เมื่อลูกเติบโต พ่อแม่อาจต้องเผชิญ ‘ภาวะรังที่ว่างเปล่า’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809510

เมื่อลูกเติบโต พ่อแม่อาจต้องเผชิญ ‘ภาวะรังที่ว่างเปล่า’

เมื่อลูกเติบโต พ่อแม่อาจต้องเผชิญ ‘ภาวะรังที่ว่างเปล่า’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.45 น.

หลายครอบครัวคงคุ้นเคยกับความรู้สึกอบอุ่นเมื่อมีลูกอยู่ในบ้าน ที่คอยดูแลตั้งแต่เด็กจนเริ่มเติบโต โดยผ่านช่วงเวลาทั้งสุขและทุกข์ ที่น่าจดจำตลอดเส้นทาง แต่เมื่อลูกเริ่มเติบโตขึ้น ก็ต่างมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง บ้านที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะและความสุขของพ่อแม่ลูก กลับกลายเป็นความเงียบ เหลือเพียงความว่างเปล่า ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้อาจนำพ่อแม่สู่ “ภาวะรังที่ว่างเปล่า” หรือ Empty Nest Syndrome

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า ภาวะรังที่ว่างเปล่า หรือ Empty Nest Syndrome เป็นภาวะทางอารมณ์ที่พบได้บ่อยในพ่อแม่ เมื่อลูกๆ ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง โดยมักเกิดขึ้นหลังจากลูกคนสุดท้ายย้ายออกจากบ้าน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกหลากหลาย เช่น ความเหงา บรรยากาศในบ้านเงียบเหงา ไร้เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยของลูกๆ อาจทำให้รู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว, ความเศร้า การสูญเสียบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะผู้ดูแลลูก อาจทำให้รู้สึกสูญเสียและโศกเศร้า, ความวิตกกังวล เกี่ยวกับความปลอดภัย สุขภาพ อนาคตของลูก และความรู้สึกไร้ค่า รู้สึกสูญเสียเป้าหมายในชีวิต เมื่อลูกๆ ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดซึ่งอาการอาจคงอยู่ตั้งแต่หลายสัปดาห์ จนกระทั่งเป็นปีแต่ส่วนใหญ่พบว่าผู้ที่เผชิญภาวะ Empty Nest Syndromeจะมีอาการอยู่ประมาณ 2-3 เดือน จึงจะปรับตัวให้คุ้นชินกับบ้านที่ว่างเปล่าได้

3 ระยะเวลาเกิดภาวะ Empty Nest Syndrome มีดังนี้ 1.ระยะโศกเศร้า เมื่อลูกๆ แยกตัวออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ความรู้สึกแรกที่พ่อแม่จะต้องเผชิญก็คือ ความรู้สึกเศร้า โหยหา โดยในแต่ละวันพ่อแม่อาจจะร้องไห้ เพียงแค่เห็นมุมที่ลูกชอบนั่งบ่อยๆ แก้วน้ำที่ลูกใช้ประจำ หรือรายการทีวีที่ต้องดูด้วยกันทุกสัปดาห์ ความเศร้านี้อาจทำให้พ่อแม่บางคนเก็บตัวหรือออกห่างสังคม เพื่อปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

2. ระยะโล่งอก หลังจากช่วงเวลาแห่งความเศร้าผ่านไป พ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุเริ่มคุ้นเคยกับสภาวะที่เป็นอยู่ พ่อแม่มักจะรู้สึกโล่งใจและเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอิสระมากขึ้น มีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือบางคนได้พบเจอสังคมใหม่ๆ และตระหนักได้ว่าชีวิตในวัยสูงอายุก็ไม่ได้แย่อย่างที่เคยกังวลไว้

3. ระยะสงบสุข ช่วงสุดท้ายของภาวะ Empty Nest Syndrome คือ ระยะสงบสุข เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่สามารถปรับตัวให้คุ้นเคยกับชีวิตที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกๆ เหมือนแต่ก่อนและสามารถปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันใหม่ๆ เข้าใจความเป็นไปของชีวิตได้มากขึ้น มีความสบายใจเกิดขึ้นและรู้สึกมีความสุข สงบ ไม่วิตกกังวลหรือเครียดกับลูกๆ เหมือนช่วงใหม่ๆ อีกต่อไป

สำหรับการปรับตัวหรือเสริมภูมิคุ้มกันจากภาวะ Empty Nest Syndrome อันดับแรกต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างเปิดใจ จากนั้นปรับวิธีคิดแม้ไม่ต้องดูแลลูกเหมือนเดิม ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาได้ หรือชื่นชมลูกหลาน เมื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และตั้งเป้าหมายชีวิตใหม่ อาจเริ่มต้นด้วยงานอดิเรกที่เคยชอบ บางสิ่งบางอย่างที่เคยอยากทำแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้ลงมือทำเพื่อเติมเต็มสีสันในชีวิตและเพิ่มคุณค่าให้ตนเองอีกครั้ง แต่ถ้าหากทำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ยังรู้สึกไม่มีเป้าหมายในชีวิต หรือชีวิตไม่มีค่าแนะนำให้มาพบจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาให้ชีวิตกลับมามีความสุขอีกครั้ง

คนรักสุขภาพควรรู้ ผักสลัดแต่ละชนิด มีดีต่างกัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809509

คนรักสุขภาพควรรู้ ผักสลัดแต่ละชนิด มีดีต่างกัน

คนรักสุขภาพควรรู้ ผักสลัดแต่ละชนิด มีดีต่างกัน

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.30 น.

ผักสลัดเมนูหลักสำหรับคนรักสุขภาพ “สลัด” ที่ปรุงจากผักสลัดชนิดต่างๆ มีให้เลือกกันมากมาย ทั้งสลัดใบเขียวอ่อน เขียวเข้ม สีแดงๆ หน่อย ผักสลัดเหล่านี้บางครั้งก็ไปเป็นเครื่องเคียงในอาหารจานโปรด บางครั้งก็ไปเป็นพระเอกในจานสลัด กับน้ำสลัดที่มีให้เลือกกันมากมายหลายชนิด หลายคนทานแล้วติดอกติดใจ แต่ก็อาจไม่รู้ว่า ผักสลัดแต่ละชนิดนี่เค้ามีชื่อเรียกว่าอะไร แล้วมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อกมีข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับผักสลัดชนิดต่างๆ ที่คนรักสุขภาพควรรู้

กรีนโอ๊ค (Green Oak) ผักชนิดนี้จะเป็นรูปทรงพุ่มๆ ใบหยัก มีสีเขียวใบจะนิ่มๆ อ่อนๆ ฟูๆ จับแล้วจะนุ่มมือคล้ายๆ กับผักกาดหอมบ้านเรา เดิมกรีนโอ๊คเป็นผักที่ปลูกในต่างประเทศ ต่อมา มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ เข้ามาในประเทศไทย จนทุกวันนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายจนเป็นหนึ่งในผักยอดนิยมของคนรักผักก็เพราะความนุ่มของใบที่ทำให้ซึมซับน้ำสลัดได้ง่าย เมื่อเอามาปรุงจึงได้รสชาติที่อร่อย รับประทานได้ง่าย

ประโยชน์เด่นๆ ของกรีนโอ๊ค คือ การช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามินและเอนไซม์ที่มีประโยชน์ เราสามารถนำกรีนโอ๊คไปทานคู่กับเมนูที่หลากหลาย อย่างเช่น นำไปทำเป็นซูชิ พล่า ก็ได้

เรดโอ๊ค (Red Oak) ชื่อคล้ายๆ กับกรีนโอ๊ค นั่นเป็นเพราะรูปทรงที่คล้ายๆ กัน จะแตกต่างกันก็ที่สีสันของผักทั้งสองชนิด เรดโอ๊คจะมีสีแดงเข้มบริเวณขอบใบ และกลางใบจะมีสีเขียวเข้มใบหยักนุ่ม และเป็นพุ่มฟู เนื้อค่อนข้างนุ่มเช่นกัน จึงเหมาะกับการรับประทานสดๆ

ประโยชน์ของเรดโอ๊ค : เนื่องจากมีกากใยที่สูง จึงช่วยล้างผนังลำไส้ให้สะอาด ช่วยกำจัดไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก สำหรับการนำไปปรุงอาหารนั้น ด้วยความที่เรดโอ๊คมีลักษณะใบที่อ่อนนุ่ม จึงเหมาะกับการทานสดๆคู่กับน้ำพริก สลัด หรือเมนูยำง่ายๆ ที่ไม่ผ่านความร้อนสูง เพื่อรักษาคุณค่าที่ดีจากธรรมชาติเอาไว้

เรดคอรัล (Red coral) หลายๆ คนแทบจะแยกไม่ออกระหว่าง เรดโอ๊ค กับ เรดคอรัล เพราะสีแดงๆ ที่สดใสไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเจ้าเรดคอรัลนี้จะมีลักษณะใบที่หยัก และฟูมากกว่าเรดโอ๊ค มองไปมองมาก็คล้ายๆกับปะการัง สมกับชื่อของเขาเลยล่ะรสชาติของเรดคอรัลนั้นจะออกหวานนิดๆ กรอบหน่อยๆ ต่างจากเรดโอ๊คที่จะมีรสขมนิดหน่อย เรดคอรัลจึงทานง่ายกว่า โดยเฉพาะกับเด็กๆ

ประโยชน์ของเรดคอรัล : มีปริมาณกากใยอาหารที่สูง จึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายของเสีย ทั้งช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ ทั้งยังให้วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาหารหวัด นอกจากนั้น สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายของเรดคอรัล ยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางอีกด้วยเรดคอรัลเหมาะกับการนำไปทำเป็นสีสันให้จานสลัดดูน่าทานขึ้นจากสีแดงๆ สดใส นอกจากนั้นยังสามารถนำไปทำยำ หรือเป็นผักเครื่องเคียงกับเมนูต่างๆ ได้ตามใจชอบ

บัตเตอร์เฮด (Butter head) ผักที่มีรอยหยักสวยๆ เหมือนกับกลีบของดอกไม้สีเขียวที่เบ่งบาน ถ้าใครได้ลองปลูกบัตเตอร์เฮดไว้ที่บ้านอาจจะไม่อยากตัดมารับประทานกันสักเท่าไรก็เพราะเสียดายในความสวย บัตเตอร์เฮดมีใบมน เนื้อนุ่ม ตรงกลางอัดแน่นเนื่องจากเป็นใจผัก รสชาติออกหวาน กรอบ ไม่ขม

ประโยชน์ของบัตเตอร์เฮด : ช่วยบำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว ช่วยลดคอเลสเตอรอล นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเช่น นำไปทำแกงจืดบัตเตอร์เฮด หรือใช้ใบที่หนาสักนิดนำไปห่อเมี่ยงคำ นำไปลงกระทะผัดร้อนๆหรือจะใส่ในแกงส้ม ต้มยำก็อร่อย

คอส (Cos) หลายๆ คนติดใจผักชนิดนี้ คงเพราะชื่อจำง่าย หน้าตาก็แปลกแยกไม่เหมือนผักสลัดชนิดอื่นมากนักโดยเฉพาะถ้าใครชอบทานซีซาร์สลัดก็คงจะรักผักคอสไปโดยปริยาย กับความกรอบอร่อย ที่ยิ่งทานก็ยิ่งติดใจ คอสมีใบที่เรียวยาว สีเขียวเข้ม ทรงสูง ด้วยความที่เป็นผักเนื้อกรอบ รสชาติออกหวานหน่อยๆ และไม่มีกลิ่นรบกวนสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผักคอสจึงเข้ามาครองใจคนรักสุขภาพได้ง่ายๆประโยชน์ของคอส: ผักชนิดนี้มีมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน และธาตุเหล็กที่มีอยู่สูง ช่วยเพิ่มประมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากนั้น คอส ยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีกากใยสูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และการขับของเสียออกจากลำไส้ อีกด้วย

รู้จักผักสลัดชนิดต่างๆ กันมาพอสมควรแล้ว ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะหยิบเจ้าผักสลัดชนิดต่างๆ ไปปรุงเป็นเมนูอะไรดี แนะนำว่าให้ลองหยิบจานสลัดใบใหญ่มาสักใบ ล้างผักให้สะอาด จัดวางผักสดๆ ใส่จาน โรยหน้าด้วยน้ำสลัดที่ถูกใจ ทานคู่กับน้ำผลไม้เย็นๆซักแก้ว ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็ทั้งอร่อย ทั้งได้ประโยชน์กันแล้ว

เด็กชอบกะพริบตาถี่ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคติกส์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809507

เด็กชอบกะพริบตาถี่ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคติกส์

เด็กชอบกะพริบตาถี่ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคติกส์

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

เคยสังเกตไหมว่า เด็กบางคนชอบกะพริบตาถี่ๆ ยักคิ้ว หรือส่งเสียงแปลกๆ พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ โรคติกส์ โรคทางระบบประสาทชนิดเคลื่อนไหวผิดปกติส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก

นายแพทย์ศุภชัย เลาหพงศ์สมบูรณ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคติกส์ เป็นภาวะกล้ามเนื้อกระตุก จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ และควบคุมลำบาก เช่น กะพริบตา ยักคิ้ว ยักไหล่ คอกระตุกหรือกระดิกเท้า โดยปกติโรคนี้ไม่อันตรายแต่อาจทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญหรือเสียบุคลิกภาพได้ ส่วนมากมักเกิดขึ้นในเด็กช่วงอายุ 3-7 ปี และมักพบร่วมกับโรคอื่นๆ ด้วย เช่น โรคสมาธิสั้น โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล

อาการของโรคกล้ามเนื้อกระตุก มักเริ่มจากกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า (Motor tics) เช่น กะพริบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก หรือกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียง เช่น ยักไหล่ สะบัดคอ บางรายอาจพบอาการส่งเสียงผิดปกติ (Vocal tics) เช่น กระแอม ไอ เป็นต้น โดยอาการจะเป็นแบบซ้ำๆ เป็นบ่อย บางรายอาจทุกนาที ถึงชั่วโมง มักมีอาการต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ เดือนหรือปี ทำให้ดูเหมือนเด็กทำกิริยาแปลกๆ

สาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อกระตุก ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือสารสื่อประสาทในสมอง ดังนั้น หากเด็กเริ่มมีอาการควรพาไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย ประเมินอาการและโรคร่วมอื่นๆ การรักษาโรคติกส์ มีวิธีการรักษาหลายอย่าง ได้แก่ 1.การรักษาด้วยยา โดยปกติแล้วโรคกล้ามเนื้อกระตุกจะมีอาการแบบเป็นๆ หายๆ อาการจะมาเป็นระยะ อาจไม่ต้องรักษาโดยใช้ยา แต่อาจส่งผลต่อจิตใจและบุคลิกที่รบกวนชีวิตประจำวัน การกินยาจะเป็นการช่วยลดอาการกระตุกหรือส่งเสียงได้ โดยกินเป็นช่วงๆ ตามความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา 2.รักษากับโรคที่ตรวจพบร่วม หากมีโรคหรืออาการอื่น เช่น โรคสมาธิสั้น, โรควิตกกังวล, โรคบกพร่องทักษะการเรียนเฉพาะด้าน จะมีจิตแพทย์เข้ามาร่วมรักษาในรูปแบบการบำบัดความคิดและพฤติกรรม เพื่อช่วยบรรเทาอาการและลดความเครียดไม่ให้โรคติกส์หนักขึ้น

3.การปรับพฤติกรรม การรักษานี้ถือว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีในเด็กโตที่มีอาการนำ แต่ต้องใช้เวลาและอาศัยความร่วมมือของผู้ปกครองและตัวเด็กเอง เช่น การทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและบุคคลรอบข้าง ที่ต้องเข้าใจก่อนว่าอาการดังกล่าวคือโรคไม่ใช่การแกล้งทำ ต้องเปิดใจกว้างไม่ตำหนิ หรือล้อเลียน ไม่ทักหรือห้ามเพื่อไม่ให้เด็กเครียด เพราะหากยิ่งเครียดอาการจะยิ่งชัดมากยิ่งขึ้น ควรหาทางให้เด็กได้พักผ่อนหรือเบี่ยงเบนให้ทำกิจกรรมผ่อนคลาย ที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ หากเด็กมีอาการที่โรงเรียน คุณครูควรทำความเข้าใจโรคนี้ด้วยเช่นกันและจัดการไม่ให้เด็กรู้สึกแปลกแยกหรือถูกกลั่นแกล้ง

4.พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ให้เด็กทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักและเหนื่อยเกินไป 5.ขจัดความเครียดให้เด็ก พยายามไม่ให้เด็กกลุ่มนี้เกิดความเครียด เพราะความเครียดมีผลต่ออาการกล้ามเนื้อกระตุก และที่สำคัญที่สุด ควรพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองพบเห็นความผิดปกติของบุตรหลานควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหากรักษาล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสภาพจิตใจ ที่ก่อให้เกิดความเครียด และไม่กล้าเข้าสังคมของเด็กในอนาคตได้

นพ.ศุภชัย เลาหพงศ์สมบูรณ์

Onitsuka Tiger เปิดตัวโปรเจกท์การร่วมงานครั้งที่ 2 กับดอยตุง รองเท้ารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นที่คำนึงถึงความยั่งยืน ซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809487

Onitsuka Tiger เปิดตัวโปรเจกท์การร่วมงานครั้งที่ 2 กับดอยตุง รองเท้ารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นที่คำนึงถึงความยั่งยืน ซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศไทย

Onitsuka Tiger เปิดตัวโปรเจกท์การร่วมงานครั้งที่ 2 กับดอยตุง รองเท้ารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นที่คำนึงถึงความยั่งยืน ซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นยังคงเดินหน้านำเสนอคอลเลคชั่นร่วมสมัย ที่ผสมผสานแฟชั่นเข้ากับกีฬาและนวัตกรรมอันล้ำสมัยมีความภูมิใจที่จะนำเสนอการร่วมมือกันเป็นครั้งที่ 2 กับโครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งถือเป็นโครงการหลักของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรในราชอาณาจักรไทย และเป็นอีกครั้งที่ได้สร้างสรรค์รองเท้าที่เกิดจากความร่วมมือและความคิดริเริ่มในการก้าวข้ามพรมแดน ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Onitsuka Tiger และโครงการพัฒนาดอยตุง ที่มีต่อการเคลื่อนไหวเพื่อความยั่งยืนระดับโลกที่กำลังเติบโต โดยสัญญาว่าจะเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้และผู้คนทั่วโลก

จากลวดลายผ้าทอออริจินัลของดอยตุง มาเป็นการใช้วัสดุที่ได้รับการออกแบบใหม่และพัฒนาใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ผ้าทอในคอลเลคชั่นนี้จึงเป็นผ้าออริจินัลที่ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Onitsuka Tiger โดยเฉพาะ

สินค้าในคอลเลคชั่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างงานฝีมือแบบดั้งเดิมของช่างฝีมือในประเทศไทยเข้ากับรองเท้ารุ่นไอคอนิก อันเป็นเอกลักษณ์ของ Onitsuka Tiger ทำให้เกิดเป็นรองเท้าที่รวมไว้ซึ่งคุณภาพอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งแบบไทยและแบบเฉพาะของ Onitsuka Tiger โดยมีเป้าหมายคือการแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์เหนือกาลเวลา โครงสร้างที่ทนทานและมอบความสบายเมื่อสวมใส่ ซึ่งจะเหมาะสมกับผู้คนที่หลากหลายทั่วโลก รองเท้าทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและวัสดุที่ยั่งยืน

ความร่วมมือกันในครั้งนี้ยังสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและการจ้างงานที่มีความหมายแก่ชาวดอยตุง รองเท้าอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น โดยที่มุ่งเน้นไปที่ประเด็นความยั่งยืน สนีกเกอร์เหล่านี้มาพร้อมกับเรื่องราวเบื้องหลังที่ได้ให้นิยามใหม่ของคำว่า “เท่” ในแฟชั่นยุคปัจจุบัน

รองเท้าทุกรุ่นวางจำหน่ายในร้าน Onitsuka Tiger และบนอี-คอมเมิร์ซอย่างเป็นทางการ และร้านดอยตุง ซึ่งนอกเหนือจากรองเท้าแล้ว ในคอลลาบอเรชั่นโปรเจกท์ปีนี้ยังมีเครื่องแต่งกายที่จะวางขายเฉพาะร้านดอยตุงอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่ Onitsuka Tiger Official Website : www.onitsukatiger.com /Facebook : @OnitsukaTiger/ Twitter : @OnitsukaTiger / Instagram : @onitsukatigerofficial

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ เชิญชวนเสนอชื่ออาจารย์ทั่วประเทศ คัดเลือกเพื่อรับรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’ ปี 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809496

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ เชิญชวนเสนอชื่ออาจารย์ทั่วประเทศ คัดเลือกเพื่อรับรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’ ปี 2567

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ เชิญชวนเสนอชื่ออาจารย์ทั่วประเทศ คัดเลือกเพื่อรับรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’ ปี 2567

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เชิญชวนสถาบันการศึกษาที่มีการสอนระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ พิจารณาเสนออาจารย์ที่มีผลงานชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม และการครองตนที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของนิสิต นักศึกษา เข้ารับการคัดเลือกเพื่อรับรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก”รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ประจำปี 2567ยกย่องอาจารย์ระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศที่มุ่งพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนิสิต นักศึกษา

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโครงการยกย่องเกียรติคุณอาจารย์ระดับอุดมศึกษาผู้ทรงคุณธรรม ที่มีผลงานดีเด่นในการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา เข้ารับรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก”รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์ที่มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม มีผลงานดีเด่นในการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สาธารณชนทราบ และถือปฏิบัติเป็นแบบอย่าง และเป็นแรงจูงใจให้อาจารย์ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกฝังสอดแทรกศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมให้แก่นิสิต นักศึกษาผู้เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ โครงการนี้ได้รับผลสำเร็จอย่างดี เป็นผลให้สถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศทั้งของรัฐ และเอกชน ต่างตื่นตัว มีการกระตุ้นจิตสำนึกของอาจารย์ที่จะปลูกฝังศีลธรรมคุณธรรม และจริยธรรมแก่นิสิต นักศึกษา

ในปี 2567 มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ฯ จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก”อีกครั้งหนึ่ง ในงาน “วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ครั้งที่ ๓๖ วันที่ 18 ตุลาคม 2567 ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

รางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ประกอบด้วยโล่เกียรติคุณประทานจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ เข็มเชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณ ในหนังสือที่ระลึกฯ

คุณสมบัติของอาจารย์ที่สมควรได้รับการพิจารณา อาทิ 1) ได้รับการเสนอชื่อโดยผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เหมาะสมจากหน่วยงานต้นสังกัด หรือสถาบันการศึกษา แห่งละ 1 คน กรณีที่เสนอชื่อมากกว่า 1 คน คณะกรรมการฯจะพิจารณารายชื่อลำดับแรกเท่านั้น 2) มีประสบการณ์ในการสอนระดับอุดมศึกษา (ระดับปริญญาตรีขึ้นไป) ไม่น้อยกว่า 10 ปี 3) มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม และการครองตนถือเป็นแบบอย่างที่ดีได้ 4) มีความรับผิดชอบ และอุทิศตนให้กับงาน 5) มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ 6) มีจิตสำนึกในการเสียสละให้กับส่วนรวม 7) มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษา 8) มีการส่งเสริม สนับสนุน และหรือกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมอย่างกว้างขวาง 9) มีผลงานชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาทั้งด้านนโยบาย และนำนโยบายไปปฏิบัติให้สัมฤทธิผล

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ขอเชิญสถาบันการศึกษาที่มีการสอนระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศพิจารณาเสนออาจารย์ที่มีผลงานชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม และการครองตนที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของนิสิต นักศึกษาไปยัง มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรในพระราชูปถัมภ์ฯ ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิฯ ไลน์ไอดี 080-4042439 โทร. 02-3547391-2 ต่อ 112 หรือ E-mail : princessngarmchit@gmail.com รายละเอียดติดตามได้ที่ Facebook : มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ฯ หรือ www.princessngarmchit.org

คุณแหน : 10 มิถุนายน 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809514

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในโอกาสมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นิสิตเก่านิติศาสตร์ จุฬาฯ (ฬ18) อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ดำรงตำแหน่งนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567…

●● มิตรสหายยินดีกับ สมฤดี รังสิยาภรณ์รัตน์ ที่ได้เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ ดูแลงานด้านยุทธศาสตร์และทรัพยากรขององค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย…

●● ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และเจมส์ แอนดริว มอร์ ซีอีโอ บจ.เวฟ บีซีจี ร่วมลงนาม MOU เพื่อพัฒนา องค์ความรู้และผลิตบุคลากรด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าว กรรมวิธีการเพาะปลูก เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น…

●● ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก ปัณจ์ชลี ประจักษ์เกียรติ อุปนายกสมาคมสหพันธ์โหร-แพทย์แผนไทยพร้อมคณะกรรมการ เพื่อนำเงินรายได้สนับสนุนการจัดงานวันกาชาด 100 ปี…

●● เพื่อนๆ ชาว Digital CEO#3 ร่วมยินดีกับ รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ที่ได้เป็นรองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์…

●● ส่วนชาว Digital CEO#7 ได้ประธานรุ่นป้ายแดง ชื่อ ณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ ที่ปรึกษารุ่นคือ พูนพงษ์นัยนาภากรณ์ และ ชัชฎา อภิชาสุทธากุล ส่วนรองประธานรุ่นมี ไพโรจน์ ต้นศิริอนุสรณ์, กสิณ ตันสุภสวัสดิกุล, พิชาวีร์ วรพัทธ์โภคิน, ดร.คุณานันท์ สุขพาสน์เจริญ ส่วน อรอนงค์ แจ้งพงศ์พันธ์ และ บุษยา บุญมี เป็น เลขาฯรุ่นแล้วได้ ธิดารัตน์ จันทร์ไทย และ กุลธิดากุลวิบูลย์อนันต์ รับงานกิจกรรม…

●● ปรบมือรัวๆ ให้ ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ที่ Esri Thailandได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Geo City Data ที่ช่วยเป็นตัวกลางบูรณาการ รวบรวม และเชื่อมโยงข้อมูลเมืองทั้งหมดเข้าด้วยกัน มีการแสดงผลแบบครบวงจรผ่านทั้งรูปแบบแผนที่ 2 มิติและ 3 มิติ ช่วยให้เห็นมุมมองที่รอบด้าน เข้าใจง่าย และสะดวกต่อการนำไปวิเคราะห์เพื่อบริหารจัดการเมือง หรือแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไปของแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว…

●● อนุโมทนาบุญ กับ มรกต ยิบอินซอย ที่ได้จัดการอบรมเจริญสติ รุ่น 21 ณ ลานใบไม้อิ่มบุญ อ.เชียงของ จ.เชียงราย งานนี้มี จารุพรรณ อินทรรุ่ง และ สุกัญญา วนิชจักร์วงศ์ ไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วย…

●● บ.ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดจัดงานแนะนำรถอเนกประสงค์ New! Isuzu MU-X วันที่ 12 มิ.ย. 17.00 น. ห้องแพลนนารี่ ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์…

●● เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันเกิด อัจฉรา เชี่ยวสกุล ครบ 73 ปี ลูกๆ จอม-จิต-เจตน์ เชี่ยวสกุล ขอกราบเรียนเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนๆ คุณแม่มาร่วมฉลองวันเกิด ที่บ้าน 84 ซ.ราชครู วันที่ 13 มิ.ย 11.00 น. เจ้าภาพจะไปทำบุญช่วยเหลือบ้านคนชรา ที่จังหวัดนครปฐม จึงของดของขวัญและกระเช้าดอกไม้ ขอรับเป็นเงินบริจาคแทน…●●

คุณแหน

คาร์เทียร์เชิดชูผู้ประกอบการหญิงที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล‘Cartier Women’s Initiative 2024’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809520

คาร์เทียร์เชิดชูผู้ประกอบการหญิงที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล‘Cartier Women’s Initiative 2024’

คาร์เทียร์เชิดชูผู้ประกอบการหญิงที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล‘Cartier Women’s Initiative 2024’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Cartier Women’s Initiative ได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลประเภทต่างๆ ประจำปี 2024 พร้อมเปิดเผยรายละเอียดโครงการฯ สำหรับปี 2025 ในงานพิธีมอบรางวัลประจำปี ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในปีนี้ Cartier Women’s Initiative จัดขึ้นภายใต้ธีม “Forces for Good” ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของคาร์เทียร์ในการขยายขอบเขตการเข้าถึงโครงการฯ ให้ครอบคลุมคนหลากหลายกลุ่ม ตลอดจนเสริมสร้างโลกที่มีความยุติธรรมและความเสมอภาคมากยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำการผนึกกำลังระหว่างโครงการฯ และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เพื่อสังคมที่ดียิ่งขึ้นโดยมีนักเขียนและผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ แซนดี้ ต็อกสวิก (Sandi Toksvig) เป็นพิธีกรของงาน เปิดฉากด้วยการแสดงอันแสนปลุกเร้าอารมณ์จากเหล่านักเต้นในภาควิชาการเต้นรำจากวิทยาลัยดนตรีเจ้อเจียง (Zhejiang Conservatory of Music) พร้อมบทเพลงบรรเลงจากวงดนตรีที่แสดงถึงพลังของความสามัคคีอันแรงกล้า สะท้อนถึงธีมหลักในปีนี้ได้เป็นอย่างดี

ค่ำคืนของพิธีมอบรางวัล ดำเนินต่อไปด้วยบทสนทนากับ ซีริลล์ วิญเญอรอง (Cyrille Vigneron) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคาร์เทียร์ ที่แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของเมซงในการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลกระทบเชิงบวก พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นของคาร์เทียร์ที่ว่า เมื่อผู้หญิงก้าวไปข้างหน้า มนุษยชาติก็จะก้าวไปข้างหน้าเช่นกัน

นอกจากนี้ ในพิธีประกาศรางวัล Cartier Women’s Initiative ยังได้รับเกียรติจาก คาร์ลี คลอส (Karlie Kloss) ซูเปอร์โมเดล ผู้ประกอบการและตัวแทนของผู้มีจิตสาธารณะ พร้อมด้วย โกว จิงจิง (Guo Jingjing) แชมป์กีฬาดำน้ำโอลิมปิก ผู้ซึ่งสนับสนุนสวัสดิการสาธารณะและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยแขกผู้ทรงเกียรติทั้งสองท่านได้ร่วมแบ่งปันมุมมองของพวกเธอที่มีต่อการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกคน เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

การเฉลิมฉลองครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ได้สำรวจเส้นทางของเหล่าผู้เข้าชนะโครงการฯ ในปี 2024 ผู้ซึ่งนำเอาความคิดสร้างสรรค์ มาหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้ประกอบการ สร้างสรรค์ธุรกิจ เพื่อแก้ไขปัญหา ความท้าทายด้านต่างๆ ของสังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

ปิดท้ายพิธี ด้วยการประกาศรายชื่อของผู้ที่ได้รับรางวัลในอันดับที่ 1, 2 และ 3 จากทั้งหมด 11 สาขา ซึ่งประกอบด้วย รางวัลระดับภูมิภาคทั้งหมด 9 สาขา และ รางวัลเฉพาะทาง หรือ thematic awards 2 สาขา ได้แก่ รางวัล “Science & Technology Pioneer Award” ที่ได้ถูกมอบเป็น ครั้งแรกในปี 2021 และรางวัล “Diversity, Equity & Inclusion Award” ซึ่งเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ล่าสุดในปี 2023 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในพิธีการมอบรางวัลดังกล่าว ยังได้รวบรวมกลุ่มคนผู้ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “Forces for Good” ไม่ว่าจะเป็นผู้นำในด้านต่างๆ ประธานและผู้บริหารองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเหล่าตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศมากมาย ตลอดจนผู้ที่ได้รับรางวัล โดยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความหวังสำหรับอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นเพื่อคนรุ่นต่อไป

โครงการ Cartier Women’s Initiative 2025 พร้อมอุทิศตนอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก โดยโครงการ Cartier Women’s Initiative ในครั้งถัดไป จะจัดขึ้นในรูปแบบพิเศษเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่อดีตผู้ชนะโครงการฯ 9 คน ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกที่สามารถวัดผลได้ในสาขาต่างๆ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนของสหประชาชาติ อันได้แก่ การยกระดับความเป็นอยู่ การอนุรักษ์โลก และการสร้างโอกาส ซึ่งมีกำหนดจัดงานในวันที่ 22 พฤษภาคม 2025 ณ Women’s Pavilion ในงาน World Expo เมืองโอซาก้า ภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่น

การจัดงานในรูปแบบพิเศษครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนการสร้างผลกระทบเชิงบวก ของ Cartier Women’s Initiative ผ่านกลุ่มผู้ประกอบการในสาขาต่างๆ ในระยะยาว พร้อมตอกย้ำบทบาทหลักของโครงการฯ ในการสนับสนุนเงินทุน (100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อรางวัล) ไปจนถึงการสนับสนุนเครือข่ายอันกว้างขวางของเพื่อนนักธุรกิจและผู้ประกอบการ เพื่อให้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถสร้างการเติบโต ขยายผลธุรกิจได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ก่อตั้งโครงการ Cartier Women’s Initiative ขึ้นในปี 2006 โครงการฯ ได้ทยอยเพิ่มเติมประเภทรางวัลเข้ามาจนปัจจุบันมีทั้งหมด 11 สาขา ได้แก่ รางวัลภูมิภาค 9 สาขา (แบ่งตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก) และรางวัลเฉพาะทาง 2 สาขา ประกอบด้วย รางวัล “Science & Technology Pioneer Award” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2021 และรางวัล “Diversity, Equity & Inclusion Award” ที่เปิดตัวล่าสุดในปี 2023 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการที่มีชื่อเสียงจะทำการคัดเลือกผู้ชนะ 3 อันดับแรกในแต่ละสาขา และมอบเงินทุนจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้เป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ อันดับที่ 1 ในส่วนของผู้ชนะอันดับที่ 2 และที่ 3 ของแต่ละสาขารางวัล จะได้รับทุนเป็นเงินรางวัลจำนวน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

นอกเหนือจากเงินรางวัลซึ่งจะเป็นทุนสนับสนุนการทำธุรกิจ ผู้ที่ได้รับรางวัลจะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้ประกอบการของโครงการฯ หรือ ที่เรียกว่า “Fellows community” โดยจะได้รับการให้คำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิตรงตามประเภทธุรกิจ การโปรโมทประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเองผ่านสื่อ โอกาสในการสร้างเครือข่าย และการเข้าเรียนในหลักสูตรของ INSEAD สถาบันบริหารธุรกิจชั้นนำ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการประกอบธุรกิจ ให้ธุรกิจเพื่อสังคมของพวกเขาเติบโตต่อไป

สำหรับข่าวสารต่างๆ ของโครงการ Cartier Women’s Initiative รวมถึงข้อมูลของผู้ที่ได้รับรางวัล สามารถติดตามได้ที่ : https://www.cartierwomensinitiative.com/

องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 9 หัวข้อ‘ความท้าทายของสุขภาพหนึ่งเดียว : บทบาทของวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเคมี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809521

องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 9 หัวข้อ‘ความท้าทายของสุขภาพหนึ่งเดียว : บทบาทของวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเคมี’

องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 9 หัวข้อ‘ความท้าทายของสุขภาพหนึ่งเดียว : บทบาทของวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเคมี’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเป็นต้นแบบขององค์ผู้นำที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนการพัฒนางานวิจัยและวิชาการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ จึงทำให้ทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งถึงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทรงตระหนักถึงความจำเป็นของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งทรงถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ในปีพุทธศักราช 2567 องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีพระดำริให้จัดการประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 9 (The 9th Princess Chulabhorn International Science Congress) หัวข้อ “ความท้าทายของสุขภาพหนึ่งเดียว : บทบาทของวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเคมี” (The Challenges of One Health: The Roles of Biosciences and Chemistry) ระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษาวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2567 และเพื่อเป็นเวทีการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญที่จะเน้นถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเคมี กับการแก้ปัญหาความท้าทายของสุขภาพหนึ่งเดียว ตามแนวคิดหลักสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Concept) ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ซึ่งเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพในแนวทางใหม่ ซึ่งพิจารณาถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำแนวความคิดดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาองค์ความรู้แบบบูรณาการระหว่างสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องทั้งด้านการแพทย์ การสัตวแพทย์ และอนามัยสิ่งแวดล้อม

นับเป็นพระนโยบายของการขับเคลื่อนงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวทันต่อโลกปัจจุบัน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการแสวงหา และสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาค้นคว้าวิจัย การเผยแพร่ข้อมูล การแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความก้าวหน้าของงานวิจัยตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ระหว่างนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการในสาขาต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสหสาขาวิชาชีพทางการแพทย์ สัตวแพทย์ และวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลก เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพอนามัยหนึ่งเดียวที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

สำหรับการประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 9 (The 9th Princess Chulabhorn International Science Congress) ขณะนี้มีวิทยากรที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติตอบรับเข้าร่วมการประชุมมากกว่า 40 คน และยังเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ นักศึกษาระดับปริญญาโท และ ปริญญาเอก ผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมถึงร่วมนำเสนอผลงานวิจัย และวิชาการ เพื่อเผยแพร่ออกสู่สาธารณะต่อไป

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจสามารถนำเสนอผลงานโดยส่งบทคัดย่อ (Abstract) ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2567 และลงทะเบียนออนไลน์เข้าร่วมงานประชุมฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://pc9.cri.or.th หรือโทรศัพท์ 02-5538535 อีเมล pc@cri.or.th

บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์จิ๋วเติบโตเป็นต้นกล้าที่งดงาม ผ่านโครงการ‘สหพัฒน์ให้น้อง ปี 8’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809502

บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์จิ๋วเติบโตเป็นต้นกล้าที่งดงาม ผ่านโครงการ‘สหพัฒน์ให้น้อง ปี 8’

บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์จิ๋วเติบโตเป็นต้นกล้าที่งดงาม ผ่านโครงการ‘สหพัฒน์ให้น้อง ปี 8’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มอบผลิตภัณฑ์ฯ ผ่านโครงการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปีที่ 8”

“โครงการสหพัฒน์ให้น้อง” อีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้เห็นคุณค่าของการทำความดี ปลูกฝังเยาวชนไทยตั้งแต่วัยเด็ก ให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีและมีความซื่อสัตย์ ด้วยการส่งต่อเรื่องราวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจผ่านทางรายการสร้างสรรค์เพื่อสังคม ปีนี้ “โครงการสหพัฒน์ให้น้อง” เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 8 แล้วที่ผ่านมาได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ตัวจิ๋วไปแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งการดำเนินการในปีนี้มีเป้าหมายลงพื้นที่โรงเรียน 26 แห่งมีการอบรมปลูกฝังให้นักเรียนเป็นเด็กดีมีคุณธรรม ร่วมเฟ้นหาและพูดคุยกับ“ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” (Little Hero) ตัวแทนเด็กดี ประพฤติดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ กตัญญู มีจิตอาสา มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการทำความดีให้ครอบครัวและสังคม เกณฑ์ในการคัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการจะมุ่งไปยังโรงเรียนขนาดกลางที่มีจำนวนนักเรียน 200-250 คนและเป็นโรงเรียนที่มีการปลูกฝังส่งเสริมคุณธรรมให้กับนักเรียน เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ให้เติบโตเป็นต้นกล้าที่งดงาม เป็นอีกพลังในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้มีแต่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ล่าสุด ทีมงานสหพัฒน์ได้ลงพื้นที่โรงเรียนวัดธัญญะผล จ.ปทุมธานี เพื่อตามหาน้องๆที่เป็นเด็กดี มีคุณธรรมและมีความซื่อสัตย์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนในสังคมไทย พร้อมให้ความรู้แก่น้องๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการธนาคารขยะออมทรัพย์ เรียนรู้เรื่องการแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะ จากวิทยากรประจำฐาน การ DIY สิ่งของจากขยะเหลือทิ้งที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้น้องๆ สามารถนำความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองโรงเรียนและชุมชนต่อไป

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เด็กและเยาวชน ถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า โครงการสหพัฒน์ให้น้องมุ่งมั่นในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้เห็นคุณค่าของการทำความดีปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีและมีความซื่อสัตย์ โดยเราเชื่อว่าโรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สามารถบ่มเพาะเยาวชนคุณภาพได้ เป็นอีกพลังในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

สิรินทรา สรรเสริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดธัญญะผล กล่าวว่า “โครงการสหพัฒน์ให้น้องมีการดำเนินการที่สอดคล้องและเป็นแนวทางเดียวกันกับโรงเรียนในการมุ่งปลูกฝังเยาวชนไทยให้มีคุณธรรมและจริยธรรม ที่ผ่านมาโรงเรียนได้ปลูกฝังเยาวชนให้เป็นเด็กดี มีคุณธรรม ยึดเรื่องความซื่อสัตย์ และจิตอาสาเป็นหลักเพราะมองว่าการเรียนรู้การเป็นจิตอาสาจะทำให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ความเสียสละสร้างให้เกิดคุณธรรม จริยธรรมในจิตใจเพื่อเติบโตไปอย่างมีคุณภาพในสังคม”

ด.ช.ประภากรณ์ คัลชัย หรือ น้องกันโซ่ อายุ 12 ปี นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตัวแทนเด็กดี“ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” เผยว่า “ดีใจที่พี่ๆ สหพัฒน์มาจัดกิจกรรมที่โรงเรียน สิ่งที่ได้รับนอกจากการได้เรียนรู้การแยกขยะต่างๆ แล้วยังได้ฝึกความกล้าแสดงออก จากการที่ตนได้เป็นตัวแทนพูดเชิญชวนเพื่อนๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนอีกด้วย”

นับเป็นโครงการดีๆ ที่มุ่งบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์จิ๋ว ให้เติบโตเป็นต้นกล้าที่งดงาม เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธาน กก.บมจ.สหพัฒนพิบูล

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธาน กก.บมจ.สหพัฒนพิบูล

สิรินทรา สรรเสริญ ผอ.โรงเรียนวัดธัญญะผล

สิรินทรา สรรเสริญ ผอ.โรงเรียนวัดธัญญะผล

ด.ช.ประภากรณ์ คัลชัย ตัวแทนเด็กดี
“ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว”

ด.ช.ประภากรณ์ คัลชัย ตัวแทนเด็กดี “ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว”

อิ่มบุญ! ‘พีช-อาร์ต’ ร่วมงานบุญใหญ่!

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

อิ่มบุญ! 'พีช-อาร์ต' ร่วมงานบุญใหญ่!

อิ่มบุญ! ‘พีช-อาร์ต’ ร่วมงานบุญใหญ่!

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.13 น.

แจกข้าวหมูกรอบ ฉลองครบรอบ 5 ปี ตลาดเพชรพิชญา จ.นครสวรรค์ผ่านไปเรียบร้อยสำหรับงานบุญใหญ่ฉลองครบรอบ 5 ปี “ตลาดเพชรพิชญา” จังหวัดนครสวรรค์ โดยเจ้าของตลาดใจดี คุณพีช-สุพิชญา ไพฑูลย์ จับมือกับ อาร์ต-พศุฒม์ บานแย้ม คุณชายหมูกรอบ นำหมูกรอบกว่า 100 กิโล มาแจกพร้อมข้าวสวยร้อนๆ  และน้ำจิ้มสุดฟินกว่า 1,000 กล่อง ให้ชาวตลาดและประชาชนใกล้เคียงได้อิ่มหนำสำราญ จากความร่วมมือของ “ตลาดเพชรพิชญา” และ Hangover@Nakhonsawan 

บรรยากาศเริ่มต้นตั้งแต่บ่ายคล้อย มีชาวบ้านมายืนรอเข้าแถวเพื่อรับ ข้าวหมูกรอบ จากหนุ่มอาร์ต และทีมงาน โดย หนุ่มอาร์ต ขอโชว์สกิลในการทอดหมูให้กรอบนอกนุ่มใน และสับหมูแบบกระฉับกระเฉงให้พ่อแม่พี่น้องได้เห็นกันแบบเต็มตา จากนั้น สาวพลอย พิธีกรประจำงาน ก็เริ่มกิจกรรมความสนุกเพื่อเรียกน้ำย่อยด้วยการตอบคำถาม และมอบ หมูกรอบ จำนวน 1 กิโล ให้กลับไปอิ่มกันแบบจุกๆ ที่บ้าน จำนวน 10 รางวัล ไม่เพียงแค่นั้น คุณพีช ยังใจป้ำ!! แจกตุ๊กตา ลาบูบู้ จำนวน 2 ตัว ให้เล่นเกมกันอย่างสนุกสนานด้วยงานนี้ หนุ่มอาร์ต ถึงกับออกปากว่า “คุณพีช ใจดีมากๆ” แถมลงอวยใน IG ว่า “ของฟรีมีในโลก!!!” อิ่มกันถ้วนหน้าไปจ้า ตบท้ายด้วย คุณพีช มอบของฝากของดีเมืองนครสวรรค์ ให้กับ หนุ่มอาร์ต และทีมงาน ได้นำกลับไปอิ่มอร่อยกันด้วย…!!! เรียกได้ว่าเป็น งานบุญที่อิ่มบุญทั้งผู้ให้และผู้รับกันเลยคร่า…..!!!