ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809655

ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย

ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.25 น.

กสศ. ม.หอการค้าไทย ม.ชิคาโก นำโดย ศ. เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย 

 ศ.ดร.เจมส์ เจ เฮคแมน  เสนอแนะประเทศไทยว่า  การลงทุนส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้แก่ผู้ปกครอง มีความคุ้มค่า  สามารถช่วยให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อย มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตและลดปัญหาความยากจนของเด็กลงได้  มีหลักฐานยืนยันความสำเร็จจากหลายประเทศ ขณะที่กสศ.     และม.หอการค้าเปิดผลวิจัย การพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้านและให้คำแนะนำ ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า ส่งผลให้เด็กมีทักษะหรือพัฒนาการดีอย่างมีนัยยสำคัญ

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)   มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย    และ Center for Economics of Human Development, University of Chicago   โดย Professor James J. Heckman   ริเริ่มความร่วมมือ ในข้อตกลงทางวิชาการเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์  เพื่อช่วยให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางนโยบายและข้อเสนอนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด และเริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิด จนถึงวัยแรงงาน

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า  ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ความท้าทายสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ  เราก้าวเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำกว่าปีละ 500,000 คนเท่านั้น  รวมทั้งจากข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาใน 77 จังหวัดทั่วประเทศปี 2566  พบว่าช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี มีจำนวนถึง 317,024 คน  ที่ยังไม่ได้เข้าสู่การพัฒนาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่า ถ้าเราต้องการพัฒนาประเทศโดยใช้รากฐานของการพัฒนาคนเป็นตัวตั้ง ไม่ควรปล่อยให้เด็กปฐมวัยจำนวนมากขาดการพัฒนาที่เหมาะสมอีกต่อไป

ดร.ไกรยส ระบุว่า ความร่วมมือระหว่าง 3 องค์กรในครั้งนี้ เป็นระยะเวลา 5 ปี   มุ่งเน้นนำองค์ความรู้ประสบการณ์ผลงานวิจัยที่ดีที่สุด พัฒนาเด็กไทยที่เกิดน้อยลงทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกสำคัญของการเลี้ยงดู  การช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเต็มที่  จะช่วยให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางนโยบายและมีข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่าวรวดเร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนอกจากการพัฒนาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมแล้ว  จะมีกลไกการประเมินการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า บทเรียนที่เรานำมาจากต่างประเทศหากจะมาใช้ในประเทศไทยควรจะต้องทำอย่างไร บนเงื่อนไขอะไร การสนับสนุนแบบไหน ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย  

“ หนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เป็นมีการพูดถึงมานานในประเทศไทยและระดับนานาชาติคือการเลี้ยงดู บทบาทของครอบครัว บทบาทของการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสมและทันเวลา  ความร่วมมือครั้งนี้ จะนำมาสู่แนวทางการกำหนดนโยบาย และมาตรการในการพัฒนาการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในบริบทของประเทศไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่เป็นครอบครัวยากจน ครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีปัญหาต่างๆ  และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่”

Professor James J. Heckman  Director of The Center for the Economics of Human Development, University of Chicago    กล่าวว่า ช่วงปฐมวัย การเลี้ยงดูโดยผู้ปกครองในครอบครัว มีผลกระทบอย่างมากต่อความสำเร็จในชีวิตของเด็กในระยะยาว  งานวิจัยชิ้นใหม่ๆชี้ให้เห็นว่าความยากจนของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงจำนวนรายได้อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยด้านการเลี้ยงดูอีกด้วย เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อยแต่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีมักมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้สูงแต่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี

ปัญหาทางสังคมของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 มีรากฐานมาจากช่วงวัยเด็กก่อนอายุ 5 ปี ดังนั้นการระบุเด็กที่มีความเสี่ยงตั้งแต่วัยเด็ก (ช่วงก่อนอายุ 5 ปี) และส่งเสริมการเลี้ยงดูให้แก่ครอบครัวเพื่อพัฒนาทักษะ และพฤติกรรมเชิงบวกในช่วงปฐมวัย จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้  

“การลงทุนส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้แก่ผู้ปกครอง มีความคุ้มค่า เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาทักษะ และแก้ไขปัญหาสังคมที่สามารถส่งผลต่อเด็กทั้งในรุ่นปัจจุบันและรุ่นถัดไป    อีกทั้งสามารถช่วยให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อย มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตและลดปัญหาความยากจนของเด็กลงได้”

