นับถอยหลัง MEGA COUNTDOWN 2026คอนเสิร์ตเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ

นับถอยหลัง MEGA COUNTDOWN 2026คอนเสิร์ตเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ

นับถอยหลัง MEGA COUNTDOWN 2026คอนเสิร์ตเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุกๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE เดินหน้าจัดเต็มความพร้อม ต้อนรับทุกคนสู่มหกรรมคอนเสิร์ตเคานต์ดาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ในงาน MEGA COUNTDOWN 2026” ที่ได้ร่วมกับ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), ผู้จัดจำหน่ายเก้าอี้นวดไฟฟ้า แบรนด์ MAKOTO, ซันแวลเล่ย์ และ เมกา ซีนีเพล็กซ์ พาทุกคนเดินทางท่องจักรวาลแห่งความสุขจากเสียงดนตรี ที่เต็มไปด้วยแสง สี เสียงสุดตระการตา และคอนเสิร์ตจาก 7 ศิลปินชื่อดัง นำโดย PERSES, FELLOW FELLOW, THE PARKINSON, TILLY BIRDS, FLURE, JOEYBOY และปิดท้ายด้วย SLOT MACHINE เสิร์ฟความบันเทิงกันต่อเนื่อง 9 ชั่วโมงเต็ม ในวันที่ 31 ธ.ค. 68 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ที่ศูนย์การค้าเมกาบางนา

โดยเมกาบางนาได้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและผู้เข้าร่วมงานด้วยบริการรถ Shuttle Bus รับ – ส่งฟรี!! ในวันที่ 31 ธ.ค. 68 โดยเปิดบริการในเส้นทาง ดังนี้ 

  • เมกาบางนา – BTS สถานีอุดมสุข ณ จุดรับ – ส่งชั่วคราว บริเวณถนนบางนา-ตราด ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนไปจนถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 69
  • เมกาบางนา – บางพลี ณ จุดรับ -ส่งชั่วคราว บริเวณถนนบางนา-ตราด เปิดให้บริการถึงเวลา 02.00 น. ของ         วันที่ 1 ม.ค. 69

นอกจากมหกรรมคอนเสิร์ต MEGA COUNTDOWN 2026 เมกาบางนายังมีอีกหลากหลายกิจกรรมและสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกเมกาสไมล์ รีวอร์ดส มอบสิทธิพิเศษส่งท้ายปี แจกของรางวัลใหญ่ทุกวันจากแบรนด์ชั้นนำ มอบความสุขให้นักช้อปทุกคน กับแคมเปญ “ ADVENT CALENDAR” รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท รวมไปถึงแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลองสุดพิเศษ THE SPACE SANTA” ที่ถ่ายทอดแนวคิด “THE GIFT FROM GALAXY” เรื่องราวของซานตาคลอสผู้เดินทางข้ามจักรวาลเพื่อตามหาของขวัญ เพื่อมามอบรอยยิ้มพร้อมประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ให้กับทุกคนที่เมกาบางนา ผ่านงานออกแบบสุดล้ำที่ผสานจินตนาการของโลกอวกาศเข้ากับความอบอุ่นของเทศกาลคริสต์มาสอย่างลงตัว  ทั้งต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์ ประดับไฟและของขวัญจากกาแล็กซี ยานอวกาศสุดล้ำจำลองการเดินทางสู่จักรวาล และอุโมงค์แสง LED บนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร ชวนให้ทุกคนในครอบครัวมาร่วมถ่ายภาพส่งต่อความประทับใจกันตลอดปลายปีนี้ บริเวณโซนเมน เอนทรานซ์ และโซนฟู้ดวอล์ค พลาซ่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 ม.ค. 69 ให้ได้เติมเต็มความสุขต้อนรับปีใหม่ไปด้วยกัน

มาร่วมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ในงาน “MEGA COUNTDOWN 2026”  ในวันที่ 31 ธ.ค. 68 ณ ลานจอดรถด้านหน้าศูนย์การค้าเมกาบางนา เปิดให้เข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป พร้อมถ่ายทอดสดให้ชมกันทั่วประเทศทางช่อง WORKPOINT 23, FACEBOOK FANPAGE WORKPOINT ENTERTAINMENT และทาง FACEBOOK FANPAGE MEGABANGNA SHOPPING CENTER เปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน* วันที่ 15 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป ผ่าน Line Official @megabangnaofficial งานนี้ชมฟรี!

*การลงทะเบียนนี้เป็นเพียงการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสงค์เข้าร่วมงานเพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเข้าร่วมงาน ทั้งนี้บริษัทขอสงวนสิทธิ์จำกัดการเข้าร่วมงานตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับตามกฎหมาย และให้สิทธิ์สำหรับบุคคลที่เข้าร่วมงานก่อนเท่านั้น

#เมกาบางนา #MEGABANGNA #YOUREVERYDAYMEETINGPLACE #MEGACOUNTDOWN2026

ติดตามข่าวสารและโปรโมชันของเมกาบางนาได้ที่
แอปพลิเคชัน : HTTP://ONELINK.TO/N37E4G

เว็บไซต์ : HTTPS://WWW.MEGA-BANGNA.COM/

เฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/MEGABANGNASHOPPINGCENTER

อินสตาแกรม : @MEGABANGNA_TH

เอ็กซ์ : @MEGABANGNA_TH

ไลน์ : @MEGABANGNAOFFICIAL

หรือโทร. 02-105-1000

เท่าพิภพ กลับคำพูด สมัคร สส กทม เขต 33 แทน บุญฤทธิ์

เท่าพิภพ กลับคำพูด สมัคร สส กทม เขต 33 แทน บุญฤทธิ์

เท่าพิภพ กลับคำพูด สมัคร สส กทม เขต 33 แทน บุญฤทธิ์

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.43 น.

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เข้ายื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.กรุงเทพมหานคร เขต 33 แทนผู้สมัครคนก่อนที่ถูกแจ้งข้อหาในคดีฟอกเงิน โดยในการนี้ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน และ พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้ร่วมสังเกตการณ์การสมัครในครั้งนี้ด้วย

ในส่วนของเท่าพิภพ ระบุว่าสำหรับตนความกังวลได้หมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว การประชุมไพรแมรี่โดยสมาชิกพรรคและเพื่อนผู้สมัครทุกคนต่างเห็นเป็นเอกฉันท์ให้ตนได้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ตนมั่นใจและได้พลังจากทุกคน ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่สำหรับเขตบางกอกน้อยและบางพลัด แต่มันคือภารกิจของพรรคประชาชนทั้งประเทศ ที่จะทวงคืนความไว้วางใจ 

เท่าพิภพ

ตนพูดเสมอตั้งแต่เป็นผู้แทนมา 7 ปี ว่าทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของนักการเมืองคือความไว้วางใจจากประชาชน ในวันที่เราเสียมันไปแล้วไม่มีทางที่จะทวงคืนมันได้ เมื่อพรรคและทุกคนเห็นว่าตนเหมาะสมในการทวงความเชื่อใจนั้นกลับมา ตนก็พร้อมรับและพร้อมกลับมาทำหน้าที่ตรงนี้อีกครั้ง หมดเวลาที่จะลังเล เพียงหนึ่งวินาทีหรือหนึ่งวันที่เป็นเช่นนี้ไม่เป็นผลดีกับประเทศ หากประเทศยังถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเดินหน้ายากขึ้น ตนจึงแทบจะไม่ลังเลและใช้เวลาเพียง 8 วินาทีเท่านั้นในการตัดสินใจ

เท่าพิภพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับชาวบางพลัดและบางกอกน้อย ตนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้คิดว่าส่งใครมาลงก็จะชนะ ตนยังมีเรื่องที่ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนในเขตเห็นว่าตนทำงานเต็มที่ และจะนำประสบการณ์และความมุ่งมั่นมารับใช้ประชาชนได้อย่างแน่นอน ตนมาที่นี่เพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นหนึ่งในทางเลือกให้ชาวบางกอกน้อยและบางพลัด เพื่อจะเข้าสภาไปลงมติให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเปลี่ยนประเทศไทย

เท่าพิภพ

ในส่วนของพิจารณ์ ระบุว่าสิ่งที่กรณีนี้สะท้อนให้เห็น คือเมื่อพรรคประชาชนพบว่ามีผู้สมัครที่มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริต แม้จะยังไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยสูงสุดและยังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่พรรคก็เปลี่ยนตัวผู้สมัครในทันที เพราะพรรคประชาชนไม่จำเป็นที่จะต้องปกป้องใคร และต้องการที่จะหาตัวผู้สมัครที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือเมื่อพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล มีจำนวน สส. ในสภาที่มากกว่ากึ่งหนึ่งและมีรัฐมนตรี บทบาทในการตรวจสอบภายในพรรคยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้แทนราษฎรในสภา รัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีของพรรคประชาชน จะไม่ทุจริตและจะทำงานเพื่อตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ ดังนั้นตนยืนยันอีกครั้งว่าคำว่า “มีส้มไม่มีเทา” ไม่ได้เป็นแค่สโลแกนหาเสียง แต่ออกมาจากวิธีคิดและวิธีการทำงานของของพรรคประชาชนจริงๆ

เท่าพิภพ

พิจารณ์ ยังกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่เห็นเท่าพิภพโพสต์ว่าต้องการลงสมัครแทน โดยส่วนตัวก็ค่อนข้างดีใจที่เท่าพิภพตัดสินใจที่จะเสนอตัวเข้ามา มีหลายคนที่เสนอตัวเข้ามา แต่ภายใต้เวลาก่อนที่จะปิดรับสมัครในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 คำถามคือคณะกรรมการสัมภาษณ์คัดสรร รวมถึงกรรมการบริหารพรรคจะมีเวลาเพียงพอหรือไม่ในการตรวจสอบผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นตัวแทน

แต่สำหรับเท่าพิภพที่ร่วมงานกันมา พรรคประชาชนค่อนข้างมั่นใจ และสิ่งที่ที่ตนคิดก็ตรงกับกรรมการคัดสรรและสมาชิกในการทำไพรแมรี่ ก็ต้องขอบคุณเท่าพิภพอีกครั้งที่เสียสละ แม้จะมีประชาชนบางส่วนที่อาจต่อว่าต่อขานว่าเป็นการกลับคำพูดหรือไม่ แต่สำหรับตนแล้วนี่เป็นการเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้กับพรรคในเวลานี้

