‘กมธ.แก้รธน.’บัญญัติห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 แล้ว

‘กมธ.แก้รธน.’บัญญัติห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 แล้ว

‘กมธ.แก้รธน.’บัญญัติห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.35 น.

‘กมธ.แก้รธน.’บัญญัติห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 แล้ว

20 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ต่อผลการพิจารณาเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ (20 พ.ย.) ซึ่งมีสาระเพื่อวางกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาและบัญญัติเงื่อนไขที่มีสาระห้ามแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และ หมวด2 พระมหากษัตริย์แล้ว ส่วนรายละเอียดนั้น จะขอแถลงอีกครั้ง

กังขา DSI ออกหมายเรียกผู้ต้องหา‘ฮั้ว สว.’ไม่ระบุเหตุผล จับตาหาทางลง หลังนัดไต่สวน‘ภูมิธรรม-ทวี’

กังขา DSI ออกหมายเรียกผู้ต้องหา‘ฮั้ว สว.’ไม่ระบุเหตุผล จับตาหาทางลง หลังนัดไต่สวน‘ภูมิธรรม-ทวี’

กังขา DSI ออกหมายเรียกผู้ต้องหา‘ฮั้ว สว.’ไม่ระบุเหตุผล จับตาหาทางลง หลังนัดไต่สวน‘ภูมิธรรม-ทวี’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

การเมืองเปลี่ยนขั้ว! กังขา‘ดีเอสไอ’ออกหมายเรียกผู้ต้องหาคดี‘ฮั้ว สว.’ไม่ระบุวัตถุประสงค์กระทำผิด ทั้งที่ก่อนหน้ารับเป็น‘คดีพิเศษ’ระบุชัดทั้งสาเหตุ ข้อกฎหมายฐานความผิด จับตากำลังหาทางลง หลังศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวน‘ภูมิธรรม-ทวี’วันที่ 24 ธ.ค.นี้

20 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีวันที่ 11 พ.ย.68 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยกองคดีการฟอกเงินทางอาญา ออกหมายเรียกผู้ต้องหารายหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 8 ผู้ต้องหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังสอบสวนพยานประมาณ 1,200 คน โดยมี พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง เป็นผู้กล่าวหา ในคดีฮั้วสว.

ทั้งนี้ ให้เหตุผลมาสอบสวน ระบุว่า “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกติปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมาย เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฯลฯ”

จึงให้ผู้ต้องหารายนี้ไปที่กองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในวันที่ 19 พ.ย.68 เพื่อพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ลงนามโดยนายเอกรินทร์ ดอนดง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าการออกหมายของดีเอสไอครั้งนี้ เป็นการแจ้งข้อหาโดยไม่ระบุเหตุผลว่าเกี่ยวข้องกับฐานความผิดหลักเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร อย่างชัดเจนเพื่อที่ให้ผู้ต้องหาชี้แจงข้อเท็จจริงกับพนักงานสอบสวนได้ถูกต้อง

แตกต่างจากมติคณะกรรมการคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ในสมัยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ เป็นประธาน ที่มติรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษและระบุฐานความผิดชัดเจนว่าเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547   ส่วนคดีอาญาใดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกับคดีพิเศษดังกล่าว เช่น คดีความผิดฐานอังยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 รวมทั้งความผิดตามมาตรา 116 และการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับการฟอกเงินทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับการฟอกเงินทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 วรรคท้าย ย่อมเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคสอง ที่จะทำการสอบสวนต่อไปได้ โดยไม่ต้องมีมติให้คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีการคาดว่าสาเหตุที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่แจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหาดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะอาจเกิดความกังวลและต้องการหาทางลง หลังรับทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม ในวันที่ 24 ธ.ค. นี้หลัง สว. ยื่นให้ตรวจสอบฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4)  และ (5) หรือไม่  เนื่องจากใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ  แทรกแซงอำนาจ กกต. ในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งวุฒิสภา  และรับเป็นคดีพิเศษใช่หรือไม่ 

‘ยุทธพร’อ่านเกม’ภูมิใจไทย’ เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ รุกขยายฐานเสียง

'ยุทธพร'อ่านเกม'ภูมิใจไทย' เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ รุกขยายฐานเสียง

