‘นฤมล’ร่วมแก้ฝุ่นPM2.5 สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา

https://www.naewna.com/local/849048

‘นฤมล’ร่วมแก้ฝุ่นPM2.5  สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา

‘นฤมล’ร่วมแก้ฝุ่นPM2.5 สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน “Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 กรมส่งเสริมการเกษตร” เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ถึงการปฏิบัติงานตามแนวทางขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันฝุ่นละออง และการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ และคณะ เข้าร่วม ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในปัจจุบัน ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกทม.และภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงตระหนักถึงปัญหา และพร้อมรับนโยบายรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ การเร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร โดยมุ่งเน้นการวางแนวทางให้ชัดเจน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีพื้นที่การเกษตรเป็นเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ รวมถึงการเตรียมรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก และการบริหารจัดการในพื้นที่การเกษตรต้องคำนึงถึงการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นPM 2.5 อย่างจริงจัง จึงมอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น ต้องไม่เป็นการบังคับเกษตรกร แต่สร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรแบบไม่เผา อาทิ ส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูง หรือสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายให้ได้ราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นจึงต้องร่วมกับหน่วยงานทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นทุกปีให้ลดลง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมลกล่าวถึงปัญหาหมอกควันที่มาจากต่างประเทศ ว่ามีการหารือกันในระดับรัฐบาล เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน ลดการเผา รวมถึงให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เตรียมความพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 โดยนายอิทธิ จะขึ้นบินสำรวจสภาพอากาศพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทั้งติดตามการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นPM 2.5 และจะนำไปขยายในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งกทม.เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

รมว.เกษตรฯเยี่ยมศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ฯ

https://www.naewna.com/local/849045

รมว.เกษตรฯเยี่ยมศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ฯ

รมว.เกษตรฯเยี่ยมศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ฯ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวต้อนรับ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวรายงาน ตลอดจนคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ในพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ มีพื้นที่ทั้งหมด 8,500 ไร่ เป็นหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ สนองงานตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยยึดในหลักการ “ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรกรรม” โดยเริ่มฟื้นฟูป่าไม้จากป่าเต็งรังเป็นป่าเบญจพรรณ จากเดิมในปี 2525 ป่าเต็งรัง มีร้อยละ 80 และป่าเบญจพรรณ มีร้อยละ 20 ซึ่งปัจจุบัน ปี 2567 ป่าเต็งรังมีอัตราที่ลดลงถึง ร้อยละ 36 และป่าเบญจพรรณ มีอัตราที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 64

รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงผลความสำเร็จของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ว่าถือเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ทดลอง วิจัย โดยมีผลงานวิจัย ที่ประสบผลสำเร็จทั้งสิ้น 267 โครงการ และมีการนำผลสำเร็จจัดทำเป็นหลักสูตรฝึกอบรมที่นำไปขยายผลสู่ชาวบ้านทั้งสิ้น 32 หลักสูตร โดยในปีงบประมาณ 2567 มีประชาชนที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรม 1,018 ราย และมีผู้ที่เข้าร่วมศึกษาดูงาน 21,033 คน โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ยังผ่านการพิจารณาด้านประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัย ได้รับการขึ้นทะเบียนอาหารและเครื่องสำอาง ตามมาตรฐานเกณฑ์การผลิตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 44 รายการ ได้แก่ รายการเวชภัณฑ์ 8 รายการ และอาหาร 36 รายการ

‘นฤมล’ชูปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ชี้ญี่ปุ่นต้องการรังไหมทองไทย

https://www.naewna.com/local/849296

‘นฤมล’ชูปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  ชี้ญี่ปุ่นต้องการรังไหมทองไทย

‘นฤมล’ชูปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ชี้ญี่ปุ่นต้องการรังไหมทองไทย

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความต้องการรังไหมทองจากไทยของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีความต้องการรังไหมทองจากไทย เพราะเป็นรังไหมคุณภาพสูง ผ่านการวิจัยร่วม นำไปผลิตเครื่องสำอาง ส่งบริษัทชิเซโด้ ปีละ 30 ตัน และยังมีความต้องการมากกว่านี้อีกมาก สามารถสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้นมากให้เกษตรกร ดังนั้นกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนเกษตรกรปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ได้ปีละ 2,000 ตัน แต่รังไหมยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศปีละ 5,000 ตัน เพื่อผลิตผ้าไหม
จึงยังมีการนำเข้ารังไหมอยู่

“นับเป็นการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ตามนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารชินวัตร ที่กระทรวงเกษตรฯ จะทำการส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และใช้ biotechnology แปรรูปเป็นเครื่องสำอาง เพิ่มรายได้ อย่างมีนัยสำคัญให้เกษตรกรทั่วไทย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

กรมส่งเสริมฯร่วมมือ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ลดลง

https://www.naewna.com/local/849298

กรมส่งเสริมฯร่วมมือ  แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ลดลง

กรมส่งเสริมฯร่วมมือ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ลดลง

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับปี 2568 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบแนวทางในการขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์
ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 จึงวางกรอบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการฯ ดังนี้ 1.จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกรายชนิดของพืชเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผา 2.จัดทำแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทาง 3R โมเดล ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เน้นพื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผาไหม้หรือที่มีสถิติการเผาไหม้ซ้ำซาก 3.จัดทำฐานข้อมูลการประเมินวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยใช้ฐานจากข้อมูลเดิมหรือฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร 4.วิเคราะห์การบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อุปสงค์ อุปทาน และศักยภาพ ในการบริหารจัดการตลาดห่วงโซ่อุปทาน ประสานขอความร่วมมือการขับเคลื่อนงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 5.ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผลการดำเนินงานและสรุปผลจากพื้นที่ที่สำเร็จในการบริหารจัดการในทุกเวที ที่เกี่ยวข้อง

6.ร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุน มีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาการเผาอย่างยั่งยืน 7.จัดทำประกาศขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรและจำนวนพื้นที่ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่สูง พื้นที่ที่ต้องการกำจัดศัตรูพืช ช่วงตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน-15 พฤษภาคม 2568 ผ่านระบบแอปพลิเคชั่น FireD หรือ Burn Check และกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อควบคุมกำกับดูแลการเผา และ 8.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ สร้างความเข้าใจในระดับหมู่บ้านโดยใช้ข้อมูลเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จุดความร้อนร่องรอยการเผาไหม้ปีที่ผ่านมา หรือจากการประเมินพื้นที่เสี่ยงที่ไม่สามารถบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้ โดยแบ่งการดำเนินงานให้สอดคล้องตามช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต

นอกจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จาก GISTDA ในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์การเผาในพื้นที่เกษตร ของประเทศไทยจากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 พฤษภาคม 2567 พบจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เกษตร ในประเทศไทย 3,255 จุด จากเดิมปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน 3,647 จุด พบว่าลดลง 392 จุด คิดเป็นร้อยละ 10.75 สำหรับผลการดำเนินงานบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ปี 2567 รายพืช 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ผล ไม้ยืนต้น ช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2567 มีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทั้งหมดประมาณ 48.6 ล้านตัน นำไปใช้แล้วประมาณ 33.54 ล้านตัน
คิดเป็นร้อยละ 69 เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3.2 พันล้านบาท

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

https://www.naewna.com/local/849297

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาที่ดินที่อยู่ในจังหวัดที่เกิดอุทกภัย ช่วยเหลือเกษตรกร หมอดินอาสา และประชาชนในพื้นที่ โดย ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินสตูล และคณะ ร่วมมอบถุงยังชีพกับองค์การสะพานปลาและหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย 50 ชุด ในพื้นที่หมู่ 7 ต.บ้านควน อ.เมือง จ.สตูล, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินสงขลา มอบหมายเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สนับสนุนข้าวกล่องและน้ำดื่มให้กับผู้ประสบอุทกภัย 250 ชุด ในพื้นที่หมู่ 1 ต.คู อ.จะนะ จ.สงขลา, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินยะลา จัดส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร เปิดโรงครัวฮาลาลผลิตข้าวกล่อง เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา 1,000 กล่อง

นอกจากนี้ได้ร่วมกับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา มอบข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มสะอาด 1,250 ชุด สำหรับการมอบข้าวกล่องและน้ำดื่ม สถานีพัฒนาที่ดินยะลาร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ แจกจ่ายข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม 2 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย (อุทกภัย) เทศบาล ต.รามัน ที่โรงเรียนบ้านรามัน 100 ชุด และจุดที่ 2 ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย (อุทกภัย) หมู่ 4 และหมู่ 5 ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา 130 ชุด

ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส นำถุงยังชีพไปมอบ 120 ชุด น้ำดื่ม 200 ขวด ที่สวนรื่นอรุณเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี มอบหมายให้เจ้าหน้าที่พร้อมด้วยหมอดินอาสา ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 2 จุด โดย จุดที่ 1 บ้านคลองขุด หมู่ 4 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก มอบข้าวกล่อง 78 กล่อง และจุดที่ 2 บ้านโคกดีปรี หมู่ 3 ต.ตุยง อ.หนองจิก มอบข้าวกล่อง 70 กล่อง รวมทั้งมอบน้ำดื่มสะอาด 200 ขวดที่บ้านรูแตบองอ หมู่ 6 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

‘รมว.นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/849279

'รมว.นฤมล'นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

‘รมว.นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.45 น.

“รมว.นฤมล”นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบร่างมาตรฐาน“ปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง-การเพาะเลี้ยงผำ” พร้อมกำหนดปริมาณสารพิษตกค้าง และจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร“พืช”

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบต่อร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ 1.ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 พ.ศ. …. เนื่องจาก กษ. มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวม และโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา 2.กำหนดอัตรา ค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน มกษ. 9055-2562 (GAP เกลือทะเล) 3.กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานบังคับ มกษ. 6413-2564 (ปางช้าง) และ มกษ. 9070-2566 (ตรวจและรับผลทุเรียน)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง 2.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร 3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ 4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (ทบทวน) 5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (ทบทวน) และ 6.การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน)

ด้าน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงหลังการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้าวโพดเมล็ดแห้งที่มีคุณภาพปลอดภัยสำหรับใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป รวมถึงสุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สำหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

2.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร และ3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้ง 2 ฉบับนี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มผำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสถานที่ตั้งฟาร์ม การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง น้ำที่ใช้ในฟาร์ม สุขลักษณะภายในฟาร์ม การจัดการการเพาะเลี้ยง ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม น้ำทิ้งและดินเลน การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาและการปฏิบัติก่อนการขนส่ง ผู้ปฏิบัติงาน และการบันทึกข้อมูลและเอกสารหลักฐานเพื่อการตามสอบ เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค หรือนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วแต่กรณี

4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (มกษ. 9002-2559) (ทบทวน) และ5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (มกษ. 9003-2547) (ทบทวน) เนื่องจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอาจทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหาสารพิษตกค้าง จึงจำเป็นต้องกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRLs) เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับผู้บริโภคในประเทศ การนำเข้า รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ผลิตผลอาจจะมีการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างบางชนิดจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการปนเปื้อนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (EMRL) ด้วย ดังนั้น เพื่อให้มาตรฐานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อกำหนดระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งครอบคลุมรายการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงเห็นควรให้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว

และ 6.การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน) กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การจัดกลุ่มสินค้าเกษตร : พืช (มกษ. 9045-2559) และเนื่องจากมาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) ที่ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง มีการปรับปรุงใหม่โดยเพิ่มกลุ่มสินค้าและรายการสินค้าในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งจำเป็นต้องเพิ่มเติมสินค้าพืชของไทยในบางกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น จึงเห็นสมควรทบทวนมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการวิชาการเกษตร เห็นชอบให้จัดทำมาตรฐานการจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร ในรูปแบบชุดอนุกรมมาตรฐาน โดยเริ่มกำหนดที่เล่ม 1: พืช เป็นลำดับแรก ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับ มกษ. 9002 และ มกษ. 9003

– 006

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ

https://www.naewna.com/local/849230

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.28 น.

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ 

ปลาหมอคางดำ หรือ Sarotherodon melanotheron (Blackchin Tilapia) เป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปี 2567 จากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เกิดจากการแพร่กระจายของปลาชนินี้ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและรอบด้าน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองส่วนหลักในปัจจุบัน ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดของปลา และการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและต้องใช้เวลา 

ปัจจุบัน กรมประมงได้กำหนดแผนปฏิบัติการปลาหมอคางดำครอบคลุม 5 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและโปร่งใส โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็นมาตรการเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้ :

+ มาตรการเร่งด่วน

– ควบคุมและลดประชากรปลาหมอคางดำ ดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำไม่น้อยกว่า 5,000 ตัน พร้อมสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความเสี่ยง

– สร้างความตระหนักรู้และการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของปลาหมอคางดำและแนวทางการแก้ไขแก่ประชาชนผ่านสื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

– สร้างเครือข่ายและบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

+ มาตรการระยะกลาง

– ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกงและปลาช่อน รวมถึงพันธุ์สัตว์น้ำอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยตั้งเป้าปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไม่น้อยกว่า 20 ล้านตัว ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาป่น น้ำหมักชีวภาพ และเมนูอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

+ มาตรการระยะยาว

– วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ดำเนินการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การเหนี่ยวนำโครโมโซม 4N เพื่อทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน การใช้ฟีโรโมน และแสงสีในการควบคุมประชากรปลาอย่างยั่งยืน โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2567-2570

– นวัตกรรมการควบคุมเชิงนิเวศ ใช้เทคโนโลยีสำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาเพื่อการกำจัดที่ตรงเป้าหมาย ลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบความสำเร็จในการลดจำนวนปลาหมอคางดำอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ลดจำนวนปลาจาก 60 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เหลือ 25 ตัว จังหวัดเพชรบุรี ลดจำนวนจาก 80 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เหลือไม่ถึง 40 ตัว ด้านจังหวัดสมุทรสาคร ปลาลดลงไป 60-70% ขณะที่จังหวัดสมุทรสงคราม ปลาที่จับได้เป็นปลาขนาดเล็ก และสามารถจับปลาหมอคางดำใน 18 จังหวัด ได้มากกว่า 3 ล้านกิโลกรัม ในจำนวนนี้นำไปทำเป็นปลาป่นแล้ว 2 ล้านกิโลกรัม ส่วนที่เหลือทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับสวนยางพาราและพืชอื่น และยังคงมีการดำเนินงานกำจัดต่อเนื่อง

กรมประมงยังคงเดินหน้าเชิงรุกเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดจำนวนปลาหมอคางดำให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 30 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำ เช่น การทำปลาร้าและน้ำปลา โดยร่วมกับกรมราชทัณฑ์ เพื่อสร้างรายได้และส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ต้องขังตลอดจนชุมชนที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

ปัจจุบัน แผนปฏิบัติการปลาหมอคางดำของกรมประมงเดินหน้ามาถึงมาตรการระยะกลาง การปล่อยปลาผู้ล่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลากะพง ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยในปี 2567 ได้บรรลุเป้าหมายปล่อยปลาผู้ล่าจำนวน 200,000 ตัว รวมถึงการเตรียมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสำรวจแหล่งที่อยู่ของปลาในแหล่งน้ำ เพื่อให้กำจัดปลาได้ตรงเป้าหมายและควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ตลอดจนทำการศึกษาวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยีเหนี่ยวนำโครโมโซม 4N ไปทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน ช่วยควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลา หรือการใช้เทคโนโลยีฟีโรโมนหรือแสงสีในการควบคุมประชากรปลา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ที่ไม่เพียงจะช่วยลดต้นทุนแต่ยังลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย 

แนวทางปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นจะอำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ จนสามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือ การฟื้นฟูความหลากหลายของปลาพื้นถิ่นและสัตว์น้ำ คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน 

ในอนาคต แนวทางดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและความสมดุลในระบบนิเวศ พร้อมคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ตลอดจนความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และคาดว่าปัญหาปลาหมอคางดำจะสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันใกล้นี้

#เอมอร อัมฤก นักวิชาการอิสระ

‘นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม’คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร’ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด

https://www.naewna.com/local/849210

'นฤมล'นั่งหัวโต๊ะประชุม'คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร'ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด

‘นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม’คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร’ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.14 น.

‘นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม’คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร’ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด ลดการถูกตีกลับ สร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรไทย พร้อมเห็นชอบร่างมาตรฐานสำคัญ’ปลอดการเผาข้าวโพดเมล็ดแห้ง-การเพาะเลี้ยงผำ’

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการก้าวสู่การเป็นครัวของโลก ซึ่งความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงต้องสร้างระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทยให้เกิดการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการยอมรับสู่สากล ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรมีความสำคัญ เนื่องจาก ใช้เป็นเกณฑ์ในการผลิต ปรับปรุงคุณภาพ จัดชั้นคุณภาพเป็นมาตรฐานของประเทศที่นำมาใช้อ้างอิง สร้างความเป็นธรรมทางการค้า รวมถึงสนับสนุนการเจรจา โดยเฉพาะการทำความตกลงยอมรับความเท่าเทียมกันระหว่างประเทศไทยกับคู่ค้า และเป็นเกณฑ์ในการตรวจรับรองระบบมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานสินค้า ปัจจุบันมีมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมทั้งสิ้น 417 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป จำนวน 407 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ จำนวน 10 เรื่อง

นางนฤมล กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ผ่านมายังพบปัญหาและอุปสรรค จึงได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  ทบทวนมาตรฐานที่มีความซ้ำซ้อนให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้หรือไม่ และลดขั้นตอน อีกทั้ง มอบหมายให้ มกอช. กรมวิชาการเกษตร และหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช บูรณาการทำงานร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ถูกตีกลับ ให้เข้าไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุ วางแผนร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตร ให้มีคุณภาพมาตรฐาน และความปลอดภัย สร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย และผลักดันให้เกิดการบังคับใช้มาตรฐานอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออก ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าเจตนาทุจริตให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิดขั้นเด็ดขาด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบต่อร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ 1. ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 พ.ศ. …. เนื่องจาก กษ. มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวม และโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา 2. กำหนดอัตรา ค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน มกษ. 9055-2562 (GAP เกลือทะเล) 3. กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานบังคับ มกษ. 6413-2564 (ปางช้าง) และ มกษ. 9070-2566 (ตรวจและรับผลทุเรียน)

นางนฤมล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง 2. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร 3. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ 4. สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (ทบทวน) 5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (ทบทวน) และ 6. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน)

ด้านนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงหลังการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้าวโพดเมล็ดแห้งที่มีคุณภาพปลอดภัยสำหรับใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป รวมถึงสุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สำหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน  

2. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร และ 3. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้ง 2 ฉบับนี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มผำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสถานที่ตั้งฟาร์ม การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง น้ำที่ใช้ในฟาร์ม สุขลักษณะภายในฟาร์ม การจัดการการเพาะเลี้ยง ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม น้ำทิ้งและดินเลน การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาและการปฏิบัติก่อนการขนส่ง ผู้ปฏิบัติงาน และการบันทึกข้อมูลและเอกสารหลักฐานเพื่อการตามสอบ เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค หรือนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วแต่กรณี 

4. สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (มกษ. 9002-2559) (ทบทวน) และ 5. สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (มกษ. 9003-2547) (ทบทวน) เนื่องจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอาจทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหาสารพิษตกค้าง จึงจำเป็นต้องกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRLs) เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับผู้บริโภคในประเทศ การนำเข้า รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ผลิตผลอาจจะมีการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างบางชนิดจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการปนเปื้อนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (EMRL) ด้วย ดังนั้น เพื่อให้มาตรฐานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อกำหนดระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งครอบคลุมรายการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงเห็นควรให้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว

และ 6. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน) กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การจัดกลุ่มสินค้าเกษตร : พืช (มกษ. 9045-2559) และเนื่องจากมาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) ที่ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง มีการปรับปรุงใหม่โดยเพิ่มกลุ่มสินค้าและรายการสินค้าในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งจำเป็นต้องเพิ่มเติมสินค้าพืชของไทยในบางกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น จึงเห็นสมควรทบทวนมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการวิชาการเกษตร เห็นชอบให้จัดทำมาตรฐานการจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร ในรูปแบบชุดอนุกรมมาตรฐาน โดยเริ่มกำหนดที่เล่ม 1: พืช เป็นลำดับแรก ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับ มกษ. 9002 และ มกษ. 9003

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

https://www.naewna.com/local/849195

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.45 น.

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ พร้อมด้วย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุม 123 ชั้น 2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตรและการปรับปรุงคำสั่งอนุกรรมการฯ

– 006

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

https://www.naewna.com/local/849032

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.15 น.

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS ส่งเสริมการมีส่วนร่วมชุมชนเข้มแข็งอย่างพอเพียง

22 ธันวาคม 2567 ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม หมู่ 2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบฯ ของคุณแก้วตา จันทร์วีระชัย นักธุรกิจเจ้าของกิจการมีชื่อในจังหวัดประจวบฯ ผันตัวเองลงมาทำสวนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่กว่า 80 ไร่ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการจัดการอย่างเป็นระบบในการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและชาวเกษตรกร หวังให้ชาวบ้านในพื้นที่บางราย ไร่ที่ทำกินทางการเกษตร ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์แบบปลอดสารพิษ เพื่อนำกลับไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอยู่อย่างพอเพียง โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรคอยแนะนำให้ความรู้ ในการทำเกษตรผสมในพื้นที่แปลงน้อยโดยไม่ใช้สารเคมี และได้มีโอกาสร่วมเป็นสมาชิก รับมอบใบรับรองแบบมีส่วนร่วม ความเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตผลที่ปลอดสารพิษ

ทางศูนย์การเรียนรู้ฯ สวนสวรรค์ฟาร์ม จะมีการจัดกิจกรรมและพิธีมอบหนังสือรับรองพื้นที่เกษตรอินทรีย์ แบบมีส่วนร่วมความเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ SCE PGS ให้กลุ่มสมาชิกในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประจำทุกปี โดยมีนายณรงค์พงษ์ โพธิสมบัตร ประธานบริษัทประชารัฐรักษ์สามัคคี นายณรงค์ คงมาก กรรมการบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม นายนันทปรีชา คำทอง ประธานเครือข่ายสามอ่าวเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติ และนางสาว นิชาภา สุวรรณนาค  สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบฯ ร่วมกันเป็นประธานมอบหนังสือรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS ให้กลุ่มสมาชิกที่ได้รับการรับรอง ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม  หมู่ 2  ต.อ่าวน้อย จ.ประจวบฯ ไปเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 67 ที่ผ่านมา

แก้วตา จันทร์วีระชัย หรือเจ๊แก้วตา เจ้าของสวนสวรรค์ฟาร์มเล่าว่า  ตนเห็นว่าพื้นที่ในที่ดินกว่า 80 ไร่ เป็นที่ว่างเปล่าปล่อยรกร้างไว้ไม่เกิดประโยชน์อะไร หลังรัฐบาลปลดล็อคกัญชา คิดว่าจะใช้เป็นพื้นที่ปลูกกัญชา แต่ก็ยังติดปัญหาหลายอย่างในทางกฎหมาย หลังจากได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งทำเกี่ยวกับเรื่องเกษตรอินทรี จึงลองไปศึกษาหาความรู้ บางส่วนก็ศึกษาเรียนรู้จาก YouTube บ้าง นำไปลองปฏิบัติตามจนเกิดผลผลิต หวังแค่เพียงเพื่อไว้รับประทานกันเองในครอบครัว ทั้ง ๆ ที่ตนไม่เคยมีความรู้ทางการเกษตรแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อตนได้เห็นชาวบ้านในพื้นที่บางรายขาดโอกาสการทำอาชีพเกษตรกร เนื่องจากไม่มีที่ดิน จึงมีแนวคิดที่จะให้เขาได้ใช้พื้นที่เพาะปลูกและเรียนรู้การทำเกษตรแนวใหม่แบบผสมผสานปลอดสารพิษ และด้วยที่ตนเองเป็นคนรักสุขภาพอยู่แล้ว อยากเห็นทุกคนมีสุขภาพที่ดี ได้รับประทานอาหาร พืชผัก ผลไม่ ที่มีคุณภาพปลอดสารพิษ

แนวคิดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองเปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าให้เป็นสวนเกษตร ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม ต่อมามีการรวมตัวก่อตั้งกลุ่มรักสุขภาพ โดยการรวบรวมชาวบ้านและกลุ่มคนที่สนใจเข้าร่วมได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ศึกษาวิธีการทำสวนเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร และนำกลับไปต่อยอด หรือเพราะปลูกไว้รับประทานเอง หรือจะนำกลับมาส่งขายที่ศูนย์การเรียนรู้ สวนสวรรค์ฟาร์มได้อีก เนื่องจากผลผลิตปลอดสารพิษเกษตรอินทรีย์มีความต้องการทางการตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งทางกลุ่มเรามีการจักการแบบครบวงจร โดยเอาผลิตผลที่ได้บางส่วนมาแปลรูป เป็นผลิตภัณฑ์ บรรจุหีบห่อเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่อ ตามศูนย์โอทอปพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งตลาดรับซื่ออีกหลายแห่ง เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพได้รับการรับรองให้เป็นเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษไม่ใช้สารเคมี โดยทางเรามีกระบวนการตรวจสอบผลิตผลที่กลุ่มสมาชิกนำมาส่งที่ศูนย์ มีคณะกรรมการ มีประทาน และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ  ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9