คุณแหน : 10 ธันวาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/846463

คุณแหน : 10 ธันวาคม 2567

คุณแหน : 10 ธันวาคม 2567

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● สัปดาห์ที่แล้วเราเขียนถึงวัด “สวนกวง” (XUANGUANG) แห่งไต้หวัน อันเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุขององค์ พระถังซัมจั๋งอริยสงฆ์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้อัญเชิญพระไตรปิฎกจากชมพูทวีปเดินทางหลายหมื่นลี้สู่แผ่นดินใหญ่จีน พรรคพวกกันจึงมีคำถามว่า ในเมื่อองค์อริยสงฆ์มีผลงานระบุในประวัติศาสตร์จีนมาโดยตลอด เหตุใดพระบรมธาตุของพระองค์จึงมาประดิษฐานที่ไต้หวันแผ่นดินคู่อริกับกรุงปักกิ่ง… คงจะพอลำดับความได้ว่าในช่วงประมาณ ค.ศ.1937 ประเทศจีนตกอยู่ในการยึดครองของฝ่ายญี่ปุ่นและฝ่ายทหารใหญ่ญี่ปุ่น ทราบว่าครอบครัวของท่านผู้นำไต้หวัน จอมพล เจียง ไคเชก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดาของ ฯพณฯ ให้ความเคารพสักการะองค์พระถังซัมจั๋ง อย่างยิ่ง ฝ่ายญี่ปุ่นจึงได้อัญเชิญพระบรมธาตุดังกล่าวไปยังไต้หวันเพื่อมอบให้ท่านจอมพลเจียง ตั้งแต่นั้นมาพระบรมธาตุจึงถูกเก็บรักษาบูชาในที่วัดสวนกวงโดยมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากจากทั่วโลกแวะเวียนมาสักการบูชาและขอพรอันศักดิ์สิทธิ์…

●●คู่รักยังมีวันหน่าย ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองจะแปรเปลี่ยนไปอย่างนึกไม่ถึงได้ คอการเมืองรู้กันดีว่าที่ผ่านมาอดีต สส.สิระ เจนจาคะ สังกัดพรรคพลังประชารัฐมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ท่านให้ความเอ็นดูและเคยมอบเหรียญทองคำรูปไข่หล่อด้านหน้าเหรียญเป็นใบหน้าเต็มของท่านบิ๊กป้อม ซึ่งอดีต สส. สิระ ก็แสดงออกชัดเจนกับสื่อมวลชนโดยนำไปเลี่ยมทองมาห้อยคอเป็น“GOOD LUCK CHARM”… มาวันนี้มิตรภาพระหว่างทั้งสองบุคคลเปลี่ยนไปสิ้นเชิง อดีต สส.ก็กลายเป็นอดีตสมาชิกพรรคฯ แล้ว แถมยังมีเรื่องขลุกขลักระหว่างกันตามมา ล่าสุดอดีต สส.สิระ ตอบคำถามถึงเรื่องเหรียญทองคำ“บิ๊กป้อม” ที่เคยคล้องคอ โดยชี้แจงชัดเจนเป็นไทม์ไลน์ว่า เมื่อพ้นออกจากพรรคฯ เขาก็อัญเชิญเหรียญขึ้นหิ้งไว้ แต่ต่อมาเมื่อราคาทองคำทะลุซิลลิ่งจึงปล่อยออกให้ร้านทองไปแล้ว…อนิจจา…

●● นักกอล์ฟหญิงไทย “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุลพัตเบอร์ดี้ลงหลุม 18 คว้าชัยชนะ LPGA ENC GROUP พร้อมเงินรางวัลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ เป็นจำนวนเงิน 4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 138 ล้านบาท ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลแสดงความยินดีกับ จีโน่ อย่างล้นหลามรวมถึงท่านอดีตปลัดคลัสเตอร์ กระทรวงคมนาคม และสมาชิกวุฒิสภา ดร.จารึก อนุพงษ์ คุ้มค่าการติดตามชมการแข่งขันดังกล่าวตลอด 4 วันไฟน่อล และท่านยังมีถ้อยคำกล่าวถึง กอล์ฟเฟอร์อัจฉริยะ ผู้นี้ว่า “จีโน่เป็นตัวอย่างของนักกีฬาที่ดี มีความมุ่งมั่น และฝึกซ้อมจนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ”…หลังการแข่งขัน จีโน่ ให้สัมภาษณ์ว่า ดีใจมากๆ พรุ่งนี้หนูจะได้มีเงินไปช้อปปิ้ง แต่ก็ต้องเหลือเงินเยอะๆ ไว้ให้คุณพ่อและคุณแม่…ทั้งเก่งและกตัญญูยังงี้หนูจะได้ประสบพบเจอแต่ความเจริญรุ่งเรืองแน่นอน…

●● เมื่อวันเสาร์ก่อน มธ.รุ่นเข้าเรียนปี 2513-2516 มีนัดมาประชุมกันเพื่อเตรียมความพร้อมการจัดงานฯ ครบ 55 ปีที่เรียนจบ ณ ออฟฟิศ ชั้น 8 ของ บุญยงค์ มหาวิเศษศิลป์…และหนึ่งในเพื่อนร่วมรุ่น พรทิพย์ สาริกบุตร ฝากชื่นชมเพื่อนๆ จากคณะนิติศาสตร์, พาณิชยศาสตร์ฯ,เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ที่เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นมาก…การประชุมสำเร็จเสร็จสมอารมณ์หมายดังใจหวัง ก็เพราะเพื่อนบุญยงค์ ผู้อารี ทั้งเอื้อเฟื้อสถานที่จัดประชุม และอาหารกลางวัน ฟรีอีกต่างหาก…โดยมี Theme การจัดงานฯครั้งนี้ว่า “เพื่อนและความทรงจำ” A Time For Us…ดีเลิศประเสริฐศรีแท้เทียว !!…●●

บารอนเนส

เหรียญพระพุทธโสธร รุ่น ‘ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ’ สมทบเป็นทุนการศึกษาเยาวชนยากไร้ด้อยโอกาสทุกจังหวัด

https://www.naewna.com/lady/846436

เหรียญพระพุทธโสธร รุ่น ‘ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ’ สมทบเป็นทุนการศึกษาเยาวชนยากไร้ด้อยโอกาสทุกจังหวัด

เหรียญพระพุทธโสธร รุ่น ‘ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ’ สมทบเป็นทุนการศึกษาเยาวชนยากไร้ด้อยโอกาสทุกจังหวัด

