ตำรวจสหรัฐฯ เผยภาพจากกล้องติดตัว นาทียิงหญิงตั้งครรภ์ผิวสีดับ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2722121

ตำรวจสหรัฐฯ เผยภาพจากกล้องติดตัว นาทียิงหญิงตั้งครรภ์ผิวสีดับ (คลิป)

2 ก.ย. 2566 18:31 น.

ตำรวจสหรัฐฯ เผยภาพจากกล้องติดตัว นาทียิงหญิงตั้งครรภ์ผิวสีดับ (คลิป)

ตำรวจสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพวิดีโอจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์นาทียิงหญิงตั้งครรภ์ผิวสี เสียชีวิต หลังได้รับแจ้งว่าหญิงคนดังกล่าวขโมยสินค้าภายในร้านค้าแห่งหนึ่งในรัฐโอไฮโอ

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กรมตำรวจประจำรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ แสดงให้เห็นเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจลั่นไกปืนใส่หญิงผิวสีที่กำลังตั้งครรภ์วัย 21 ปี ชื่อทาคียา ยัง ที่ลานจอดรถหน้าร้านขายของชำในเมืองเบลนดอน ชานเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา 

ในช่วงต้นของวิดีโอ เผยให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายกำลังยืนอยู่ข้างรถของทาคียา ยัง โดยที่ตำรวจนายหนึ่งอยู่หน้ารถ ขณะที่อีกนายยืนข้างประตู และพยายามถามเธอว่าได้ขโมยของหรือไม่ เนื่องจากทางตำรวจได้รับแจ้งเหตุขโมยสินค้าในร้านโครเกอร์ และตำรวจได้สั่งให้เธอลงจากรถซ้ำๆ หลายครั้ง

จากนั้น ตำรวจที่ยืนอยู่หน้ารถก็ได้หันปืนมาที่ทาคียา ยัง เพื่อสั่งให้เธอลงจากรถ แต่ทาคียา ยัง เลือกที่จะขับรถเข้าหานายตำรวจคนนั้น และหักรถไปทางขวา จนชนขาของตำรวจ ทำให้ตำรวจยิงกระสุนหนึ่งนัดใส่กระจกหน้ารถ จนทำให้ทาคียา ยังได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ต่อมาได้รับการยืนยันว่า ทั้งเธอและบุตรในครรภ์เสียชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความโกรธเคืองของสาธารณชน เนื่องจากมองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ และเรียกร้องให้ตำรวจยุติการใช้ความรุนแรงกับคนผิวสี

ทั้งนี้ ครอบครัวของทาคียา ยัง ออกมาประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มองว่าเหตุการณ์นี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เกินกว่าเหตุ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่แสดงออกซึ่งความเกลียดชังต่อคนผิวสี และเห็นได้ชัดว่านี่คืออาชญากรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC, Aljazeera, Reuters 

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754060

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

กาบองเป็นประเทศล่าสุดในแอฟริกา ที่เกิดการยึดอำนาจทำรัฐประหารจากรัฐบาลพลเรือนโดยกลุ่มทหารในกองทัพ ที่เรียกตนเองว่า คณะกรรมการการเปลี่ยนถ่ายและ
ฟื้นฟูสถาบัน ประกาศถึงเหตุผลในการตัดสินใจปกป้องสันติภาพ ด้วยการยุติการปกครองของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยการยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมปีนี้ และผลการเลือกตั้ง พร้อมกับยุบสถาบันทุกอย่างของสาธารณรัฐกาบอง ทั้งรัฐบาล วุฒิสภา สมัชชาแห่งชาติ และศาลรัฐธรรมนูญ กาบองจะปิดพรมแดนทั้งหมดจนกว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติม

แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งมีการประกาศผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ในประเทศ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากศูนย์กลางการเลือกตั้งกาบองประกาศว่า ประธานาธิบดี อาลี บองโกออนดิมบา วัย 64 ปี ผู้ครองอำนาจมานาน 14 ปี ชนะเลือกตั้งโดยได้คะแนนร้อยละ 64.27 โดย อาลี บองโก เป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดีโอมาร์ บองโก บิดาของเขาปกครองกาบองระหว่างปี 1967-2009 ส่วนอาลี บองโก ชนะการเลือกตั้งสมัยแรกในปี 2009 และเป็นผู้นำกาบองสืบเนื่องนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลกาบอง ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกได้ประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน และปิดอินเตอร์เนตทั่วประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อสกัดการเผยแพร่ข่าวเท็จและการเกิดเหตุรุนแรง

ด้านประธานาธิบดีบองโก ได้อัดคลิปวีดีโอ เรียกร้องให้พันธมิตรส่งเสียงต่อต้านรัฐประหารดังกล่าว ซึ่งก็ดูเหมือนจะสร้างความยินดีให้ประชาชนในประเทศอยู่ไม่น้อย หลังพบว่าชาวกาบองจำนวนมาก สนับสนุนการกระทำนี้ของกองทัพ

เหตุการณ์รัฐประหารดังกล่าว ทำให้กาบองเป็นประเทศที่สองในทวีปแอฟริกาที่เกิดรัฐประหารในปีนี้หลังจากเพิ่งเกิดรัฐประหารในประเทศไนเจอร์ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ขณะที่นับตั้งแต่ปี 1950 เกิดรัฐประหารในแอฟริกามาแล้ว 214 ครั้ง ในจำนวนนี้ ประสบความสำเร็จมากถึง 106 ครั้ง และชาติแอฟริกาอย่างน้อย 45 จาก 54 ชาติ ผ่านความพยายามในการก่อรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสามปีที่ผ่านมา เกิดการก่อรัฐประหารบ่อยครั้งจนทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจมากขึ้นว่าเกิดอะไรที่แอฟริกา – เดือนมกราคม 2022 กองทัพบูร์กินาฟาโซ ก่อรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีรอช คาบอร์โดยอ้างว่าเขาล้มเหลวในการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรง และยังมีรัฐประหารครั้งที่สองในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

– เดือนกันยายน 2021 เกิดรัฐประหารที่กินี โค่นประธานาธิบดีอัลฟา คอนเด หลังเขาแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อในสมัยที่สามได้

– เดือนเมษายน 2021 กองทัพชาด เข้ายึดอำนาจหลังประธานาธิบดีอะดริส เดบีย์ ถูกสังหารในสนามรบ ขณะไปเยี่ยมทหารที่ต่อสู้กลุ่มกบฏทางตอนเหนือของประเทศ

– เดือนสิงหาคม 2020 คณะทหารของมาลี ก่อรัฐประการโค่นอำนาจประธานาธิบดีอิบราฮิม บูบาคาร์ไคตา หลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านรัฐบาล และเก้าเดือนต่อมา เกิดรัฐประหารซ้อนรัฐประหารอีก

– เดือนตุลาคม 2021 พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน นำกองทัพเข้ายึดกรุงคาร์ทูม และสั่งยุบสภาปกครองประเทศที่ประกอบด้วยทหารและพลเรือน ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของซูดานชะงักงัน

เป็นที่สังเกตว่า รัฐประหารในระยะหลังเกิดขึ้นในแอฟริกากลางและตะวันตก โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส

นักวิเคราะห์ระบุว่า แต่ละชาติที่เกิดการยึดอำนาจนั้นล้วนมีปัจจัยร่วมกันคือ เกิดสถานการณ์ที่ทำให้มีช่องให้กองทัพสามารถเข้าแทรกแซงได้ด้วยการสนับสนุนอย่างมากจากประชากรกลุ่มคนในเมือง ตลอดจนคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิม ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การจ้างงานไม่เพียงพอ และขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเกิดปัญหาการทุจริตอย่างมากของเจ้าหน้าที่ และความไม่พอใจต่ออิทธิพลของฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมเดิม

นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังเกิดจากการที่ผู้นำแอฟริกาหลายชาติ พยายามเปลี่ยนแปลงกระบวนการเลือกตั้ง หรือรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในอำนาจได้นานกว่าเดิม เช่น การยกเลิกการจำกัดวาระของประธานาธิบดี เป็นต้น

ปัญหาการใช้อำนาจที่มิชอบในชาติแอฟริกา ยังบั่นทอนสหภาพแอฟริกา หรือ AU ตลอดจนประชาคมเศรษฐกิจรัฐแอฟริกาตะวันตก หรือ ECOWAS ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ประชาคมโลกจะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร สหภาพแอฟริกาและสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังติดตามด้วยความกังวล ส่วนฝรั่งเศสประณามเหตุยึดอำนาจดังกล่าว แต่ยังไม่มีการเรียกร้องให้คืนอำนาจกลับสู่ประธานาธิบดีบองโก ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างจากการรัฐประหารที่ไนเจอร์ ซึ่งถูกนานาชาติ รวมถึง ECOWAS กดดันอย่างหนัก

นักวิเคราะห์มองว่า เป็นเพราะมีการทุจริตอย่างมากในรัฐบาลของบองโก ครอบครัวของเขาและพันธมิตรร่ำรวยอย่างมาก ในขณะที่ประชาชนยากจน ชาวกาบองยังคลางแคลงใจเรื่องที่ประธานาธิบดีบองโก ลงเลือกตั้งสมัยที่สามหลังอยู่ในอำนาจมา 14 ปีแล้ว ในขณะที่พ่อของเขาปกครองประเทศมาก่อนแล้วมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้ ชาวกาบองยังตั้งคำถามถึงศักยภาพของเขาในการบริหารประเทศ เพราะเขาเคยเกิดเส้นเลือดในสมองแตกในปี 2018

แม้ปัจจัยของกาบอง มีความแตกต่างจากชาติอื่นๆ ซึ่งมีปัจจัยของกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงเข้ามาทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพ แต่การเกิดรัฐประหารอย่างเนื่องไล่ไปทีละชาตินั้น ทำให้นานาชาติเกิดความกังวลต่ออนาคตของประชาธิปไตยในแอฟริกาและหวั่นจะเกิดรัฐประหารอีก โดยเฉพาะในประเทศที่มีผู้ปกครองคนเดียวมายาวนาน เช่น คาเมอรูน ที่มีประธานาธิบดีพอล บิยา ปกครองมามากกว่า 40 ปี และที่สาธารณรัฐคองโก ซึ่งปกครองโดยประธานาธิบดีเดอนิส ซาสซู เกิสโซมากว่า 38 ปี

โดย ดาโน โทนาลี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อุดรธานี’ภูมิบ้านเมืองแหล่งท่องเที่ยว ๓ ธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754030

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อุดรธานี’ภูมิบ้านเมืองแหล่งท่องเที่ยว ๓ ธรรม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อุดรธานี’ภูมิบ้านเมืองแหล่งท่องเที่ยว ๓ ธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิหารพระพุทธไสยาสน์วัดป่าภูก้อน

เมื่อวันที่ ๒๔-๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว (ช.ส.ท.) โดย คุณวรางคณา สุเมธวัน ประธาน ช.ส.ท. ได้เชื้อชวนให้ไปค้นหาดินแดน ๓ ธรรม คือ แหล่งธรรมชาติ แหล่งวัฒนธรรม และแหล่งธรรมะ ก็น่าจะเป็นเมืองเดียวที่น่าสนใจ คือเมืองอุดรธานีเมืองที่สืบสมัยมาจากชุมชนเดิมคือ บ้านเดื่อหมากแข้ง ซึ่งตั้งเป็นชุมชนขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ ก็เหตุการณ์ ร.ศ.112 นั่นแหละที่เกิดกรณีฝรั่งเศสจะรุกเอาดินแดนเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๗ จนสยามนั้นต้องยอมคืนดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ไป ครั้งนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้สำเร็จราชการมณฑล ได้ย้ายกองบัญชาการมณฑลลาวพวน ซึ่งเดิมตั้งอยู่เมืองหนองคาย ริมฝั่งแม่น้ำโขงนั้น มาตั้งอยู่ริมหนองนาเกลือบ้านเดื่อหมากแข้ง ปัจจุบันเมืองอุดรธานีนี้เป็นแหล่งธรรมชาติ ด้วยมีป่าเขาลำเนาไพร จึงมีวนอุทยานภูฝอยลม ที่อำเภอหนองแสง กิจกรรมที่โดดเด่นจึงเป็นการเที่ยวพักผ่อนนอนเต็นท์ การเดินป่า และสัมผัสธรรมชาติจากผืนป่าที่สมบูรณ์โดยมี พิพิธภัณฑ์ล้านปี และ สวนรวมพรรณไม้ ๖๐ พรรษา มหาราชินี  

ส่วนการเที่ยวชุมชนคนอยู่ป่านั้น บ้านคีรีวงกต ที่อำเภอนายูง จัดกิจกรรมจัดรถอีแต๊ก (รถไถทำไร่) พาลุยไปตามลำธารผ่านเรือกสวนไร่พืชและธรรมชาติกลางหุบเขา ให้เรียนรู้วิถีคนอยู่ป่าหาพืชไร่หน่อไม้ไก่ป่า ด้วยการหลามข้าวเผาปลาทำอาหารอีสานที่มีส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา ข้าวเหนียวนึ่งซึ่งเป็นกิจกรรมธรรมชาติที่หาได้ยาก ส่วนแหล่งวัฒนธรรม นั้นมีอยู่หลายแห่ง ที่น่าสนใจรู้จักกันดี คือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่เชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ ๓,๔๓๐ ไร่ เป็นแหล่งโบราณคดีที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ที่อาศัยธรรมชาติทำกิจกรรมความเชื่อของตนมาก่อนประวัติศาสตร์เมื่อราว ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีภาพเขียนสีปรากฏมากกว่า๓๐ แห่ง จึงมีโขดหิน เพิงผาหน้าถ้ำถูกดัดแปลงให้เป็นสถานที่การนับถือผี นับถือพระ เป็นศาสนสถานร่วมยุคสมัยทวารวดี-ยุคสมัยลพบุรี จนถึงร่องรอยการนับถือพุทธศาสนาในวัฒนธรรมล้านช้างตามลำดับ จากการกัดกร่อนจนเกิดเพิงหินในลักษณะต่างๆ และสร้างหอนางอุสาขึ้นนั้น ได้มีการนำนิทานพื้นบ้านเรื่อง “อุสา-บารส” มาเล่าขานให้สนุกสนาน อีกแห่งคือชุมชนบ้านเชียง เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญของโลก ที่มีการพัฒนาการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน รู้จักปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เริ่มแรก คือ เมื่อประมาณ ๕,๖๐๐ ปีมาแล้ว รวมทั้งมีการจัดระบบ เช่น การฝังศพเป็นประเพณีสืบทอดกันมาหลายสมัย นับเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาเรื่องการจัดระบบสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีหลักฐานภาชนะเขียนลายที่แสดงถึงความเจริญใน “การผลิตภาชนะดินเผาด้วยฝีมือระดับสูง” และมีการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยโลหะ โดยเป็นการประดิษฐ์คิดค้นที่มีวิธีการเป็นของวัฒนธรรมบ้านเชียงเอง มิได้รับอิทธิพลจากจีนหรืออินเดียตามที่เคยเข้าใจ ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง จัดแสดงโบราณวัตถุจากการศึกษาทางด้านโบราณคดีที่บ้านเชียง และ พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี จากอาคารราชินูของโรงเรียนราชินูทิศ ได้ปรับปรุงมาเป็น พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการพัฒนาการของเมืองอุดรธานีและคนสำคัญ

สุดท้ายเป็น แหล่งธรรมะ มีความโดดเด่นด้านกรรมฐานด้วยมีพระอาจารย์สายกรรมฐาน ที่สืบต่อจาก พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโลเถระ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ จึงมีพระอริยสงฆ์สายพระกรรมฐานหรือพระป่าหลายรูปและวัดสำคัญเกิดขึ้นที่เป็นกำลังหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) พระกรรมฐานผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ สงเคราะห์ทั้งทางโลกและทางธรรม ที่มีพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระอาจารย์จันทร์ศรี จันททีโป แห่ง วัดโพธิสมภรณ์ และวัดสวยงามหนึ่งเดียว คือวัดป่าภูก้อน อ.นายูง ที่มีพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ และ วัดสันติวนาราม พุทธอุทยานวัดป่าดงไร่ที่มี “พระอุโบสถกลางน้ำทรงดอกบัว” หนึ่งเดียวในสยาม แม้จะยังไม่หมดครบถ้วน..ก็รู้สึกอิ่มบุญจากแหล่งธรรม ๓ แห่ง พร้อมกับอาหารญวนรสชาติ..เมืองอุดรธานี ขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

พระธรรมวิสุทธิมงคล-หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

พระธรรมวิสุทธิมงคล-หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

คณะฯ เที่ยวอุดรแหล่ง ๓ ธรรม

คณะฯ เที่ยวอุดรแหล่ง ๓ ธรรม

อาหารพื้นบ้านในป่า

อาหารพื้นบ้านในป่า

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม

แหล่งโบราณคดีภูพระบาท

แหล่งโบราณคดีภูพระบาท

รถอีแต๊กลุยลำธารที่เขาวงกตคีรี

รถอีแต๊กลุยลำธารที่เขาวงกตคีรี

ภาพเขียนสีภูพระบาท

ภาพเขียนสีภูพระบาท

ภาชนะลายเขียนสีบ้านเชียง

ภาชนะลายเขียนสีบ้านเชียง

เพิงผาบนภูพระบาท

เพิงผาบนภูพระบาท

พิพิธภัณฑ์อุดรธานี

พิพิธภัณฑ์อุดรธานี

พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง

พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง

พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์

พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์

พระพุทธรูปสลักบนหิน

พระพุทธรูปสลักบนหิน

ผืนป่าจากภูฝอยลม

ผืนป่าจากภูฝอยลม

โบสถ์ดอกบัววัดสันติวนาราม

โบสถ์ดอกบัววัดสันติวนาราม

คุณแหน : 3 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754040

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ทรงมีพระบรมราชโองการ อภัยโทษให้นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตรเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก ๑ ปี ตามกำหนดโทษตามคำพิพากษา เพื่อจะได้ใช้ความรู้ความสามารถประสบการณ์ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคม และประชาชนสืบไป..

ll ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖วันประวัติศาสตร์ที่อบอุ่นไปด้วยผู้คนและดอกไม้ เคล้าน้ำตา ณ ตึกไทยคู่ฟ้าส่งอำลานายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ที่สง่างามและมีผลงานมากที่สุด ด้วยคุณงามความดีของท่านตลอด ๙ ปีกว่า ทำให้ชนะใจข้าราชการ  ความดีไม่มีวันแพ้..

ll ชื่อที่คุ้นที่สุด ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ได้ปฏิบัติในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ จนกระทั่งมาถึงรอบที่ ๔ รัฐบาลประยุทธ์ สมัย ๒ ได้รับฉายาต่างๆ นานาเช่น ศรีธนญชัย ลอดช่อง, ไฮเตอร์เซอร์วิส และเครื่องจักรซักล้าง นี่แหละคนเก่งที่สุดในเรื่องกฎหมายของไทย?..

ll การประชุมสภาฯ เมื่อ ๓๑ สิงหาคม มีผู้แสดงตนเพียง ๙๘ คนเท่านั้น ทำให้ประธาน วันมูหะมัดนอร์ มะทาปิดการประชุมในตอนบ่าย ๑๖.๐๐ น. แต่สภาฯชุดที่แล้วก็เคยทำสถิติสภาฯล่มเป็นประวัติศาสตร์ จนสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ตั้งฉายาประจำปี ๒๕๖๕ ว่าสภาสามวันหนี สี่วันล่ม ผู้ลงคะแนนเสียงคิดเอาเองละกัน??..

ll รัชดา ธนาดิเรกรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว“ใน ๕ ปีที่ผ่านมา ๒๕๖๑-๒๕๖๖ เกาหลีใต้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม ๑๔๔ โครงการ มูลค่ากว่าห้าหมื่นแปดพันล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ฯลฯ”..llคิดคนละแบบ รัฐบาลจีนลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลของ ปูติน กลับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเงินรูเบิล..

ll ร่วมอาลัยและเสียใจกับครอบครัวจันทถิระ ที่สูญเสียคุณพ่อ พ.อ.จิระ จันทถิระ ในวัย ๑๐๐ ปี๙ เดือน ๑๙ วัน มีสวดพระอภิธรรมศพศาลา ๔ วัดมกุฏกษัตริยารามฯ ถึงวันอาทิตย์ ๓ กันยายน และมีประชุมเพลิงจันทร์ ๔ กันยายน เวลา ๑๔.๐๐ น. ..ll

น้องนิ่ง….นิ่ง…

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754056

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ  ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พูดถึงวงการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า คุณศรีภูมิ ศุขเนตร เป็นข้าราชการระดับหัวกะทิคนหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานระบบการสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ และการยกระดับคมนาคมทางอากาศที่ทำให้ไทยเสมอภาคกับนานาชาติได้ในทุกวันนี้ และตลอดระยะเวลาการทำงานของคุณศรีภูมิ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะได้เห็นถึงแนวคิดที่ก้าวหน้า การทำงานแบบทุ่มเทถึงลูกถึงคน และจิตใจที่มุ่งสร้างแต่ผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชนเสมอมา

นอกจากการทำงานที่มุ่งมั่นทำเพื่อส่วนรวมแล้ว เรื่องราวชีวิตส่วนตัวก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากเช่นกัน เพราะคุณศรีภูมิเป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร มีวินัยในชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำงาน ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ คุณศรีภูมิเป็นผู้ที่เลือกทางเดินชีวิตและสร้างตนเองจนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการวางแผนชีวิตเพื่อมุ่งสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือการรับราชการโดยการไต่เต้าจากเสมียนมาสู่การเป็นปลัดกระทรวง  ตำแหน่งสูงสุดและในฝันของข้าราชการไทย

บนเส้นทางที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค คำครหานินทา อำนาจอิทธิพล สิ่งยั่วยุต่างๆมากมาย คุณศรีภูมิอยู่รอดปลอดภัย และก้าวหน้าไปจนถึงจุดสูงสุด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ คือเพราะว่าเขานั้นเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง ที่เก่งทั้งวิชาการและการบริหารงาน ทำงานมีหลักการ มีคุณธรรม มุ่งมั่นทำเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวมเป็นสำคัญ

“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” เป็นหนังสือที่ ดร.อนันต์ วรธิติพงศ์ ผู้ใหญ่ในวงการสื่อสารที่เคารพนับถือและรู้จักคุณศรีภูมิมานาน ได้ขอให้คุณศรีภูมิได้เล่าถึงประวัติของคมนาคมไทยผ่านมุมมองและอัตชีวประวัติของคุณศรีภูมิเอง ในฐานะที่เป็นคนในและเคยกุมบังเหียนและมีส่วนในการพัฒนาให้ก้าวหน้าแทบจะทุกย่างก้าว เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ และเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน โดยมีคุณมรกต รอดพึ่งครุฑ เป็นผู้เรียบเรียง

หนังสือมีทั้งหมด 25 บท โดยเริ่มต้นที่นักเรียนม.8 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่เก่งภาษาอังกฤษได้เริ่มงานที่บริษัทประกันของต่างชาติ หันเหมาสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งเสมียนที่กรมบัญชีกลางจนมาลงตัวที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะมีงานทำไปด้วยและเรียนหนังสือไปด้วย ความผิดหวังจากการสอบชิงทุนที่ใช้ภาษาอังกฤษไปเรียนต่างประเทศเพราะพื้นฐานภาษาอังกฤษสู้เพื่อนๆไม่ได้ ทั้งๆที่ตนเองสอบได้อันดับ6ของไทยในสายอักษรศาสตร์ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ หันมามุ่งชิงทุนไปประเทศฝรั่งเศสแทน เพราะทุกคนที่สอบชิงทุนนั้นเริ่มต้นเรียนและมีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศสที่มัธยมปลายเหมือนกันหมด  ในที่สุดก็สอบชิงทุนของกรมไปรษณีย์โทรเลขไปเรียนไปรษณีย์ที่ฝรั่งเศสได้ และนอกจากนี้ได้เรียนวิชาด้านการปกครองแห่งชาติ เรียนนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส เรียนปริญญาเอกกฎหมายมหาชนแต่ยังไม่ทันจบ ก็ต้องกลับมารับราชการเสียก่อน การกลับมาทำงานของนักเรียนนอกที่ช่วงแรก ๆที่ไม่มีใครมอบหมายงานให้ทำ ความไฟแรงและกิจกรรมต่างๆในช่วงเวลานั้น การไต่เต้าตำแหน่งต่างๆ  การเข้าสู่การเมืองด้วยความบังเอิญ  การกลับคืนไปเป็นราชการ การทำหน้าที่รองปลัดกระทรวงคมนาคม  การบุกเบิกงานด้านต่างๆทางคมนาคม  การต่อสู้กับความยากลำบากในการทำงาน การแก้ปัญหาต่างๆ การเป็นปลัดกระทรวงและผลงานโดดเด่น  การทำอาชีพเสริม และชีวิตช่วงเกษียณ เป็นต้น  นอกจากนี้ในตอนท้ายของแต่ละบทจะมีไฮไลท์คือคำสรุปที่เป็นแก่นสำคัญของในบทนั้นๆ คล้ายกับนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในทุกบท ทั้ง 25 บท

ทุกเรื่องราวที่ถ่ายทอด อ่านแล้วประทับใจและมีรู้สึกถึงคุณค่าอย่างมาก เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเรื่องจริงจากคนที่ใหญ่ที่สุดในกระทรวงคมนาคมในฝั่งข้าราชการประจำ เพราะนอกจากจะได้รู้ถึงความเป็นมาของโทรคมนาคมไทยจากผู้ที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนความเจริญแล้ว ยังจะได้เรียนรู้ชีวิตของข้าราชการน้ำดีท่านหนึ่งที่ไต่เต้าจากเสมียนเจริญก้าวหน้าถึงปลัดกระทรวง ได้เรียนรู้ว่าการทำงานด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต มีอุดมการณ์ จะสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดในชีวิตราชการด้วยความปลอดภัย และเกษียณอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นทำได้  อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และให้ข้อคิด แนวทางปฏิบัติ และสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างแก่ผู้ตั้งใจทำดีทำชอบ ให้รักษาความดีต่อไป

ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” นี้กันสักครั้ง หรือให้ลูกหลานได้มีโอกาสอ่าน เพื่ออย่างน้อยๆ ประเทศไทยอาจจะได้คนดี คนมีคุณธรรมมาเป็นกลไกและฟันเฟืองดีขับเคลื่อนความก้าวหน้าในภาครัฐต่อไป

หนังสือจำหน่ายในราคา 200 บาท ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ หนังสือพิมพ์แนวหน้า โทร.02-973-5000 เวลา 9.00-19.00 น.  รายได้เพื่อเป็นสวัสดิการนักข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วิธีจัดการคนที่ชอบ “บุลลี” คนอื่น

แบบอยู่หมัด และเด็ดขาด

“ 28 วิธีพูด รับมือ โต้กลับ เอาคืน เมื่อโดน “บุลลี” หรือ มีคนพูดไม่ดีใส่ เพื่อไม่ให้ใครข่มเหง รังแก หรือทำลายชีวิตคุณ” ผู้เขียน Sam Horn (แซม ฮอร์น) ผู้แปล เอกชัย วังประภา     ทุกวันนี้หลายคนที่ต้องทำงานหรืออยู่กับคนที่มีความสุขเวลาสร้างปัญหาให้เราหรือเปล่า คนๆนั้นชอบพูดทำให้เรารู้สึกแย่ แล้วก็บอกว่า “พูดเล่นเฉย ๆ” หรือต้องระมัดระวังคำพูดเวลาคุยกับคนผู้นี้ คนผู้นี้ชอบทำให้รู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายผิด เพื่อให้ตัวเขาหรือเธอเป็นฝ่ายถูก เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นเมื่อ “ไม่ต้องอยู่ใกล้คนผู้นี้”  เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้เราสามารถรับมือ โต้กลับ หรือเอาคืนได้โดยไม่รู้สึกผิดด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่มาจากหนังสือเล่มนี้ และเมื่อตอบโต้ได้ ชีวิตเราจะดีขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ปกป้องตัวเองได้ และปกป้องคนที่คุณรักได้ ไม่ยอมให้ใครมากระหน่ำซ้ำเติมด้วยคำพูดอีกต่อไป อย่ายอมให้ใครเหยียดหยาม แดกดัน ดูถูก หรือทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดบุลลีเป็นเด็ดขาด หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายและมีประโยชน์ เต็มไปด้วยกลวิธีและทักษะการสื่อสารเหมาะสม เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากถูกผู้อื่นบงการและถูกเอาเปรียบทางจิตใจ จนรู้สึกกลัว หวาดหวั่น หรือรู้สึกผิด ราคาเล่มละ 319 บาท

รู้เท่าทันสมอง ฝึกฝนคนเรียนเก่ง

เข้ากับคนอื่นได้ และเข้าสังคมได้ดีขึ้น

“ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” ผู้เขียน Kato Toshinori (คะโตะ โทะชิโนะริ) ผู้แปล อังคณา รัตนจันทร์ ทำไมคนเรียนสูงเรียนเก่งจึงอยู่ร่วมกับผู้อื่นยาก สื่อสารกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง และทำให้คนอื่นต้องลำบากใจ หนังสือ “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว”  ผู้เขียน “คะโตะ โทะชิโนะริ” เป็นนักเขียน Bestseller ป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยา ชีวจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา ผู้วิเคราะห์สมองด้วยภาพเอ็มอาร์ไอ ชื่อดังของญี่ปุ่น จะมาไขสมองคนเหล่านี้ว่า “พร่อง” ตรงส่วนไหนเมื่อต้องดำเนินชีวิต โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมในวัยทำงานและภาพถ่ายเอ็มอาร์ไอ (MRI) ของสมองอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำเรื่องสมองที่ช่วยให้คนที่มีปัญหาเรื่องนี้สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้ และฉลาดใช้ชีวิต ได้เวลาเพิ่มศักยภาพสมองให้สมดุลทั้ง 8 ส่วน เมื่อ “รู้ทันสมอง” ก็จะฝึกฝน “สมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้” ได้ต่อไป เมื่อสมองพัฒนาครบทุกด้าน ก็จะกลายเป็นคนที่สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้เหมาะสม ได้รับการยอมรับ พบความสุขและความสำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งเมื่ออ่านควบคู่ไปกับ “66 วิธีลับคมสมอง” จะช่วยให้ได้ทั้งความรู้และวิธีปฏิบัติในการฝึกสมองให้ครบทั้ง 8 ด้าน และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี หนังสือราคาเล่มละ195บาท

ป้องกัน-รักษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ที่เชื่อถือได้ และนำไปใช้ได้จริง

“ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รู้ก่อน รักษา กลับมาเป็นตัวเอง” ทำความรู้จักและรับมือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คู่มือที่ตัวของคุณแม่ ครอบครัว และคนรอบข้างควรอ่าน ผู้เขียน Karen Kleiman (แคเรน ไคลแมน), Valerie Davis Raskin (วาเลอรี เดวีส ราสกิน) ผู้แปล อรดา ลีลานุช หนังสือเล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกที่เจาะลึกเรื่องซึมเศร้าหลังคลอดอย่างครบครัน โดยผู้เขียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลหลังคลอด ที่ช่วยให้คุณแม่ได้รับมือร่างกายและจิตใจ ให้ครอบครัวเข้าใจพร้อมช่วยเหลืออย่างถูกวิธี เนื้อหาในเล่มผู้เขียนได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดปกติทางอารมณ์หลังคลอด มารวบรวมไว้ในรูปแบบที่กระชับและอ่านง่าย มีหัวข้อที่หลากหลาย ตั้งแต่การรักษาไปจนถึงการป้องกัน และได้ให้ข้อมูลสำคัญ เช่น การระบุอาการ แหล่งข้อมูลสำหรับการรักษาและการช่วยเหลือ รวมถึงเทคนิคทางพฤติกรรมในการจัดการกับอาการต่าง ๆ ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ   ถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์เรื่องซึมเศร้าหลังคลอดโดยเฉพาะ ที่เชื่อถือได้และนำไปใช้ได้จริง และให้ข้อมูลที่ครบครัน ทั้งอาการ การป้องกัน ตัวอย่าง ข้อมูลสำคัญ การรักษา ภายในเล่มเดียว หนังสือราคา 385 บาท

เยียวยาและสร้างความพึงพอใจในตนเอง

สร้างพลังชีวิตให้อยากต่อสู้ต่อไป

“แด่ฉัน…อันเป็นที่รัก : I Don’t Hurt Myself” ผู้เขียน Jun Mee Kyung  เป็นจิตแพทย์ชื่อดังของเกาหลีใต้ ผู้แปล วสุชา เขมการโกศล     ความพึงพอใจในตนเองเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ตามหา “ความเป็นตัวเอง” และอยากเอาชนะความล้มเหลว ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ แต่เพื่อหาพลังแห่งชีวิด หลายคนที่ชีวิตกำลังเผชิญกับความเหน็ดเหนื่อย ความพึงพอใจในตนเองของทุกคนจะลดต่ำ จนเป็นที่มาของประโยคคุ้นหูว่า “หากอิจฉาจะพ่ายแพ้” และยิ่งลดต่ำลง เมื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้หรือตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง ภาวะเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจาก “ความพึงพอใจในตนเองแบบเทียม” คนเกาหลีใต้เผชิญกับปัญหานี้ สาเหตุเกิดจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่กระตุ้นให้ผู้คนคิดถึงแต่การแข่งขันและผลประโยชน์ของตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะมาช่วยกระตุ้นเตือนให้คนเราหันมาให้ความสนใจตัวเอง แนะนำให้คนหนุ่มสาวที่กำลังแบกรับความผิดหวัง บาดแผล และความเจ็บปวดทรมานจากการมีความพึงพอใจในตนเองต่ำได้อ่านจะช่วยไขข้อข้องใจว่า ทำไมคนยุคใหม่ถึงให้ความสำคัญกับ “ความพึงพอในใจตนเอง” (Self-esteem) บอกเล่าประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยจิตเวช แนะนำแง่คิดดี ๆ มากมาย ช่วยให้ผู้อ่านกลับมารักตัวเอง และมีไฟปรารถนาในการใช้ชีวิตมากขึ้น  หนังสือราคา 245 บาท

กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 21 ปี เดินหน้านโยบาย ‘ก้าวย่างอย่างยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754047

กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 21 ปี เดินหน้านโยบาย ‘ก้าวย่างอย่างยั่งยืน’

กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 21 ปี เดินหน้านโยบาย ‘ก้าวย่างอย่างยั่งยืน’

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงานสถาปนาครบรอบ 21 ปี กรมการท่องเที่ยว โดยมี จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการเปิดตัวโลโก้ของหน่วยงาน DOT โฉมใหม่ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์สร้างภาพจำของกรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวธุรกิจนําเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้นําเที่ยว มาตรฐานบุคลากรด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ณ กรมการท่องเที่ยว อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม 2566

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การจัดงานวันสถาปนากรมการท่องเที่ยวครบรอบ21 ปี ครั้งนี้ มีแนวความคิดหลัก คือ “ก้าวย่าง..อย่างยั่งยืน” ตามกรอบการพัฒนาของโลกที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาทางสังคมเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดหรือโมเดลที่สำคัญ ได้แก่ TTS (Thailand Tourism Standard) มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เครื่องมือในการพัฒนาและเพิ่มขีดของผู้ประกอบการและชุมชนด้านการท่องเที่ยว ให้แข่งขันได้ในระดับสากล สร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวโดยมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ครอบคลุมการท่องเที่ยวในทุกภาคส่วนทั้งด้านที่พัก บริการการท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ปัจจุบันมีมาตรฐานทั้งสิ้น 56 มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการยกระดับให้กับผู้ได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ให้มีจุดขายที่เป็นอัตลักษณ์อย่างเด่นชัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาต้นแบบโฮมสเตย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Homestay) มาตรฐานโรงแรมสีเขียว (ASEAN Green Hotel Standard) มาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาด (ASEAN Clean Tourist City Standard) และยังมีส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตอบสนองนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม Generation ต่างๆ กลุ่มนักท่องเที่ยวมุสลิม และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะ เพื่อให้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุขและประทับใจ

BCG Model การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม เป็นโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศรูปแบบใหม่ มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ใน 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว(Green Economy) ซึ่งการดำเนินงานภายใต้แนวคิด BCG Model ได้นำมาสู่การพัฒนางานที่เรียกว่า BCG Tourism เป็นการพัฒนาที่ผสมผสานความยั่งยืนกับการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการดำเนินงานที่อนุรักษ์ธรรมชาติ สร้างคุณค่าอัตลักษณ์ และรายได้ให้แก่ท้องถิ่นและชุมชน การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ใช้ซ้ำ หรือนำกลับมาใช้ใหม่ โดยไม่ทำลายธรรมชาติและคงไว้ให้ยาวนานที่สุด ที่สำคัญเมื่อไม่นานมานี้ กรมการท่องเที่ยวได้ร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งแรกในประเทศไทย เป็นสักขีพยานประกาศปฏิญญาเกาะเต่า เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาการ
ท่องเที่ยวเกาะอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ร่วมกับประชาคมชาวเกาะ 21 เกาะ และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 23 องค์กร ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนให้แหล่งท่องเที่ยวประเภทเกาะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการท่องเที่ยว ด้วยการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG อีกทั้งยังได้พัฒนาและยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความเป็นมืออาชีพ ตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบผ่านโครงการ “ท่องเที่ยวสีขาว”

SDGs (Sustainable Development Goals) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations : UN) เพื่อทำให้โลกดีขึ้นภายในปี 2030 ด้วยการพัฒนางานให้สอดคล้องกับเป้าหมาย 17 เป้าหมาย5 มิติ ที่ให้ความสำคัญในเรื่อง คน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สันติภาพ และความร่วมมือ ที่คำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุกๆ ด้านอย่างสมดุล บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม ซึ่งกรมการท่องเที่ยวได้นำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาปรับใช้และวางแผน การดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่อยู่ในระดับสากลและนานาชาติ โดยจัดอบรมเพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรภาครัฐสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน SDGs ซึ่งเป็นการอบรมเพื่อวางแนวทางการยกระดับศักยภาพบุคลากรภาครัฐให้มีองค์ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการวางแผนและบริหารเชิงบูรณาการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า กรมการท่องเที่ยวจะยังคงผลักดันและยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ในส่วนของผู้ประกอบการ ชุมชน มัคคุเทศก์และภาคเอกชนให้มีองค์ความรู้และศักยภาพภายใต้แนวคิด SDGs เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยอย่างยืนต่อไป

จากการทำงานตลอด 21 ปี ของกรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)หรือ “DOT” เปรียบเสมือนจุดเล็กๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มุ่งส่งเสริม เติมเต็มและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวธุรกิจนำเที่ยว และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในโอกาสครบรอบ 21 ปี วันสถาปนากรมการท่องเที่ยว 28 สิงหาคม 2566 นี้ กรมการท่องเที่ยวจะก้าวสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ และสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก พร้อมเปิดตัวสัญลักษณ์ “DOT” ที่จะใช้ควบคู่กับตราสัญลักษณ์เดิมของกรมการท่องเที่ยว นับตั้งแต่ปีที่ 21 นี้ เพื่อสื่อสารและสร้างภาพจำให้ตัวตนของกรมการท่องเที่ยวเด่นชัดขึ้น เป็นหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวประชาชนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน บูรณาการความร่วมมือในการทำงาน ให้บรรลุวัตถุประสงค์และประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

Health News : กาแฟไร้กาเฟอีนตามธรรมชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754059

Health News : กาแฟไร้กาเฟอีนตามธรรมชาติ

Health News : กาแฟไร้กาเฟอีนตามธรรมชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์วิจัยกาแฟชั้นนำ Instituto Agronomico de Campinas (IAC) ในประเทศบราซิล ได้เริ่มกระบวนสำคัญของโครงการที่มีระยะเวลาดำเนินการสองทศวรรษ ในการพัฒนากาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าที่ไม่มีกาเฟอีนตามธรรมชาติ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า การพัฒนาดังกล่าวอาจมีศักยภาพทางธุรกิจที่โดดเด่นอย่างมาก

นักวิจัยจากศูนย์ IAC กล่าวว่า พวกเขากำลังเริ่มทดลองภาคสนามในระดับภูมิภาคของบางสายพันธุ์ที่พวกเขาได้พัฒนามาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งเป็นการผสมพันธุ์กาแฟที่
แตกต่างกันและมีปริมาณกาเฟอีนต่ำโดยธรรมชาติ โดยดึงสายพันธุ์เหล่านี้มาจากธนาคารเชื้อพันธุ์ของพวกเขาเอง

หากการพัฒนานี้ประสบความสำเร็จ สายพันธุ์กาแฟที่เพาะได้อาจจะสามารถเจาะตลาดผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ในภูมิภาคที่มีการบริโภคมหาศาล อย่างเช่น ยุโรปและสหรัฐฯ ที่ลูกค้าต้องการกาแฟไร้กาเฟอีนที่มาจากธรรมชาติ แทนที่กาแฟไร้กาเฟอีนจากหลายแบรนด์ชั้นนำในท้องตลาด ที่ต้องผ่านกระบวนการทางเคมี หรือกระบวนการทางอุตสาหกรรมเพื่อลดสารกาเฟอีน ขณะที่บริษัทที่จำหน่ายกาแฟไร้กาเฟอีน ยังจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ต่ำลงเนื่องจากสามารถข้ามขั้นตอนทางอุตสาหกรรมในการขจัดสารกาเฟอีนออกจากกาแฟพันธุ์ปกติไปได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754029

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Port of L’Estaque 1906

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากมีงานแนว Fauvism ของ Henri Matisse แล้วที่นี่ยังมีงานของ Georges Braque ศิลปินฝรั่งเศสที่สร้างสรรค์ผลงานแนวนี้อีกคนด้วย
เขาเกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 1882 ใน Argenteuil ชานกรุงปารีส และเติบโตที่ Le Havre ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางเหนือของฝรั่งเศสโดยได้รับการฝึกฝนให้เป็นช่างทาสีบ้านและตกแต่งเฉกเช่นเดียวกันกับบิดาและปู่ อย่างไรก็ดี เขายังมีโอกาสดีกว่าเพราะได้เข้าเรียนที่ Ecole Superieure d’art et design Le Havre-Rouen และได้มีโอกาสฝึกงานตกแต่งกับนักตกแต่งที่มีชื่อเสียงจนได้รับประกาศนียบัตรในปี 1902หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนที่ AcademieHumbert ในกรุงปารีส

เขาเริ่มต้นชีวิตศิลปินด้วยการสร้างงานแนว Impressionism แต่เมื่อเห็นงานแนว Fauvism ก็เริ่มติดใจและเริ่มเข้ากลุ่มกับHenri Matisse และ Andre Derain เพื่อสร้างงานที่เน้นการใช้สีสดใสและแสดงออกตามอารมณ์ อย่างไรก็ดี งานของเขากลับคล้ายคลึงกับงานของ Raoul Dufy และ Othon Friesz ซึ่งเป็นคนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่เล็กมากกว่า ในเดือนพฤษภาคม 1907เขาก็เริ่มได้รับโอกาสในการจัดแสดงนิทรรศการแนว Fauvism ที่ Salon des Independantsเขาเริ่มพัฒนางานใหม่โดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Paul Cezanne หลังได้ชมนิทรรศการที่จัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ของ Cezanne ในปี 1907 อันเป็นปีที่ Cezanne เสียชีวิต

ระหว่างปี 1908-12 เขาเน้นสร้างงานแนวเรขาคณิต เขาลดโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมให้เหลือเป็นแค่รูปทรงเรขาคณิตประมาณลูกบาศก์ แต่แสดงการแรเงาเพื่อให้ดูแบนราบ หรือสามมิติโดยการแยกภาพเป็นส่วนๆ นับจากปี 1909 เขาเริ่มทำงานใกล้ชิดกับ Pablo Picasso ซึ่งเป็นผู้ที่พัฒนาแนวทางศิลปะแบบ Cubismเหมือนๆ กัน ในเวลาเดียวกันนั้น Picassoก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก Gauguin,Cezanne, หน้ากากแอฟริกันและงานประติมากรรมจาก Iberia งานแนว Cubismจึงเป็นผลพวงของการรวมตัวกันของงานของ Picasso และ Braque ซึ่งต่างอาศัยอยู่ใน Montmartre กรุงปารีสด้วยกันทั้งสองต่างสร้างสรรค์งานที่ใช้สีเฉดเดียวกันทั้งภาพร่วมกับเหลี่ยมมุมต่างๆ จนเป็นที่มาของแนวทางศิลปะแบบ Cubism อันโด่งดังในเวลาต่อมา

Cherrance 1928

คำว่า Cubism เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงโดย Ernst Gombrich นักประวัติศาสตร์ศิลป์ครั้งแรกในงานนิทรรศการที่ Salon des Inde pendants ในปี 1911 จากการเห็นผลงานของPicasso และ Braque เขาให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็นความพยายามของศิลปินในการสร้างผลงานบนผืนผ้าด้วยการขจัดความคลุมเคลือและบังคับให้อ่านภาพได้อย่างเข้าใจเบ็ดเสร็จในแวบแรก แต่ในความเป็นจริงนั้น ภาพแนว Cubism กลับเป็นผลงานที่ยากต่อการเข้าใจ หากไม่มีความคุ้นชินหรือไม่มีชื่อภาพ เนื่องจากผู้ชมต้องเสาะแสวงหาความหมายหรือเนื้อหาจากในผลงานด้วยความยากเย็น

ในปี 1912 ทั้งสองต่างช่วยกันลองแนวทางใหม่ที่เรียกว่า Collage หรือการนำกระดาษมาทาสีผสมกาวแล้วประกอบร่างกันใหม่เป็นผลงานศิลปะ Louis Vaucelles นักวิพากษ์ศิลป์ชาวฝรั่งเศสให้ความเห็นเกี่ยวกับงานของ Braque ไว้ว่าเขาเป็นคนที่มีความกล้าหาญมากในการลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างทั้งสถานที่ และหุ่นเพื่อให้กลายเป็นเรขาคณิตแนวเหลี่ยมอย่างเดียว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาได้เข้าทำงานในกองทัพฝรั่งเศส และได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจนทำให้ตาบอดชั่วคราว หลังหายป่วย เขาหันมาเน้นการสร้างงานแนว Still life มากขึ้นเพราะงานแนวนี้เปิดโอกาสให้ศิลปินได้เห็นมุมมองที่หลากหลายของวัตถุได้มากยิ่งขึ้น เขาเน้นไปเรื่องการใช้สีมากกว่าการแสดงของวัตถุและแตกต่างกับงานของ Picassoนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Braqueหลังปี 1912 มีลักษณะเป็น Cubism อย่างแท้จริง แต่มีอัตลักษณ์และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานของ Picasso สมกับที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของ Modern Art ของฝรั่งเศส

Still Life with Fruit 1924

The Violinist 1912

Science Update : ภารกิจลูนา-25 สร้างหลุมบนดวงจันทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754058

Science Update : ภารกิจลูนา-25 สร้างหลุมบนดวงจันทร์

Science Update : ภารกิจลูนา-25 สร้างหลุมบนดวงจันทร์

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา เผยแพร่ภาพหลุมขนาดกว้างราว 10 เมตร บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งเกิดจากการกระแทกของยานสำรวจ ลูนา-25 ขององค์การอวกาศสหพันธรัฐรัสเซีย หรือรอสคอสมอส ที่ปฏิบัติภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์ล้มเหลวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์ (LRO) ของนาซา ได้ถ่ายภาพที่แสดงให้เห็นถึงหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งสรุปได้ว่าน่าจะเป็นจุดที่เกิดจากการกระแทกของยานอวกาศภายใต้ภารกิจ
ลูนา-25 ของรัสเซีย

ภารกิจลูนา-25 ถือเป็นภารกิจบนดวงจันทร์ภารกิจแรกในรอบ 47 ปี ของรอสคอสมอสซึ่งไม่ประสบความสำเร็จระหว่างการลงจอด หลังจากยานอวกาศขาดการควบคุมและกระแทกลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัสเซียที่เคยเป็นชาติมหาอำนาจด้านสำรวจอวกาศหลังจากยุคสหภาพโซเวียต

ความล้มเหลวของรัสเซีย ยังถูกตอกย้ำจากความสำเร็จของยานสำรวจ จันทรายาน-3 ที่สามารถลงจอดบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ได้ในอีกไม่กี่วันถัดมา และตอนนี้กำลังเริ่มปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มข้น สะท้อนว่าอินเดีย กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกชาติมหาอำนาจในการสำรวจอวกาศ นอกเหนือไปจากรัสเซีย สหรัฐฯ และจีน

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754064

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมืองไทยมีสถานที่สำคัญเชิงโบราณคดีมากมายกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ และหนึ่งในนั้นคือเมืองศรีเทพ ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 

ความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ ศรีเทพแห่งนี้คือศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นแหล่งอารยธรรมวัฒนธรรมที่เป็นจุดเชื่อมเขตภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาตั้งแต่อดีต มีหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่าเมืองศรีเทพ เป็นเมืองที่เกิดมาก่อนอารยธรรมทวารวดี และขอมโบราณ โดยมีอายุตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-12

ศรีเทพแบ่งเป็นสองเขต คือเขตในเมือง (เมืองใน) และนอกเมือง (เมืองนอก)โดยเขตเมืองในมีลักษณะของเมืองค่อนข้างกลม มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ ปัจจุบันมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 48 แห่ง โดยเป็นโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ศิลปกรรมที่หลงเหลือให้เห็นมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับทวารวดี สมัยพุทธศตวรรษ 12-16 และวัฒนธรรมแบบขอมโบราณ สมัยพุทธศตวรรษที่ 16-18 

โบราณสถานที่สำคัญที่ยังปรากฏคือ เขาคลังใน และปรางค์ต่างๆ เช่น ปรางค์ศรีเทพปรางค์สองพี่น้อง และที่สำคัญคือมีสระน้ำขนาดต่างๆ อยู่ในเมืองอีกประมาณ 70 สระ

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลงเหลือในเขตเมืองใน คือ ทับหลังที่ปรางค์สองพี่น้อง และลวดลายปูนปั้นรูปคนแคระแบกที่ฐานเขาคลังใน โดยคนแคระนั้นมีทั้งหน้าเป็นคน และสัตว์ต่างๆ เช่น วัว สิงห์ ลิง เป็นต้น และมีลายพรรณพฤกษา และลวดลายเรขาคณิต ประดับที่ฐาน 

เขาคลังในเป็นโบราณสถานของพุทธศาสนาในยุคนั้น ส่วนปรางค์สองพี่น้อง น่าจะเคยเป็นเทวาลัย ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แล้วต่อมาถูกปรับเปลี่ยนเป็นพุทธสถาน

ส่วนเมืองนอก ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองใน มีพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ผังของเมืองนอกเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมนมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 64 แห่ง และมีสระน้ำขนาดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก และนอกคูเมืองกำแพงของเมือง นอกนั้นยังมีโบราณสถานอีกกว่า 50 แห่ง โบราณสถานที่สำคัญคือ เขาคลังนอก ปรางค์ฤๅษี และกลุ่มเขาคลังสระแก้ว 

และที่สำคัญคือ เขาถมอรัตน์ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกนอกเขตเมืองโบราณ ห่างออกไป15 กิโลเมตร สันนิษฐานว่า เขาถมอรัตน์ คือพื้นที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมของศรีเทพ โดยในสมัยทวารวดี ใช้เขาถมอรัตน์เป็นเขตพุทธสถานแบบมหายาน

ถมอรัตน์เป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่บริเวณเชิงเขาขุดค้นพบกำไลหิน และเครื่องมือต่างๆ ของมนุษย์ในยุคนัั้น

เมืองศรีเทพมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 700 ปี แล้วก็เสื่อมสลายลงจนลดความสำคัญไปในที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการเสื่อมสลายของอาณาจักรขอมโบราณ แล้วจึงเกิดเมืองใหม่ที่เจริญขึ้นมาทดแทน เช่น อาณาจักรสุโขทัย รวมถึงอาณาจักรอยุธยา ในเวลาต่อมา 

ปัจจุบัน ศรีเทพ ได้รับการยกขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2566 ได้จัดงานแสงสีเสียงศรีเทพสู่มรดกโลก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยMr.Flower วางกำหนดจัดทริปพาคุณๆ ไปเที่ยวชมความวิจิตรของเมืองศรีเทพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2566 หากคุณสนใจร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615 รับสมาชิกจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้นครับ