สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ‘ด้วยรักษ์และเมตตา’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808783

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ‘ด้วยรักษ์และเมตตา’

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ‘ด้วยรักษ์และเมตตา’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดนิทรรศการ “ด้วยรักษ์และเมตตา” โครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 1 ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ต.โป่งตาลอง
อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีนายปัญญา วิจินธนสาร ผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน รองศาสตราจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ รองผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เฝ้ารับเสด็จ

การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้รองศาสตราจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ รองผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และนายปัญญา วิจินธนสาร ผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานและกราบทูลเบิกผู้ได้รับพระราชทานรางวัลโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 1 จำนวน 44 ราย เข้ารับพระราชทานรางวัล โอกาสนี้ ทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะผู้จัดงานและเยาวชนที่ได้รับพระราชทานรางวัลฯ จากนั้น เสด็จไปทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการและทอดพระเนตรนิทรรศการ “ด้วยรักษ์และเมตตา” ผลงานศิลปะในโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ อาคารหอศิลป์ทิพย์พิมาน ชั้น 2 และชั้น 3 ตามลำดับ

สำหรับนิทรรศการ “ด้วยรักษ์และเมตตา” เป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะจากโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 1 จัดขึ้นโดยหอศิลป์ทิพย์พิมาน สถานที่จัดแสดงนิทรรศการผลงานจิตรกรรมในฝีพระหัตถ์ โดยเป็นหนึ่งในโครงการตามพระดำริและสืบสานพระปณิธานใน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “องค์สิริศิลปิน” ในการส่งเสริมสนับสนุนความสามารถด้านการสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนที่มีใจรักในงานศิลปะได้มีโอกาสแสดงทักษะด้านการสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนความคิด จินตนาการ ความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ในการนำเสนอผลงานของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ โดยมุ่งหมายความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างสรรค์ศิลปะที่มาพร้อมกับการปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่อประโยชน์ด้านการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ตลอดจนสามารถสื่อสารกับสาธารณชนถึงสาระมุมมองต่างๆ ผ่านผลงานศิลปะดังพระดำรัสขององค์สิริศิลปินความว่า “ศิลปะเป็นเครื่องกล่อมเกลาชีวิตของคน”

การจัดประกวดในโครงการจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อการประกวด “ด้วยรักษ์และเมตตา” มีผลงานส่งเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น จำนวน919 ชิ้น จากผู้ส่งผลงาน 889 คน แบ่งตามระดับอายุการส่งผลงานเข้าร่วมประกวดออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับอายุ 5-12 ปี ส่งผลงานเป็นภาพจิตรกรรมบนกระดาษ ขนาดผลงานไม่เกิน 40×60 เซนติเมตร มีผลงานส่งเข้าร่วมประกวด จำนวน 501 ผลงาน จากผู้ส่งผลงาน 483 คนโดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท ได้แก่ เด็กชายวชิรวิชญ์ บุญสวัสดิ์ จากโรงเรียนอนุบาลราชบุรี ชื่อผลงาน “เลี้ยงอาหารสุนัขจรจัด”

ระดับอายุ 13-18 ปี ส่งผลงานเป็นภาพจิตรกรรมบนกระดาษ ขนาดผลงานไม่เกิน 40 x60 เซนติเมตร มีผลงานส่งเข้าร่วมประกวด จำนวน 359 ผลงาน จากผู้ส่งผลงาน 351 คนโดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตรและเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท ได้แก่ นางสาวกรรณิการ์ กฤษณากาฬ จากโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ ชื่อผลงาน “เงาสะท้อนแห่งชีวิต”

ระดับอายุ 19-25 ปี ส่งผลงานประกวดเป็นภาพผลงาน 2 มิติ อาทิ จิตรกรรม ศิลปะไทย เทคนิคผสมฯลฯ บนกระดาษ บนผ้าใบ หรือวัสดุอื่นๆ ขนาดผลงานไม่เกินด้านละ 150 เซนติเมตร มีผลงานส่งเข้าร่วมประกวด จำนวน 59 ผลงาน จากผู้ส่งผลงาน 45 คน โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท ได้แก่ นายพิพัฒน์ จันทร์ทิพย์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ชื่อผลงาน “เปิดกะลา”

ประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านศิลปะขององค์สิริศิลปิน ถ่ายทอดความงดงามผ่านผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ “เสือ” และการขยายผลงานจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ในรูปแบบประติมากรรม และ Installation Art หรือศิลปะแบบ
จัดวางเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าชมได้รู้สึกเพลิดเพลินและมีความสุขผ่านการชื่นชมผลงานสมดังพระปณิธานขององค์สิริศิลปินที่ทรงอยากแบ่งปันความสุขให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยผ่านผลงานศิลปะที่พระองค์ได้ทรงสร้างสรรค์ขึ้น พร้อมทั้งร่วมชมนิทรรศการ “ด้วยรักษ์และเมตตา” ซึ่งจัดแสดงผลงานภาพวาดจากฝีมือเด็กและเยาวชน กว่า 500 ผลงานจากโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 1 ได้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น.ค่าเข้าชม 50 บาทต่อท่าน นำรายได้สมทบทุนมูลนิธิทิพย์พิมานเพื่อสัตว์ป่วยและสัตว์ไร้ที่พึ่ง ในพระอุปถัมภ์ฯ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสเข้าชมฟรี สอบถามข้อมูล โทร 096-8799044, 096-1456249 หรือ Facebook : หอศิลป์ทิพย์พิมาน www.facebook.com/TippimarnArtGallery

วธอ.8 ขานรับจัด CSR ประเดิมให้เยาวชนระยอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808807

วธอ.8 ขานรับจัด CSR ประเดิมให้เยาวชนระยอง

วธอ.8 ขานรับจัด CSR ประเดิมให้เยาวชนระยอง

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.24 น.

วธอ.8  รับนโยบายสถาบันฯ จัดกิจกรรมเพื่อสังคม มอบสิ่งของและปัจจัยให้กับ สถานพินิจฯและศูนย์ฝึกอบรมเด็กจังหวัดระยอง ทุกภาคส่วนปลื้มได้รับการตอบรับดี ย้ำชัดจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อแบ่งปันให้สังคม

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานสถาบัน สถาบันวิทยาการธุรกิจและอุตสาหกรรม เจ้าของหลักสูตรนักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน หรือ วธอ. ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร กล่าวว่าตามนโยบายของสถาบันนั้นการเรียนในหลักสูตร วธอ.ต้องมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ด้วยในสถานการณ์ในบางรุ่นเช่นโควิด-19 ทำให้ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมตามนโยบายดังกล่าว การที่ วธอ.รุ่น 8 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด ได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมในจังหวัดระยองถือเป็นสิ่งที่ดี ถือเป็นการจิตอาสารับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงได้รับรู้ปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอีกทางหนึ่ง

“วัตถุประสงค์ของหลักสูตร วธอ.นั้น นอกจากความรู้ที่ได้รับแล้ว การแบ่งปันในจิตอาสาเพื่อสังคมก็ต้องทำด้วย โดยในแต่ละรุ่น สามารถกำหนดรูปแบบในการทำกิจกรรมได้ตามที่แต่ละรุ่นต้องการ การที่ วธอ.รุ่น8  ได้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรขอชื่นชมและยินดี” ดร.วิฑูรย์ กล่าว

ด้านนายกีรติพงษ์ คูหาเปรมกิจ ประธานกรรมการ บริษัท หลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด ในฐานะประธานนักศึกษา วธอ.รุ่นที่ 8 กล่าวว่าการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน โดยนักศึกษาทุกท่านในรุ่นได้พร้อมใจกันดำเนินการด้วยความสามัคคี ทุกคนในหลักสูตร วธอ.8 ล้วนประทับใจกับกิจกรรมที่ได้ทำกัน ที่สำคัญทำให้ได้รับรู้ในอีกมุมหนึ่งของสังคมที่ทุกคนควรช่วยกันแบ่งปันได้ และการจัดกิจกรรมเช่นนี้นั้น วธอ.8 จะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป โดยกิจกรรมที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคตอาจเป็นลักษณะเดียวกันนี้หรือเป็นแบบอื่นๆก็จะมีการพิจารณาต่อไป

ขณะที่ ดร.อนุชิดา ชินศิรประภา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือ โกลเด้น กรุ๊ป โรงแรมโกลเด้นซิตี้ ระยอง ในฐานะผู้นำในการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้กล่าวว่าการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมของ วธอ.รุ่น 8 ในครั้งนี้ ได้เข้ามอบสิ่งของที่จำเป็นและเงินจำนวนหนึ่งให้กับ  สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองและศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสิ่งที่พวกเราได้มอบให้เป็นสิ่งจำเป็นตามที่น้องๆต้องการทั้งสิ้น

“การแบ่งปันให้กับสังคมโดยเฉพาะเยาวชนที่ด้อยโอกาสถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้สังคมดีขึ้น สิ่งของทั้งเสื้อผ้าและอื่นๆน้องๆล้วนสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงเงินจำนวนหนึ่งในการฝึกอาชีพและเป็นค่าเดินทางเมื่อออกจากสถานที่นี้แล้ว เพราะที่ผ่านมามีน้องๆหลายคนที่ไม่มีผู้ปกครองมารับ ไม่มีแม้นกระทั้งค่าเดินทางกลับบ้าน กิจกรรมครั้งนี้จึงจะจุดประกายให้พวกเราดำเนินกิจกรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป “ ดร.อนุชิดา กล่าว

-(016)

เตรียมจัดงานมอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808774

เตรียมจัดงานมอบรางวัล 'หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก'

เตรียมจัดงานมอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.31 น.

รางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’ รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ประจำปี 2567 ยกย่องอาจารย์ระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศที่มุ่งพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนิสิต นักศึกษา

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโครงการยกย่องเกียรติคุณอาจารย์ระดับอุดมศึกษาผู้ทรงคุณธรรม ที่มีผลงานดีเด่นในการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา เข้ารับรางวัล “หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓  เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติอาจารย์ที่มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม มีผลงานดีเด่นในการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สาธารณชนทราบ และถือปฏิบัติเป็นแบบอย่าง และเป็นแรงจูงใจให้อาจารย์ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกฝังสอดแทรกศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมให้แก่นิสิต นักศึกษา ผู้เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ 

โครงการนี้ได้รับผลสำเร็จอย่างดี เป็นผลให้สถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศทั้งของรัฐ และเอกชน ต่างตื่นตัว มีการกระตุ้นจิตสำนึกของอาจารย์ที่จะปลูกฝังศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมแก่นิสิต นักศึกษา 

ในปี 2567 มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ฯ จึงได้จัดให้มีการมอบรางวัล      “หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” อีกครั้งหนึ่ง ในงาน “วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ครั้งที่ 36 วันที่ 18 ตุลาคม 2567 ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์     

รางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ประกอบด้วยโล่เกียรติคุณประทานจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ เข็มเชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณในหนังสือที่ระลึกฯ 

คุณสมบัติของอาจารย์ที่สมควรได้รับการพิจารณา อาทิ
1) ได้รับการเสนอชื่อโดยผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เหมาะสมจากหน่วยงานต้นสังกัด หรือสถาบันการศึกษา แห่งละ 1 คน  กรณีที่เสนอชื่อมากกว่า 1 คน  คณะกรรมการฯ จะพิจารณารายชื่อลำดับแรกเท่านั้น
2) มีประสบการณ์ในการสอนระดับอุดมศึกษา (ระดับปริญญาตรีขึ้นไป) ไม่น้อยกว่า 10 ปี
3) มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม และการครองตนถือเป็นแบบอย่างที่ดีได้
4) มีความรับผิดชอบ และอุทิศตนให้กับงาน
5) มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้
6) มีจิตสำนึกในการเสียสละให้กับส่วนรวม
7) มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษา
8) มีการส่งเสริม สนับสนุน และหรือกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมอย่างกว้างขวาง
9) มีผลงานชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาทั้งด้านนโยบาย และนำนโยบายไปปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผล

จึงขอเชิญสถาบันการศึกษาที่มีการสอนระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศพิจารณาเสนออาจารย์ที่มีผลงานชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม และการครองตนที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของนิสิต นักศึกษา ไปยังมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิฯ ไลน์ไอดี 080-404-2439 โทร. 0-2354-7391-2 ต่อ 112 หรือ E-mail : princessngarmchit@gmail.com รายละเอียดติดตามได้ที่ Facebook : มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ หรือ  http://www.princessngarmchit.org 

-(016)

sacit ระดมความคิดผลักดันศิลปหัตถกรรมไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808734

sacit ระดมความคิดผลักดันศิลปหัตถกรรมไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

sacit ระดมความคิดผลักดันศิลปหัตถกรรมไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.16 น.

เมื่องานคราฟต์ถูกกล่าวหาว่า “ไม่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน…” ทั้งๆ ที่หากมองย้อนกลับไปในอดีต งานหัตถกรรมถือว่าเป็นของใช้สอย
ที่มีประโยชน์ทั่วไปในชีวิตประจำวัน

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ sacit จัดงานระดมความคิดขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาสินค้าศิลปหัตถกรรมไทย ในงานประชุมเสวนา sacit Craft Power SACIT The Future of Crafts : Guru Panel กับเป้าหมายในการผลักดันสินค้าศิลปหัตถกรรมไทยไปสู่ตลาดโลกภายใต้วิถีของความยั่งยืน จากผู้เชี่ยวชาญในงานศิลปหัตถกรรม อาทิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณวิบูลย์ ลี้สุวรรณ, ครูมีชัย แต้สุจริยา, ดร.สิริกร มณีรินทร์, ม.ล.ภาวินี สันติศิริ, อาจารย์ ดร.ไพโรจน์ พิทยเมธี, นางสาวชลดา สิทธิวรรณ, นายอาสาผิวขำ, นายพิติรัตน์ วงศ์สุทินวัฒนา, รศ.ดร.สุภาวี ศิรินคราภรณ์ เพื่อหารือแนวทางร่วมกัน 3 แกน ได้แก่ Unseen Craft, Thainess และ Craft Power พันธกิจที่จะพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจของโครงการ sacit Craft Power จึงต้องแผ่ออกมาให้มองเห็นกระบวนคิด เพื่อให้ศิลปหัตถกรรมไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ให้คนสามารถใช้งานได้ในชีวิตจริง

หัวข้อ Unseen Craft จึงถูกเลือกมาเสวนาเป็นประเด็นแรก โดยกล่าวถึงแรงบันดาลใจใหม่จากศิลปหัตถกรรมไทยที่ยังไม่เคยเห็นเปิดมุมมองโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณวิบูลย์ ลี้สุวรรณ ราชบัณฑิตประเภทวิชาวิจิตรศิลป์สาขาวิชาจิตรกรรม ราชบัณทิตยสภา หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญศิลปหัตถกรรมที่มีความหลงใหลในเสน่ห์ของงานศิลปหัตถกรรม หรือเรียกได้ว่าเป็นนักสะสมงานศิลป์อันสื่อถึงภูมิปัญญาของคนไทยในการประยุกต์ใช้วัสดุในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าและความสวยงาม แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้งานศิลปหัตถกรรมคงอยู่ นั่นคือการทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นศิลปหัตถกรรมไทยผ่านการส่งเสริมความรู้ “ถ้ารู้ความงาม ประวัติ เราก็จะรู้คุณค่าของมัน” ศาสตราจารย์เกียรติคุณวิบูลย์ กล่าว

เพราะนอกจากการจัดการองค์ความรู้แล้ว การเผยแพร่เรื่องราวคุณค่าของภูมิปัญญาก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันในอีกแง่หนึ่ง และในอีกแง่มุมหนึ่งงานศิลปหัตถกรรมก็ยังเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geography Indication) เช่น ผ้ากาบบัว ของครูมีชัย แต้สุจริยา ครูศิลป์ของแผ่นดิน ประเภทผลงานเครื่องทอ ปี 2559 (ผ้ากาบบัว) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ซึ่งเป็นผ้าทอที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี แสดงให้เห็นถึงที่มาของลวดลาย การใช้วัสดุและภูมิปัญญา อันเชื่อมโยงกับความรู้ต่างๆ ของท้องถิ่น นำมาประยุกต์เข้ากัน จนเกิดเป็นสินค้าหัตถกรรมที่นำไปสู่การสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

Thainess คือเรื่องที่ 2 ที่ถูกยกขึ้นมาเสวนา เพราะความเป็นไทยที่ไทยภาคภูมิใจ หรืออีกนัยหนึ่งคือการสร้างรสนิยมให้คนไทยใช้ของไทย โดยเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือผู้บริโภคสมัยนิยม ควบคู่ไปกับการผสานการเล่าเรื่องแบบไทย โดยประยุกต์ลงไปในงานคราฟต์ แต่เมื่อเข้าสู่ตลาดสากลการใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสารนับเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยเล่าเรื่องราวของงานดีไซน์ แนวคิดการใช้งาน ให้สามารถเข้าใจได้ง่ายในระดับสากล ซึ่งจะส่งผลดีในการช่วยยกระดับ และเพิ่มมูลค่าให้กับศิลปหัตถกรรมไทย ดังที่ ม.ล.ภาวินี สันติศิริ กล่าวไว้ในหัวข้อนี้

ในมุมหนึ่งการรวบรวมความรู้และการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ ควรทำให้พวกเขามีความรู้ ความเข้าใจ จนนำไปสู่การสร้างอาชีพตั้งแต่ระบบการศึกษา อย่างไรก็ดี ผู้อยู่เบื้องหลังของการสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมไทยอย่าง ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ไปจนถึงนักออกแบบ บุคคลเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่จะสามารถผลักดันให้งานหัตถศิลป์ไม่สูญหาย และเติบโตไปพร้อมกับการสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืน

หัวข้อสุดท้าย ความนิยม Craft Power เปิดมุมมองเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดย ดร.สิริกร มณีรินทร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) และผู้อำนวยการสถาบันช่างศิลป์ ท้องถิ่น สำนักบริหารวิทยสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (ธัชชา) เกี่ยวกับการสร้างพลังแบบไทยสู่อิทธิพลความคิดระดับโลก ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งในเวทีเสวนา และแวดวงกูรูที่ทุกท่านต่างมุ่งหวังให้งานศิลปกรรมหัตถกรรมเติบโตได้อย่างยั่งยืน อีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเรื่องนี้ได้นั่นคือการท่องเที่ยว เพราะนับเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตในการเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ให้คนทั่วไปได้มองเห็นเสน่ห์ของงานศิลปหัตถกรรม ในขณะเดียวกันการดีไซน์ให้งานศิลปหัตถกรรมกลมกลืนอยู่ในทุกๆ อุตสาหกรรม เช่น การนำวัฒนธรรมมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างวัดผลสำเร็จในการสร้าง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ การวัดผลนั้นเหมือนเห็นผลสัมฤทธิ์ตั้งแต่ต้นน้ำ ทางด้านวัตถุดิบทางการเกษตร จนถึงปลายน้ำของผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือรวมไปถึงกระแสความนิยมสมัยใหม่ที่บริโภคสินค้าอุตสาหกรรมผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์

ทั้ง 3 ประเด็น ที่ถูกยกมาในวงประชุมเสวนา sacit Craft Power จะรวบรวมและนำไปจัดทำกรอบแนวคิด SACIT The Future of craft, Trend Forecast 2025 เพื่อช่วยผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมไทยก้าวหน้าไปในทุกมิติ และมีความยั่งยืน รวมทั้งช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังเป็นการสืบสานภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมให้อยู่ในระดับสากลในเวทีโลกต่อไปในอนาคต

คลิกออฟ! แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่สุดอันซีน ‘หินซ้อน’ สำหรับคนรักสุขภาพและการผจญภัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808708

คลิกออฟ! แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่สุดอันซีน ‘หินซ้อน’ สำหรับคนรักสุขภาพและการผจญภัย

คลิกออฟ! แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่สุดอันซีน ‘หินซ้อน’ สำหรับคนรักสุขภาพและการผจญภัย

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.24 น.

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหินซ้อนร่วมกับฝ่ายปกครอง ภาคเอกชนและชาวชุมชนหินซ้อน จังหวัดสระบุรี เปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่ เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติและการผจญภัย ภายใต้สโลแกน หินซ้อนแหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนรักสุขภาพและการผจญภัย a wellness adventure & ecotourism destination มีนายมนตรี ปรีดา นายอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีเป็นประธานในพิธี

โดยมีชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ร่วมกับฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอำเภอแก่งคอยและท่าคล้อ องค์การบริหารส่วนตำบลหินซ้อน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานีตำรวจภูธรหินซ้อน สมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดสระบุรี เกษตรอำเภอ ป่าไม้ นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท บริษัทภูมิใจไทยซีเมนต์จำกัด บ้านพักผู้สูงวัยบ้านแสงทอง เรือนแสงธรรมและหน่วยงานราชการ เอกชนหลายแห่ง สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการผจญภัย สื่อมวลชนและชาวชุมชนร่วมงานอย่างคักคัก ณ บริเวณท่าเรือตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

นายมนตรี ปรีดา นายอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดกิจกรรม กิจกรรมล่องป่าสัก ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ พายเรือคายัคและแคนนู พากันมาดูหมีเหนือ เสือใต้ Unseen แห่งใหม่ของชาวสระบุรี ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน

ที่สำคัญที่สุดคือการได้เห็นบรรยากาศของความสามัคคีพร้อมเพียงของทุกคนในวันนี้ที่จะมาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้จังหวัดสระบุรีมีชื่อด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวทางน้ำ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับหมู่บ้าน ชุมชนทั้งในพื้นที่ของท่าคล้อและหินซ้อน

วันนี้ถือเป็นวันคลิกออฟ ใน วันเสาร์ วันอาทิตย์ ต่อๆ ไปก็จะมีกิจกรรมแบบนี้ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกภาคส่วนที่มาช่วยกัน ซึ่งทางอำเภอได้จัดเตรียมงบประมาณเข้ามาเพื่อปรับปรุงสถานที่ตรงนี้ให้สมบูรณ์แบบเพิ่มขึ้น ทั้งตัวอาคาร ท่าลงน้ำ อุปกรณ์และห้องน้ำ 

นอกจากนี้เมื่อกลับไป เราจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมเพื่อให้การท่องเที่ยวทางน้ำตรงนี้ได้รับการรู้จักมากขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพของหมู่บ้านชุมชน กิจกรรมล่องป่าสัก ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ พายเรือคายัคและแคนนู พากันมาดูหมีเหนือ เสือใต้ Unseen แห่งใหม่ของชาวสระบุรี

ด้านนายกิตินันท์ แม้นเลขา ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหินซ้อน เปิดเผยว่า ชมรมฯ นี้เป็นชมรมเล็กๆ ก่อตั้งขึ้นจากกลุ่มคนที่มีความรักในสิ่งเดียวกัน ที่ต้องการให้สถานที่แห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์แห่งใหม่ของจังหวัดสระบุรี โดยเฉพาะที่ตำบลหินซ้อนแห่งนี้ ที่ไม่ได้ปรากฏเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว ในแผนที่ท่องเที่ยวของจังหวัดมาก่อน

จริง ๆ แล้ว ตำบลหินซ้อน มี location ที่มีศักยภาพหลายด้าน เพียงแต่คนในพื้นที่ยังมองไม่เห็นเนื่องจากส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม แต่เรามองว่าศักยภาพตรงนี้ ซึ่งนอกจากหินซ้อนจะมีแม่น้ำป่าสัก ยังมีถ้ำญาณสังวร มีฟาร์มโคนมหลายแห่ง เป็นเกษตรกรที่ทํากสิกรรมอยู่ในพื้นที่ มีแหล่งอารยธรรมโบราณนับพันปี แต่ตําบลหินซ้อนยังไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่เป็นทาง

ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐและเอกชน ชมรมฯ จึงนำเสนอไอเดียด้านการจัดกิจกรรมในครั้งนี้กับทางภาครัฐตั้งแต่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งตําบลหินซ้อนและข้างเคียง คือตําบลท่าคล้อรวมถึงอบต. อําเภอและจังหวัดและสมาชิกการท่องเที่ยวสระบุรีด้วย

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ถือเป็นการนำร่องแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเป็นการต่อยอดแนวความคิดของทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีคนใหม่ที่ต้องการทำให้สระบุรีเป็นแซนด์บ็อกซ์ที่ลดคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ในจังหวัดของเรา รวมถึงจะทำให้เกิดอาชีพและรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์แห่งใหม่นี้ เพื่อชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป 

-(016)

ยูโอบี จัดการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15 มุ่งส่งเสริมศิลปินไทยให้เติบโตในระดับภูมิภาค

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808704

ยูโอบี จัดการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15 มุ่งส่งเสริมศิลปินไทยให้เติบโตในระดับภูมิภาค

ยูโอบี จัดการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15 มุ่งส่งเสริมศิลปินไทยให้เติบโตในระดับภูมิภาค

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.20 น.

ยูโอบี ประเทศไทยเปิดตัวการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15 มุ่งส่งเสริมศิลปินไทยให้เติบโตในระดับภูมิภาค เปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ขอเชิญชวนศิลปินไทยมืออาชีพและศิลปินใหม่หรือสมัครเล่นเข้าร่วมแสดงความสามารถทางศิลปะในการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15 ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นหนึ่งในการประกวดที่ทรงเกียรติที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเวทีการประกวดศิลปะระดับภูมิภาคเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยโดยจัดขึ้นประจำทุกปี  สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของธนาคารยูโอบีในการมุ่งมั่นยกระดับศิลปินไทยสู่เวทีศิลปะระดับภูมิภาค โครงการศิลปะอันทรงเกียรตินี้ไม่เพียงสร้างศิลปินรุ่นใหม่ที่มากความสามารถเท่านั้น แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้ศิลปินใช้พลังสร้างสรรค์เป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังเพื่อสะท้อนปัญหาทางสังคมในประเด็นต่างๆ อีกด้วย

นางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะที่ธนาคารยูโอบีเป็นผู้นำด้านการสนับสนุนวงการศิลปะในภูมิภาคเอเชีย เรายังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นเลิศทางศิลปะทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะทำให้ผู้คนในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาคสามารถเข้าถึงศิลปะได้ง่ายขึ้น สำหรับการประกวดจิตรกรรมยูโอบี เป็นการประกวดศิลปะระดับภูมิภาคเพียงเวทีเดียวในประเทศไทย และนับเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้จัดแสดงผลงานในระดับภูมิภาค ช่วยให้ศิลปินได้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่า”

เพื่อให้เห็นภาพประสบการณ์จากศิลปินที่เคยประสบความสำเร็จในการประกวดนี้ นายสุกิจ ชูศรี  ศิลปินรุ่นพี่ ผู้ชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประเทศไทย ครั้งที่ 8 ปี 2560 และรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค UOB Southeast Asian Painting of the Year ประจำปี 2560 การประกวดจิตรกรรมยูโอบี แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการประกวดที่ได้ส่งเสริมให้เขาก้าวหน้าบนเส้นทางอาชีพศิลปินว่า “การประกวดจิตรกรรมยูโอบีมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางการเป็นศิลปินของผม แม้การประกวดสิ้นสุดลงแล้ว ยูโอบียังคงเปิดโอกาสให้ผมได้จัดแสดงผลงานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสจัดแสดงผลงานในงาน Art Central ที่ฮ่องกงร่วมกับยูโอบี ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะนักสะสมผลงานศิลปะ แกลเลอรี และสร้างเครือข่ายศิลปินในระดับนานาชาติ”

อีกหนึ่งศิลปินที่ประสบความสำเร็จ นางสาวปรัชญา เจริญสุข  ศิลปินรางวัลชนะเลิศ การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประเทศไทย ครั้งที่ 14 ปี 2566 และรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค UOB Southeast Asian Painting of the Year ปี 2566กล่าวว่า “การได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค UOB Southeast Asian Painting of the Year ในปีที่ผ่านมา นับเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นศิลปินของดิฉัน ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่เพียงแค่ในวงการศิลปะ แต่ยังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะอีกด้วย”

นางสาวปรัชญา แบ่งปันเคล็ดลับความสำเร็จไว้ว่า “ในการส่งผลงานเข้าประกวด ศิลปินควรนำเสนอประเด็นที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง และนอกเหนือจากความสวยงาม ผลงานศิลปะที่ส่งเข้าประกวดควรที่จะสามารถสื่อความหมายไปยังผู้ชมได้ ด้วยการสะท้อนถึงประเด็นสำคัญระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม หรือแม้กระทั่งความท้าทายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ศิลปินยังสามารถหยิบยกประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อสื่อสารประเด็นในเชิงบวกและสร้างแรงบันดาลใจมาถ่ายทอดเป็นผลงานศิลปะที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้เช่นกัน”

การออกแบบสัญลักษณ์การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ในปีนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2566

สัญลักษณ์การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประจำปี2567 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานชนะเลิศระดับภูมิภาค UOB Southeast Asian Painting of the Year ปี 2566 ชื่อ “ปากน้ำชุมพร” ซึ่งเป็นผลงานของนางสาวปรัชญา เจริญสุข ที่สื่อถึงปัญหาไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำธรรมชาติ นับเป็นภัยคุกคามใกล้ตัว โดยการออกแบบสัญลักษณ์แสดงความรุนแรงของคลื่นที่ซัดภัยอันตรายขนาดเล็กเข้ามา

เปิดรับสมัครผลงานส่งเข้าการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15

การประกวดจิตรกรรมยูโอบี นับเป็นหนึ่งในการประกวดศิลปะที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ผ่านมาได้รับผลงานเข้าร่วมประกวดจากศิลปินมืออาชีพและศิลปินสมัครเล่นจำนวนมากกว่า 1,000 คนทั่วทั้งภูมิภาค สำหรับการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15 ในประเทศไทยกำลังเปิดรับผลงานจากศิลปินมืออาชีพและศิลปินสมัครเล่นทุกคน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินชาวไทยหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรในประเทศไทย โดยสามารถส่งผลงานทางออนไลน์ ได้ที่ http://www.uob.co.th/poy การประกวดไม่มีข้อจำกัดด้านหัวข้อและอายุ สามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 

พิธีประกาศและมอบรางวัลการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 15 จะจัดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม 2567ผู้ชนะเลิศการประกวดระดับประเทศจากทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทยและเวียดนาม จะมีโอกาสเข้าชิงรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค UOB Southeast Asian Painting of the Year ที่มีรางวัลมูลค่า 13,000 เหรียญสิงคโปร์นอกเหนือจากรางวัลชนะเลิศระดับประเทศที่ได้รับจากแต่ละประเทศ และยังมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนัก ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี โดยพิธีมอบรางวัลและการประกาศผลผู้ชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ระดับภูมิภาค ประจำปี 2567 จะจัดขึ้นในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 ณ ประเทศสิงคโปร์

“ยูโอบี อาร์ต โรดโชว์” กระตุ้นให้ศิลปินตระหนักถึงพลังสร้างสรรค์ของศิลปะที่มีต่อสังคมมากขึ้น

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จะจัดกิจกรรม “ยูโอบี อาร์ต โรดโชว์” ไปตามมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยด้านศิลปะทั่วประเทศ นับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเฟ้นหาศิลปินไทยรุ่นใหม่ นอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มที่มอบโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้เรียนรู้จากผู้ชนะเลิศการประกวดในอดีตและผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะแล้ว กิจกรรมนี้ยังจะมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายให้ศิลปินใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในทางที่ดีขึ้น 

“ศิลปะมีพลังพิเศษในการกระตุ้นผู้คนทั้งทางอารมณ์และความคิด ดังนั้น จึงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ดี ธนาคารหวังว่าโครงการนำศิลปะสู่ชุมชนของเราจะสามารถช่วยให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะในการรณรงค์เพื่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งจะจุดประกายให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สำคัญ และสร้างแรงบันดาลใจให้นำไปสู่การลงมือทำ” นางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจ กล่าวสรุป

-(016)

depa จับมือ ดิจิท โซล ลงนาม MOU ผนึกกำลังพัฒนานวัตกรรมด้วยบล็อกเชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808701

depa จับมือ ดิจิท โซล ลงนาม MOU ผนึกกำลังพัฒนานวัตกรรมด้วยบล็อกเชน

depa จับมือ ดิจิท โซล ลงนาม MOU ผนึกกำลังพัฒนานวัตกรรมด้วยบล็อกเชน

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.16 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และบริษัท ดิจิท โซล จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการพัฒนาแพลตฟอร์มและโครงการนวัตกรรมต่างๆ โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการให้บริการที่มีความปลอดภัย โปร่งใส และส่งเสริมความน่าเชื่อถือ สำหรับประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน

พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงาน depa เมื่อวันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2567 เวลา 10.30 – 11.30 น. โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายให้เกียรติร่วมงาน ประกอบด้วย ฝ่ายสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นำโดย ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ ดร.ศุภกร สิทธิไชย ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส และฝ่ายบริษัท ดิจิท โซล จำกัด โดยนายธนพล เอี่ยมสกุล ประธานกรรมการบริษัท

สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้ depa ได้เลือกบริษัท ดิจิท โซล ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ด้านบล็อกเชนและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนานวัตกรรมป้องกันการปลอมแปลงและตรวจสอบความถูกต้องของชุดข้อมูล

เทคโนโลยีบล็อกเชนให้ความสำคัญกับความถูกต้อง โปร่งใส และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ของข้อมูล จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับทุกธุรกิจและหน่วยงานที่ต้องการเพิ่มระดับความปลอดภัยให้กับข้อมูลที่มีความสำคัญ ทั้งข้อมูลลับและข้อมูลสาธารณะ

ทั้งสองหน่วยงานมีความคาดหวังว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การบริการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการจากหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และต่อประชาชนผู้รับบริการ

-(016)

‘สมมติ’ และ ‘ขุนพันธ์ 3’ คว้า 3 รางวัลใหญ่หนังไทยคุณภาพ ‘สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/808753

‘สมมติ’ และ ‘ขุนพันธ์ 3’ คว้า 3 รางวัลใหญ่หนังไทยคุณภาพ ‘สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล’

‘สมมติ’ และ ‘ขุนพันธ์ 3’ คว้า 3 รางวัลใหญ่หนังไทยคุณภาพ ‘สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เป็นสองภาพยนตร์ไทยคุณภาพของ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” เมื่อปีที่ผ่านมาสำหรับ “สมมติ” และ “ขุนพันธ์ 3” ที่ล่าสุดสามารถคว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวที“คมชัดลึกอวอร์ด ครั้งที่ 20” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ True Icon Hall ชั้น 7 ICONSIAM

“สมมติ” กำกับโดย “ธนกร พงษ์สุวรรณ” ได้รับ 2 รางวัลคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (สร้างโดย TrueVisions Original Pictures /จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์มฯ)

“นี่คือศิลปะแห่งภาพยนตร์ที่งดงามและมีความหมายท่ามกลางความจริงแท้ และความจริงลวง อันยากจะแปลความและตีความ งดงามด้วยการแสดงอันละเมียดละไมของนักแสดง ลึกซึ้งด้วยอารมณ์ความรู้สึกแห่งการสร้างสรรค์ในสถานะและบทบาทของภาพยนตร์ที่กระทบใจ หยั่งลึกต่อการประกอบสร้าง และเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน” (คำวิจารณ์ของคณะกรรมการ)

“ในฐานะที่ไม่ได้ร่วมงานในส่วนงานสร้างมาแต่แรก แต่พอผู้กำกับเสียชีวิตก่อนหนังเสร็จสมบูรณ์จึงมารับหน้าที่สานต่อให้สำเร็จ ซึ่งความสำเร็จของชิ้นงานนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สหมงคลฟิล์มฯ” มีส่วนมากๆ เพราะเป็นผู้สนับสนุนงานโพสต์โปรดักชั่นจนเสร็จออกมาเป็นหนังฉายโรง และขอขอบคุณ “ทรูออริจินัลพิกเจอร์ส” ที่ปล่อยให้ผู้กำกับได้สร้างหนังอย่างเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ โดยไม่มีข้อแม้ทางด้านการตลาดใดๆ มาผูกมัดความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น เมื่อมีอิสระเช่นนี้ หนังจึงออกมาเป็นศิลปะได้ด้วยธรรมชาติของตัวมันเอง การที่หนังได้รับรางวัลนั้น ความสำคัญของมันคือเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดและทำออกมานั้นมันถูกต้อง เพราะจริงๆ แล้วตัวรางวัลมันเป็นเพียงสิ่ง “สมมติ”(ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ – พี่สาวผู้กำกับและผู้ควบคุมงานหลังการถ่ายทำ)

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม -ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช (จากบท “เดียร์” หญิงสาวผู้ลึกลับที่กำลังค้นหาตัวเองแต่ยังไม่เจอ จนกระทั่งได้รู้จักกับหนุ่มใหญ่ผู้เปลี่ยวเหงาผ่านโลกโซเชียลและได้ตกลงสร้างความสัมพันธ์โดยไม่ต้องรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน ก่อนที่ความผูกพันลึกซึ้งได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างโดยไม่ทันคาดคิด)

“ขอบคุณคณะกรรมการคมชัดลึกอวอร์ดทุกคนที่มอบรางวัลนี้ให้แพต ขอบคุณทีมงานทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มถ่ายทำจนถึงวันที่หนังได้เดินทางมาถึงโรงภาพยนตร์ ขอบคุณ “พี่จ่อย” (อนันดา)ที่สอนแพตในตอนนั้นอย่างมากมาย ขอบคุณ “พี่อั๋น” (ผู้กำกับ) ขอบคุณ“พี่เปิ้ล” (ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ) พี่สาวพี่อั๋นที่ดูแลเรามาตลอด ขอบคุณ“คุณแม่พี่อั๋น” ที่ให้กำเนิดผู้กำกับที่อัจฉริยะมากๆ ให้ขึ้นมาอยู่ในวงการภาพยนตร์ไทย อย่างที่ทราบกันดีว่าพี่อั๋นก็ได้จากพวกเราไปแล้ว แต่พี่อั๋นก็ได้ทิ้งผลงานที่ดีมากๆ ไว้ให้โลกใบนี้เยอะแยะเต็มไปหมด ถามว่าหนังเราใช้เวลาเดินทางนานแค่ไหน เราใช้เวลา 8 ปี คือนานมากๆ จริงๆ ตอนนั้นแพตอายุ 20 ก็เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่นตอนกลาง ตอนนี้เดินทางมาถึงวัยรุ่นตอนปลายแล้วค่ะ วันนั้นจำได้เลยว่าพี่อั๋นพูดว่าให้เก็บแววตาวัยยี่สิบนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราก็เถียงว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่มันจะหายไป จนโตมาถึงทุกวันนี้เรารู้แล้วว่ามันได้หายไปจริงๆ ตามกาลเวลา ตามวัย ตามชีวิต ตามเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น แพตก็อยากจะบอกพี่อั๋นว่ามันคือชีวิต และมันก็เติบโต หนูแข็งแรงขึ้น หนูได้ทำอะไรหลายอย่างมากขึ้น ก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้อัปเดตกรุงเทพฯ ให้พี่อั๋นนะคะ เพราะพี่อั๋นเป็นผู้กำกับที่ทำ “หนังกรุงเทพฯ” ได้เหงาที่สุดคนนึงในวงการภาพยนตร์ไทย วันนี้กรุงเทพฯ สนุกนะพี่ แต่มันก็เหงาเหมือนเดิมเลยค่ะ”

“ขุนพันธ์ 3” กำกับโดย“ก้องเกียรติ โขมศิริ” ได้รับรางวัล

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ (จากบท “เสือดำ”จอมโจรร้ายอาคมแกร่งคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามโหดเหี้ยม และดุดันที่สุดของ “ขุนพันธ์” วีรบุรุษมือปราบในตำนาน)

“ได้เห็นเพื่อนๆ ที่มีชื่อเข้าชิงด้วยแล้วก็รู้สึกว่าแค่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในวันนี้ก็เป็นเกียรติมากแล้วครับ ผมขอบคุณทีมงานเบื้องหน้านักแสดงทุกๆ คนไม่ว่าจะรับบทไหน หรือว่าทีมงานเบื้องหลังทุกคนตากล้อง ช่างไฟ สวัสดิการ เราเหนื่อยกันมากๆ เลยครับ เราถ่ายท่ามกลางอากาศที่มันร้อนมาก แล้วก็บท “เสือดำ”ก็เป็นบทที่ค่อนข้างจะยากแล้วก็หนักมากที่สุดบทหนึ่งในชีวิตเลยครับ ไม่ใช่แค่ในเรื่องของความอดทน ความเหนื่อยยากในการที่จะต้องเริ่มทำการบ้านเพื่อจะเป็นพ่อเสือดำ แต่ว่าข้างนอกด้วยที่เขาก็ยังไม่เคยได้เห็นผมเล่นหนังในแนวแบบนี้ ต้องขอบคุณ “สหมงคลฟิล์ม” ที่เชื่อมั่นในตัวผม แล้วก็ขอบคุณบทๆ นี้ที่สอนผมเหมือนกัน “พี่โขม” ผู้กำกับบอกว่าให้เสือดำเป็นตัวแทนของดิน ดินเวลาโดนถ่มน้ำลายใส่ โดนเยี่ยวรดใส่ ดินก็นิ่งดินก็อดทน แต่เสือดำเป็นดินที่ต่างออกไป เป็นดินที่เขาเลือกที่จะเป็นแผ่นดินไหว เลือกที่จะไม่หยุด โลกใบนี้มันเปลี่ยนไปเร็ว บางคนอาจจะต้องเจอกับสิ่งหนักๆ ในชีวิต คอมเมนต์ คำพูด คำดูถูกของคน อยู่ที่ใจของพวกเราเองว่าจะอดทนได้มั้ย รักในสิ่งที่กำลังทำพอมั้ย เชื่อในความฝันของตัวเองพอมั้ยที่จะไปเป็นอย่างนั้นให้ได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังสู้อยู่นะครับ ขอบคุณมากครับ”

“คมชัดลึกอวอร์ด” เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้แก่คนบันเทิงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการภาพยนตร์ ละคร ซีรี่ส์ และเพลงไทย เพื่อยกย่อง เป็นกำลังใจ และส่งเสริมวงการบันเทิง รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินนักแสดงได้พัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงไทยก้าวสู่ระดับสากล…

‘มารีญา’ ชวนฟังเสวนาเปิดเบื้องลึก วิกฤตควันพิษข้าวโพดอาหารสัตว์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/808754

‘มารีญา’ ชวนฟังเสวนาเปิดเบื้องลึก วิกฤตควันพิษข้าวโพดอาหารสัตว์

‘มารีญา’ ชวนฟังเสวนาเปิดเบื้องลึก วิกฤตควันพิษข้าวโพดอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มารีญา พูลเลิศลาภ ทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ขอเชิญร่วมฟังงานเสวนาเจาะปมปัญหาฝุ่นพิษPM2.5 เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก จัดโดยองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ในวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2567 เพื่อร่วมทลายม่านหมอกมลพิษ และสร้างความตระหนักถึงมิติเชื่อมโยงของธุรกิจอาหารสัตว์กับผลกระทบมหาศาล ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพคนไทย ที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรับรู้ ขอเชิญชวนคนไทยและผู้สนใจร่วมฟังเสวนา ในวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2567 ตั้งแต่เวลา 19.00-20.00 น. ทางออนไลน์ได้ที่ Facebook : องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก และ YouTube: World AnimalProtectionThailand/ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก

‘กิตติ สิงหาปัด’ และ ‘สิงห์ วรรณสิงห์’ เป็นตัวแทนคนไทย เข้าช่วยเหลือผู้ลี้ภัยใน ‘ประเทศโมซัมบิก’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/808867

‘กิตติ สิงหาปัด’  และ ‘สิงห์ วรรณสิงห์’ เป็นตัวแทนคนไทย เข้าช่วยเหลือผู้ลี้ภัยใน ‘ประเทศโมซัมบิก’

‘กิตติ สิงหาปัด’ และ ‘สิงห์ วรรณสิงห์’ เป็นตัวแทนคนไทย เข้าช่วยเหลือผู้ลี้ภัยใน ‘ประเทศโมซัมบิก’

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 20.44 น.

ความขาดแคลน การอพยพหลีกหนี มักเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ และบ่อยครั้ง โดยเฉพาะประเทศที่เราอาจจะไม่คุ้นหู หรือแทบจะไม่เคยได้ยินกันมาก่อน พวกเขาอาจจะกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่แสนยากลำบาก เลวร้าย และต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทั้งที่ไม่ทันตั้งตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทาง “UNHCR” หรือ “สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ” ไม่เคยนิ่งนอนใจ พร้อมเข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟู และคุ้มครองผู้ลี้ภัย ผุดแคมเปญน่าสนใจภายใต้ชื่อ “NOWHERE TO RUN” หรือแคมเปญวิกฤตที่ไม่มีทางออก เป็นแคมเปญระดับโลกของ “UNHCR” ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2566 เพื่อการระดมทุนช่วยเหลือ และหาทางออกให้เด็กและครอบครัวผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงคราม ภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศทั่วโลก โดยในประเทศไทย เราตั้งใจที่จะระดมทุนจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อมอบบ้านที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างโหดร้าย 100 หลัง เพื่อฟื้นฟู เยียวยาผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยใน 22 ประเทศเพื่อช่วย 32 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างไม่มีทางออก

ซึ่งครั้งนี้ทาง “UNHCR” ได้ร่วมมือกับ “กิตติ สิงหาปัด” และ “สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” ผนึกกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวในฐานะตัวแทนคนไทย เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศโมซัมบิก วันนี้จะพาไปติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษของทั้งคู่ถึงแนวคิด แนวทางการช่วยเหลือ และความคืบหน้าต่างๆ

คำถาม: สถานการณ์ขณะที่ไปเป็นอย่างไรบ้าง

กิตติ: ตอนที่ไปยังไม่มีการสู้รบ แต่พื้นที่ขัดแย้ง (ทางเหนือ) ยังไม่สงบครับ คล้ายกับภาคใต้ของบ้านเรา คือเป็นกลุ่มมุสลิมสู้กับทหารของรัฐบาลในทางเหนือของค่ายที่เราไป เรายังพูดได้ไม่เต็มปากว่า “สงบ” เขาจะสู้รบกันเป็นพัก ๆ แต่จะรุนแรงกว่าบ้านเรา เพราะมันทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบไปด้วย บางคนก็เสียชีวิต เลยต้องหนีมาตรงนี้ครับ ตรงนี้ไม่นับรวมอีกค่ายหนึ่งนะ เพราะที่นั่น (ประเทศเพื่อนบ้านในทวีปแอฟริกา) มีหลายประเทศ สถานการณ์แตกต่างกันไป (เสริม: ที่โมซัมบิกจะมีผู้ลี้ภัยราว 30,000 คน และมีผู้พลัดถิ่นอยู่อีก 1 ล้านคน มีหลายคนต้องหนีภัยธรรมชาติอย่างพายุตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา)

สิงห์: แต่กลุ่มเหล่านี้คือพวกที่หลบหนีความขัดแย้งมาแล้วรอบหนึ่ง หลังจากนั้นก็มาเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติในที่ที่ตัวเองหนีภัยจากมนุษย์มา ในขณะเดียวกัน UNHCR ก็ไม่อยากให้พวกเขาต้องลี้ภัยซ้ำซ้อนอีก เพราะสุดท้ายแล้ว เราสามารถหนีจากความขัดแย้งได้ แต่เราไม่สามารถหนีจาก climate change (การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ) ได้ ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ในแคมเปญนี้หรือการบริจาคนี้ คือการทำให้พื้นที่ตรงนี้ “พออยู่ได้” ในเชิงที่ว่าพวกเขาสามารถปลูกบ้านอยู่ได้ ปลูกพืชผลพอขึ้น มีพลังงานใช้ มีน้ำสะอาดใช้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบันเงื่อนไขเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุได้เลย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก

คำถาม: เราสัมผัสอะไรได้จากคนที่โมซัมบิก (สีหน้า ท่าทาง)

กิตติ: มี 2 ส่วนนะครับ คือในแง่หนึ่ง เราประทับใจ ค่ายลี้ภัยที่โมซัมบิกมีชุมชนดั้งเดิมอยู่รอบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาราเควเน (Marracuene) หรือ ควิลมีาเน (Quelimane) คนโมซัมบิกเองเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เขายอมให้ผู้ลี้ภัยมาอยู่ในถิ่นของเขา ต่างกับบ้านเรา ถ้าเราให้ผู้ลี้ภัยมาอยู่ข้างบ้าน เราก็คงไม่ชอบนะ แต่คนโมซัมบิกเขายอม สามารถตั้งค่ายผู้ลี้ภัยได้ จริง ๆ เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง เขาอยู่เหมือนเป็นเพื่อนบ้านกันด้วยซ้ำ เพราะทางรัฐบาลโมซัมบิกกับทาง UNHCR ก็ร่วมมือกันสนับสนุนให้ชาวบ้านตรงนี้มีรายได้ พอขายของได้ด้วย ส่วนผู้ลี้ภัยเขาก็สู้ มีความหวัง แม้โอกาสที่จะกลับบ้านเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อย โครงการนี้มีงานให้เขา เช่น การปักเย็บ การทำขนมปัง งานช่างต่าง ๆ เขาก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด มีรายได้มาจุนเจือตัวเอง เขาพยายามจะพึ่งพาคนอื่นให้ได้น้อยที่สุด แต่อย่างไรความหวังสูงสุดของเขาก็คือ การกลับบ้าน การกลับไปใช้ชีวิตต่อ ที่บ้านเขายังพอมีอนาคต แต่ที่ลี้ภัยประสบภัยธรรมชาติ (ไซโคลน) แล้วคนเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้เลย

สิงห์: อีกแง่หนึ่ง จากที่ได้คุยกับผู้พลัดถิ่น ผมถามเขาคนหนึ่งว่า “ระหว่างสงครามกับไซโคลน อะไรแย่กว่ากัน” เขาตอบว่า ไซโคลนยังพอทนได้ แต่บ้านที่มีสงครามนี่รุนแรงกว่า คือพอมีภัยธรรมชาติแล้ว คนเขาร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งมากกว่าในสภาวะสงคราม แค่สุดท้าย มันก็หนักทั้งคู่นั่นแหละ แล้วยังมีกลุ่มที่ต้องโดนทั้ง 2 อย่างด้วย อย่างโมซัมบิกนี่ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับไซโคลน แล้วก็มีภาวะสงครามด้วย คือหลังจากที่ไปกับ UNHCR ผมได้ไปที่สาธารณรัฐคองโก (Republic of Congo) ที่ลี้ภัยที่นี่หนักกว่าโมซัมบิกมาก คน 20-30 คนต้องนอนกันอยู่ในที่แคบ ๆ ทนน้ำท่วม ทนฝน มีโรคระบาด ตั้งแต่อีโบลา ไข้เหลือง ไปจนถึงท้องเสีย ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ แม้กระทั่งคนจบปริญญาตรียังต้องเป็นขอทาน และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศได้ทวีคูณความลำบากเหล่านี้ให้หนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ผู้ประสบภัยกลุ่มแรกนี่เขาไม่ได้ปล่อยคาร์บอนเลย

คำถาม: คิดอย่างไรกับคนอีกซีกโลกหนึ่งปล่อยคาร์บอนไปกระทบกับกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง เราสามารถทำอะไรได้บ้าง

สิงห์: คือวิกฤติ climate change ไม่ใช่วิกฤติทางธรรมชาติ แน่นอนว่ามันเป็นผลพวงจากการที่มนุษย์ไปสร้างผลกระทบต่อโลก แต่การตอบสนองต่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเมือง สังคม และเป็นวิกฤติเรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาล ซึ่งปกติแล้ว เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำ เรามักจะคิดถึงคนเมืองกับคนชนบท นั่นคือความเหลื่อมล้ำระดับท้องถิ่นหรือประเทศ แต่พอเป็นเรื่องภูมิอากาศ มันเป็นความเหลื่อมล้ำระดับโลกที่มนุษย์ที่หนึ่ง (เช่น นิวยอร์ก กรุงเทพ) ทำ มักจะมีผลกระทบต่อคนในอีกซีกโลกหนึ่ง (เช่น ฟิจิ) ด้วย แล้วเราก็เป็นมนุษย์ยุคแรกที่จะได้เห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลทางสภาพภูมิอากาศนี้จริง ๆ หลังจากก่อนหน้านี้รู้เพียงแค่ทฤษฎี เพราะฉะนั้น โลกต้องการระบบการจัดการที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ แต่เรายังไม่มีเลยตอนนี้ เรามี UN ศาลนานาชาติ องค์การต่าง ๆ แต่ก็ทำได้แค่ขอความร่วมมือเท่านั้น ไม่สามารถทำให้คนที่ปล่อยคาร์บอนชดใช้ในทางกฎหมายนานาชาติได้ อย่างในการประชุม COP28 ก็มีการคุยกันเรื่องชดใช้ความเสียหายจากประเทศที่เจริญแล้วไปสู่ประเทศอย่างคองโกหรือโมซัมบิก แต่มันก็เป็นเพียงทางความคิดมากกว่าเชิงปฏิบัติ แล้วเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว เพราะทุกวันนี้มีคนที่ประสบภัยอย่างนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ นับล้านคนแล้ว ดูอย่างตอนโควิด คนที่มีเงินเยอะกว่าสามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าคนยากจน เรื่องนี้ก็เหมือนกัน (เสริม: UNHCR ตั้งเป้าจะลดปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ในปี 2530 เราจะลดการปล่อยแก๊สนี้ลงครึ่งหนึ่ง)

กิตติ: คือโรงพยาบาลที่ Marracuene มีโรงพยาบาลของศูนย์ลี้ภัยอยู่ แล้วมันน่าสนใจตรงที่ตอนที่ถูกไซโคลนโจมตี เขาโดนหนักมากถึงขั้นที่ห้องผู้ป่วยเด็กเหลือแค่ฐานของตึก เพดานโบ๋ แต่มันก็ดีที่ว่าทั้งชุมชนกับผู้ลี้ภัยใช้ร่วมกัน (โรงเรียนก็เช่นกัน) พอมีภัย เขาก็ช่วยกันซ่อมแซม จนมันกลายเป็นพื้นที่ของชุมชน ใช้ร่วมกันได้  อีกที่หนึ่งก็เหมือนกัน และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ชุมชนรอบ ๆ ค่ายลี้ภัยอยู่ร่วมกันกับผู้ลี้ภัยได้อย่างสงบ แล้วทาง UNHCR ก็เข้าไปช่วยบูรณะโรงเรียน โรงพยาบาลของเขาให้ได้เกินมาตรฐานไปแล้วด้วย อย่างตอนโควิด เขารับมือได้ดีมาก มีผู้ป่วยน้อยมาก ๆ แม้จะเป็นเขตที่น่าจะประสบภัยก็ตาม ส่วนเรื่องโลกร้อน การลดแก๊สเรือนกระจกไม่ใช่เรื่องง่าย มีความแตกต่างหลายอย่างในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือสังคม ดังนั้น การหาจุดเหมือนจึงเป็นเรื่องยาก แล้วไหนจะมีปัญหาด้านวิทยาศาสตร์อีก แต่อนุสัญญาต่าง ๆ เช่น อนุสัญญา CITES หรือบาเซล แต่ UNFCCC นี่แตกต่างออกไปจากทั้งสองอย่างนี้ เพราะมันจะยากที่จะควบคุมการปล่อยแก๊สเรือนกระจก มันจึงมีความคืบหน้าน้อยมาก

สิงห์: ถ้าเราดูประเทศที่ลดคาร์บอนสำเร็จในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมานี้ มักเป็นประเทซในยุโรปทั้งนั้น ส่วนอเมริกาลดไปได้เพียง 6% เท่านั้น ดังนั้น หมายความว่า มันต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจไปได้ในระดับหนึ่งก่อน จึงจะลดแก๊สเรือนกระจกได้สำเร็จ จีนเองก็เริ่มหันมาสนใจเรื่องนี้แล้ว และถ้าจีนสำเร็จในการลดคาร์บอน มันจะมีผลต่อทั้งโลกด้วย เพราะประชากรของเขาเยอะมาก

คำถาม: climate change มีผลกระทบต่อการลี้ภัยมากแค่ไหน ถ้ายังแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

สิงห์: นอกจากโมซัมบิกแล้ว ยังมีพื้นที่ที่ต้องอพยพเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศล้วน ๆ เลยด้วย แบบนี้เขาเรียก “climate refugee” สมมติว่า น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนปะการังฟอกขาวไปแล้วประมาณ 4 ครั้ง ฟอกขาวเกือบทั้งโลกเลย มันหมดความสามารถในการสังเคราะห์แสงจนตายไป แล้วปะการังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล พอปลาเล็กเกิดไม่ได้ ปลาใหญ่ก็ไม่มีอาหาร ก็เลยส่งผลกระทบต่อคนตามมา สมตติว่า ภาคใต้ของเราได้รับผลกระทบตรงนี้ จากคนที่เคยทำประมง เขาจับปลาไม่ได้ ไม่มีรายได้ ก็ต้องขึ้นมาขับแท็กซี่ในเมืองหลวงอย่างนี้ ปัญหามันก็จะซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีคนที่อยู่ในที่ที่เขาเคยอยู่ไม่ได้แล้ว (เสริม: ดังนั้น UNHCR จึงต้องปรับตัวมาช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากภัยธรรมชาติด้วย) ยิ่งถ้ามาจากประเทศที่ไม่รวย เขาก็จะยิ่งไม่มีความสามารถในการรับมือเรื่องนี้นัก

กิตติ: มันก็เยอะแน่นอน ตอนเราไปโมซัมบิก เราเห็นชัดที่มันมีไซโคลน ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างชัดเจน แต่มันยังมีอย่างอื่นอีก เช่น ภัยแล้ง พืชผลเสียหาย คนไม่มีอาชีพ คนไม่มีที่ไป พออากาศเปลี่ยน มันแล้งก็แล้งหนัก ในก็ฝนหนัก

คำถาม: ภาพจำของประเทศที่เกิดสงครามหรือวิกฤติต่าง ๆ ก่อนไปกับหลังไปแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

สิงห์: ก่อนไป ผมอาจเข้าใจสิ่งนี้ในเชิงทฤษฎี แต่พอได้เห็นวิถีชีวิตแล้ว ผมซึมซับความรู้สึกของผู้ประสบภัยเข้ามาจนรู้ลึกและละเอียดมากขึ้น มันทำให้ผมเล่าเรื่องได้ดีขึ้นด้วย และหวังว่าจะทำให้สังคมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วย

กิตติ: ก่อนไป ย้อนไปถึงวัยเด็กเลยนะ ผมอยู่ในช่วงสงครามอินโด-จีนพอดี ผมจะมีภาพจำว่า ศูนย์อพยพสงครามอินโด-จีนมีคนเขมร เวียดนามหนีสงครามมา เรารู้สึกว่ามันโหดร้ายจริง ๆ นั่นคือภาพของผู้อพยพที่ผมมีมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอโตมาปัญหาพวกนี้มันหมดไป ผมเป็นนักข่าวมาก็ไม่ค่อยได้ทำข่าวผู้ลี้ภัยเลย พอ UNHCR มาชวนไป ก็เลยได้โอกาสไปให้เห็นกับตาว่า ภาพจำของเรากับสิ่งที่จะเห็นจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่า ศูนย์ผู้ลี้ภัยมันต่างกันไปในแต่ละที่อยู่แล้ว แต่ในทางกายภาพไม่ต่างกันนัก ชีวิตเขามันน่าสงสาร แต่ที่โมซัมบิกมันไม่เลวร้ายขนาดนั้น อย่างน้อยยังมีพื้นที่ให้ปลูกผักให้กิน แต่จิตใจคนเขาไม่ต่างกันหรอก ไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบปี สงครามไม่เคยปราณีใคร มันไม่สร้างความดีอะไรให้ใครเลย แล้วคนที่มาอยู่ที่ศูนย์ลี้ภัย เขาเป็นคนที่ไม่มีที่ไปจริง ๆ อย่างน้อยเราต้องช่วยเขาให้เขาพอมีกินได้บ้าง แล้วเดี๋ยวเขาจะจัดการชีวิตเขาต่อเอง

สิงห์: การนั่งรอให้มีคนช่วยเหลืออย่างเดียว นี่ก็เป็นการทรมานจิตใจอย่างสาหัสแล้วนะ อย่างตอนไปโมซัมบิก ผมได้สัมภาษณ์พี่คนหนึ่ง ซึ่งหนีตายมาเจอไซโคลน ตอนแรกเขาก็เล่าแบบเครียดมาก แต่พอถามถึงสิ่งที่เขาทำ (เป็นช่างเชื่อมเหล็ก) เขากลับยิ้มแย้มขึ้นมาทันที และนี่คือหัวใจของชีวิตมนุษย์ การทำอะไรที่มีประโยชน์สักอย่างหนึ่ง แม้เขาจะอยู่ในที่ลำบาก แต่เขากลับเจอสิ่งที่เขารัก แต่คนอื่นอาจไม่โชคดีอย่างพี่คนนี้ ที่อื่น ๆ ยังมีคนที่ได้แต่นั่งรอความช่วยเหลือไปวัน ๆ อยู่อีกมากนะครับ

คำถาม: มีความประทับใจอะไรจากคนท้องถิ่นบ้างไหม

กิตติ: น่าจะมีเยอะ แต่เวลาเราน้อย เราเลยได้คุยกับผู้ลี้ภัยไม่มาก แต่สำหรับคนที่เราคุย อย่างหัวหน้าศูนย์ผู้ลี้ภัย เขาพยายามขอบคุณเรา มาเล่าเรื่องให้เราฟัง โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เขาบอกว่า ปกติจะได้ถั่ว ข้าวมากิน เนื้อสัตว์ไม่มีเลย มาเล่าเบื้องหลังให้เราฟัง อยากให้เราไปเล่าต่อให้คนทั้งโลกได้รู้ ส่วนชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ เราไปคุยแล้ว เขาก็บอกว่า เขาดีใจที่มีผู้อพยพมาอยู่ใกล้ ๆ เขาก็ขอบคุณเรา มีมิตรภาพดี ๆ ร่วมกัน กลับมาแล้ว 2 อาทิตย์ ผมยังคิดถึงโมซัมบิกอยู่เลย เป็นประเทศที่ผมพร้อมกลับไปอีกครั้งมาก แม้จะไปแป๊บเดียวก็ตาม

สิงห์: ถ้าเป็นโมซัมบิก ผมเห็นด้วยเลยครับ เขา appreciate กับ UNHCR หรือองค์การอื่น ๆ ที่ช่วยเหลือพวกเขามาก แต่ผมจะเสริมเรื่องค่ายผู้ลี้ภัยทั่วโลกอีกหน่อย พอผมไปเอง ผมได้เห็นสิ่งที่น่าหดหู่กว่านั้น พอผมได้เห็นผมรู้สึกผิดเลยด้วยซ้ำที่เราได้คอนเทนต์กลับบ้าน แต่ไม่ได้ทำอะไรช่วยพวกเขาเลย อย่างที่อัฟกานิสถาน ผมรู้สึกได้ถึงความโกรธของชาวอัฟกานิสถานจริง ๆ หรืออย่างที่คองโก เวลานั่งรถไป จะมีเด็กวิ่งไล่ตามรถเพื่อขอเงิน ทุกคนอยู่ในโหมดเอาชีวิตรอดอย่างดุดัน ดังนั้น ผมจึงต้องขอบคุณพวกเขาด้วยซ้ำ ที่ให้ผมได้ไปถ่ายทำและเล่าเรื่องของพวกเขาออกมา

คำถาม: นอกจากแคมเปญ “Nowhere to Run” ที่โมซัมบิกแล้ว ทั้งสองท่านจะร่วมมือกับ UNHCR มีส่วนในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างไรอีกบ้าง

พี่จิ: หลังจากนี้แล้ว วิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดจากน้ำท่วม อย่างในบราซิล อัฟกานิสถาน รวมถึงสถานการณ์ในบ้านเรา (ผู้อพยพจากพม่า) ก็ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน แล้วยังมีคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติอีกนับล้านคน

สิงห์: แต่เฉพาะแคมเปญนี้จะไปช่วยประเทศที่ประสบภัยเรื่อง climate change ก่อน

กิตติ: ผมถามเรื่องบ้านกับผู้ลี้ภัยตอนไปโมซัมบิก บ้านคนหนึ่งเป็นดินโปะ ๆ มันจึงเกิดความจำเป็นที่ว่า บ้านที่สร้างมาต้องมีความแข็งแรง ทนลมทนแดดได้ และในฐานะที่เราเป็นสื่อ มันก็เป็นความรับผิดชอบของเราที่อยากให้คนเห็นเรื่องพวกนี้เยอะ ๆ คนจะได้เข้าใจ แบบนี้เราก็ยินดีแล้ว แต่ต่อไปจะไปที่ไหน ก็เป็นเรื่องของอนาคต (เสริม: นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่ร่วมงานกับ UNHCR และในอนาคตจะร่วมงานกันต่อแน่นอน)

สุดท้าย ฝากให้สื่อต่าง ๆ ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องการบริจาค อย่างน้อยคนละ 10 บาท จะช่วยกันสร้างบ้านให้กับผู้ลี้ภัยในโมซัมบิกได้ ส่วนของสิงห์กำลังจะมีสารคดีสั้น “Nowhere to Run” (ชื่อเหมือนแคมเปญ) ออกมาให้ได้ชมกัน ฉายครั้งแรกวันที่ 6 มิ.ย. นี้ ที่สยามพารากอน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่ได้ร่วมกับ UNHCR

เสริมเรื่องบ้านของผู้ลี้ภัยที่โมซัมบิก

กิตติ: ทาง UNHCR ต้องการส่งเสริมให้ทั้งชาวบ้านท้องถิ่นและผู้ลี้ภัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และคนที่นั่นใช้น้ำ ไฟฟ้าฟรี รัฐบาลโมซัมบิกเอื้ออำนวยมาก

สิงห์: ในทางกลับกัน ที่สงครามในยูเครน เขาอยู่กันสบายกว่าที่โมซัมบิก มีอินเทอร์เน็ตใช้ เพราะคนทั้งโลกให้ความสนใจกับที่นั่น เลยมีการบริจาคกันมาก

เสริมเรื่องผู้หญิงและเด็กในโมซัมบิก

พี่จิ: เด็กกับผู้หญิงเป็นกลุ่มเปราะบางมากอยู่แล้ว ยิ่งพอเจอทั้งสงครามกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง มันก็หนักเข้าไปอีก เราจึงต้องให้ความสำคัญกับพวกเขามากขึ้นตามไปด้วย

สิงห์: ที่คองโก เขาอยู่กันแออัดมาก ปัญหาความรุนแรงทางเพศก็มี แต่ตำรวจไม่มี ดังนั้น ผู้หญิงจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงมากในสภาวะแบบนี้

กิตติ: โชคดีที่ว่า ตอนเราไปโมซัมบิก มีการรณรงค์เรื่องเด็กและผู้หญิงว่าจะต้องเอาตัวรอดจากภัยทางเพศอย่างไรบ้าง

เสริมเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เรื่องผู้ลี้ภัยในไทย

สิงห์: จากมุมมองสื่อ ถ้าเราเล่าเรื่องที่มีผลทางอารมณ์ต่อคนได้ (อิน) ก็น่าจะทำให้คนหันมาสนใจประเด็นแบบนี้ได้มากขึ้น แต่มันก็ยาก

กิตติ: ถ้าเรื่องนี้มันจะไกลตัว ก็คงจะไกลตัวในทางผลกระทบ (เช่น ทางภูมิศาสตร์) แต่เราก็พยายามจะสื่อสารในเชิงที่ว่า เราเป็นมนุษย์ด้วยกัน ถ้าพร้อมบริจาค พร้อมช่วยเหลืออยู่แล้ว เราก็ช่วยเขาได้ตอนนี้เลย ได้ผลเลยวันนี้ ไม่ได้เหมือนทำบุญที่จะเห็นผลชาติหน้า ดังนั้น เรื่องผู้ลี้ภัยจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวเช่นกัน