‘ยุทธพร’อ่านเกม’ภูมิใจไทย’ เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ รุกขยายฐานเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

ชูภาพลักษณ์”ทีมเศรษฐกิจคิดเร็ว-ทำเร็ว-ทำจริง” “ยุทธพร”อ่านเกม”ภูมิใจไทย” เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ ลั่นพร้อมเลือกตั้ง เจาะฐานเสียงรากหญ้าถึงคนเมือง-ชนชั้นกลาง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และรมว.คลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ โดยมองว่าเป็น “การเดินเกมเร็ว” เพื่อประกาศความพร้อมเลือกตั้ง ส่งสัญญาณชัดไปยังพรรคการเมืองที่พยายามกดดันให้ยุบสภาว่า หากยุบจริง ภูมิใจไทยคือหนึ่งในพรรคที่พร้อมที่สุดทันที ทั้งในแง่โครงสร้างพรรค ทีมบุคลากร และผลงานที่อยู่ในมือ

รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า การดัน 2 รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่ถูกมองว่าเป็นเทคโนแครตแถวหน้า อย่างนายเอกนิติ และ นางศุภจี ซึ่งมีผลงานชัดเจน เช่น นโยบายคนละครึ่ง และการเปิดตลาดสินค้าไทยในหลายประเทศ คือวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า ภท.มี “คนทำงานจริง” อยู่แถวหน้า และพร้อมสานต่อนโยบายทางเศรษฐกิจได้ทันที หากประชาชนให้ความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป รายชื่อทั้ง 3 คน สะท้อนภาพลักษณ์ที่พรรคต้องการนำเสนอคือ “พรรคแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบไม่ซับซ้อน แต่ได้ผลจริง” ผ่านนโยบายอย่างคนละครึ่งพลัส มาตรการช่วยลูกหนี้รายย่อย และการฟื้นกำลังซื้อ ซึ่งเข้าถึงประชาชนวงกว้าง และเป็นจุดขายที่แตกต่างจากพรรคอื่น

การเปิดตัว 2 แคนดิเดตใหม่ยังถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายฐานเสียง จากเดิมที่ ภท.แข็งแรงในฐานรากหญ้า ฐานบ้านใหญ่ และล่าสุดเพิ่งได้เสียงจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่พอใจบทบาทของนายอนุทินในการแก้ปัญหาไทย – กัมพูชา มาวันนี้ ภท.ต้องการรุกฐานเสียงใหม่ในเมือง ได้แก่ ชนชั้นกลาง คนทำงานภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และคนรุ่นใหม่ที่สนใจเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยนายเอกนิติจะดึงคะแนนจาก Urban Middle Class ซึ่งชอบนโยบายที่จับต้องได้ โปร่งใส และเชื่อมโยงกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ ขณะที่นางศุภจีมีจุดขายโดดเด่นในกลุ่มผู้ประกอบการ จากบทบาทการเปิดตลาดสินค้าไทย การเจรจาการค้าต่างประเทศ และการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เข้าถึงเสียงของเอสเอ็มอีและแม่ค้าออนไลน์ได้ดี ส่วนตัวนายอนุทินยังรักษาฐานเสียงหลักของพรรค ทั้งรากหญ้า ชาวบ้าน และกลุ่มอนุรักษ์นิยม ด้วยภาพลักษณ์การทำงานเชิงพื้นที่ ลงพื้นที่ถี่ทั่วประเทศ และผลงานด้านความมั่นคงล่าสุดที่ได้รับคะแนนนิยมกว้างขวาง

รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ว่า การเปิดตัวแคนดิเดตที่ล้วนเป็น “คนนอกการเมืองดั้งเดิม” แต่เป็นเทคโนแครตโปรไฟล์ดี โดยเฉพาะนายเอกนิติซึ่งถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนละครึ่ง และนางศุภจีที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันสินค้าส่งออกไปหลายประเทศ ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า “เป็นทีมทำงานจริง” ที่มีผลงานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ทางการเมือง และเมื่อทั้งสองถูกเสนอชื่อร่วมกับนายอนุทิน จึงยิ่งชัดว่า ภูมิใจไทยกำลังขาย “ทีมเดียวกับที่ทำงานอยู่ตอนนี้” ให้ประชาชนพิจารณา หากเลือกภูมิใจไทย ก็เท่ากับเปิดทางให้ 2 รัฐมนตรีเศรษฐกิจสำคัญได้สานต่องานเดิมทันที ไม่ต้องเริ่มใหม่