กรณีตัวอย่างจาก Perry Preschool Projects ศึกษาผลกระทบของการให้ส่งเสริมพัฒนาการ ในช่วงปฐมวัยที่มีคุณภาพแก่เด็กด้อยโอกาสในชุมชน  โดยเริ่มต้นที่กลุ่มเด็กอายุ 3 ปี  มีการเยี่ยมบ้าน (Home Visit) 2 ชั่วโมง/ครั้ง ในระยะเวลา 2 ปี และติดตามเด็กกลุ่มเป้าหมายเป็นเวลาหลายปี หรือกรณีตัวอย่างจากประเทศจีน  โครงการ China REACH in Huachi  โปรแกรมนี้ส่งบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วที่มีทักษะคล้ายคลึงกับคุณแม่ไปเยี่ยมครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ เริ่มต้นไม่นานหลังจากเด็กได้เกิดขึ้นมาและดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี แนวทางนี้มีพื้นฐานมาจากโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จชื่อ “Jamaica Reach Up and Learn”    ทั้งหมดนี้พบว่า เด็กที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เช่น มีโอกาสเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย | RIPED มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  กล่าวถึงผลการวิจัยร่วมกับกสศ. ในโปรแกรมการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้านด้วยหลักสูตร Reach Up (home visiting parenting program) ที่วิจัยกับ  494 ครอบครัว   ใน 6 พื้นที่ทั่วประเทศ  มีการเยี่ยมบ้านได้ทั้งหมด 15,785 ครั้ง คิดเป็น 32 ครั้งต่อคนมีผู้เยี่ยมบ้านทั้งหมด 119 คน โดยส่วนใหญ่เป็นครูปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ร้อยละ 64) อีกส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. (ร้อยละ 28) ส่วนที่เหลือเป็นอาสาสมัครในชุมชน (ร้อยละ 8) ผลการประเมินหลัก พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้าน (parenting home visiting) มีทักษะหรือพัฒนาการดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ การเยี่ยมบ้านหนึ่งครั้งสามารถช่วยให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดีเมื่อนำผลการประเมินหลักของไทยไปเปรียบเทียบกับผลของโครงการที่ใช้หลักสูตร Reach Up ภายใต้โครงการChina REACH ซึ่งเริ่มต้นวิจัยกับเด็กยังมีอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ (11 เดือน)และยังไม่เข้าเรียน รวมทั้งเป็นกลุ่มทดลองที่มีฐานะยากจนมากกว่าการวิจัยในประเทศไทย พบว่า กิจกรรมการเยี่ยมบ้านเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านทุนมนุษย์ (human capital) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากนำไปใช้กับเด็กปฐมวัยที่ด้อยโอกาสมากและเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อย

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ  กล่าวว่า พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในช่วงก่อนวัยเรียน แต่จะสามารถอบรมเลี้ยงดูเด็กได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพ ก็ต่อเมื่อมีความรู้ ทัศนคติและมีความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับเด็ก ดังนั้น นอกเหนือจากการเข้าถึงบริการระบบสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานแล้ว พ่อแม่และผู้เลี้ยง ดูจึงควรได้รับคำแนะนำ การช่วยเหลือ และการสนับสนุน ทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและแนวทางการเลี้ยงดูเด็กผ่านการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดู (parenting program)

สำหรับ หลักสูตร Reach Up เป็นแนวทางการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้าน (home  visiting parenting program)  โดยใช้หลักการทั่วไปของการเลี้ยงลูกเชิงบวก (positive parenting) ที่เน้นการกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัย (psychosocial stimulation) และการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างแม่และเด็ก (positive mother-child interaction) ผ่านการสนทนากับเด็ก (conversing) การบอกชื่อสิ่งของหรือการกระทำ (labeling) การเล่นกับเด็ก (playing) สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน การทดลองในภาคสนามก็ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาการอบรมเลี้ยงดู (parenting) ที่ได้ผลมักจะอยู่ในรูปของกิจกรรมที่เน้นการให้กำลังใจ (positive reinforcement) ทั้งเด็กและผู้ปกครอง และเน้นการสาธิต (demonstration) การทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก โดยผู้เยี่ยมบ้าน (home visitor) จะสาธิตการทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ส่งเสริม และให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง

-(016)

‘ช่อง 7HD’ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ จัดกิจกรรมรวมใจบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/809693

‘ช่อง 7HD’ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ จัดกิจกรรมรวมใจบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล

‘ช่อง 7HD’ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ จัดกิจกรรมรวมใจบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน นักแสดง อาทิ มิกค์ ทองระย้า, หลุยส์ เฮส, ตากเพชรเลขาวิจิตร, พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์, สุชานุชธรรมวงค์, พอล เดอบ๊อด รวมถึงผู้ประกาศข่าว จีรนันท์ เขตพงศ์, กมลาสน์เอียดศรีชายและธนพัต กิตติบดีสกุล เข้าร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต ให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อส่งต่อการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์กันอย่างคึกคัก ณ หน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ช่อง 7HD