เท่าพิภพ

พิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบในเชิงการรณรงค์หรือไม่นั้น ตนไม่สามารถตอบแทนประชาชนได้ แต่สิ่งที่พรรคประชาชนกระทำทันทีภายในเวลา 3 ชั่วโมงหลังรับทราบกรณีนี้ คือการเร่งหารือและตัดสินใจในการเปลี่ยนตัวผู้สมัครทันที ตนอยากให้ประชาชนมองเห็นถึงการกระทำและความจริงใจของพรรคประชาชน จริงอยู่ที่พรรคพยายามออกแบบกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้ดีขึ้นทุกการเลือกตั้ง ในรอบนี้ก็มีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เครดิตบูโร นำชื่อผู้สมัครไปประกาศในเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาแสดงความเห็น

แต่ด้วยเงื่อนเวลาและกระบวนการที่พรรคทำ กับวันที่มีการออกหมายจับมาภายหลัง จึงทำให้ไม่สามารถรู้ได้ แต่เมื่อรู้ก็ทำทันที แม้ตัวผู้ถูกกล่าวหาจะยังไม่มีการวินิจฉัยเป็นถึงที่สุด แต่ในเมื่อมีความเคลือบแคลงสงสัยแล้วก็ต้องเปลี่ยนตัวในทันที ตนอยากฝากถึงประชาชนทุกคนว่า “มีส้มไม่มีเทา” ไม่ใช่แค่การหาเสียงเลือกตั้ง และแม้จะเข้าสู่หลังการเลือกตั้งแล้ว แต่พรรคประชาชนก็จะทำเช่นเดียวกันกับ สส. และคณะรัฐมนตรีของพรรคด้วย

เท่าพิภพ

ด้านพรรณิการ์ ระบุว่า สำหรับพรรคการเมือง สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือความเชื่อใจที่ประชาชนมีให้ เหตุการณ์นี้หากจะบอกว่าไม่กระทบเลยก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พรรคประชาชนไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากขอโทษประชาชนที่ทำให้ผิดหวัง เรื่องนี้พรรคก็เจ็บปวดมาก แต่หากถามว่ากรณีนี้ทำให้คำว่า “มีส้มไม่มีเทา” ไม่เป็นจริงหรือไม่ ตนกลับคิดว่าเรื่องนี้คือโอกาสที่ดีที่สุดในการทำให้ประชาชนเห็นว่า “มีส้มไม่มีเทา” คืออะไร

“มีส้มไม่มีเทา” ไม่ใช่เรื่องของคนดีคนชั่ว ไม่ใช่เรื่องของพรรคเทพพรรคมาร “มีส้มไม่มีเทา” ไม่ใช่การเมืองศีลธรรม แต่คือการมีระบบที่ดีที่ตรวจสอบแบบไม่เกรงใจใคร วันนี้ทุกคนเห็นแล้วว่าการทุจริตและทุนเทาเข้ามาเต็มเมืองเต็มสภาเพราะเรื่องของพวกพ้องและเครือข่ายอุปถัมภ์ เมื่อจะตรวจสอบก็ติดว่าคนนั้นเป็นลูกคนนี้ คนนี้เป็นพ่อคนนั้น คนนั้นเป็นนายทุนของคนนี้ สุดท้ายก็ไม่เกิดการตรวจสอบขึ้น

เท่าพิภพ

พรรณิการ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้พรรคประชาชนทำให้เห็นแล้วว่า “มีส้มไม่มีเทา” คือระบบที่เมื่อตรวจเจอแล้วจัดการทันที ส่วนต่อขยายของ “มีส้มไม่มีเทา” คือ “เมื่อมีเทาเราจัดการทันที” นี่คือข้อพิสูจน์ว่าไม่ใช่แค่การหาเสียงแต่พิสูจน์ด้วยการกระทำ ว่าพรรคประชาชนหรือต่อไปหากเป็นรัฐบาลประชาชน เงื่อนไขคือใครจะมาร่วมคณะรัฐมนตรี แม้มีข้อครหาเพียงเล็กน้อย น่าสงสัยว่าเกิดการทุจริตขึ้น หรือไปผูกพันกับเรื่องสีเทาก็ต้องเอาออกก่อน

ในกรณีของผู้สมัครรายเดิมนี้ก็เช่นกัน พรรคประชาชนทำเกินกว่ากฎหมาย แม้จะยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่พรรคประชาชนก็ตัดสินใจเอาออกก่อน เพราะมาตรฐานของพรรคการเมืองต้องอยู่สูงกว่ากฎหมาย หากเป็นรัฐมนตรีก็เช่นเดียวกัน คือต้องออกไปพิสูจน์ตัวเอง ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ผิดก็ค่อยกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง

เท่าพิภพ

พรรณิการ์กล่าวต่อไปว่าสำหรับอีก 40 วันที่เหลือ แน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่ามีดีอย่างไร มีนโยบายที่ดี มีผู้สมัครที่ทำงานดี ใกล้ชิดประชาชน และต่อไปอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะมีการเปิดตัวทีมบริหารที่ดี ที่เป็นมืออาชีพ ที่จะมาบริหารประเทศด้วยองค์ความรู้ มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตรงตามสายกระทรวง 

ด้วยองค์ประกอบที่สำคัญคือ 1) มีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ 2) มีเทาเราจัดการทันที 3) มีนโยบายที่ดีกว่า 200 นโยบาย ขอให้ประชาชนได้เข้าไปศึกษา และ 3) มีทีมบริหารที่จะไปเป็นรัฐมนตรีในอนาคตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นมืออาชีพจากแวดวงต่างๆ ถ้าเปิดออกมาหมดแล้วประชาชนยังรู้สึกว่าพรรคประชาชนไม่ดีพอ แน่นอนว่าเป็นสิทธิของประชาชน แต่อย่างน้อยที่สุดขอให้เปิดใจรับฟังสักนิด

เท่าพิภพ

“พวกเราเพียงอยากเห็นประเทศที่ดีกว่านี้ เห็นประเทศไทยมีการทุจริตน้อยลง มีขนส่งมวลชนที่ดี มีสิทธิเสรีภาพให้กับทุกคน สื่อไม่โดนฟ้องปิดปาก มีโรงเรียนที่ดีให้ลูกหลาน มีศูนย์เด็กเล็กที่ดีให้ลูกหลานในอนาคต มีบริการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงที่ดีเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ความฝันของพวกเราที่เข้ามาทำงานการเมืองก็มีแค่นี้ ไม่ใช่เพื่อกอบโกยคดโกงเอาผลประโยชน์อะไร เหนือกว่าความปรารถนาดีที่มีต่อประเทศ ก็คือความหวังที่เราอยากส่งประเทศที่ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ให้คนรุ่นต่อไป ถ้ามีความฝันร่วมกับพวกเราก็ขอให้มาทำด้วยกัน” พรรณิการ์ กล่าว

ยศชนัน ลุยหาเสียงวัดเกาะ เปิดนโยบายใหม่ สัปดาห์แรกต้นปี

ยศชนัน ลุยหาเสียงวัดเกาะ เปิดนโยบายใหม่ สัปดาห์แรกต้นปี

ยศชนัน ลุยหาเสียงวัดเกาะ เปิดนโยบายใหม่ สัปดาห์แรกต้นปี

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

30 ธ.ค. 2568 เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดเกาะ เขตสายไหม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์​​ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ​​หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชน ตลาดวัดเกาะ เขตสายไหม ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. นางสาวรัตติกาล แก้วเกิดมี​​ เขต 11 เบอร์ 7 และ นายภูร์ผา ไทยแท้​​​ เขต 12 เบอร์ 12 มีทีมบริหารพรรคร่วมลงพื้นที่ ตลอดเส้นทางเดินผ่าน ได้มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้า แฟนคลับพรรคเพื่อไทย ขอจับมือให้กำลังใจ ถ่ายภาพ และมอบดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรือง ต้อนรับเป็นกันเองและอย่างคักคัก หลังจากเดินพบปะแล้วได้ร่วมนั่งรับประทานอาหารเช้า กาแฟ ไข่ลวก และร่วมวงพูดคุยกับประชาชนที่มาจ่ายตลาด

นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้มาดูบรรยากาศ หลายคนยังอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และมีหลายคนเดินทางไปต่างจังหวัด แต่ก็ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลาม ผู้สมัครแต่ละท่านก็พยายามสื่อสารแนวนโยบายที่พรรคมี และพบว่าหลายนโยบายโดนใจพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้นโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นจริงทันที หลังจากที่เราได้รับเลือกและความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในวันที่ 8 ก.พ. ส่วนพื้นที่ตรงนี้ถือว่าดีมากเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เราได้ลงมา และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากหลาย ๆ คน ประชาชนเริ่มจำนโยบายของเราได้ ตั้งแต่นโยบายที่เคยทำมาก่อน ไปจนถึงนโยบายใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าการสื่อสารของเราตรงถึงพี่น้องประชาชนจริง ๆ

ยศชนัน

นายยศชนัน ยังได้ย้ำนโยบายพรรคเพื่อไทย ที่ได้สื่อสารมาตั้งแต่ช่วงเปิดตัวทั้ง เรื่องแนวทางช่วยลดรายจ่าย เศรษฐกิจดี รายได้เพิ่ม เรื่องที่อยู่อาศัยบ้าน  ปัญหาหนี้สิน  และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่สามารถทำได้ทันที รถฟีดเดอร์ 10 บาท เป็นนโยบายที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการเปิดนโยบายใหม่ที่ใกล้เคียงกับ “ดิจิทัลวอลเล็ต” รอบที่แล้วหรือไม่ 

ยศชนัน

นายจุลพันธ์ ย้ำว่าไม่ใช่นโยบายในลักษณะวอลเล็ต แต่จะเป็นเรื่องของสวัสดิการประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายขนาดใหญ่ของพรรค และจะตอบโจทย์พี่น้องประชาชน เพื่อให้คนไทยพ้นจากความยากจน ซึ่งพรรคมีนโยบายใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงต้นปีในสัปดาห์แรกของปีใหม่ 