นักวิชาการยังชี้ว่า เมื่อดูจากชุดนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินขับเคลื่อนต่อเนื่อง 4 เดือน ทั้งคนละครึ่งพลัส มาตรการช่วยลูกหนี้เงินแสน มาตรการฟื้นกำลังซื้อ และชุดนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลต่างๆ จะพบว่า ภท. เน้นนโยบาย “ไม่ซับซ้อน แต่ต้องถึงมือประชาชนจริง” ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้คะแนนนิยมสูง และสอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่พรรคพยายามวางให้แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น

ท้ายที่สุด รศ.ดร.ยุทธพร สรุปว่า การเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 รายครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศความพร้อมเลือกตั้งเท่านั้น หากยังเป็น “สัญญาณบอกทิศทางใหม่ของพรรค” ว่าภูมิใจไทยไม่ได้มองตัวเองเป็นพรรคอันดับ 2 หรือ 3 อีกต่อไป แต่กำลังส่งสัญญาณชัดว่า พร้อมท้าชิงตำแหน่งพรรคอันดับ 1 บนเวทีการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างเต็มตัว

‘อนุทิน’ตรวจราชการต่อเนื่อง ลุย’พิจิตร-ขอนแก่น’ 21-22 พ.ย.68

'อนุทิน'ตรวจราชการต่อเนื่อง ลุย'พิจิตร-ขอนแก่น' 21-22 พ.ย.68

‘อนุทิน’ตรวจราชการต่อเนื่อง ลุย’พิจิตร-ขอนแก่น’ 21-22 พ.ย.68

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.14 น.

“อนุทิน”ลุยตรวจราชการต่อเนื่อง”พิจิตร-ขอนแก่น” 21-22 พ.ย.68 ติดตามงานด้านสาธารณสุข ทำกิจกรรมร่วมกับประชาชน และมอบนโยบายแก่ผู้บริหารส่วนจังหวัด

เมื่อวันที 20 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.พิจิตร และ จ.ขอนแก่น มีกำหนดการดังต่อไปนี้

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 13.15 น.นายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางจาก พล.ม.2 รอ. เขตพญาไท กรุงเทพฯ ไปจังหวัดพิจิตร โดยในเวลา 14.50 น. นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานพิธีเปิดอาคารผู้ป่วยนอก 2 โรงพยาบาลพิจิตร จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะร่วมทำกิจกรรมกับประชาชนชาวพิจิตร โดยจะเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมชาวจังหวัดพิจิตรรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติฯ อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีที่ จ.พิจิตร ครั้งนี้ ถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 หลังจากที่นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามการช่วยเหลือและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ โรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร อ.ตะพานหิน เมื่อวันที่ 10 ต.ค.68 ที่ผ่านมา และการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุข และการทำกิจกรรมร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เป็นการแสดงพลังแห่งความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สำหรับวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 08.15 น.นายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น จากนั้นเวลาประมาณ 09.39 น.นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธียกยอดฉัตรทองคำ พระมหาธาตุแก่นนครอนุสรณ์สาธุชน ณ วัดหนองแวง พระอารามหลวง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น จากนั้นเวลาประมาณ 12.40 น. นายกรัฐมนตรีจะมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

“การลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญในการดำเนินการด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการมอบนโยบายให้ส่วนราชการและผู้บริหารท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อให้การบริหารราชการระดับจังหวัดเดินหน้าไปอย่างสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาเชิงรุก และสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดขอนแก่นให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

‘กำแพงเพชร-เพชรบูรณ์’แตก! ปริญญาหักวราเทพ / จักรัตน์แยกทางสันติ ไหลซบ‘กล้าธรรม’

‘กำแพงเพชร-เพชรบูรณ์’แตก! ปริญญาหักวราเทพ / จักรัตน์แยกทางสันติ ไหลซบ‘กล้าธรรม’

‘กำแพงเพชร-เพชรบูรณ์’แตก! ปริญญาหักวราเทพ / จักรัตน์แยกทางสันติ ไหลซบ‘กล้าธรรม’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.09 น.

‘กำแพงเพชร’แตก! ‘ปริญญา ฤกษ์หร่าย’หัก‘วราเทพ’ซบ‘กล้าธรรม’ไม่ตามไป‘เพื่อไทย’ หลังถูกดันขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ ด้าน‘เพชรบูรณ์’เดือดไม่แพ้กัน ‘จักรัตน์ พั้วช่วย’ขอแยก‘สันติ’ซบกล้าธรรมอีกคน หลังผิดหวังการตั้ง ครม.ที่ผ่านมา

20 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ว่า ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้ พรรค กธ.เตรียมจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.บางส่วน พบว่า บางรายเป็น สส.ปัจจุบันที่ย้ายมาจากพรรคอื่น โดยเฉพะในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ที่เดิมพรรค กธ. มี สส. 2 รายคือ นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค สส.กำแพงเพชร เขต 1 และนายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ สส.กำแพงเพชร เขต 2

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง พรรค กธ.จะส่งครบทั้ง 4 เขต โดยนายไผ่และนายเพชรภูมิ จะลงในเขตเดิม ส่วนเขต 3 และเขต 4 เดิมเป็น สส. สังกัดพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในกลุ่มของนายวราเทพ รัตนากร อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่เพิ่งเปิดตัวกับพรรคเพื่อไทย(พท.) ซึ่งพรรค กธ. จะส่งผู้สมัครลงไปแข่งด้วย

โดยในเขต 3 จะส่ง น.ส.พิชญา อาภรณ์รัตน์ พี่สาวของนายเพชรภูมิ ไปแข่งกับลูกชายของนายอนันต์ ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร ที่จะลงสมัครในนามพรรค พท. ส่วน เขต 4 ส่งนายปริญญา ฤกษ์

หร่าย ซึ่งเดิมอยู่กลุ่มนายวราเทพ แต่มีข่าวถูกดันให้ขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ ขณะที่นายปริญญา ต้องการลงระบบเขตเหมือนเดิมจึงต้องย้ายมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ไม่ตามนายวราเทพไปพรรคเพื่อไทย โดยนายปริญญา จะลงสมัครเขต 4 เหมือนเดิม ชนกลับนายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ (กำนันตู้) ลงสมัครในนามพรรค พท.

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่า นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ ในกลุ่มนายสันติ พร้อมพัฒน์ แกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมจะมาเปิดตัวกับพรรค กธ.ด้วย โดยไม่ได้ตามนายสันติ ไปอยู่กับพรรคภท.  ด้วย เนื่องจากผิดหวังเรื่องการตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ผ่านมา

คุม’ค่าไฟ’อพาร์ตเมนต์ กำหนดอัตราห้ามเกิน 4.88 บ./หน่วย

คุม'ค่าไฟ'อพาร์ตเมนต์ กำหนดอัตราห้ามเกิน 4.88 บ./หน่วย

คุม’ค่าไฟ’อพาร์ตเมนต์ กำหนดอัตราห้ามเกิน 4.88 บ./หน่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.55 น.

“รมต.สำนักนายกฯ”เปิดปฏิบัติการ”Quick Big Win” กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าอพาร์ตเมนต์ไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย เพื่อสร้างมาตรฐานสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยให้เป็นธรรม พร้อมมอบหมายให้”ดร.อรุณ”ที่ปรึกษาฯ นำทีม สคบ.ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่อพาร์ตเมนต์รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการกำหนดอัตราค่าน้ำค่าไฟอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ดร.อรุณ คงเจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมและลงพื้นที่รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การทำสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยกับผู้ประกอบการอพาร์ตเมนต์ย่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อเผยแพร่แนวทางสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยที่ถูกต้อง พร้อมชี้แจงวิธีการคำนวณค่าน้ำประปาและค่าไฟตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย พ.ศ.2568 ซึ่งกำหนดให้การเรียกเก็บค่าน้ำประปาและค่าไฟต้องไม่เกินอัตราที่หน่วยงานรัฐกำหนด และห้ามบวกกำไรส่วนต่าง โดยกำหนดเพดานอัตราค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เจ้าหน้าที่ สคบ. หน่วยงานท้องถิ่น ตำรวจภูธรคลองหลวง และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ร่วมลงพื้นที่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสัญญาเช่าที่เป็นธรรม

ดร.อรุณ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้นโยบายเร่งด่วน “Quick Big Win” ของรัฐบาลที่ต้องการลดค่าครองชีพและสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรฐานสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง

“รัฐบาลเลือกอพาร์ตเมนต์รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นพื้นที่นำร่อง ยกระดับมาตรฐานการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ เพราะมีหอพักและผู้เช่าเป็นจำนวนมาก สะท้อนปัญหาที่พบทั่วประเทศได้ชัดเจน และเชื่อมั่นว่านโยบายนี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ ลดความขัดแย้งระหว่างผู้เช่ากับผู้ประกอบการ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง” ดร.อรุณ กล่าว

ด้าน นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ.กล่าวเสริมว่า สคบ.พร้อมเดินหน้าตามนโยบาย โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ประชาสัมพันธ์และกวดขันผู้ประกอบการเช่าที่พักอาศัย ให้ปรับปรุงสัญญาเช่าให้ถูกต้องตามมาตรฐานใหม่ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการบังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบสัญญาเช่าที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินจริง สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.co.th และระบบ Traffy Fondue

– 006

‘เอกนิติ’เดินหนีหลังสื่อจี้ถามนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท.

'เอกนิติ'เดินหนีหลังสื่อจี้ถามนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท.

‘เอกนิติ’เดินหนีหลังสื่อจี้ถามนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท.

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

‘เอกนิติ’เดินหนีหลังสื่อจี้ถามนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท. 

เมื่อเวลา 14.05 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีการตอบรับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย โดยนายเอกนิติ กล่าวเพียงว่า ไปแล้วๆ ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์

เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามว่า ทำไมถึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องดังกล่าว นายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถาม

เมื่อถามว่า ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายเอกนิติ เผยว่า “ยังไม่ได้สมัครครับ”

เมื่อถามย้ำว่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีหรือไม่ ที่โดนเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ หัวเราะและบอกว่า “ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ”

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประชาชนจะให้เสียงการตอบรับดี นายเอกนิติ ถามกลับว่า “จริงหรือเปล่า” พร้อมขอบคุณ

‘ประเสริฐ’เตือน‘บางพรรค’ หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

‘ประเสริฐ’เตือน‘บางพรรค’ หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

‘ประเสริฐ’เตือน‘บางพรรค’ หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

“ประเสริฐ”เตือน”บางพรรค” หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน ลั่น!แม้การโยกย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย มั่นใจยื่นซักฟอกใช้เสียง”สส.เพื่อไทย”ได้

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า อยู่ระหว่างการตัดสินใจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคครั้งสุดท้ายอีกครั้ง

ถามย้ำว่า พรรค พท.จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเตรียมการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 อยู่ เรากำลังเตรียมข้อมูลที่ใช้ในการอภิปราย มีการประชุมและตั้งคณะทำงานแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมประเด็น อย่างไรก็ตาม การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจใช้เฉพาะเสียง สส.พรรค พท.ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ใช้เสียง 1 ใน 5 ไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ต้องยื่นโดยผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้พรรค พท.มี สส.140 คน และยังไม่ทราบท่าทีพรรค ปชน.ว่าจะร่วมยื่นญัตติด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่า กรณีที่มีบางพรรคการเมืองพยายามที่ดึง สส.ของพรรค พท.ไปนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้รับคำบอกกล่าวจาก สส.และสมาชิกพรรค พท.หลายคนว่ามีความอึดอัดใจที่มีพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ได้โทรศัพท์มาชวน สส.ของพรรค พท.ตลอดเวลาแม้จะปฏิเสธไปแล้ว ก็ยังโทรมาชวนไม่หยุด ตนคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้คือพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

“อยากส่งสัญญาณบอกไปยังพรรคที่มาเชิญชวนว่าอยากให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ แม้ว่าการโยกย้ายพรรคจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การโยกย้ายในลักษณะที่มีผลประโยชน์ตอบแทน ผมมองว่าไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ” นายประเสริฐ กล่าว

‘สว.เปรมศักดิ์’แนะรัฐบาล ใจกว้างรับเปิด‘ซักฟอก’ ติงอย่ามัวแต่สนใจเตรียมเลือกตั้ง

‘สว.เปรมศักดิ์’แนะรัฐบาล ใจกว้างรับเปิด‘ซักฟอก’ ติงอย่ามัวแต่สนใจเตรียมเลือกตั้ง

‘สว.เปรมศักดิ์’แนะรัฐบาล ใจกว้างรับเปิด‘ซักฟอก’ ติงอย่ามัวแต่สนใจเตรียมเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.35 น.

“สว.เปรมศักดิ์”แนะรัฐบาล ใจกว้างรับเปิด”ซักฟอก” ชี้ยังมีหลายประเด็นที่สังคมสงสัย ติงอย่ามัวแต่สนใจเตรียมเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่ามีความพยายามให้เกิดความขัดแย้งจะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือไม่ ในส่วนรายละเอียดที่ถกเถียงกันเรื่องหากยังไม่บรรจุญัตติการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้าสู่วาระประชุม นายกฯ จะยุบสภาได้หรือไม่นั้น ไม่ขอพูดถึง เพราะเป็นขั้นตอนทางธุรการที่เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อยากให้รัฐบาลใจกว้างเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายตามมาตรา 151 หรือ 152 ตามรัฐธรรมนูญ ก้าวเข้าสู่การอภิปรายด้วยความสง่างาม เพราะยังมีประเด็นที่ประชาชนสงสัยหลายเรื่อง ทั้งกรณีปัญหาสแกมเมอร์ที่มีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง หรือกรณีความขัดแย้งในวงการตำรวจ เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากได้ฟังคำชี้แจงจากรัฐบาล

“อย่ามัวแต่ไปสนใจการเตรียมการเลือกตั้ง หรือเรื่องการเปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ควรหยุดลอยตัวเหนือปัญหา แล้วมาแก้ปัญหาให้ประชาชนดีกว่า” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

‘หมอเปรม’โวยกระบวนการเลือก‘ปธ.กกต.’ ข้องใจเร่งรีบตั้งไปดู‘คดีฮั้ว สว.’หรือไม่

‘หมอเปรม’โวยกระบวนการเลือก‘ปธ.กกต.’ ข้องใจเร่งรีบตั้งไปดู‘คดีฮั้ว สว.’หรือไม่

‘หมอเปรม’โวยกระบวนการเลือก‘ปธ.กกต.’ ข้องใจเร่งรีบตั้งไปดู‘คดีฮั้ว สว.’หรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

“หมอเปรม”โวยกระบวนการเลือก”ปธ.กกต.” ไม่ถูกต้อง-เป็นโมฆะ ข้องใจเร่งรีบตั้งไปดู”คดีฮั้ว สว.”หรือไม่

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงกรณีการเลือกประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)คนใหม่ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ซึ่งที่ประชุม กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 เลือก นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นประธาน กกต.คนใหม่ แทน นายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต.ว่า มองว่ามติการเลือกประธาน กกต.คนใหม่ ไม่ถูกต้อง เพราะให้ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และ นายณรงค์ รักร้อย ที่แม้จะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาเป็น กกต.แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ถือว่ายังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การเลือกประธาน กกต.ในวันที่ 18 พ.ย.นั้น นายอิทธิพรยังไม่พ้นตำแหน่งประธาน กกต.ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ก่อนจนกว่า กกต.คนใหม่ จะได้รับโปรดเกล้าฯ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น นายอนันต์ และ นายณรงค์ ไม่สามารถโหวตเลือกประธาน กกต.คนใหม่ได้ การเลือก นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน กกต.คนใหม่ ถือเป็นมติมิชอบ เป็นโมฆะ ใครเป็นผู้ออกหนังสือเชิญให้ทั้งสองคนไปร่วมประชุมในวันดังกล่าว ทั้งที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

“ไม่รู้ว่าเร่งรีบเลือกประธาน กกต.คนใหม่ ตามใบสั่งหรือไม่ เพื่อไปดูคดีฮั้วเลือก สว.และการเลือกตั้งสมัยหน้า เป็นเรื่องไม่เคยมีมาก่อนบุคคลที่ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ แต่ไปเลือกประธาน กกต.หลังจากนี้จะดูมีใครไปยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เอาผิดการเลือกประธาน กกต.หรือไม่ แต่คนไปยื่นจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว