พบการแสดงจากคณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติฯครั้งที่ 26

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809718

พบการแสดงจากคณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก  ในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติฯครั้งที่ 26

พบการแสดงจากคณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติฯครั้งที่ 26

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้ง กับมหกรรมศิลปะการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26 หรือ Bangkok’s 26th International Festival of Dance & Music” เตรียมเปิดความยิ่งใหญ่แห่งปีกับการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ ที่ต้องมาดูสักครั้งในชีวิต โดยปีนี้มาพร้อมกับการรวมตัวของนักแสดงและนักดนตรีคลาสสิกชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 1,000 ชีวิต รวบรวมความหลากหลายของศิลปะการแสดงแขนงต่างๆ ทั้งบัลเลต์โอเปรา ออร์เคสตรา คอนเทมโพรารี่แดนซ์ และไอซ์สเกต พบกับ 18 รอบการแสดง ระหว่างวันที่ 7 กันยายน-20 ตุลาคม 2567 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากภาครัฐและเอกชน อาทิ บริษัท แอกซ่าประกันภัยจำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู(ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน),การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม

เตรียมเปิดการแสดงมหกรรมฯ โดยคณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยาวนานกว่า 250 ปี “คณะบอลชอยบัลเลต์” (Bolshoi Ballet) กับการแสดงบัลเลต์สุดคลาสสิกเรื่อง สวอนเลค (Swan Lake) ผลงานระดับตำนานจนกลายเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกมาตลอด 150 ปี จัดเต็มกับนักแสดงกว่า 170 ชีวิตพร้อมวงออร์เคสตราบรรเลงสด นับเป็นการแสดงบัลเลต์ สวอนเลคที่ตรงตามต้นฉบับที่สุดโดยคณะที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ซึ่งการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และอาจเป็นครั้งเดียวของประเทศไทยที่จะได้รับชมการแสดงของคณะบัลเลต์ระดับโลกที่ทุกคนต้องได้ดูสักครั้งในชีวิต และสำหรับใครที่หลงใหลในวัฒนธรรมที่สวยงามของฝรั่งเศส เตรียมพบกับการแสดงรอบ Pre-opening “มารี อ็องตัวเนตต์” (Marie Antoinette) การแสดงบัลเลต์ที่รวบรวมความเป็นฝรั่งเศสไว้ได้อย่างครบเครื่องและลงตัว นอกจากนี้ยังเอาใจสายคอนเทมโพรารี่แดนซ์กับการแสดงเต้นร่วมสมัย โดย “คณะ พอลเทย์เลอร์ แดนซ์ คอมพานี” (Paul Taylor Dance Company) ที่ได้รับการยกย่องจาก The New York Times ให้เป็นหนึ่งในคณะเต้นที่น่าตื่นเต้น สร้างสรรค์ และน่ารื่นรมย์ที่สุดในโลก

ความตื่นตาตื่นใจยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะปีนี้เวทีของโรงละครศูนย์วัฒนธรรมฯ จะถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานน้ำแข็งเพื่อต้อนรับ “คณะอิมพีเรียล ไอซ์ สตาร์ส” (Imperial Ice Stars) คณะที่รวบรวมนักกีฬาสเกตน้ำแข็งเจ้าของรางวัลเหรียญทองกว่า 100 รางวัลจากการแข่งขันทั่วโลก ที่จะมาพร้อมกับลีลา ผาดโผนที่แหกทุกกฎของกีฬาสเกตน้ำแข็ง

ปิดท้ายด้วยการแสดงฉลองครบรอบ 100 ปี พุชชินี่ (Puccini)นักประพันธ์โอเปราชื่อดัง กับโอเปรายอดฮิตทูรันโดต์ (Turandot) โดย “ไชน่า เนชันแนล โอเปรา เฮาส์” (China National Opera House) หนึ่งในคณะโอเปราที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ร่วมด้วยนักร้องชั้นนำส่งตรงจากประเทศอิตาลี มหกรรมฯ ในปีนี้ยังมีการแสดงที่น่าสนใจอีกมากมายที่จะมาเพื่อสร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้กับทุกคน พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านศิลปะการแสดงระดับโลก 

สัมผัสประสบการณ์การรับชมมหกรรมศิลปะการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กับมหกรรมศิลปะการแสดงและ ดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 26 จองบัตรรอบ Early Bird ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-14 กรกฎาคม 2567 นี้ รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 20% สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และแพ็กเกจที่น่าสนใจมากมายให้แฟนพันธุ์แท้ได้เสพศิลป์ไปด้วยกัน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiticketmajor.com/bangkokfestivals หรือ www.bangkokfestivals.com

สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดฯ ยกระดับประสิทธิภาพการรักษาโรคหืดในไทย เปิดโครงการ ‘หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่ : ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809709

สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดฯ ยกระดับประสิทธิภาพการรักษาโรคหืดในไทย  เปิดโครงการ ‘หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่ : ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต’

สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดฯ ยกระดับประสิทธิภาพการรักษาโรคหืดในไทย เปิดโครงการ ‘หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่ : ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต’

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคีองค์กรต่างๆ ได้แก่ สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย (ภายใต้การสนับสนุนของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรมการแพทย์ จัดงานแถลงข่าว โครงการ “หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่: ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต” หรือ “Breathe Easy, Live Fully: Towards Zero Asthma Deaths” ณ ห้องประชุมเวิลด์บอลรูมซี ชั้น 23 โรงแรมเซนทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล เวิลด์ กรุงเทพมหานคร เนื่องในวันหืดโลก หรือ World Asthma Day 2024 ที่กำหนดโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรโรคหืดโลก (Global Initiatives for Asthma – GINA)

ในงาน รศ.นพ.ฮิโรชิ จันทาภากุล นายกสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคหืดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ถึงแม้ประเทศไทยจะมีแนวทางการรักษาโรคหืด แพทย์ และทรัพยากรในการดูแลผู้ปวยโรคหืดเพียงพอ แต่ยังมีผู้ป่วยโรคหืดที่เสียชีวิตจากการกำเริบเฉียบพลันมากกว่า 400 คน ต่อปี ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นที่มีประชากรมากกว่าประเทศไทย เช่น ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย และภาคีองค์กรต่างๆ จึงร่วมกันริเริ่มโครงการ“Breathe Easy, Live Fully: Towards Zero Asthma Deaths” “หายใจสบาย, ใช้ชีวิตเต็มที่ : ผู้ป่วยโรคหืดต้องไม่เสียชีวิต” เพื่อร่วมยกระดับประสิทธิภาพการรักษาโรคหืดในประเทศไทย โดยการรวบรวมและติดตามข้อมูลของผู้ป่วยโรคหืดในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนร่วมกับภาคีองค์กรต่างๆ พร้อมเสนอแนวทาง ในการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดให้เหลือน้อยที่สุด โดยคาดหวังให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดในประเทศไทยลดลงเหลือศูนย์ในระยะเวลาภายในสิบปี

