เบรกโครงการใหม่ สำนักงบฯคุมเข้มช่วงเลือกตั้ง ออกแนวทางปฏิบัติ

เบรกโครงการใหม่ สำนักงบฯคุมเข้มช่วงเลือกตั้ง ออกแนวทางปฏิบัติ

เบรกโครงการใหม่ สำนักงบฯคุมเข้มช่วงเลือกตั้ง ออกแนวทางปฏิบัติ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เบรกโครงการใหม่ สำนักงบฯคุมเข้มช่วงเลือกตั้ง ออกแนวทางปฏิบัติ ห้ามใช้ขรก./ของหลวง เอื้อประโยชน์การเมือง

“สำนักงบประมาณ” ออกแนวปฏิบัติบริหารงบประมาณช่วง“ยุบสภาฯ” ระงับจัดสรรงบ“โครงการใหม่” – มีผลผูกพัน “ครม.ชุดหน้า” ห้ามใช้ทรัพยากร-บุคลากรของรัฐ ที่จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงบประมาณ โดยนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อํานวยการสำนักงบประมาณ ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0702/ว57 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการบริหารงบประมาณรายจ่ายอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ส่งถึงไปหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณ โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ได้มี พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 กําหนดให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 168 กําหนดให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 167 (2) คณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 169 ประกอบกับตามหนังสือที่อ้างถึง คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 กำหนดแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัตินั้น

เพื่อให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายในระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แนวทางปฏิบัติ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง สำนักงบประมาณจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติในการบริหารงบประมาณรายจ่ายบางประการอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

1.การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายสำหรับงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป (มาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย)

1.1 ขอให้หน่วยรับงบประมาณระงับการขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับแผนงาน/โครงการใหม่ หรือขอใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายที่จะมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

1.2 กรณีเป็นรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่ยังมิได้เสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีหรือได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่มีความจำเป็นต้องขอเปลี่ยนแปลงรายการหรือขอเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณตามข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ที่จะมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปให้ระงับการดำเนินการไว้ก่อนจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

2.การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น (มาตรา 169 (3)ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย)

2.1 การขอใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น จะกระทำได้เท่าที่จําเป็นเฉพาะเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของหน่วยรับงบประมาณที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณนอกเหนือจากที่ได้รับการจัดสรร หรือ ที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วแต่มีจำนวนไม่เพียงพอและมีความจําเป็นเร่งด่วนต้องขอใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น

เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาประโยชน์ของรัฐ รักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือเป็นการบรรเทาภัยพิบัติแก่ประชาชน

2.2 ให้หน่วยรับงบประมาณที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็นตามข้อ 2.1 ยื่นคําของบประมาณต่อสำนักงบประมาณ

โดยให้เสนอเรื่องให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาก่อน เว้นแต่กรณีที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการไว้แล้วกรณีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหารที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น ให้เสนอขออนุมัติหลักการต่อคณะรัฐมนตรีก่อน

สำนักงบประมาณจะถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น พ.ศ.2562 และในกรณีที่เป็นอำนาจของ คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ตามข้อ 9(2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความเห็นชอบแล้ว สำนักงบประมาณจะดำเนินการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น ให้กับหน่วยรับงบประมาณต่อไป

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยรับงบประมาณประสานกับเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณที่รับผิดชอบงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อร่วมกันจัดส่งผู้แทนไปชี้แจง หรือส่งข้อมูลเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งร้องขอ

3.การใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ (มาตรา 169 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) การใช้งบประมาณรายจ่าย การโอนเงินจัดสรรหรือการเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง พ.ศ.2563 ให้ถือปฏิบัติตามนัยข้อ 5 ของระเบียบดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

โดยถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยรับงบประมาณที่จะไม่นํางบประมาณรายจ่ายไปใช้เพื่อกระทำการใด อันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดอย่างไรก็ดี กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณที่อาจเป็นการขัดหรือแย้งกับระเบียบดังกล่าว ขอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ได้ข้อยุติก่อนการดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ กรณีการปฏิบัติที่ไม่ได้กำหนดเป็นข้อห้ามไว้ในแนวทางปฏิบัติข้างต้น ขอให้หน่วยรับงบประมาณถือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แนวทางปฏิบัติ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“พวกเราเป็นนักการเมืองและผ่านการเมืองมาหลายสมัย จุดหมายของการเข้ามาการเมืองคือ การรับใช้ประชาชน แต่ระหว่างทางอาจจะมีทางลุ่มๆ ดอนๆ และคลื่นพายุบ้าง แต่จุดยืนของเราคือ ต้องทำงานต่อไป”