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เนื่องในวารดิถีขั้นปีใหม่ 2568 มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เชิญชวนร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนา และให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยผู้บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จะได้รับมอบเหรียญ “พระพุทธโสธร” รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” (ขนาด 3 ซม. x 2 ซม.) พร้อมกล่อง เพื่อเป็นของขวัญสิริมงคลแก่ญาติมิตร

เหรียญหลวงพ่อโสธร รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” จัดสร้างเมื่อปี 2562 โดยพระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร อนุญาตให้จัดสร้างกับทั้งเมตตาเป็นประธานประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานจัดสร้าง ทั้งนี้ร่วมบริจาคเงิน 1 หมื่นบาท ได้รับเหรียญทั้งชุด รวม 4 เหรียญคือ เนื้อเงิน เนื้อเงินลงยา เนื้อทองแดงชุบทอง และเนื้อทองแดงลงยา, บริจาคเงิน 5 พันบาท ได้รับเหรียญ2 เหรียญ คือ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดงชุบทอง, บริจาคเงิน2 พันบาท ได้รับเหรียญ 2 เหรียญ คือ เนื้อทองแดงชุบทองและเนื้อทองแดงลงยา, บริจาคเงิน 1 พันบาท ได้รับเหรียญ 1 เหรียญ คือ เนื้อทองแดงลงยา

รายละเอียดเพิ่มเติมรวมทั้งใบแสดงความจำนง สามารถดูได้ที่ เฟซบุ๊ก : มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ โดยนำเงินเข้าบัญชีมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 404-2-04226-6 สาขาศูนย์การแพทย์ฯ ใบเสร็จรับเงิน ใช้ลดหย่อนภาษีได้ หรือสอบถามได้ที่ สำนักงานมูลนิธิฯ 257 ตึกมหิดล ถนนราชวิถี กทม. 10400โทร.02-3547391-4 ไลน์ : 080-4042439

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานที่ปรึกษา และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานมูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานในการให้โอกาสทางด้านศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ จนจบการศึกษาแต่ละระดับ เพื่อให้เยาวชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศชาติ เจริญเติบโตเป็นพลเมืองดี สมบูรณ์ทุกด้านโดยเฉพาะ ในด้านจิตใจ ศาสนา ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ปัจจุบันได้ให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องปีละประมาณ 2,500 คน เป็นเงินทุนการศึกษากว่า 10 ล้านบาท และได้ให้ทุนการศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 42 ปี จำนวนกว่า 32,000 ทุน เป็นเงินทุนเกือบ 300 ล้านบาท

เนื้อเงิน ด้านหน้า

เนื้อเงิน ด้านหน้า

เงินลงยา ด้านหน้า

เงินลงยา ด้านหน้า

ทองแดง ด้านหน้า

ทองแดง ด้านหน้า

ทองแดงลงยา ด้านหน้า

ทองแดงลงยา ด้านหน้า

‘โรคพาร์กินสัน’ เรียนรู้และเข้าใจอาการเตือนที่ถูกมองข้าม อย่าปล่อยให้อาการเตือนเป็นเพียงภัยเงียบของการเกิดโรค

https://www.naewna.com/lady/846454

‘โรคพาร์กินสัน’ เรียนรู้และเข้าใจอาการเตือนที่ถูกมองข้าม  อย่าปล่อยให้อาการเตือนเป็นเพียงภัยเงียบของการเกิดโรค

‘โรคพาร์กินสัน’ เรียนรู้และเข้าใจอาการเตือนที่ถูกมองข้าม อย่าปล่อยให้อาการเตือนเป็นเพียงภัยเงียบของการเกิดโรค

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พาร์กินสัน หนึ่งในโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท แม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษาได้อย่างชัดเจนถึงสาเหตุของการเกิดโรคนี้ แต่ก็มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของการเป็นโรคนี้ นอกจากกรรมพันธุ์และอาการเสื่อมของระบบประสาทที่เป็นไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก อาทิ การมีประวัติการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นเวลานาน หรือมีประวัติการได้รับการบาดเจ็บของสมองซ้ำๆ รวมถึงการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของน้ำหนัก ฯลฯ

แต่ไม่ว่าสาเหตุของการเป็นโรคพาร์กินสันจะเกิดจากอะไรก็ตาม การรับรู้และภาพจำเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันของคนทั่วไปคือพาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดในคนอายุมากกว่า 60 ปี และมีอาการสั่น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการของโรคพาร์กินสัน ยังมีอาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายและอาการเกี่ยวกับทางระบบประสาทด้วย แต่การที่ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่รู้จัก “อาการสั่น” ก็เพราะอาการสั่นจะเป็นอาการที่มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า และมักเป็นอาการที่ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยตัดสินใจพาผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษา

โรคพาร์กินสัน มีระยะการดำเนินโรค รวมระยะที่มีอาการเตือนก่อนการดำเนินโรคเฉลี่ยนานมากกว่า 10-20 ปี ในผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีอาการผิดปกติหลายระบบในร่างกายไม่แต่เฉพาะการเคลื่อนไหวผิดปกติ แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวผิดปกติอีกหลายอาการ เช่น อาการเดินเกร็งแขนขาเกร็ง เคลื่อนไหวผิดปกติ ทรงตัวผิดปกติ ปัญหาการนอนละเมอ ออกท่าทาง หรือออกเสียง ที่มักสัมพันธ์กับเนื้อหาความฝัน ปัญหาระบบประสาทอัตโนมัติ ปัญหาทางพุทธิปัญญา อาการท้องผูกเรื้อรัง รับกลิ่นได้ลดลง อาการซึมเศร้า รวมถึงอาการง่วงนอนผิดปกติในช่วงเวลากลางวัน ฯลฯ โดยมีลักษณะการดำเนินโรคในลักษณะเรื้อรัง และอาการจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการดำเนินโรคมากขึ้น

การรักษาโรคพาร์กินสันในอดีต จะเป็นในลักษณะของการตั้งรับ คือรอให้ผู้ป่วยมีอาการที่ชัดเจนก่อนจึงมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยว่าเป็นพาร์กินสัน ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการรักษา ที่มีทั้งการใช้ยารูปแบบต่างๆ ไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยที่มาพบแพทย์นั้นส่วนใหญ่จะมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถวินิจฉัยโรคได้ละเอียด แม่นยำ และรวดเร็วมากขึ้น แต่กว่าที่ผู้ป่วยจะตัดสินใจมาพบแพทย์ ก็มักจะมีอาการไปแล้วระดับหนึ่ง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษายังคงสูงอยู่

แม้ว่าโรคพาร์กินสันจะยังไม่มีวิธีป้องกันรักษา หรือวัคซีนที่จะช่วยป้องกันได้ อีกทั้ง การรักษาก็ยังไม่สามารถทำให้หายขาดจากโรคได้เป็นได้แต่เพียงชะลอการดำเนินของโรคหรือลดอาการไม่ให้รุนแรงมากขึ้นจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ วงการแพทย์ยังพบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การบริโภคอาหารที่ดี และการนอนที่มีคุณภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคพาร์กินสันได้ในคนที่ยังไม่ได้เป็นโรคนี้ ส่วนคนที่เป็นโรคนี้ การปรับพฤติกรรมในเรื่องดังกล่าวจะช่วยชะลอระยะเวลาการดำเนินของโรคให้ยาวขึ้นได้

ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยพาร์กินสันไม่ได้มีแต่เพียงกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 60 ปีเท่านั้น แต่พบผู้ป่วยพาร์กินสันที่อายุน้อยกว่า 40 ปีแล้ว ทำให้วงการแพทย์ได้ศึกษาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันมากขึ้น และพบว่า โรคพาร์กินสันจะมีสัญญาณเตือนก่อนการดำเนินโรคที่ค่อนข้างใช้เวลานานเป็นสิบปี ดังนั้น ผู้ที่มีอาการผิดปกติเรื้อรัง เช่น อาการท้องผูกเรื้อรัง การรับกลิ่นลดลง การนอนละเมอ รวมถึงอาการง่วงนอนผิดปกติในช่วงเวลากลางวัน โดยที่ไม่ได้มีการอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอแต่อย่างใด ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยของความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันได้

คนวัยหนุ่มสาวจึงไม่ควรชะล่าใจ และมองว่าอาการผิดปกติเรื้อรังดังที่กล่าวมาเป็นเรื่องปกติ แต่ควรเข้าพบแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัย ว่าอาการดังกล่าว จะใช่สัญญาณเตือนของการเป็นโรคพาร์กินสันหรือไม่

เพราะพาร์กินสัน ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดแต่กับผู้สูงวัยเท่านั้น และยังเป็นโรคที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเป็นสิบปี ดังนั้น จึงเป็นการดีที่หากพบสัญญาณเหล่านี้ล่วงหน้า แล้วรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไปในขณะที่อาการยังไม่รุนแรงมากนัก

พาร์กินสัน แม้จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่เป็นโรคที่ป้องกัน และรักษาเพื่อชะลออาการรุนแรงของโรคได้ หากตรวจพบได้เร็ว

MCOT x ห่านคู่ เปิดคอลเลคชั่น สุดคิวท์‘DORAEMON Active Sportswear’

https://www.naewna.com/lady/846462

MCOT x ห่านคู่ เปิดคอลเลคชั่น  สุดคิวท์‘DORAEMON Active Sportswear’

MCOT x ห่านคู่ เปิดคอลเลคชั่น สุดคิวท์‘DORAEMON Active Sportswear’

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้บริหาร อสมท พร้อมด้วย บอล-ชิษณุพงศ์ แตงอ่อน ดีไซเนอร์จากแบรนด์ “ห่านคู่”และนักกีฬา

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ห่านคู่ และ บริษัท แอนนิเมชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด จับมือคิกออฟโปรเจกท์สุดน่ารักส่งท้ายปลายปีกับ “Doraemon Active Sportswear” สำหรับแฟนโดราเอมอนสายรักสุขภาพได้สวมใส่แบบเท่ๆ พร้อมความสดใสของ โดราเอมอนในสไตล์สปอตที่ตอบโจทย์ทุกกิจกรรม

สำหรับ “Doraemon Active Sportswear เอาใจแฟนโดราเอมอนสายรักสุขภาพได้สวมใส่เสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่สไตล์สปอตตอบโจทย์ทุกกิจกรรม โดย บอล-ชิษณุพงศ์ แตงอ่อน ดีไซเนอร์จากแบรนด์ “ห่านคู่” ได้ออกแบบในสไตล์ลายเส้น Dynamic POP ซึ่งแขกรับเชิญในงานเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษนี้ น้องส้ม-สรัลรักษ์ วิกิตศานต์นักกีฬาแบดมินตันเยาวชนดาวรุ่ง น้องสาวสุดน่ารักของ วิว-กุลวุฒิ วิกิตศานต์มาคอนเฟิร์ม อีกหนึ่งเสียง

น้องส้ม-สรัลรักษ์ วิกิตศานต์ นักกีฬาแบดมินตันเยาวชน

โดยน้องส้ม-สรัลรักษ์ วิกิตศานต์เล่าว่า “ส่วนตัวชอบสีสันโทนพาสเทลน่ารักสดใสอยู่แล้ว Doraemon Active Sportswear เลยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสายสปอร์ตที่ยังอยากเติมความสดใสในทุกๆ วัน ด้วยเนื้อผ้าที่เบา สบายระบายอากาศได้ดี ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวคล่องตัวมาก ยิ่งมีโดราเอมอนและผองเพื่อนอย่างโนบิตะ, ชิซิกะ, ไจแอนท์ ซึเนโอะ มารวมแก๊งบนเสื้อสวยๆ ทำให้มีความสุขในการซ้อมยิ่งขึ้น ใส่เล่นกีฬาแล้วก็ไปเที่ยวต่อได้เลย และใส่ได้ ในทุกโอกาสจริงๆ”

สำหรับ“Doraemon Active Sportswear มีให้เลือก 10 สี 10 ลาย 3 รูปแบบ สีเอิร์ธโทน อบอุ่นและเป็นมิตร จำหน่ายเพียงตัวละ 390 บาทหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้านห่านคู่ 7 สาขา ได้แก่ Siam Square One ชั้น LG, The Mall Lifestore บางแค ชั้น G, The Mall Lifestore บางกะปิ ชั้น 1, Central ปิ่นเกล้า ชั้น 2, สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 2, Central นครปฐม ชั้น 1และทางเว็บไซต์ doublegoose.com

‘สนั่น’ประธานหอการค้าฯ กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานสัมมนาหอการค้าฯ ทั่วประเทศครั้งที่ 42

https://www.naewna.com/lady/846407

'สนั่น'ประธานหอการค้าฯ กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานสัมมนาหอการค้าฯ ทั่วประเทศครั้งที่ 42

‘สนั่น’ประธานหอการค้าฯ กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานสัมมนาหอการค้าฯ ทั่วประเทศครั้งที่ 42

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอส สไปน์เผยเทคนิคการรักษา ‘โรคกระดูกสันหลัง’ ที่แพทย์ต้องเชี่ยวชาญ

https://www.naewna.com/lady/846453

เอส สไปน์เผยเทคนิคการรักษา ‘โรคกระดูกสันหลัง’ ที่แพทย์ต้องเชี่ยวชาญ

เอส สไปน์เผยเทคนิคการรักษา ‘โรคกระดูกสันหลัง’ ที่แพทย์ต้องเชี่ยวชาญ

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“โรคกระดูกสันหลัง” เป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยมีปัจจัยมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาการของโรคสามารถรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี

นพ.ดิตถพงษ์ บุญอำพล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่าที่เอส สไปน์ มีการรักษา Minimally Invasive Spine Surgery หรือ MIS Spine แบบครบวงจร เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและกลัวการผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดแผลใหญ่กลายเป็นแผลเล็ก แต่ได้ผลการรักษาเท่ากัน ปลอดภัยกว่าเดิม 30 เท่า ผู้ป่วยเสียเลือดน้อย ความเจ็บหลังการรักษาลดลง ทำให้ค่ารักษาโดยรวมถูกกว่าเดิม ผู้ป่วยจากเดิมที่เคยนอนโรงพยาบาลประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือบางรายอาจต้องนอนนาน 1-2 เดือน เมื่อรักษาด้วยวิธี MIS Spine จะทำให้ผู้ป่วยนอนที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืนเท่านั้น

นอกจากแพทย์ต้องมีความชำนาญในการรักษา สิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาหายได้เร็วขึ้น คือ เทคโนโลยีการรักษาแบบใหม่ ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ดังนั้นความเชี่ยวชาญจึงหมายถึง การที่แพทย์สามารถใช้ความรู้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลังต่างๆ ผ่านเทคนิคที่หลากหลาย ซึ่งเทคนิคต่อไปนี้ จะมีความยากซับซ้อน แตกต่างกันออกไป ตามเครื่องมือที่ใช้

1.การรักษาด้วย “เลเซอร์” เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทันสมัย ในกระบวนการรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้น แพทย์ต้องมีทักษะและความแม่นยำสูง การใช้ Fluoroscopy และ MRI ช่วยให้แพทย์มองเห็นตำแหน่งของหมอนรองกระดูกในแบบเรียลไทม์ ทำให้การสอดเข็มและการวางตำแหน่งอุปกรณ์เป็นไปอย่าง
ถูกต้อง ลดความเสี่ยงต่อเส้นประสาท

2. การผ่าตัดส่องกล้อง PSLD (Percutaneous Stenoscopic Lumbar Decompression) เป็นวิธีที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลังมากที่สุด โดยแพทย์ต้องมีความรู้และทักษะเฉพาะทางหลายด้าน เริ่มต้นด้วยการใช้ Fluoroscopy เพื่อระบุตำแหน่งและนำทางการสอดกล้องเข้าไปยังจุดที่ต้องการรักษาอย่างแม่นยำ ซึ่งการใช้กล้องและอุปกรณ์เป็นสิ่งที่ยาก แพทย์จำเป็นที่ต้องฝึกฝน เพื่อให้เกิดความชำนาญ อีกทั้ง ต้องมีทักษะการจัดการภาวะแทรกซ้อนและการดูแลหลังการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว

นพ.ดิตถพงษ์ บุญอำพล

3. PSCD (Percutaneous Stenoscopic Cervical Decompression)หรือ EPCF (Endoscopic Posterior Cervical Foraminotomy) เป็นเทคนิคการรักษาแผลเล็กที่ต้องการทักษะเฉพาะ เนื่องจากบริเวณคออยู่ใกล้กับไขสันหลังและโครงสร้างสำคัญอย่างเส้นประสาทและหลอดเลือด แพทย์จึงต้องมีความเข้าใจในกายวิภาคของกระดูกสันหลังส่วนคออย่างละเอียด ก่อนการรักษา แพทย์จะใช้ Fluoroscopy นำทางการสอดกล้องให้แม่นยำ จากนั้นทำการรักษาผ่านจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพขยายภายในโพรงกระดูกสันหลัง ทำให้แพทย์สามารถใช้เครื่องมือพิเศษ เพื่อคีบและตัดเนื้อเยื่อที่กดทับเส้นประสาทได้อย่างปลอดภัยโดยไม่กระทบกับไขสันหลัง

4. Full Endo TLIF (Full Endoscopic Transforaminal Lumbar Interbody Fusion) เป็นเทคนิคการผ่าตัดเฉพาะทาง ที่แพทย์ต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญสูง การรักษาด้วย Full Endo TLIF ต้องการทักษะขั้นสูง โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการเลือกและติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมข้อ เช่น Interbody Cageและวัสดุปลูกกระดูก (Bone Graft) ซึ่งต้องเหมาะสมกับโครงสร้างกระดูกสันหลังของผู้ป่วย การติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ต้องใช้ความแม่นยำสูงและควบคุมการเคลื่อนไหวในพื้นที่จำกัดโดยอาศัยกล้องเอ็นโดสโคปที่ให้ภาพขยายชัดเจนร่วมกับภาพนำทางจาก Fluoroscopyเพื่อวางอุปกรณ์ในตำแหน่งที่ปลอดภัย แพทย์ต้องมีทักษะในการควบคุมการใช้สกรูแบบนำวิถี (Percutaneous Screws) ที่ช่วยยึดกระดูกให้มั่นคง โดยไม่กระทบต่อเส้นประสาทและเนื้อเยื่อสำคัญ ซึ่งช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและลดภาวะแทรกซ้อน แพทย์ที่สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้อง อาจมีพื้นฐานที่ช่วยในการทำ Full Endoscopic TLIF แต่ยังคงต้องมีการฝึกฝนและศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านการวาง interbody cage และการใช้เครื่องมือเชื่อมข้อกระดูก

5. การผ่าตัด Endoscopic ACDF (Endoscopic AnteriorCervical Discectomy And Fusion) เป็นเทคนิคที่ซับซ้อน เนื่องจากเป็นการเข้าถึงจากด้านหน้าของคอ ซึ่งเต็มไปด้วยโครงสร้างสำคัญ ที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกด้านกายวิภาคของกระดูกสันหลังส่วนคอ โดยเฉพาะโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนเช่น เส้นประสาท หลอดเลือด และอวัยวะสำคัญอื่นๆ แพทย์ต้องมีทักษะในการควบคุมกล้องส่อง (endoscope) เพื่อให้มองเห็นและเข้าถึงพื้นที่จำกัดได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งใช้ Fluoroscopy ช่วยนำทางระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมข้อเช่น Interbody Cage และ Bone Graft ซึ่งจะต้องวางในตำแหน่งที่ปลอดภัยโดยไม่กระทบต่อเนื้อเยื่อหรือเส้นประสาทแพทย์ต้องมีความสามารถในการเลือกใช้อุปกรณ์และจัดการภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การตกเลือดและการบาดเจ็บของเส้นประสาท เพื่อให้การผ่าตัดสำเร็จและผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างปลอดภัย

6. การฉีดซีเมนต์ (Bone Cement) เป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกสันหลังหัก แตก หรือทรุด ซึ่งไม่ต้องการการผ่าตัด วิธีนี้ถือเป็นทางเลือกที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เฉพาะทางของแพทย์อย่างสูง เนื่องจากขั้นตอนการรักษาต้องมีการวางแผนที่แม่นยำและชัดเจน เพราะการฉีดซีเมนต์ต้องจบในครั้งเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้ในห้องผ่าตัด จึงต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

นพ.ดิตถพงษ์ ทิ้งท้ายว่า เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ เอส สไปน์ เราจึงให้ความสำคัญกับการรักษาที่ต้นเหตุ โดยเน้นให้แพทย์มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่หลากหลาย แต่หัวใจสำคัญ แพทย์ต้องประเมินและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

‘AESLA’ มอบรางวัลแก่แพทย์ความงามระดับแนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/846460

‘AESLA’ มอบรางวัลแก่แพทย์ความงามระดับแนวหน้า

‘AESLA’ มอบรางวัลแก่แพทย์ความงามระดับแนวหน้า

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

AESLA มอบรางวัลแก่แพทย์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย

AESLA ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ด้านความงามและเวชสำอางชั้นนำระดับโลกมาตรฐาน U.S.FDA และ Gold Standard ภายใต้การบริหารของ วรุตม์ สุทธินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสล่า จำกัด จัดงาน “A NIGHTOF STELLAR HONORS – AESLA AWARDS 2024” เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแพทย์ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและขับเคลื่อนวงการแพทย์ด้านความงามในประเทศ  

ภายในงานได้รับเกียรติจากบรรดาแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณนายแพทย์ นิวัติ พลนิกร, นายแพทย์ วิชัย หงส์จารุ,ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์,นายแพทย์ สมิทธิ์ อารยะสกุล ตลอดจนเซเลบริตี้ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล และ มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง พร้อมด้วย มะนาว-ศรศิลป์มณีวรรณ์, จินนี่-เอมษิกา โชติวิจิตร, นายแพทย์ ณัฐภัทร มีนชัยนันท์, ใบปอ-ยิ่งรัก พัวถาวรสกุล,บี-พีระพัฒน์ เถรว่อง มาร่วมงาน และ “จูน-สาวิตรีโรจนพฤกษ์” รับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินงาน  

นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล ร่วมรับรางวัล

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี Innovative Exhibition สำหรับจัดแสดงนวัตกรรมทางการแพทย์ด้านความงามจากแบรนด์ระดับโลกต่างๆ พร้อมด้วยหนึ่งในไฮไลท์ของงานคือการเปิดตัวสารฉีดเป็นครั้งแรกของ AESLA ได้แก่ Dermal Filler จากแบรนด์ Revanesse ประเทศแคนาดา และสารฉีด Polynucleotide จากแบรนด์ Plinest ประเทศอิตาลี  โดย Revanesse เป็น Hyaluronic Acid ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยและเติมเต็มร่องลึก เป็นหนึ่งในฟิลเลอร์เพียงไม่กี่ตัวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน U.S.FDA ส่วน Plinest เป็นสารฉีด Original Polynucleotide ความเข้มข้นสูงจากปลาเทราต์ที่ถูกสกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษที่ทำให้มีความบริสุทธิ์สูง ซึ่งทั้งสองอยู่ในกลุ่ม Product Highlight ร่วมกับ TempSure จากแบรนด์Cynosure Lutronic นวัตกรรม RF Platform แบบMonopolar ตอบโจทย์การลดริ้วรอยและยกกระชับได้ทั้งกับบริเวณใบหน้าและเรือนร่าง สามารถปรับใช้กับการรักษาได้อย่างครบวงจร ตอบโจทย์เทรนด์ความงามอย่างยั่งยืน

ติดตามและอัปเดตข้อมูลข่าวสาร บริษัท เอสล่า จำกัด ได้ที่ https://aesla.com/, Facebook : AESLA, Instagram : aesla.aesthetics

เมืองไทยประกันภัย ร่วมกับ หอการค้าไทย สนับสนุนสร้างอาชีพผู้พิการไทยต่อเนื่องกว่า 10 ปี

https://www.naewna.com/lady/846439

เมืองไทยประกันภัย ร่วมกับ หอการค้าไทย  สนับสนุนสร้างอาชีพผู้พิการไทยต่อเนื่องกว่า 10 ปี

เมืองไทยประกันภัย ร่วมกับ หอการค้าไทย สนับสนุนสร้างอาชีพผู้พิการไทยต่อเนื่องกว่า 10 ปี

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นวลพรรณ ล่ำซำ และ สนั่น อังอุบลกุล

เมืองไทยประกันภัย โดย นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ หอการค้าไทย โดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย ริเริ่มและพัฒนาโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการไทย ต่อเนื่องมากว่า 10 ปี เพื่อร่วมพัฒนาอาชีพ เสริมรายได้ ให้แก่ผู้พิการและครอบครัว พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือของภาคเอกชนในนาม หอการค้าไทย

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการพัฒนาสังคมและ CSR หอการค้าไทย กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการไทย มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ยาวนานถึง 10 ปี ทั้งการสร้างอาชีพเสริมแก่กลุ่มผู้พิการที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด และการส่งเสริมให้ผู้พิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ได้มีอาชีพ เพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว โดยได้สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ผู้พิการจำนวนกว่า 500 คน

ตลอดระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปีเมืองไทยประกันภัย ร่วมกับ บริษัทฯ สมาชิกหอการค้าไทย มากกว่า 10 หน่วยงาน อาทิ บริษัท ลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด, บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน), บริษัท คิวทีซีเอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด, บริษัท ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน), บริษัท ยิบอินซอย จำกัด, บริษัท บางกอก โพลีแซค จำกัด, บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เจดับเบิ้ลยู อินโฟร์ โลจิสติกส์ จำกัด และบริษัท อำพล แมนูแฟคทอริ่งจำกัด ได้ร่วมกันจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการไทย โดยให้การฝึกอาชีพด้านเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์, การฝึกอาชีพด้านงานฝีมือและการสนับสนุนทุนในการประกอบอาชีพแก่ผู้พิการในพื้นที่ต่างจังหวัด ในกรุงเทพฯ และสนับสนุนพนักงานขององค์กรที่มีญาติเป็นผู้พิการ เพื่อเป็นการส่งเสริมคนพิการอย่างยั่งยืน ทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมจำนวนผู้พิการที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการฯ กว่า 500 คน และขยายพื้นที่การดำเนินโครงการไปกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ สระแก้ว ราชบุรี นครราชสีมา สกลนคร อุดรธานี อุบลราชธานี เชียงใหม่ ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ และอำนาจเจริญ

เมืองไทยประกันภัย ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบความยั่งยืนตลาดทุนไทย ด้านคนพิการ จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2565 จากการสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคมให้แก่ผู้พิการ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เมืองไทยประกันภัย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสุขให้แก่สังคมไทย

‘คานิท’(CANITT) อวดโฉมเสื้อผ้าคอลเลคชั่นฟอล/วินเทอร์ 2024 สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของผู้หญิงยุคปัจจุบันที่สง่างามและทรงพลัง

https://www.naewna.com/lady/846461

‘คานิท’(CANITT) อวดโฉมเสื้อผ้าคอลเลคชั่นฟอล/วินเทอร์ 2024  สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของผู้หญิงยุคปัจจุบันที่สง่างามและทรงพลัง

‘คานิท’(CANITT) อวดโฉมเสื้อผ้าคอลเลคชั่นฟอล/วินเทอร์ 2024 สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของผู้หญิงยุคปัจจุบันที่สง่างามและทรงพลัง

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศรันยารินท์ หิรัญโชคอนันต์, ปานหทัย สมรรถศรบุศย์, คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส, ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง และ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล

สร้างความมั่นใจให้กับทุกวันด้วยเสื้อผ้าสตรีหรู คานิท (CANITT) ที่ล่าสุด ขนิษฐา ดรุณเนตร ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ฝีมือเฉียบประจำแบรนด์ ได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่จัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลคชั่นฟอล/วินเทอร์ 2024 ที่ชื่อว่า เดย์ ออฟ เดอะ นิว (DAY OF THE NEW) นำเสนอคอนเซ็ปต์การออกแบบจากแนวคิด พาวเวอร์ เดรสซิ่ง (Power Dressing) โดดเด่นด้วยการผสมผสานเส้นสายของซิลลูเอตที่เฉียบคมเข้ากับการใช้แมททีเรียลที่ช่วยเพิ่มความอ่อนหวานและมีเสน่ห์ ถ่ายทอดสู่ชุดดีไซน์เรียบโก้ที่จะช่วยเติมเต็มทุกบทบาทในชีวิตให้กับหญิงสาวผู้สวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โดยในงานได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้แฟนคลับแบรนด์ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ  พลอยพยัพ ศรีกาญจนา, พลอยวารินทร์ทรงปกรณ์, ณัชชา ธนากิจอำนวย, ณิชชาธนาลงกรณ์, วัจณา เจริญสมสมัย,  แม้นวาดนาครทรรพ, ณัฐสิมา ศิริสุนทร, อัชฌาเจริญรัศมีเกียรติ, ดรัลชรัส ศุขีวิริยะ, เสาวคนธ์ พรพัฒนารักษ์, พรรษมน พจนประพันธ์, ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์, ปาวา นาคาศัย, ณิชชา ธนลงกรณ์, เอมษิกา โชติวิจิตร และอีกมากมาย

ขนิษฐา ดรุณเนตร ครีเอทีฟไดเรคเตอร์แบรนด์ CANITT

คานิท (CANITT) แบรนด์แฟชั่นสตรีหรูภายใต้คอนเซ็ปต์ “แดซลิ่ง” (Dazzling),“โซฟิสติเคท” (Sophisticate) และ “เออเบิร์น เฟมินีน” (Urban Feminine) สามคำที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์การดีไซน์ได้เป็นอย่างดี กับการนำความงดงามทางแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยมาผสมผสานกับไลฟ์สไตล์ของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน ให้สนุกไปกับการสร้างสรรค์ลุคใหม่ หญิงสาวในแบบฉบับของ คานิท (CANITT) จึงเป็นผู้หญิงที่มีความทันสมัย หลงใหลในสไตล์อันโก้หรู แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ผสานความเซ็กซี่อย่างมีระดับเอาไว้

ขนิษฐา ดรุณเนตร กล่าวถึงแนวคิดหลักในการออกแบบคอลเลคชั่นนี้ว่า “คอลเลคชั่นนี้เราหยิบแนวคิดการทำเสื้อผ้าแบบพาวเวอร์ เดรสซิ่ง (Power Dressing) มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก ซึ่งเป็นการแต่งตัวเพื่อแสดงออกถึงคาแร็กเตอร์และสไตล์ที่เด่นชัดที่ทุกคนต้องใช้ชีวิตผ่านเสื้อผ้าที่เลือกนำมาสวมใส่ โดยเฉพาะเวิร์กกิ้งวูแมนที่ในทุกๆ เช้าต้องเลือกเสื้อผ้าเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนออกไปทำในสิ่งที่รัก หรือในขณะที่บางคนต้องสวมหลายบทบาทในชีวิต จึงป็นที่มาของความตั้งใจที่จะออกแบบเสื้อผ้าที่สามารถส่งต่อพลังบวกให้กับผู้หญิงของคานิททุกคนได้ก้าวสู่สไตล์ที่โดดเด่นอย่างมีรสนิยม”

พิชชา ธนาลงกรณ์, ขนิษฐา ดรุณเนตร และ ณิชชา ธนาลงกรณ์

จากความเชี่ยวชาญในการผสมผสานแมททีเรียลที่หลากหลาย เดย์ ออฟ เดอะ นิว (DAY OF THE NEW) จึงเป็นคอลเลคชั่นที่ทีมดีไซเนอร์เลือกใช้เนื้อผ้าใยธรรมชาติและใยสังเคราะห์ในการสร้างซิลลูเอตใหม่ในฤดูหนาวนี้ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้สนุกกับเสื้อผ้าที่มีทั้งซิลลูเอตทรงเพรียวบางแนบเนื้อไปจนถึงโครงกระโปรงทรงบอลลูน โดยไฮไลท์ประจำซีซั่นนี้คือเทคนิคการใช้สีที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของ มาร์กรอทโก (Mark Rothko) ด้วยการไล่เฉดสีและการจับคู่สีที่สดใหม่ในเฉดน้ำตาลอย่างเอสเพรสโซ่ไปจนถึงเฉดไม้โรสวูด (Light Rosewood) ที่เข้ากันได้ดีกับพาเหรดลุค Girl Boss ที่มีชิ้นเด่นอย่างพาวเวอร์สูทและเทรนช์โค้ตที่นำผ้าซูเอด(Suede) มารังสรรค์ในสไตล์เรียบโก้แบบยูนิฟอร์ม ในขณะที่ยังคงมีซิลลูเอตของเส้นสายโค้งเว้าเย้ายวนตามแบบฉบับของคานิท อย่างบอดี้สูทที่เพิ่มกลิ่นอายความสปอร์ตลงไปในรูปแบบของเสื้อโปโล รวมถึงกางเกงขาสั้นฮอตแพนท์และกางเกงทรงบูตคัตที่ใส่แล้วทำให้รูปร่างสูงเพรียวสร้างเส้นสายหุ่นนาฬิกาทรายได้อย่างชวนหลงใหล 

นอกจากนี้ยังมีลุคสบายๆ อย่างเสื้อคาร์ดิแกนที่สามารถแมทช์กับกางเกงขาสั้น ที่เพิ่มลายทางในเฉดเอิร์ธโทนที่ดูหนักแน่นตัดกับเฉดเบบี้บลู (Baby Blue) และนิวเทริล (Neutral) ที่นับได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์มาอย่างยาวนานอีกทั้งในคอลเลคชั่นนี้ยังมีชุดเดรสที่เน้นวอลลูมสวยงามและตัดเย็บอย่างประณีตด้วยผ้าซิลค์ชิฟฟอนที่ช่วยสร้างความโรแมนติกให้กับลุคได้เป็นอย่างดี และการนำแมททีเรียลอย่างหนังมาเป็นคีย์ไอเทมหลักให้งานออกแบบชุดสาวนักธุรกิจประจำฤดูกาลนี้ โดยนำมาประดับตกแต่งบนชุดมินิเดรสและบราที่เน้นความเซ็กซี่แบบมีระดับ

พบกับคอลเลคชั่น เดย์ ออฟ เดอะ นิว (DAY OF THE NEW) ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน คานิท ศูนย์การค้าสยามพารากอนชั้น 1 และศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 1พร้อมติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นผ่านช่องทาง IG : CANITT_OFFICIAL, Line ID : @CANITT_OFFICIAL และเว็บไซต์ https://canitt.co/

เปิดตัว ‘ACCESS BANGKOK Art Fair’ งานอาร์ตที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

https://www.naewna.com/lady/846428

เปิดตัว 'ACCESS BANGKOK Art Fair' งานอาร์ตที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

เปิดตัว ‘ACCESS BANGKOK Art Fair’ งานอาร์ตที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.05 น.

ครั้งแรกกับการเปิดตัว ACCESS BANGKOK Art Fair ที่ไอคอนสยาม งานอาร์ตที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

ACCESS BANGKOK งานแสดงศิลปะนานาชาติครั้งแรกของไทย เปิดตัวที่ The Pinnacle Hall ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2567 จัดโดย ARTMEETSLIFE (AML) และ ARTUE จากเกาหลี โดยผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกในการจัดงานแสดงศิลปะของผู้จัดงานเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลล้ำสมัยของ ARTUE นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวัฒนธรรมของรัฐบาลเกาหลี ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสใหม่ๆ ในระดับโลกให้กับแกลเลอรีเกาหลี ACCESS BANGKOK จะเป็นงานแสดงศิลปะแห่งแรกในประเทศไทยที่ผสานประสบการณ์ออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เปิดโอกาสให้นักสะสมสามารถมีส่วนร่วมได้จากทุกมุมโลก ด้วยการตระหนักถึงศักยภาพของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงทางวัฒนธรรมที่กำลังเติบโต AML และ ARTUE ได้เลือกกรุงเทพ โดยมีไอคอนสยาม เดสติเนชั่นระดับโลกเป็นสถานที่จัดงานแสดงศิลปะครั้งแรก  เพื่อสร้างเครือข่ายทางศิลปะใหม่ๆและยกระดับการมีตัวตนของไทยบนเวทีศิลปะระดับโลก

ACCESS BANGKOK เกิดขึ้นในจังหวะแห่งการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของไทย ในอดีต ภาษีศุลกากรที่สูงและขั้นตอนพิธีการศุลกากรที่ซับซ้อนเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับแกลเลอรีระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม พัฒนาการล่าสุดถือเป็นจุดเปลี่ยน เนื่องจากคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติแผนส่งเสริมการจัดแสดงงานศิลปะทั่วประเทศ โดยกำลังพิจารณาการลดและยกเว้นภาษี ACCESS BANGKOK สอดคล้องกับแผนริเริ่มเหล่านี้ ส่งสัญญาณการก้าวสู่ยุคใหม่ของการมีส่วนร่วมด้านศิลปะระดับโลกของไทย

ความร่วมมือผ่านช่องทางดิจิทัลครั้งสำคัญ

ACCESS BANGKOK โดดเด่นด้วยการผสานอย่างลงตัวระหว่างดิจิทัลทวิน (Digital Twin) และเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ ARTUE สร้างห้องชมผลงาน (Online Viewing Room – OVR) แบบอิมเมอร์ซีฟที่ให้นักสะสมและผู้ชื่นชอบศิลปะทั่วโลกสามารถเลือกชมและซื้อผลงานศิลปะได้ทางออนไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัลนี้เข้าถึงได้แม้หลังจบงานไปแล้ว จึงเป็นงานที่ช่วยเชื่อมต่อผู้จัดแสดงกับผู้ชมทั่วโลก

รายชื่อผู้จัดแสดงผลงานและจุดเน้นทางศิลปะ

ACCESS BANGKOK นำเสนอผลงานจากแกลเลอรีที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน 30 แห่ง โดยมี 12 แห่งมาจากเกาหลี 9 แห่งจากกรุงเทพฯ และอีก 9 แห่งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ การคัดเลือกนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในระดับนานาชาติที่มีต่อตลาดศิลปะในกรุงเทพฯ และนำเสนอการผสมผสานอันมีชีวิตชีวาของศิลปินร่วมสมัย ในครั้งนี้ แกลเลอรีจากเกาหลีมีความโดดเด่นมาก โดยมีแกลเลอรีชั้นนำอย่าง Johyun Gallery และ Gallery2 ผู้มีประสบการณ์จาก Art Basel และ Frieze ตลอดจนแกลเลอรีที่ทรงอิทธิพลในวงการอย่าง ThisWeekendRoom, A-Lounge Contemporary, Baik Art และ Gallery Soso ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ของเกาหลีสู่เวทีโลก ส่วนแกลเลอรีรุ่นใหม่อย่าง CDA, Objecthood และ FFF ก็มาร่วมนำเสนอความแปลกใหม่ให้กับงาน ผู้ชมชาวไทยที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลีอยู่แล้ว จะได้มีโอกาสสัมผัสกับสุดยอดศิลปะร่วมสมัยของเกาหลี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