“โรคหืด” เกิดจากภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ทั้งจากสารก่อภูมิแพ้ การติดเชื้อ หรือมลพิษทางอากาศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง ตีบแคบเป็นพักๆ ส่งผลให้เกิดอาการไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบากตามมา อาการบ่งชี้ของโรค เช่น ไอเป็นชุดๆ แน่นหน้าอก หายใจหอบ หายใจเสียงดังวี้ด ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น มลพิษทางอากาศ สารก่อภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส หรือการออกกำลังกาย โดย “โรคหืด” นั้นเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ และสามารถรักษาเพื่อควบคุมอาการ และป้องกันการเกิดหืดกำเริบเฉียบพลัน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ใช้ยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องนั้นมีโอกาสหายขาดได้ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ผิดว่า “โรคหืด” เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือสามารถหยุดยาได้เมื่อไม่มีอาการกำเริบ ทำให้ผู้ป่วยขาดความสม่ำเสมอในการใช้ยารักษา ส่งผลให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคหืดชนิดรุนแรง (Severe Asthma) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยากลุ่มใหม่ (Biologics) ที่มีความจำเพาะเจาะจงในการต้านกลไกการเกิดโรค และให้ผลการรักษาที่ดีต่อคนไข้โรคหืดชนิดรุนแรงนั้น ทางกรมบัญชีกลางได้ประกาศอนุมัติให้ผู้ป่วยข้าราชการสามารถใช้สิทธิ์ในการรักษาได้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับคนไข้โรคหืดชนิดรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการรักษาอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการได้ อาทิ การเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ การเลิกสูบบุหรี่ การออกกำลังกายการฝึกหายใจ การลดความเครียดทางอารมณ์ และจิตใจ และการลดน้ำหนัก ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรติดตามอาการของตนเอง และฝึกสังเกตอาการโดยมีแผนการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อควบคุมอาการของโรคหืด และหากมีอาการที่สงสัยว่าเป็นอันตรายควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม โรคหืด เป็นโรคที่พบบ่อยและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศต่างๆ ทั่วโลก องค์การอนามัยโลก ระบุว่าในปี 2562มีผู้ป่วยโรคหืดทั่วโลก 262 ล้านคน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรจำนวนมากกว่า 455,000 คน ส่งผลให้โรคหืดเป็นโรคที่สังคมควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยทางบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหืด จึงพร้อมให้การสนับสนุนสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย และภาคีองค์กร ในการดำเนินโครงการดังกล่าว

‘BCPG’ ปลูกฝังเยาวชนร่วมปกป้องและฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809704

‘BCPG’ ปลูกฝังเยาวชนร่วมปกป้องและฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพ

‘BCPG’ ปลูกฝังเยาวชนร่วมปกป้องและฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพ

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงความสำคัญของความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้จัดกิจกรรม “Back to the sea ปล่อยน้องเต่ากลับทะเล” นำโดย คุณปรียดา วุฒิภักดี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร และพี่ๆ อาสาบีซีพีจี พาน้องๆ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 โรงเรียนพระพุทธบาท “พลานุกูลวิทยา” โรงเรียนในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เข้าร่วมกิจกรรม โดยนำน้องๆ ทำความรู้จักโลกใต้ทะเลที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล บางแสน ม.บูรพา จ.ชลบุรี และเรียนรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์เต่าทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดของความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลโดยพี่ๆ บีซีพีจี และน้องๆ ได้ร่วมกันปล่อยน้องเต่ากลับทะเล สร้างความประทับใจให้กับทุกคนในความน่ารักของน้องเต่าทะเลตัวน้อยๆ ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อปลูกฝังให้น้องๆ เยาวชนเห็นความสำคัญของการดูแล ปกป้อง ฟื้นฟู ระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ในโลกใต้ท้องทะเล ผ่านกระบวนการเรียนรู้ และกิจกรรมสันทนาการ ทั้งการเล่นเกมส์ การวาดภาพ ซึ่งทุกคนมีความตั้งใจ และร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง และกิจกรรมสุดท้ายก่อนกลับ น้องๆ ยังได้สนุกกับการชมการแสดงของสุนัขจรจัดแสนรู้ ซึ่งหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือเป็นผู้ฝึกสอน ณ ศูนย์ดูแลสุนัขจรจัดของกองทัพเรือ อีกด้วย

ครั้งแรกในประเทศไทยกับสื่อ Dynamic Out of Home เปลี่ยนอารมณ์ได้ทุกวัน!

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809715

ครั้งแรกในประเทศไทยกับสื่อ Dynamic Out of Home เปลี่ยนอารมณ์ได้ทุกวัน!

ครั้งแรกในประเทศไทยกับสื่อ Dynamic Out of Home เปลี่ยนอารมณ์ได้ทุกวัน!

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Disney และ Pixar ชวนนับถอยหลังสู่ภารกิจครั้งใหม่ของศูนย์ปฏิบัติการทางอารมณ์กับ “Disney and Pixar’s Inside Out 2 มหัศจรรย์อารมณ์อลเวง 2” ก่อนฉายจริงวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ ด้วยการพาเหล่าคาแร็กเตอร์อารมณ์ทั้ง 9 มาทักทายคนกรุงเทพฯ ผ่านมีมอารมณ์ประจำวันที่ทั้งน่ารักและชวนยิ้ม บนจอป้ายจราจร Dynamic ทั่วกรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย กับการใช้ Dynamic Out of Home  ที่เปลี่ยนอารมณ์ไปทุกวันแบบ Daily Emotions ให้แฟนๆ ได้ทำความรู้จักคาแร็กเตอร์อารมณ์ทั้ง 9 ไปพร้อมกับประโยคชวนให้ยิ้มตามสไตล์แต่ละอารมณ์ อย่างการเชียร์อัพในเช้าวันจันทร์ของลั้นลา (Joy) กับมีม “สวัสดีวันจันทร์จ้าาา! เริ่มต้นสัปดาห์แบบลั้ลลากันเถอะ” หรือมีม “เพิ่งจะวันพุธหยะแหยงสุด ไม่ถึงวันหยุดสักที” ของหยะแหยง ฯลฯ ซึ่งสะท้อนอารมณ์ของคนทำงานในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี โดยเหล่าคาแร็กเตอร์อารมณ์ทั้ง 9 จะหมุนเวียนสลับกันไปเผยอารมณ์ทักทายผู้คนบนท้องถนนทั่วกรุงเทพฯ