มิกค์ ทองระย้า เป็นตัวแทนนักแสดงเผยว่า “พวกเรามีความยินดีและดีใจมากๆ ครับที่ได้ร่วมกิจกรรมดีๆ เป็นผู้ให้ในครั้งนี้ร่วมกับชาวช่อง 7HD และขอเชิญชวนทุกคน มาร่วมแรงร่วมใจบริจาคโลหิตกันได้อย่างต่อเนื่องเลยนะครับเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ และเพื่อให้โลหิตมีเพียงพอในการรักษาชีวิตของผู้ป่วยด้วยครับ”

หลุยส์ เฮส ร่วมเสริม “พวกเราตั้งใจมากครับ เตรียมความพร้อมของร่างกายเพื่อให้สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง เพราะการบริจาคเลือดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถเป็นหนึ่งคนให้หลายคนรับ เราได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์แล้วเรายังได้บุญด้วยครับ ขอเชิญชวนทุกคนที่สนใจร่วมทำบุญสามารถไปร่วมส่งพลังแห่งการให้ด้วยการบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และที่โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศครับ”

สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TVและช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X(Twitter), TikTok, YouTube : Ch7HD  เว็บไซต์ www.ch7.com

ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย นักเต้นรุ่นใหม่พร้อมโชว์ฝีมือเตรียมระเบิดความมันส์ ‘มัธยมเท้าไฟ’ ครั้งที่ 3

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/809691

ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย นักเต้นรุ่นใหม่พร้อมโชว์ฝีมือเตรียมระเบิดความมันส์ ‘มัธยมเท้าไฟ’ ครั้งที่ 3

ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย นักเต้นรุ่นใหม่พร้อมโชว์ฝีมือเตรียมระเบิดความมันส์ ‘มัธยมเท้าไฟ’ ครั้งที่ 3

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แถลงข่าวเปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ การแข่งขันรายการประกวดเต้นฟรีสไตล์ “มัธยมเท้าไฟ” ครั้งที่ 3 ประจำปี 2567 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีผู้สนับสนุนหลัก บริษัท น้ำมันอพอลโล (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย น้ำมันหล่อลื่นภายใต้ชื่อ IDEMITSU (อิเดมิตสึ) และ DAPHNE (ดาฟเน่) ร่วมกับ บริษัท เอ็ม โฟลว์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)สนับสนุนการแข่งขันเต้นแบบฟรีสไตล์ในระดับประถมศึกษา และ ระดับมัธยมศึกษารายการเดียวในประเทศ ชิงรางวัลมูลค่ากว่า 500,000 บาท ณ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท-เอกมัย ชั้น 3

นอกจากนี้ ภายในงานนั้นยังได้รับเกียรติจากมิสเตอร์ยูอิจิ คูโจ ประธานบริษัท น้ำมันอพอลโล (ไทย) จำกัด เป็นประธานแถลงข่าวพร้อมกับ ดร.ธนศักดิ์ วหาวิศาล กรรมการบริหาร บริษัท น้ำมันอพอลโล (ไทย) จำกัด ร่วมด้วย ครูล็อต-จิรันธนิน ปานประเสริฐโชค ประธานบริหาร บริษัท ล็อต เอ็นเตอร์เทนเม้นท์จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดการแข่งขัน/ครูจีวัน ราชศักดิ์ วงษ์เงิน ที่ปรึกษาจัดงานแข่งขันมัธยมเท้าไฟ และศิลปินวง FLI:P(ฟลิป) มาร่วมโชว์เพลงในซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดพร้อมด้วยน้องๆ ที่ชนะ “มัธยมเท้าไฟ”ครั้งที่ 2 มาร่วมโชว์ความสามารถบนเวทีและแขกผู้มีเกียรติ โดยการจัดการแข่งขันครั้งนี้เปิดโอกาสให้โรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและระดับชั้นมัธยมศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศ ส่งนักเรียนเข้าแข่งขัน(สมาชิกในทีมจะต้องมีอายุ ไม่เกิน 12 ปีในระดับประถมศึกษาและ อายุไม่เกิน 18 ปีในระดับมัธยมศึกษา) ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความสามารถพิเศษเพิ่มทักษะการเต้นความพร้อม ความแข็งแรงของร่างกาย รวมถึงการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และพัฒนาศักยภาพการเต้นของเยาวชนไทยไม่ให้แพ้ชาติใดในโลก สำหรับท่านที่สนใจประกวดเต้น “มัธยมเท้าไฟ” Fire Foot International เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2567 โดยจัดมีการคัดเลือกทีมจากทั่วประเทศทั้งหมด4 ภาค ได้แก่ ภาคกลางภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ซึ่งผู้ชนะเลิศทั้ง 2 ทีมในแต่ละภาคจะได้เข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 30มิถุนายน 2567 ที่ ศูนย์การค้า The Street Ratchada โดยสามารถติดตามสอบถามได้ที่ PAGE FACEBOOK : มัธยมเท้าไฟ / Fire Foot International ID Line : 097-962-4362 ชื่อ Line :Lot entertainment หรือ 084-196-3545ครูล็อต ผู้จัดทำโครงการ