เมื่อถามประเด็นพรรคคู่แข่งที่มีปัญหาต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร จะส่งผลดีกับพรรคในพื้นที่กทม. บ้างหรือไม่

ยศชนัน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราไม่ได้มองไปที่ประเด็นของคู่แข่ง เพราะแต่ละพรรคก็ต้องคัดสรรผู้สมัครของตนเอง พรรคเพื่อไทยเองก็พยายามคัดเลือกอย่างดีที่สุด ส่วนพรรคประชาชน หากมีข้อผิดพลาดก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ และต้องไปปรับแก้กันเอง

แต่ประเด็นที่น่าห่วงคือ หาก กกต. เปิดช่องให้มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครหลังจากสมัครแล้ว เพราะในอดีตเคยมีกรณีการกดดันหรือใช้วิธีไม่เหมาะสมให้ผู้สมัครถอนตัว หากเปิดช่องนี้ อาจเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคตได้ ดังนั้นตามหลักกฎหมายแล้ว เมื่อสมัครแล้วไม่ควรมีการถอนตัว และเมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชนในการพิจารณาว่าผู้สมัครและพรรคการเมืองใดตอบโจทย์มากที่สุด อย่างที่พูดมาโดยตลอด เราอยากให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากนโยบายเป็นหลัก

ยศชนัน

ส่วนกรณีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยนั้น ผมไม่ขอกล่าวโทษผู้สมัครใด เพราะเชื่อว่าไม่มีใครไปสั่งการเช่นนั้น พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์เลือกตั้งมาอย่างยาวนาน และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก มีการกำชับผู้สมัครเสมอว่าอย่าดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการทำลายป้ายหรือทรัพย์สินของผู้อื่น  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการตามกฎหมาย เพราะการทำลายทรัพย์สินถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

ดร.เจษฏ์ เปิดใจ เมินพรรคใหญ่ ซบพรรครักชาติ

ดร.เจษฏ์ เปิดใจ เมินพรรคใหญ่ ซบพรรครักชาติ

ดร.เจษฏ์ เปิดใจ เมินพรรคใหญ่ ซบพรรครักชาติ

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

วันนี้ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดเผยถึงเหตุผลในการตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรครักชาติ ท่ามกลางคำถามจากสังคมว่าเหตุใดจึงไม่เข้าร่วมกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เพื่อให้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีและแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ง่ายกว่า

รศ.ดร.เจษฏ์ กล่าวว่า มีคนตั้งคำถามว่าทำไมไม่ไปอยู่พรรคใหญ่ หากได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตเบอร์หนึ่งของพรรคใหญ่จะสามารถแก้ปัญหาและนำคนใหม่ๆ เข้ามาได้จริงหรือไม่ ตนจึงอยากให้ย้อนถามว่า พรรคใหญ่ 3 ลำดับแรกจะเสนอชื่อคนอย่างตนหรือไม่ และถ้าเสนอจะเสนอเพราะเหตุผลใด

เจษฏ์ โทณะวณิก

“พรรครักชาติ ผู้ก่อตั้งมาคุยกับผม ผมพบกับสมาชิก ผมพบว่าเขาเป็นคนที่มีความตั้งใจกันจริง ประสงค์ที่จะทำการเมืองแบบใหม่ ถามว่าเปลืองตัวหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับว่าเอาตัวไปทำอะไร แน่นอนครับ วันนี้คนชวนผมไปเป็นโจร ไม่ต้องถามเลยว่าเปลืองตัวหรือเปล่า แต่ถ้าวันนี้คนชวนผมว่า เพราะรักชาติไม่ใช่แค่คำพูด พวกเขาอยากที่จะแสดงให้เห็น แล้วเขาชวนผมไปเป็นโจรเหรอ แล้วจำเป็นต้องใหญ่โตโอฬารเหรอครับ” รศ.ดร.เจษฏ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฏ์ ยังได้เปรียบเทียบการทำงานการเมืองระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็กว่า ความใหญ่อาจมาพร้อมกับความไร้ประสิทธิภาพ พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับการล้างรถ

เจษฏ์ โทณะวณิก

“บางทีเนี่ยนะ ใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ สู้เล็กแต่มีกำลังดีกว่า เวลาคุณจะไปล้างรถให้มันสะอาด ถ้าคุณเอาน้ำปริมาณมากแต่เบาๆ รถอาจจะไม่สะอาดเลยนะ แต่ถ้าคุณเอาน้ำปริมาณน้อย กำลังสูง ฉีดไปนิดเดียว รถมันสะอาดได้เลยนะ”

รศ.ดร.เจษฏ์ ทิ้งท้ายว่า หากพรรคใหญ่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ หรือมีกลุ่มมิจฉาชีพ (Scammers) แอบแฝงอยู่ คำพูดสวยหรูอาจเชื่อถือไม่ได้ ใครจะมองว่าตนเปลืองตัวหรือเสียของก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ประชาชนติดตามการทำงานของพรรครักชาติ เพื่อพิสูจน์จุดยืนที่ว่า “ไม่โกง ไม่เทา” นั้นเป็นจริงหรือไม่

เจษฏ์ โทณะวณิก
เจษฏ์ โทณะวณิก

เจรจา3ฝ่ายชื่นมื่น จีนยืนยันไม่แทรกแซง ช่วยเขมร 20 ล้านหยวน ‘ทรัมป์’โผล่ร่วมยินดี

เจรจา3ฝ่ายชื่นมื่น  จีนยืนยันไม่แทรกแซง  ช่วยเขมร20ล้านหยวน  ‘ทรัมป์’โผล่ร่วมยินดี

เจรจา3ฝ่ายชื่นมื่น จีนยืนยันไม่แทรกแซง ช่วยเขมร20ล้านหยวน ‘ทรัมป์’โผล่ร่วมยินดี

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมสามฝ่ายกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา และนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาขอบคุณจีนสำหรับบทบาทและความเข้าใจในการช่วยสนับสนุนการแก้ไขความตึงเครียดระหว่างกันเสมอมา โดยจีนย้ำว่าเคารพหลักการไม่แทรกแซง แต่ประสงค์เป็นช่องทางให้ทั้งสองประเทศได้หารือกันในการสร้างสันติภาพที่ยี่งยืน

ขณะที่ไทยย้ำว่าประสงค์จะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ก้าวหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอนภายหลังการหยุดยิง

ขณะที่ นายหวัง อี้ กล่าวว่า รัฐบาลจีนได้มอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินมูลค่า 20 ล้านหยวน (ราว 88 ล้านบาท) แก่กัมพูชา เพื่อช่วยเหลือพลเรือนพลัดถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดน ความช่วยเหลือชุดแรกจากจีน ซึ่งรวมถึงอาหาร เต็นท์ และผ้าห่ม ได้มาถึงกัมพูชาแล้วเมื่อวานนี้ จีนหวังว่าสิ่งของเหล่านี้จะเป็นความช่วยเหลือที่ทันท่วงที สำหรับประชาชนชาวเขมรที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และเอาชนะความยากลำบากในปัจจุบัน จีนจะใช้ทั้งเส้นทางทางเรือและเครื่องบินขนส่งทางทหาร เพื่อเร่งกระจายความช่วยเหลือไปยังศูนย์พักพิงตามแนวชายแดนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะมีการประชุม 3 ฝ่าย นายสีหศักดิ์ ได้เข้าหารือกับนายหวังอี้ โดยเบื้องต้น ประเทศไทยได้ขอบคุณจีนในบทบาทและความเข้าใจในการสนับสนุนสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาในแนวทางแบบเอเชีย โดยไทยเห็นว่าการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสร้างความเชื่อใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และเมื่อครบ 72 ชั่วโมง ไทยจะพิจารณาปล่อยเชลยศึก 18 คน และหวังว่ากัมพูชาจะอำนวยความสะดวกในการให้คนไทยบริเวณชายแดนได้เดินทางกลับประเทศ

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอำนาจเจริญ และได้กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ไทย-กัมพูชาว่า โดยทั่วไปเรียบร้อยดี และเมื่อถามถึงกรณีมีโดรนจำนวนมากบินรุกล้ำเข้ามาในหลายจังหวัดชายแดนเมื่อคืนวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น นายอนุทิน ตอบว่า ยังไม่มีรายงาน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เพราะประชาชนในหลายพื้นที่ไม่มั่นใจว่า 72 ชั่วโมงจะมีการหยุดยิงจริงตามที่ตกลงกันว่า เรามีการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าไม่เฝ้าระวัง เพียงแต่ว่าต่างฝ่ายต่างหยุดยิง และระงับลดระดับความรุนแรงลงไป เพื่อนำไปสู่การหยุดยิงซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการป้องกัน หรือการเตรียมพร้อมใดๆ

ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังกล่าวถึงการประชุม 3 ฝ่ายระหว่างไทย-กัมพูชา และจีนว่า ได้รับรายงานจากนายสีหศักดิ์แล้วว่าการพูดคุยเป็นไปด้วยดี

เมื่อถามว่า ส่วนใหญ่ที่คุยกับนายหวัง อี้ เป็นเรื่องของการหยุดยิงใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันต่อในเรื่องแนวทางที่ต้องปฏิบัติต่อไป ตอนนี้เราเหลืออยู่ระดับทูตและระดับเจ้าหน้าที่ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราเหมือนแค่ให้เจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูตไว้แค่นั้นเอง แต่จะทำอย่างไรต่อไปคงต้องค่อยๆ ขยับ เรื่องการดำเนินการด้านความสัมพันธ์อย่างไร ตรงนี้ยังต้องใช้เวลา ยังมีขั้นตอนอยู่ ตอนนี้เราเน้นในเรื่องของการสร้างความมั่นใจว่าการหยุดยิง 72 ชั่วโมง มันก็จะผ่านไปทีละเฟส

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการทยอยกลับบ้านของประชาชนว่า ในส่วนที่ทางการเห็นว่าปลอดภัยเริ่มทยอยกลับแล้ว อย่างที่ จ.บุรีรัมย์ เกือบ 2 หมื่นคน เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ได้รับรายงานว่า ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 2 พันกว่าคน เราต้องช่วยกันให้กำลังใจว่าขอให้สถานการณ์ทุกอย่างมันดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถามว่า ประชาชนบอกว่าอยากกลับบ้านแบบถาวร นายกฯ กล่าวว่า เราก็เน้นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

วันเดียวกัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ Truth Social ของตนเองเมื่อคืนวันอาทิตย์ ประกาศการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมขอแสดงความยินดีกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ที่บรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและยุติธรรม

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า เขามีความยินดีที่จะประกาศว่า การสู้รบที่ปะทุขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาจะยุติลงในทันที และทั้งสองประเทศจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ตามสนธิสัญญาฉบับดั้งเดิมที่เพิ่งตกลงกันไป เขาขอแสดงความยินดีกับผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่าน สำหรับความชาญฉลาดในการบรรลุข้อสรุปที่รวดเร็วและยุติธรรมมากในครั้งนี้ มันเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่สถานการณ์แบบนี้ควรจะเป็น สหรัฐอเมริกาภูมิใจเสมอที่ได้ช่วยเหลือในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ย ร่วมกับมาเลเซียและจีน

วาทกรรมสีส้มVSความจริงสีเทา คมมีดที่หันกลับมาฟันตัวเอง

วาทกรรมสีส้มVSความจริงสีเทา คมมีดที่หันกลับมาฟันตัวเอง

วาทกรรมสีส้มVSความจริงสีเทา คมมีดที่หันกลับมาฟันตัวเอง

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คำขวัญ “มีเราไม่มีเทา” คือการประกาศตัวของพรรคประชาชนว่าแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม
ไม่ประนีประนอม ไม่ก้ำกึ่ง และไม่อยู่ตรงกลาง

คำขวัญนี้บอกสังคมตรง ๆ ว่า
ถ้าเลือกพรรคนี้ เท่ากับเลือกความขาว
และถ้าไม่เลือก
ก็ต้องยอมรับว่าอยู่ฝั่งเทา

คำขวัญลักษณะนี้ไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำสวยงาม
แต่กำหนดกรอบคิดให้ประชาชน
มองการเมืองแบบขาว-เทา
ง่าย สั้น และไม่ต้องอธิบายมาก

ใครอยู่ฝั่งพรรคส้มคือฝ่ายถูกต้อง
ใครอยู่นอกนั้นคือปัญหา

การเมืองที่วางตัวเองสูงด้วยวิธีนี้
ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานมาก
ไม่ต้องรอผลลัพธ์
แค่สร้างภาพว่า “เราไม่เหมือนคนอื่น”

ก็เพียงพอจะครองพื้นที่ทางศีลธรรม

พรรคประชาชนเลือกใช้แนวทางนี้อย่างชัดเจน
ตั้งแต่เวทีหาเสียง
ไปจนถึงการวิจารณ์พรรคอื่น
มาตรฐานที่ใช้กับคนอื่นถูกตั้งไว้สูง
และแทบไม่เปิดพื้นที่ให้คำอธิบาย

เมื่อพรรคอื่นมีผู้สมัครพัวพันคดี
พรรคส้มไม่เคยรอคำชี้แจง
ไม่เคยเผื่อใจให้ความซับซ้อนของข้อเท็จจริง
เพราะเมื่อประกาศว่า “ไม่มีเทา”
ก็ต้องยืนอยู่บนมาตรฐานนั้นตลอด

ปัญหาคือโลกการเมืองจริง
ไม่เคยมีใครขาวล้วน
และไม่มีพรรคไหนรอดจากความผิดพลาด
รวมถึงพรรคประชาชนเอง

กรณีผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33
ที่ถูกออกหมายจับในคดีอาญา
และมีเส้นทางการเงินพัวพัน
กับเครือข่ายยาเสพติดในต่างประเทศ

จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
และไม่ใช่เรื่องที่อธิบายแล้วจบ
ด้วยคำว่า “ไม่ทราบมาก่อน”

สำหรับพรรคที่สร้างภาพจากความสะอาด
ความไม่รู้
ไม่ใช่ข้อแก้ตัว
แต่คือคำถามว่า
มาตรฐานที่เคยใช้กับคนอื่น
ยังใช้กับตัวเองอยู่หรือไม่

คำอธิบายของพรรคประชาชนในกรณีนี้
ไม่ต่างจากคำอธิบาย
ที่พรรคส้มเคยใช้วิจารณ์พรรคอื่น

ไม่รู้
เพิ่งทราบ
อยู่ระหว่างตรวจสอบ
เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

ถ้อยคำชุดเดียวกัน
แต่ครั้งนี้
สังคมกลับถูกขอให้เข้าใจ
ให้ผ่อนน้ำหนัก
ให้แยกแยะ

ทั้งที่มาตรฐานแบบนี้
ไม่เคยถูกมอบให้ใครมาก่อน

คำขวัญ “มีเราไม่มีเทา”
ทำให้พรรคประชาชนยกตัวเอง
ขึ้นไปอยู่เหนือคนอื่น
ไม่ใช่เหนือด้วยผลงาน
แต่เหนือด้วยการประกาศว่าตัวเองสะอาดกว่า

การเมืองแบบนี้
ไม่ต้องพิสูจน์มาก
แค่บอกว่าคนอื่นเทา
ตัวเองขาว
ก็เพียงพอ

แต่โลกการเมืองจริง
ไม่เคยมีใครขาวล้วน
และพรรคประชาชน
ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

กรณีผู้สมัคร กทม. เขต 33
ไม่ใช่อุบัติเหตุ
และไม่ใช่เรื่องเทคนิค
ที่อธิบายแล้วจบ

นี่คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้
ว่าพรรคซึ่งประกาศว่า “ไม่มีเทา”
กลับมีร่องรอยสีเทา
อยู่ภายใน

และคำอธิบายที่ใช้
ก็เป็นคำอธิบายชุดเดียวกัน
กับที่พรรคส้มเคยใช้
ชี้หน้าพรรคอื่น

คำขวัญ “มีเราไม่มีเทา”
จึงย้อนกลับมาทำร้ายพรรคเอง

เพราะเปิดให้สังคมเห็นชัดว่า
พรรคส้มไม่ได้ต่าง
จากการเมืองที่เคยวิจารณ์

ไม่ได้ขาวกว่า
ไม่ได้สะอาดกว่า
แค่พูดเก่งกว่า

เมื่อความจริงปรากฏ
คำขวัญที่เคยใช้กดคนอื่น
ก็กลายเป็นมีด
ที่หันกลับมาฟันพรรคตัวเอง

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ปภ.เปิดศูนย์ศปถ. จัดตำรวจ2.4หมื่น ดูแลคุมเข้มปีใหม่ ช่วง7วันอันตราย

ปภ.เปิดศูนย์ศปถ.  จัดตำรวจ2.4หมื่น  ดูแลคุมเข้มปีใหม่  ช่วง7วันอันตราย

ปภ.เปิดศูนย์ศปถ. จัดตำรวจ2.4หมื่น ดูแลคุมเข้มปีใหม่ ช่วง7วันอันตราย

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปภ.เปิดศูนย์ศปถ. ดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่ “7 วันอันตราย’คุมเข้มทั่วประเทศ“ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”เตรียมตำรวจ 2.4 หมื่นนาย พร้อมปฏิบัติงาน เผยนายกฯย้ำทุกภาคส่วนบูรณาการทำงาน

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม  รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 (ศปถ.)ภายใต้ชื่อการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”พร้อมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเปิดศูนย์ฯและผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดทุกจังหวัด เข้าร่วมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่มีวันหยุดราชการติดต่อกันหลายวัน และมีประชาชนจำนวนมากใช้รถใช้ถนนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อาจเกิดปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านคนและยานพาหนะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยมีเป้าหมายลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน โดยช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 นี้ ได้กำหนดช่วงเวลาควบคุมเข้มข้นระหว่างวันที่ 30 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569 รวม 7 วัน ภายใต้ชื่อการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” และจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ระดับส่วนกลาง ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ อำนวยการ ติดตามประเมินผล และบูรณาการการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนกับระดับพื้นที่ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน

ส่วนการรับภารกิจหลังเกิดเหตุ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉิน เพื่อเชื่อมการทำงานระหว่างจังหวัด อำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล โดยเตรียมบุคลากรทางการแพทย์หมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้เตรียมคู่สาย 1669 ครอบคลุมทุกจังหวัด และหน่วยปฏิบัติการทางอากาศเพื่อรองรับอุบัติเหตุหรือภาวะฉุกเฉินที่ซับซ้อน เข้าถึงยาก นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้จัดชุดบริการความสะดวกในการเดินทางในพื้นที่ต่างๆ ที่ประชาชนสามารถเข้าไปรับบริการได้

“รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีความห่วงใยการเดินทางและอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานในทุกพื้นที่ บริเวณใดที่ที่มีจุดเสี่ยงก็ต้องเพิ่มการปฏิบัติให้ครบทุกด้าน และช่วงการควบคุมเข้มข้น 7 วัน (30 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569)ทุกพื้นที่ต้องดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเข้มข้น เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน ทั้งการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ของพี่น้องประชาชนที่จะกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปอย่างปลอดภัย และกลับไปหาครอบครัวอย่างมีความสุข” นายชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ได้กล่าวว่า การปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 จะเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน “ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area Approach)” เพื่อควบคุมและลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ทั้งด้านคน ถนน ยานพาหนะ และสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ในพื้นที่ให้สัมฤทธิ์ผลให้ถนนทุกสายของประเทศไทยเป็นเส้นทางสัญจรแห่งความปลอดภัย

“ช่วง 7 วันควบคุมเข้มข้นตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2568–5 ม.ค.2569 ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2568จะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนกับศูนย์ปฏิบัติการฯ ระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยจะมีการประชุมร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเป็นประจำทุกวัน เพื่อติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุในพื้นที่ วางมาตรการและปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่”นายธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. กล่าว

นายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดศูนย์ ศปถ.ว่านายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนบูรณาการ เพราะเรื่องอุบัติเหตุเกี่ยวเนื่องกับหลายปัจจัย ทั้งถนน ยานพาหนะ ผู้ใช้รถใช้ถนน และการบริหารจัดการ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าต้องอย่าลืมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งตรงจุดนี้ถ้าครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าช่วยกันก็จะทำให้อุบัติเหตุลดลง

เมื่อถามว่า จะต้องเฝ้าระวังพื้นที่ใดเป็นพิเศษ ที่มีสถิติเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง หรือไม่นายชัยวัฒน์กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รวบรวมข้อมูลจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยและเป็นจุดเสี่ยง ซึ่งจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติ โดยเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ 24,000 นาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน

หวังปักธงเมืองกรุง ภท.ชู‘พูดแล้วทำพลัส’ดึงคะแนน ปชป.เปิด27นโยบาย‘คนไทยหายจน’

หวังปักธงเมืองกรุง  ภท.ชู‘พูดแล้วทำพลัส’ดึงคะแนน  ปชป.เปิด27นโยบาย‘คนไทยหายจน’

หวังปักธงเมืองกรุง ภท.ชู‘พูดแล้วทำพลัส’ดึงคะแนน ปชป.เปิด27นโยบาย‘คนไทยหายจน’

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กกต.สรุปตัวเลขยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักร 9 วัน ผู้ลงทะเบียนเกือบ 7 แสนราย “ภูมิใจไทย” หวังปักธงเลือกตั้งเมืองกรุง มั่นใจคุณภาพ 33 ผู้สมัครสส.กทม. รับเป็นเรื่องยาก แต่เป็นไปได้ “ธนกร” เชื่อ“พูดแล้วทำพลัส” เรียกความเชื่อมั่นกลุ่มพลังเงียบเทคะแนนให้ “ภูมิใจไทย” ชี้เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือก สส.ที่ชอบ แต่เป็นการเลือกนายกฯ ที่เป็นคนดี รักชาติ รักสถาบัน ให้มาบริหารประเทศ “ปชป.”เปิดนโยบาย“ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”ชู 4 เสาหลัก 27 นโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง69 “มาร์ค” เหน็บแค่ “พูดแล้วทำ” ไม่พอ ต้อง“คิดก่อนพูด” แล้ว “ทำเป็น” ด้วย “ยศชนัน” วอนเล่นการเมืองสร้างสรรค์ หลัง “เพื่อไทย” ถูกทำลายป้ายหาเสียงหลายเขต บอกไม่ถูกต้อง หลังถูกวิจารณ์เป็นพรรคตัวแปรอันดับ 3 เหตุประชาชนยังไม่ตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักงาน กกต.สรุปตัวเลขผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง หรือเลือกต้องล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร เป็นวันที่ 9 รวมมีผู้ขอลงทะเบียนแล้ว 688,951 คน โดยเป็นการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,460 คน ผู้ขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต 629,595 คน และลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกราชอาณาจักร 56,896 คน

สำหรับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จะเปิดให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ไปจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ปุ๋ยสามารถยื่นขอลงทะเบียนได้ 3 ช่องทาง ที่ 1 ลงทะเบียนด้วยตัวเองยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องที่ ,สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตกรุงเทพมหานคร และสถานเอกอัครราชทูตในถิ่นที่ตนพำนัก ช่องทางที่สองยื่นลงทะเบียนทางไปรษณีย์ และช่องทางที่สาม ยื่นลงทะเบียนทางออนไลน์

สำหรับผู้ขอลงเปลี่ยนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าจะต้องไปเลือกตั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น และการออกเสียงประชามติ กกต.จะเปิดให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2569 และจะต้องไปออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่ถูกกำหนดให้มีการออกเสียงพร้อมกับการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป

นายกฯนำคณะเปิดงานปิดทองเบิก

เมื่อเวลา 09.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ มาถึงบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นประธานกิจกรรมโครงการปิดทองเบิกฟ้าสักการะบูชา มหาราชรัชกาลที่ 1 โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม , นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด , พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก , พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ พร้อมด้วยข้าราชการทหาร ตำรวจ อส. ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บุรีรัมย์ ให้การต้อนรับ และร่วมพิธีบวงสรวงด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พร้อมจุดธูป เทียน บูชาเครื่องบวงสรวง ขณะที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ร่วมปักธูปบนเครื่องสังเวย พร้อมสวดบทบูชาพระรัตนตรัย บทชุมนุมเทวดา และบทถวายเครื่องสังเวย จากนั้นพราหมณ์บรรเลงดนตรี เพลงบาทสกุณี และนายกรัฐมนตรีโปรยดอกไม้ใส่เครื่องบวงสรวง

จากนั้นระหว่างที่พระสงฆ์กำลังสวดบทชะยันโต ทั้งนี้นายอนุทิน และนายเนวิน ได้ปิดทองที่ยอดพุ่มเงินพุ่มทอง ทั้งสี่ทิศของอนุสาวรีย์ จากนั้นได้มาปิดทองที่ฐานฉัตรแก้ว ต้นที่ 37 จากนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมพิธีจะได้มารุมกันปิดทองที่ฐานฉัตรต้นที่ 37

ทั้งนี้ โครงการ”ปิดทองเบิกฟ้า สักการบูชามหาราชรัชกาลที่ 1” เป็นงานประเพณีประจำปีของจังหวัดบุรีรัมย์ จัดขึ้นช่วงสิ้นปี-ปีใหม่ วันที่ 29 ธันวาคม – 1 มกราคม เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมกันปิดทองคำเปลวรอบพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 ณ วงเวียน ร.1 จ.บุรีรัมย์ เป็นการแสดงความเคารพรักและเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ และรำลึกถึงวีรกรรมของรัชกาลที่ 1 โดยเป็นกิจกรรมที่จัดโดยจังหวัดร่วมกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อสืบสานประวัติศาสตร์และสร้างความเป็นสิริมงคล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างบวงสรวง นายเนวิน ได้มานั่งบวงสรวงใต้ฉัตรเงินต้นที่ 37 จากฉัตรทั้งหมดที่มีทั้งสิ้น 360 ต้น รอบพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ซึ่งตรงกับหมายเลขผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

“อนุทิน” ไม่กลัวเม็ดส้มติดคอ

จากนั้น นายเนวินได้มอบส้มให้นายอนุทิน ลูกหนึ่งพร้อมกล่าวว่าจะได้กล้วยๆโดยนายอนุทินได้เอาส้มเคาะเสาที่37 ด้วย จากนั้นได้ปลอกเปลือกส้มกิน ซึ่งนายเนวินได้ถามนายอนุทินว่าส้มหวานหรือไม่ นายอนุทิน ตอบรับว่า หวาน ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าส้มเม็ดเยอะหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “นั่นแน่ ถามแบบนี้ ไม่ได้หวังดีแน่นอน” ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่ากลัวนายกฯ ติดคอ นายอนุทินจึงตอบกลับว่า กลืนเข้าไปก็ย่อยสลายหมด

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายเนวิน ว่าเบอร์37เด็ดอย่างไร นายเนวิน กล่าวว่า “เด็ดตรง ชาวบ้านเลือกนี่ แหละ”

ภท.หวังปักธงเลือกตั้งเมืองกรุงฯ

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้รับผิดชอบการเลือกตั้ง สส.ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ของพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้ง พื้นที่กทม.ว่า ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้ส่งผู้สมัคร สส. ในพื้นที่ กทม. ครบทั้ง 33 เขต มั่นใจในคุณภาพของผู้สมัครทุกคน ซึ่งความท้าท้ายพรรคภูมิใจไทยในการแข่งขันพื้นที่ กทม. โดยพรรคได้มีการเปิดตัวทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยก็ได้ประกาศแล้วว่า หากกลับมาเป็นรัฐบาล จะให้นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ควบ รมว.การคลัง คิดว่าคนกรุงเทพฯ น่าจะสบายใจได้ว่า พรรคมีมืออาชีพที่จะเข้ามาทำงานให้กับประชาชน รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดขึ้นได้จริง และสานต่อนโยบายต่าง ๆ ที่เคยทำไว้ตามสโลแกนหาเสียงคือ พูดแล้วทำพลัส

ยอมรับเป็นเรื่องยาก แต่เป็นไปได้

เมื่อถามถึงความคาดหวังหรือการตั้งเป้าปักธงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากแต่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นการลงสนาม กทม. ในครั้งนี้ก็ต้องการสร้างปรากฏการณ์ภูมิใจไทยปักธงเมืองหลวงครั้งแรก แม้ก่อนหน้านี้อาจจะถูกมองว่าฐานเสียงอยู่แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็ตาม ทั้งนี้ สำหรับความพร้อมการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดได้มีการปล่อยเพลงแคมเปญหาเสียงผ่านแฟนเพจของพรรค โดย ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค ขับร้องโดย สุเมธ องอาจ พร้อมการโปรโมตชุดนโยบายพูดแล้วทำพลัสอีกด้วย

“ธนกร”เชื่อมั่น“พูดแล้วทำพลัส”

นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อว่า เชื่อว่าด้วยชุดนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส” ของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน นั้น จะทำให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั้งประเทศอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราพูดแล้วทำจริงๆ โดยเฉพาะประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนในขณะนี้ซึ่งถือเป็นกลุ่มตัวแปรที่สำคัญนั้น ก็เชื่อว่ากำลังติดตามนโยบายของพรรคอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือนับจากนี้ พรรคภูมิใจไทยจะนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนกลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะเวลานี้สิ่งที่คนไทยต้องการมากที่สุดคือ รัฐบาลที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งนายอนุทินได้แสดงให้เห็นมาตลอดว่ามีความสามารถด้านการบริหาร และเรียกความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

“พรรคภูมิใจไทยมีขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคอย่างรอบคอบ ชัดเจน มีการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติแบบเชิงลึกให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจในตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยได้ว่า เชื่อถือได้ และไม่มีเทาเจือปนอย่างแน่นอน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก ส.ส.ที่ชื่นชอบ แต่เป็นการเลือกนายกฯ ที่เป็นนักบริหาร เป็นคนดี มีความรักชาติ รักสถาบัน ให้เข้ามาบริหารประเทศ” นายธนกร กล่าว

ปชป.ชู“ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 แถลงข่าวเปิดนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 และน.ส.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 เข้าร่วมการแถลงข่าว

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันมาและเป็นทีมเวิร์คที่ดี อาสามาเข้ามาเปลี่ยนแปลงให้คนไทยและประเทศไทย หลุดพ้นจากภาวะ ‘ทนหายใจ’ ไปสู่ ‘ไทยหายจน’ ด้วยทีมที่มีประสบการณ์การบริหารประเทศ มีความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และทำงานเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการทำ GDP ของประเทศเติบโตได้ 5% ภายใน 4 ปี ร่วมกันแถลงเปิดตัว 4 เสาหลังสู่ 27 นโยบายไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น

4เสาหลักสู่27นโยบายไทยหายจน

เสาที่1 หายจนรายได้ 1. ประกันรายได้จ่ายทันที 2. ประกันรายได้แรงงาน 3. ลดค่าไฟไม่ใช่เงินภาษี

4. ประเทศไทยศูนย์กลางพลังงานแห่งอาเซียน 5. พันธบัตรป่าไม้ปลูกป่าได้เงินเดือน 6. เงินเดือน 40,000 บาทแรกไม่เสียภาษี 7. รถไฟฟ้า+รถเมล์ สูงสุด 30 บาท 8. สลากออมสินรายจังหวัด “เฮงได้ แห้วคืน”

เสาที่2 หายจนใจ 9. โอบอุ้มคุณแม่ดูแลลูกน้อย 10. เบียร์คนชราทั่วหน้า 1000 11. 50,000บาท ผู้สูงอายุปลอดภัย 12. แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินใช้เลี้ยงชีพอยู่ฟรีตลอดชีวิต 13. ทำฟันสูงวัย Fast Track 14. เบี้ยคนพิการ ถ้วนหน้า x2

เสาที่ 3 หายจนปัญญา 15. บุฟเฟต์การศึกษา เรียนสิ่งที่อยากเรียน 16. เรียนฟรี ต้องฟรีจริง 17. หางานให้ ใช้หนี้ กยศ. 18. English for All /แพลตฟอร์ม Learn to Earn/NDLP

เสาที่ 4 หายจนตรอก 19. ราชการในมือถือ 20. Open Data ข้อมูลภาครัฐ 21. จัดซื้อจัดจ้างให้โอกาส SMEs ไทย Made-in-Thailand First 22. ตัดตอนกฎหมายล้าสมัยด้วย Super Act 23. บทเรียนจากหาดใหญ่ ประเทศไทยพร้อมเผชิญภัยพิบัติ 24. แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฏหมาย 3 ฉบับ 1.พรบ. อากาศสะอาด 2.พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.พรบ.เศรษฐกิจหมุนเวียน 25. บำบัด ปราบ ปกป้องยาเสพติด/แสกมเมอร์ 26. ทหารอาสา 4 ปี เรียนฟรีอนุปริญญาขึ้นไป ปลดประจำการมีงานให้ รับสมัครทหารอาสา โดยสามารถรับราชการได้สี่ปีมีสวัสดิการเหมือนข้าราชการทหารประจำการ 27. มอร์เตอร์เวย์สี่ทิศ รถไฟความเร็วสูง เชื่อมไทยเชื่อมโลก

เหน็บแค่“พูดแล้วทำ”ยังไม่พอ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรอบนโยบายดังกล่าวจะขับเคลื่อนโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ โดยย้ำแนวคิดพูดแล้วต้องทำได้จริงเพื่อพาประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะ“ทนหายใจ” สู่ “ไทยหายจน” อย่างยั่งยืน

“วันนี้มีคนพูดนโยบายเยอะแยะ บางคนสัมผัสว่าไม่ใช่แค่พูดนะแต่พูดแล้วทำมันไม่พอหรอกครับเพราะต้องคิดก่อนพูด และพูดแล้วต้องทำเป็นนะพวกเราทำเป็นครับ” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

“ยศชนัน”วอนเล่นการเมืองสร้างสรรค์

ที่พรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ที่มีผู้ไม่หวังดีมาเขียนเบอร์ของพรรคการเมืองอื่นลงในป้ายหาเสียงผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ในขณะที่บางเขตมีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยอีกด้วย ว่า ตรงนี้ต้องรณรงค์ว่า ควรจะทำการเมืองที่สร้างสรรค์ ส่วนประเด็นการวางป้ายของพรรคในพื้นที่ ที่ไม่เหมาะสม เราก็น้อมรับ และทีมงานก็พร้อมที่จะปรับปรุง พร้อมขอวิงวอนหลายภาคส่วน เรื่องนี้หากพบเห็นสามารถแจ้งเข้ามามายังพรรคเพื่อไทยได้ เพื่อให้การเมืองดีขึ้น เพราะปีหน้า จะต้องเป็นปีแห่งความหวังของประชาชน

ส่วนที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นพรรคอันดับ 3 เป็นพรรคตัวแปร นายยศชนัน กล่าวว่า การมองแบบนี้เป็นการมองที่ไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งสำคัญขณะนี้คือประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจ เป็นการที่ไม่ฟังเสียงประชาชนแม้แต่นิดเดียว คิดว่าเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแปลง และสิ่งสำคัญที่สุดในเวทีนี้ คือการพูดคุยกันไปข้างหน้า สิ่งที่ประชาชนอยากฟังตอนนี้คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ เชิงโครงสร้าง ที่คิดว่าจะมีประเด็นเหล่านี้เพิ่มเติมให้ การมองประเด็นปัญหาในสายตาของประชาชนทุกช่วงวัย เป็นสิ่งที่เราจะมาเริ่มดูว่า แต่ละพรรคการเมืองใด มีนโยบายเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

‘มีส้มไม่มีเทา’หมดสิ้นฤทธิ์เดช ปชน.หลอนจัด ผู้สมัครสส.ถูกจับคดีฟอกเงิน

‘มีส้มไม่มีเทา’หมดสิ้นฤทธิ์เดช  ปชน.หลอนจัด  ผู้สมัครสส.ถูกจับคดีฟอกเงิน

‘มีส้มไม่มีเทา’หมดสิ้นฤทธิ์เดช ปชน.หลอนจัด ผู้สมัครสส.ถูกจับคดีฟอกเงิน

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘มีส้มไม่มีเทา’หมดสิ้นฤทธิ์เดช ปชน.หลอนจัด ผู้สมัครสส.ถูกจับคดีฟอกเงิน เอี่ยวยาเสพติด2หมื่นล้าน ‘เท้ง’ครวญอ้างเหตุสุดวิสัย มติพรรคส่ง‘เท่าพิภพ’แทน

บก.ปส.บุกจับเครือข่ายยาเสพติด 22 เป้าหมาย 7 หมายจับ ในพื้นที่ 5 จังหวัด พบหนึ่งใน ผู้ต้องหา เป็นผู้สมัครสส.พรรคประชาชน เอี่ยวคดีบริษัทฟอกเงินยาเสพติด เงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน คุมตัวส่งตร.บช.ปส.เจ้าตัวยันบริสุทธิ์-ไม่ได้รับเงิน ยอมรับเป็นกรรมการ1ใน4บริษัทเครือข่าย ขณะที่กก.บห.ปชน.อ้างพลาดตรวจประวัติ เจอหมายจับโผล่ ยันคำเดิม“มีส้ม ไม่มีเทา” หัวหน้า ‘เท้ง’ขอโทษประชาชนชี้เป็นเหตุสุดวิสัย ตรวจสอบประวัติไม่พบเพราะหมายจับเพิ่งออก ย้ำมาตรฐานจริยธรรมสูง สั่งถอนชื่อผู้สมัครสส.ทันที พร้อมเร่งหาคนใหม่สู้ศึกก่อนปิดรับสมัคร31ธ.ค. ‘เท่าพิภพ’อาสาลงชิง โดย มติปชน.ส่ง’เท่าพิภพ’ลงสมัครแทน เตรียมสมัครพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 29 ธันวาคม 2568 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)ได้ปล่อยแถวกำลังพลเปิดปฏิบัติการ Black Mirror TKP ตรวจค้นและทลายเครือข่ายค้ายาเสพติด 22 เป้าหมาย 7 หมายจับ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.ลพบุรี และ จ.ตรัง โดยได้ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจและชุดปฏิบัติการพิเศษ ‘สยบไพรี’รวมจำนวนกว่า 120 นาย ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดชุดใหญ่ ส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 โดยมี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เป็นประธานให้โอวาทและปล่อยแถวกำลังพล

โดยหนึ่งในจุดที่เข้าค้น คือบริเวณบ้านหรูหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในพื้นที่แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน ซึ่งจุดดังกล่าวสามารถจับกุมผู้ต้องหา ตามหมายจับได้ 2 ราย เป็นสามีชาวไทยและภรรยาชาวลาว พร้อมของกลางเป็นรถยนต์หรู 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน เงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท อาวุธปืนสั้น 11 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง อาวุธปืนยาว 5 กระบอก และตุ๊กตาหรู 3 ตัว

เปิดโปงบริษัทพัวพันค้ายาเสพติด

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.)ซึ่งได้เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเปิดเผยถึงปฏิบัติการดังกล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11ก.พ.ที่ผ่านมา กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี สามารถจับกุมขบวนการลักลอบขนยาเสพติดชาวลาวได้จึงได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลพบว่า ขบวนการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีค้ายาเสพติดอีกกว่า 7 คดี

ขณะเดียวกันยังพบว่าขบวนการดังกล่าวได้เปิดบริษัทเครือ TKP ซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจขนส่ง จำนวน 4 บริษัทแต่ละบริษัทมีกรรมการจดทะเบียนในลักษณะของไขว้กันซึ่งแทบไม่ได้ทำกิจกรรมธุรกิจตามที่ได้จดทะเบียนเอาไว้เลย แต่พบว่าทั้ง 4 บริษัทมีเงินสะพัดหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้านบาทใน 50 บัญชีบริษัท บางบัญชีมีเงินหมุนเวียนสูงสุดถึง 20 ล้านบาท โดยเงินที่หมุนเวียนนั้น พบว่าเป็นเงินที่เชื่อมโยงมาจากขบวนการค้ายาเสพติดและนำมาฟอกเงินอีกที จึงเป็นเหตุทำให้ตำรวจปราบปรามยาเสพติดดำเนินการสืบสวนสอบสวนและเปิดปฏิบัติการทลายขบวนการยาเสพติดเครือข่ายดังกล่าว 22 จุดใน 5 จังหวัด โดยมีผู้ต้องหาจำนวน 7หมายจับในข้อหาเกี่ยวกับฟอกเงินและยาเสพติด ซึ่งในจุดบ้านพักย่านแขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชันนี้พบว่าผู้ต้องหาสามีภรรยาคู่นี้เป็นกรรมการบริษัทให้การยอมรับว่า รับจดทะเบียนเปิดบริษัท แต่ไม่สามารถให้การเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทได้ เพราะไม่ได้ดำเนินธุรกิจเลย

หนึ่งในผู้ต้องหาเป็นผู้สมัคร สส.

ขณะเดียวกันยังพบว่าหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ เป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ในย่านฝั่งธนบุรี เขต33 เขตบางพลัดและบางกอกน้อย ยกเว้น แขวงศิริราช สังกัดพรรคการเมืองชื่อดังพรรคหนึ่ง ซึ่งทางตำรวจได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกจนพบว่ามีพยานหลักฐานทั้งเรื่องของเส้นทางการเงินที่รับเงินจากเครือข่ายดังกล่าวเป็นรายเดือนและผู้ต้องหาสามีภรรยายอมรับว่าให้เงินกับนักการเมืองรายนี้ จึงนำมาสู่การเสนอหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับ โดยตอนนี้ทางตำรวจปราบปรามยาเสพติดสามารถจับกุมผู้สมัคร สส.รายดังกล่าวได้แล้วและกำลังนำตัวเข้ากองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

คุมตัว“บุญฤทธิ์” ส่ง บช.ปส.

ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดควบคุมตัว นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต 33 (บางพลัด–บางกอกน้อย ยกเว้นแขวงศิริราช) ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ เข้าพิมพ์ลายนิ้วมือและดำเนินการตามขั้นตอน ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด

นายบุญฤทธิ์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ยืนยันตนไม่ได้รับเงินเป็นรายเดือนจากเครือข่ายยาเสพติด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือรับรู้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติด แต่ยอมรับว่าตนเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทจำนวน 4 คน ของบริษัทที่ถูกระบุว่าอยู่ในเครือข่ายของผู้ต้องหาในคดีนี้ แต่ไม่ทราบถึงพฤติการณ์ที่ผิดกฎหมาย และไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ

ทั้งนี้นายบุญฤทธิ์ยังขอโทษพรรคประชาชนรวมถึงประชาชนทุกคน จากกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องทางคดีเดี๋ยว ต้องพูดคุยกันอีกที ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมเผยว่า หลังจากนี้ คงไม่อาจจะลงเล่นการเมืองได้อีกแล้ว

กก.บห.ปชน.ขอโทษประชาชน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชนในฐานะผู้รับผิดชอบแคมเปญเลือกตั้งกรุงเทพฯแถลงข่าวด่วนว่าเมื่อช่วงเวลา 07.00 น. ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามตารางการหาเสียงช่วงปีใหม่ของ นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. เขตบางพลัด-บางกอกน้อย จึงได้ทราบว่าบุญฤทธิ์ถูกออกหมายจับเนื่องจากมีชื่อในบริษัทที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงิน

“ผมต้องขอโทษพี่น้องประชาชนอย่างสูงโดยเฉพาะชาวบางพลัดและบางกอกน้อย พรรคได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้สมัครทุกคนอย่างละเอียด แต่ในกรณีบุญฤทธิ์ไม่มีการออกหมายเรียก ออกมาเป็นหมายจับเลย ในวันที่17 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่พรรคได้ตรวจประวัติผู้สมัครทุกคนเสร็จสิ้นไปแล้ว พรรคจึงไม่ทราบเรื่อง มาทราบเมื่อเช้าตอนที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้สมัครแล้วทันทีที่ทราบเรื่องเมื่อเช้าวันนี้พรรคก็ได้ดำเนินการแจ้งผู้สมัครและแถลงต่อประชาชนว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เรายืนยันว่าไม่มีการปกปิดหรือปกป้องใครทั้งสิ้น” นายพิจารณ์ กล่าว

เร่งหาตัวผู้สมัครใหม่-ย้ำมีส้มไม่มีเทา

นายพิจารณ์ ยืนยันว่าพรรคจะต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่ ซึ่งสามารถทำกระบวนการได้ทันก่อนหมดเขตรับสมัครในวันที่ 31ธันวาคมนี้ ส่วนในคดีของนายบุญฤทธิ์ เจ้าตัวต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ตัวเองตามสิทธิ์ ซึ่งพรรคจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พรรคประชาชนยืนยันเรื่อง“มีส้มไม่มีเทา”ไม่มีการปกป้องใครแม้เป็นผู้สมัครของตัวเอง โดยพิจารณ์ยืนยันว่าการที่ตำรวจออกหมายจับ ก็แสดงว่ามีพยานหลักฐานหนักแน่นพอสมควรก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมทำงานไปตามปกติ

“เท้ง”ยังย้ำพรรคมีจริยธรรมสูง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นพื้นที่เป้าหมายเครือข่ายยาเสพติดและยึดทรัพย์สินกว่า 200 ล้านบาท โดยพบความเชื่อมโยงทางบัญชีของ นายบุญฤทธิ์ ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอยืนยันว่ากรณีนี้ถือเป็นตัวอย่างการทำงานของพรรคประชาชน ที่พร้อมยอมรับความจริงและถอนชื่อผู้สมัครออกทันที แม้คดียังไม่ถึงที่สุด เพราะเรายึดมั่นว่าคนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองต้องมีมาตรฐานจริยธรรมสูง

“ผมขอแสดงความเสียใจและขอโทษกับประชาชนทุกคนอีกครั้ง ยืนยันว่าเราคัดสรรผู้สมัครอย่างเต็มที่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะจากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมก่อนหน้านี้ไม่พบข้อมูลในระบบ เนื่องจากหมายจับเพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่การจับกุมเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน” นายณัฐพงษ์กล่าว

มั่นใจคนใหม่ไร้ประวัติด่างพร้อย

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคจะดำเนินการส่งผู้สมัครคนใหม่ลงแทนในเขต 33 อย่างแน่นอน โดยต้องเร่งดำเนินการยื่นสมัครต่อ กกต. ให้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน โดยคนใหม่ที่จะมาแทนต้องเป็นคนที่พรรคมั่นใจว่ามีอุดมการณ์ตรงกันและไม่มีประวัติด่างพร้อย

เมื่อถามถึงผลกระทบต่อแคมเปญหาเสียง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่กระทบความเชื่อมั่น แต่กลับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “มีส้มไม่มีเทา” คือการกระทำจริง ไม่ใช่แค่คำพูด การขจัดสีเทาไม่ได้แปลว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเลย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเรา “ไม่ปกป้องพวกพ้อง” และจัดการทันทีที่ทราบข่าว พร้อมยืนยันว่า พรรคประชาชนมีความรับผิดชอบทางการเมืองสูง และได้พิสูจน์แล้วด้วยการถอนตัวผู้สมัครทันที

“เท่าพิภพ”อาสาลงชิงสส.เขต33เอง

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีต สส.กทม. เขตคลองสาน ธนบุรี ราษฎร์บูรณะ กทม. พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ภารกิจฟื้นความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคสำคัญที่สุด ตนพร้อมกลับมารับใช้คนกรุงเทพฯ อีกครั้งในฐานะผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน แม้ตนจะประกาศไปแล้วว่า ขอวางมือจากงานการเมือง แต่วันนี้สถานการณ์คับขัน จึงยอมกลับคำพูด เพื่อให้พรรคได้มีผู้สมัครที่ประชาชนพอจะไว้วางใจได้ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อคนกรุงเทพฯ

มติปชน.ส่ง’เท่าพิภพ’ลงชิงแทน

ที่ทำการพรรคประชาชน สมาชิกพรรคประชาชนจังหวัดกรุงเทพฯ ได้ประชุมเพื่อจัดทำไพรแมรี่ตามกฎหมาย เพื่อคัดเลือกผู้สมัคร สส. เขตบางพลัด-บางกอกน้อย แทนผู้สมัครเดิมที่โดนออกหมายจับ โดยผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติรับรองเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. ด้วยคะแนน 88-0 โดยหลังจากนี้จะนำรายชื่อส่งให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ในวันพรุ่งนี้ (30 ธ.ค.)นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กก.บห.พรรคประชาชนผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งกรุงเทพและน.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชนจะนำผู้สมัครไปยื่นเอกสารการสมัครสส.ที่อาคารกีฬาเวส 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย–ญี่ปุ่น ในเวลา8.00น.จากนั้นเดินทางหาเสียงย่านบางขุนนนท์

‘รังหนอนสีเทา’ สื่อตั้งฉายา‘สภาปี68’ ปธ.สว.‘หมงล้งบุรีรัมย์’

‘รังหนอนสีเทา’  สื่อตั้งฉายา‘สภาปี68’  ปธ.สว.‘หมงล้งบุรีรัมย์’

‘รังหนอนสีเทา’ สื่อตั้งฉายา‘สภาปี68’ ปธ.สว.‘หมงล้งบุรีรัมย์’

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สื่อสภาตั้งฉายาสภาปี 68 “รังหนอนสีเทา” ขณะที่สภาสูง “รังของหนู” ส่วน ประธานวุฒิฯ “หมงล้งบุรีรัมย์” ยกเหตุการณ์แห่งปี กรณีพรรคประชาชนโหวตเลือก “อนุทิน” เป็นนายกฯและส่งผลถึงเหตุยุบสภาต่อมา‘วาทะแห่งปี’ ยกให้คำกล่าวของ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ในวันโหวตให้ ‘อนุทิน’เป็นนายกฯที่ว่า‘เลือกให้เป็นนายกฯเพื่อยุบสภา’

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ร่วมกันตั้ง “ฉายาสภา” เป็นธรรมเนียมประจำทุกปี เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติทั้ง สส.และ สว. ตลอดปี 2568 ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของ สส. และ สว. มาโดยตลอด ดังนี้

“สภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “รังหนอนสีเทา” หากเปรียบสภาเป็นร่างกายที่เป็นตัวแทนของประชาชน ในปีนี้ถูกมองว่ามีการกัดกินผลประโยชน์ภายในร่างกายเราจนเน่าเฟะ สส. หลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมและการทำหน้าที่ที่ไม่ยึดโยงกับประโยชน์ส่วนรวม แต่กลับมุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เหมือนหนอนที่รุมชอนไชอยู่ภายในซากที่รอวันเสื่อมสลาย อีกทั้งที่ผ่านมาเรามักจะเห็นคำว่า “งูเห่า” เกิดขึ้นในสภา แต่ระยะหลัง สส.ที่ถูกมองเป็นงูเห่าไม่กล้าเผยตัว แต่ไปแฝงในพรรคการเมืองต่างๆ เปรียบเหมือนกับ “หนอน” ที่แฝงอยู่ในนั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ในเชิงนโยบายหรือโครงการต่างๆ ร่วมกัน เป็นการทำธุรกิจการเมืองแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย โดยแทบไม่มีคำว่าประชาชนอยู่ในสมการแม้แต่นิดเดียว

ส่วนคำว่า“สีเทา”สะท้อนถึงพฤติกรรมของนักการเมืองที่อยู่ในสภา ไม่มีใครขาวสะอาดอย่างแท้จริง เพราะปรากฎข่าวว่ามีส่วนพัวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับที่กฎหมายอาจเอื้อมไม่ถึง จนทำให้ภาพลักษณ์ของสภาในปีนี้ ถูกมองว่าไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แต่มุ่งแสวงหาอำนาจให้กับตนเองและพวกพ้อง ดังนั้น “รังหนอนสีเทา” จึงหมายถึง สภาที่รวบรวมเหล่านักการเมืองที่ขาดความสง่างาม มุ่งเน้นการกัดกินงบประมาณและอำนาจผ่านการดีลผลประโยชน์ข้ามขั้วโดยไม่สนจุดยืนทางการเมืองและหน้าที่ของตนเอง

“วุฒิสภา” ได้รับฉายา “รังของหนู” วุฒิสภาเปรียบเสมือนที่รวมบุคคลต่างๆ ซึ่งมาจากหลายสาขาอาชีพ แต่พฤติกรรมของวุฒิสภากลับถูกมองว่าเป็นคนของผู้มีอำนาจ และอยู่ภายใต้พรรคการเมืองหนึ่ง เปรียบเหมือนหนูที่อยู่ในรัง ที่มีการจับกลุ่มกันจนถูกตั้งข้อครหาว่า “พวกมากลากไป” ใช้กลไก “จริยธรรม” เล่นงานเสียงข้างน้อยให้ไม่มีที่ยืน แม้รัฐบาล “นายกฯ หนู” จะอ้างว่าไม่สามารถสั่ง สว. ชุดนี้ได้ แต่เสียงข้างมากก็ยังไม่มีแตกแถว เดินหน้าโหวตองค์กรอิสระรัวๆ แม้จะมีข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือทำเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งก็ไร้ความสะทกสะท้าน

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายา “หมงล้งบุรีรัมย์” “เฮียหมง” หรือ “เสี่ยหมง” ชื่อเล่นที่ภูมิใจของ “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูจะมีความสุขและเชี่ยวชาญกับบทบาท “เถ้าแก่ล้งผลไม้” มากกว่าการเป็นประมุขสภาสูง ผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานวุฒิสภา แต่คือการสวมบทบาทเถ้าแก่ล้งผลไม้พรีเซน “ทุเรียนน้ำแร่” ของดีบุรีรัมย์ และมังคุดเกรดเอระดับพรีเมียม อย่างน้ำไหลไฟดับ จนทำให้ยอดขายถล่มทลาย แต่พอไมค์จ่อปากถามถึงประเด็นร้อนทางการเมือง นายมงคลมักจะเกิดอาการ “โรคกลัวดอกพิกุลจะร่วง” ทันที ไม่ยอมพูดยอมจาพร้อมเอ่ยปากด้วยวลีเด็ด “ประธานต้องเป็นกลาง เขาไม่ให้พูด” ต่างจากตอนขายทุเรียนลิบลับ จนถูกมองว่าเป็นเสี่ยล้งผลไม้มากกว่าประมุขสภาสูง

“ดาวดับ”สื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีความเห็นร่วมกันที่จะมีผู้ได้รับตำแหน่งนี้ 3 คนได้แก่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นายอลงกต วรกี สว.และนายเศรณี อนิลบล สว.เนื่องจากในกรณีของนายมงคลจะสอดคล้องกับฉายาประธานวุฒิสภาคือ“หมงล้งบุรีรัมย์”ที่ผลงานเด่นชัดไม่ใช่การทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา

ส่วนนายอลงกต ที่พยายามทำตัวเด่นไม่ว่าจะเป็นดรามาแกล้งร้องไห้ล้อเลียนเพื่อนสว.ด้วยกัน หรือให้สัมภาษณ์สื่อด้วยภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน รวมถึงท่าทางจีบปากจีบคอ แต่กลับทำให้บุคคลภายนอกมองว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับการเป็นสมาชิกวุฒิสภา

ขณะที่นายเศรณีก็ถือเป็นดาวดับอีกคนมีพฤติกรรมที่ถูกเผยแพร่ทางโซเชียลด่ากราดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา หลังเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้เปิดกระจกเพื่อตรวจสอบรถเข้า-ออก อาคารรัฐสภาตามหน้าที่ปกติ แต่นายเศรณีกลับแสดงความไม่พอใจใช้ถ้อยคำต่อว่าหยาบคายอย่างรุนแรง รวมถึงชี้หน้าข่มขู่ แม้ภายหลังจะออกมาชี้แจงแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้นายเศรณีดูดีขึ้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภายังเห็นควรให้ฉายาดาวดับกับนายธนกร ถาวรชินโชติ สว.ด้วยเนื่องจากถูกศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ตัดสินจำคุก 4ปีในคดีลักทรัพย์ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มูลค่ากว่า1.5ล้านบาท รวมถึงกรณีที่นายธนกรถูกอดีตสาวคนสนิทยื่นสอบจริยธรรมต่อคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะยังไม่มีการตัดสินจนถึงที่สุด แต่ในฐานะสมาชิกสภาสูงก็ไม่สมควรมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

“วาทะแห่งปี”ได้แก่“วันนี้เราไม่ได้เลือกคุณอนุทิน มาบริหารประเทศ เราเลือกคุณอนุทิน ชาญวีรกูล มายุบสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน”โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอภิปรายปิดท้ายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568

“เหตุการณ์แห่งปี”ได้แก่ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568พรรคประชาชนโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่32 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากคลิปสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ภายหลังจากนายอนุทินได้รับโหวตเป็นนายกฯทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อมาคือในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 วาระพิจารณากำหนดร่างหลัก ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หลังจากที่ประชุมลงมติรับหลักการร่างของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและคณะเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)และร่างของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และคณะเสนอให้มี สสร.มาจากการเลือกตั้งบางส่วนและอีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาเพื่อถ่วงดุลโดยที่ประชุมรัฐสภามีมติ 300 ต่อ 287 เสียง เห็นชอบให้ใช้ร่างของนายพริษฐ์ เป็นร่างหลักในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาการพิจารณากฎหมายต่างๆ ร่างของรัฐบาลมักจะชนะ แต่ครั้งนี้กลับเป็นร่างของพรรคฝ่ายค้านที่ชนะ

จนนำมาสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งคือในวันที่ 11ธันวาคม 2568 ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 เกี่ยวกับการตัดอำนาจ สว.1ใน3ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้ตัด แต่สว.ส่วนใหญ่คัดค้าน และดูเหมือนเสึยงส่วนใหญ่จะเห็นชอบไม่ให้ตัดอำนาจ สว.ออกทำให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แก้ปัญหาด้วยการลุกอภิปรายว่าหากไม่ตัดอำนาจ สว.1ใน3ออกนายอนุทินก็ควรยุบสภาไปเลย ทำให้นายอนุทินประกาศยุบสภาทันที โดยมีผลในวันที่ 12 ธันวาคม 1568โดยอ้างเหตุผลว่ายุบสภาตามที่นายณัฐพงษ์บอก และตามMOAว่าเลือกนายอนุทินมาเพื่อยุบสภาผู้แทนราษฎร

คู่กัดแห่งปี ได้แก่ คู่ของ สว.พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ สว.นันทนา นันทวโรภาส แม้จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ถือว่าอยู่กันคนละขั้ว และในการประชุมวุฒิสภาทั้งคู่มักจะมีวิวาทะกันตลอด ไม่ว่า น.ส.นันทนาจะอภิปรายวาระอะไรนายพิสิษฐ์มักจะลุกขึ้นโต้แย้งด้วยเหตุผลในมุมของตนเองอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในวาระพิจารณาเลือกองค์กรอิสระต่างๆ ที่ น.ส.นันทนามักจะขอให้วุฒิสภาชะลอการลงมติไว้เนื่องจากวุฒิสภายังมีเอี่ยวในเรื่องคดีฮั้วสว.อยู่เกรงว่าอาจจะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ตลอดเวลาแต่ถูกสว.พิสิษฐ์ ลุกขึ้นสวนกลับทุกครั้ง ถึงขั้นไล่ น.ส.นันทนาออกจากห้องประชุมและให้น.ส.นันทนาไปหาหมอเพราะเป็นห่วงว่าจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ขณะที่น.ส.นันทนาเมื่อออกมาให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวก็มักจะเหน็บแนมนายพิสิษฐ์เป็นประจำ

ทั้งนี้ปีนี้สื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีมติงดตั้งฉายา“ประธานสภาผู้แทนราษฎร” “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”และ“ดาวเด่น”เนื่องจากอยู่ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง จึงกังวลว่าหากตั้งฉายาไปแล้วอาจถูกนำไปโจมตีกันได้ หรือเสี่ยงต่อกฎหมายเลือกตั้ง เพราะเป็นการให้คุณให้โทษกับผู้ถูกพูดถึง หากบุคคลนั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง