จดหมายถึงนายกฯ! วิกฤต‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ สะท้อนศักยภาพการช่วยชีวิตผู้คนของรัฐบาล

จดหมายถึงนายกฯ! วิกฤต‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ สะท้อนศักยภาพการช่วยชีวิตผู้คนของรัฐบาล

จดหมายถึงนายกฯ! วิกฤต‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ สะท้อนศักยภาพการช่วยชีวิตผู้คนของรัฐบาล

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.47 น.

จดหมายถึงนายกฯ! วิกฤต‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ สะท้อนศักยภาพการช่วยชีวิตผู้คนของรัฐบาล

26 พฤศจิกายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ท่านนายกรัฐมนตรี ครับ

เรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ ผมคิดว่า วันนี้ จากความหิว จากความอ่อนล้า และจากการที่บางคนมีโรคประจำตัว หลายคนอาจจะเริ่มเสียชีวิตแล้ว

มีคนขอความช่วยเหลือผมมาเยอะ ผมทำได้เพียงส่งต่อความช่วยเหลือนั้นไปยังภาคเอกชน และคนที่รู้จักกัน ขอให้เขาเข้าไปช่วยเหลือ

แต่เสียใจจริงๆ เขาช่วยไม่ได้ เพราะคนที่แข็งแรงและสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ เขาก็ไม่มีเรือ เรือจึงเป็นอุปกรณ์หลักในการช่วยชีวิต

วันนี้ โทรศัพท์แต่ละคนก็คงจะหมดแบตเตอรี่แล้ว การค้นหาผู้ประสบภัย และการช่วยชีวิตก็จะยากขึ้น

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ

ผมตามข่าว เห็นว่าท่านจะประกาศภาวะฉุกเฉิน มีผบ.ทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าชุด แต่ตั้งแต่ก่อนประกาศภาวะฉุกเฉิน กับข่าวว่าประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว การช่วยเหลือยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย

น้ำก็เป็นสิ่งสำคัญ หากมีเรือก็ควรมีน้ำติดเรือเข้าไปบ้าง เพราะผู้ประสบภัย ขาดแคลนน้ำ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาหาร เพราะเขาขาดมาหลายวันแล้ว

ผมไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ แต่วันนี้ การช่วยชีวิต นับเป็นนาทีต่อนาทีแล้ว

ผมไม่แนะนำอะไรเยอะ เพราะอาจขัดกับสิ่งที่ท่านทำอยู่แล้ว การแนะนำของผมอาจไม่เป็นไปตามหลักในการช่วยชีวิต

ผมขอเพียง ทำให้เร็วกว่านี้ เพิ่มคนให้มากกว่านี้ เพิ่มเรือให้มากกว่านี้ ทำได้ไหม

ผมไม่อยากให้ผู้ใดเข้ามาแสดงความเห็น ให้ภาคเอกชน และ ภาครัฐที่เขาทำหน้าที่อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เสียกำลังใจ

ผมเพียงตั้งคำถาม กับท่านนายกรัฐมนตรี ว่า ประเทศเรามีศักยภาพในการช่วยชีวิตคนได้แค่นี้หรือครับ

ผมเสียใจจริงๆ

ผ่าเกมการเมือง!‘ยุบสภา’วันไหนอยู่ที่‘เพื่อไทย’พรรคเดียว

ผ่าเกมการเมือง!‘ยุบสภา’วันไหนอยู่ที่‘เพื่อไทย’พรรคเดียว

ผ่าเกมการเมือง!‘ยุบสภา’วันไหนอยู่ที่‘เพื่อไทย’พรรคเดียว

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.02 น.

ผ่าเกมการเมือง!‘ยุบสภา’วันไหนอยู่ที่‘เพื่อไทย’พรรคเดียว

26 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ยุบสภาวันไหน อยู่ที่เพื่อไทยพรรคเดียว” ระบุว่า…

ยุบสภาวันไหน อยู่ที่เพื่อไทยพรรคเดียว

เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 10 – 11 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่…) พ.ศ. …ในวาระ2 ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นวันเปิดประชุมสมัยสามัญของสภาผู้แทนราษฎร

การที่รัฐบาลเสนอพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของพรรคประชาชน ที่ต้องการให้รัฐบาลแสดงความจริงใจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตาม MOA

เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญแล้ว และพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ2 ต้องเว้นระยะเวลาต่อไปอีก 15 วัน จะมีการลงมติในวาระ3 คือ ประมาณวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เมื่อผ่านวาระ3ไปแล้ว ก็เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามมาตรา 151 หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลเองต้องการจะให้พรรคเพื่อไทยยืนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 152

แต่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยคงจะไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 152  เพราะถ้ายื่นญัตติฯจริง รัฐบาลก็จะเปิดให้มีการอภิปรายแบบไม่ลงมติ ถ้าหากมีการอภิปรายตามมาตรา152 ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการอภิปรายของพรรคเพื่อไทยอภิปรายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคภูมิใจไทยจะอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทย เพราะแผลหรือจุดอ่อนของการทำงานช่วงที่เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย 2ปี ยาวนานกว่าหรืออาจจะมีมากกว่าแผลของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่ทำงานมาเพียงหนึ่งเดือนกว่าๆเท่านั้น

