เมืองชลฯอลเวง! ‘สนธยา-สุชาติ’ถกเครียดหน้าลิฟต์’ภท.’แย่งคุมเขต1 ลือ’ชาดา’ขอเขต8-9

เมืองชลฯอลเวง! 'สนธยา-สุชาติ'ถกเครียดหน้าลิฟต์'ภท.'แย่งคุมเขต1 ลือ'ชาดา'ขอเขต8-9

เมืองชลฯอลเวง! ‘สนธยา-สุชาติ’ถกเครียดหน้าลิฟต์’ภท.’แย่งคุมเขต1 ลือ’ชาดา’ขอเขต8-9

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.18 น.

‘สนธยา-สุชาติ’ถกเครียดหน้าลิฟต์ภูมิใจไทย เหตุแย่งคุมเขต 1 ชลบุรี ขณะที่’ชาดา’สมทบวงสนทนา ลือกระหึ่มขอเขต 8-9 แต่เจ้าถิ่นไม่ให้ 

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางออกจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

จากนั้นนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำบ้านใหญ่ชลบุรี ได้เรียกนายสุชาติ ชมกลิ่น พูดคุยเป็นการส่วนตัว บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 1 ของที่ทำการพรรคภูทิใจไทย ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นอกจากนี้ยังมีนายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี ร่วมมาสมทบพูดคุยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มีข้อสังเกตว่า การที่บ้านใหม่ และบ้านใหญ่ชลบุรี มาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เป็นที่จับตาเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านใหญ่แสนสุข ตระกูลคุณปลื้ม และเป็นบ้านใหม่ของนายสุชาติ ซึ่งเคยเป็นสส.ในเขตดังกล่าว จึงต้องจับตาว่า จะมีข้อตกลงอย่างไรว่า จะให้นายสนธยา หรือนายสุชาติ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องผู้สมัครในพื้นที่เขต 1 ชลบุรี 

ทั้งนี้การสนทนาของทั้งคู่ผ่านไปประมาณ 15 นาที จังหวะนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ได้เดินเข้าไปทักทายทั้งคู่ ทำให้บรรยากาศการพูดคุยดูผ่อนคลายขึ้น

มีรายงานว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า นายสุชาติ ขอเขต 1 แต่นายสนธยา ไม่ยอม เพราะถือเป็นฐานเสียงเดิม 

รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายชาดา แสดงความประสงค์จะส่งคนของตัวเองลงสมัครเขต 8 และเขต 9 แต่นายสนธยา ไม่ยอม เนื่องจากต้องการดูแลรับผิดชอบด้วยตัวเอง

‘นฤมล’ ระดมทุกวิทยาลัยลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมใต้ ‘อพยพ-แจกอาหาร-น้ำ-เปิดศูนย์พักพิง’

'นฤมล' ระดมทุกวิทยาลัยลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมใต้ 'อพยพ-แจกอาหาร-น้ำ-เปิดศูนย์พักพิง'

‘นฤมล’ ระดมทุกวิทยาลัยลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมใต้ ‘อพยพ-แจกอาหาร-น้ำ-เปิดศูนย์พักพิง’

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.07 น.

‘นฤมล’ ระดมทุกวิทยาลัยลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมใต้ ‘อพยพ-แจกอาหาร-น้ำ-เปิดศูนย์พักพิง’  พร้อมส่งทีม Fix It ฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่งกำลังใจให้ชาวใต้และ จนท.สู้ไปด้วยกันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) เร่งเข้าพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนโดยทันที พร้อมประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยในพื้นที่จังหวัดสงขลา สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา ได้ระดมทุกวิทยาลัยช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดย วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่, วิทยาลัยการอาชีพหลวงธรนิก,วิทยาลัยเทคนิคสงขลา, วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ และวิทยาลัยเทคนิคจะนะ ได้เปิดศูนย์บริการช่วยเหลือพร้อมแจกข้าวกล่องและน้ำดื่ม เพื่อกระจายให้ประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

ด้านจังหวัดพัทลุง ทางสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพัทลุง ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือในหลายจุด โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและศึกษาธิการจังหวัด โดย ทีมอาชีวศึกษาได้ลงพื้นที่แจกอาหารแห้งและน้ำดื่มให้ประชาชนในชุมชนบริเวณสี่แยกโพธิ์ทอง อำเภอควนขนุน โดยมีวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน และวิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอมร่วมดำเนินการ ในส่วนของเขตเทศบาลเมืองที่ยังมีระดับน้ำสูง ได้จัดกำลังจากวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง วิทยาลัยอาชีวศึกษาพัทลุง และวิทยาลัยสารพัดช่างพัทลุง เพื่อประสานและให้ความช่วยเหลือ ขณะที่วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วได้ลงพื้นที่ในเขตเทศบาลท่ามะเดื่อ เทศบาลบางแก้ว รวมถึงโรงเรียนบ้านหาดไข่เต่า ริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมหนัก โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและอำเภอบางแก้ว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลดผ่านโครงการ Fix It จิตอาสา โดยจัดทีมช่างอาชีวศึกษาลงพื้นที่ซ่อมอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบไฟฟ้า–ประปา และทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน ได้แก่ อำเภอเมือง โดยวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาพัทลุง,อำเภอบางแก้ว โดยวิทยาลัยการอาชีพบางแก้ว,อำเภอตะโหมด เขาชัย ควนขนุน และป่าพะยอม โดยวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน และวิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอม ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้เร่งช่วยเหลือประชาชนเช่นกัน โดยวิทยาลัยการพาณิชย์นาวีนครศรีธรรมราช ได้ส่งเรือไฟเบอร์กลาสช่วยอพยพและเคลื่อนย้ายประชาชนในอำเภอปากพนัง,วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช เปิดเป็นศูนย์พักพิงรองรับผู้ประสบภัยทั้งนี้ ทุกสถานศึกษาเตรียมจัดตั้ง ศูนย์ Fix It Center เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลดในอำเภอเมือง พระพรหม และทุ่งสง

“กระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งเดินหน้าทุกมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนภาคใต้อย่างเต็มที่ พร้อมขอบคุณครู อาจารย์ นักศึกษา และทุกหน่วยงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันในช่วงเวลาวิกฤติ โดยยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์และดูแลประชาชนทุกคนอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ประสบภัยทุกจังหวัด โดยขอให้ทุกท่านเข้มแข็งรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะอยู่เคียงข้าง และเราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก จึงกำชับมาให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานด้วย“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึงแผนการช่วยเหลือหลังน้ำลดว่า จะมีการสำรวจและประเมินความเสียหายของโครงสร้างอาคาร พื้น ผนัง สายไฟฟ้า สื่อการเรียนรู้ ครุภัณฑ์ และเอกสาร เพื่อดำเนินการซ่อมแซมให้กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงจะมีการพิจารณาจัดการเรียนการสอนชดเชย โดยใช้รูปแบบยืดหยุ่น เช่น ระบบออนไลน์

‘สนธยา’ยันแบ่งพื้นที่ชลบุรีไร้ปัญหา ด้าน ‘สุชาติ’ปรี่จับมือ แต่โดน’พี่แป๊ะ’เมิน แค่รับไหว้ตบไหล่

'สนธยา'ยันแบ่งพื้นที่ชลบุรีไร้ปัญหา ด้าน 'สุชาติ'ปรี่จับมือ แต่โดน'พี่แป๊ะ'เมิน แค่รับไหว้ตบไหล่

‘สนธยา’ยันแบ่งพื้นที่ชลบุรีไร้ปัญหา ด้าน ‘สุชาติ’ปรี่จับมือ แต่โดน’พี่แป๊ะ’เมิน แค่รับไหว้ตบไหล่

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

‘สนธยา’ยันแบ่งพื้นที่ชลบุรีไร้ปัญหา เขต1 มันควรจะลงตัว ‘สุชาติ’ปรี่จับมือ แต่โดน’พี่แป๊ะ’เมิน แค่รับไหว้ตบไหล่ 

เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 23 พ.ย.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำบ้านใหญ่ชลบุรี เปิดเผยภายหลังหารือกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บ้านใหม่ชลบุรี อย่างเคร่งเครียด โดยเมื่อสื่อมวลชนพยายามสอบถามประเด็นที่พูดคุย นายสนธยา ได้เชิญนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย มายืนคั่นกลางระหว่างนายสนธยากับนายสุชาติ ก่อนที่นายสนธยา กล่าวว่า เราลงสมัครในนามภูมิใจไทยชลบุรีอยู่แล้ว ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคแถลง เป็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มชลบุรีในนามพรรคภูมิใจไทย 

เมื่อถามว่า พื้นที่เขต1 ชลบุรี ลงตัวแล้วใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า พื้นที่เขต1ยังต้องคุยกันกับทีมงาน ซึ่งทั้งหมดชลบุรีมี 10 เขต กำลังคุยกันในเรื่องตัวบุคคลที่จะลงสมัคร ชลบุรีไม่มีปัญหา 

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวนายสุชาติ ต้องการลงสมัคร สส.ในพื้นที่เขต1 แต่นายสนธยา ไม่ยอมจริงหรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เรื่องนี้คุยกันอยู่ ขณะที่นายชาดา ระบุว่า เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องจบทุกอย่าง 

เมื่อถามว่า เห็นมีการคุยกัน2คนหน้าลิฟท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นายสนธยา หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ไม่ได้เครียด ยืนยันเขต1ไม่ควรจะมีปัญหาอะไร มันควรจะลงตัว 

เมื่อถามว่า นายอนุทิน ให้มาคุยกันเองและตกลงในเรื่องการแบ่งเขตใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เราคุยกันมาก่อนอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะยอมถึงเวลาก็ตกลงกัน

เมื่อถามว่า มีรายงานว่านายชาดา ต้องการส่งคนของตัวเองลงสมัคร เขต8และเขต9 ชลบุรี นายชาดา กล่าวว่า ไม่มี จะไปยุ่งอะไรกับเขา อุทัยธานีก็ปวดหัวอยู่แล้ว 

ขณะที่นายสนธยา ย้ำว่า เราทำงานเป็นทีมเป็นทีมภูมิใจไทย โดยผู้สื่อข่าวถามว่า 2 คนจับมือโชว์ได้หรือ นายสุชาติ ปรี่เข้ามายกมือไหว้พร้อมจะจับมือ แต่นายสนธยาเพียงแต่รับไหว้ และตบไหล่นายสุชาติ ไม่ได้จับมือด้วยแต่อย่างใด 

‘อนุทิน’เปิดตัว 3 บ้านใหญ่ ‘วราวุธ’ปัดทิ้งมรดกเตี่ย-‘สนธยา’จับมือ‘เฮ้ง’ลืมอดีต

‘อนุทิน’เปิดตัว 3 บ้านใหญ่ ‘วราวุธ’ปัดทิ้งมรดกเตี่ย-‘สนธยา’จับมือ‘เฮ้ง’ลืมอดีต

‘อนุทิน’เปิดตัว 3 บ้านใหญ่ ‘วราวุธ’ปัดทิ้งมรดกเตี่ย-‘สนธยา’จับมือ‘เฮ้ง’ลืมอดีต

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.41 น.

“อนุทิน”เปิดตัว 3 บ้านใหญ่ “ชาติไทยพัฒนา-บ้านใหญ่ชลบุรี-บ้านใหญ่ระยอง” ด้าน”วราวุธ”ปัดทิ้งมรดกเตี่ย ยัน ชทพ.ยังมีผู้ใหญ่ดูแลอยู่ “สนธยา”จับมือ”เฮ้ง”ลืมอดีต ทำงานให้เมืองชล “ปิยะ”โยน”เสี่ยหนู”ในฐานะเจ้านาย คุย”สาธิต”ดึงร่วมค่าย”ภท.”

เมื่อเวลา 14.20 น.วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.แถลงเปิดตัว นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) , นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มชลบุรี และ นายปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง ร่วมงานกับพรรค ภท.

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้พรรค ภท.มีโอกาสต้อนรับผู้ที่จะมาร่วมการทำงานการเมืองด้วยกันในนามพรรค ภท.ภายหลังจากการมียุบสภาและมีการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ใกล้จะถึงนี้ เป็นไปตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ วันนี้ถือโอกาสมายืนยันว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรค ภท.จะมีกลุ่มของนายวราวุธ มาพร้อมกับสมาชิกที่สังกัดพรรค ชทพ.และมีทางนายสนธยา ที่จะทำการเมืองร่วมกันในนามพรรค ภท.ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ส่วน จ.ระยอง มีนายปิยะ ที่จะมาทำงานการเมืองร่วมกับพรรค ภท.ซึ่งเราได้มีการหารือทำความเข้าใจถึงนโยบายและแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค ภท.ทุกท่านล้วนแต่มีเป้าหมาย จุดประสงค์ และเจตนารมณ์เดียวกันคือ ตั้งใจเข้ามาอาสาทำงานรับใช้ประเทศชาติ ประชาชน และทำความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศไทยมากที่สุด ด้วยประสบการณ์ ศักยภาพ และเครือข่ายต่างๆ ที่เรามีอยู่ ซึ่งชัดเจนว่า เมื่อมีการยุบสภา ท่านทั้งหลายจะมาทำงานด้วยกัน

ด้าน วราวุธ กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจร่วมงานกับพรรค ภท.ว่า ขอชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวศิลปอาชาทิ้งพรรค ชทพ.ว่า วันนี้ยังมีศิลปอาชาอยู่ และผู้ใหญ่ของพรรค ชทพ.ยังดำเนินกิจกรรมของพรรคอยู่ ไม่ได้ทิ้งไปไหน ส่วนเหตุผลที่ยกกลุ่มมาร่วมงานกับพรรค ภท.นั้น เดี๋ยวถึงเวลาพอยุบสภาจะได้เห็นถึงความชัดเจนอย่างที่นายอนุทินกล่าว แต่การทำงานแน่นอนเราอยากทำงานให้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็น จ.นครปฐม , จ.ร้อยเอ็ด และ จ.สุพรรณบุรี ให้มีประสิทธิภาพ อย่างเช่น ปัญหาน้ำท่วมที่ จ.นครปฐม และ จ.สุพรรณบุรี เรื่องสถานการณ์น้ำท่วมหนักหนา ซึ่งการได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงและหน่วยงานของรัฐต่างๆ ให้กับประชาชน คิดว่าจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเรื่องพรรคเล็กอาจจะไปได้ยาก และจะย้ายเข้าพรรคใหญ่ นายวราวุธ กล่าวว่า ไม่ผิด เพราะจริงๆ แล้วในระบบการเมือง ไม่ว่าจะในประเทศไหนก็ตาม การที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากจะทำให้เกิดพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นจำนวนมาก แต่หากดูจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ ที่มีพรรคการเมืองหลักอยู่ 2 – 3 พรรค ทำให้การทำงานมีความราบรื่นมากขึ้น

เมื่อถามย้ำว่า ประชาชนในพื้นที่สุพรรณบุรีเข้าใจใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตนคิดว่าพอถึงเวลา อย่างเช่นในขณะนี้ ถ้าได้มีโอกาสช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะเห็นถึงการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อถามอีกว่า ใช้เวลาในการตัดสินใจยากหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เป็นการพูดคุยกันกับทุกคน เพราะไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว เป็นการเห็นพ้องต้องกันของสมาชิกที่อยู่ในพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรค ชทพ.เปลี่ยนมาจากเป็นพรรค ภท.มั่นใจว่าจะได้ยกจังหวัดหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตนคิดว่าสมาชิกที่อยู่ในแต่ละพื้นที่เราทำงานอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็แล้วแต่ สมาชิก และ สส.ทำงานเคียงข้างพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจอีกครั้งหนึ่ง ก็มั่นใจ

เมื่อถามว่า เป็นทิ้งพรรคซึ่งเป็นมรดกของบิดาหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า “พรรค ชทพ.พ่อบรรหารเองรับไม้ต่อจากราชครู และที่ตนกล่าวไปคือ ศิลปอาชายังอยู่คู่กับพรรค ชทพ.อยู่ ที่สำคัญการตัดสินใจดำเนินการทางการเมืองแบบนี้เป็นการรักษามรดกของผมเองไว้ด้วย” ขณะที่ นายอนุทิน กล่าวเสริมว่า “ผมก็มาจากตรงนั้นเหมือน พวกเราต่างก็มีที่มาจากตรงนั้นแหละครับ”

ขณะที่ นายสนธยา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อเกตว่าไม่ถูกกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จริงหรือไม่ ว่า การทำงานทางการเมืองหรือวิถีทางการเมือง บางครั้งในเรื่องการแข่งขันมันก็มีเป็นเรื่องปกติของการเมือง ณ วันนี้ เรื่องการทำงานในนามของพรรค ภท.ทำให้เห็นชัดเจนว่า วิถีกับวิธีการทำงานทางการเมืองที่ จ.ชลบุรี เราทำงานในนามของพรรค ภท.ชลบุรี ทำงานด้วยกัน เดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจ หรือทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า ทีม ภท.ชลบุรีมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน โดยมีนโยบายของพรรคเป็นหลัก และมีพวกเราเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายของพรรคในพื้นที่

ด้าน นายปิยะ กล่าวถึงการร่วมงานกับพรรค ภท.ว่า วันนี้ก็อยู่ด้วยกัน มีความคุ้นเคยกัน วันนี้ดีใจที่มาคุยกัน ทราบว่านายกฯมีนโยบายที่กระจายอำนาจ ผลักดันให้ท้องถิ่น ซึ่งตนเป็นนายก อบจ.ระยอง ตนอยากจะรู้ว่าการพัฒนาท้องถิ่นจะนโยบายชัดเจนอย่างไร วันนี้ดีใจ มีนโยบายที่จะกระจายอำนาจเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีนโยบายที่จะกระจายท้องถิ่น คิดว่าความร่วมมือกับนายกฯและพรรค ภท. มีแนวทางที่ทำให้การพัฒนาพื้นที่ จ.ระยองและเขตอีอีซีของระยองเติบโตขึ้น ส่วนกรณี นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะย้ายตามมาพรรค ภท.ด้วยหรือไม่นั้น ปัญหาครอบครัว ความจริงนายสาธิตเป็นลูกน้องนายกฯ พี่น้องอาจจะคุยกันยากหน่อย เจ้านายกับลูกน้องอาจจะคุยกันได้ เลยยกให้นายอนุทินเป็นคนไปคุย ก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรเสียเรายังเป็นสายเลือดเดียวกัน

ขณะที่ นายอนุทิน กล่าวเสริมว่า “เอาน่ะ พี่เฮ้ง (นายสุชาติ ชมกลิ่น) กับพี่แป๊ะ (นายสนธยา คุณปลื้ม) ยังมาดีกันได้เพราะน้องหนู (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)” ตนคิดว่าวันนี้อาจจะเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการเมือง ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำการเมืองมาด้วยการแตกแยก มีแต่คิดถึงตัวเองเป็นหลัก วันนี้เราสามารถเปลี่ยนบริบททางการเมือง คนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือประชาชน แต่อย่าลืมว่าผู้แทนราษฎรคือ ตัวแทนของประชาชน ถ้าผู้แทนราษฎรไม่ถูกกัน ทะเลาะกัน คือ ประชาชนแตกแยกกัน ไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นกับประชาชนและประเทศชาติ สิ่งที่เราต้องการที่สุดวันนี้คือ ความสมัครสมานสามัคคี เอาประสบการณ์ทุกสิ่งที่แต่ละคนสั่งสมกันมา 20 กว่าปี สมัยก่อนเราเป็นวัยรุ่นทางการเมือง แต่วันนี้ต้องถือว่าการสั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองมากพอสมควรแล้ว จึงต้องใช้ประสบการณ์ ใช้เครือข่าย ความสามารถ ทำให้ประเทศของเราก้าวหน้า สิ่งที่เราเห็นเรื่องความแตกแยกกันมา วันนี้ตนมีหน้าที่ที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้หมดไป และมาเป็นพลังเดียวกันเพื่อทำให้เกิดการพัฒนา เกิดความสงบเรียบร้อย ความสามัคคี ทำให้ประเทศไทยของเรากลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้

‘นิกร’ยัน‘ชาติไทยพัฒนา’ยังเดินต่อ ดึง‘กัญจนา’นั่งหัวหน้าแทน‘วราวุธ’ เปิด 4 ข้อย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

‘นิกร’ยัน‘ชาติไทยพัฒนา’ยังเดินต่อ ดึง‘กัญจนา’นั่งหัวหน้าแทน‘วราวุธ’ เปิด 4 ข้อย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

‘นิกร’ยัน‘ชาติไทยพัฒนา’ยังเดินต่อ ดึง‘กัญจนา’นั่งหัวหน้าแทน‘วราวุธ’ เปิด 4 ข้อย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘นิกร’ยัน‘ชาติไทยพัฒนา’ยังเดินต่อ ดึง‘กัญจนา’นั่งหัวหน้าแทน‘วราวุธ’ เปิด 4 ข้อย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

23 พฤศจิกายน 2568 นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เปิดแถลงข่าวถึงทิศทางอนาคตของพรรคชาติไทยพัฒนา ว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ชี้แจงข้อเท็จจริงและทิศทางในอนาคตของพรรคชาติไทยพัฒนา โดยปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่การยุบพรรค หรือ การล่มสลายของพรรคชาติไทยพัฒนา แต่เป็นการ “ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” เพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับพี่น้องประชาชน

“ยืนยันว่า พรรคชาติไทยพัฒนา จะยังคงดำรงสถานะความเป็นพรรคการเมืองและสถาบันทางการเมืองสืบต่อไป โดยทางพรรคเตรียมเสนอชื่อ นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรค ให้หวนกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการรักษาบ้านหลังเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา และสมาชิกอาวุโสในอดีตได้สร้างไว้ ให้ยังคงเป็นที่พึ่งทางใจของสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาและประชาชนทั่วไปที่ยังศรัทธาอยู่” นายนิกร กล่าว

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นสำคัญที่คณะ สส. ต้องตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยจำแนกเป็นประเด็นหลัก 4 ประการ ดังนี้

1.การก้าวข้ามข้อจำกัดของพรรคขนาดเล็ก

ที่ผ่านมา การดำเนินงานในฐานะพรรคขนาดเล็กถึงขนาดกลางต้องเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างมหาศาล โดยเฉพาะกติกาการเลือกตั้งและการคำนวณคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ (บัญชีรายชื่อ) ที่ทำให้พรรคเสียเปรียบและยากที่จะรวบรวมเสียงให้ได้จำนวน สส. ที่มากพอจะเป็นพลังหลักในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านนิติบัญญัติ เพราะการที่รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้การเสนอญัตติเสนอร่างกฎหมายเพื่อประชาชนในนามพรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 20 คนลงนาม ซึ่งที่ผ่านมาพรรคมีจำนวนไม่ถึง ทำให้ไม่สามารถเสนอกฎหมายใดๆได้เอง ต้องคอยขอเสียงจากพรรคอื่นในการเสนอกฎหมาย

2.อุปสรรคทางด้านการทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาปากท้องและความเดือดร้อนของประชาชน

โดยปัญหาที่สำคัญที่สุดของคนทำงานทางการเมือง คือ การเห็นประชาชนเดือดร้อนแต่ไร้อำนาจจะช่วยเหลือ และยิ่งไปกว่านั้น ในยามวิกฤตที่พี่น้องประชาชนประสบภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เสียงของพรรคเล็กมักไม่ดังพอที่จะเร่งรัดมาตรการเยียวยาหรือจัดงบประมาณเข้าแก้ไขได้อย่างทันท่วงที การไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้จริงได้ทันการณ์เป็นรูปธรรม

3.อุดมการณ์ร่วมในการปกป้องสถาบันหลักของชาติและปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย คือ จุดยืนที่ตรงกันกับพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างแน่วแน่ในการ “เทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” การผนึกกำลังกันครั้งนี้ จะทำให้กำแพงแห่งความจงรักภักดีมีความเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ

4.การร่วมสร้างภารกิจประวัติศาสตร์ คือ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อดีตหัวหน้าพรรค นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยสร้างตำนาน “รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540” ซึ่งเป็นฉบับที่มาจากประชาชนมากที่สุด การย้ายไปร่วมงานครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือการขอการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยที่มีฐานเสียงในสภาจำนวนมาก เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิด“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”ฉบับใหม่ให้สำเร็จ ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาไม่สามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้โดยลำพังอย่างแน่นอน

นายนิกร ระบุว่า การไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนการกลับไปพบปะคนกันเอง เพราะในพรรคภูมิใจไทยเต็มไปด้วยอดีตสมาชิกพรรคชาติไทยดั้งเดิมหลายท่าน ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขและทำงานการเมืองเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ความสัมพันธ์แบบ “รู้มือ รู้ใจ” นี้ จะทำให้การเชื่อมต่อนโยบายและการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาปรับตัว

“วันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เราตัดสินใจให้ขุนพลของพรรคออกไปสู่สมรภูมิที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีเครื่องมือทางการเมืองครบมือ ในการทำงานรับใช้ประชาชน ในขณะที่เรายังคงรักษา ‘ค่ายเดิม’ หรือพรรคชาติไทยพัฒนาไว้ด้วยความรักและศรัทธา ภายใต้การนำของคุณกัญจนา ศิลปอาชา ซึ่งได้รับการตอบยืนยันมาแล้ว ขอให้มั่นใจว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในบริบทใด จิตวิญญาณความเป็นพรรคชาติไทยดั้งเดิม และความตั้งใจจริงในการพัฒนาประเทศจะยังคงเข้มข้น และดำรงอยู่เพื่อสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา และพี่น้องคนไทยตลอดไป” นายนิกร กล่าว

ส่งซิกยุบสภา?! ‘อนุทิน’แจ้งพรรคร่วมฯรอฟังสัญญาณ 12 ธ.ค.นี้

ส่งซิกยุบสภา?! ‘อนุทิน’แจ้งพรรคร่วมฯรอฟังสัญญาณ 12 ธ.ค.นี้

ส่งซิกยุบสภา?! ‘อนุทิน’แจ้งพรรคร่วมฯรอฟังสัญญาณ 12 ธ.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

ส่งซิกยุบสภา?! “อนุทิน”แจ้งพรรคร่วมฯเข้มสแตนด์บายรอฟังสัญญาณ 12 ธ.ค.นี้ เตรียมชง”ครม.”จัดทำประชามติร่างแก้รธน.-เสนอ”ปธ.รัฐสภา”เปิดรัฐสภาวิสามัญแก้รัฐธรรมนูญ 10-11 ธ.ค.นี้ ตั้ง”ศุภมาส”แม่ทัพดูแลเมืองกรุงฯเฟ้นหาผู้สมัคร สส.กทม.สู้ศึกเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคภูมิใจไทย ครั้งที่ 1/2568 ว่า ที่ประชุมมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาในส่วนตัวแทนประจำจังหวัด และหัวหน้าสาขาพรรค สัดส่วน 11 คน โดย 5 คน มาจากกรรมการบริหารพรรค และอีก 6 คน มาจากการเลืกกตั้ง เพื่อเตรียมทำไพรมารีโหวต และเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งต่อไป

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จากนั้นเป็นการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำชับในที่ประชุมว่าให้เตรียมตัวในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ จากที่มีข่าวมาหลายๆ แง่มุม นายอนุทินบอกในที่ประชุมว่าให้ตรียมตัวฟังสัญญาณในวันที่ 12 ธ.ค.ไม่ว่าจะจากตัวนายอนุทินเอง หรือจากสภาฯ ว่าอาจมีอะไรหรือไม่ นอกจากนี้ นายอนุทินยังแจ้งให้ที่ระชุมทราบว่า กรณี MOA กับพรรคประชาชน (ปชน.) หนึ่งในข้อตกลงที่ระบุไว้ ว่าจะจัดให้มีการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอนุทิน จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ ครม.อนุมัติการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และจะเสนอขอให้ประธานรัฐสภา เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) วาระ 2 ในวันที่ 10 – 11 ธ.ค.นี้

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย เป็นหัวหน้าทีมดูแลว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ทุกเขต โดยพรรคภูมิใจไทยได้เปิดแคมเปญรับสมัครผู้ที่มีความจำนง และสนใจทำงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย มาสมัครเป็นว่าที่ผู้สมัครของ สส.ของพรรคในพื้นที่ กทม.

ด้าน น.ส.ศุภมาส ในฐานะหัวหน้าทีมดูแลพื้นที่ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.กล่าวในรายละเอียดว่า ขณะนี้ผู้สมัครในภาคของกรุงเทพมหานคร ของพรรคภูมิใจไทย เกินอยู่ประมาณ 3 เท่า มีทั้งปัจจุบันที่แสดงความจำนง และมีอดีต สส.ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ทั้ง สก.และ สข.และยังมีกลุ่มที่ยังไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน แต่มีความสนใจเรื่องการเมือง เช่น กลุ่มของนักธุรกิจ ข้าราชการ และภาคเอกชน รวมถึงผู้ที่เรียนจบจากต่างประเทศ มีอายุน้อยจนถึงอายุมาก ซึ่งมีความหลากหลาย จึงต้องให้คณะกรรมการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครชุดใหญ่ต้องช่วยกันตรวจสอบอีกครั้งว่าบุคคลแบบไหนที่จะเข้ามาร่วมอุดมการณ์เดียวกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต้องมีใจรักประชาชน และมีความเสียสละเข้ามา โดยไม่ได้หวังผลสิ่งใดตอบแทน นอกจากทำงานให้กับบ้านเมือง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีความต้องการที่จะรับสมัครบุคคลเหล่านี้ โดยเปิดโอกาสให้ทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และต้องการทุกคนที่มีอุดมการณ์ มีใจมาทำงานร่วมกับพรรค ซึ่งพรรคถือว่ามีความหลากหลาย ทั้งคนรุ่นเก่าผู้ใหญ่และมีประสบการณ์ทางการเมืองจำนวนมาก และคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิด มีไฟที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น

“จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนที่มีอายุเกิน 25 ปีบริบูรณ์ และอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือประวัติที่เคยศึกษาทำงาน ให้มาสมัครที่พรรคภูมิใจไทย โดยไม่ต้องมีเส้นสายหรือไม่รู้จักใครหรือเป็นลูกผู้ใหญ่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เชิญชวนคนที่มีใจมาร่วมทำงานกับพรรคได้ โดยสามารถที่จะเดินเข้ามาสมัครที่พรรค ซึ่งทุกคนในพรรคยินดีต้อนรับทุกคน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

นายกฯบินหาดใหญ่ ให้กำลังใจ-มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม

นายกฯบินหาดใหญ่ ให้กำลังใจ-มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม

นายกฯบินหาดใหญ่ ให้กำลังใจ-มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ รมว.วัฒนธรรม, นายธนกร วังบุญคง รมว.อุตสาหกรรม และนายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.สงขลา หลังจากที่เมื่อวานนี้ (22 พ.ย.) นายกฯ ได้มีการลงพื้นที่และประชุมติดตามสถานการณ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยจุดแรกที่คณะจะเดินทางไปคือ ศูนย์พักพิงชั่วคราวโรงเรียนเทศบาล 4 (วัดคลองเรียน) เพื่อให้กำลังใจผู้ประสบภัย จากนั้นจะเดินทางต่อไปที่ศูนย์บัญชาการเทศบาลนครหาดใหญ่ พบปะประชาชนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโรงครัวพระราชทาน และแจกจ่ายอาหารปรุงสำเร็จรวมถึงถุงยังชีพ จุดสุดท้าย นายกฯ จะเดินทางไปที่พื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

‘สรวงศ์’รับเสียดาย‘สรัสนันท์-สุดารัตน์’ชิ่งร่วมงาน‘ภูมิใจไทย’ อยู่ระหว่างพิจารณาคนลงสมัครแทน

‘สรวงศ์’รับเสียดาย‘สรัสนันท์-สุดารัตน์’ชิ่งร่วมงาน‘ภูมิใจไทย’ อยู่ระหว่างพิจารณาคนลงสมัครแทน

‘สรวงศ์’รับเสียดาย‘สรัสนันท์-สุดารัตน์’ชิ่งร่วมงาน‘ภูมิใจไทย’ อยู่ระหว่างพิจารณาคนลงสมัครแทน

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.10 น.

สรวงศ์รับเสียดาย‘สรัสนันท์-สุดารัตน์’โผล่ร่วมงาน‘ภูมิใจไทย’ อยู่ระหว่างพิจารณาคนลงสมัครแทน อวยพรให้เส้นทางทางการเมืองไปด้วยดี

23 พฤศจิกายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปรากฏภาพน.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น และ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี ของพรรค พท. ไปร่วมการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า เหมือนที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ แล้ว ทั้งสองคนนี้ถือเป็นบุคลากรที่พรรคเสียดาย แต่ด้วยความที่ทั้งสองคนไม่ได้ให้ความชัดเจนกับพรรค จึงเป็นไปตามที่เห็น ยืนยันว่า เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในการที่ตัดสินใจ และถือว่าทั้งสองคนไม่ได้ร่วมงาน และไม่ได้เป็นผู้สมัครของพรรคในอนาคตอีกต่อไป

เมื่อถามว่า ทางพรรคจะมีการเรียกทั้งสองคนมาพูดคุยกันหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกันแล้ว จึงออกมาเป็นไปในลักษณะที่หัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์ไป ย้ำว่าทั้งสองคนไม่ให้ความชัดเจนกับพรรคจึงอาจจะต้องแยกย้ายกันไป แต่ทั้งสองคนก็ถือว่าเป็นน้อง อยากให้เส้นทางทางการเมืองไปด้วยดี โดยขณะนี้เรามีผู้ประสงค์จะลงสมัครทั้งสองเขตเรียบร้อยแล้ว แต่มีเยอะพอสมควร จึงกำลังพิจารณาอยู่ ไม่ได้มีปัญหาอะไร

‘ภท.’เปิดอีก 3 ว่าที่ผู้สมัครสส.พัทลุง ดึง‘นริศ-นาที’แม่งานนำโกยแต้ม มั่นใจ 14 จว.ใต้กวาด 30 ที่นั่ง

‘ภท.’เปิดอีก 3 ว่าที่ผู้สมัครสส.พัทลุง ดึง‘นริศ-นาที’แม่งานนำโกยแต้ม มั่นใจ 14 จว.ใต้กวาด 30 ที่นั่ง

‘ภท.’เปิดอีก 3 ว่าที่ผู้สมัครสส.พัทลุง ดึง‘นริศ-นาที’แม่งานนำโกยแต้ม มั่นใจ 14 จว.ใต้กวาด 30 ที่นั่ง

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

‘ภท.’ลุยเปิดอีก‘3 ว่าที่ผู้สมัครสส.พัทลุง’ ดึง‘นริศ-นาที’แม่งานช่วยโกยคะแนนเสียง ‘พิพัฒน์’คาดก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ ได้ผู้สมัครครบทั้ง 59 เขต-14 จังหวัดภาคใต้ ย้ำตั้งเป้าปักธงไม่ต่ำกว่า 30 ที่นั่ง มั่นใจทำได้

23 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ แถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.พัทลุงว่า ตนในฐานะผู้สรรหาผู้สมัครสส. 14 จังหวัดภาคใต้ ขณะนี้ได้ว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุง ทั้ง 3 เขตแล้ว คือ น.อ.อธิคุณ คงมี เขต 1 นายวรท เทอดวีระพงศ์ เขต 2 และนายเขมพล อุ้ยตยะกุล (มุนินทร์) เขต 3 นอกจากนี้ยังมีนายนริศ ขำนุรักษ์ อดีตรมช.มหาดไทย มาช่วยสนับสนุนในพื้นที่จ.พัทลุง รวมถึงนางนาที รัชกิจประการ จะมาเป็นแม่งานหลักช่วยรณรงค์หาเสียงในจ.พัทลุงด้วย

เมื่อถามถึงเป้าหมายการเลือกตั้งครั้งหน้า จ.พัทลุงจะได้ทั้ง 3 เขตเลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในอดีตเราเคยมี สส. 2 เขต และเคยแพ้นายนริศ แต่วันนี้มีอุดมการณ์ร่วมกัน จึงเชิญมาทำงานในนามพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเรามีความมั่นใจว่าจะขอคะแนนเสียงจากชาวพัทลุงได้ โดย นางนาที และนายนริศ จะจับมือกันนำ สส.ทั้ง 3 เขต เข้าสู่พรรคภูมิใจไทย และเข้าสู่สภาฯ เพื่อพัฒนาจังหวัด

เมื่อถามถึงจำนวนผู้สมัครสส.ในภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยขณะนี้คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผู้สมัครสส.ทั้ง14จังหวัดภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยลงตัวแล้ว 49 เขต คาดว่าในช่วงสิ้นเดือนพ.ย.นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 10ธ.ค. ก่อนที่จะมีการเปิดสมัยประชุมสภาฯ เราจะมีผู้สมัครทั้ง 59 เขตครบถ้วนทั้ง14จังหวัดภาคใต้

“เราพยายามประสานผู้มีความสนใจที่จะร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย มั่นใจว่าจะครบทั้ง 59 เขตแน่นอน ทั้งนี้มีผู้ใหญ่ใน 14 จังหวัดภาคใต้เข้ามาสนับสนุน เราตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 30 คน มั่นใจว่าเราน่าจะได้ตามเป้า แต่จะได้หรือไม่ก็ขึ้นกับประชาชนชาวใต้จะสนับสนุนเราหรือไม่ ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ทำอะไร มีนโยบายอะไร เชื่อว่าคนไทย โดยเฉพาะชาวภาคใต้คงทราบดี แม้เราจะเป็นแกนนำรัฐบาลเพียง 4 เดือนสั้นๆ แต่ถ้ามีโอกาสนำผู้สมัครมาเป็น สส. มากขึ้น หลังการเลือกตั้งหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นโยบายที่คั่งค้าง จะได้สานต่อโดยนายอนุทิน ในฐานะนายกฯ” นายพิพัฒน์ กล่าว

ถนนทุกสายมุ่งเข้า ภท.! ‘อนุทิน’ลั่นไม่มีก๊ก มีแต่‘ก๊วนหนู’ ฝันเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคคว้าอันดับ 1

ถนนทุกสายมุ่งเข้า ภท.! ‘อนุทิน’ลั่นไม่มีก๊ก มีแต่‘ก๊วนหนู’ ฝันเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคคว้าอันดับ 1

ถนนทุกสายมุ่งเข้า ภท.! ‘อนุทิน’ลั่นไม่มีก๊ก มีแต่‘ก๊วนหนู’ ฝันเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคคว้าอันดับ 1

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

‘อนุทิน’ฝันเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนมั่นใจ-ไว้ใจเลือก‘ภูมิใจไทย’ดันสู่พรรคอันดับ 1 หลังหลายกลุ่มการเมืองไหลเข้าไม่หยุด ลั่นไม่มีก๊ก มีแต่‘ก๊วนหนู’ พร้อมเปิดตัวบ้านใหญ่‘อังกินันทน์’ 2 สส.เพื่อไทย เปิดชัดเจน ไม่กั๊ก หลบๆซ่อนๆ เดินหนีหลังสื่อซักเลือกตั้งครั้งหน้าจับมือ‘พรรคประชาชน’หรือไม่

เมื่อเวลา 12.15 น.วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการหารือหลายกลุ่มการเมือง ที่เดินทางมา เปิดตัวในวันนี้ว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเป็นไปตามที่คาดการณ์ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงต้นปีหน้า จึงต้องเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ แล้ววันนี้มีผู้แสดงเจตจำนงจะมาทำงานร่วมกันในทางการเมือง อย่างจังหวัดเพชรบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะช่วยดูแลคัดสรร ที่จะมาร่วมงานกันได้พา นายชัยยะ อังกินันทน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี และนางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรีเขต 1 และนายฤกษ์ อยู่ดี สส. เพชรบุรีเขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จะมาร่วมงานในทางการเมือง และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะส่งลงสมัคร ที่เป็น สส.อยู่แล้ว 2 คน ซึ่งเพชรบุรีมีสส. ได้ทั้งหมด 3 คน หากได้มาทำงานร่วมกัน เชื่อว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แนะนำตนเอง และตนจะลงไปแนะนำตนเองและขอโอกาสจากประชาชนในพื้นที่ ในเร็ววันนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าพื้นที่จังหวัดชลบุรีที่มีหลายกลุ่มตอนนี้ถือว่าลงตัวแล้วหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า นายสนธยาและนายวิทยา คุณปลื้มได้เดินทางมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว ส่วนการแบ่งพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ดูแลนั้น นายสุชาติ กล่าวเสริมยืนยันว่าไม่ทับซ้อนกัน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รายละเอียดของพื้นที่เดี๋ยวค่อยว่ากัน เพราะมีคณะกรรมการสรรหาอยู่แล้ว แล้ววันนี้อะไรที่มีความชัดเจนก็ลงมาแจ้งให้กับประชาชนรับทราบโดยไม่ต้องไปหลบๆซ่อนๆ กั๊กๆอะไรไม่เอา เพื่อจะได้ลงพื้นที่ทำงานได้เลย เพื่อจะได้แจ้งกับประชาชนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะทำงานในนามพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามถึงความชัดเจนของนายวราวุธศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาที่เดินทางมาพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ปกตินายวราวุธเคยเดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ยกเว้นงานวันเกิดพรรค

เมื่อถามว่า ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่า จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า อย่างที่บอก บางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดอะไร พูดมากคนอาจไม่ชอบก็ได้ เอาว่ามาทำงานร่วมกันได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น โดยยึดประชาชนเป็นใหญ่และเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยมีความเป็นเอกภาพแต่ขณะนี้มีหลายกลุ่มการเมืองเข้ามาร่วมงานจะสามารถคุมพรรคให้เป็นเอกภาพได้ต่อไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ” ไม่มีกลุ่มไม่มีก๊วน มีก๊วนเดียว ก๊วนหนูนี่แหละครับ ทุกคนเรียกผมพี่หมดและนายสุชาติก็บ้านติดกัน คุยกันทุกคืน จะไปไหนผมก็ตามถึงบ้าน”

เมื่อถามถึงสาเหตุของนายวราวุธ เลือกที่จะทิ้งพรรคชาติไทยพัฒนามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า ใครก็รู้ว่าตนกับนายวราวุธเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา สมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ก็ดูแลตนเหมือนลูกหลาน และยังเคยพูดกับตนว่าไปไหนก็ให้ดูแลน้องด้วย มีอะไรก็ดูแลกัน พูดตั้งแต่ตอนท่านยังไม่สิ้นไป แล้วตอนนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีเราก็ได้มาคุยกัน ว่าการทำการเมืองจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด แยกกันทำก็อาจจะเกิดประโยชน์กับประชาชนไม่เต็มที่ ประสิทธิภาพและศักยภาพ ของแต่ละคนมีแต่การเมืองต้องประกอบด้วยหลายอย่าง ทำให้ตาย หากไม่มีองค์ประกอบอื่นๆ ก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ วันนี้เราพยายามใช้ศักยภาพ ประสิทธิภาพประสบการณ์และความสามารถ ของแต่ละคนที่มีที่พร้อมจะรับใช้บ้านเมือง และประชาชนอย่างเต็มที่ เราเอาตรงนี้มาเปิดโอกาส ให้เขาใช้สิ่งที่มี พรรคภูมิใจไทยก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า เราให้โอกาสคนทำงาน ไม่มีการกั๊กหรือก้าวก่ายกัน

เมื่อถามว่าพื้นที่ในกรุงเทพฯจะมีการดึงสส. เสียงเปรี้ยงๆเข้ามาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ก็เปิดตัวใกล้ๆกรุงเทพฯแล้ว นี่คือโอกาสในการสร้างให้กับคนทำงาน ให้ประชาชนเป็นปึกแผ่น ไม่มีเรื่องการด้อยค่า ปรามาสกันหรือพูดถึงคนอื่นในทางไม่ดี เราตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และจังหวัดเพชรบุรี ตนฝันมานานแล้วว่าอยากทำงานร่วมกับนายกอบจ. คนที่ทำให้ฝันเป็นจริงในวันนี้คือนายสุชาติ เราต้องใช้เครือข่ายและความสัมพันธ์ ที่มีอยู่ แต่ต้องมาทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ไม่ได้ใช้เครือข่าย ไปทำอะไรที่ไม่ดีไม่ชอบ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยคิดเช่นนั้น

เมื่อถามว่าฝันต่อไปคือการได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ฝันต่อไปคือขอให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาก นั่นคือความฝันอันสูงสุด

เมื่อถามถึงกลยุทธ์ที่จะทำให้พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายอนุทิน กล่าวว่า เราร่วมกันทำงานและทำงานกันอย่างเต็มที่ นโยบายอะไรที่สัญญาไว้กับประชาชนก็ทำให้เต็มที่ ให้ประชาชนเห็น ได้เห็นแล้วก็คงจะ มั่นใจและได้รับความไว้วางใจ

เมื่อถามว่า การประชุมใหญ่สามัญวันนี้มีการพูดถึงการวางตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือยังนายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน ต้องเป็นไปทีละขั้นตอน ยังไงก็มาแน่ ส่วนกรณีของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ก็เริ่มพูดคุยซึ่งวันนี้ ก็มาร่วมประชุมที่พรรคภูมิใจไทย การจะเอาคนมาเป็นนายกฯเราก็ต้องคุยในรายละเอียด ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้ได้มากที่สุด ถ้าเข้ามาแล้วจะทำงานอย่างไร เพราะตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอชื่อนายกได้ 3 คน ซึ่งสมัยก่อนพรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อตนคนเดียว แต่ช่วงหลังที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง บางพรรคใช้ไป 3 คนหมดแล้วแต่บางพรรคมีแค่คนเดียว ดังนั้นเราต้องเติมเต็มและเตรียมความพร้อมไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นไฟท์บังคับ เพียงเป็นการเตรียมความพร้อมไว้ เพื่ออนาคตเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จะได้มีความพร้อมในการสานต่องาน ให้เกิดความต่อเนื่อง

เมื่อถามว่า มองพรรคการเมืองใดเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งนายอนุทินกล่าวว่า ก็มองที่พวกเรา ต้อง ต่อสู้กับตนเอง ต้องไม่ขี้เกียจ ไม่ประมาท ไม่คิดว่า ประชาชนให้ความไว้วางใจ แล้วเราจะอยู่เฉยๆ ไม่สร้างความมั่นใจให้แข็งแกร่งขึ้น เราต้องเอาตัวเองวิ่งตามตัวเอง แล้ววิ่งนำตัวเอง ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามว่า การดึงองคาพยพมาเสริมทัพในภูมิใจไทยทำให้มั่นใจมากขึ้นหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ทิศทางของพรรค แนวนโยบายของพรรค บุคลากรของพรรค ที่เข้ามาจะทำให้เป้าหมายของเราได้บรรลุ เพราะมีแต่คนมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ

เมื่อถามถึงกรณีที่สส.พรรคเพื่อไทยบางคนมาปรากฏตัวในการประชุมใหญ่สามัญพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ที่จะร่วมงานกัน นายอนุทิน กล่าวว่า มาถึงวันนี้แล้วและการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเกิดขึ้นภายในเดือนสองเดือนนี้ คงไม่มีอะไรต้องหลบๆซ่อนๆซึ่งไม่ดีหรอก จะเห็นได้ตั้งแต่ตั้งรัฐบาล ใครมาก็เปิดให้ประชาชนเห็นเลย ไม่ใช่แอบๆมาแล้วโผล่ชื่อในภายหลัง คนไหนคุยเรียบร้อยหมดแล้วก็เอามาเปิดเผย

“เช่นเดียว กลับจังหวัดเพชรบุรีที่มีผู้สมัคร ชัดเจนก็นำมาเปิดตัว หลังจากนี้ผมจะให้ผู้สมัครและนายสุชาติพาลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ก่อนหน้านี้ไปได้แค่อำเภอชะอำ ตอนนี้จะไปได้หลายที่ทั้งอำเภอเมือง อ.บ้านลาด และอีกหลายที่ซึ่งตอนนี้ชื่ออำเภอยังจำได้ไม่หมด” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า หลังการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสสูงหรือไม่ที่จะร่วมงานกับพรรคประชาชน นายอนุทิน ยกมือเลี่ยงตอบพร้อมระบุว่า ขอไปปิดประชุมใหญ่วิสามัญพรรคก่อน จากนั้น เดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปหา น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งสวมเสื้อสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ซึ่งยืนรออยู่ที่หน้าประตูพรรค จากนั้นพาทั้งสองมาเปิดตัวกับสื่อมวลชน

นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามกับผู้สื่อข่าว บอกเพียงว่า ”ให้ภาพเล่าเรื่อง“ ก่อนจะกางแขนป้องและต้อน สส.ทั้ง 2 คนขึ้นชั้นบน และกล่าวว่า “เซฟลูกพรรคด้วย” พร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเซฟลูกพรรคจากอะไร แต่นายอนุทิน ไม่ตอบ ก่อนจะพา สส. ทั้ง 2 คน ขึ้นห้องประชุมทันที