‘มูลนิธิเวิร์คพอยท์’ร่วมแบ่งปันความสุข ให้’สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย’ใน’เพลงเอก 3 แฟนมีตน้องพี่พร้อม ล้อมวงเล่น’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/809689

'มูลนิธิเวิร์คพอยท์'ร่วมแบ่งปันความสุข ให้'สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย'ใน'เพลงเอก 3 แฟนมีตน้องพี่พร้อม ล้อมวงเล่น'

‘มูลนิธิเวิร์คพอยท์’ร่วมแบ่งปันความสุข ให้’สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย’ใน’เพลงเอก 3 แฟนมีตน้องพี่พร้อม ล้อมวงเล่น’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.36 น.

อิ่มเอมหัวใจมากมาย.. กับคอนเสิร์ต “เพลงเอก 3 แฟนมีต น้องพี่พร้อม ล้อมวงเล่น”ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงละครเคแบงก์ สยามพิฆเนศโดยครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทาง“มูลนิธิเวิร์คพอยท์”ที่ได้ร่วมแบ่งปันความสุข และส่งต่อให้กับ“สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย”ที่ได้มาร่วมรับฟังบทเพลงไพเราะในครั้งนี้ด้วย แล้วเจอกันใหม่กับงานคอนเสิร์ตที่ดีๆ เพลงเพราะๆแบบนี้ ให้ได้ฟังและชมกันอีกแน่นอนจ้า…

#เพลงเอก3แฟนมีต#เพลงเอก

Highlights สุดมันส์ จากคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกสุดอลังของ มาย ภาคภูมิ พร้อมแขกรับเชิญและเซอร์ไพรส์วงการ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/809684

Highlights สุดมันส์ จากคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกสุดอลังของ มาย ภาคภูมิ พร้อมแขกรับเชิญและเซอร์ไพรส์วงการ

Highlights สุดมันส์ จากคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกสุดอลังของ มาย ภาคภูมิ พร้อมแขกรับเชิญและเซอร์ไพรส์วงการ

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.31 น.

จบไปแล้วสด ๆ ร้อน ๆ กับภาพบรรยากาศคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกใส่สุดพลังของหนุ่ม  มาย ภาคภูมิ “AUTHENTIC MILE” (มายของแทร่) FIRST SOLO CONCERT เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2024 ที่ UOB LIVE (Emsphere) ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ SOLD OUT อย่างรวดเร็วได้ภายในวันแรกที่เปิดขายไปก่อนหน้านี้ 

ครั้งนี้เรียกได้ว่างานจบ แต่ความสนุกและความประทับใจต่าง ๆ ยังไม่จบและคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนไปอีกนานเพราะคอนเสิร์ตครั้งแรกทั้งทีเขาจัดใหญ่ จัดเต็ม แสงสีเสียงอลังการ ใส่ไม่ยั้งครบทุกรสให้สมกับชื่อ “มายของแทร่” โดยในงานนี้ได้แบ่งความสนุกและโชว์ความเป็นตัวตนของมายออกมาถึง 3 พาร์ทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ROMANTIC,  EXOTIC และ EROTIC พร้อมกับแขกรับเชิญสุดพิเศษที่ขนทัพกันมาเซอร์ไพรส์เหล่าแฟน ๆ ทั้งชาวไทยและอินเตอร์กันจนเสียงกรี๊ดดังลั่นสนั่นฮอลล์ บอกเลยว่าแต่ละคนนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เปิดตัวกันมาในช่วง ROMANTIC ในแบบมาย ภาคภูมิ ด้วยแขกรับเชิญสุดเท่อย่างหนุ่ม เจษ เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงคนล่าสุดภายใต้สังกัด BE ON CLOUD กับโชว์โซโล่กลองเน้น ๆ ต่อด้วย พง พงศกร กับเบสคู่ใจ โชว์สกิลด้านดนตรีและ Passion ของแต่ละคนกับเจ้าของคอนเสิร์ตกันชนิดที่ฮอตจนไม่มีเวลาให้พักหายใจกันเลย จบด้วย อาโป ณัฐวิญญ์ ที่ออกมาเซอร์ไพรส์ร้องเพลง “รักแรกพบ” ด้วยกันกับวงแบบฟิน ๆ

เพิ่มดีกรีความมันส์กันอย่างต่อเนื่องด้วยพาร์ท EXOTIC ที่ได้พี่ น้อย วงพรู ศิลปินระดับแนวหน้าของประเทศไทย หนึ่งในไอดอลของมาย ภาคภูมิ พร้อมร้องโชว์คู่กันแบบอินเนอร์เกินร้อยในสเต็ปการเต้นสุด Unique

สิ่งที่ใครหลายคนคงคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นในคอนเสิร์ตนี้อีกอย่างคงเป็นการที่หนุ่มมาย ภาคภูมิ แอบซุ่มซ้อมเต้นเพลงของ King of Pop ระดับตำนานของโลกอย่างไ มเคิล แจ็คสัน ที่รีมิกซ์มาได้ครบมู้ดความฟินถึง 3 เพลงรัว ๆ ทั้ง Dangerous, Smooth Criminal และ Billie Jean และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือไอดอลสาวดาวรุ่งที่ดังมาก ๆ ในโลกโซเชียลตอนนี้อย่าง “น้องหมีเนย” ที่ออกมาเซอร์ไพรส์คนดูพร้อมเต้นเพลง “ติดฝน” กับแฟน ๆ ผู้โชคดีของหนุ่มมายทั้ง 3 ท่านที่ผ่านการคัดเลือกจาก Tiktok Challenge น่าสนใจจริง ๆ ว่าเดี๋ยวจะมีการทำอะไรร่วมกันอีกในอนาคตอีกหรือไม่ คงต้องรอชม

และแน่นอนที่สุดของความเซอร์ไพรส์ในงานนี้ก็ต้องเป็นการเปิดตัวในพาร์ท EROTIC สุดเซ็กซี่คู่กันของ มาย ภาคภูมิ และ กระแต บุญยะเลี้ยง ด้วยเพลง DhoomDhoomเวอร์ชัน 2024 และ Burning for you พร้อมโชว์สกิลการเต้นสุดผาดโผน และยังเรียกเสียงฮือฮาได้จากคนทั้งฮอลล์เมื่อมาย ภาคภูมิได้ประกาศต้อนรับ “KT KRATAE” ในฐานะศิลปินหญิงคนแรกของ BE ON CLOUD อย่างเป็นทางการ เรียกได้ว่าจากภาพ Hint ก่อนหน้านี้ของต้นสังกัดที่ปล่อยออกมาหลายคนคงคิดไม่ถึงแน่ ๆ แถมเหล่าแฟน ๆ ทั้งในฮอลล์และผู้ชมออนไลน์ยังให้การต้อนรับและกล่าวถึงอย่างอบอุ่น เป็นเซอร์ไพรส์ที่ฮุคแรงได้แบบไม่ขัดต่ออรรถรสของแฟน ๆ ที่มาให้กำลังใจหนุ่มมาย ภาคภูมิในวันนี้กันเลย

ปิดโชว์แบบฟินกันไปตาม ๆ กันด้วยเพลง Nothing’s Gonna Change My Love for You ที่มาย ภาคภูมิเตรียมไว้ขอบคุณทุกคนที่คอยซัพพอร์ตเขามาจนถึงวันนี้ ทำให้ความฝันของเขาได้ถูกเติมเต็มแถมยังมี Special Projects น่ารัก ๆ จากแฟน ๆ ที่เตรียมไว้ให้หนุ่มมายได้น้ำตาคลอกันไปด้วยความปลื้มปริ่ม

สำหรับใครที่พลาดคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ไม่ต้องเสียใจไป คุณยังสามารถตามไปดูโมเมนต์ต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ในรอบ RERUN แบบเต็ม ๆ อีกครั้ง สามารถซื้อบัตรได้ที่ Thaiticketmajor.com ตั้งแต่วันนี้ – 16 มิ.ย. 67 เวลา 18.00 น. (GMT+7) และสามารถรับชมได้ภายในวันที่ 10 มิ.ย. 67 เวลา 10.00 น. (GMT+7) ถึงวันที่ 17 มิ.ย. 67 เวลา 09.59 น. (GMT+7)

#AUTHENTICMILECONCERT #Mile1stSoloConcert

#BEONCLOUDMUSIC

@beoncloud.official

‘TNN ช่อง 16’คว้ารางวัลคนทีวี ‘โทรทัศน์ทองคำ รายการข่าวดีเด่น’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/809681

'TNN ช่อง 16'คว้ารางวัลคนทีวี 'โทรทัศน์ทองคำ รายการข่าวดีเด่น' ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

‘TNN ช่อง 16’คว้ารางวัลคนทีวี ‘โทรทัศน์ทองคำ รายการข่าวดีเด่น’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.28 น.