พรรคเพื่อไทย จึงปิดเกมโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 นายอนุทินประกาศชัดเจนว่า จะยุบสภาทันที ไม่ให้มีการอภิปราย เพราะอภิปรายดีแค่ไหนก็โหวตแพ้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย  ถ้าเป็นเช่นนี้เกมการยุบสภา ก็อยู่ที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้กำหนด ถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการจะให้เกมปิดเร็ว ก็ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในวัน เปิดประชุมสภาสมัยสามัญ คือวันที่ 12 ธันวาคม รัฐบาลจะยุบสภาทันที

แต่ถ้าหากว่าเป็นไปตามกระแสข่าวที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนไปคุยกับนายจุลพันธ์  อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระ3ไปก่อน แล้วค่อยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อาจจะทำให้เกิดการยุบสภาในช่วงปีใหม่ คืนอำนาจให้กับประชาชน มอบของขวัญวันปีใหม่ให้กับประชาชน

เกมการเมืองทั้งหมด จะยุบสภาวันไหน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว

จดหมายจากลุงป้อม! ส่งกำลังใจถึงพี่น้องชาวภาคใต้ทุกคน

จดหมายจากลุงป้อม! ส่งกำลังใจถึงพี่น้องชาวภาคใต้ทุกคน

จดหมายจากลุงป้อม! ส่งกำลังใจถึงพี่น้องชาวภาคใต้ทุกคน

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.47 น.

25 พฤศจิกายน 2568 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายหลังการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในสถานการณ์วิกฤตนี้อย่างยิ่ง จึงได้กำชับให้ทีมงานของพรรคฯ ทุกคนผนึกกำลังเร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 พ.ย.68) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ซึ่งขณะนี้สามารถเปิด “โรงครัวพลังประชารัฐ” เพื่อจัดทำอาหารปรุงสุกแจกจ่ายได้แล้ว 3 จุด ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ปัตตานี และนราธิวาส

โดย พลเอกประวิตร ได้เขียนจดหมายถึงประชาชนด้วยความตั้งใจว่า “ผมขอส่งกำลังใจถึงพี่น้องชาวภาคใต้ทุกคน ด้วยความห่วงใย” และยืนยันว่าพรรคฯ จะไม่หยุดนิ่งในการช่วยเหลือ สั่งการให้เร่งจัดตั้งทีมงานเคลื่อนที่เพื่อตระเวนสำรวจความเดือดร้อนและเตรียมการเปิดโรงครัวเพิ่มเติม 

พร้อมทั้งเร่งประสานจัดหาเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติภารกิจกู้ภัยในการส่งต่อความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

‘ธรรมนัส’ระดมเรือ-เจ็ตสกี ฝ่าพายุฝนลุยน้ำท่วม-อพยพประชาชนกว่า 500 ชีวิตสำเร็จ

‘ธรรมนัส’ระดมเรือ-เจ็ตสกี ฝ่าพายุฝนลุยน้ำท่วม-อพยพประชาชนกว่า 500 ชีวิตสำเร็จ

‘ธรรมนัส’ระดมเรือ-เจ็ตสกี ฝ่าพายุฝนลุยน้ำท่วม-อพยพประชาชนกว่า 500 ชีวิตสำเร็จ

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.44 น.

ปฏิบัติการ 8 ชั่วโมง! ‘ธรรมนัส’ระดมเรือ-เจ็ตสกี ฝ่าพายุฝนลุยน้ำท่วม-อพยพประชาชนกว่า 500 ชีวิตสำเร็จ บุกถึง‘ศูนย์พักพิงหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์’หลังพบขาดแพทย์ อาหาร เสื้อผ้า เร่งสั่งการเติมเต็มทันที

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลาประมาณ 22.20 น.วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ระดมทุกกำลังจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นเรือตำรวจ เรือกรมประมง ทีมอาสาภาคเอกชน รวมถึงเจ็ตสกีจากทั่วประเทศ ลงพื้นที่ลุยน้ำท่วมภายใต้พายุฝน เพื่ออพยพประชาชนจากพื้นที่น้ำท่วมสูง ตั้งแต่เวลา 13.30 – 21.30 น. สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้กว่า 500 คน

ต่อมา ร.อ.ธรรมนัส ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือจากศูนย์พักพิงโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ หลังพบว่าศูนย์ขาดแคลนแพทย์ประจำ ยาสามัญ เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน และอาหารไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ประสบภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ร.อ.ธรรมนัส จึงลงพื้นที่ด้วยตนเอง พร้อมสั่งการด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดหาอาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า และเวชภัณฑ์เพิ่มเติมทันที โดยกำชับให้มีแพทย์ประจำศูนย์อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับผู้เจ็บป่วย ซึ่งภายหลังคำสั่งการ คณะแพทย์–พยาบาล รถฉุกเฉิน รวมถึงสิ่งของจำเป็นถูกส่งถึงศูนย์พักพิงทันเวลา ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผ่าปม‘พรรคส้ม’พลิกเกมกล่อม‘เพื่อไทย’เบรกซักฟอก ผวายุบสภา ดับฝันแก้ รธน.

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผ่าปม‘พรรคส้ม’พลิกเกมกล่อม‘เพื่อไทย’เบรกซักฟอก ผวายุบสภา ดับฝันแก้ รธน.

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผ่าปม‘พรรคส้ม’พลิกเกมกล่อม‘เพื่อไทย’เบรกซักฟอก ผวายุบสภา ดับฝันแก้ รธน.

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยช่วงนี้สั่นสะเทือนสมการอำนาจอย่างที่ไม่เคยได้เห็นในทางการเมือง เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พยายาม“กล่อม”พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้ชะลอการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยขอให้รอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาผ่านวาระ 3 เสียก่อน

โดยนายณัฐพงษ์ ยอมรับได้เข้าไปคุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจว่า เซ็นMOAเพราะอยากให้ประเทศเดินหน้า อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่การตัดสินใจ เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย ถ้ายื่นไปก็พร้อมทำหน้าที่เต็มที่ แต่ก็เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย

ขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่านายณัฐพงษ์หัวหน้าพรรคประชาชนได้มาขอให้เพื่อไทยชะลอยื่นซักฟอกจริงหลังผ่านวาระ3ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยบอกว่าการหารือไม่ได้ข้อสรุป

“พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องของจุดยืนว่าเราจะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่นายณัฐพงษ์และพรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อให้รอการลงมติวาระ3 ซึ่งยังไม่มีข้อตัดสินใจ หรือข้อสรุป หลังจากนี้ไม่เกินก่อนเปิดสมัยประชุมคงจะได้ติดต่อประสานงานและพูดคุยกันกับนายณัฐพงษ์และทีม เพื่อสรุปในเรื่องของทิศทาง”

สถานการณ์นี้ จึงไม่ใช่แค่การต่อรองระหว่างสองพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นการชี้ชะตาเส้นทางแก้ไขรธน. และอาจกำหนดอนาคตการยุบสภาของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยที่เคยประกาศไว้ว่าถ้ารอไม่ไหว อาจจะประกาศยุบสภา วันที่ 12 ธันวาคมนี้

ล่าสุด ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ได้เห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกสมัยประชุมวิสามัญ รัฐสภา ในวันที่ 10-11 ธันวาคม เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ วาระ 3 เมื่อเปิดสมัยวิสามัญในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 เสร็จสิ้นแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 2560 กำหนดให้ต้องรอไว้ 15 วัน เพื่อให้รัฐสภาได้ลงมติในวาระ 3 ในวันที่ 29 ธันวาคม 2568 เพื่อให้เสร็จทันปีนี้

ที่น่าสนใจ ทำไม ปชน. ต้องเร่งให้แก้รัฐธรรมนูญผ่านก่อนซักฟอก?

พรรคประชาชนได้วางยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ภารกิจสูงสุด คือ“ดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จในชั้นวาระ 3”ซึ่งถือเป็นเป้าหมายเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าการซักฟอกรัฐบาลในรอบนี้

แรงจูงใจหลักของ ปชน.ได้แก่

กลัวรัฐบาลยุบสภาก่อนวาระ 3 เพราะหากสภาถูกยุบก่อนการลงมติวาระ 3แล้ว การแก้รธน.จะ ตกไปทันที ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมดในสภาชุดหน้า นี่คือ สิ่งที่ปชน.มองว่าเป็น“ฝันร้ายที่สุด”

การยื่นซักฟอกอาจเป็นชนวนเร่งยุบสภา

หากเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเดินหน้าเต็มที่ รัฐบาลอาจตีความว่าเป็นแรงกดดันและใช้เป็นเหตุยุบสภาเพื่อหนีการปะทะการซักฟอก จึงเป็น“ความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น”ในมุมปชน.อาจจะสูญเปล่าไม่ได้อะไรเลย

เป้าหมายสำคัญ แก้รธน.คือผลงานทางการเมืองที่จับต้องได้

หากวาระ 3 ผ่าน นั่น คือ เครดิตสูงสุดของพรรคปชน. ในฐานะ“พรรคแก้รัฐธรรมนูญ”โดยไม่ว่าต่อไปจะเป็นฝ่ายค้าน หรือ รัฐบาล ก็ยังกลายเป็นมีผลงานชิ้นใหญ่ติดตัวไปเพื่อนำหาเสียงในการเลือกตั้ง

ทำไม เพื่อไทย ไม่ให้คำตอบชัดเจน?

แม้พรรคเพื่อไทยยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อปชน.แต่ก็มีเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้“ยังไม่ปิดดีล”ได้แก่

เพื่อไทยต้องรักษาภาพผู้นำฝ่ายค้าน

เพื่อไทยถูกคาดหวังจากสังคมว่า ต้องใช้เครื่องมือการซักฟอกเพื่อถ่วงดุลในการตรวจสอบรัฐบาลหวังปุกหมุดติดชนักปักหลังพรรคภูมิใจไทย เพื่อเรียกคะแนนนิยมก่อนยุบสภาเพื่อไปการเลือกตั้ง หากยอมถอยตามแรงกดดันมากเกินไป ท่ามกลางกระแสตกขณะนี้ อาจยิ่งทำให้เสียฐานเสียง

เพื่อไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งในสนามเลือกตั้งล่วงหน้า  การยื่นซักฟอกเป็นเวทีสำคัญที่พรรคใช้ขยายบทบาท อาจไม่อยากปล่อยโอกาสจังหวะนั้นไปได้

เพื่อไทยไม่อยากถูกมองว่าผูกพันตนเองกับปชน.มากเกินไป เพราะสถานะของ ปชน.ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็น“ฝ่ายค้าน–ฝ่ายค้ำ–หรือฝ่ายค้านแท้” ในอนาคต

 สรุปจริงๆแล้ว พรรคปชน.อยากเป็นอะไร? ฝ่ายค้าน? ฝ่ายค้ำ? หรือ แค่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ?

