โซเนวา และ โครงการโอลิฟ ริดลีย์ เปิดศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเล ตั้งเป้าฟื้นฟูและคืนเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/lady/842865

โซเนวา และ โครงการโอลิฟ ริดลีย์ เปิดศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเล  ตั้งเป้าฟื้นฟูและคืนเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

โซเนวา และ โครงการโอลิฟ ริดลีย์ เปิดศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเล ตั้งเป้าฟื้นฟูและคืนเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โซเนวา (Soneva) แบรนด์รีสอร์ทสุดหรูผู้บุกเบิกการพักผ่อนระดับลักซ์ชูรีและโครงการ โอลิฟ ริดลีย์ (Olive Ridley Project-ORP) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ประกาศเปิดตัวศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเลที่ โซเนวา จานี่ โดยจะเป็นศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้ง 3 ศูนย์ของ โอลิฟ ริดลีย์ ในประเทศมัลดีฟส์ และทำหน้าที่เป็นสถานพยาบาลสำหรับเต่าทะเลที่ป่วยแต่ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์อย่างเข้มงวด พร้อมฟื้นฟูและคืนสู่ธรรมชาติ

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเลแห่งนี้ได้ต้อนรับผู้ป่วยรายแรกคือ นากายี เต่าทะเลเพศเมียโตเต็มวัยที่ติดอยู่ในเศษอวนบริเวณลาวิยานี อะทอลล์นากายีได้รับบาดเจ็บที่บริเวณคอ ปาก และครีบหน้าซ้าย ทำให้สูญเสียการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือ ทีมแพทย์ได้รักษานากายีแบบครอบคลุมและมีความคืบหน้าในการฟื้นตัวอย่างน่าพอใจ อย่างไรก็ตาม นากายียังมีอาการผิดปกติด้านการลอยตัว และยังต้องฝึกดำน้ำในศูนย์ฟื้นฟู ปัจจุบันเจ้าหน้าที่จัดโปรแกรมบำบัดนากายีสำหรับเพิ่มน้ำหนักและกล้ามเนื้อ โดยจะให้อาหารด้วยทุ่นใต้น้ำเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดำน้ำตามธรรมชาติ

ข้อมูลจากการประเมินในช่วงทศวรรษ 1970s พบว่ามีอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายในทะเลมากถึง 640,000 ตันต่อปี และคิดเป็นประมาณ 10% ของขยะพลาสติกในมหาสมุทร และคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ โดยเฉพาะเต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ซึ่งมักติดอยู่ในเศษอวนหรือลอยบาดเจ็บอยู่บนผิวน้ำของประเทศมัลดีฟส์ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ดร.มาร์ติน สเตลฟอกซ์(Dr.Martin Stelfox) จึงก่อตั้งโครงการ โอลิฟ ริดลีย์ ขึ้นในปี 2556 เพื่อศึกษาทำความเข้าใจสถานการณ์ให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงช่วยฟื้นฟูและปล่อยเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บกลับลงสู่ทะเล นับตั้งแต่เปิดศูนย์ช่วยเหลือเต่าทะเลแห่งแรกในปี 2560 โครงการ โอลิฟ ริดลีย์ ได้ช่วยเหลือ ฟื้นฟู และปล่อยเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บไปแล้วกว่า 141 ตัว

สำหรับ โซเนวา จานี่ ได้ร่วมงานกับโครงการ โอลิฟ ริดลีย์ มาตั้งแต่ปี 2560 และเพิ่งต้อนรับ นอยส์ เซกูรา (Neus Segura) นักชีววิทยาเต่าทะเลคนใหม่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ พร้อมด้วย นาวา อิบราฮิม (Nawha Ibrahim) นักศึกษาฝึกงานชาวมัลดีฟส์ เพื่อบริหารศูนย์ฯ ภายใต้การดูแลโดยตรงจากทีมสัตวแพทย์ของโครงการ โอลิฟ ริดลีย์ ซึ่งนับเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุด และมีประสบการณ์มากที่สุดในมัลดีฟส์ นอกจากนี้ นอยส์ และ นาวา ยังมีหน้าที่ช่วยกำจัดเศษอวนออกจากมหาสมุทร ช่วยเหลือเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บ ตรวจสอบการวางไข่ และสร้างบัตรประจำตัวเต่าทะเลเพื่อสร้างฐานข้อมูลของเต่าทะเลใน นูนุ อะทอลล์

โซเนวา จานี่ ยังคงเป็นรีสอร์ทที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับประสบการณ์ที่หายากโดยจะเชิญผู้เข้าพักมาเรียนรู้เกี่ยวกับความพยายามในการอนุรักษ์และกระบวนการฟื้นฟูเต่าทะเลผ่านการนำชมศูนย์ฯ เยี่ยมเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งรวมถึงจะได้เจอนากายี ด้วย พร้อมรับฟังเรื่องราวการฟื้นฟูที่น่าสนใจ นอยส์ และ นาวา จะให้ข้อมูลเชิงลึกกับผู้เข้าชมเกี่ยวกับภัยคุกคามที่เต่าทะเลต้องเผชิญและกิจวัตรที่ต้องทำในแต่ละวัน ประสบการณ์เหล่านี้จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้มีส่วนร่วมในความพยายามด้านการอนุรักษ์ทางทะเลของมัลดีฟส์ ส่งเสริมการตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเลให้มากขึ้น และเข้าใจบทบาทของศูนย์ช่วยเหลือและฟื้นฟูสิ่งมีชีวิตทั่วโลก

ช่างภาพระดับโลก‘คอนสแตนติน คอร์โซวิติส’เปิดตัวหนังสือภาพ ‘A Life in Shadows’ความงดงามของศิลปะหนังตะลุง

https://www.naewna.com/lady/842876

ช่างภาพระดับโลก‘คอนสแตนติน คอร์โซวิติส’เปิดตัวหนังสือภาพ  ‘A Life in Shadows’ความงดงามของศิลปะหนังตะลุง

ช่างภาพระดับโลก‘คอนสแตนติน คอร์โซวิติส’เปิดตัวหนังสือภาพ ‘A Life in Shadows’ความงดงามของศิลปะหนังตะลุง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คอนสแตนติน คอร์โซวิติส

“หนังตะลุง” คือศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมอันหลากหลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ด้วยกัน ซึ่ง คอนสแตนติน คอร์โซวิติส (Constantine Korsovitis) ช่างภาพชาวออสเตรเลียที่มีความหลงใหลในศิลปะแขนงนี้ ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือภาพ “A Life in Shadows” ที่รวบรวมภาพถ่ายขณะที่ออกเดินทางไปบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับวิถิชีวิตของบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมการแสดงหนังตะลุงอันเก่าแก่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมจัดนิทรรศการภาพถ่ายให้ได้ชมกันที่ “งานเทศกาลหุ่นโลก” ครั้งที่ 27 (Harmony World Puppet Innovation 2024) ซึ่งจัดขึ้นที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Museum) ปทุมธานี

คอนสแตนติน คอร์โซวิติส (Constantine Korsovitis) ช่างภาพชาวออสเตรเลียผู้มีใจรักในการถ่ายภาพสารคดีผ่านบุคคล การเล่าเรื่อง และประสบการณ์ที่พบปะระหว่างช่างภาพและผู้ถูกถ่าย ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพหลากหลายรูปแบบ ทั้งการถ่ายภาพแบบอนาล็อกที่ใช้ฟิล์มแบบดั้งเดิม รวมถึงการถ่ายภาพดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นช่างภาพที่มีผลงานจัดแสดงในแกลเลอรี พิพิธภัณฑ์ และเทศกาลภาพถ่ายต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ปี 1998 และในปี 2012 คอนสแตนตินได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการถ่ายภาพสารคดีจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์

คอนสแตนตินเริ่มสนใจในศิลปะหนังตะลุงตั้งแต่ปี 1999 เมื่อได้รับคำเชิญจากสำนักเลขาธิการวายังแห่งชาติอินโดนีเซีย (Indonesian National Wayang Secretariat) ให้เข้าร่วมบันทึกเทศกาลหุ่นกระบอกนานาชาติในจาการ์ตา โดยในปี  2001 คอนสแตนตินได้จัดแสดงผลงานครั้งแรกที่อินเดีย อินเตอร์เนชันแนล เซ็นเตอร์ (India International Centre) ในเมืองเดลี จากนั้นก็จัดแสดงอีกครั้งที่เทศกาลยูนิมา (Unima Festival) ที่เมืองเพิร์ธในปี 2010 และในปี 2016 ได้จัดแสดงภาพถ่ายที่พิพิธภัณฑ์รัฐกลันตัน (Kelantan State Museum) โกตาบารูถัดมาที่ปี 2018 ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมไทย คอนสแตนตินได้จัดแสดงส่วนหนึ่งของผลงานที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ในกรุงเทพฯ

เรียกได้ว่าตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมาคอนสแตนตินได้ถ่ายภาพและพูดคุยกับผู้คนมากมายจากศิลปะแขนงนี้ ไม่ว่าจะเป็น คนเชิดหุ่น ช่างทำหุ่น นักดนตรีในแต่ละประเทศ รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะหนังตะลุง โดยคอนสแตนตินได้แรงบันดาลใจจากการได้ชมการแสดงการเชิดหุ่นหนังตะลุงในเทศกาลต่างๆและค่อยๆพัฒนางานสารคดีภาพถ่ายที่สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังคงมีชีวิตชีวา แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วก็ตาม

คอนสแตนติน คอร์โซวิติส (Constantine Korsovitis) กล่าวว่า“ในปี 1999 ผมได้มีโอกาสไปถ่ายรูปเทศกาลหุ่นเงานานาชาติที่เมืองจาการ์ตา ผมได้ดูการแสดงหุ่นเงาติดต่อกันถึงสามวัน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมอยากทำสารคดีเกี่ยวกับศิลปะการแสดงหุ่นเงานี้และอยากทำความเข้าใจในวิถีชีวิตของศิลปินเหล่านั้น ผมอยากถ่ายรูปคนเชิดหุ่นที่บ้านของพวกเขา แทนที่จะถ่ายตอนแสดงหรือในสตูดิโอแบบเดิมๆ และอยากถ่ายภาพพร้อมกับพูดคุยเพื่อทำความรู้จักพวกเขาให้ลึกซึ้งขึ้น อยากให้เห็นตัวตนจริงๆ ของพวกเขาที่ไม่ใช่แค่ในฐานะศิลปิน แต่ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง และจากการที่ผมได้เดินทางสำรวจวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ในหลากหลายประเทศ ก็พบว่าศิลปินแขนงนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ความน่าค้นหา และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ผมจึงอยากให้ผลงานของผมสามารถสะท้อนถึงคุณค่าของศิลปะหนังตะลุงและความสำคัญของศิลปินกลุ่มนี้ที่มีความทุ่มเทอยู่ในจิตวิญญาณอย่างเต็มเปี่ยม”

“A Life in Shadows” จึงนับเป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงคุณค่าของคอนสแตนติน คอร์โซวิติส (Constantine Korsovitis) ซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปี ในการเดินทางบันทึกเรื่องราวศิลปะการแสดงหนังตะลุง ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และกัมพูชา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในประเพณีการเล่าเรื่องที่เก่าแก่ที่สุด โดยมีจุดร่วมคือการใช้มหากาพย์ฮินดูอย่างรามายณะและมหาภารตะเป็นเรื่องราวต้นแบบ หนังตะลุงได้ผสมผสานการเชิดหุ่นเข้ากับดนตรี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ การเล่าเรื่อง แฟชั่น พิธีกรรม ศาสนา และการศึกษา โดยหนังสือ A Life in Shadows ได้ถ่ายทอดคุณค่าของหนังตะลุงผ่านภาพถ่ายสารคดีที่มีความงดงามและละเอียดอ่อนควรค่าแก่การสะสม ซึ่งประกอบด้วยภาพถ่าย 168 ภาพ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ River Books ราคา 1,200 บาท

จัดจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ อาทิ Kinokuniya, AsiaBook และร้าน River Books รวมถึงเว็บไซต์ของ River Books สำหรับต่างประเทศสามารถซื้อได้ทาง Amazon และนอกจากนี้ ยังสามารถพบกับงาน “A Life in Shadows” อีกหนึ่งรอบได้ที่ จักรพงษ์วิลล่า (Chakrabongse Villas) พระนคร กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ เวลา 16.00 น.

‘ทิสโซต์’(Tissot) เฉลิมฉลองเปิดตัวบูทีคแห่งแรกในไทย ณ วัน แบงค็อก

https://www.naewna.com/lady/842875

‘ทิสโซต์’(Tissot) เฉลิมฉลองเปิดตัวบูทีคแห่งแรกในไทย ณ วัน แบงค็อก

‘ทิสโซต์’(Tissot) เฉลิมฉลองเปิดตัวบูทีคแห่งแรกในไทย ณ วัน แบงค็อก

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทิสโซต์ (Tissot) เฉลิมฉลองเปิดตัวบูทีคแห่งแรกในประเทศไทยใจกลางเมืองที่ วัน แบงค็อก (One Bangkok) ด้วยการออกแบบร้านภายใต้คอนเซ็ปต์ Safe Design ที่จะมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่น่าตื่นตาตื่นใจแก่ลูกค้า พร้อมกันนี้ยังได้แนะนำเรือนเวลาดีไซน์โดดเด่นที่สามารถมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีที่กำลังจะมาถึง

สำหรับบูทีคแห่งแรกในประเทศไทยจากแบรนด์ “ทิสโซต์” (Tissot) อยู่ที่โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) อาคาร Parade ชั้น G ด้วยทำเลศักยภาพใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์รวมแหล่งช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของเหล่าคนเมือง ซึ่งบูทีคแห่งนี้ถูกตกแต่งภายใต้คอนเซ็ปต์ Safe Design ที่มีการตกแต่งที่โดดเด่นด้วยประตูอัตโนมัติที่มีแสงส่องสว่างอย่างน่าทึ่งบริเวณทางเข้า พร้อมกันนี้ยังมีดิสเพลย์จัดแสดงโชว์รวมเรือนเวลาที่ตั้งอยู่ตรงกลางกระจกอินฟินิตี้เพื่อสร้างภาพหลากมิติที่น่าประทับใจให้ลูกค้าสามารถสัมผัสความงดงามและรายละเอียดของนาฬิกาแต่ละเรือนได้อย่างชัดเจน ด้านข้างบริเวณประตูทางเข้าหลักสามารถมองเห็นหน้าจอ LED ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ภายในร้านยังมีเลานจ์ต้อนรับลูกค้าผู้มาเยือนเพื่อความสะดวกสบายขณะเยี่ยมชมสินค้าอีกด้วย

พร้อมกันนี้ “ทิสโซต์” (Tissot) ยังได้แนะนำเรือนเวลาที่โดดเด่นที่สามารถเลือกสรรมอบเป็นของขวัญแก่คนพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี เริ่มที่กลุ่มเรือนเวลาที่โดดเด่นในด้านดีไซน์คลาสสิก ประกอบด้วยรุ่น “พีอาร์ 100 โครโนกราฟ ดาร์ค บลู ควอตซ์” (PR100 Chronograph Dark Blue Quartz) สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานสำหรับการจับเวลา ผลิตจากวัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม สามารถสวมใส่ได้อย่างลงตัวทั้งในหลากหลายโอกาส และรุ่น “เจนเทิลแมน ไอซ์ บลู พาวเวอร์เมติค 80” (Gentleman Ice Blue Powermatic 80) นาฬิกาที่มีตัวเรือนหน้าปัดสีน้ำเงินไอซ์บลูโดดเด่นสะดุดตาขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติที่สามารถสำรองพลังงานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงผลิตจากซิลิคอนช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทาน และยังมอบความแม่นยำที่เหนือชั้น

ถัดมาที่กลุ่มเรือนเวลาดีไซน์สไตล์วินเทจที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันทันสมัย อย่างรุ่น “พีอาร์เอ็กซ์” (PRX)  ซึ่งมีต้นกำเนิดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ได้ผสมผสานความแม่นยำ พร้อมความทนทาน และเสน่ห์ดึงดูดความทันสมัยแบบย้อนยุคเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว หน้าปัดมีให้เลือกทั้ง 35 มม. และ 25 มม. มาพร้อมกลไกที่มีให้เลือกทัั้งแบบอัตโนมัติและควอตซ์ โดดเด่นด้วยหน้าปัดโทนสีฟ้าไอซ์บลูพร้อม
ลูกเล่นลวดลายวาฟเฟิล และอีกหนึ่งตัวเรือนมาในขนาด 25 มม. โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีมุกเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการลุคที่ดูหรูหราน่าจับตามอง

ปิดท้ายที่กลุ่มเรือนเวลาสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์สปอร์ต ประกอบด้วยรุ่น “ซีสตาร์ 1000 พาวเวอร์เมติก 80” (Seastar 1000 Powermatic 80) ในตัวเรือนและสายสเตนเลส สตีลเคลือบ PVD สีดำเข้มสุดเท่ นับได้ว่าเป็นเรือนเวลาที่เหมาะกับคนรักกิจกรรมผจญภัยทางน้ำด้วยคุณสมบัติกันน้ำลึกได้ถึง 30 บาร์ หรือ 300 เมตร ต่อมาที่รุ่น“ที-ทัช คอนเนค สปอร์ต” (T-Touch Connect Sport) ที่ เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความพร้อมตลอดเวลา ผสมผสานสไตล์และการใช้งาน ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และรุ่น “พีอาร์ 516” (PR 516)เป็นนาฬิกาที่ผสานมรดกของมอเตอร์สปอร์ตจากยุค 1970 เข้ากับองค์ประกอบร่วมสมัย นำเสนอผ่านตัวเรือนสเตนเลส สตีลขนาด 40 มม.และหน้าปัดแบบไดนามิก มาพร้อมกับกลไกควอตซ์ ซึ่งมอบความแม่นยำที่ไม่มีใครเทียบได้สำหรับไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉง พร้อมขอบหน้าปัดที่มีมาตรวัดความเร็วที่ใช้งานได้จริง

สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งที่น่าตื่นตาตื่นใจจากแบรนด์ “ทิสโซต์” (Tissot) ได้แล้ววันนี้ที่บูทีค “ทิสโซต์” (Tissot) วัน แบงค็อก (One Bangkok)  ชั้น G, โซนพาเหรด หรือช้อปที่เคาน์เตอร์ “ทิสโซต์” (Tissot)ทุกสาขาทั่วประเทศไทย หรือช็อปออนไลน์ทางช่องทางต่างๆ

วัตสัน จับมือ Usagyuuun สร้างปรากฏการณ์ความน่ารักแห่งวงการบิวตี้

https://www.naewna.com/lady/842856

วัตสัน จับมือ Usagyuuun  สร้างปรากฏการณ์ความน่ารักแห่งวงการบิวตี้

วัตสัน จับมือ Usagyuuun สร้างปรากฏการณ์ความน่ารักแห่งวงการบิวตี้

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วัตสัน ประกาศความร่วมมือครั้งพิเศษกับ Usagyuuun!!!คาแร็กเตอร์กระต่ายโมจิสุดน่ารัก ที่โด่งดังจากความสดใสและท่าเต้นสุดคิวท์ โดยการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคด้วยการผสมผสานความบันเทิงและสุขภาพดีเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

Usagyuuun กระต่ายโมจิสุดน่ารักที่มาพร้อมพลังความสดใส กำลังสร้างปรากฏการณ์ความน่ารักที่แพร่กระจายจากญี่ปุ่นไปทั่วเอเชีย ด้วยเอกลักษณ์ร่างกายยืดหยุ่นและท่าเต้นสุดคิวท์ ทำให้ Usagyuuun กลายเป็นสติ๊กเกอร์ GIF ที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ในฐานะตัวแทนแห่งพลังบวกที่พร้อมเติมความสดชื่นให้กับทุกคน วัตสัน เล็งเห็นถึงความลงตัวระหว่างจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานและความใส่ใจสุขภาพของ Usagyuuun กับแนวคิดหลักของแบรนด์อย่าง “LOOK GOOD, DO GOOD, FEEL GREAT”ในทุกๆ วัน

ด้วยความกระฉับกระเฉงและความน่ารักของ Usagyuuun ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของวัตสัน ในการส่งเสริมไลฟ์สไตล์ต่อการมีสุขภาพที่ดี และวิถีชีวิตแบบยั่งยืน ทำให้กลุ่มเป้าหมายของทั้ง วัตสัน และ Usagyuuun นั้นมีความคล้ายคลึงกัน การร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นที่ตั้งตารอของผู้บริโภคหลายๆ คน

เริ่มต้นความพิเศษในเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ได้พบกับ Usagyuuun ก่อนที่จะทยอยเปิดตัวในตลาดสำคัญอื่นๆ ของ Watsons ทั้งฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม โดยลูกค้าของวัตสัน สามารถติดตามผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจต่างๆในธีม Usagyuuun ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองต่างๆ ที่จะตกแต่งด้วยลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Usagyuuun

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ในประเทศไทยวัตสัน เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษอย่าง Watsons Run ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2567 ที่มีคาแร็กเตอร์ Usagyuuun เป็นพระเอกของงาน มหกรรมงานวิ่งสุดคิ้วท์แห่งปี ที่จะทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! ผู้ร่วมงานทุกคนจะได้รับไอเทมสุดพิเศษครบเซต ทั้งเหรียญรางวัล เสื้อวิ่ง ถุงของที่ระลึก และป้ายชื่อ (BIB) ตกแต่งด้วยลาย Usagyuuun สุดน่ารัก ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี เรียกได้ว่า การรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของคนรักสุขภาพ ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและรอยยิ้ม พร้อมส่งเสริมไลฟ์สไตล์สุขภาพดีมีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความน่ารักที่ทุกคนต้องหลงรัก

โรงแรม เดอะ สุโขทัย กรุงเทพ ฉลอง 33 ปีกับโฉมใหม่‘เดอะ สุโขทัย สปา’ สะท้อนความเงียบสงบระหว่างวัฒนธรรมจากโบราณกาลและความร่วมสมัย

https://www.naewna.com/lady/842864

โรงแรม เดอะ สุโขทัย กรุงเทพ ฉลอง 33 ปีกับโฉมใหม่‘เดอะ สุโขทัย สปา’  สะท้อนความเงียบสงบระหว่างวัฒนธรรมจากโบราณกาลและความร่วมสมัย

โรงแรม เดอะ สุโขทัย กรุงเทพ ฉลอง 33 ปีกับโฉมใหม่‘เดอะ สุโขทัย สปา’ สะท้อนความเงียบสงบระหว่างวัฒนธรรมจากโบราณกาลและความร่วมสมัย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อเล็กซานเดอร์ ชิลลิงเจอร์, สกุล อินทกุล, ชุติมา ลิมปสุรัติ

โรงแรม เดอะ สุโขทัย กรุงเทพ (The Sukhothai Bangkok) เฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 33 ปี พร้อมมอบประสบการณ์สุดลักชัวรีของสปาโฉมใหม่ เดอะ สุโขทัย สปา (The Sukhothai Spa) โอเอซิสอันเงียบสงบใจกลางกรุงเทพมหานคร นำเสนอเรื่องราวผ่านเรือนไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ทว่าดูร่วมสมัยด้วยการตีความที่ล้อไปกับความเป็นโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ แบบฉบับของความงดงามไร้กาลเวลาและบริการชั้นเลิศของโรงแรมแห่งนี้ เพื่อมอบประสบการณ์การผ่อนคลาย ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติใจกลางเมือง

ฟา เบเนเดทตี้

อเล็กซานเดอร์ ชิลลิงเจอร์ (Alexander Schillinger) ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เดอะ สุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า โรงแรมเดอะ สุโขทัย กรุงเทพ ได้ร่วมมือกับทีมออกแบบและสถาปัตยกรรมชั้นนำ เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นเรื่องจริง เริ่มจากการสร้างอาคารหลักให้ได้ภาพมุมมองของทิวทัศน์อันน่าหลงใหลของแมกไม้เขียวขจี พร้อมด้วยสถาปัตยกรรมไทย โดยได้แรงบันดาลใจของสถานที่มาจากวัดศรีชุม ผสมผสานองค์ประกอบโดยดึงเอาความยิ่งใหญ่ของวัดมาเป็นจุดเด่น ท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน

มิ้นท์-ณิชชา บุณยากร

เดอะ สุโขทัย สปา แหล่งโอเอซิสอันเงียบสงบใจกลางกรุงเทพมหานคร กลับมาเปิดตัวด้วยรูปโฉมใหม่ นำเสนอผ่านเรือนไทยดั้งเดิมที่ปรับปรุงภายในให้เป็นลักชัวรีสปา ใช้เทคนิคพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย ที่ผสมผสานวัฒนธรรมสมัยสุโขทัยโบราณและสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย ด้วยการตีความใหม่ที่ล้อไปกับความเป็น The Sukhothai Bangkok แบบฉบับของความงดงามไร้กาลเวลา
และการบริการชั้นเลิศ เพื่อมอบประสบการณ์การผ่อนคลายที่เข้าถึงจิตวิญญาณไปกับสถานที่อันเงียบสงบ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใจกลางสวน บนพื้นที่โดยรวมกว่า 7,000 ตารางเมตร ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติเป็นพลังนำทางภายในสปาสุดลักชัวรีแห่งนี้

วิกกี้-สุนิสา เจทท์, แอน-อลิชา หิรัญพฤกษ์, เอมี่ มรกต แสงทวีป, เจนสุดา ปานโต, พอลล่า เทเลอร์

Sukhothai (ภาษาไทย : สุโขทัย ออกเสียงว่าสุ-โข-ไท) เป็นที่รู้จักในฐานะเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบเจ็ดจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศอันมีความหมายว่า “รุ่งอรุณแห่งความสุข” นับเป็นแรงบันดาลใจให้กับสปาที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ของเดอะ สุโขทัย สปา โดย เดอะ สุโขทัย สปา เป็นสปาที่มีการผสมผสานกันของหัตถการแบบดั้งเดิมซึ่งเน้นที่ผลลัพธ์และหัตถการสมัยใหม่จากวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการคัดเลือกและผ่านการฝึกอบรมมาอย่างเชี่ยวชาญ มุ่งมั่นให้บริการอย่างเอาใจใส่แบบเฉพาะรายบุคคล ไม่ว่าจะเป็น การนวดบำบัด, ทรีทเมนต์ความงาม, ฮัมมัม, โยคะ, พิลาทิส, คลาสการทำสมาธิ, การให้คำแนะนำด้านโภชนาการแบบเฉพาะรายบุคคลและการฝึกความแข็งแรงของร่างกาย อีกทั้ง ยังมีอ่างน้ำร้อน,ซาวน่า, ห้องอบไอน้ำ, ห้องให้บริการสำหรับใบหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และพื้นที่เฉพาะสำหรับโยคะ พิลาทิส และการทำสมาธิ รอบวิวสวนขนาดใหญ่เขียวขจีที่เพิ่มความผ่อนคลายในขณะสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้

โฉมใหม่ เดอะ สุโขทัย สปา แหล่งโอเอซิสอันเงียบสงบใจกลาง

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากคนดังหลากหลายวงการมาร่วมงานฉลองเปิดตัว นำโดย สกุล อินทกุล, โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล, ตาม จำนงค์อาษา, ฟา เบเนเดทตี้,ปณิธิพัทธ์ สุขสมบูรณ์, มิ้นท์-ณิชชา บุณยากร, วิกกี้-สุนิสา เจทท์, ชาย-ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ, พอลล่า เทเลอร์, แอน-อลิชา หิรัญพฤกษ์, เจนสุดา ปานโต, เอมี่ มรกต แสงทวีป ฯลฯ

เดอะ สุโขทัย สปา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. สำรองใช้บริการ ติดต่อ 02-3448888 หรือแอด LINE @SukhothaiSpa

โฉมใหม่ เดอะ สุโขทัย สปา แหล่งโอเอซิสอันเงียบสงบใจกลาง

โฉมใหม่ เดอะ สุโขทัย สปา แหล่งโอเอซิสอันเงียบสงบใจกลาง

‘พญ.นลินี ไพบูลย์’ เปิดกิฟฟารีน แฟล็กชิพสโตร์ ภูเก็ต

https://www.naewna.com/lady/842858

‘พญ.นลินี ไพบูลย์’ เปิดกิฟฟารีน แฟล็กชิพสโตร์ ภูเก็ต

‘พญ.นลินี ไพบูลย์’ เปิดกิฟฟารีน แฟล็กชิพสโตร์ ภูเก็ต

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ ยูนิตี้ โดย แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ เปิด “Giffarine Flagship Store” (กิฟฟารีน แฟล็กชิพสโตร์) สำนักงานธุรกิจสาขาภูเก็ต ขนาดพื้นที่ใช้สอยกว่า 1,173 ตารางเมตรตั้งอยู่บนถนนมนตรี ใกล้วงเวียนหอนาฬิกา ใจกลางเมืองภูเก็ต อย่างเป็นทางการพร้อมต้อนรับสมาชิกนักธุรกิจกิฟฟารีน,FC กิฟฟารีน และลูกค้าต่างชาติ ด้วยสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ครบครัน

พญ.นลินี ไพบูลย์

แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ กล่าวว่า“กิฟฟารีน แฟล็กชิพสโตร์” ขณะนี้เปิดกระจายอยู่ในหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 102 สาขาเป็นแบรนด์ MLM สัญชาติไทย ที่ได้รับความไว้วางใจในคุณภาพมาอย่างยาวนาน ก่อกำเนิดจากความมุ่งมั่นของคณะแพทย์ และเภสัชกร ที่ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านการรับรองที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ด้วยปณิธานยึดมั่นในความจริงใจและความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“ในฐานะผู้นำธุรกิจเครือข่ายที่พร้อมจะตอบสนองและสร้างความพึงพอใจแก่ผู้บริโภคในระยะยาว ปัจจุบัน กิฟฟารีนมีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก ด้วยเงินลงทุนสูงกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนไทยมากที่สุดรวมไปถึงสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตตลอดจนคัดเลือกคุณภาพของวัตถุดิบที่ดีที่สุด เพราะทุกครั้งที่คุณใช้กิฟฟารีน นั่นคือความรับผิดชอบของเรา…ทุกครั้งที่คุณเชื่อมั่นในกิฟฟารีน นั่นคือ ความภูมิใจของเรา” แพทย์หญิงนลินี กล่าวทิ้งท้าย

‘Oliver Peoples’ และ ‘Roger Federer’ เปิดตัวคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2024

https://www.naewna.com/lady/842873

‘Oliver Peoples’ และ ‘Roger Federer’ เปิดตัวคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว  2024

‘Oliver Peoples’ และ ‘Roger Federer’ เปิดตัวคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2024

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.35 น.

Oliver Peoples และ Roger Federer ภูมิใจนำเสนอการเปิดตัวแคมเปญและคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวประจำปี 2024 จากการร่วมมือกันยาวนานหลายปีภายใต้แบรนด์ Roger Federer (“RF”) และ Oliver Peoples การเปิดตัวซีรีส์ที่สองนี้มาพร้อมแคมเปญฝีมือช่างภาพชื่อดัง Lachlan Bailey ซึ่งถ่ายทำกันที่ Silvertop House ผลงานออกแบบของ John Lautner ผู้โด่งดัง

ท่ามกลางแสงสีทองที่สาดส่องลงมายังลอสแอนเจลิส จะมองเห็น Roger ทอดกายพักผ่อนในเมืองเกิดของ Oliver Peoples ภาพถ่ายนี้นำความเป็นไอคอนนักเทนนิสผสานกับโลกของแบรนด์แว่นตาที่มีประวัติยาวนาน ฉากหลังสถาปัตยกรรมโมเดิร์นแบบมิดเซนจูรี เงาสะท้อนริมสระว่ายน้า และเงาต้นปาล์ม ถ่ายทอดภาพเมืองที่เป็นแรงบันดาลใจของ Oliver Peoples ออกมาได้เป็นอย่างดี และเช่นเดียวกับตัวคอลเลกชันเอง แคมเปญนี้ก็ผสมผสานโลกของ RF กับ OP เข้าด้วยกันผ่านภาพแสงแดดของเมืองลอสแอนเจลิสในบรรยากาศของสนามเทนนิสที่บ้าน Silvertop ทาให้คอลเลกชันใหม่ของ RF Oliver Peoples มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างแท้จริง

“เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากครับที่ได้พา RF Oliver Peoples ไปเริ่มต้นบทใหม่ในลอสแอนเจลิส แสงแดดในแคลิฟอร์เนียและภาพรวมของสไตล์ที่เห็นทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้คอลเลกชันใหม่นี้ได้ดีเลย ดีไซน์ของชิ้นงานก็สร้างสรรค์และทันสมัย โดยที่ยังไม่ทิ้งความหรูหรามีระดับ ผมชอบชุดสีใหม่ที่เราออกแบบมาก นอกจากนี้ยังชอบที่เลือกเพิ่มเลนส์เพิ่มความเข้มของสีได้ด้วย ผมคิดว่าคอลเลกชันนี้ผลักดันความร่วมมือของเราให้ก้าวหน้าไปได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ”– Roger Federer กล่าว

ฤดูกาลนี้เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวแว่นตา 6 สไตล์ใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งมีทั้งแว่นกันแดด แว่นทรงหน้ากาก และแว่นสายตา คอลเลกชันนี้ยังคงมุ่งมั่นที่จะทลายขีดจำกัดของแว่นตาสายประสิทธิภาพระดับพรีเมียม ดีไซน์ของแว่นมีทั้งทรงหยดน้า ทรงอัพสเวพต์ และทรงหน้ากาก ยิ่งไปกว่านั้นเลนส์ทุกชิ้นยังเป็นเลนส์คุณภาพความคมชัดสูง มาพร้อมสีสันใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีเพิ่มความคมชัดของสี การเคลือบโพลาไรซ์ เอฟเฟกต์กระจกเงา หรือการไล่ระดับสีให้ได้เลือก

แว่นแต่ละอันจะตกแต่งรายละเอียดพิเศษของการร่วมมือ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการร่วมมือครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นขาแว่นที่ใช้งานได้ยอดเยี่ยม มาพร้อมแกนโลหะสั่งทำพิเศษที่ลวดลายได้รับแรงบันดาลใจมาจากสายเอ็นไม้เทนนิสรุ่นคลาสสิก, การตกแต่งแบรนด์ RF โดยรอบ, ขาแว่นทรงแปดเหลี่ยมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงปลายไม้เทนนิส และเข้ากับแป้นรองจมูกและปลอกหุ้มขาแว่นที่มียางกันลื่นเพื่อช่วยให้สวมใส่ได้กระชับเสมอตลอดเวลาที่สวมใส่ทำกิจกรรม

“ในคอลเลกชันที่สองของ RF Oliver Peoples เรายังคงเน้นการนำเสนอแว่นตาสายประสิทธิภาพระดับพรีเมียมอยู่ครับ วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างแว่นตาที่โดดเด่นด้วยความหรูหรา สไตล์ และการมองเห็นที่แม่นยา โดยที่สามารถสวมใส่ทำกิจกรรมอะไรก็ได้ตามแต่โอกาส กรอบแว่นแต่ละชิ้นรังสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีตเพื่อนำเสนอดีไซน์เหนือกาลเวลาและความหรูหรามีระดับสไตล์โมเดิร์น คอลเลกชันนี้ถือเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งในการเดินทางของเรา ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ต่อไปโดยไม่ลืมต้นกำเนิดของเราเอง” – Rocco Basilico ประธานของ Oliver Peoples

คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวประจาปี 2024 ของ Oliver Peoples กับ Roger Federer วางจำหน่ายทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้วในบูติคของ Oliver Peoples และทางออนไลน์ รวมถึงพาร์ทเนอร์ร้านค้าส่งที่ร่วมรายการ

‘ปั่น-วิ่งต้านเบาหวาน’ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวาน

https://www.naewna.com/lady/842860

‘ปั่น-วิ่งต้านเบาหวาน’ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวาน

‘ปั่น-วิ่งต้านเบาหวาน’ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.12 น.

Bangkok Ride & Run 2024 ปั่น-วิ่งต้านเบาหวานสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ดึงนักปั่นระดับโลกทีม Novo Nordiskร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งในปี 2564มีผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเบาหวานทั่วโลกถึง 537 ล้านคน และคาดว่าในปี 2573 จำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 643 ล้านคน โรคเบาหวานส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตถึง 6.7 ล้านราย หรือเท่ากับทุกๆ 5 วินาทีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (The International Diabetes Federation,
IDF) ยังคาดการณ์ว่า ในปี 2583 ประเทศไทยอาจมีผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวานถึง 5.3 ล้านคน โดยโรคนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่ออื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง ฯลฯ

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์

เนื่องในโอกาสวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) ประจำปี 2567 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทยกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย รวมถึงบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย)จำกัด จัดงานปั่นจักรยานและวิ่งมาราธอนสุดยิ่งใหญ่ “Bangkok Ride & Run 2024 สุขกาย สุขใจ โลกสดใส ใส่ใจเบาหวาน” และเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานในมิติที่หลากหลาย เพื่อให้โอกาสผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวานได้ร่วมกันเป็นกระบอกเสียง เรียกร้องนโยบายการดูแลและจัดการโรคเบาหวานที่ดียิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ทวิดากมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร,นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายแดนนี แอนนัน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ร่วมในพิธีเปิดงานและร่วมวิ่ง-ปั่นจักรยาน ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยว่า ในผู้ใหญ่ 100 คน จะเจอคนเป็นเบาหวาน10 คน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ 1 ใน 3 ยังไม่รู้ว่าตนป่วยเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากไม่แสดงอาการ บางคนมีค่าน้ำตาลสูงถึง 120-150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่ก็ยังไม่มีอาการ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรอง เบื้องต้นจะประเมินความเสี่ยงจากภาวะอ้วน รวมถึงผู้มีประวัติบุคคลในครอบครัวเคยเป็นโรคเบาหวาน และรณรงค์ให้ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็คเบาหวานและคุมน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวันในกรณีที่ตรวจเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้า ค่าน้ำตาลในเลือดปกติคือ 70-99 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่ถ้าเริ่มขึ้นหลัก 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เรียกว่าภาวะก่อนเบาหวาน แต่หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป จะเข้าข่ายเป็นโรคเบาหวาน

รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์

ด้าน รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทยกล่าวเสริมว่าผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน ทั้งโรคความดันในเลือดสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหัวใจและหลอดเลือด ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบทำให้ตาบอด ฟันเสียง่าย เส้นเลือดสมองตีบ จนทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม รวมอีกหลายโรคที่มองไม่เห็น โดยผู้ที่อายุน้อยหรือวัยทำงานยังเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนและรุนแรงกว่าเดิมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะมาควบคู่กับโรคอ้วน สำหรับงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติที่ต้องการสื่อสารมุมมองใหม่ว่า “เบาหวานไม่ใช่โรค”ผู้ที่มีภาวะเบาหวานสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มุ่งเน้นการเปลี่ยนมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเบาหวาน

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงบทบาทของเมืองในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการเกิดโรค เน้นการสร้างพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย ทั้งการปรับปรุงทางเท้าเลนจักรยาน และสวนสาธารณะในชุมชนระยะกลาง มุ่งเน้นการตรวจคัดกรองสุขภาพเนื่องจากเบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของโรค NCDs อื่นๆ และระยะสุดท้าย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน พัฒนาระบบส่งต่อการรักษาระหว่างศูนย์บริการชุมชนและโรงพยาบาล พร้อมทั้งฝึกอบรมอาสาสมัครให้มีความรู้ในการสังเกตอาการผู้ป่วยเพื่อการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็ว

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช

มร.เอ็นริโก้ คานัล บรูแลนด์ รองประธานกรรมการและผู้จัดการทั่วไปบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์เบาหวานเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง เพราะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและกระทบกับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมระบุว่า “เราเชื่อว่าทุกคนสามารถมีชีวิตที่ปกติและสุขภาพดีได้เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม” โดยโนโว นอร์ดิสค์ ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในโครงการ Affordability ในระยะ 3 ปี เน้นการสร้างความตระหนักโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งปันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัย ผ่านการดำเนินวิจัยคลินิกร่วมกันเพื่อให้การดูแลรักษาผู้ที่เป็นเบาหวานของไทยสามารถตอบสนองความต้องการให้ได้ตรงจุด และเชื่อว่าการผลักดันให้คนมีสุขภาพที่ดีนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบริษัทฯ เช่นกัน

แซม แบรนด์ และ เอ็นริโก้ คานัลบรูแลนด์

การจัดงาน “Bangkok Ride & Run 2024 สุขกาย สุขใจ โลกสดใส ใส่ใจเบาหวาน” ในครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแต่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แต่ยังเน้นการสนับสนุนวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีและการดูแลผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวาน โดยเชิญ แซม แบรนด์ นักปั่นจักรยานมืออาชีพทีม Novo Nordisk ซึ่งอยู่ร่วมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แบ่งปันมุมมองเชิงบวกว่า การเป็นเบาหวานสอนให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผนและมีวินัย ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นนักกีฬามืออาชีพ และอยากให้ความหวังกับผู้ที่อยู่ในสถานะเดียวกัน ด้าน น.ส.มาเลน่า วิลสันผู้นำเยาวชนจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ ตัวแทน IDF Young Leader เน้นย้ำความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการสร้างความตระหนักทางออนไลน์ และการสนับสนุนจากชุมชนที่จะช่วยให้ผู้ที่อยู่ร่วมกับโรคเบาหวานสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้รับโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ตีตราเยาวชนผู้เป็นเบาหวาน

ฉลอง 1 ปีความสำเร็จ ‘เอ็มสเฟียร์’ จัดงาน ‘EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration’ สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขสุดพิเศษตลอด 2 เดือน

https://www.naewna.com/lady/842822

ฉลอง 1 ปีความสำเร็จ 'เอ็มสเฟียร์' จัดงาน 'EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration' สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขสุดพิเศษตลอด 2 เดือน

ฉลอง 1 ปีความสำเร็จ ‘เอ็มสเฟียร์’ จัดงาน ‘EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration’ สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขสุดพิเศษตลอด 2 เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.57 น.

“เอ็มสเฟียร์” ฉลอง 1 ปีความสำเร็จ ศูนย์การค้าน้องใหม่แห่ง “EM DISTRICT” ทุ่ม 100 ล้านบาท จัดงาน “EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration”  สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขสุดพิเศษตลอด 2 เดือน

เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าสำคัญระดับโลกบนถนนสุขุมวิท ซึ่งประกอบด้วย 3 ศูนย์การค้า ได้แก่ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ฉลองครบรอบ 1 ปี แห่งการยกระดับ “ย่านสุขุมวิท” ให้เป็น Luxury – Retail – Entertainment ที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งด้านธุรกิจการค้า ช้อปปิ้ง ความบันเทิง และการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ฉลองความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุข กับงาน “EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration” รังสรรค์อีเว้นต์และกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมยกทัพศิลปินชื่อดังร่วมส่งมอบความสุขและรอยยิ้มตลอดเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2567 โดยมีไฮไลต์ฉลองกันแบบ Non Stop 4 วันติดระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 –  1 ธันวาคม 2567 ด้วยเซอร์ไพรส์สุดยิ่งใหญ่ทั่วทั้ง 3 ศูนย์การค้าเพื่อให้ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีแห่งความทรงจำสุดพิเศษสำหรับทุกคน

อรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค กล่าวว่า “เมื่อ 1 ธันวาคมปีที่แล้ว เราได้สร้างปรากฏการณ์ที่เขย่าวงการรีเทลและเป็นกระแสที่ทุกคนพูดถึงไปทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวศูนย์การค้า ‘เอ็มสเฟียร์’ จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายแห่งอาณาจักร EM DISTRICT ซึ่งตั้งอยู่บนย่าน CBD ใจกลางกรุงเทพฯ ทำให้ที่นี่กลายเป็นย่านการค้าระดับโลก ที่ยกระดับพื้นที่สุขุมวิทตอนกลางให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส (World-Class Destination) โดย ‘เอ็มสเฟียร์’ นับเป็น New Retail Entertainment ศูนย์การค้ารูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการรวบรวมเทรนด์ทั้ง แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ฟู้ดส์ อาร์ต และความบันเทิงแห่งอนาคตเข้าไว้ด้วยกันบนมาตรฐานระดับเวิลด์คลาส พร้อมคัดสรรหลากหลายร้านค้าและแบรนด์ดังจากทั่วทุกมุมโลกที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพและไม่ซ้ำใคร รวมทั้งยังสร้างพื้นที่แห่งความบันเทิงทั้ง Hang Out Space ใจกลางกรุงฯ อย่าง EM WONDER และคอนเสิร์ต – มัลติเพอร์โพสฮอลล์ อย่าง UOB LIVE ที่ดันประเทศไทยให้เป็น Entertainment Hub of Asia ด้วยการเป็นศูนย์กลางจัดอีเวนต์ระดับโลก ทั้งหมดนี้ทำให้ ‘เอ็มสเฟียร์’ กลายเป็นที่กล่าวขานทั้งในชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มคนจีนที่ทำให้ ‘เอ็มสเฟียร์’ ขึ้นเทรนด์คำค้นหาในแอป Xiaohongshu (เสี่ยวหงซู) หรือ Little Red Book โซเชียลมีเดียชื่อดังด้านไลฟ์สไตล์และท่องเที่ยวของจีน ทั้งยังดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกให้พุ่งตรงมาสัมผัสความพิเศษที่ย่านนี้ 

โดย ‘เอ็มสเฟียร์’ มีสัดส่วนลูกค้าชาวไทย 50% และลูกค้าต่างชาติ 50% นอกจากนี้ ‘เอ็มสเฟียร์’ ยังช่วยขยายฐานลูกค้าต่างชาติของ “เอ็ม ดิสทริค” (เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 25% เป็น 40% (เมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน) นับเป็นความสำเร็จที่เราภาคภูมิใจ เพราะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการีเทลไทยในระดับสากล ทางด้าน ‘เอ็มโพเรียม’ และ ‘เอ็มควอเทียร์’ ได้มีการปรับเปลี่ยนขยายร้านค้าซึ่งยังคงอยู่ในแผนงานตามเวลาที่กำหนด โดยจะเสร็จสมบูรณ์ให้ทุกคนได้พบโฉมใหม่ของร้านค้าลักซ์ชูรีในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 พร้อมปิดดีลแบรนด์ใหม่ๆ ทั้งแฟชั่นและไดนิ่งที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟเข้ามาเติมเต็มให้กับทั้งสองศูนย์การค้าฯ เพื่อให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันทั้งนักช้อปและนักชิมทุกคน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปีของ​ ‘เอ็มสเฟียร์’ ศูนย์การค้าน้องใหม่ ที่เข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์ให้ เอ็ม ดิสทริค เราได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท อัดกิจกรรมทางการตลอดตลอด 2 เดือนเต็ม โดยเฉพาะระหว่างวันที่ 28พฤศจิกายน 2567 –  1 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเซเลเบรทที่เราจะฉลองกันแบบ Non Stop 4 วันติด ด้วยเซอร์ไพรส์สุดยิ่งใหญ่ทั่วทั้ง 3 ศูนย์การค้าฯ เพื่อให้ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีแห่งความทรงจำสุดพิเศษสำหรับทุกคน”

1 ปีแห่งความภาคภูมิใจกับความสำเร็จมากมายที่ ‘เอ็ม ดิสทริค’ 

ตลอด 1 ปีแห่งความภาคภูมิใจกับความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้นที่ ‘เอ็ม ดิสทริค’ ทำให้เรากลายเป็นที่สุดของผู้นำรีเทลและกระแสเทรนด์ระดับโลก ด้วย 5 ที่สุดแห่งความสำเร็จ ได้แก่

ที่สุดของการเปิดตัวแบรนด์ดังครั้งแรกในไทย หลากหลายแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและโกลบอลแบรนด์ที่เลือกให้ เอ็ม ดิสทริค เป็นที่เปิดตัวแบรนด์ ได้แก่ AMI PARIS, Gentle Monster, GOLDEN GOOSE & YOUNIQUE CAFÉ, United Arrows, ALO, NAIXUE, Gordon Ramsay Bread street Kitchen & Bar, Butterbear ฯลฯ

ที่สุดของงานอีเว้นต์ระดับโกลบอล กว่า 500 อีเว้นต์ตลอดปีที่ตอกย้ำการเป็น Prime Location ของกรุงเทพฯ อาทิ Gucci Vision, GCIRCUIT 2024, Immersive Disney Animation, A Golden Kiss by Kilmt Exhibition เป็นต้น

ที่สุดของการมาเยือนของเหล่าคนดังระดับโลก เอ็ม ดิสทริค เป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ทุกคนต้องมาเยือนเมื่อมาประเทศไทย อาทิ คิมมินกยู, อีจุนโฮ, พัค โบกอม, แจ็กสัน หวัง, RIIZE, WayV, THE BOYZ, ไป๋ ลู่ ฯลฯ 

ที่สุดของเทรนด์และกระแสที่ทุกคนพูดถึง หลากหลายกระแสในโลกออนไลน์ที่ทุกคนกล่าวถึงที่ เอ็ม ดิสทริค  โดยเฉพาะ Butterbear กับฉายาเจ้าหญิงแห่งเอ็มสเฟียร์ที่สร้างปรากฏการณ์ห้างแตกดังไกลทั่วเอเชีย รวมถึง EM WONDER และ TRIBE SKY BEACH CLUB แฮงก์เอ้าต์สเปซสุดชิคใจกลางกรุงเทพฯ ที่กำลังเป็นกระแสที่ทุกคนพูดถึงด้วยคอนเซ็ปต์และร้านค้าใหม่ไม่ซ้ำใคร เป็นต้น

ที่สุดของรางวัลการันตรีความสำเร็จ เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของ เอ็ม ดิสทริค ในฐานะผู้นำวงการรีเทลไทยด้วยรางวัล THE BEST RETAIL DEVELOPMENT และ THE BEST RETAIL DEVELOPER จากงาน Property Guru Thailand Property Awards ครั้งที่ 17 และล่าสุดกับรางวัล BEST RETAIL INFLUENCER จาก THAILAND INFLUENCER AWARDS 2024
ต่อยอดความสำเร็จยกระดับประสบการณ์ช้อปปื้งให้ลูกค้าทุกคนในปีหน้า 

1. เติมพอร์ตร้านค้าใหม่ด้วย Exclusive Brand ครั้งแรกในไทย เตรียมพบกับแฟชั่นแบรนด์ดังระดับโลกและร้านอาหารชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ มากกว่า 20 แบรนด์ดัง ที่จะมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ทั้งของนักช้อปและนักกินให้ได้ฟินกันสุดๆ ทั่วทั้ง 3 ศูนย์การค้าฯ

2. พลิกโฉมร้านค้าใหม่ในกลุ่มแฟชั่น ในปีหน้าทุกคนจะได้พบกับการขยายพื้นที่ร้านค้าของกลุ่มแฟชั่นลักซ์ชูรี ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็น DUPLEX และ TRIPLEX SHOP รวมถึงการปรับคอนเซ็ปต์ร้านใหม่ให้หลายแบรนด์ อาทิ Chanel, Dior, Saint Laurent และ Celine ฯลฯ ที่ครบครันด้วยสินค้าทุกประเภทเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่ม VIC (Very Important Client) ซึ่งเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง โดยทยอยเปิดให้สัมผัสโฉมใหม่พร้อมกันภายในปีหน้า

3. เปิดตัวโซนใหม่รองรับเทรนด์ 2025 ได้แก่ ‘EM BEAUTY & WELLNESS’ ศูนย์รวมบิวตี้แบรนด์ชั้นนำระดับโลกและสถานเสริมความงามที่ครบครัน มาพร้อมสุดยอดนวัตกรรมอันทันสมัยและบริการสุดพรีเมี่ยมแบบครบวงจร ที่ EM TOWER ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ และเพิ่มโซน Pet-Friendly อย่าง ‘Paw Yard’ คอมมูนิตี้แห่งความสุขสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ EM YARD ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ที่มาพร้อมทั้ง Pet Shop, Cafe และ Playground เพื่อตอกย้ำการเป็นศูนย์การค้า Pet-Friendly อย่างแท้จริง

4. ยกระดับประสบการณ์ช้อปเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วย “EM STELLAR” โปรแกรมสมาชิกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุในระหว่าง 18 – 30 ปี เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย อาทิ การทดลองขับรถซูเปอร์คาร์, บริการที่จอดรถโซนพิเศษ, งานปาร์ตี้วันเกิดกับลักซ์ชูรีแบรนด์ดัง, สิทธิพิเศษจากร้านอาหารภายใน EM WONDER, สิทธิพิเศษในการร่วมชมคอนเสิร์ต หรือ MEET & GREETS กระทบไหล่ดารา – ศิลปินชื่อดังระดับโลกที่ UOB LIVE, ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ ‘เอ็ม ดิสทริค’ ฯลฯ

ปรากฏการณ์แห่งความสุข ฉลองครบรอบ 1 ปี กับงาน ‘EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration’

เอ็ม ดิสทริค ฉลองครบรอบ 1 ปีสุดยิ่งใหญ่ จัดงาน “EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration” ในคอนเซ็ปต์ “The Giving That Move The World” ส่งมอบความสุข ความสนุก และรอยยิ้มให้กับทุกคน ด้วยการสร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขตลอดเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2567 ทั้งอีเว้นต์ โปรโมชั่น และความบันเทิงจากทัพศิลปินชื่อดังของไทยแบบจัดเต็ม พร้อมด้วยกิจกรรมไฮไลท์ที่ เอ็ม ดิสทริค ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ได้แก่

1. EM DISTRICT LA BELLE et LE BEAU 2024

เอ็ม ดิสทริค เนรมิตค่ำคืนอันแสนพิเศษเพื่อขอบคุณลูกค้าท็อปสเปนเดอร์ พร้อมเปิดตัว 16 หนุ่มสาว LA BELLE และ LE BEAU ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยแพชชั่น มีคาแรกเตอร์อันโดดเด่นและเป็นตัวของตัวเองเพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่สังคมและสร้างอินสไปเรชั่นให้คนรุ่นใหม่ โดยจัดขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ณ Sphere Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

2. EM DISTRICT 1st Anniversary World Celebration

เปิดปรากฎการณ์ความสุขและความสนุก ชวนทุกคนมาเติมเต็มความสุขกับงานอีเว้นต์สุดยิ่งใหญ่และตระการตาด้วยโชว์ชุดพิเศษจากศิลปินชื่อดังของไทย อย่าง โต๋ – ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพรและ โฟร์ท – ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล พร้อมด้วย น้อยเนย (Butterbear) เจ้าหญิงแห่งเอ็ม ดิสทริค ที่มาร่วมฉลองครบรอบ 1 ปี ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ และ เอ็ม ดิสทริค พร้อมการเปิดไฟต้นคริสต์มาสเพื่อฉลองเทศกาลแห่งความสุขในงาน “EM DISTRICT Winter Wonderland 2024” เพื่อเป็นการ Kick Off ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ เอ็ม ดิสทริค ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 ณ บริเวณลาน Quartier Parc ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์

3. EM DISTRICT 1st Anniversary The Celebration Party

 พร้อมชวนทุกคนมาร่วมฉลองครบรอบ 1 ปีสุดยิ่งใหญ่ในงานปาร์ตี้สุดมันส์ในค่ำคืนแห่งความสุขกับเหล่าดีเจชื่อดังของเมืองไทยที่ไลน์อัพขึ้นเวทีเปิดเพลงสุดมันส์ให้สมกับที่เป็น Entertainment Hub of Asean ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ณ EM WONDER ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

4. EM DISTRICT FASHION ATELIER

ร่วมสัมผัสประสบการณ์แฟชั่นเหนือระดับ พร้อมฉลองความสำเร็จ #EMFASHIONICON ศูนย์รวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศที่ เอ็ม ดิสทริค พบกับกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมใกล้ชิดกับเหล่าศิลปิน T-POP ชื่อดัง และรับพริวิเลจสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ชั้นนำภายในงาน ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

5. EM DISTRICT BEAUTY BAZAAR PARTY

สัมผัสประสบการณ์ความงามเหนือระดับ ด้วยการรวบรวมเครื่องสำอางแบรนด์ดังและคลินิกความงามระดับเวิลด์คลาสที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษมากมายเพื่อร่วมฉลองครบรอบ 1 ปี เอ็ม ดิสทริค พร้อมไขเคล็ดลับจากเหล่าบิวตี้กูรูแถวหน้าของเมืองไทยที่จะมาร่วมแชร์ไอเดียและบิวตี้ทิปส์ให้แก่ทุกคน ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 1 ธันวาคม 2567 ที่ Sphere Gallery ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

6. EM DISTRICT 1st Anniversary Big Surprise

ฉลองวันแห่งความสุขด้วยเซอร์ไพรส์สุดพิเศษมากมายเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ให้การสนับสนุน เอ็ม ดิสทริค มาโดยตลอด เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาพบกับศิลปินและนักแสดงคนโปรดที่จะมาเซอร์ไพรส์คุณแบบใกล้ชิดให้ได้ฟินกันแบบสุดๆ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ที่ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ และเตรียมตัวให้พร้อมกับความตื่นเต้นและความประทับใจที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยจากเหล่าศิลปินชื่อดัง อย่าง PERSES และ ALALA พร้อม LIVE BAND ที่จะมาร่วมร้องเพลงและสร้างความทรงจำสุดพิเศษให้กับทุกคน ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 – 1 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณลาน Quartier Parc ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์

7. EM DISTRICT Giving The Happiness – Countdown Celebration

ปรากฏการณ์ความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ เฃอ็ม ดิสทริค ชวนทุกคนมานับถอยหลังพร้อมกัน 
กับแลนด์มาร์กเค้าดาวน์สุดยิ่งใหญ่อีกแห่งของกรุงเทพฯ ด้วยการเนรมิตพื้นที่ทั้ง 3 ศูนย์การค้าฯ ให้เต็มไปด้วยความสนุกและความบันเทิง พร้อมยกทัพเหล่าศิลปินชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมสร้างสีสันความสนุกแบบ non stop ก่อนร่วม Countdown นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่พร้อมกับการจุดพลุสุดตื่นตาทั่วทั้ง เอ็ม ดิสทริค ระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2567 ณ Quartier Parc ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ 

อัดโปรโมชั่นแรงและเซอร์ไพรส์สุดพิเศษเอาใจนักช้อป รวมมูลค่ามากกว่า 25 ล้านบาท 

เอ็ม ดิสทริค โดย ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ย่านค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท จับมือกว่า 30 พันธมิตรธุรกิจ ร่วมฉลองความสำเร็จครบรอบ 1 ปี เอ็ม ดิสทริค จัดอภิมหาแคมเปญที่ยิ่งใหญ่และพิเศษที่สุดแห่งปีกับ “EM DISTRICT 1st Anniversary” มอบโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษจากหลากหลายพาร์ทเนอร์ ครอบคลุมทุกภาคส่วนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต, สายการบิน, ค่ายมือถือ, สถานีบริการน้ำมัน, โรงแรม, ประกันชีวิต,โครงการอสังหาริมทรัพย์, รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และอื่นๆ อีกมากมาย ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ พิเศษยิ่งกว่า สำหรับสุดยอดนักช้อปที่มียอดช้อปสินค้าสูงสุด (สะสมยอดซื้อระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 31 กรกฎาคม 2568) รับอภิมหารางวัลสุดยิ่งใหญ่ บ้านเดี่ยวสุดหรู โครงการ THE PALM กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน พร้อมชุดเครื่องนอนจาก LUNIO รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ 28 พฤศจิกายน 2568 – 31 มกราคม 2568 เมื่อซื้อสินค้าครบทุก 2,500 บาท ลุ้นรับรางวัลใหญ่ รถเอสยูวีไฟฟ้า 100% ที่ให้ความอเนกประสงค์เต็มรูปแบบ The Kia EV5 Earth Exclusive AWD สี Iceberg Green มูลค่า 1.799 ล้านบาท และรางวัลอื่นๆ อีก รวม 10 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ ให้การสนับสนุน เอ็ม ดิสทริค มาโดยตลอด  

“ในปี 2568 เราวางแผนที่จะต่อยอดความสำเร็จของ EM DISTRICT ด้วยการทำการตลาดที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายด้วยเมกะอีเว้นต์ที่เป็นซิกเนเจอร์ และโปรโมชันสุดพิเศษ พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งด้าน Customer Engagement กับลูกค้าในทุกเจนเนเรชั่นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันทราฟฟิกของทั้ง 3 ศูนย์การค้าโตขึ้น 20%” 

-(016)

‘อโกด้า’ เผย หาดใหญ่คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดในไทย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

https://www.naewna.com/lady/842821

'อโกด้า' เผย หาดใหญ่คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดในไทย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

‘อโกด้า’ เผย หาดใหญ่คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดในไทย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.47 น.

กรุงเทพ, ประเทศไทย, 19 พฤศจิกายน 2567 – อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว ประกาศอันดับเมืองท่องเที่ยวที่มีราคาที่พักประหยัดที่สุดในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ในช่วงนี้นักเดินทางต่างมองหาตัวเลือกที่พักราคาคุ้มค่าเพื่อใช้เวลากับครอบครัว โดยในภูมิภาคเอเชียมีหลายตัวเลือกให้นักเดินทางได้เลือกสรร ซึ่ง “หาดใหญ่” เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีราคาที่พักประหยัดที่สุดในประเทศไทย ด้วยราคาเฉลี่ยเพียงคืนละ 1,600 บาทเท่านั้น

หาดใหญ่ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่มีราคาที่พักประหยัดที่สุดในทวีปเอเชีย ด้วยราคาเฉลี่ยเพียงคืนละ 1,600 บาท เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาที่พักราคาประหยัดในช่วงปลายเดือนธันวาคม ตามมาด้วยสุราการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และพาราณาสี ประเทศอินเดีย ด้วยราคาเฉลี่ย 1,650 บาท และ 1,700 บาท ตามลำดับ จุดหมายปลายทางเหล่านี้ล้วนมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปี
คุณออมรี มอร์เกนสเติร์น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของอโกด้า กล่าวว่า “ช่วงเทศกาลวันหยุดเป็นเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขและความทรงจำอันล้ำค่า เป็นโอกาสที่ทุกคนจะได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกับครอบครัวและคนที่รัก พร้อมทั้งเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นเวลาที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมักพุ่งสูงขึ้น ทำให้การวางแผนงบประมาณสำหรับนักเดินทางกลายเป็นเรื่องที่สำคัญ อโกด้าภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการมอบข้อเสนอสุดพิเศษในราคาที่คุ้มค่า เพื่อให้นักเดินทางสามารถเดินทางได้อย่างสบายใจ พร้อมรับบริการทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมพิเศษในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ และยังมีงบประมาณเหลือพอที่จะเลือกซื้อของขวัญคริสต์มาสสุดพิเศษให้กับคนที่คุณรัก

ในการจัดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่มีราคาที่พักประหยัดที่สุด อโกด้าได้สำรวจราคาที่พักใน 10 เมืองยอดนิยมจาก 9 ประเทศ โดยอันดับที่ได้สะท้อนถึงค่าเฉลี่ยของราคาห้องพัก ซึ่งหมายความว่านักเดินทางยังมีโอกาสพบราคาที่พักที่ต่ำกว่านี้ได้ทั้งในเมืองเหล่านี้และจุดหมายปลายทางอื่นๆ ผ่านทางอโกด้าได้อีกด้วย

⦁ อันดับเมืองท่องเที่ยวที่มีราคาที่พักประหยัดที่สุด มีดังนี้

⦁ หาดใหญ่ ประเทศไทย (ราคาห้องพักเฉลี่ย 1,600 บาทต่อคืน)

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาปกติหรือช่วงเทศกาล หาดใหญ่ยังคงครองแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่มีราคาที่พักประหยัดที่สุดจากการจัดอันดับของอโกด้า หาดใหญ่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาในภาคใต้ของไทย มีชื่อเสียงในเรื่องถนนคนเดินและอาหารริมทางอร่อยๆ ซึ่งในช่วงเทศกาลวันหยุด เมืองจะยิ่งคึกคักไปด้วยการประดับไฟและการเฉลิมฉลองต่างๆ สำหรับการช้อปปิ้งของขวัญคริสต์มาส ตลาดกิมหยงถือเป็นสถานที่ยอดนิยม ด้วยสินค้าหลากหลายและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคัก

⦁ สุราการ์ตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย (ราคาห้องพักเฉลี่ย 1,650 บาทต่อคืน)

สุราการ์ตา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โซโล” เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความงดงามทางวัฒนธรรมและศิลปะ รวมทั้งหัตถกรรมดั้งเดิมของชาวชวา ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังเกราะตันสุราการ์ตาอันสวยงามและตลาดปาซาร์เกเดที่มีชื่อเสียง ในช่วงเทศกาลวันหยุด นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสการแสดงดนตรีและการแสดงพื้นเมือง พร้อมทั้งลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย ทำให้สุราการ์ตาเป็นจุดหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี

⦁ พาราณสี ประเทศอินเดีย (ราคาห้องพักเฉลี่ย 1,700 บาทต่อคืน)

พาราณสีถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ซึ่งเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่หลอมรวมกับจิตวิญญาณอย่างลงตัว ท่าน้ำต่างๆ ริมแม่น้ำคงคาเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเฉลิมฉลอง เมื่อเทศกาลสิ้นปีใกล้เข้ามา เมืองทั้งเมืองจะถูกประดับประดาด้วยแสงไฟสวยงาม พร้อมทั้งมีกิจกรรมมากมายที่จัดขึ้นตลอดช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง พาราณสีจึงเป็นการผสมผสานระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของเมืองโบราณกับสีสันแห่งเทศกาลปลายปีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

⦁ ดาลัด ประเทศเวียดนาม (ราคาห้องพักเฉลี่ย 2,100 บาทต่อคืน)

เมืองดาลัดได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่มีราคาที่พักประหยัดที่สุดเป็นครั้งที่สองในปีนี้ เมื่อเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ใกล้เข้ามา ดาลัดจะประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับราวกับสวรรค์บนดิน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและน่าหลงใหล สร้างความประทับใจที่ไม่อาจลืมได้ อากาศในเดือนธันวาคมเย็นสบายและสดชื่นจากลมที่พัดมาจากเทือกเขา ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพักผ่อนและเติมพลัง ก่อนเริ่มต้นปีใหม่อย่างสดชื่น

⦁ มีรี ประเทศมาเลเซีย (ราคาห้องพักเฉลี่ย 2,200 บาทต่อคืน)

ที่นี่เป็นที่เลื่องลือด้านธรรมชาติที่สวยงาม เมืองมีรีอาจจะไม่ใช่จุดหมายปลายทางแรกๆที่ คนจะนึกถึงสำหรับการพักผ่อนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่ด้วยความงดงามของธรรมชาติและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เมืองนี้ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว กลับมอบประสบการณ์วันหยุดที่น่าจดจำและสงบสุขอย่างไม่น่าเชื่อ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส นักท่องเที่ยวสามารถสำรวจถ้ำนีอาห์ (Niah Caves) ที่มีชื่อเสียง หรือผ่อนคลายกับการพักผ่อนบนชายหาดที่เงียบสงบ นอกจากนี้ยังสามารถเดินชมการประดับไฟคริสต์มาสที่สวยงามใน Miri Times Square ที่จะส่องสว่างทั้งเมือง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าหลงใหลตลอดช่วงเทศกาล

⦁ ซูบิก ประเทศฟิลิปปินส์ (ราคาห้องพักเฉลี่ย 3,000 บาทต่อคืน)

ซูบิก เมืองชายหาดที่งดงามและแสงแดดอบอุ่น คือสวรรค์เขตร้อนที่มอบประสบการณ์วันหยุดสุดพิเศษ เทศกาลคริสต์มาสในฟิลิปปินส์เป็นช่วงวันหยุดยาวที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และซูบิกก็เต็มไปด้วยความคึกคักจากครอบครัวนักเดินทางที่มาร่วมเฉลิมฉลองทั้งคริสต์มาสและปีใหม่ นักเดินทางจะได้สัมผัสกับตลาดท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา ถนนคนเดินที่คึกคัก และไฟระยิบระยับที่ส่องสว่างไปทั่วเมือง สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความสนุกสนานริมทะเล ทำให้การเฉลิมฉลองในซูบิก กลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือนได้

⦁ ไถตง ไต้หวัน (ราคาห้องพักเฉลี่ย 3,000 บาทต่อคืน)

นักเดินทางที่มองหาการพักผ่อนที่คุ้มค่าหรือผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ในช่วงวันหยุดปลายปีมักเลือกไปเยือนไถตง เมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมพื้นเมืองที่หลากหลาย ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกสุดของไต้หวัน ไถตงยังเป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นแรกของเกาะ ทำให้เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการเฉลิมฉลองปีใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไถตงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในฐานะจุดหมายปลายทางช่วงปลายปี โดยเฉพาะการจัดเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่หลายงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและการเฉลิมฉลองที่แตกต่างไม่เหมือนใคร

⦁ นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น (ราคาห้องพักเฉลี่ย 3,800 บาทต่อคืน)

นาโกย่า เป็นเมืองที่ผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวทันสมัยได้อย่างลงตัว มอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ นักท่องเที่ยวสามารถสำรวจความยิ่งใหญ่ของปราสาทนาโกย่าและความคึกคักของย่านซากาเอะ พร้อมทั้งลิ้มลองอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของเมือง เช่น ฮิตสึมาบูชิ (ข้าวหน้าปลาไหล) และ มิโซะคัตสึ (หมูชุบเกล็ดขนมปังทอดราดซอสมิโซะ) ซึ่งเป็นเมนูที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ในช่วงฤดูหนาว จะมีการประดับไฟตามสถานที่ต่างๆ และตลาดคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยสีสันและความอลังการ สร้างบรรยากาศเหมือนกับการได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ทำให้การเฉลิมฉลองคริสต์มาสและคืนวันปีใหม่ในนาโกย่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือน

⦁ ยอซู ประเทศเกาหลีใต้ (ราคาห้องพักเฉลี่ย 4,500 บาทต่อคืน)

ยอซู เมืองชายฝั่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องทิวทัศน์อันงดงามและวิถีชีวิตริมทะเล เป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนในช่วงวันหยุด นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสความงามของธรรมชาติที่เกาะโอดงโด หรือเพลิดเพลินกับการชมวิวทิวทัศน์ของเมืองจากกระเช้าลอยฟ้าทะเลเยอซู ซึ่งจะมอบทัศนียภาพอันตระการตาของเมืองที่ยากจะลืมเลือน ยอซูยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล โดยมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายให้ผู้มาเยือนได้เพลิดเพลิน เช่น สวนสนุกธีม La Terrace Winter Village ที่สร้างบรรยากาศคริสต์มาสอันน่ามหัศจรรย์ พร้อมการประดับไฟและกิจกรรมที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทำให้การเฉลิมฉลองในยอซูเป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและเต็มไปด้วยความทรงจำ
อโกด้ามีข้อเสนอที่พักมากกว่า 4.5 ล้านแห่ง มีเที่ยวบินกว่า อีกกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมที่น่าสนใจกว่า 300,000 รายการ โดยสามารถจองทั้งหมดได้ภายในครั้งเดียว เหมาะสำหรับการเดินทางในวันหยุดปลายปี โดยสามารถดาวน์โหลดแอป Agoda และเข้าชมเว็บไซต์ http://www.agoda.com/deals

-(016)