จากประเทศไทย มีแกลเลอรีชั้นนำ 9 แห่ง ได้แก่ Nova Contemporary, SAC Gallery, Gallery VER และ Warin Lab Contemporary ที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางศิลปะของประเทศ Bangkok City Gallery จะเพิ่มความพิเศษให้กับงานด้วยมุมหนังสือศิลปะ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากบทบาทของแกลเลอรีแห่งนี้ในฐานะผู้จัดงานหนังสือศิลปะที่ได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ ส่วน Tang Contemporary Art ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ พร้อมด้วยผู้นำในภูมิภาคอย่าง A+ WORKS of ART (กัวลาลัมเปอร์), The Drawing Room (มะนิลา) และ Richard Koh Projects (สิงคโปร์) ช่วยยกระดับการเป็นตัวแทนของภูมิภาคและเพิ่มมิติระดับโลกให้กับงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

การสนับสนุนจากหน่วยงานและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ACCESS BANGKOK ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานด้านวัฒนธรรมชั้นนำของไทย แต่ละแห่งช่วยเพิ่มบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาให้กับงาน Kunsthalle Bangkok จะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ VVIP สำหรับนักสะสมรายใหญ่ ในขณะที่ A+ WORKS of ART ต้อนรับผู้จัดแสดงและชุมชนศิลปะท้องถิ่นในค่ำคืนที่คึกคักที่ deCentral Bangkok pop-up ในวันที่ 5 ธันวาคม MOCA Bangkok จะยกระดับประสบการณ์ด้วยงานปาร์ตี้ VIP ในวันที่ 6 ธันวาคม เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ ผู้ชื่นชอบศิลปะ และผู้เข้าร่วมงานแฟร์ได้พบปะกัน

“พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยยินดีที่ได้สนับสนุนงานแสดงศิลปะนานาชาติครั้งแรกของกรุงเทพฯ ที่รวบรวมและคัดสรรแกลเลอรีไทยและเกาหลีที่มีผลงานโดดเด่นมาไว้ในที่เดียว” คิด-คณชัย เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) กล่าว “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้จัดสองนิทรรศการใหม่เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ข้ามวัฒนธรรมครั้งนี้ และหวังว่าจะได้เห็นยุคใหม่ของระบบนิเวศทางศิลปะที่เสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศผ่านพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของศิลปะร่วมสมัย”

กิจกรรมเหล่านี้เน้นย้ำถึงจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของ ACCESS BANGKOK ที่ส่งเสริมบรรยากาศแห่งความร่วมมือที่มีชีวิตชีวาสำหรับแกลเลอรี ศิลปิน และสถาบันต่างๆ ในการเชื่อมต่อและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

การจัดกิจกรรมที่มีสีสัน

การจัดกิจกรรมของ ACCESS BANGKOK ประกอบด้วยงานที่น่าสนใจหลายงาน ในวันที่ 6 ธันวาคม ไอคอนสยามจะจัดเสวนาระหว่างนักออกแบบภายในที่มีชื่อเสียงอย่าง Teo Yang และ CEO ของ ARTUE คือ Bo Young Song เพื่อหาจุดตัดระหว่างศิลปะ การออกแบบ และนวัตกรรมดิจิทัล นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมเกาหลี โดยสถาปนิกและนักเขียนหนังสือขายดี Hyunjoon Yoo จะบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันที่ 3 ธันวาคม กิจกรรมนี้จัดโดยศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีในประเทศไทย

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมให้มากขึ้น จะมีการนำชมเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน นำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเกาหลี โดยเน้นนิทรรศการสำคัญจากแกลเลอรีเกาหลีที่เข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้นักสะสมและผู้รักศิลปะได้ชมศิลปะร่วมสมัยของเกาหลีอย่างใกล้ชิด

ACCESS BANGKOK ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของวงการศิลปะในกรุงเทพฯ ที่รวมแกลเลอรี ศิลปิน และนักสะสมทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอยู่ในงานที่มีความสำคัญอย่างมากครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไทยและแกลเลอรีชั้นนำ ACCESS BANGKOK พร้อมที่จะยกระดับสถานะของกรุงเทพฯ ให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในตลาดศิลปะระดับโลก

“งานแสดงศิลปะนานาชาติในกรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย” จงสุวัฒน์  อังคสุวรรณศิริ ผู้ร่วมก่อตั้ง SAC Gallery กล่าว “งานนี้เปิดตลาดและให้โอกาสผู้ชมในท้องถิ่นได้เข้าถึงศิลปินนานาชาติที่พวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น ช่วยอุดช่องว่างที่เคยเกิดขึ้นในระบบนิเวศทางศิลปะของเรา”

ด้าน Bo Young Song ซีอีโอของ ARTUE กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมากมายและเป็นเจ้าภาพจัดเบียนนาเล่ที่มีชื่อเสียง เรารู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมในการนำกรุงเทพฯ เข้าสู่ตลาดศิลปะระดับโลก ฉันหวังว่าโอกาสนี้จะจุดประกายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่มีความหมายระหว่างสองประเทศของเรา กรุงเทพฯ มีศักยภาพไม่จำกัด และเช่นเดียวกับที่ Frieze Seoul ได้ช่วยสถาปนาเกาหลีให้เป็นศูนย์กลางศิลปะแห่งเอเชีย เราหวังที่จะได้เห็นงานที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมายเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในอนาคต”

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ด้วยศักยภาพของไอคอนสยามในการเป็น Global Destination ที่พร้อมยกระดับประสบการณ์ศิลปะผ่านแนวคิด ICONSIAM ART & CULTURE ไอคอนสยามจึงพร้อมเดินหน้าสร้างจุดหมายปลายทางแห่งศิลปะและวัฒนธรรมที่ผสมผสานความเป็นไทยและสากล ผ่านการนำเสนอศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลาย งาน ACCESS BANGKOK นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการเป็น World Hub of Art & Culture ผ่านการส่งเสริมคอมมูนิตี้ศิลปะครบทุกมิติอย่างแท้จริง”

ACCESS BANGKOK เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 5-7 ธันวาคม ที่ไอคอนสยาม ขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสการผสานกันของศิลปะและวัฒนธรรมครั้งพิเศษนี้