จากท่าทีอย่างต่อเนื่อง สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ปชน. ไม่ได้ตั้งใจเป็นฝ่ายค้านแท้แบบแข็งกร้าวแต่ก็ไม่ต้องการถูกตีตราว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ จึงเกิดภาพว่าเป็น ฝ่ายค้าน แบบ“ค้ำเชิงเงื่อนไข”

โดยมี“เงื่อนไขใหญ่ เพียงหนึ่งเดียว”คือ แก้รัฐธรรมนูญต้องผ่าน

หลังจากนั้น พรรคปชน.มีแนวโน้มกลับไปท่าที “ฝ่ายค้านมากขึ้น” โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน กล่าวง่าย ๆ คือ ปชน.ยอมค้ำรัฐบาลเฉพาะช่วงแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ยอมค้ำตลอดไป นี่คือเหตุผลที่ช่วงนี้ ต้องกล่อม พรรคเพื่อไทย หวังไม่ให้ยื่นซักฟอกก่อนวาระ 3

หากยุบสภาก่อนวาระ 3 กลายดับฝันแก้รัฐธรรมนูญไปทันที?

ถ้ายุบสภาจริง ผลกระทบใหญ่หลวง  ร่างแก้ไข รธน.จะตกไปทันที ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดในสภาชุดใหม่และนั่นหมายถึงโอกาสต่ำมากที่ร่างจะแก้ “ทันปี 2570” ตามเป้าหมายหลายฝ่าย

ขณะที่สภาใหม่หลังการเลือกตั้ง อาจมีสมการพรรคการเมืองเปลี่ยนไป ไม่มีใครการันตีว่า ปชน. หรือพรรคที่สนับสนุนแก้รธน.จะมีเสียงมากพออีกครั้ง ส่วนฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้รธน.ปี2560 จะได้เปรียบทันที เพราะยุบสภา คือ กดปุ่มรีเซ็ต กระบวนการทั้งหมด

สรุปคือถ้ายุบสภาก่อนลงมติวาระ 3 จะดับฝันแก้รธน.ดับทันที นี่คือสิ่งที่ พรรค ปชน.กังวลอย่างยิ่ง และเป็นที่มาของท่าทีเชิงประนีประนอมในช่วงนี้ สรุปภาพรวมทิศทางการเมือง พรรคประชาชนกำลังเดินเกมแบบ“ยอมชะลอการตรวจสอบเพื่อแลกผลประโยชน์ทางโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่กว่า” คือรัฐธรรมนูญใหม่ ในอีกด้านหนึ่ง

เพื่อไทย ต้องหาสมดุลระหว่างภาพผู้นำฝ่ายค้าน vs. การไม่ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญล้มเหลว

สมการที่น่าจับตา คือ หากเพื่อไทย“ยอมชะลอ”การยื่นซักฟอก โอกาสแก้ รธน.วาระ 3 ผ่านสูงขึ้น หากเพื่อไทย“เดินหน้า”ยื่นซักฟอกเต็มรูปแบบ เสี่ยงถูกใช้เป็นชนวนเหตุยุบสภา หากยุบสภาก่อนเดตไลน์  การแก้รัฐธรรมนูญ จะจบสิ้นลงทันที ดังนั้น ทิศทางต่อไปขึ้นกับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่า จะให้ความสำคัญกับ‘ยุทธศาสตร์พรรค” หรือ “ยุทธศาสตร์โครงสร้างประเทศ”มากกว่ากัน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ในมุมมองของผม หากเราทำทุกอย่างเสร็จสิ้นภายใต้ MOA การคืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว ถ้าทำเสร็จผมคิดว่าน่าจะเป็นในมุมมองนั้นมากกว่า แต่โดยรวมสถานการณ์ปัจจุบัน เราก็ต้องเร่งทำทุกอย่าง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ก่อน”

นายไชยชนก ชิดชอบ

รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

รบ.ไฟเขียว เปิดสภาวิสามัญ10-11ธ.ค. หวังแก้รธน.เสร็จวาระ3ปีนี้

รบ.ไฟเขียว เปิดสภาวิสามัญ10-11ธ.ค. หวังแก้รธน.เสร็จวาระ3ปีนี้

รบ.ไฟเขียว เปิดสภาวิสามัญ10-11ธ.ค. หวังแก้รธน.เสร็จวาระ3ปีนี้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.ไฟเขียว เปิดสภาวิสามัญ10-11ธ.ค. หวังแก้รธน.เสร็จวาระ3ปีนี้

ไชยชนกชี้นายกฯประกาศรอสัญญาณ 12 ธันวาคม ไม่ใช่ขู่เพื่อไทยจะยื่นซักฟอกมั่นใจภูมิใจไทยพร้อมถูกซักฟอก ยันจะยุบสภาเมื่อสำเร็จตาม MOA แล้วอยากคืนอำนาจให้กับประชาชน ปชน.ยันยื่นร่างแก้รธน.เร็วสุด 26 พฤศจิกายนห่วงยุบสภาก่อนถกวาระ 3 ขอรบ.รอ 15 วันหลังผ่านวาระ 2 รับหวั่นทำมาสูญเปล่า เปรมศักดิ์” หวั่นแก้รธน.ล่มก่อนโหวตวาระ 3ไอลอว์-สมัชชาคนจนบุกทำเนียบ จี้รบ.สั่งทำประชามติรธน.ใหม่ทันที ขณะที่ครม.เห็นชอบพ.ร.ฎ.เรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ 10-11 ธ.ค. ลุยแก้รธน.ให้เสร็จทันสิ้นปี

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าให้รอดูสัญญาณวันที่ 12 ธ.ค. ว่า ในมุมมองของตนหากเราทำทุกอย่างเสร็จสิ้นภายใต้ MOA การคืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว ถ้าทำเสร็จตนคิดว่าน่าจะเป็นในมุมมองนั้นมากกว่า แต่โดยรวมสถานการณ์ปัจจุบัน เราก็ต้องเร่งทำทุกอย่างแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ก่อน

ชี้นายกฯรอสัญญาณ12ธ.ค.ไม่ใช่ขู่พท.

เมื่อถามว่ามีคนตีความว่าอาจจะเป็นการยุบสภา ก่อนจะถึงวันที่ 31 ม.ค. 69 นายไชยชนก ถามกลับว่า เพราะอะไร หากเป็นเรื่องการขู่อภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย ตนคิดว่าเราพร้อมอภิปราย ส่วนตัวไม่มีอะไรกังวลต่อการซักฟอก และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีประกาศด้วยเหตุผลนั้น ตนคิดว่าไม่ใช่ เพราะท้ายที่สุดอำนาจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่า แบบนี้เป็นไปได้สูงที่จะยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 69 ตามกรอบ MOA หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ถ้าจะยกตนเชื่อว่าเราต้องมั่นใจว่าทำตามกรอบ MOA และอยากคืนอำนาจให้กับประชาชน

ปชน.ยันยื่นร่างแก้รธน.เร็วสุด26พ.ย.

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเดินไปตามกรอบที่เราได้กำหนดไว้โดยการประชุมวันนี้เป็นการจัดการเชิงธุรการทั้งหมดในวันที่ 26 พ.ย.จะเชิญผู้ที่แปรญัตติซึ่งมี สว.4 คน สส.2คนเข้ามา แปรญัตติในมาตราต่างๆที่ไม่เห็นด้วย แต่ในบางประเด็นทางกมธ.ก็ได้ปรับแก้ไปตามที่สมาชิกได้แปรญัตติไว้แล้วเช่นเราพิจารณาแล้วเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 156 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นจะต้องมีการแก้ไข เมื่อพิจารณากฎหมายเสร็จทั้งหมดจะต้องมีการบรรจุร่างรายงาน ส่วนคำสงวนบางส่วนของผู้แปรญัตติและกรรมาธิการที่เห็นต่าง เช่น นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ,นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ,น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.และอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับสูตร 20 หยิบ 1 ทั้งนี้ทางกรรมาธิการจะพิจารณารายงานร่วมกันในช่วงบ่ายวันที่ 26 พ.ย.หากเป็นเช่นนั้นเราจะพิจารณาได้จบสิ้นและส่งให้ประธานรัฐสภาอย่างช้าที่สุดในวันที่ 27พ.ย.หากพรุ่งนี้เสร็จเรียบร้อยก็จะส่งรายงานได้เลย

ส่วนตัวแทนคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในกรรมาธิการส่งเสียงมาว่าไม่จำเป็นต้องรอร่างเสร็จขอเพียงส่งเสียงมา การนำเสนอในคณะรัฐมนตรีเพื่อเปิดประชุมวิสามัญ นอกจากการทำหน้าที่ในฐานะประธานจะต้องติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ว่าจะมีการขอพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่และจะเปิดตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่ากับว่ากรณีของกรรมาธิการงานของเราใกล้เสร็จแล้ว หากมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป ทางกรรมาธิการก็พร้อมพิจารณาในสภาต่อไป

ห่วงยุบสภาก่อนถกวาระ3

นายณัฐวุฒิกล่าวว่ากมธ.มีความห่วงใย คือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จถึงวาระ3หรือไม่เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่เหมือนกับกฎหมายอื่นเมื่อพิจารณาวาระสองเสร็จรัฐธรรมนูญจะต้องรอไว้ 15 วันก่อนลงมติวาระ 3 หากมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญในวันที่ 1 ธันวาคม เพื่อพิจารณาวาระ 2 การลงมติในวาระ 3อาจจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป หรือถ้าเปิดประชุมสมัยวิสามัญ วันที่ 8 ธันวาเป็นต้นไปการพิจารณาวาระสามจะเกิดขึ้นในปลายเดือนธันวาคม