Disney and Pixar’s Inside Out 2 มหัศจรรย์อารมณ์อลเวง 2 เป็นภาพยนตร์ภาคต่อของแอนิเมชั่นเรื่อง Inside Out เจ้าของรางวัลรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์
แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ที่พร้อมพาผู้ชมทุกเพศทุกวัยเติบโตไปด้วยกันกับ “ไรลีย์ แอนเดอร์สัน”สาวน้อยหัวใจคิดบวกที่ก้าวสู่การเป็นวัยรุ่นหน้าใหม่ป้ายแดง ศูนย์บัญชาการทางอารมณ์ของเธอจึงต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ฮอร์โมนที่พลุ่งพล่านตามวัยทำให้บรรดา “อารมณ์” ในสมองไม่ว่าจะเป็น “ลั้ลลา เศร้าซึม ฉุนเฉียว กลั๊วกลัว และหยะแหยง” ที่เคยร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจควบคุมอารมณ์ของไรลีย์สำเร็จมาหลายครั้งหลายครากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับสมาชิกแก๊งอารมณ์ใหม่ นำทีมโดย “ว้าวุ่น” ที่ไม่ได้มาเดี่ยว แต่ยังพาเดอะแก๊งแท็กทีมบุกเข้ามาในสมองของไรลีย์ทั้ง “อิจฉา เขิ้นเขินอ๊ายอาย และอองวี (เฉยชิล)” ที่พร้อมจะป่วนตัวตนข้างในของสาวน้อยคนดีคนเดิมให้เปลี่ยนเป็นไรลีย์ที่มาพร้อมอารมณ์สวิงเหวี่ยง จนคุณแม่ถึงขั้นต้องกุมขมับ

สามารถซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ก่อนไปติดตามพัฒนาการของไรลีย์และลุ้นกับภารกิจสุดอลเวงของเหล่าอารมณ์ในสมองของเธอพร้อมกัน 12 มิถุนายน ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ 

‘พลังคนไทย’สู่‘พลังแห่งความเป็นไปได้’ คิง เพาเวอร์ สานฝันผู้ประกอบการยกระดับสินค้าไทยสู่เวทีโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809720

‘พลังคนไทย’สู่‘พลังแห่งความเป็นไปได้’  คิง เพาเวอร์ สานฝันผู้ประกอบการยกระดับสินค้าไทยสู่เวทีโลก

‘พลังคนไทย’สู่‘พลังแห่งความเป็นไปได้’ คิง เพาเวอร์ สานฝันผู้ประกอบการยกระดับสินค้าไทยสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

3 ผู้ประกอบการเผยกว่าจะนำพาสินค้าก้าวไกลสู่เวทีโลก พร้อมบอกเล่าการฝ่าฟันอุปสรรคและการได้รับแรงสนับสนุนจากคนไทยรวมถึงการมีพันธมิตรที่ดีอย่าง กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในโครงการ “คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย” ที่ส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพสินค้าไทย เข้ามาช่วยเหลือแนะนำในการพัฒนาสินค้า พร้อมจัดคอร์สอบรมความรู้ด้านการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการและชุมชนที่เป็นคู่ค้ามีความเข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ดี ประสบความสำเร็จและนำพาสินค้าไทยที่มีคุณภาพได้ก้าวสู่เวทีการค้าระดับโลก

อรรถเทพ สมัครธัญกิจ เจ้าของอารมณ์ดิน สตูดิโอ จ.ลำปาง ผลิตภัณฑ์งานปั้นเซรามิก ที่จัดว่าเป็นหนึ่งในสินค้าประเภทของที่ระลึกตกแต่งบ้านที่ขายดีที่ คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า จุดเริ่มการทำธุรกิจกับ คิง เพาเวอร์ มาจากความฝันที่ว่าสักวันอยากนำสินค้าของเราไปสู่ตลาดโลก ช่องทางหนึ่งที่จะทำได้คือการวางขายสินค้าที่ คิง เพาเวอร์ เพราะที่นี่เป็นด่านแรกในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เมื่อได้ทำงานร่วมกัน คิง เพาเวอร์ ได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุงสินค้าให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากขึ้น เช่น ปรับรูปแบบ ลดขนาดตุ๊กตา ฯลฯ เพื่อให้ถูกใจและสะดวกแก่การซื้อกลับ ทำให้สินค้าขายดีขึ้นเรื่อยๆ แม้จะประสบปัญหาบ้างช่วงโควิดแต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมาดูตัวเอง จัดการระบบสินค้าและหาความรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้ทาง คิง เพาเวอร์ไทย เพาเวอร์ฯ ช่วยจัดคอร์สอบรมให้ผู้ประกอบการพันธมิตรได้รับความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิธีเก็บข้อมูล การทำบัญชี ทำสต๊อกสินค้า การขายของออนไลน์ ฯลฯ จากเดิมทำไม่เป็นเลยจนสามารถทำได้ จากนั้นก็พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม พัฒนาจนสินค้าเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

อรรถเทพ สมัครธัญกิจ ผู้ก่อตั้งอารมณ์ดินสตูดิโอ

เมื่อพูดถึงขนมไทยที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมักจะเลือกซื้อเป็นของฝากจาก คิง เพาเวอร์ นั่นคือ “ข้าวแต๋น”ที่ถูกนำมาพัฒนาเป็นขนมคุกกี้ข้าวไทยสุดคูลอย่าง “บางกอกคุกกี้” เกิดขึ้นจากแนวคิดของ ประสงค์ ลิ้มเจริญ ผู้ก่อตั้งแบรนด์บางกอกคุกกี้ ที่อยากพัฒนาขนมที่ทำจากข้าวคุณภาพดีส่งออกไปสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้มีรายได้ สร้างชุมชนเข้มแข็ง

ประสงค์ เล่าว่า อยากสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของคนไทย และข้าวหอมมะลิคือหนึ่งในสินค้าที่เราอยากพัฒนา เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศและของโลก จึงคิดนำข้าวมาแปรรูปเป็นขนมข้าวกรอบ หรือที่เรียกว่าข้าวแต๋น โดยใช้ข้าวออร์แกนิก แต่จะทำยังไงให้ข้าวแต๋นของเราแตกต่างจากคนอื่น เราได้พันธมิตรทางการค้าที่ดีช่วยแนะนำการคัดสรรวัตถุดิบที่ดี พร้อมให้โจทย์เรามาพัฒนาสินค้า 3 ข้อ คือ ข้าวแต๋นต้องไม่เหมือนใครในโลก ต้องเก็บได้นานเกินกว่า 12 เดือน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย ในที่สุดเราก็ได้ข้าวแต๋น บางกอกคุกกี้ ออกจำหน่ายซึ่งปัจจุบันมีนับ 100 รสชาติ ความพิเศษอยู่ที่การใช้ข้าวออร์แกนิก ปราศจากสารเคมีในการปลูก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิข้าวเหนียว และข้าวขาว ตลอดจนพัฒนากรรมวิธีการผลิตจนได้ผลิตภัณฑ์ที่เก็บได้นานแต่ยังคงรสชาติความอร่อย กลายเป็นของฝากยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต้องถือติดมือ สร้างชื่อเสียงให้ขนมแปรรูปข้าวไทยดังไกลไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

จุฑาทิพ ไชยสุระ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JUTATIP

“แน่นอนว่าเราไม่หยุดเพียงเท่านี้ วันนี้เราได้พัฒนาสินค้าและขยายตลาดสู่จีนภายใต้แบรนด์ Metem โดยการปรับรสชาติให้ถูกปากชาวจีนมากขึ้น รวมถึงผลไม้แปรรูป Fruitland ที่ผลิตและส่งออกใน 14 ประเทศ การนำข้าวไทยและผลไม้แปรรูปไปสู่ตลาดโลก ตอกย้ำให้เห็นศักยภาพของแบรนด์ไทยที่สามารถไปแข่งในตลาดโลกได้ เพิ่มมูลค่าข้าวไทยและยังเป็นการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย สำหรับบางกอกคุกกี้เชื่อว่าทุกวันนี้ได้พาข้าวแต๋นขนมสัญชาติไทยเดินทางมาไกลกว่าที่เคยและเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในแบบที่ไม่เคยมีใครคิดทำมาก่อน”

อีกหนึ่งความน่าสนใจของแบรนด์ JUTATIP โดย จุฑาทิพ ไชยสุระ เจ้าของรางวัล G-mark (Good Design Award) ปี 2564 รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจากสถาบันการออกแบบของญี่ปุ่น บอกว่า การทำเครื่องแต่งกายผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ เป็นความตั้งใจในการนำภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่มาพัฒนาให้เป็นสินค้าที่มีมาตรฐานระดับสากล จุดเด่นอยู่ที่การใช้เส้นด้ายปั่นด้วยมือ กระบวนการทอมือและเทคนิคการย้อมธรรมชาติ สร้างเอกลักษณ์ และเทคนิคการทอสไตล์ญี่ปุ่น ฯลฯ แต่สินค้าดีอย่างเดียวยังไม่สามารถทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มที่วันนี้เรามาถึงจุดนี้ได้ เพราะความโชคดีที่ได้พันธมิตรที่ดี อย่าง คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย เข้ามาให้ความรู้ที่ทันสมัยทั้งในเรื่องการทำตลาดออนไลน์-ออฟไลน์ การบริหารธุรกิจ ฯลฯ ช่วยให้เราสามารถสื่อสารเกี่ยวกับงานผ้าและความพิถีพิถันในการผลิตสินค้าของเราไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ทำให้คนต่างชาติรู้จักภูมิปัญญาของคนไทย และจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ความสำเร็จของผู้ประกอบการคนไทยที่ได้ก้าวไปสู่เวทีระดับโลก เป็นความภาคภูมิใจของ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และคนไทยทุกคน ที่เชื่อมั่นในพลังแห่งความเป็นไปได้ ซึ่งจะมาพาชุมชนและสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ประสงค์ ลิ้มเจริญ

ทีเส็บ จัด CVTEC MICE BUSINESS ROADSHOW 2024 ดันการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ประเดิมเส้นทางเดินเรือเชื่อม 3 ประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809782

ทีเส็บ จัด CVTEC MICE BUSINESS ROADSHOW 2024  ดันการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ประเดิมเส้นทางเดินเรือเชื่อม 3 ประเทศ

ทีเส็บ จัด CVTEC MICE BUSINESS ROADSHOW 2024 ดันการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ประเดิมเส้นทางเดินเรือเชื่อม 3 ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 20.07 น.

ทีเส็บ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรภาครัฐและเอกชนภายในจังหวัดตราด จัดกิจกรรม CVTEC MICE BUSINESS ROADSHOW 2024 เชิญหน่วยงานภาครัฐและ Potential Buyer จากกัมพูชาและเวียดนาม ร่วมเดินทางโดยเรือโดยสารจากท่าเรือสีหนุวิว – มายังท่าเทียบเรือคลองใหญ่ เพื่อประเดิมเส้นทางนำร่องสู่การเดินเรือเชื่อมโยงเส้นทางตราด – สีหนุวิว – ฟูก๊วก 
ทั้งนี้ได้เชิญกลุ่มเป้าหมายกัมพูชาและเวียดนาม ร่วมทำกิจกรรมสร้างเครือข่ายและเจรจาจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและไมซ์บนเกาะช้างและหมู่เกาะเชื่อมโยง เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เชื่อมโยงเครือข่ายการทำตลาดร่วมกันในรูปแบบ 1 Marketing 3 Destination รวมถึงเชิญผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานภาครัฐกัมพูชาและเวียดนาม เข้าร่วมประชุมนานาชาติ CVTEC ในการหารือขอตกลงร่วมในการเดินเรือเชื่อมโยงชายฝั่งทะเล 3 ประเทศด้วย

กิจกรรม CVTEC MICE BUSINESS ROADSHOW 2024 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5-8 มิถุนายน 2567 ณ จังหวัดตราด โดยตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนจากไทย เวียดนาม กัมพูชา รวมทั้งสื่อมวลชน ร่วมสำรวจเส้นทางและความพร้อมในจังหวัดตราด โดยได้เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อาทิ อ.คลองใหญ่ เกาะกูด เกาะหมาก เกาะช้าง และตัวเมืองตราด

ภายในเส้นทางนี้ผู้เข้าร่วมเส้นทาง ได้พบกับความงดงามของท้องทะเลและชายหาดอันเงียบสงบ ได้เข้าชมที่พัก และห้องประชุมต่าง ๆ พร้อมสัมผัสการท่องเที่ยววิถีชุมชน อาทิ การล่องเรือพื้นบ้านชุมชนบ้านสลักคอก นอกจากนั้นยังมีกิจกรรม Business Matching กับผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การออกแบบเส้นทางตามเป้าหมายของ CVTEC ต่อไป

นายภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สสปน. หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม CVTEC MICE BUSINESS ROADSHOW 2024 ในครั้งนี้ ทีเส็บได้เรียนเชิญ Potential Buyer จากกัมพูชาและเวียดนามที่มองเห็นโอกาสในการทำตลาดนักเดินทางคุณภาพและนักเดินทางไมซ์บนเส้นทางระเบียงชายฝั่งทะเล 3 ประเทศหรือ CVTEC กว่า 35 ราย ร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ทางธุรกิจและสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและไมซ์บนเกาะช้างและหมู่เกาะเชื่อมโยง 

นอกจากนี้กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นเวทีการประชุมนานาชาติ CVTEC (Cambodia Vietnam Thailand Economic Corridor Cooperation Conference) เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงร่วมในการเดินเรือเชื่อมโยงชายฝั่งทะเล 3 ประเทศ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องของภาครัฐจากกัมพูชาเวียดนาม เข้าร่วมงานประชุมในครั้งนี้ ณ โรงแรมอัยยะปุระ เกาะช้าง ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพ และมั่นใจว่าการประชุมครั้งนี้ จะนำไปสู่ข้อตกลงในการเดินเรือเชื่อมโยงร่วมกันได้สำเร็จอย่างแน่นอน ทั้งนี้ คาดว่าหากเกิดการเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวได้อย่างเต็มรูปแบบ จะมีรายได้เข้าจังหวัดตราดเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท / ปี

ด้าน นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เส้นทางท่องเที่ยวทางเรือถือเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ และเชื่อมันว่าหากเส้นทางนี้เปิด จะได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ปัจจุบันเรามีท่าเทียบเรือคลองใหญ่ที่สร้างเสร็จมานาน หากเรานำท่าเรือตรงนี้มาต่อยอดทางการท่องเที่ยวก่อนในเบื้องต้น ถือเป็นเรื่องดีและควรเร่งดำเนินการ 

สำหรับการทำตลาดในรูปแบบ 1 Marketing 3 Destination บนเส้นทาง CVTEC นั้น นอกจากจะทำให้เกิดความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยวร่วมกันของ 3 ประเทศแล้ว ยังนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ทำให้เกิดโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจอื่นๆที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในอนาคตอีกด้วย “ในอนาคตเราอาจได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ 3 ประเทศในหนึ่งวัน เช่น “ทานอาหารเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ตราด ทานกลางวันที่สีหนุวิว และมื้อเย็นดูพระอาทิตย์ตกดินที่ฟูก๊วก” คุณชำนาญกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า จังหวัดตราดถือเป็นจังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับต้นๆของไทยอยู่แล้ว การที่จังหวัดยกระดับการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชื่อมโยงหมู่เกาะช้างกับจังหวัดสีหนุวิวและฟูก๊วก ผ่านเส้นทางเดินเรือเส้นทาง CVTEC นั้นถือเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดนักเดินทาง โดยคาดว่าหากการตกลงร่วมกันสำเร็จ และสามารถเปิดเส้นทางเชื่อมโยง 3 ประเทศได้ จะทำรายได้จากการทองเที่ยวของจังหวัดตราดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30 %

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระสีหนุ MR. ลอง ไดเมนเช่ กล่าวว่า การประชุม CVTEC ในครั้ง นี้ จึงมั่นใจว่าจะนำไปสู่ความเห็นร่วมกันเพื่อเกิดการเดินเรือรอบปฐมฤกษ์ได้สำเร็จอย่างแน่นอนในเร็วๆนี้  นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมเพิ่มเติมว่า แม้ธรรมชาติทางทะเลของกัมพูชาจะมีความเป็นธรรมชาติสูง แต่การบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะช้าง จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการจาก 2 ประเทศจะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกันได้เป็นอย่างดี

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาเมา Mr. เหวียน มิน ลูน กล่าวว่า กัมพูชาและเวียดนาม มีการเดินเรือเพื่อการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างกันอยู่แล้ว ดังนั้น หากการประชุมในครั้งนี้นำไปสู่ความสำเร็จ ก็จะเป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมโยงให้นักเดินทางคุณภาพชาวกัมพูชา เวียดนาม รวมถึงนักเดินทางคุณภาพจากต่างประเทศ ได้มีโอกาสเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์การเดินทางทางทะเลมายังประเทศไทย เกิดเป็นการเดินทางเชื่อมเส้นทาง 3 ประเทศ ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
 
-(016)

‘ศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม’ นำผลงานชนะเลิศประกวดทัศนศิลป์ สาขาจิตรกรรม ร่วมจัดแสดงเผยแพร่สู่สาธารณชน ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809692

'ศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม' นำผลงานชนะเลิศประกวดทัศนศิลป์ สาขาจิตรกรรม ร่วมจัดแสดงเผยแพร่สู่สาธารณชน ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

‘ศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม’ นำผลงานชนะเลิศประกวดทัศนศิลป์ สาขาจิตรกรรม ร่วมจัดแสดงเผยแพร่สู่สาธารณชน ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.44 น.

“ศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม” ลัดฟ้า นำผลงานชนะเลิศ ประกวดทัศนศิลป์ สาขาจิตรกรรม เพื่อรณรงค์เนื่องใน “วันดินโลก” ร่วมจัดแสดงเผยแพร่สู่สาธารณชน ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

 “ศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม” หนึ่งในโครงการรณรงค์เนื่องใน “วันดินโลก” เพื่อส่งเสริม เชิดชู เรียนรู้ ให้คนเห็นความสำคัญของแผ่นดิน จากความร่วมมือระหว่างศิลป์พิพัฒน์ ศูนย์ส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญา ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิดั่งพ่อสอน  และวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผ่านการขับเคลื่อน โดยกลุ่มผู้ประกอบการนักธุรกิจจิตอาสาจากสามแบรนด์ดัง P’Liv, RaMoNa และ Thaiillus  นำผลงานชนะเลิศประกวดทัศนศิลป์ในงานวันดินโลก ร่วมจัดแสดงระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของแผ่นดิน โดยใช้ “ศิลปะ” ในการขับเคลื่อน  ผ่านการเรียนรู้ ใน 4 หัวข้อหลัก ทั้งศาสตร์พระราชา ศิลปวัฒนธรรม ดินและการเกษตร และคุณค่าความเป็นไทย

วรัสชญาน์ จรัสธรรมภัสร์ ผู้ประกอบการจิตอาสาจากแบรนด์ P’Liv ประธานโครงการศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม โดยมูลนิธิดั่งพ่อสอน เปิดเผยถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า โครงการศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม ได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน สมาคมวันดินโลก และภาคีเครือข่าย นำผลงานที่ชนะเลิศการประกวดทัศนศิลป์ประจำปี 2566 ไปร่วมจัดแสดงผลงานในพื้นที่นิทรรศการ Side Event ของการประชุมประจำปี Global Soil Partnership Plenary Assembly ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่  3  มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา และได้มอบภาพจำลองผลงานศิลปะของผู้ประกวดชนะเลิศ ในปี 2566 จำนวน 3 ภาพ ให้แก่ นายพุทธพร อิ้วตกส้าน เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอิตาลี ได้นำเผยแพร่สู่สาธารณชนในวงกว้างต่อไป

การจัดแสดงนิทรรศการผลงานครั้งนี้ได้เน้นสาระสำคัญในการเผยแพร่ผลงานโครงการฯ ปี 2566เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และ วัตถุประสงค์ในกิจกรรมหลัก 3 ส่วน ได้แก่

1.            ส่งเสริม : กิจกรรม “ประกวดผลงานทัศนศิลป์ สาขาจิตรกรรม” ในระดับมัธยม อุดมศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของ “แผ่นดินไทย” โดยศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง และสร้างสรรค์ถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานศิลปะ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะชน ในวงกว้าง

2.            เรียนรู้ : กิจกรรม “ชั่วโมงศาสตร์ศิลป์” เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา ผ่านการสอนศิลปะ ในกลุ่มเด็กระดับประถม เพื่อปลูกจิตสำนึก สร้างความรับรู้ข้อมูลเบื้องต้น และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสร้างสรรค์ผลงานในชั่วโมงศิลปะ

3.            เชิดชู : มอบ “รางวัลฐิติภูมิ” ที่มีความหมายว่า ความยั่งยืนของแผ่นดิน โดยมอบให้แก่ปราชญ์ นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ ที่มีผลงานเกี่ยวกับดิน และการเกษตรจนเกิดผลเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นกำลังใจ และสร้างบุคคลต้นแบบ

 “ในการไปจัดแสดงผลงานครั้งนี้ ทางโครงการฯ ยังได้เชิญชวนให้ผู้มาร่วมการประชุมจากหลากหลายประเทศ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อแสดงเจตนารมณ์เป็นเครื่องหมายจารึกไว้ว่า ทุกคนจะร่วมเดินทางพลิกฟื้นดินโลก และดูแลผืนดินนี้ไปด้วยกัน ซึ่งแต่ละคนก็ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่น่าประทับใจมาก และกิจกรรมนี้ก็ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติภายในงานเป็นอย่างมาก” ประธานโครงการศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม กล่าว

หนึ่งในผลงานศิลปะที่จัดแสดงครั้งนี้ยังมีผลงานที่ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ช่วง  มูลพินิจ  ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ได้ให้ความกรุณาเริ่มจรดพู่กัน รังสรรค์ภาพตั้งต้นกำเนิดจากประเทศไทย  โดยให้แนวความคิดที่ลึกซึ้งแต่ชัดเจน ไว้ว่า “ภาพดินโลก” คือ กำเนิดเกิดจาก “เลข ๙ ” หมายถึง รัชกาลที่เก้า  “หยั่ง ๓ ราก” ลงสู่พื้นโลก หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  แตกยอด “ใบไม้ 5 ใบ” หมายถึง ศีล 5 และ มี “ดวงดาว 4 ดวง” หมายถึง แสงแห่งพรหมวิหารสี่ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะทำให้โลกนี้มีสันติภาพนิรันดร ซึ่งสอดคล้องกับงานแนวคิดหลัก “ The Journey to Success from Dirt to Living Soil ” ของทางสมาคมดินโลก โดยทางโครงการฯ ได้จัดทำ Postcard รูปผลงานที่ชนะการประกวดของเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป มอบให้เป็นของที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

โครงการ “ศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2567  ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกับทั้ง 3 กิจกรรม ได้แก่ สมัครประกวดผลงานทัศนศิลป์ สาขาจิตรกรรม  ร่วมกิจกรรมสอนศิลปะ และสมัครเข้าคัดเลือกรับรางวัลฐิติภูมิ “ปราชญ์ของแผ่นดิน” โดยสามารถติดต่อ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.09 6451 7993 หรือ Line OA : sartsilpdinsiam หรือ Email: plussilpipat@gmail.com  พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวโครงการ ศาสตร์ ศิลป์ ดิน สยาม ได้ที่ Facebook : sartsilpdinsiam ดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม และ ชมภาพชนะการประกวดทั้งหมดได้ที่ https://sssl.my.canva.site/sartsilpdinsiam หรือ https://www.facebook.com/sartsilpdinsiam/

-(016)

SJM ชวนสัมผัสสุดยอดประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับกับงาน ‘Experience Macao Roadshow in Thailand’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809687

SJM ชวนสัมผัสสุดยอดประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับกับงาน 'Experience Macao Roadshow in Thailand'

SJM ชวนสัมผัสสุดยอดประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับกับงาน ‘Experience Macao Roadshow in Thailand’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.35 น.

“SJM” ชวนสัมผัสสุดยอดประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับและลักชูรี่ที่สุดในมาเก๊า กับงาน “Experience Macao Roadshow in Thailand” 14-16 มิ.ย.นี้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์

บริษัท เอสเจเอ็ม รีสอร์ท เอส.เอ. หรือ SJM Resorts (SJM) อาณาจักรโรงแรมและรีสอร์ทหรูครบวงจรชั้นนำระดับโลกของมาเก๊า เตรียมพร้อมเข้าร่วมงาน “Experience Macao Roadshow in Thailand” ซึ่งจัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) ระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ภายในงานได้นำเสนอประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษภายใต้แบรนด์ชื่อดังระดับโลกอย่าง ลิสบัว (Lisboa) พร้อมจัดแสดงให้ชาวไทยได้เห็นถึงความสวยงามที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของมาเก๊า ด้วยแนวคิด “Tourism+” เผยแพร่เสน่ห์อันหลากหลายของมาเก๊า ในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการพักผ่อนระดับโลก โดย SJM เตรียมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเหนือระดับผ่านข้อเสนอสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นที่พักสุดหรู อาหารรสเลิศ สิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร และกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นต่าง ๆ เต็มอิ่มตลอด 3 วันของการจัดงาน นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมกิจกรรมที่ MGTO จัดขึ้นแล้ว ยังสามารถร่วมลุ้นรางวัลสุดพิเศษที่ SJM เตรียมไว้ให้อีกมากมาย อาทิ ป้ายติดกระเป๋าเดินทางดีไซน์เก๋ จาก THE KARL LAGERFELD MACAU เป็นต้น

พบกับการออกแบบบูธที่ผสมผสานองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของ Grand Lisboa Palace Resort Macau และ Grand Lisboa Macau ผนังที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องเขียนลวดลายและพื้นเลียนแบบทางเดินปูด้วยหินสไตล์โปรตุเกสอันเป็นเอกลักษณ์ของมาเก๊า สะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมของตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว โดยไฮไลท์ของงานนี้ SJM ได้นำโรงแรมชื่อดังในเครือที่หรูหราและครบวงจรที่สุด มาแนะนำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยได้สัมผัสกับการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบในมาเก๊า ไม่ว่าจะเป็น  Grand Lisboa Palace Macau โรงแรมหรูระดับห้าดาว พร้อมการการันตีจาก Forbes Travel Guide และโรงแรมสุดหรู 2 แห่ง ที่ได้รับแรงบันดาลใจและการออกแบบมาจากแบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลกอย่าง THE KARL LAGERFELD MACAU แห่งเดียวในโลก และ Palazzo Versace Macau โรงแรมหรูที่สะท้อนความเป็น House of Versace อย่างสมบูรณ์แบบ ที่ล่าสุดเพิ่งฉลองการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในมาเก๊า และถือเป็นโรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ในเอเชียอีกด้วย นอกจากนี้ SJM ยังมีชื่อเสียงโดดเด่นอย่างมากในเรื่องของอาหารรสเลิศ ทั้งอาหารจีนต้นตำรับและอาหารนานาชาติหลากหลาย รวมถึงกิจกรรมนันทนาการสุดพิเศษที่เตรียมไว้รอให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัส และเติมเต็มวันพักผ่อนของคุณได้อย่างน่าประทับใจ

สัมผัสสุดยอดอาหารท้องถิ่นต้นตำรับ และร้านระดับมิชลินสตาร์

SJM มอบประสบการณ์ความอร่อยให้แก่เหล่านักชิมด้วยร้านอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่ร้านระดับมิชลินไปจนถึงร้านอาหารรสชาติต้นตำรับสไตล์มาเก๊าและเอเชีย  ตอบโจทย์ทุกรสนิยมของผู้หลงใหลในการรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็น Don Alfonso 1890 กับอาหารอิตาเลียนแท้ระดับตำนาน ณ Palazzo Versace Macau, Mesa by José Avillez ร้านอาหารโปรตุเกสร่วมสมัยที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนดัง ณ The Karl Lagerfeld Macau, Chalou ชวนย้อนรำลึกรสชาติของติ่มซำแบบดั้งเดิม ณ Grand Lisboa Palace Macau, หรือจะเป็น The Grand Buffet ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารจากทั่วทุกมุมโลกให้คุณได้ลิ้มลอง ณ Grand Lisboa Palace Macau นอกจากนี้ ณ Grand Lisboa Macau ยังมีร้านอาหารโด่งดังมากมาย อาทิ Robuchon au Dôme ซึ่งถือได้ว่าเป็นร้านอาหารเพียงแห่งเดียวในมาเก๊าที่ได้มิชลิน 3 ดาว ต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ปี, ร้านอาหารจีนร่วมสมัยและติ่มซำอย่าง The 8 ก็มาพร้อมดีกรีมิชลิน 2 ดาว รวมไปถึงสุดยอดร้านสเต็ก The Kitchen ที่ได้รับการจัดอันดับ Diamond Rating จาก Black Pearl Restaurant Guide เป็นเวลา 7 ปีติดต่อกัน ปิดท้ายด้วย Jai Alai Oceanus ที่มาพร้อมร้านอาหารรสชาติต้นตำรับอีกมากมายให้เลือกสรร รวมไปถึงร้านบุฟเฟ่ต์ Jai Alai Buffet

ประสบการณ์การพักผ่อนที่หลากหลายสำหรับทุกวัย

SJM พร้อมส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายสำหรับทุกเพศ ทุกวัย และทุกรสนิยม ล่าสุดมาพร้อมนิทรรศการแบบอินเตอร์แอคทีฟ “Moomin Wonderful Encounter – Joyous Adventure in Macau” ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2567 มอบความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยฉาก Moominvalley สุดคลาสสิก และมื้ออาหารในคอนเซปต์ Moomin ให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยและสนุกกับการถ่ายภาพ พร้อมเลือกช้อปสินค้าที่ระลึกจาก Moomin ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: https://www.grandlisboapalace.com/tc/arts-n-events/moomin-wonderful-encounter

นอกจากนี้ “SJM x Macau Cruise” อีกหนึ่งประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ล่าสุด ที่ชวนมาผจญภัยผ่านการเดินทางทั้งทางเรือและทางบก ชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของมาเก๊า 

สนุกได้ทั้งครอบครัวกับ “Martial Arts Arena”  สนามแห่งการต่อสู้ที่นำเสนอประสบการณ์ศิลปะการต่อสู้แบบจีนโบราณ โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริงเข้ามาปฏิสัมพันธ์ ทำให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมและสนุกสนานกับความท้าทายต่าง ๆ ของศิลปะการต่อสู้แบบจีน และ “ AI Wonderland” ดินแดนมหัศจรรย์ที่จะพาไปพบกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริงและเกมที่สามารถโต้ตอบได้ ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ควบคู่ความบันเทิง

ด้วยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่มาเก๊าถึง 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จึงไม่น่าแปลกใจที่นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมากเลือก “อัปเกรด” วันหยุดสุดสัปดาห์ให้กลายเป็นวันพักผ่อนสั้น ๆ ที่มาเก๊า SJM ขอมอบ 3 ข้อเสนอสุดพิเศษในการจองที่พักสุดหรู อาหารรสเลิศ และความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัด ซึ่งเปิดให้จองจนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2567 และเข้าพักได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ได้แก่

แพ็กเกจ Joyous Family: ห้องพักหรูที่ Grand Lisboa Palace Macau 1 คืน ราคาเริ่มต้น 6,300 บาท, บัตรครอบครัว 4 ใบ สำหรับเข้าชม “Martial Arts Arena” หรือ “AI Wonderland”  และเครดิตรับประทานอาหาร 300 MOP หากเข้าพักในวันเสาร์จะได้รับคูปองเข้าร่วมกิจกรรม “SJM x Macau Cruise” และบริการรถ shuttle bus รับส่งสนามบิน รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.grandlisboapalace.com/tc/offers/joyous-family-package

แพ็กเกจ Family Vacation: ห้องพักหรูที่ THE KARL LAGERFELD MACAU 1 คืน ราคาเริ่มต้น 9,000 บาท, บัตรครอบครัว 4 ใบ สำหรับเข้าชม “Martial Arts Arena” หรือ “AI Wonderland” และเครดิตรับประทานอาหาร 300 MOP หากเข้าพักในวันเสาร์จะได้รับคูปองเข้าร่วมกิจกรรม “SJM x Macau Cruise” และบริการรถ shuttle bus รับส่งสนามบิน รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.grandlisboapalace.com/tc/offers/family-vacation-package 

แพ็กเกจ Palazzo Versace Macau Experience: สำหรับห้องพักหรูที่ Palazzo Versace Macau 1 คืน ราคาเริ่มต้น 12,160 บาท, เซ็ตอาหารเช้าและของว่างยามบ่ายสำหรับ 2 ท่านที่ “La Scala del Palazzo” หากพักในห้องสวีท จะได้รับสิทธิ์เครื่องดื่มไม่จำกัดและเซ็ตอาหารว่างสำหรับ 2 ท่าน ที่ “Don Alfonso 1890” สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.grandlisboapalace.com/tc/offers/pvm-experience-package

สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงาน Experience Macao Roadshow in Thailand

SJM ร่วมสนับสนุนการจับรางวัลภายในงานด้วยของรางวัลสุดพิเศษมาให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมลุ้นกันมากมาย อาทิ บัตรรับประทานอาหารและส่วนลดสินค้า เพียงลงทะเบียนเป็นสมาชิก SJM Supreme Card ภายในงาน รับสิทธิ์ปลดล็อคโบนัสสำหรับการเข้าใช้งานครั้งแรก พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์เฉพาะสมาชิก และของที่ระลึกสุดลิมิเต็ด นอกจากนี้ลูกค้าที่มาเยี่ยมบูธ SJM และร่วมทำแบบสำรวจออนไลน์ จะได้รับป้ายติดกระเป๋าเดินทางดีไซน์เก๋ จาก THE KARL LAGERFELD MACAU อีกทั้งยังสามารถพบกับ ‘Sam the Rooster’ มาสคอตสุดน่ารักของ SJM ที่จะมาปรากฏตัวสร้างสีสันภายในงานนี้อีกด้วย

สนับสนุนการขยายตลาดต่างประเทศของรัฐบาลมาเก๊า

SJM เป็นผู้พัฒนาและผู้ให้บริการอาณาจักรโรงแรมและรีสอร์ทหรูครบวงจรชั้นนำระดับโลกของมาเก๊า ที่ได้ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 60 ปี บริษัทฯ มุ่งมั่นให้บริการทางด้านที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร บริการชั้นเยี่ยม อาหารรสเลิศ และกิจกรรมสนุกสนานมากมาย ทั้งนี้ SJM ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนรัฐบาลมาเก๊ามาอย่างต่อเนื่อง ในการกระตุ้นให้

นักท่องเที่ยวชาวไทยได้มีโอกาสมาสัมผัสเสน่ห์อันหลากหลายผ่านการดำเนินนโยบาย “Tourism+” ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ  มาเก๊าในฐานะ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและนันทนาการระดับโลก” พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มและกิจกรรมมากมาย

-(016)

ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างจิตสำนึก ‘คัดแยกขยะ’ อย่างถูกวิธี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809680

ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างจิตสำนึก ‘คัดแยกขยะ’ อย่างถูกวิธี

ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างจิตสำนึก ‘คัดแยกขยะ’ อย่างถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.26 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 60 (วปอ.60) ร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่สร้างจิตสำนึกดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการ “ลูกช้าง THINK TO TURN LEARN TO ทิ้ง” ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการแยกขยะและให้ความสำคัญการจัดการขยะในมหาวิทยาลัย เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมคัดแยกและการบริหารจัดการขยะอย่างถูกวิธี ให้กับสังคม

โครงการ “ลูกช้าง THINK TO TURN LEARN TO ทิ้ง” มุ่งสร้างความตระหนักรู้และปลุกจิตสำนึกในการจัดการขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนเยาวชนรุ่นใหม่ในสังคม โดย ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. และ ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร GC ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการจัดการขยะในโครงการดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจาก พลเอกวีรชน สุคนธปฏิภาค ผู้แทน วปอ. 60 พร้อมด้วย คณาจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้บริหาร GC ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ณ Exhibition Hall อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ (จ.เชียงใหม่)

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า มช. มีวิสัยทัศน์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม โดยตั้งเป้าปลุกจิตสำนึกนักศึกษาให้หันมาใช้พลาสติกอย่างรู้คุณค่า เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการสนับสนุนจากอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) และ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI-CMU) เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมการจัดการขยะในมหาวิทยาลัย ให้กับนักศึกษา และบุคลากรในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 60 หรือ (วปอ. 60) ผู้นำในการดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือและสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สั่งคม (CSR) มาอย่างต่อเนื่อง ยังได้เข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยมุ่งเน้นการลดปริมาณขยะที่ถูกทิ้งอย่างไม่เหมาะสม และมุ่งเพิ่มอัตราขยะรีไซเคิลให้มากขึ้น

ด้าน ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เผยว่า GC ผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยสมดุล ด้าน ESG มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050 พร้อมนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ โดยได้ริเริ่มและสร้างแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาขยะในประเทศไทยร่วมกับภาคสังคม ผ่าน ‘GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกแบบครบวงจร’ และสนับสนุนให้เกิดการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีให้กับคนรุ่นใหม่ โดยการเก็บกลับพลาสติกใช้แล้วให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิล รวมถึงการนำกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มมูลค่า โดย GC และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันเริ่มรณรงค์และสร้างการรับรู้ด้านการจัดการขยะในกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น งานรับน้องขึ้นดอย งานสานศิลป์ กิ๋น แอ่ว อู้ มาตั้งแต่ปลายปี 2566

และด้วยการความร่วมมือริเริ่มโครงการ “ลูกช้าง THINK TO TURN LEARN TO ทิ้ง” ของทุกภาคส่วนครั้งนี้ GC จึงได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญมาช่วยส่งเสริมการจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับเป็นการต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษา บุคลากร ภายในมหาวิทยาลัย และยังเป็นการสร้างโอกาสขยายผลไปยังชุมชนรอบรั้วภายนอกมหาวิทยาลัยได้อีกด้วย

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ กล่าวเสริมว่า มช. มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมสู่การใช้จริง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการสร้างโครงการที่นำเอานวัตกรรมการจัดการขยะพลาสติกจากทั้งฝั่ง มช.และฝั่ง GC มาบูรณาการร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Open Innovation เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยกลไก CSR Package ของ มช. ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย และหน่วยงานเอกชนเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรมสร้างการรับรู้ด้านการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งการผสานความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดการขยะที่ยั่งยืนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นต้นแบบแนวทางที่ดีให้แก่สถาบันการศึกษา หรือ หน่วยงานอื่นๆ ที่สามารถนำไปขยายผลต่อยอดสู่การใช้งานในพื้นที่ต่อไป รวมทั้งโครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษาและเยาวชนรุ่นใหม่ อีกด้วย

-(016)

‘สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ’ จัดพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809679

'สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ' จัดพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

‘สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ’ จัดพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.23 น.

“สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ” จัดพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2567 สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ดร. สิทธิ ภาณุพัฒนพงศ์ นายกสมาคม ประธานในพิธี พร้อมทั้งคณะบุคคลต่างๆ จัดพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิ คุณแก่โรงเรียนเทพศิรินทร์และสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นนักเรียนเมื่อปี พ.ศ.2475 เลขประจำพระองค์ 2329 และทรงมีพระราชหฤทัย ผูกพันกับสถานศึกษาแห่งนี้ของพระองค์ตลอดมาโดยมีพระราช กระแสรับสั่ง ตอนหนึ่งว่า “ฉันก็เป็นชาวเทพศิรินทร์คนหนึ่งเหมือนกัน จึงประสงค์จะช่วยเหลือโรงเรียนที่ฉันเคยศึกษามา”