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กลับมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านและเรียกค่าเช่าบ้านคืนจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้นำเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อนุมัติเบิกจ่ายให้ใช้ไม่หมดสิ้นแล้ว จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องควรได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านด้วยความเชื่อโดยสุจริต และมิได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ข่มขู่หรือชักจูงโดยการให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีคำสั่งอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านได้ตามสิทธิ โดยผู้ฟ้องคดีไม่รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าว จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับค่าเช่าบ้านมาโดยชอบ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านทั้งหมดอันถือว่าเป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้เงินหรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 การคืนเงินค่าเช่าบ้านจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับเงินค่าเช่าบ้านมาโดยสุจริตและได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 51 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539

ในส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้แจ้งเพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีและเรียกคืนเงินที่เบิกจ่ายไปทั้งหมด เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 การอุทธรณ์จึงต้องยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เมื่อผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่งคำอุทธรณ์ไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ต้องส่งคำอุทธรณ์และความเห็นไปให้ประธานศาลปกครองสูงสุดผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบกับ ข้อ 2(14) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ เป็นผู้วินิจฉัยอุทธรณ์แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กลับทำการพิจารณาและวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีอันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร 19 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร 19 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร 19 นาย

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.58 น.

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ชั้นสัญญาบัตร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคล ของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๘๔๗๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ นักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดกองบัญชาการทหารมหาดเล็ก ราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ จำนวน 19 นาย ดังนี้

1. นักเรียนนายร้อย ณัฐพงศ์ มีมาก เป็น ร้อยตรี

2. นักเรียนนายร้อย เอกภพ ผักหวาน เป็น ร้อยตรี

3. นักเรียนนายร้อย จันทรัสม์ หมื่นศรี เป็น ร้อยตรี

4. นักเรียนนายร้อย เจษฎา สุโข เป็น ร้อยตรี

5. นักเรียนนายร้อย ณัฐวัฒน์ เหลืองชูฤทธิ์ เป็น ร้อยตรี

6. นักเรียนนายร้อย ชนภัทร คำแก้ว เป็น ร้อยตรี

7. นักเรียนนายร้อย ธนวิชญ์ กุลเกียรติชัย เป็น ร้อยตรี

8. นักเรียนนายร้อย ติณห์ เลื่อมใส เป็น ร้อยตรี

9. นักเรียนนายร้อย ภัทรภณ บัวมาศ เป็น ร้อยตรี

10. นักเรียนนายร้อย ภูมิพัฒน์ อุปพงศ์ เป็น ร้อยตรี

11. นักเรียนนายร้อย สหวัฏ เทพเทียมทัศน์ เป็น ร้อยตรี

12. นักเรียนนายร้อย ณัฐพล พัฒน์บุญ เป็น ร้อยตรี

13. นักเรียนนายร้อย คมกฤษณ์ บุญเกิด เป็น ร้อยตรี

14. นักเรียนนายร้อย สิทธิกร ซ้ายสนาม เป็น ร้อยตรี

15. นักเรียนนายเรือ เมธวัฒน์ สายธงแก้ว เป็น ร้อยตรี

16. นักเรียนนายเรือ กฤตกร บริบูรณ์ เป็น ร้อยตรี

17. นักเรียนนายเรืออากาศ ณรงค์ฤทธิ์ กายจะโปะ เป็น ร้อยตรี

18. นักเรียนนายเรืออากาศ ประวันวิทย์ ทิพย์วังโพธิ์ เป็น ร้อยตรี

19. นักเรียนนายเรืออากาศ ตรีทศ ลีรักพานิช เป็น ร้อยตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2568

ประกาศ ณ วันที่ 26 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

บ้านสมเด็จโพลล์ ชี้ คนกรุงเทพฯ 67.8 % พร้อมไปเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เลือก พรรคประชาชน

บ้านสมเด็จโพลล์ ชี้ คนกรุงเทพฯ 67.8 % พร้อมไปเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เลือก พรรคประชาชน

บ้านสมเด็จโพลล์ ชี้ คนกรุงเทพฯ 67.8 % พร้อมไปเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เลือก พรรคประชาชน

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.41 น.

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการรับสมัคร) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีการกระจายการเก็บข้อมูลในกลุ่มเขตชั้นใน กลุ่มเขตชั้นกลาง  กลุ่มเขตชั้นนอก จำนวนทั้งสิ้น 1,145 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 23 – 26 ธันวาคม 2568  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่าประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการรับสมัคร) เนื่องจากภายหลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. เป็น วันเลือกตั้ง โดยระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนด และระหว่างวันที่ 28 – 30 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.00 น. วันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิดในการเตรียมตัวในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และความนิยมของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรคการเมือง และการเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการรับสมัคร) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะออกไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยละ 67.8 และคิดว่าจะตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดียวกันร้อยละ 55.2 

ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด อันดับแรกคือ นโยบายของพรรคการเมือง ร้อยละ 27.5 อันดับสองคือ ตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ร้อยละ 26.3 อันดับสามคือ พรรคการเมือง ร้อยละ 19.9 อันดับสี่คือ ไม่แน่ใจ / ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 16.1 และอันดับห้าคือ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 10.2

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อยากได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 30.2 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 24.9 อันดับสามคือ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 17.1 อันดับสี่คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 13.4 และอันดับห้าคือ ผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 6.3

และอยากได้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 40.6 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 19.9 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 13.1 อันดับสี่คือ ผู้ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ร้อยละ 8.6 และอันดับห้าคือ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 7.2

ในส่วนของนโยบายที่อยากให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญ อันดับแรกคือ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 24.7 อันดับสองคือ ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอาชีพ ร้อยละ 22.9 อันดับสามคือ ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต ร้อยละ 19.5 อันดับสี่คือ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 10.3 และอันดับห้าคือ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 8.2
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.2 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 24.1 อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 14.9 อันดับสี่คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.6 อันดับห้าคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 5.1 อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 4.5 อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 2.8 อันดับแปดคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.9 อันดับเก้าคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.7 และอันดับสิบคือ พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 0.6

และตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.2 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 24.3 อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 14.9 อันดับสี่คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.5 อันดับห้าคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 5.1 อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 4.5 อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 2.8 อันดับแปดคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.9 อันดับเก้าคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.7 และอันดับสิบคือ พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 0.6

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าบุคคลใดเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด  อันดับแรกคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 31.9 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 25.9 อันดับสามคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.9 อันดับสี่คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 6.4 อันดับห้าคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 5.7 อันดับหกคือ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 5.5 อันดับเจ็ดคือ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 2.7 อันดับแปดคือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ 2 อันดับเก้าคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ร้อยละ 1.5 และอันดับสิบคือ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ ร้อยละ 1.5

 

กกต.สรุปยอดสมัคร ส.ส.แบ่งเขตทั่วประเทศ วันแรก รวม 3,092 คน กทม.มากสุด 449 คน

กกต.สรุปยอดสมัคร ส.ส.แบ่งเขตทั่วประเทศ วันแรก รวม 3,092 คน กทม.มากสุด 449 คน

กกต.สรุปยอดสมัคร ส.ส.แบ่งเขตทั่วประเทศ วันแรก รวม 3,092 คน กทม.มากสุด 449 คน

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.35 น.


สรุปเลือกตั้งทั่วประเทศวันแรก 3,092 คน กทม. 33เขต รวม 449 คน ต้องลงมาโคราช 120 ระนองน้อยสุด 4 คน

สรุป จำนวนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) นะเวลา 18:00 น. วันที่ 27 ธันวาคม รวม 77 จังหวัดมีผู้สมัคร 3,092 คน จำแนกดังนี้กรุงเทพมหานคร 449 คน

โดยกทม.มี33 เขต พบว่าแต่ละเขตมีผู้สมัคร 11-16 คน ,นครราชสีมา 120 คน เชียงใหม่ 93 คน ขอนแก่น 91 คน ชลบุรี 83 คน อุดรธานี 80 คน บุรีรัมย์ 80 คน สมุทรปราการ 77 คน นนทบุรี 75 คน ปทุมธานี 71 คน สุรินทร์ 71 คน อุบลราชธานี 71 คน ศรีสะเกษ 67 คน นครศรีธรรมราช 59 คน ร้อยเอ็ด 59 คน กาฬสินธุ์ 53 คน ชัยภูมิ 52 คน เชียงราย 52 คน สุราษฎร์ธานี 51 คน สงขลา 49 คนนครปฐม 48 คน สกลนคร 47 คน มหาสารคาม 45 คน เพชรบูรณ์ 42 คน พระนครศรีอยุธยา 37 คน นครสวรรค์ 36 คน นครพนม 35 คน ลพบุรี 35 คน กาญจนบุรี 34 คน สุพรรณบุรี 34 คน นราธิวาส 32 คน พิษณุโลก 32 คน ราชบุรี 32 คน ปัตตานี 31 คน ลำปาง 29 คน สมุทรสาคร 29 คน กำแพงเพชร 28 คน เลย 28 คน ระยอง 28 คน สุโขทัย 26 คน น่าน 26 คน หนองบัวลำภู 26 คน ตรัง 26 คน สระบุรี 25 คน สระแก้ว 25 คน ฉะเชิงเทรา 24 คน จันทบุรี 23 คน ยะลา 22 คน บึงกาฬ 21 คน พิจิตร 21 คน ตาก 21 คน ประจวบคีรีขันธ์ 20 คน พัทลุง 19 คน ภูเก็ต 19 คน หนองคาย 19 คน ลำพูน 17 คน อุตรดิตถ์ 17 คน แพร่ 17 คน ยโสธร 16 คน กระบี่ 16 คน ปราจีนบุรี 16 คน พะเยา 16 คน เพชรบุรี 15 คน อำนาจเจริญ 14 คน ชุมพร 14 คน มุกดาหาร 12 คน แม่ฮ่องสอน 11 คน พังงา 11 คน นครนายก 11 คน อ่างทอง 10 คน ชัยนาท 10 คน สตูล 9 คน อุทัยธานี 9 คนตราด 7 คน สิงห์บุรี 6 คน สมุทรสงคราม6 คน และระนอง 4 คน

ทภ.1 สรุปสถานการณ์ชายแดน 3 พื้นที่ หยุดปฏิบัติการทางทหาร ยึดกรอบ GBC ไทย–กัมพูชา

ทภ.1 สรุปสถานการณ์ชายแดน 3 พื้นที่ หยุดปฏิบัติการทางทหาร ยึดกรอบ GBC ไทย–กัมพูชา

ทภ.1 สรุปสถานการณ์ชายแดน 3 พื้นที่ หยุดปฏิบัติการทางทหาร ยึดกรอบ GBC ไทย–กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.16 น.

กกล.บูรพา 3 พื้นที่หยุดปฏิบัติการทางทหาร ยึดกรอบ GBC ไทย–กัมพูชา ขอประชาชน 4 อำเภอสระแก้ว รอฟังประกาศรัฐก่อนกลับบ้าน

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ จ.สระแก้ว กกล.บูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เข้าสู่วันที่ 20 ดำเนินการใน 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา, พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง และ พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง

โดยในช่วงเช้า ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิดมายังฝ่ายเรา ซึ่งฝ่ายเราใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ อยู่ระหว่างดำเนินการดัดแปลงที่มั่นตั้งรับ พร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์และดำรงความมุ่งหมายรักษาที่มั่น

ภายหลังจากการลงนามในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 ณ พื้นที่จังหวัดจันทบุรี โดยกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงในเวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ซึ่ง ศปก.ทภ.1 ได้รับรายงานจาก กกล.บูรพา ว่าทั้ง 3 พื้นที่แนวรบ ได้หยุดปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายตรงข้าม ตามแนวทาง Joint Statement อย่างเคร่งครัด แต่ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการรักษาที่มั่น ทั้งนี้ ไม่มีรายงานการยิงหรือตอบโต้มาจากฝ่ายกัมพูชาเช่นกัน

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ ขอให้ติดตามสถานการณ์และประกาศของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ก่อนพิจารณากลับเข้าเข้าที่พักอาศัยของตน และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ

นายกฯ ไหว้พระปฐมเจดีย์ เดินตลาดโต้รุ่ง ซื้อตะลิงปลิงกลับบ้าน

นายกฯ ไหว้พระปฐมเจดีย์ เดินตลาดโต้รุ่ง ซื้อตะลิงปลิงกลับบ้าน

นายกฯ ไหว้พระปฐมเจดีย์ เดินตลาดโต้รุ่ง ซื้อตะลิงปลิงกลับบ้าน

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.01 น.

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 18.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะเดินทางต่อมายังพระปฐมเจดีย์ เพื่อสักการะพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชบูชนิยบพิตร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำจังหวัดนครปฐม มีประชาชนมารอต้อนรับให้กำลังใจจำนวนมาก

โดยนายกฯทักทาย ถ่ายรูปกับประชาชน พร้อมทั้งสอนประชาชนทำท่าพลัส  ซึ่งประชาชนได้ทำตามอย่างสนุกสนาน 

จากนั้นนายอนุทิน เดินทางต่อไปยังตลาดโต้รุ้ง แวะทักทายร้านอาหารทะเล พร้อมบอกว่า ขอให้ขายดีๆ มีคนละครึ่งด้วย 
ก่อนจะเดินต่อไปทักทายร้านหอยทอด พร้อมบอกว่า” เห็นแล้วไม่อยากเดิน อยากกิน” ก่อนที่นายกฯจะซื้อตะลิงปลิง กลับบ้านพร้อมบอกนายวราวุธว่า”ผมชอบ จิ้มกะปิอร่อยมาก” 

โดยก่อนเดินทางกลับ นายกฯและคณะได้นั่งรับประทานอาหารเย็นที่ตลาดดังกล่าว

เลือกเพื่อชาติ! อ.อัจฉราวดี ปลุกกระแสเลือกแลนด์สไลด์สกัดส้ม

เลือกเพื่อชาติ! อ.อัจฉราวดี ปลุกกระแสเลือกแลนด์สไลด์สกัดส้ม

เลือกเพื่อชาติ! อ.อัจฉราวดี ปลุกกระแสเลือกแลนด์สไลด์สกัดส้ม

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า 

การเลือกตั้งครั้งนี้  มันไม่ใช่การเลือกคนดีมาบริหารประเทศ แต่มันเป็นศึกชิงบ้านชิงเมือง  ที่คนรักชาติต้องแสดงพลังปกป้องเสาหลักของแผ่นดิน  จะให้อธรรมชนะธรรม  ไม่ได้  ไม่ใช่เวลา “รักใครชอบใครก็ลงคะแนนให้คนนั้น”   เวลานี้ต้องใช้ใจที่รักชาติกำหนดเป้าหมายของการเลือกตั้ง  หรือกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อ “กำจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดิน”

อย่าเลือกสะเปะสะปะให้คะแนนเสียงกระจัดกระจาย   บทเรียนเรามีแล้ว  ฝั่งส้มมีเอกภาพ แต่ฝั่งรักชาติกระจัดกระจาย กลายเป็นจุดอ่อนที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางประเทศได้ เราจะให้ผู้ที่มีอุดมการณ์ชั่ว 100% เข้ามามีบทบาท ชี้นำและทำลาย  ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  สถาบันทหาร สถาบันการศึกษา และคุณธรรมของแผ่นดิน  ไม่ได้อีก เราจะให้เขาปลุกปั่นทำลายเยาวชนคนรุ่นใหม่ของเรา  ไม่ได้อีก

อาจารย์เลือกแล้ว เลือกคุณอนุทิน เพื่อเป้าหมายนี้  และหากอยากให้กำลังใจคนดีที่มั่นคงเสมอมา ก็สนับสนุนเลือกคุณหมอวรงค์  เดจกิจวิกรม  หรือพลเอกรังษี หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ นี่คือความเห็นส่วนตัวในฐานะคนไทยที่รักชาติ  

แต่อย่าให้คะแนนเสียงกระจายออกไปมากกว่านี้ สีน้ำเงินต้องรวมกัน ไม่ใช่ตั้งพรรคเล็กพรรคน้อยมาแข่งกันเอง กำหนดยุทธศาสตร์ เลือกให้แลนด์สไลด์   ให้ความกตัญญูต่อชาติของเรา   เป็นพลังขจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดิน
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
27 ธันวาคม 2568

เชียงใหม่คึกคัก มาดามหยก นำทัพจิตอาสาก้าวอิสระ สมัครรับเลือกตั้ง สส. ย้ำมีจิต เสียสละ ช่วยประชาชน

เชียงใหม่คึกคัก มาดามหยก นำทัพจิตอาสาก้าวอิสระ สมัครรับเลือกตั้ง สส. ย้ำมีจิต เสียสละ ช่วยประชาชน

เชียงใหม่คึกคัก มาดามหยก นำทัพจิตอาสาก้าวอิสระ สมัครรับเลือกตั้ง สส. ย้ำมีจิต เสียสละ ช่วยประชาชน

วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.26 น.

เชียงใหม่คึกคัก ‘มาดามหยก’ นำทัพจิตอาสาก้าวอิสระ สมัครรับเลือกตั้ง สส. ย้ำมีจิต เสียสละ ช่วยประชาชน ไม่หวังผลตอบแทน เป็นคุณสมบัติที่นักการเมืองต้องมี มั่นใจเลือก ‘ก้าวอิสระ’ เชียงใหม่เปลี่ยนดีกว่าเดิมแน่นอน

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.นางสาวกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก)หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (Indy)  นำทีมผู้สมัครสส.ของพรรคมาสมัครรับเลือกตั้ง ประกอบด้วยเขต 2 เบอร์ 5  นางศรีพรรณ์ เขียวทอง , เขต 3  เบอร์  นายพรชัย อรรถปรียางกูร , เขต 4 เบอร์ 2 กิ่งกาญจนา ณ เชียงใหม่ , เขต 5 เบอร์ 10 นางจินตนา ไชยชมภู และเขต 7 เบอร์ 4 ,นายสันติ ตันสุหัช

นางสาวกชพร กล่าวว่าครั้งนี้พรรคก้าวอิสระ(Indy) ส่งผู้สมัครหลายเขต แต่ยอมรับว่ามีผู้สมัครหลายคนที่รู้จักกัน ซึ่งเราก็จะเลี่ยง ไม่ลงทับเขตกัน ซึ่งถือเป็นมารยาททางการเมือง

‘การเลือกตั้งครั้งนี้มั่นใจว่าประชาชนอยากจะเปลี่ยนและพร้อมที่จะเปลี่ยน ซึ่งพรรคก้าวอิสระเป็นพรรคแรกของประเทศไทยที่รวมจิตอาสา จากทั่วประเทศ และจากประสบการณ์จิตอาสา 29 ปีเราได้ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านโดยไม่ได้หวังผลอะไรตอบแทน และครั้งนี้ที่พวกเราต้องออกมาก็เพราะรู้สึกว่าการเมืองไทยควรที่จะเปลี่ยนพื้นฐาน ซึ่งจากการที่เป็นจิตอาสา มีจิตเสียสละและไม่หวังผลตอบแทนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เราก็พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป และอยากให้นักการเมืองมีคุณสมบัติเหล่านี้ก็คือเสียสละไม่หวังผลตอบแทนก่อนที่จะเข้ามาสู่การเมือง’

นางสาวกชพร กล่าวว่า สำหรับนโยบายของพรรคก้าวอิสระที่เราจะสื่อไปถึงประชาชนชาวเชียงใหม่และทั่วประเทศ โดยจะมีการผลักดันนโยบาย เช่น
1. เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน เพิ่มรายได้เข้าประเทศทุกมิติ

2. พัฒนาระบบการศึกษา เพิ่มคุณภาพชีวิตครู นักเรียนและบุคลากรการศึกษา

3. ส่งเสริมการท่องเที่ยว กีฬา ต่อยอดศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี สนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬา สู่เวทีระดับโลก

4. พัฒนาระบบเกษตรกรรม (SMART FARMER) พ.ร.บ.สินค้าเกษตร

5. เพิ่มเบี้ยสำรองเลี้ยงชีพผู้สูงอายุ ผู้พิการเปราะบาง ครู และกลุ่มอาสาสมัคร

6. พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เพื่อประชาชน

7. สนับสนุนสิทธิมนุษยชน เด็ก สตรี ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมสุขภาพ สิทธิเสรีภาพ ของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย  รวมถึง LGBTQ+ ผู้พิการ เปราะบาง และผู้สูงอายุ

8. ปรองดอง ลดความขัดแย้ง เปิดกว้างรับฟังทุกฝ่าย ส่งเสริมประชาธิปไตยที่แท้จริง

9. ป้องกัน ปราบปราม อาชญากรรม และยาเสพติด ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

10. แก้ปัญหามลพิษ ไฟป่า PM2.5 พ.ร.บ.อากาศสะอาด อย่างจริงจัง เร่งด่วน

11. ส่งเสริมสินค้าชุมชนทั่วประเทศ พัฒนา ส่งเสริม Soft Power

12. ให้ความร่วมมือกับกองทัพปกป้องความมั่นคง และอธิปไตยของไทยอย่างจริงจัง 

ดังนั้นจึงอยากขอเสียงจากชาวเชียงใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้เห็นแล้วกับการทำงานของจิตอาสาของพรรคก้าวอิสระดังนั้นจึงอยากให้แนวความคิดที่ชาวเชียงใหม่ทุกคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ขอให้เลือกผู้สมัครจากพรรคก้าวอิสระมาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนให้เชียงใหม่ดีขึ้นกว่าเดิม