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2567 – สถานีข่าวคุณภาพอันดับหนึ่ง “TNN ช่อง 16” ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จากเวทีการประกาศรางวัล “โทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 38 ประจำปี 2566” ซึ่งปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “ประกายความสำเร็จของคนทีวี 38 ปี โทรทัศน์ทองคำ” โดยมี นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าผู้บริหารหน่วยงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ทีเอ็นเอ็น ช่อง 16  นำทีมพิธีกรกูรูข่าว นายเจก รัตนะตั้งตระกูล นางสาวขวัญชนก เจริญพะกุไพศาล นางสาวชลธิชา อัศวานิชย์ จาก รายการ “TNN ข่าวค่ำ” ออกอากาศวันจันทร์- อาทิตย์ เวลา 18.00-20.00 น.ขึ้นรับรางวัลเกียรติยศคนทีวี “รายการข่าวดีเด่น” ซึ่งสถานีโทรทัศน์ TNN ช่อง 16 ได้รับรางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพข่าวที่ “ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง”และตอกย้ำคุณค่าและมาตรฐานในการผลิตคอนเทนต์ข่าวของสถานีข่าว TNN ช่อง 16 ที่มุ่งมั่นมาตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี อีกทั้งยังเป็นกำลังใจให้กับคนทำงานข่าวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่จะเดินหน้ารักษาและพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพ ผ่านทุกช่องทางทั้งแพลตฟอร์มทีวีและออนไลน์ ในฐานะสื่อสารมวลชน ที่พร้อมนำเสนอข่าวสารความจริงเพื่อประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ทั้งนี้ “รางวัลโทรทัศน์ทองคำ” จัดขึ้นโดย ชมรมส่งเสริมโทรทัศน์ มูลนิธิจำนง รังสิกุล ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อมอบรางวัลอันทรงเกียรติของคนทีวี ปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 38 นับเป็นที่สุดแห่งความมุ่นมั่น และต่อเนื่องยืนหยัดยาวนานที่สุด เคียงข้างความสำเร็จของคนทีวี โดยจัดขึ้น เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2567 ณ ห้องเเกลอรี่ ชั้นจี หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

ทนาย’จูน’เมียหนุ่ม กะลา งดจ้อสื่อ เปิดรับเงื่อนไขไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อตกลง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/809673

ทนาย'จูน'เมียหนุ่ม กะลา งดจ้อสื่อ เปิดรับเงื่อนไขไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อตกลง

ทนาย’จูน’เมียหนุ่ม กะลา งดจ้อสื่อ เปิดรับเงื่อนไขไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อตกลง

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.07 น.

ยังคงเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องกรณีนักร้องหนุ่มคนดัง”หนุ่ม กะลา” พร้อมด้วย ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ แถลงข่าวเตรียมฟ้องหย่า”จูน เพ็ญชุลี”อดีตภรรยา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ฟ้องภรรยาในนามบริษัท ข้อหายักยอกเงินบริษัท 66 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายภรรยาต้องออกมาโพสต์โต้กลับแจงรายจ่ายยิบต่อเดือนประมาณ 700,000 บาทว่ามีการเบิกนำมาใช้อะไรบ้าง พร้อมถามกลับว่าแบบนี้หรือคือยักยอก ขณะที่ล่าสุดทนายเดชา ออกมาชี้แจงอีกครั้ง พร้อมเจรจาไกล่เกลี่ขอแบ่งทรัพย์สินกันคนละครึ่ง ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  ‘หนุ่ม กะลา’เครียดหนัก!! เตรียมไปบวช 15 มิ.ย.นี้ ‘ทนายเดชา’เผยเงื่อนไขพร้อมเจรจา)

10 มิถุนายน 2567 เฟซบุ๊ก ทนายเมียหลวง โทร. 087-813-3012 ของนายพัฒน์ อนุสรณ์ ทนายความของจูน เพ็ญชุลี ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ถ้าจูน เพ็ญชุลีต้องมาติดคุกเพราะคดีแค่นี้ บรรดาเมีย ๆ ที่ใช้เงินผัว ติดคุกกันทั้งประเทศผมบอกเลย หลักกฎหมายอาญาเรื่องเจตนาจะมีไว้ทำไม ?”

รวมทั้งยังระบุว่า ผมเพิ่งได้พูดคุยเกี่ยวกับคดีที่ถูกฟ้องของพี่จูน เบื้องต้นพี่จูนแจ้งว่ายังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อ แต่ขอเวลาในการรวบรวมหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อที่จะได้ตอบให้ถูกต้องชัดเจน และไม่ต้องสงสัยอีก พี่จูนขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงนะครับ
 

ล่าสุด ทนายพัฒน์ ยังระบุอีกว่า ต้องขออภัยสื่อทุกช่องนะครับ เหตุที่ทางพี่จูนและผมปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ไปนั้น เนื่องจากทางเราคิดว่า ถึงแม้เรื่องพิพาทจะเป็นที่สนใจของประชาชนโดยทั่วไปก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ คือ พี่จูนและครอบครัวเช่นเดิม ดังนั้น ทางเราจึงขอปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ เพื่อรักษาความสงบสุขของครอบครัวและเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายเสียหายเป็นวงกว้างไปมากกว่านี้ จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

อนึ่ง ทางพี่จูนพร้อมหากมีพื้นที่สื่อจัดให้มีการเจรจากันทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อตกลง หรือจะเจรจาที่ใดก็ยินดีเสมอครับ

‘เมเจอร์ โบว์ล กรุ้ป’จับมือ ‘มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์’สนับสนุนเกษตรกรบนพื้นที่สูง นำผักโครงการหลวง…สดจากดอยมาสู่ครัวบลูโอฯ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/809646

'เมเจอร์ โบว์ล กรุ้ป'จับมือ 'มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์'สนับสนุนเกษตรกรบนพื้นที่สูง นำผักโครงการหลวง...สดจากดอยมาสู่ครัวบลูโอฯ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้า

‘เมเจอร์ โบว์ล กรุ้ป’จับมือ ‘มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์’สนับสนุนเกษตรกรบนพื้นที่สูง นำผักโครงการหลวง…สดจากดอยมาสู่ครัวบลูโอฯ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้า

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.52 น.

เมเจอร์ โบว์ล กรุ้ป จับมือ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ สนับสนุนการสร้างรายได้เกษตรกรชุมชนบนพื้นที่สูงตามแนวคิด “Care for Social” ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยได้ร่วมมือกับโครงการหลวงคัดสรรวัตถุดิบผักสดจากเกษตรกรในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวงกว่า 39 สถานีที่อยู่ในเขต 6 จังหวัดภาคเหนือ นำวัตถุดิบคุณภาพจากยอดดอยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นชื่อเรื่องความสดใหม่ของวัตถุดิบ สะอาด และปลอดสารพิษ มาสู่ครัวของ บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ล เพื่อนำมาปรุงอาหารเป็นเมนูพร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าได้ลิ้มลองเสมือนทานที่ฟาร์มสด ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่มีคุณภาพ  

ธนาธร สุวิชา ผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท เมเจอร์ โบว์ล กรุ้ป จำกัด กล่าวว่า เมเจอร์ โบว์ล กรุ้ป ดำเนินธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน คำนึงถึงการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเติบโตไปได้พร้อมกัน ครั้งนี้ได้ร่วมกับโครงการหลวงสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างรายได้ให้เกษตรกรชุมชนบนพื้นที่สูงโดยรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรมาใช้ในครัว 7 ชนิด ได้แก่ เบบี้คอส, พาร์สเลย์, กะหล่ำปลี, มะเขือเทศโครงการหลวง, ขึ้นฉ่าย, ผักกาดหัวอินทรีย์ และ ผักกาดขาวปลี ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวงรวม 39 สถานี อยู่ในเขต 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, พะเยา, ลำพูน และตาก เพื่อช่วยพัฒนาท้องถิ่นให้ความเป็นอยู่ของชุมชนและเกษตรกรดีขึ้น อีกทั้งผลผลิตจากโครงการหลวงเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ และดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค

กลุ่มลูกค้าของบลูโอฯ ที่มาโยนโบว์ลิ่งจะได้ทั้งออกกำลังกายและได้ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพไปพร้อม ๆ กัน โดย บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ล จะนำวัตถุดิบมารังสรรค์เป็นเมนูให้เลือกอร่อยมากมาย อาทิ ซีซาร์สลัด, ยำรวมมิตร, แกงจืดเต้าหู้หมูสับ, ลาบหมูทอด ฯลฯ พร้อมเสริฟ์ให้ลูกค้าได้ลิ้มลองที่ บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ล 2 สาขา ได้แก่ สาขาพารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน     

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809706

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ  ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

23 มิถุนายน ของทุกปีเป็น วันคล้ายวันสถาปนาของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ซึ่งปีนี้ครบรอบ 15 ปี โดยที่ผ่านมา พกฉ. ทำหน้าที่ในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร รวมทั้งการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรเชิงประจักษ์สู่สังคม ผ่านการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนิทรรศการหมุนเวียน งานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติ และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง การถ่ายทอดและส่งต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาเรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในปี 2566 พกฉ. มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ พันธกิจและเป้าหมายขององค์กร ในการไปสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งการเรียนรู้ พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์เกษตรและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานของปี 2566 ที่ผ่านมา พกฉ.เผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร ให้กับผู้เข้าชมและเข้าเรียนรู้ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เกษตรกร บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 700,000 คน บนพื้นที่ 374 ไร่ผ่านกิจกรรมและการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 13 หลักสูตร กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับโครงการท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดมหกรรมเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการหมุนเวียนจำนวน4 ครั้ง จัดตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดแห่งมิตรภาพ ตลาดแห่งองค์ความรู้และการแบ่งปัน ตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัย จำนวน 11 ครั้ง ตลอดจนการจัดนิทรรศการสัญจรไปยังกลุ่มเป้าหมายกว่า 12 ครั้ง โดยร่วมมือกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนปี 2567 นี้ ได้กำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร โดยได้มีการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัย และมีการเรียนรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พื้นที่แห่งการเรียนรู้“กษัตริย์ เกษตร” สอดคล้องการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ พลังแห่งแผ่นดิน เพื่อสร้างความสุขที่พอเพียงด้วยวิถีเกษตรไทย ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ให้มากยิ่งขึ้นและทำงานขยายผลเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ให้ครบจำนวน 72 จังหวัด และเพิ่มเติมในอนาคตให้ครบทุกจังหวัดต่อไป โดยความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และภาคีความร่วมมือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำคัญของทุกภาคของไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคมสู่การพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2529-2212-13,08-7359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809707

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร “ขุยมะพร้าว” ผ่านกระบวนการทางรังสี “เรเดียน -คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” แพลตฟอร์มการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ประโยชน์จากขุยมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกพืชคุณภาพสูง ผลงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) คว้ารางวัลนานาชาติ เหรียญเงิน Silver Medal Award จาก 17th International Invention and Innovation Contest (INTARG2024) ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์ในหลายแขนง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีความมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยและนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น และในปี 2567 มีงานวิจัยของ สทน. ที่มีความโดดเด่นได้รับรางวัลระดับนานาชาติหลายรางวัล ทั้งงานวิจัยทางด้านการแพทย์ งานวิจัยทางอุตสาหกรรม สำหรับงานวิจัยทางด้านเกษตรกรรมที่ได้รับรางวัลในปีนี้คือ

“เรเดียน-คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” แพลตฟอร์มการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ประโยชน์จากขุยมะพร้าว พัฒนาเป็นวัสดุเพาะปลูกคุณภาพสูง ได้รับรางวัลเหรียญเงิน Silver Medal Award จากการประกวดในเวที The 17th International Invention and Innovation Show (INTARG 2024) ระหว่างวันที่ 21-23 พ.ค. 2567 ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล NRCT Honorable Mention Award จาก Nation Research Council of Thailand (NRCT) ในงาน INTARG2024 ผลงานวิจัยนี้มี ดร.ละมัย ใหม่แก้ว เป็นหัวหน้าทีมวิจัย นักวิจัยร่วมโครงการ ได้แก่ นางสาวภัทรา เลิศศราวุธ ดร.ธนกร แสงทวีสินนายวิชัย ภูริปัญญวานิช และนางสาวฉัตรสุดา คงเพ็ง

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์รองผู้อำนวยการ สทน. 

ดร.ละมัย ใหม่แก้ว หัวหน้าทีมวิจัย “เรเดียน-คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการคิดค้นกรรมวิธีผลิตวัสดุเพาะปลูกทดแทนพีทมอสที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก โดยใช้ขุยมะพร้าวซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย โดยทั่วไปขุยมะพร้าวที่ยังไม่ผ่านกระบวนการใดๆ ในท้องตลาดจำหน่ายในราคาเฉลี่ยลิตรละ 1 บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปร่วมกับการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์พัฒนาเป็นวัสดุเพาะปลูกที่มีคุณภาพสูงจะทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น มีต้นทุนเฉลี่ยลิตรละ 10 บาท เพื่อทดแทนการนำเข้าพีทมอสจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาขายในประเทศเฉลี่ยลิตรละ 10-17 บาท ขุยมะพร้าวที่นำมาผลิตผ่านกระบวนการนี้ มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของพืช ช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูก อีกทั้งในกระบวนการผลิตก็เป็นวิธีที่ลดการใช้ความร้อน ลดการใช้สารเคมี และลดปริมาณของเสียสู่สิ่งแวดล้อม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยกรรมวิธีดังกล่าวมี3 ชนิด คือ 1) Radiant-Coir :วัสดุเพาะปลูกปลอดเชื้อรา จุลินทรีย์ และไข่แมลง โดยนำขุยมะพร้าวบดละเอียดมาล้างสารแทนนินออกด้วยน้ำประปา ผึ่งแดดจนแห้งสนิท นำขุยมะพร้าวปลอดแทนนินมาผสมพีทมอส นำไปฉายรังสีจะได้วัสดุเพาะกล้าที่มีคุณภาพสูง มีเชื้อโรคปนเปื้อนน้อยลง เหมาะแก่การนำไปเพาะปลูกกล้าพืช 2) การผลิต Radiant-CoirGel เป็นการผลิตเจลจากขุยมะพร้าว พัฒนาเป็นแผ่นเจลที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีสามารถดูดซับและเก็บกักน้ำได้มากถึง 116 เท่า ของน้ำหนักแห้ง นำไปผสมกับวัสดุเพราะปลูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ลดการใช้น้ำ และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 3) การผลิต Radiant-Sorp เป็นการผลิตโฟมจากแทนนินที่สกัดจากน้ำล้างขุยมะพร้าว มีคุณสมบัติสามารถดูดซับสารละลายเหล็กจากน้ำได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน งานวิจัยนี้ นอกจากจะช่วยในเรื่องการส่งเสริมทางเศรษฐกิจแล้วยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย