เที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วยเรือแคนู

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2806418

เที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วยเรือแคนู

9 ส.ค. 2567 05:15 น.

เที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วยเรือแคนู

สำรวจธรรมชาติสุดตระการตาของอ่าวพังงาแบบใหม่ เมื่อ จอห์น เกรย์ ซี แคนู หนึ่งในผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยไกด์ท้องถิ่นผู้เชี่ยวชาญ ที่จะพานักเดินทางเข้าไปสำรวจเกาะแก่งและถ้ำหินปูนใจกลางทะเลอันดามันอย่างใกล้ชิด และเข้าสู่โลกของธรรมชาติในแบบที่ไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน

การผจญภัยบนท้องทะเลกับจอห์น เกรย์ ซี แคนู เริ่มต้นบนเรือโดยสารลำใหญ่พร้อมเสิร์ฟอาหารไทยมื้อกลางวันและมื้อเย็น ในระหว่างการเดินทางพาทุกคนไปสู่พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

โดยจุดหมายปลายทางนั้นอยู่ที่ เกาะพนัก ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่มีถ้ำทะเลและหินงอกหินย้อยสวยงาม ในหลายๆ จุดสามารถเข้าชมได้ด้วยเรือแคนูเท่านั้น อีกแห่งคือ เกาะห้อง อันโด่งดัง มีลากูน (หรือทะเลใน) ในช่วงน้ำขึ้นสูง น้ำทะเลจะเป็นสีเขียวมรกตล้อมรอบด้วยเขาหินปูนสูงชัน ซึ่งเส้นทางการพายเรือนี้ค้นพบโดยมิสเตอร์จอห์น เกรย์ ตั้งแต่การเข้าสำรวจในปี 1989 จากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวประมงและชาวบ้าน

อีกทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่าโกงกาง ซึ่งการสำรวจธรรมชาติอย่างใกล้ชิดโดยเรือแคนูที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ ไม่สร้างมลภาวะทางเสียง อีกทั้งยังไม่รบกวนการใช้ชีวิตของสัตว์ป่า เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการเที่ยวทะเล ทั้งนี้ สำรองแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาพิเศษกับ ‘จอห์น เกรย์ ซี แคนู’ ผ่าน Line ID: @johngrayseacanoe เท่านั้น พร้อมส่วนลดสูงสุด 40% สิทธิพิเศษเฉพาะคนไทยเท่านั้น สอบถามโทร.06-3124-3404 และเว็บไซต์ johngray-seacanoe.com

ปักหมุด 3 จังหวัด ติดอันดับจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวใหม่ ของประเทศไทย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2806498

ปักหมุด 3 จังหวัด ติดอันดับจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวใหม่ ของประเทศไทย

8 ส.ค. 2567 14:23 น.

ปักหมุด 3 จังหวัด ติดอันดับจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวใหม่ ของประเทศไทย

เผย 3 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวที่กำลังเป็นกระแส และเทรนด์ในปัจจุบัน (ปี 2567) ซึ่งทั้งหมดติดอันดับจุดหมายปลายทางใหม่ในประเทศไทย จากการจัดอันดับของ Airbnb 

เจาะเบื้องลึกเมืองน่าเที่ยวยอดฮิตในประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนไปจากเดิม โดยทาง Airbnb เปิดข้อมูลที่น่าสนใจล่าสุด เกี่ยวกับจังหวัดที่กำลังได้รับความนิยมทั้งนักท่องเที่ยวไทย และต่างประเทศ ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน ตรัง และอยุธยา 

3 จังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่ากำลังเป็นคลื่นความนิยมด้านการท่องเที่ยวระลอกใหม่ที่นักเดินทาง Airbnb ทั่วโลก เข้ามาค้นหาจุดหมายปลายทางและที่พักมากที่สุด ถือเป็นเทรนด์ที่เปิดโลเคชันใหม่ๆ พร้อมเปรยศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่แตกต่างไปจากเดิมอย่าง ภูเก็ต สมุย กระบี่ และชลบุรี 

อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน ของ Airbnb เปิดเผยว่า “ประเทศไทยมีสถานที่น่าสนใจมากมายที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศ ด้านจุดหมายปลายทางหลักๆ ยังคงได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็มีความยินดีที่ได้เห็นข้อมูลล่าสุดระบุนักเดินทาง Airbnb กำลังมองหาประสบการณ์ และสถานที่ใหม่ๆ ในการเดินทาง ที่สื่อถึงพฤติกรรมการอยากออกไปสำรวจสถานที่นอกเส้นทางหลัก”

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มชุมชนนักเดินทาง จากแอปพลิเคชัน Airbnb ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสนับสนุนในการช่วยกระจายตัวของการท่องเที่ยวที่เท่าเทียมกันทั่วประเทศไทยซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรองอย่างต่อเนื่อง

สถิติของจุดหมายปลายทางใหม่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “แม่ฮ่องสอน” เนื่องจากมีนักเดินทางค้นหาที่พัก Airbnb ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้นถึง 149% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2566 ถึงไตรมาสแรกของปี 2567 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ อำเภอปาย ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักเดินทาง และเป็นจังหวัดที่มีทั้งความสวยงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และมีกิจกรรมสนุกๆ ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวทำให้โดนใจผู้เข้าพัก Airbnb จากทั่วโลก 

จังหวัดที่ได้รับความนิยมในอันดับที่ 2 คือ ตรัง ซึ่งการค้นหาที่พักบน Airbnb เพิ่มขึ้น 143% ตามมาด้วย อยุธยา, สตูล และเพชรบุรี ตามลำดับ

จังหวัดที่ได้รับความนิยมหลักอย่าง ภูเก็ต สมุย กระบี่ และชลบุรี ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มนักเดินทาง Airbnb จากทั่วโลก แต่ก็มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่านักเดินทางส่วนหนึ่งกำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่เป็นชายหาด ซึ่งยังไม่ค่อยมีคนรู้จักเพื่อหาทางเลือกเพิ่มเติม และสถานที่ที่มีริมหาดอันเงียบสงบ จังหวัดตรัง จึงได้เข้ามาเป็น จุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มนักเดินทาง Airbnb จังหวัดตรังมีถึง 46 เกาะ รวมถึงเกาะกระดาน ซึ่งเป็นเกาะที่ติดอันดับที่ #1 ของโลกจากการจัดอันดับของ World Beach Guide 2023 และล่าสุดยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ไดโนเสาร์ชื่อดังอีกด้วย 

ส่วนจังหวัดสตูล มาแรงอันดับที่ 2 เนื่องจากมีอุทยานธรณีโลกที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO และยังมีเกาะสวยงามมากมาย ตามมาด้วย พังงา ส่วนจังหวัดติดทะเลทางฝั่งอ่าวไทยที่ได้รับความนิยม คือ ตราด และสงขลา

จากที่กล่าวมาทั้งหมด พิสูจน์ว่าแหล่งท่องเที่ยวทางภาคใต้ตอนล่างกำลังเป็นที่สนใจมากขึ้น เพราะภาคใต้ตอนล่างมีวัฒนธรรมอันเข้มข้น และเป็นกลุ่มจังหวัดที่มักจะถูกมองข้าม แต่ปัจจุบันได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักเดินทาง Airbnb เช่น นราธิวาส กำลังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่างเนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย และยังมีชื่อเสียงในเรื่องของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และแนวชายฝั่งทะเลอันสวยงาม ทำให้มีการค้นหาที่พักในจังหวัดนราธิวาสเพิ่มขึ้น 87% ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2566 ถึงไตรมาสแรกของปี 2567

ด้านปัตตานี และยะลา พบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลักตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2566 ถึงไตรมาสแรกของปี 2567 ส่วน สงขลา และพัทลุง ก็พบว่ามีการค้นหาเพิ่มขึ้น 74% และ 52% ตามลำดับ

ภาคอีสานก็ไม่แพ้กัน โดยมีนักเดินทางที่ทำการค้นหาที่พักในจังหวัดภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น เช่น กาฬสินธุ์ มีเพิ่มขึ้นมากกว่า 80% นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2566 ถึงไตรมาสแรกของปี 2567 ตามมาด้วย บุรีรัมย์ และสกลนคร นอกจากนี้ยังมีจังหวัดอื่นๆ ที่กำลังได้รับความนิยม อาทิ อุบลราชธานี และขอนแก่น ซึ่งทั้ง 2 จังหวัดนี้มีนักเดินทางเข้ามาค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2566 ถึงไตรมาสแรกของปี 2567

ทั้งหมดสื่อถึงเทรนด์การเดินทางไปเที่ยวธรรมชาติ และภูเขาเพื่อมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางที่ไม่ใช่ศูนย์กลางของสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ทำให้เมืองท่องเที่ยวที่มีภูมิประเทศแบบภูเขาและธรรมชาติของประเทศไทยกำลังดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ภูมิประเทศแบบเทือกเขา และวิวแม่น้ำอันสวยงามเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว เนื่องจากพบว่ามีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นเกือบ 150% นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2566 ถึงไตรมาสแรกของปี 2567 ขณะที่ เพชรบุรี มีการค้นหาที่พักบน Airbnb นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2566 ถึงไตรมาสแรกของปี 2567 มากขึ้นเป็นอันดับที่ 2

ส่วนจุดหมายปลายทางอื่นๆ ที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ และพังงา ซึ่งเป็นจังหวัดในภาคใต้ และอุบลราชธานี ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง สามพันโบก หรือแกรนด์แคนยอนเมืองไทย

นักสะสมห้ามพลาด ชวนเที่ยวงาน “Thai Art Toy Fest สยามเด็กเล่น” พร้อมเผยไฮไลต์ที่น่าสนใจ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2806261

นักสะสมห้ามพลาด ชวนเที่ยวงาน “Thai Art Toy Fest สยามเด็กเล่น” พร้อมเผยไฮไลต์ที่น่าสนใจ

7 ส.ค. 2567 16:15 น.

นักสะสมห้ามพลาด ชวนเที่ยวงาน “Thai Art Toy Fest สยามเด็กเล่น” พร้อมเผยไฮไลต์ที่น่าสนใจ

ชวนนักสะสมอาร์ตทอย และของเล่น มาชื่นชม เที่ยวงาน Thai Art Toy Fest สยามเด็กเล่น เทศกาลที่ชวนนักสะสม มาแพ็กกระเป๋าออกไปท่องเที่ยวเมืองไทย ผ่านของเล่น ของสะสม และงานศิลปะที่กำลังมาแรงอย่างอาร์ตทอยในวันที่ 24-25 สิงหาคม 2567 นี้

ปักหมุดเที่ยวงาน “Thai Art Toy Fest : สยามเด็กเล่น” งานครั้งแรกที่จัดขึ้นเกี่ยวกับเทศกาลอาร์ตทอย ที่จะชวนนักท่องเที่ยวได้แพ็กกระเป๋าออกไปท่องเที่ยวเมืองไทย พร้อมได้สะสมผลงานของเล่น และงานศิลปะที่กำลังมาแรงอย่างมากในช่วงนี้สำหรับนักสะสม โดยงานจะจัดขึ้นวันที่ 24-25 สิงหาคม 2567 นี้

ไฮไลต์ของงาน Thai Art Toy Fest : สยามเด็กเล่น คือ การรวมตัวของศิลปินไทยคนรุ่นใหม่ และสตูดิโออาร์ตทอยไทย กว่า 80 รายการ ที่พร้อมใจเล่าเรื่องเมืองไทยในแง่มุมที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งศิลปะวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แลนด์มาร์ก ไปจนถึงเรื่องเล่าตำนาน และความเชื่อผ่าน “อาร์ตทอย”

พร้อมอาร์ตทอยคอลเลกชันพิเศษที่ออกแบบมาเพื่องาน Thai Art Toy Fest : สยามเด็กเล่น โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีสินค้าในหมวดซอฟต์พาวเวอร์จัดเต็มเรื่องดีไซน์ที่จะมาร่วมเล่าเรื่องประเทศไทยให้สนุกยิ่งขึ้น

เปิดประสบการณ์เที่ยวไทยผ่านอาร์ตทอยไปพร้อมกันใน “Thai Art Toy Fest : สยามเด็กเล่น” เซฟลงปฏิทินแล้วมาเจอกัน 24-25 สิงหาคม 2567 ที่ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ICONSIAM ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

ไฮไลต์งาน Thai Art Toy Fest สยามเด็กเล่น

  • อาร์ตทอยสัตว์วิเศษทั้ง 5 ภูมิภาค พร้อมชวนหมุนอาร์ตทอยสัตว์วิเศษประจำท้องถิ่นไทยสุดซิกเนเจอร์ โดย ททท. 

การท่องเที่ยวเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะงานนี้จะพาไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวในเส้นทางใหม่กับ “เส้นทางเที่ยวไทยตามรอยสัตว์วิเศษ” โดย ททท. ที่จะมาเปิดตัวแผนที่เที่ยวไทยตามรอยสัตว์วิเศษประจำท้องถิ่น ไฮไลต์ คือ การเปิดตัว อาร์ตทอยสัตว์วิเศษประจำท้องถิ่น ตัวแทนจาก 5 ภูมิภาค พร้อมสัตว์วิเศษตัว Secret ที่จะเปิดให้หมุนกันเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

  • “Amazing Hunt” เปิดตัวไกด์บุ๊กฉบับใหม่จาก ททท. NFT Travel Guide

เปิดตัวไกด์บุ๊กฉบับใหม่รูปแบบ NFT Travel Guide “Amazing Hunt” ที่จะชวนออกไปตามหาสัตว์วิเศษ 5 ภูมิภาคพร้อมของดีประจำท้องถิ่นในรูปแบบ NFT ด้วยการตามหาสัตว์วิเศษที่ซ่อนอยู่ในงานเพื่อรับอาร์ตทอยตัว Secret ฟรี และรับดีลส่วนลดด้านการท่องเที่ยวที่มาแจกในงานนี้

  • Let’s Camping with your toy นิทรรศการอาร์ตทอยศิลปินไทย จาก DDD Collectible Art Toys X Motley Party

นิทรรศการและโชว์เคสจาก DDD Collectible Art Toys DDD ArtToys ร่วมกับ Motley Party Studio ที่ต้องการแสดงศักยภาพของศิลปินอาร์ตทอยไทยสู่สายตาคนไทย และชาวต่างชาติ ครั้งนี้พวกเขาจะชวนเหล่าอาร์ตทอยออกเดินทางไปแคมปิ้ง

  • “มูเตทอย” มูให้สุดแล้วหยุดที่เวิร์กช็อป อาร์ตทอยจากมวลสารผงธูปวัด และศาลเจ้าดังทั่วไทย

เวิร์กช็อปทำอาร์ตทอยสัตว์วิเศษ DIY จากมวลสาร “ผงธูป” นำผงธูปจริงจากวัด และศาลเจ้าดังทั่วประเทศ มารียูสด์สร้างชีวิตใหม่ให้กลายเป็นอาร์ตทอยสัตว์วิเศษ มังกร สิงห์ และพญาคันคาก ที่อยู่ในตำนานพื้นถิ่นแดนอีสาน

  • Model Painting Workshop by Vallejo เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และลงสีอาร์ตทอยที่มีตัวเดียวในโลก

ไม่ว่าใครก็สร้างสรรค์อาร์ตทอยในแบบฉบับของตัวเองได้ Vallejo บริษัทสีอาร์ตทอย เปิดเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และลงสีอาร์ตทอยโดยมี 3 ศิลปินอาร์ตทอยไทย Kuma bear, Sloth Doll และ Kappa มาเปิดคลาส Art Toy 101 แจกเทคนิคการลงสีอาร์ตทอย พร้อมรับอาร์ตทอยที่มีตัวเดียวในโลกกลับบ้าน

  • ฟิกเกอร์นักมวยปล้ำไทย Monomoth เปิดตัวฟิกเกอร์นักมวยปล้ำฉายา Smiling Angel

ครั้งแรกกับการเปิดตัว ฟิกเกอร์ซอฟต์ไวนิลนักมวยปล้ำไทย “Monomoth” เจ้าของฉายา Smiling Angel นักมวยปล้ำชายที่สวยที่สุดในโลก ต่อสู้มาแล้วในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ Monomoth จะมาเปิดตัวอาร์ตทอยพร้อมแจกลายเซ็น

  • ถอดรหัสความสำเร็จศิลปินอาร์ตทอยไทย Porin, Greenie & Elfie, MOTMO Studio และ Shew Sheep

เรื่องเบื้องหลังกว่าจะเป็นความสำเร็จของศิลปินอาร์ตทอยไทย ที่โด่งดังทั้งในไทย และต่างประเทศ ได้แก่ Porin, Greenie & Elfie, MOTMO Studio และ Shew Sheep และทำให้อาร์ตทอยกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์อย่างแท้จริง

  • มวยปล้ำไทย 101 ประวัติศาสตร์มวยปล้ำไทย Soft Power ที่มาแรงระดับโลก

ทอล์กกับประวัติศาสตร์มวยปล้ำกับเมืองไทย รวมถึงซอฟต์พาวเวอร์มวยปล้ำไทยที่โด่งดังระดับโลก โดยมี ปูมิ ประธานสมาคมมวยปล้ำ SETUP Thailand Pro Wrestling มาร่วมเปิดเวทีทอล์ก พร้อมด้วย Matcha & Jeney ไอดอลหญิงที่ผันตัวมาเป็นนักมวยปล้ำ และ Monomoth นักมวยปล้ำชายที่สวยที่สุดในโลก

  • NFT Talk เมื่อศิลปะที่ถูกเปลี่ยนถ่ายสู่โลก NFT

ทอล์กว่าด้วยศิลปะที่ถูกเปลี่ยนถ่ายสู่โลก NFT รวมทั้งกระแส NFT ในปัจจุบัน พร้อมเปิดให้ดร็อป NFT ลิมิเต็ดเอดิชันที่พิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น

ข้อมูล : ททท.

“teamLab Botanical Garden Osaka” ชมศิลปะดิจิทัลกลางป่า พิกัดเท่ๆ เช็กอินโอซากา

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2802908

"teamLab Botanical Garden Osaka" ชมศิลปะดิจิทัลกลางป่า พิกัดเท่ๆ เช็กอินโอซากา

6 ส.ค. 2567 12:13 น.

“teamLab Botanical Garden Osaka” ชมศิลปะดิจิทัลกลางป่า พิกัดเท่ๆ เช็กอินโอซากา

เชื่อว่าคนที่ชื่นชอบการไปชมนิทรรศการศิลปะ จะต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของ “teamLab” (ทีมแล็บ) มาบ้าง มีชื่อเสียงด้านดิจิทัลอาร์ตของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในหลายเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะในกรุงโตเกียว ที่มีทั้ง teamLab Borderless และ teamLab Planets

ในเมืองโอซากาเองก็มี teamLab Osaka ให้ชมเช่นกัน โดยใช้ชื่อเต็มๆ ว่า “teamLab Botanical Garden Osaka” มีความพิเศษตรงที่เป็นนิทรรศการศิลปะกลางแจ้งที่จัดขึ้นในสวนพฤกษศาสตร์ใกล้เมืองที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว และมีธรรมชาติรายล้อม มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์นำภาพบรรยากาศมาฝากกัน

รู้จักสวนพฤกษศาสตร์ Nagai Botanical Garden โอเอซิสกลางเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น

Nagai Botanical Garden เป็นสวนสาธารณะในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1974 และได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2022 เพื่อสร้างให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งอนาคต ที่มีสภาพแวดล้อมเป็นมิตรต่อธรรมชาติ กว้างครอบคลุมพื้นที่ 240,000 ตารางเมตร โดยมีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ใจกลางสวน รายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และพืชพรรณต่างๆ มีนกนานาชนิดให้ชม ภายในสวนจะมีการปลูกไม้ดอกเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลต่างๆ ตลอดทั้งปี

ภายในสวนแห่งนี้เองเป็นที่ตั้งของ “teamLab Botanical Garden Osaka” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “teamLab Osaka” จากสวนพฤกษศาสตร์หรือป่าขนาดย่อมในเวลากลางวัน จะถูกเนรมิตให้เปลี่ยนเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงงานศิลปะดิจิทัล ผสมผสานเทคนิคด้านแสงและสีสันต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

นอกจากนี้ โดยรอบ teamLab Osaka ยังมีสนามกีฬา มีพื้นที่ออกกำลังกาย มีร้านอาหารและคาเฟ่ไว้คอยให้บริการ เรียกได้ว่าเป็นสวนสาธารณะที่ตอบโจทย์คนหลากหลายวัย อีกทั้งมีนิทรรศการเท่ๆ ให้เข้าไปชมความงดงามของธรรมชาติในยามค่ำคืนอีกด้วย

“teamLab Botanical Garden Osaka” นิทรรศการศิลปะดิจิทัลกลางป่า รวมมนุษย์และธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียว

teamLab Botanical Garden Osaka คือ นิทรรศการศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ Immersive Art ที่จัดแสดงกลางแจ้ง (Outdoor) ท่ามกลางสวนพฤกษศาสตร์เก่าแก่ของเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ภายในสวนจะมีการนำเทคนิคของหลายศาสตร์มาผสมกัน เช่น ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการสร้างบรรยากาศสุดตราตรึง ที่เชื่อมโยงมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

นิทรรศการแห่งนี้เปิดให้ชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2022 โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงสวนพฤกษศาสตร์ Nagai Botanical Garden และจัดต่อเนื่องเป็นนิทรรศการถาวรมาจนถึงปัจจุบัน

วัตถุหลายชิ้นที่นำมาจัดแสดง เมื่อใช้มือแตะสัมผัสก็จะเปลี่ยนเป็นสีสันต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงดงามและความน่าค้นหาของธรรมชาติในมุมมองใหม่ๆ อีกทั้งยังเพลิดเพลินไปกับการเดินถ่ายรูปสวยๆ และได้ศึกษาธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน นอกจากเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่เดตยอดฮิตของคนหนุ่มสาวด้วย

สำหรับคอนเซปต์ของ teamLab Botanical Garden Osaka คือการแสดงให้เห็นว่าศิลปะกลางป่าเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะมีธรรมชาติและป่าไม้รายล้อม ตลอดจนนกนานาชนิดที่อาศัยอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ งานศิลปะดิจิทัลภายในนิทรรศการมีความต่อเนื่องในหลายโซนที่เปิดเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวชม บางโซนก็มีลูกเล่นให้เราหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาสแกน QR Code เพื่อเชื่อมโยงรูปแบบศิลปะดิจิทัลและสภาพแวดล้อมจริงเข้าด้วยกัน

เช็กให้พร้อม teamLab Osaka เปิดกี่โมง?

เวลาเปิดทำการในแต่ละช่วงอาจมีความแตกต่างกัน โดยสามารถเช็กได้ที่เว็บไซต์ทางการของ teamLab Botanical Garden Osaka หรือ https://www.teamlab.art/e/botanicalgarden

แต่โดยทั่วไปแล้ว teamLab Osaka จะเริ่มเปิดในเวลาประมาณ 18.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน และจะได้ชมแสงสีของนิทรรศการภายในสวนได้อย่างเต็มที่ ปิดทำการในเวลา 21.30 น. โดยจะหยุดให้บริการในทุกวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน

วิธีเดินทางไป teamLab Osaka ลงรถไฟสถานีไหน?

teamLab Osaka ตั้งอยู่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ Nagai Botanical Garden สามารถเดินทางง่ายๆ ด้วยรถไฟใต้ดินสาย Midosuji > มาลงที่สถานี Nagai > ออกทางออกที่ 3 > เดินต่อประมาณ 10 นาที ก็จะถึงจุดหมาย

บัตรค่าเข้า teamLab Osaka เท่าไร?

  • ค่าเช้าชม สำหรับเด็ก (ประถมศึกษา-มัธยมต้น) : ราคา 500 เยน
  • ค่าเข้าชม สำหรับผู้ใหญ่ (มัธยมปลายขึ้นไป) : ราคา 1,800 เยน

ซื้อบัตรเข้าชม teamLab Osaka ล่วงหน้าได้ที่ Klook >> บัตรเข้าชมสวนพฤกษศาสตร์ teamLab Botanical Garden Osaka

เรื่องและภาพ : ตติยา แก้วจันทร์

“สิงหา แม่พาเที่ยว” แคมเปญจาก ททท. พร้อมเสิร์ฟความสุขชุดใหญ่ เพื่อเป็นของขวัญในวันสำคัญ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2805746

 “สิงหา แม่พาเที่ยว” แคมเปญจาก ททท. พร้อมเสิร์ฟความสุขชุดใหญ่ เพื่อเป็นของขวัญในวันสำคัญ

5 ส.ค. 2567 20:23 น.

“สิงหา แม่พาเที่ยว” แคมเปญจาก ททท. พร้อมเสิร์ฟความสุขชุดใหญ่ เพื่อเป็นของขวัญในวันสำคัญ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ โลตัส จัดแคมเปญ “สิงหา แม่พาเที่ยว” เสิร์ฟความสุขรับวันแม่ พร้อมเปย์ของขวัญ ตามใจคนสำคัญด้วยการลุ้นรับสิทธิ์ พัก กิน ฟิน เที่ยวทั่วไทย เชื่อมเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ

แคมเปญ “สิงหา แม่พาเที่ยว” เป็นหนึ่งในแคมเปญรับวันแม่ 2567 ที่กำลังจะถึงนี้ โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ โลตัส พร้อมกับอีก 30 พันธมิตรภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ผนึกกำลังส่งมอบความสุขด้วยของขวัญในวันแม่ที่จะถึงนี้ 

โดย “สิงหา แม่พาเที่ยว” นี้จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวคู่แม่ลูกออกเดินทางเที่ยวไทยตามใจแม่ ลุ้นรับสิทธิ์เที่ยว กิน ช็อป ในเมืองหลัก และเมืองน่าเที่ยวรวม 20 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมบัตรกำนัลจากโลตัส กว่า 10,000 รายการ

นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท., วรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด โลตัส, แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ พร้อม น้องปีใหม่ เอวาริณ เตชะณรงค์ ได้มาร่วมแถลงข่าวเปิดงาน และเชิญชวนคู่แม่ลูกสร้างประสบการณ์ประทับใจร่วมกัน เติมเต็มความสัมพันธ์ของครอบครัวในช่วงเวลาสุดพิเศษของเดือนสิงหาคมนี้

นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า “ในโอกาสของวันแม่ที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้ความสำคัญกับช่วงเวลาสุดพิเศษ ททท. ร่วมกับโลตัส พร้อมพันธมิตรทางการท่องเที่ยว จัดโครงการ “สิงหา แม่พาเที่ยว” เป็นหนึ่งในกิจกรรมตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน ที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเพื่อเติมเต็มความหมายของชีวิต เน้นประสบการณ์การพักผ่อนที่คุ้มค่า ตลอดจนนิยมท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเล็กร่วมกับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือเพื่อนฝูง”

กิจกรรม “สิงหา แม่พาเที่ยว” จะให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่สมัครได้ลุ้นรับสิทธิ์บัตรกำนัลโรงแรมห้องพัก บัตรรับประทานอาหาร กิจกรรมท่องเที่ยว พร้อมบัตรกำนัลหลายรายการ เพื่อให้คุณแม่พาคุณลูกออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่นภายในครอบครัว โดยจะได้พบกับประสบการณ์ 5 Must Do in Thailand ในพื้นที่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย นครราชสีมา นครพนม ขอนแก่น ชลบุรี จันทบุรี นครนายก พระนครศรีอยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี สระบุรี กระบี่ ภูเก็ต พังงา ตรัง ระนอง และกรุงเทพมหานคร 

“คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งเดือนสิงหาคม-กันยายน นอกจากนี้ยังได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่าน KOL/KOC คู่แม่ลูกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวของกลุ่มครอบครัวเพื่อนำไปสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวในครั้งต่อๆ ไปอีกด้วย โดยโครงการนี้นับเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาฟื้นตัว สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการและชุมชนทั่วประเทศ ทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว” รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวทิ้งท้าย

วรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด โลตัส (ซ้าย), นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. (ขวา)

วรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด โลตัส กล่าวว่า “โลตัส มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุขให้กับคนไทยในครั้งนี้ โดย ‘วันแม่’ เป็นอีกหนึ่งวันที่คนไทยมักใช้ช่วงเวลาอันแสนพิเศษทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว ทั้งการเดินทางท่องเที่ยว รับประทานอาหารมื้ออร่อยพร้อมหน้าพร้อมตากัน และยิ่งด้วยวันแม่ปีนี้ตรงกับช่วงวันหยุดยาว จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยได้ออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมร่วมเติมเต็มความสุขทุกครอบครัว โดยมอบประสบการณ์พิเศษ บัตรกำนัลเงินสด ให้เป็นของขวัญวันแม่ ให้คนไทยได้เข้าร่วมในทุกสาขาของโลตัส ตลอดระยะเวลาของแคมเปญ”

แคมเปญ “สิงหา แม่พาเที่ยว” จะเปิดให้นักท่องเที่ยวกลุ่มแม่-ลูกเข้ามารับสิทธิ์ได้ โดยแบ่งรอบแจกบัตรกำนัลตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 5-7 สิงหาคม 2567 ระหว่างเวลา 09.00-24.00 น. และมีวิธีการรับสิทธิ์ได้ดังนี้

วิธีลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “สิงหา แม่พาเที่ยว”

  1. ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ บนเว็บไซต์ สิงหาแม่พาเที่ยว.com
  2. กดรับสิทธิ์โรงแรมที่พัก, บัตรรับประทานอาหาร, คูปองทดแทนเงินสด หรือกิจกรรมท่องเที่ยวที่คุณสนใจ สงวนสิทธิ์การรับสิทธิ์ได้เพียง 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์ ทั้งโครงการ (จำกัด 1,000 สิทธิ์เท่านั้น) พร้อมเลือกชมเส้นทางท่องเที่ยว 20 จังหวัดในโครงการ บนเว็บไซต์ สิงหาแม่พาเที่ยว
  3. กรอกรหัส OTP ที่ได้รับทางโทรศัพท์
  4. กดรับสิทธิ์สำเร็จจะได้รับ Code / E-Voucher หรือใบยืนยันการรับสิทธิ์ พร้อมคูปองทดแทนเงินสดจากโลตัส มูลค่า 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทสิทธิ์ที่ได้รับ) ผ่าน E-mail ที่ลงทะเบียนภายใน 24 ชั่วโมง 
  5. นำ Code/ E-Voucher หรือใบยืนยันการรับสิทธิ์ ติดต่อจองที่พักกับทางโรงแรม หรือกิจกรรมท่องเที่ยว พร้อมแนบบัตรประชาชน โดยชื่อบนบัตรประชาชนจะต้องตรงกับที่ลงทะเบียน ในส่วนของบัตรรับประทานอาหาร, บัตรกำนัลเงินสด สามารถนำไปใช้ยังสถานประกอบการได้เลย
  6. กดรับสิทธิ์คูปองส่วนลดจากโลตัส มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 500 บาท ที่โลตัส จำกัดจำนวน 10,000 สิทธิ์เท่านั้น (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด) 
  7. คุณแม่ พาคุณลูก และครอบครัว ออกเดินทางท่องเที่ยว โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม – 15 กันยายน 2567
  8. หากพบปัญหาในการยืนยันรับสิทธิ์ หรือการนำสิทธิ์ไปใช้ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่เว็บไซต์ สิงหาแม่พาเที่ยว.com หรือช่องทาง Line OA : สิงหาแม่พาเที่ยว ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2567 เวลา 10.00-17.00 น.

นอกจากนี้โครงการ “สิงหา แม่พาเที่ยว” ยังได้รวบรวมสิทธิพิเศษ โปรโมชันส่วนลดที่พัก ร้านอาหาร 10-50% ใน 20 เส้นทางเมืองหลัก และเมืองน่าเที่ยว อาทิ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, โรงแรม La Vela Khao Lak จังหวัดพังงา, โรงแรม Foto Hotel จังหวัดภูเก็ต, โรงแรม THAN Wellness Destination จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โรงแรม Sangkaew House Chiang Rai จังหวัดเชียงราย, โรงแรม Siri Regent Nakornphanom จังหวัดนครพนม มอบให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถใช้สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ สิงหาแม่พาเที่ยว.com 

แอร์เอเชีย เปิดศึกโปรโมชันชิงลูกค้า เริ่มต้น 2,743 บาท/คน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2805713

แอร์เอเชีย เปิดศึกโปรโมชันชิงลูกค้า เริ่มต้น 2,743 บาท/คน

5 ส.ค. 2567 17:25 น.

แอร์เอเชีย เปิดศึกโปรโมชันชิงลูกค้า เริ่มต้น 2,743 บาท/คน

ใครกำลังมองหาแพ็กเกจตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักราคาดีๆ ในช่วงนี้ แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะไปที่ไหนดี แอร์เอเชีย เปิดศึกโปรโมชันแพ็กเกจตั๋วเครื่องบินพร้อมโรงแรม เริ่มต้นที่ 2,743 บาท/คน ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ ให้เหล่านักเดินทางได้เตรียมตัวกดจอง

แอร์เอเชีย มูฟ (AirAsia MOVE) จัดโปรโมชันแพ็กเกจโรงแรมพร้อมเที่ยวบินราคาประหยัดจากแอร์เอเชีย ให้นักเดินทางได้เที่ยวชมเมืองฮิตอย่าง เชียงใหม่ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และอีกมากมาย เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ในราคาเริ่มต้นที่ 2,743 บาท/คน ลดเพิ่ม 450 บาท เพียงใส่โค้ด HOLIDAY โดยคลิกที่ ไอคอน “แพ็กเกจเที่ยวบิน+โรงแรม” ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2567 เดินทางได้ระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน 2567

โปรโมชันเครื่องบิน+ที่พัก

สำหรับราคาโปรโมชันแพ็กเกจเครื่องบินพร้อมที่พักของ แอร์เอเชีย มูฟ (AirAsia MOVE) ประกอบด้วย

  • แพ็กเกจตั๋วเครื่องบิน และที่พักเชียงใหม่ เริ่มต้น 2,743 บาท/คน
  • แพ็กเกจตั๋วเครื่องบิน และที่พักฮ่องกง เริ่มต้น 6,637 บาท/คน
  • แพ็กเกจตั๋วเครื่องบิน และที่พักมาเก๊า เริ่มต้น 8,796 บาท/คน
  • แพ็กเกจตั๋วเครื่องบิน และที่พักไต้หวัน เริ่มต้น 8,679 บาท/คน
  • แพ็กเกจตั๋วเครื่องบิน และที่พักโตเกียว เริ่มต้น 13,414 บาท/คน
  • แพ็กเกจตั๋วเครื่องบิน และที่พักโซล เริ่มต้น 12,477 บาท/คน

เริ่มต้นจองตั้งแต่วันที่ 5-18 สิงหาคม 2567 

สามารถเข้าพักได้ตั้งแต่ 5-30 พฤศจิกายน 2567

ราคาแพ็กเกจเหล่านี้เป็นราคาต่อท่าน สำหรับการจองห้องพักเมื่อเข้าพักสองท่าน รวมค่าโดยสารไป-กลับและการเข้าพัก 3 วัน 2 คืน และมีจุดหมายปลายทางที่กำหนด โดยส่วนลด 450 บาท สามารถใช้ได้กับราคาขั้นต่ำ 7,700 บาท

ภาพจาก : iStock

ชม “ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ” เมืองโอซากา ข้ามสะพานแดง ขอพรสมปรารถนา

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2803034

ชม "ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ" เมืองโอซากา ข้ามสะพานแดง ขอพรสมปรารถนา

4 ส.ค. 2567 20:28 น.

ชม “ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ” เมืองโอซากา ข้ามสะพานแดง ขอพรสมปรารถนา

ใครที่เดินทางไปเที่ยวโอซากา ประเทศญี่ปุ่น นอกจากตระเวนกิน เที่ยว ช็อป ตามพิกัดต่างๆ รอบเมืองแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ การไปไหว้ขอพรศาลเจ้าเก่าแก่ประจำเมือง เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังได้ชมสถาปัตยกรรม สัมผัสวัฒนธรรม และความเชื่อท้องถิ่นอีกด้วย

ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ” (Sumiyoshi Taisha Shrine) หรือที่คนไทยเรียกว่า “ศาลเจ้าสุมิโยชิ” ถือเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่ของโอซากา ที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีสะพานโค้งสีแดงเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดปีใหม่ของทุกปี จะมีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาขอพรยังศาลเจ้าแห่งนี้มากกว่า 2 ล้านคนเลยทีเดียว

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสเดินทางไปยังศาลเจ้าสุมิโยชิได้เก็บภาพและบรรยากาศมาฝาก โดยจะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้มากขึ้น เผื่อใครที่กำลังวางแผนเดินทางมายังโอซากาในเร็วๆ นี้ จะได้ปักหมุดศาลเจ้าสุมิโยชิเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด

ทำความรู้จัก “ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ” ศาลเจ้าเก่าแก่อายุกว่า 1,800 ปี

ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ (ภาษาญี่ปุ่น : 住吉大社) คือ หนึ่งในศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานที่สุดของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าสุมิโยชิย่อยอีก 2,300 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น

มีการสันนิษฐานตามตำนานว่า “จักรพรรดินีจิงกู” ซึ่งเป็นจักรพรรดิหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เป็นผู้เริ่มสร้างศาลเจ้าสุมิโยชิขึ้นในปี ค.ศ. 211 หรือเมื่อราว 1,800 ปีก่อน โดยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงความกตัญญูและขอบคุณเทพเจ้าแห่งท้องทะเล ที่เชื่อว่าคุ้มครองให้พระองค์เดินทางไปยังอาณาจักรโคกูรยอ (ปัจจุบันคือประเทศเกาหลี) อย่างปลอดภัย ซึ่งในสมัยนั้นการเดินทางล่องเรือในทะเลเต็มไปด้วยอันตราย และมีความเสี่ยงต่อคลื่นลมแรงนั่นเอง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาลเจ้าสุมิโยชิ จึงกลายเป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าแห่งท้องทะเล สำหรับไหว้สักการะขอพรเรื่องการเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย ช่วยปัดเป่าภัยพิบัติ ดลบันดาลให้การทำเกษตรได้ผลผลิตดี รวมไปถึงยังกลายเป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับบทกวีอีกด้วย

ปัจจุบัน ศาลเจ้าสุมิโยชิได้รับยกย่องในฐานะสมบัติของชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม เนื่องจากไม่เพียงแต่เป็นศาลเจ้าศูนย์รวมจิตใจของชาวญี่ปุ่น แต่ยังมีคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเป็นระยะเวลานานกว่า 1,800 ปี

“สุมิโยชิ-ซึคุริ” สถาปัตยกรรมรูปแบบเก่าแก่ที่หาชมได้ยาก

แม้ว่าประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าสุมิโยชิจะยาวนานกว่า 1,800 ปี นับตั้งแต่ตำนานการบูชาเทพเจ้าแห่งท้องทะเลของจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันอาคารศาลเจ้าหลักเก่าแก่หรือเทวาลัย มีจำนวน 4 หลัง ที่สร้างขึ้นราวทศวรรษที่ 18 โดยแต่ละหลังจะหันหน้าไปทางทิศที่มีทะเล คุ้มครองนักเดินเรือและชาวประมงให้ปลอดภัย

มีความโดดเด่นตรงที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เรียกว่า “สุมิโยชิ-ซึคุริ” (Sumiyoshi-zukuri) ที่ได้ชื่อว่าเป็นรูปแบบเก่าแก่ที่สุดที่นำมาใช้ในการสร้างศาลเจ้าของญี่ปุ่น โดยจะประกอบด้วยหลังคาทรงตรง ภายในแบ่งเป็นห้องด้านหน้าและด้านหลัง แตกต่างจากศาลเจ้าทั่วไปในญี่ปุ่นที่มักสร้างด้วยหลังคาทรงโค้ง

เทวาลัยทั้ง 4 หลังนี้ แบ่งออกเป็นที่สถิตของเทพเจ้าแห่งท้องทะเล 3 หลัง ส่วนอีก 1 หลังเป็นที่สถิตของดวงวิญญาณจักรพรรดินีผู้เริ่มสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ ว่ากันว่าการจัดเรียงเทวาลัยทั้ง 4 หลัง จะมีลักษณะคล้ายกองเรือที่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทร บ้างก็ว่าเหมือนนกกระเรียนที่กำลังสยายปีก

ภายในศาลเจ้ามีต้นไม้น้อยใหญ่ปลูกเรียงรายให้ความสงบร่มรื่น มีภาพวาดเก่าแก่ประดับให้ชมตรงบริเวณทางเข้า อีกทั้งยังมีจุดล้างมือที่เรียกว่า “โชสุยะ” ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อว่าก่อนที่จะเข้าไปไหว้เทพเจ้าจะต้องใช้กระบวยตักน้ำล้างมือซ้าย-ขวา และล้างปาก เพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจก่อนเสมอ

จุดเด่นศาลเจ้า “สะพานโค้งสีแดง” สัญลักษณ์มงคลแห่งการเริ่มต้นใหม่

ก่อนจะเดินเข้าไปสักการะเทพเจ้าที่บริเวณด้านในศาลเจ้าสุมิโยชิ จะต้องเดินข้ามสะพานโค้งสีแดงขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “โซริฮาชิ” (Sorihashi Bridge) มีความยาวประมาณ 20 เมตร ได้ชื่อเป็น 1 ใน 100 วิวที่สวยงามที่สุดของภูมิภาคคันไซ

ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ถือเป็นอีกจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมความสวยงาม อีกทั้งในช่วงปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะต้องมาข้ามสะพานโค้งสีแดงแห่งนี้ โดยเชื่อว่าเป็นการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ เมื่อเดินลงจากสะพานก็เปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต 

สะพานโค้งสีแดงแห่งศาลเจ้าสุมิโยชิ จะสะท้อนกับผิวน้ำเบื้องล่าง เงาในน้ำเชื่อมต่อกับสะพานจริง คล้ายกับกลองไทโกะบาชิของญี่ปุ่น ทำให้บางคนเรียกสะพานนี้ว่าสะพานกลองนั่นเอง ถือเป็นพิกัดไม่ควรพลาดชมเมื่อมาเยือนศาลเจ้าสุมิโยชิแห่งเมืองโอซากา

ห้ามพลาด! เก็บหินมงคล 3 ก้อน พกเป็นเครื่องรางนำโชค เสริมพลังใจ

แน่นอนว่าการไปศาลเจ้าญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือการซื้อเครื่องรางนำโชคในเรื่องต่างๆ กลับมา สำหรับศาลเจ้าแห่งนี้มีจุดจำหน่ายเครื่องรางที่บริเวณทางออก แต่ขณะเดียวกันมีจุดไฮไลต์ของเครื่องรางที่เรียกว่า “โกไดริกิ อิชิโมริ” โดยจะมีลักษณะเป็นถุงเล็กๆ ให้เรานำไปยังจุด “หินขอพร” แล้วเลือกหยิบก้อนหินบริเวณนั้น ซึ่งจะต้องประกอบด้วยหินที่มีตัวอักษรมงคล 3 คำ ได้แก่ 五, 大, 力

เชื่อว่าเมื่อเจอหินขอพรทั้ง 3 คำ นำเก็บใส่ถุงกลับบ้าน จะทำให้สิ่งที่ขอพรเป็นจริงตามปรารถนา เราสามารถเก็บหินขอพรทั้ง 3 ก้อนนั้นเป็นเครื่องรางสิริมงคลได้เลย ช่วยเสริมพลังใจ สติปัญญา สุขภาพ การเงิน โชคลาภ สุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืนยาว

ทั้งนี้ หากคำขอพรสำเร็จ หลายคนก็จะนำหินที่มีลักษณะคล้ายกันมาวางคืนที่บริเวณจุดหินขอพร พร้อมทั้งเขียนข้อความขอบคุณเทพเจ้าและศาลเจ้าสุมิโยชิ พร้อมทั้งหยิบหินขอพร 3 ก้อนใหม่กลับไปอีกครั้ง ทำให้บริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยถุงเครื่องรางใส่ก้อนหินขอพร ที่มีผู้นำมาแขวนไว้เรียงรายเมื่อพรสมปรารถนานั่นเอง

ภายในศาลเจ้ายังมีจุดเสี่ยงเซียมซี เพื่อขอให้เทพเจ้าประทานข้อคิดและคำเตือนที่เราควรระวังในช่วงนี้ในด้านต่างๆ วิธีเซียมซีเพียงแค่หยิบกระบอกไม้ขึ้นมาถือ และคว่ำให้มีไม้หล่นลงมา 1 แท่ง หลังจากนั้นก็ดูว่าเป็นตัวเลขอะไร แล้วสแกนคิวอาร์โค้ดอ่านคำทำนายได้เลย โดยคำทำนายจะมีให้เลือกหลายภาษา รวมถึงภาษาไทย โดยสามารถร่วมทำบุญครั้งละ 200 เยน

ไปไหว้สักการะ “ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ” นิยมขอพรเรื่องอะไร?

ในอดีตศาลเจ้าสุมิโยชิ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ขอพรด้านการออกเรือหรือด้านทางข้ามทะเล แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นที่นิยมขอพรเรื่องการเดินทาง เพื่อขอให้การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย ปราศจากอันตรายทั้งปวง

นอกจากนี้ ศาลเจ้ายังมีชื่อเสียงในด้านการขอพรเรื่องการงาน และขอให้ประสบความสำเร็จด้านการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากกว่า 2 ล้านคน รวมทั้งยังมีชื่อเสียงจนมีนักธุรกิจต่างชาติเดินทางมาไหว้สักการะขอพรอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น เนื่องจากศาลเจ้ามีความเก่าแก่นับพันปี จึงมีจุดต่างๆ ภายในศาลเจ้าที่เชื่อว่าช่วยเสริมพลัง ปัดเป่าสิ่งไม่ดี และช่วยเสริมสิริมงคลแก่ผู้ไปไหว้สักการะ ทำให้ผู้ศรัทธายังนิยมไปขอพรในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น สุขภาพ คลอดบุตรปลอดภัย รวมถึงเรื่องการแต่งงาน ซึ่งภายในบริเวณสวนสาธารณะของศาลเจ้า มักจะมีคู่รักมาถ่ายรูปแต่งงานให้เห็นอย่างสม่ำเสมอ

วิธีเดินทางไปขอพรที่ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น

  • หากนั่งรถราง Hankai : ลงที่สถานี Sumiyoshi-Toriimae 
  • หากนั่งรถไฟ Nankai Line : ลงที่สถานี Sumiyoshi Taisha

เวลาเปิด-ปิด ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ

  • เดือนเมษายน – กันยายน : เวลาทำการ 06.00-17.00 น.
  • เดือนตุลาคม – มีนาคม : เวลาทำการ 06.30-17.00 น.
  • ค่าเข้าชม : ฟรี

สำหรับใครที่วางแผนเดินทางไปเที่ยวเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น สามารถซื้อ Kansai Railway Pass (บัตรโดยสารรถไฟสำหรับท่องเที่ยวในภูมิภาคคันไซ) หรือจองตั๋วออนไลน์อื่นๆ ล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Klook

เฉพาะลูกค้าใหม่ของ Klook ซื้อ eSIM สำหรับใช้ที่ประเทศญี่ปุ่น ใส่โค้ด “THJPESIM” เพื่อรับส่วนลดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้-31 ส.ค. 2567 เท่านั้น

เรื่องและภาพ : ตติยา แก้วจันทร์

จาก “โรงเหล้า” เตา โขมง สู่ “สวนหลวง พระราม 8”

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2805223

จาก “โรงเหล้า” เตา โขมง สู่ “สวนหลวง พระราม 8”

4 ส.ค. 2567 05:27 น.

จาก “โรงเหล้า” เตา โขมง สู่ “สวนหลวง พระราม 8”

เขียนถึง “สวนหลวง ร.10” ที่รัฐบาลปัจจุบันและกรุงเทพมหานครจะร่วมกันปรับปรุง “บึงหนองบอน” เพื่อถวายเป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ยังมีอีก “สวนหลวง” หนึ่งที่สร้างเสร็จมานานแล้ว และประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์มากว่า 10 ปีแล้ว…แต่ “คอลัมน์” นี้ ยังมิได้เขียนถึงมาก่อนเลย

ได้แก่ “สวนหลวง พระราม 8” ซึ่งตั้งอยู่ ณ เชิงสะพาน พระราม 8 ฝั่งธนบุรี…สวนที่มีขนาด 35 ไร่ แม้จะไม่ใหญ่โตจนเกินไปนัก แต่ก็มีขนาดกว้างพอสมควร มีความร่มรื่น และมีบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม เพราะอยู่ริมฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยายาวไปทางทิศใต้ประมาณ 500 เมตร มีลมพัดโชยผ่านสวนอยู่ตลอดเวลา

อีกทั้งยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวงรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ขนาด 3 เท่าของพระองค์จริง ใน พระอิริยาบถทรงยืนประดิษฐานบนแท่นสูง สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และโดดเด่นเป็นสง่า ขณะนั่งเรือล่องไปตามลำนํ้าเจ้าพระยาอีกด้วย

ที่สำคัญเมื่อย้อนอดีตไปสู่ยุคต้นๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของ “สวนหลวงพระราม 8” แห่งนี้ ซึ่งเรียกว่าย่าน “บางยี่ขัน” เคยเป็นที่ตั้งของ “โรงเหล้า” หรือโรงต้มกลั่นสุราของยุคโน้นที่ “สุนทรภู่” กวีเอก แต่งเป็นบทกลอนใน “นิราศภูเขาทอง” เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณนี้… และทุกวันนี้บทกลอนดังกล่าวก็ยังกึกก้องอยู่ในความทรงจำของคนไทย

ได้แก่บทที่ว่า “ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย” นั่นเอง

หลายตำนานกล่าวว่า บริเวณนี้เป็นที่ตั้งโรงงานต้มเหล้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ด้วยซ้ำ ก่อนที่ท่าน “สุนทรภู่” จะแต่งนิราศภูเขาทองในสมัยรัชกาลที่ 3 และก็ใช้เป็นที่ตั้งโรงกลั่นสุรามาทุกรัชกาลเคียงคู่กรุงรัตนโกสินทร์ตลอดมา รวมถึงล่าสุดก็คือ โรงงานสุราบางยี่ขัน เจ้าตำรับ สุรา “แม่โขง” นั่นเอง

จนถึงยุครัชกาลที่ 9 จึงมีการย้ายโรงงานออกไปตั้งใหม่ที่ตำบลบางคูวัด จังหวัดปทุมธานี และพื้นที่ ณ บริเวณ “บางยี่ขัน” ที่เคยมีควันไฟจากโรงเหล้าโขมงมาทุกยุคทุกสมัย ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเชิง สะพานพระราม 8 ในที่สุด

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริให้ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อแก้ปัญหาการจราจร และก่อสร้างเสร็จเปิดใช้ได้เมื่อ พ.ศ.2545 เป็นต้นมา

พร้อมกับใช้เนื้อที่บริเวณสะพานพระราม 8 ด้านฝั่งธนบุรีที่เหลือในการจัดทำสวนสาธารณะแห่งใหม่ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการในเวลาใกล้เคียงกัน

ต่อมาได้มีการก่อสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 ขึ้น ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในช่วงต้น และในวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราช ดำเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมราธิบดินทร และ “สวนหลวง พระราม 8” อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้าใช้ บริการดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบมาจนถึงปัจจุบัน

จากความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ในประวัติ ศาสตร์มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ดังกล่าวข้างต้น นับเป็นแรงบันดาลใจแก่ทีมงานซอกแซกที่จะหาโอกาสมาเยือนสวนแห่งนี้ตั้งแต่สร้างเสร็จใหม่ๆโน่นแล้ว

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมิได้มาเยือนอย่างเป็นเรื่องราว…แม้จะมีโอกาสนั่งรถข้ามสะพาน พระราม 8 และมองเห็นสวนสาธารณะแห่งนี้จากสะพานไม่รู้กี่ร้อยครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เพิ่งมาได้โอกาสเหมาะเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2567 นี่เอง หัวหน้าทีมซอกแซกไม่รอช้าชวนทีมงานขับรถข้ามสะพานพระราม 8 อีกครั้งแล้วก็ไปลงก่อนถึงถนนอรุณอมรินทร์ย้อนกลับมาที่บริเวณเชิงสะพานอีกหน พร้อมกับหาที่จอดรถได้ในบริเวณเชิงสะพานหน้าสวนนั่นเอง

เพิ่งจะบ่าย 3 โมงเท่านั้น เริ่มมีพี่น้องประชาชนย่านฝั่งธนบุรีมาวิ่งออกกำลังกันแล้ว โดยวิ่งไปตามถนนรอบๆสวนไปสู่บริเวณริมนํ้าเจ้าพระยา และวิ่งต่อไปทางด้านใต้ จนถึงบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8

หัวหน้าทีมซอกแซกใช้วิธีเดินช้าๆ เลาะริมนํ้าไปเรื่อย เหนื่อยก็นั่งพัก เพราะมีศาลาริมนํ้า สร้างเป็นระยะๆติดต่อกันไปหลายหลัง และทุกหลังนั่งได้เลย เพราะมีลมโกรกเข้ามาเย็นฉํ่าพอๆกัน

มองข้ามฝั่งไปจะเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย โรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย วัดสามพระยา จนถึงป้อมพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ และเมื่อมองกลับมาทางฝั่งสวนก็จะเห็นพระบรม ราชานุสาวรีย์ ร.8 โดดเด่นเป็นสง่า หน้าตึกอาคาร สำนักงานโครงการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีโอกาสใช้เนื้อที่ที่เคยเป็น “โรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง” ในอดีตแห่งนี้

ทีมงานซอกแซกใช้เวลาอยู่ที่ศาลาริมนํ้าเกือบครึ่งชั่วโมง นั่งรับลม และชมวิวรอบๆซํ้าแล้ว ซํ้าเล่า ก่อนจะลุกขึ้นอำลาด้วยความเสียดายอย่างยิ่ง เพราะยังมีนัดหมายอื่นๆรออยู่อีก

ก็ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนส่งท้ายว่า…มีเวลาว่างวันไหนไปถ่ายรูป “เช็กอิน” และนั่งกินลมชมวิว หรือจะวิ่งหรือเดินก็ได้ ที่ “สวนหลวง พระราม 8” เชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี กันสักครั้ง

ภาพที่สวยที่สุด ภาพหนึ่งที่ต้อง “เซลฟี่” ไว้ให้ได้คือ ภาพตัวเรากับ “ตัวสะพานพระราม 8” ที่ในทางวิศวกรรมศาสตร์ เขาเรียกสะพานที่สร้างในลักษณะนี้ว่า “สะพานแขวนแบบอสมมาตร” ยาวเป็นอันดับที่ 5 ของโลกเชียวนะครับ…จะบอกให้!

“ซูม”

Behind the Lens เบื้องหลังภาพสวย..ท่องเที่ยวไทย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2805060

Behind the Lens เบื้องหลังภาพสวย..ท่องเที่ยวไทย

3 ส.ค. 2567 05:38 น.

Behind the Lens เบื้องหลังภาพสวย..ท่องเที่ยวไทย

28 สิงหาคมนี้ ภาพและวิดีโอของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจำนวน 2 ชิ้นงาน ได้รับรางวัล Gold Award Winner ประเภท Travel Photograph และ Culture ที่จัดโดย Pacific Asia Travel Association หรือ PATA โดยผลงาน 2 ชิ้นที่ว่า ประกอบไปด้วย ภาพนิ่งและวิดีโอ สำหรับภาพนิ่ง เป็นภาพการบิณฑบาตของพระสงฆ์ที่ใช้การล่องแพไม้ไผ่ไปในแม่น้ำ ที่ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนสวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเรื่องราววิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น และวิดีโอชุด The Diversity of Southern Border ที่นำเสนอเรื่องราวพหุวัฒนธรรมของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความหลากหลายของพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านชิ้นงานได้อย่างงดงาม

เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการกองวางแผนและผลิตสื่อ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานของทีมงานเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพและวิดีโออันเป็นเสมือนหน้าต่างบานใหญ่ที่เชื่อมให้นักท่องเที่ยวได้เห็นและเกิดแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ว่า ในการผลิตสื่อต่างๆ ของ ททท. เรามีทีมงานเล็กๆ ประกอบไปด้วย ทีมช่างภาพ ทีมถ่ายทำวิดีโอ และทีมนักออกแบบ ซึ่งทุกคนล้วนทำหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ Content Creator และ Copy Writer ในการผลิตชิ้นงานต่างๆให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด แต่ที่เป็นความท้าทายมากที่สุดคือ เราต้องทำงานแข่งกับเวลา และทำงานแข่งกับธรรมชาติ โดยเฉพาะฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ

“เวลาทำงานเราต้องเจอกับอุปสรรคหน้างาน ทำให้การทำงานในแต่ละทริปอาจไม่บรรลุเป้าหมาย ด้วยสภาพอากาศ สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง อย่างเช่น เราอยากถ่ายพระอาทิตย์สวยๆ ที่ส่องลอดประตูโบราณสถาน แต่วันนั้นกลับมีเมฆมาก เราก็ถ่ายงานได้ไม่สวย หรือถ่ายไม่ได้เลยถ้ามีฝนตก บางครั้งก็เจอหมอกควันที่ส่งผลต่อการถ่ายภาพ เรียกว่าทุกทริปต้องได้เจอหรือได้แก้ไขปัญหากันตลอด และทีมงานยังต้องใช้ความอดทนอย่างมาก เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สวยงาม สมบูรณ์แบบที่สุด บางครั้งต้องรอแสงเป็นวันๆเลยทีเดียว” ผอ.กองวางแผนและผลิตสื่อ เล่าถึงการทำงานของทีมที่เธอเรียกว่า ทีมอเวนเจอร์ของ ททท.

นอกจากนี้ ในการถ่ายทำวิดีโอ 1 ชิ้นงาน ยังมีเงื่อนไขปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่เป็นคนเดินเรื่องหรือแบบในเรื่องราวที่เราอยากนำเสนอ บางครั้งคนในชุมชนซึ่งไม่ใช่นักแสดงอาชีพ ก็ต้องเป็นผู้กำกับสร้างความคุ้นเคยให้กับกล้อง เพื่อให้การถ่ายทอดเรื่องราวในชิ้นงานออกมาสมบูรณ์ที่สุด และยังต้องคำนึงถึงการ research เนื้อหาเพื่อนำเสนอเรื่องราวที่ถูกต้องด้วย

“เราก็ต้องคอย support ทีมงานและให้เขามีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงาน บางทีถ่ายไปเกือบเสร็จแล้ว แสงหมด หรือแสงไม่ได้ก็ต้องถ่ายใหม่อีกเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องให้โจทย์ที่ชัดเจนเพื่อให้ทีมทำงานง่ายที่สุด” เอิบลาภ บอกสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน คือ ต้องวางแผนและแผนต้องยืดหยุ่นได้ตลอด ควรมีแผนสำรองเสมอทุกครั้ง เพราะด้วยเวลา งบประมาณ และบุคลากรที่จำกัด

สำหรับรางวัลที่ได้ ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานที่สามารถถ่ายทอดมุมมองที่สวยงามของประเทศไทยให้ชาวโลกได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นภาพสถานีดอกนางพญาเสือโคร่งบนดอยอ่างขาง ที่เชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัลเมื่อปีที่แล้ว และภาพพระออกบิณฑบาตบนแพ ที่หมู่บ้านโอ๊ะป่อย จ.ราชบุรี

เอิบลาภ บอกว่า ความยากอยู่ที่ ภาพ 1 ภาพ ต้องสามารถสื่อความหมายได้หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ฤดูกาล วิถีชีวิต วัฒนธรรม ชุมชน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของทีมผลิตสื่อ ททท.คือ การกระตุ้นความสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางไปสัมผัสความสวยงามในประเทศไทย

เรามีทีมนักออกแบบ ที่ทำหน้าที่ออกแบบและสร้างสรรค์สื่อต่างๆของ ททท.เพื่อที่จะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั้งในแคมเปญการตลาด การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการสะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร และรวมถึงการสื่อสารแบรนด์ของประเทศไทยด้วย เมื่อรัฐบาลมีนโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว นำเสน่ห์ไทย (Soft Power) มาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยว การผลิตสื่อของเราก็ต้องตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และนำมาเป็นแนวทางการผลิตสื่อที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้เห็นเสน่ห์ของประเทศไทยและนำไปสู่การเดินทางได้จริงๆ

อย่างที่เพิ่งผลิตและเผยแพร่ไปก็คือ E-Poster “5 must do in Thailand” ซึ่งเชื่อว่าเป็นชิ้นงานที่รวบรวมไฮไลต์ที่ต้องห้ามพลาดของจังหวัดต่างๆไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งทีมผลิตสื่อจะต้องประสานกับทีมตลาดในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อผลิตสื่อต่างๆให้ตรงกับความต้องการสื่อสารในกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อให้ทีมด้านสื่อสารการตลาดนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ เรามีการให้บริการบุคคลภายนอกด้วย และทุกคนสามารถเข้าถึงชิ้นงานสื่อต่างๆที่ ททท.ผลิต โดยเข้าไปดูที่ www.tatmediaassets.com” ผอ.กองวางแผนและผลิตสื่อ ททท. ทิ้งท้ายและเชิญชวนให้มาใช้บริการสื่อของ ททท. กันมากขึ้น.

5 เคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เอาชนะ ‘โรคกลัวการเดินทาง’ ให้กลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุข

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2804628

5 เคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เอาชนะ 'โรคกลัวการเดินทาง' ให้กลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุข

1 ส.ค. 2567 19:12 น.

5 เคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เอาชนะ ‘โรคกลัวการเดินทาง’ ให้กลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุข

รวมวิธีเอาชนะความวิตกกังวลก่อนการเดินทาง ด้วยจิตวิทยา ที่จะสามารถทำให้นักท่องเที่ยวได้ออกมาเดินทางท่องเที่ยวแบบมีความสุขอีกครั้ง

ความวิตกกังวล เป็นหนึ่งในปฏิกิริยาของมนุษย์ตามธรรมชาติ ที่มีผลมาจากความเครียดเป็นเรื่องสำคัญ โดยลักษณะของความกังวล ความตึงเครียด มักจะมีอาการทางกาย เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น ใจสั่น เหงื่อออก เป็นต้น

ประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 19% มีผลกระทบด้านนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากความวิตกกังวลในการเดินทาง เนื่องจากความกลัวในการไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ความเครียดที่เกิดขึ้นกับการวางแผนการเดินทาง รวมถึงบุคคลที่ไม่มีนิสัยวิตกกังวล แต่ก็ยังพบว่าตนเองมีอาการทันทีหลังที่มีโอกาสที่จะก้าวออกจากเซฟโซนต่อตนเอง

ความวิตกกังวลในการเดินทางนี้อาจบั่นทอนความสามารถในการเพลิดเพลินกับวันหยุดเป็นอย่างมาก และสามารถเพิ่มความเครียดที่ไม่จำเป็นให้กับชีวิตได้ โดยมีสาเหตุ และแง่มุมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น โรคกลัวการบิน โรคกลัวที่แคบ และโรคกลัวท้องถนน บางคนอาจมีความรู้สึกไม่สบายที่ต้องอยู่ไกลบ้าน 

โรคเหล่านี้รุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น โดยมีส่วนประกอบอื่นๆ มาร่วมด้วย เช่น การระบาดของโควิด-19 เรื่องราวการเดินทางที่น่าวิตก หรือความกังวลระหว่างการเดินทาง เช่น สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย เจ็ตแล็ก และความกังวลทางการเงิน 

โรควิตกกังวลต่อการท่องเที่ยว มีผลกระทบที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลียลง ไม่สบายหลังจากเดินทางท่องเที่ยว

ความวิตกกังวลในการเดินทางสามารถจัดการได้ด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสม และทั้งหมดนี้ คือแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ซึ่งครอบคลุมเทคนิคทางจิตวิทยา การเตรียมการปฏิบัติ การช่วยเหลือทางจิต และการฝึกสติ เพื่อช่วยคุณจัดการและเอาชนะความวิตกกังวลในการเดินทาง

  • ตัวอย่างภาพ รีวิว ก่อนการเดินทางในทิศทางบวก

เริ่มต้นการเดินทางของคุณในแง่บวก ด้วยการฝึกจินตนาการ วางแผน โดน Lauren Lauterbach และ Courtney Cunningham ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำให้สละเวลาสักสิบนาที เพื่อหาภาพตัวอย่างการเดินทางทั้งหมด ที่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่วินาทีแรกไปจนถึงช่วงเวลาที่คุณกลับ

มุ่งเน้นไปที่การมองเห็นภาพ และความรู้สึกเชิงบวก การฝึกซ้อมทางจิตนี้ไม่เพียงแต่เตรียมคุณให้พร้อมสำหรับการเดินทาง แต่ยังปรับความคาดหวังของคุณให้สอดคล้องกับผลลัพธ์เชิงบวก ซึ่งเป็นการปูทางสำหรับการเดินทางที่คุณต้องการ

  • รับรู้ถึงความวิตกกังวลของตัวเอง

นักจิตอายุรเวท Stephanie Manes แนะนำให้ค้นหาความวิตกกังวลในการเดินทางของตัวเอง และทำความเข้าใจว่าสิ่งที่คุณกำลังประสบอยู่คืออะไร 

สิ่งนี้จะช่วยให้ตัวเองทำความเข้าใจไปกับความกลัว สร้างหนทางป้องกัน เพื่อมองว่ามันเป็นความรู้สึกชั่วคราว และจัดการได้มากกว่าที่คิดไปในเชิงลบเสียทั้งหมด

  • ตั้งวัตถุประสงค์สำหรับการเดินทาง

ผู้เดินทางควรตั้งเป้าหมาย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดเจตนารมณ์ที่ชัดเจนสำหรับการเดินทาง ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อผ่อนคลาย สำรวจสิ่งที่สนใจ เยียวยาหัวใจ หรือตัดการเชื่อมต่อจากความเครียดในแต่ละวัน 

การกำหนดวัตถุประสงค์ของการเดินทางสามารถช่วยชี้นำการกระทำและความคิดของคุณ เพิ่มประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย และเติมเต็มมากขึ้น และทำให้ตนเองกลับมาพร้อมประสบการณ์ และความทรงจำดีๆ ตลอดทริป

  • การเตรียมตัว

วางแผน ขั้นตอน และเตรียมพร้อม ก่อนเดินทางเพื่อตอบสนองเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้สามารถบรรเทาความวิตกกังวลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางได้ แนะนำให้วางแผนกิจกรรมในแต่ละวัน เลือกร้านอาหารล่วงหน้า และสร้างรายการต่างๆ โดยอิงจากประสบการณ์ตนเอง หรือข้อมูลที่ผ่านมา ทั้งจากตนเองและของผู้อื่น

นอกจากนี้การจัดวางสิ่งของสำคัญๆ เช่น หนังสือเดินทาง เสื้อผ้า และยารักษาโรค เพียงเท่านี้ก่อนวันออกเดินทางก็สามารถช่วยในเรื่องความพร้อมได้อย่างเห็นได้ชัด โดยลดความวิตกกังวลด้วยการตอกย้ำว่าคุณพร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง

  • เก็บความทรงจำดีๆ ชนะใจตนเอง และทำแบบนี้ซ้ำๆ

การเริ่มต้นแต่ละวันของการเดินทาง โดยมองเพียงแค่ความรู้สึกดีๆ ในสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเจอเท่านั้น โดยจินตนาการว่าวันของคุณเต็มไปด้วยความสุข 

รวมทั้งแสดงความขอบคุณ และยินดีทุกครั้งล่วงหน้า ก่อนการเดินทางที่จะนำพาตนเองไปพบกับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่คุณคาดหวัง 

เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ขอขอบคุณสถานที่ เจ้าของที่พัก และหมั่นให้กำลังใจตัวเอง การปฏิบัตินี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การเดินทางของคุณในทางบวกเท่านั้น สามารถทำให้เกิดการผจญภัยที่ดีที่เป็นประสบการณ์ปูทางไปสู่การท่องเที่ยวที่สนุกสนานในอนาคต. 

ข้อมูล : Forbes

ภาพ : istock