก ซึ่งนำมาแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกของ FoodSERP สวทช. ภายในงาน PLANT BASED FESTIVAL 2023 มหกรรมอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ดร. กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เปิดเผยว่า ทีมวิจัย FoodSERP สวทช. ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากโปรตีนพืช ทั้งปลา หมึก และกุ้ง ด้วยเทคโนโลยีการออกแบบโครงสร้างอาหารที่อาศัยความรู้ทั้งทางด้านวัสดุศาสตร์และวิทยาศาสตร์การอาหารซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของทีมวิจัย ประกอบกับการใช้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของวัตถุดิบแต่ละชนิดและเลือกผสมวัตถุดิบเข้าด้วยกัน ทำให้ทีมประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากโปรตีนพืชที่มีเนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตในนาม ‘Ve-Sea’ เรียบร้อยแล้ว 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ลูกชิ้นปลา เส้นปลา และฮือก้วย ซึ่งจากผลการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสใกล้เคียงของจริง อีกทั้งยังมีปริมาณโปรตีนเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่ใช้เนื้อปลาเป็นส่วนประกอบด้วย สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อหมึกจากโปรตีนพืชคาดว่าจะเปิดตัวและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในปี 2567

ทั้งนี้ด้วยโอกาสทางการตลาดในกลุ่มอาหารทะเลจากโปรตีนพืช จึงพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากโปรตีนพืช เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุกิจ ที่ต้องการเจาะกลุ่มตลาดบริโภคอาหารทะเลจากโปรตีนพืช (Plan-Based Seafood) ซึ่งอาหารจากโปรตีนพืชกลุ่มอาหารทะเลมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ในท้องตลาด จึงเป็นช่องทางสำคัญของผู้ประกอบการที่จะสร้างธุรกิจโดยคู่แข่งไม่มากนัก

“ผลิตภัณฑ์ Ve-Sea ทั้ง 3 ชนิดพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้ว 2 สูตร สูตรแรกคือปราศจากกลูเตน (Gluten free) เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคในกลุ่มที่แพ้กลูเตนซึ่งมีตลาดหลักอยู่ในสหภาพยุโรปและอเมริกา โดยสูตรนี้ใช้โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบร้อยละ 4-8 ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ ซึ่งเทียบเท่าหรือสูงกว่าผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อปลาทั่วไปในท้องตลาด อีกสูตรหนึ่งคือสูตรที่มีกลูเตนสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการเพิ่มปริมาณโปรตีนให้ผลิตภัณฑ์ โดยมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบมากกว่าร้อยละ 8 ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ เนื้อสัมผัสมีความแน่นและเด้งมากกว่าอีกสูตร

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 สูตรยังมีจุดเด่นคือปราศจากคอเลสเตอรอล ทำให้ Ve-Sea เหมาะแก่กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมปริมาณไขมัน ส่วนทางด้านเนื้อสัมผัสของทั้ง 2 สูตร ทีมวิจัยได้ออกแบบให้เชฟสามารถนำ Ve-Sea ไปรังสรรค์เป็นเมนูอาหารต่าง ๆ ทดแทนผลิตภัณฑ์จากเนื้อปลาได้หลากหลาย ไม่ว่าจะปิ้ง ย่าง ทอด นึ่ง ต้ม ผัด ยำ หรือใส่ก๋วยเตี๋ยว

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีความสุขกับการลิ้มรสเมนูอาหารในรูปแบบต่าง ๆ ที่ชื่นชอบดังเดิม แต่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีเป้าหมายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Ve-Sea ไม่ได้เพียงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญถึงโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย จากจุดเด่นที่กล่าวถึงข้างต้นทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการทำธุรกิจได้สะดวกทั้งรูปแบบ B2B (Business-to-business) และ B2C (Business-to-consumer) และทั้งเพื่อกลุ่มเป้าหมายภายในและต่างประเทศ”

สำหรับ Ve-Chick และ Ve-Sea  ทั้งวีชิคและวีซีผลิตมาจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้กับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตอาหารแบบเดิมที่มีอยู่ได้และไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม เป็นนวัตกรรมการผลิตที่เรียกว่า “Blending” หรือ เทคโนโลยีการผสม ที่คิดค้นขึ้นมา แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของแต่ละองค์ประกอบ ในการทำหน้าที่เพื่อให้ได้โครงสร้างและเนื้อสัมผัสที่ต้องการได้

ดร.กมลวรรณ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของทีมวิจัยคือการมีส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยการให้บริการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหาร (Novel food) รวมถึงบริการทดสอบคุณภาพ โดยให้บริการผ่าน ‘แพลตฟอร์ม FoodSERP (ฟูดเซิร์ป)’ หรือ ‘แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันแบบ One-stop service’ ว่า สวทช. ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มนี้ขึ้นเพื่อให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายกำลังการผลิต รวมถึงการทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร โดยผสานความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติต่าง ๆ ภายใต้ สวทช.

“ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารทั้งในกลุ่มเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช อาหารปรับเนื้อสัมผัสสำหรับผู้บริโภคที่มีความต้องการเฉพาะอย่างผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการจากผู้ประกอบการ ส่วนทางด้านบริการทดสอบ เอ็มเทคพร้อมให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้านเนื้อสัมผัสของอาหาร อาทิ ความแข็ง ความหนืด และได้ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ให้บริการทดสอบการย่อยและการดูดซึมสารอาหารด้วยเครื่องจำลองสภาวะการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก (ระบบ tiny-TIMagc) และสภาวะการทำงานของลำไส้ใหญ่ (ระบบ TIM-2) รวมถึงวิเคราะห์ทดสอบประสิทธิภาพของสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อให้นวัตกรรมอาหารที่นักวิจัยเอ็มเทคร่วมกับผู้ประกอบการวิจัยและพัฒนาขึ้น ไม่เพียงมีเนื้อสัมผัสและรสชาติที่สมจริง แต่ยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพสูง” ดร.กมลวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Ve-Sea และ Ve-Chick ติดต่อได้ที่ คุณชนิต วานิกานุกูล (ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ) เบอร์โทร 0 2564 6500 ต่อ 4788 หรืออีเมล chanitw@mtec.or.th และผู้ที่สนใจใช้บริการแพลตฟอร์ม FoodSERP สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อขอรับบริการได้ทางอีเมล foodSERP_by_NSTDA@nstda.or.th

-(016)

เปิดวาร์ป ‘Twins The Series สลับรัก นักลูกยาง’ นำทีมนักแสดงหน้าใหม่ไฟแรง เปิดภาพฟิตติ้ง สุดคึกคัก!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/754053

เปิดวาร์ป ‘Twins The Series สลับรัก นักลูกยาง’  นำทีมนักแสดงหน้าใหม่ไฟแรง เปิดภาพฟิตติ้ง สุดคึกคัก!

เปิดวาร์ป ‘Twins The Series สลับรัก นักลูกยาง’ นำทีมนักแสดงหน้าใหม่ไฟแรง เปิดภาพฟิตติ้ง สุดคึกคัก!

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.25 น.

หลังจากที่ซีรี่ส์วายส่งเสริมกีฬา “Twins The Series สลับรักนักลูกยาง” ได้มีการทำพิธีบวงสรวงไป และได้ทำความรู้จัก 3 ผู้จัดหน้าใหม่เป้-วิสูตร วัลลา, อธิพร พูลสวัสดิ์, ผศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ กันไปแล้ว มาวันนี้ก็มีข่าวคืบหน้าพร้อมเผยภาพฟิตติ้งของเหล่านักแสดงนำมารายงานกัน

โดยในวันฟิตติ้งเหล่านักแสดงสายเลือดใหม่ อาทิ ไรอัน-ปัญญาแม็คเชน, เฟรม-ฤทธิ์ชนนท์ ศรีประสิทธิ์เดชา, มีมี่-ฤทัยภัทร พัทธนนปภังกร, ภูร์ เพียงพอ, ทีม-ธัชนนท์ ทองเภ้า, ฮาร์ธ-ชินดนัย เดชะวลีกุล, ตัส-ทศวรรษสิงอุปโป, เท็น-อภิวิชญ์ เอื้อมหาโสภา, นัท-ตรัยพัทธ์ วุฒิบรวนันท์, ก้อง- คุปต์พงษ์ ชำนาญยง, ท้องฟ้า-อลิชา ศรีประทักษ์, ทูรี่-พันธุ์ทิพาพงศ์เรืองรอง, พลับ-วราวุธ แสงศรีเรือง และ โอม-นภัทร อุตสาหะ ก็ทยอยกันมาฟิตติ้งจนครบทีม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและสนุกสนาน

งานนี้เป็นการปล่อยภาพออกมาเรียกน้ำย่อยกันแบบเบาๆ กันก่อนไม่ว่าจะเป็นชุดวอลเลย์บอล ที่น่ารักสดใส รวมถึงความแปลกใหม่ของชุดกีฬายูยิตสูหลากหลายสีสัน รวมถึง moot&tone ของซีรี่ส์ ซึ่งขอบอกว่าพระเอก-นายเอก และอีกหลายๆ คู่ เคมีเข้ากันสุดๆ มีให้จิ้นกระจายแน่!!และหลังจากนี้ก็เตรียมเดินเครื่องถ่ายทำต้นเดือนหน้าแล้ว โดยมีกำหนดคิวออกอากาศทางช่อง 3 HD ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้แน่นอนจ้า ซึ่งแฟนๆสามารถรอติดตาม ความเคลื่อนไหวได้ทาง FB : Twins The Series Twitter :Twinstheseries IG : Twinstheseries YouTube : Lovemediathailand

‘คุณน้ำผึ้ง,แห้ว’ เที่ยวชุมชน ชมแหล่งไหมบ้านหนองกุง เสพธรรมชาติที่หนองแสง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/754037

‘คุณน้ำผึ้ง,แห้ว’ เที่ยวชุมชน ชมแหล่งไหมบ้านหนองกุง  เสพธรรมชาติที่หนองแสง

‘คุณน้ำผึ้ง,แห้ว’ เที่ยวชุมชน ชมแหล่งไหมบ้านหนองกุง เสพธรรมชาติที่หนองแสง

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มาเที่ยว จ.อุดรธานี ทั้งที “คุณน้ำผึ้ง, แห้ว” ก็ขอไปให้สุด..คราวนี้พามาอยู่ท่ามกลางแปลงหม่อนเลี้ยงไหมสวยๆ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลิตเส้นไหมบ้านหนองกุง ต.หนองกุงศรี อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ซึ่งที่นี่เริ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตั้งแต่ปี 2551 และตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงไหมบ้านหนองกุงขึ้น พันธุ์หม่อนที่ปลูกเป็นพันธุ์บุรีรัมย์ 60 และพันธุ์สกลนคร ที่สำคัญยังเป็นแปลงหม่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยกว่าจะเป็นผ้าไหมคุณภาพดีบ้านหนองกุง แต่ละขั้นตอนยากแค่ไหน งานนี้ทั้งสองไม่พลาดขอลงสนามเรียนรู้ขั้นตอนผลิตเส้นไหมไปจนถึงการทอผ้าไหมและมัดหมี่ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยหลากหลายลวดลายจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งผ้าไหมที่นี่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน การันตีด้วย…จากนั้นกระโดดไปเที่ยวทางธรรมชาติบนผืนป่าชุมชนบ้านโนนสวรรค์ กับความเป็น Unseen ของแหลธาตุ ด้านในของผืนป่าบนพื้นที่ 2 ไร่มีก้อนหินทรายรูปร่างแปลกตาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นและปิดท้ายคลายร้อน.. ด้วยการเที่ยวน้ำตกคอยนาง อยู่ในวนอุทยานน้ำตกคอยนาง อ.หนองแสง สามารถเดินเที่ยวชมธรรมชาติของน้ำตกได้ถึง 2 ชั้น น้ำตกแห่งนี้มีความสูง 20 เมตร สายน้ำไหลลดหลั่นลงมาตามชั้นหิน เหมาะเป็นที่พักผ่อนและเล่นน้ำมากๆ ยังเย็นฉ่ำไม่สะใจ..ก็มาต่อที่น้ำตกธารงาม เป็นธารหินยาวประมาณ 200 เมตรลงเล่นน้ำได้สบายๆ