ยืนกรานไม่แตะหมวด 1 และ 2

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในที่ประชุมยังเห็นตรงกันให้นำข้อความหมวด 1 และหมวด 2 จากรัฐธรรมนูญปี 2560 มาใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีการแก้ไขถ้อยคำ ส่วนจะมีกรรมาธิการคนอื่นเห็นเป็นอย่างไรก็คงจะมีการไปลงมติในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อถามว่า สถานการณ์การเมืองหากมีการยุบสภาห่วงหรือไม่ว่าอาจจะทำให้สิ่งที่เราทำมาสูญเปล่าหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าไม่เป็นห่วงเสียทีเดียวก็ไม่ได้ ก่อนหน้านี้กมธ.เคยพูดคุยเรื่องนี้ในตอนต้นของการประชุมเราควรจะโฟกัสที่เนื้อหามากกว่าจึงมีการวาง สถานการณ์การเมืองไว้ก่อน แต่เชื่อว่าน่าจะไม่มีการยุบสภาก่อนพิจารณาวาระ 2 เสร็จสิ้น

ไม่อยากให้มีอุปสรรคสะดุด

ส่วนจะพิจารณาถึงวาระ 3 หรือไม่เนื่องจากมีการรอระยะเวลา 15 วันนั้น แม้จะบอกว่าไม่ได้ห่วงขนาดนั้น แต่ในเมื่อเราเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว จะเห็นว่าการปลดล็อคการแก้รัฐธรรมนูญเกิดยากมากในรอบ 8-9 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญปี2560ที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงจะเป็นโอกาสที่ดีที่ใกล้เคียงที่สุดในการจะนำไปสู่การแก้ไขได้ จึงไม่อยากให้มีอุปสรรคหรือปัญหาทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นมาเป็นข้อจำกัดหรือเป็นปัญหาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

”ความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นเชื่อมั่นตรงกับกรรมาธิการหลายท่านว่า ในเมื่อระยะเวลาแค่ 15 วันก่อนลงมติวาระ 3 อาจจะใช้กลไกการตรวจสอบรัฐบาลในรูปแบบหลากหลายซึ่งฝ่ายค้านทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย ก็ดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน ดังนั้นขอให้รออีกไม่เกิน 15 ถึง 16 วันได้หรือไม่ ก่อนจะมีสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงใดๆ พวกเราอยากให้เป็นเช่นนั้น และผม ก็สนับสนุนความคิดของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่าไม่ควรจะเอา2 เรื่องมาผูกกัน เพราะจะสะท้อนว่ารัฐบาลจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่”นายณัฐวุฒิกล่าว

ชี้ถ้ายุบสภาทุกอย่างสูญเปล่า

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคมจริง รัฐบาลเองก็ไม่สามารถยุบสภาได้ในเมื่อในเมื่อยุบสภาไม่ได้ก็ขอรอให้พิจารณารัฐธรรมนูญให้จบไปพร้อมกันได้หรือไม่ ส่วนกระแสข่าวจะยุบสภาก่อนยื่นอภิปรายนั้น ตนก็ไม่สามารถก้าวล่วงการแก้ปัญหาของรัฐบาลได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดจะจบลงแค่วาระ 2 ซึ่งในทางกฎหมายอาจไม่ตกไป 100% อยู่ที่ว่ารัฐบาลใหม่จะหยิบขึ้นมา พิจารณาต่อหรือไม่แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าเมื่อตกไปก็เสมือนเริ่มกระบวนการใหม่อีก ซึ่งไม่รู้ว่ามีฉันทามติอย่างไร ฉะนั้นแม้จะมีความกังโดยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายหรือโดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

บุกจี้รบ.สั่งทำประชามติรธน.ใหม่

วันเดียวกัน เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ConforAllพร้อมด้วยเครือข่ายสมัชชาคนจนที่ปักหลักอยู่บริเวณสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ข้างทำเนียบรัฐบาล เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อเรียกร้องให้ ครม. มีมติให้จัดการออกเสียงประชามติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันที เนื่องจากอำนาจคณะรัฐมนตรีสามารถมีมติในเรื่องที่เห็นสมควรได้ซึ่งมีตัวแทนรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มารับหนังสือ

ต้องถามฝ่ายก.ม.ให้ชัดก่อน

โดยนายภราดรกล่าวว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจะเสนอประเด็นสั่งให้มีการจัดทำประชามติในวันนี้ (25พ.ย.)แต่เมื่อทบทวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายในบางประเด็น แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประชามติแล้วไม่ได้ห้ามเอาไว้จึงกำลังให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบว่าสามารถจะดำเนินการได้หรือไม่ ในส่วนของ ครม. จะสามารถสั่งให้มีคำถามประชามติได้ แต่จำเป็นต้องถามฝ่ายกฎหมายให้ชัดเจนเสียก่อน แต่รัฐบาลตั้งใจจะทำประชามติครั้งที่ 1 ในวันที่ 29 มีนาคม 2569ที่ประกาศเอาไว้ว่า จะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569

และยืนยันว่าไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดช่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนญฉบับใหม่จะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่อย่างไร ทำประชามติพร้อมการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้น

ครม.ถกเปิดสมัยวิสามัญถกแก้รธน.

นายภราดรกล่าวทิ้งท้ายว่าในการประชุม ครม. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ครม.จะพิจารณาเรื่องการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญของรัฐสภา ในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560ในวาระ2 เมื่อเปิดสมัยวิสามัญในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 เสร็จสิ้นแล้วรัฐธรรมนูญมาตรา 2560 กำหนดให้ต้องรอไว้ 15 วัน เพื่อให้รัฐสภาได้ลงมติในวาระ 3 ในวันที่ 29 ธันวาคม 2568

ครม.เคาะเปิดสมัยวิสามัญ10-11ธ.ค.

ต่อมา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกสมัยประชุมวิสามัญ รัฐสภา ในวันที่ 10-11 ธันวาคม เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และวาระ 3 ทั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าหลังการพิจารณาในวาระ 2 แล้ว ต้องเว้นระยะเวลา 15 วันจึงจะสามารถพิจารณาในวาระ 3ได้ แต่หากต้องรอพิจารณาช่วงเปิดสมัยประชุมสามัญในวันที่ 12 ธันวาคมก็จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันช่วงก่อนปีใหม่ตามกรอบเวลาจึงมีการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อให้รัฐสภาสามารถดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จทันตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้

‘จูรี นุ่มแก้ว’ยืนยันเหตุกู้ภัยเจ็ตสกีโดนยิงไล่หลัง ผวาจนต้องถอนตัว คือเรื่องจริง!!

'จูรี นุ่มแก้ว'ยืนยันเหตุกู้ภัยเจ็ตสกีโดนยิงไล่หลัง ผวาจนต้องถอนตัว คือเรื่องจริง!!

‘จูรี นุ่มแก้ว’ยืนยันเหตุกู้ภัยเจ็ตสกีโดนยิงไล่หลัง ผวาจนต้องถอนตัว คือเรื่องจริง!!

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.12 น.

จูรี นุ่มแก้ว ยัน! เหตุการณ์ “กู้ภัยขับเจ็ตสกีโดนยิงไล่หลัง 3 นัด” คือ เรื่องจริง

นายจูรี นุ่มแก้ว ได้ออกมายืนยันผ่านเฟซบุ๊ก ว่าเหตุการณ์สุดระทึกขวัญที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายหนึ่งประสบคือ เรื่องจริง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวคือกรณีที่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ใช้เจ็ตสกีในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือน้ำท่วม ได้ถูกยิงไล่หลัง ถึง 3 นัด ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่

จูรี นุ่มแก้ว ได้ออกมาเปิดเผยว่า เหตุการณ์กู้ภัยโดนยิงไล่หลังขณะขับเจ็ตสกีนั้น ไม่ใช่เรื่องแต่งหรือข่าวลือแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน โดยระบุว่าได้รับข้อมูลมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้โดยตรง

ขณะที่เฟซบุ๊ก Tee Inkjet ได้โพสต์ข้อความยุติการช่วยเหลือ ” มาช่วยน้ำท่วม แต่โดนยิงตามหลัง 3 นัด เก็บเรือ กลับก่อนครับ ขอโทษด้วยครับ “

มหาดไทย ‘โยก-ตั้ง’ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอีกล็อต รวม 40 ตำแหน่ง

มหาดไทย 'โยก-ตั้ง' รองผู้ว่าราชการจังหวัดอีกล็อต รวม 40 ตำแหน่ง

มหาดไทย ‘โยก-ตั้ง’ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอีกล็อต รวม 40 ตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.28 น.

‘สีน้ำเงิน-แนวร่วม’ จัดทัพต่อเนื่องในพื้นที่สำคัญรับเลือกตั้ง69! ‘มท.’ โยก-ตั้ง ‘รองผู้ว่าฯ’ อีกล็อตใหญ่รวม40ตำแหน่ง

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย จำนวน3คำสั่ง แต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น (รองผู้ว่าราชการจังหวัด) จำนวน 40 ราย แบ่งได้ ดังนี้ 1.คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3511/2568 ย้ายข้าราชการ ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น (ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด) จำนวน 9 ราย  ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.68 เป็นต้นไป ตามคำสั่ง ณ  ลงวันที่ 24 พ.ย. 2568  ดังนี้

1.นางจารุณี กาวิล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง   รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี

2.นายสกุล ดำรงเกียรติกุล  รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร

3.นายอภิชาติ สาราบรรณ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร  ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

4.นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

5.นางอภิญญา เอี่ยมอำภา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี  ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

6.น.ส.สรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย  ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก

7.นายรณรงค์ เทพรักษ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง

8.นายวรัตม์ มาประณีต  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี

9.นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย

2.คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3512/2568  เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น(ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด) จำนวน 5 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 เป็นต้นไป ตามคำสั่ง วันที่ 24 พ.ย. 2568  ดังนี้  1.นายอนุชา อินทศร  หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ2.นายชาคริต สุรณัฐกุล  หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น 5 ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช 3.นายชลิต ทิพย์คำ  ผู้อำนวยการกองคลัง  ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร 4.นายปริญ นิทัศน์เอก  ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร 5.นายกล้าณรงค์ ยุติธรรม  หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

และ3.คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3513/2568  เรื่อง โอนข้าราชการพลเรือนสามัญ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น (ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด) จำนวน 26 ราย  ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 เป็นต้นไป ตามคำสั่ง วันที่ 24 พ.ย.2568  ดังนี้

1.นายนิรันดร์ ปราบอักษร ปลัดจังหวัดกระบี่  กรมการปกครอง  ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่

2.นายฑรัท เหลืองสะอาด ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี

3.นายยุทธนา โพธิวิหค  ปลัดจังหวัดสระบุรี  กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

4.นายอิสรา เจริญชาศรี  ผอ.สำนักอำนวยการกององอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง  ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี

5.น.ส.กานต์จรัส เอียดทองใส ปลัดจังหวัดชัยภูมิ กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ

6.นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ ปลัดจังหวัดนครราชสีมา กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการนครราชสีมา

7.นายคำเคลื่อน พณะชัย ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์  กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

8.นายดงพล รุจิธรรมธัช ปลัดจังหวัดปทุมธานี กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

9.ว่าที่ร.ต.จิรัสย์ ศิริวัลลภ  ปลัดจังหวัดปัตตานี  กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

10.นายเดชาธร เชาว์เลขา ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

11.นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา

12.นายสมพงษ์ หอมสนิท  ปลัดจังหวัดเพชรบูรณ์ กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

13.นายธีระพงศ์ ช่วยชู  ปลัดจังหวัดภูเก็ต กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

14.นางปณิดา พันธุ์โชติ  ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร

15.นายนันทวิทย์ นาคแสง ปลัดจังหวัดนครพนม กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด

16.นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

17.นายเอกภพ โสภณ ปลัดจังหวัดสกลนคร กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร

18.ร.ท. ภัทรชัย ขันธหิรัญผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย

19.นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ ปลัดจังหวัดพังงา กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

20.นายภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย กรมการปกครอง  ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์

21.นายสมมาฏฐ์ โพธิ ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

22.นายเสฏฐชัย ยุทธเศรษฐสิริ  ผอ.กองคลัง กรมการพัฒนาชุมชน ให้ดำรงตำแหน่ง   รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู

23.นายจักรพันธ์ จันทรภูมิ  ผอ.สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี

24.นายสัญญา นามี ผอ.กองมาตรการป้องกันสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ให้ดำรงตำแหน่ง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี

25.นายอิทธิพงศ์ ตันมณี ผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง  กรมโยธาธิการและผังเมือง  ให้ดำรงตำแหน่ง   รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี

26.พันจ่าเอก สาคร สิทธิศักดิ์ ผอ.สำนักพัฒนาระบบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  ให้ดำรงตำแหน่ง   รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแต่งตั้งโยกย้าย รองผู้ว่าฯ 40 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นการเสริมทัพในจังหวัดที่เป็นฐานเสียงสำคัญ ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม อาทิ จ.อุทัยธานี  ปราจีนบุรี หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ ภูเก็ต พังงา ชลบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าเป็นการปรับทัพเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 69

นายกฯเยี่ยมชมศูนย์ ‘ศปกฉ.’ ขอบคุณเจ้าหน้าที่เสียสละทำงานเพื่อประชาชน

นายกฯเยี่ยมชมศูนย์ ‘ศปกฉ.’ ขอบคุณเจ้าหน้าที่เสียสละทำงานเพื่อประชาชน

นายกฯเยี่ยมชมศูนย์ ‘ศปกฉ.’ ขอบคุณเจ้าหน้าที่เสียสละทำงานเพื่อประชาชน

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.53 น.

นายกฯ เยี่ยมชม ศปกฉ. ขอบคุณ เจ้าหน้าที่เสียสละทำงานเพื่อ ปชช. บอกยังไม่หยุดสั่งการ เผยลงพื้นที่หาดใหญ่พรุ่งนี้

เมื่อเวลา 19.19 น. วันที่ 25 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เดินทางกลับเข้าทำเนียบฯ โดยนายกฯได้เยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศปกฉ.) ที่ตึกภักดีบดินทร์ โดยมีนายศักดิ์ วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศปกฉ. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ในฐานะเลขาธิการ ศปกฉ. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ในฐานะโฆษก ศปกฉ. นำเยี่ยมชมการทำงานของศูนย์ พร้อมกันนี้นายกฯ ได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละในการทำงาน เพื่อประชาชน  ก็ขอให้กำลังใจและให้ตั้งใจทำงานช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุด

จากนั้นนายกฯ เปิดเผยว่า มาเยี่ยมศูนย์ จากที่ตนได้สั่งการให้มีการตั้ง ศปกฉ.ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เมื่อถามว่าได้มีการสั่งการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนสั่งการอยู่ตลอดเวลา ยังไม่ได้หยุดสั่งการ

เมื่อถามว่า ในวันที่ 26 พ.ย. นายกฯ จะลงพื้นที่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า  ตนจะลงพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา