‘อัยการ’ขอขยายอุทธรณ์ต่อครั้งที่ 3 คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

‘อัยการ’ขอขยายอุทธรณ์ต่อครั้งที่ 3 คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

‘อัยการ’ขอขยายอุทธรณ์ต่อครั้งที่ 3 คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

‘อัยการ’ขอขยายอุทธรณ์ต่อครั้งที่ 3 คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

20 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีดูหมิ่นสถาบัน ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำ อ.1860/2567 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

กรณีที่นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์ กับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิง ดูหมิ่นสถาบัน และเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด(อสส.)เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร

คดีนี้ศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ยกฟ้องนายทักษิณ จำเลย เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดได้ ต่อมาพนักงานอัยการ ได้ขอขยายอุทธรณ์คดีมา 2 ครั้งๆ ล่าสุดถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน

อย่างไรก็ตามระหว่างนี้มีกระแสข่าวว่า อัยการสูงสุด(อสส.) มีคำสั่งให้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ตามกำหนดเวลานั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน ก่อนครบกำหนดอุทธรณ์2วันพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา8เจ้าของสำนวนคดีได้มายื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่3โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาว่าจะอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ครั้งที่3คดีนี้หรือไม่ ดังนั้นที่มีกระแสข่าวว่า อัยการสูงสุด (อสส.)มีคำสั่งยื่นอุทธรณ์คดีนี้แล้วนั้นมีความคลาดเคลื่อน

เดินหน้าซื้อ 2 ลำ ‘ผบ.ทร.’ตั้ง กก.คัดเลือกแบบเรือฟริเกต-ร่างทีโออาร์

เดินหน้าซื้อ 2 ลำ 'ผบ.ทร.'ตั้ง กก.คัดเลือกแบบเรือฟริเกต-ร่างทีโออาร์

เดินหน้าซื้อ 2 ลำ ‘ผบ.ทร.’ตั้ง กก.คัดเลือกแบบเรือฟริเกต-ร่างทีโออาร์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

“ผบ.ทร.”ตั้ง กก.คัดเลือกแบบเรือฟริเกต-ร่างทีโออาร์ เดินหน้าซื้อ 2 ลำ รออนุมัติรัฐบาล เผยดูบูทงานอาวุธ”ตุรกี-เกาหลีใต้”ไม่ได้ตกลงเลือก พร้อมย้ำให้ยึดผลประโยชน์ประชาชน ต้องใช้ offset policy ตอบแทนคืนทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (วังเดิม) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึง ความคืบหน้าในการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมโครงการจัดหาเรือฟริเกต ว่า ในช่วงที่ผ่านมาตนได้ไปชมนิทรรศการอาวุธ defense and security ในบูธต่างๆ ของหลายประเทศของเรือฟริเกต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยืนยันว่า ในโครงการนี้จะต้องมี offset policy หรือการต่อเรือในประเทศเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคืนทางเศรษฐกิจเพื่อประชาชน ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดเอาไว้ด้วย

“ผมขอยืนยันว่าการต่อเรือฟริเกตนั้น ต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกองทัพเรือ โดยกองทัพมีหน้าที่บำรุงรักษาและในการที่จะได้มาซึ่งเรือ และผมได้ดำเนินการและสั่งการแล้วว่า ผลประโยชน์ต้องกลับไปสู่ประชาชนมากที่สุด โดยต่อเรือภายในประเทศให้ได้สัดส่วนมากที่สุดด้วย”

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากองทัพเรือสนใจเรือฟริเกตของตุรกี นั้น พลเรือเอก ไพโรจน์ กล่าวว่า ตนสนใจทุกประเทศ ซึ่งประเทศตุรกี มี 3 บริษัทที่ต่อเรือนี้ และตนยังไปดูในส่วนของบูธประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ ที่มีอยู่ 3 บริษัท ได้แก่ โอเชี่ยน ฮุนได เอสเค ทั้งนี้ ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบ โดยมี พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธาน และอยู่ระหว่างการร่างทีโออาร์ ทั้งนี้ หากต้องทำการจัดหาเป็นแพคเกจ ร่วมกับลำที่ 2 ก็จะขอความกรุณาจากรัฐบาลในการพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘ผบ.ทร.’ยืนยันทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมดูแลอธิปไตยชาติ เผยเรือลาดตระเวนประจำพื้นที่เต็มกำลัง

'ผบ.ทร.'ยืนยันทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมดูแลอธิปไตยชาติ เผยเรือลาดตระเวนประจำพื้นที่เต็มกำลัง

‘ผบ.ทร.’ยืนยันทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมดูแลอธิปไตยชาติ เผยเรือลาดตระเวนประจำพื้นที่เต็มกำลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

‘ผบ.ทร.’ยืนยันทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมดูแลอธิปไตยชาติ ปฎิบัติทันทีเมื่อเกิดเหตุ ยันหมวดเรือลาดตระเวนป้องกันชายแดน ตามเส้นที่ไทยประกาศไว้เมื่อปี 2516 ไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2568 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการพูดคุยในที่ประชุมผู้บัญชาการทางทหารวานนี้อย่างไร ในการดูแลอธิปไตยของชาติ ว่า เราเตรียมความพร้อม และใช้มติ สมช. ข้อสุดท้าย ว่าทุกเหล่าทัพจะต้องเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ หรือเมื่อสั่ง

เมื่อถามว่า หมวดเรือป้องกันชายแดนมีการจัดวงรอบ หรือมีการเสริมกำลังอย่างไรบ้าง ผบ.ทร. กล่าวว่า บทเรือป้องกันชายแดน จัดวงรอบการปฏิบัติทุก 6 เดือน แต่ในการปฏิบัติในวงรอบ 6 เดือน การปฏิบัติจริงจะมีวงรอบภายในอีก และเมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ กำลังทั้งหมดของหมวดเรือลาดตระเวนป้องกันชายแดน ก็อยู่ในพื้นที่หมด ซึ่งเราปฏิบัติการตามเส้นที่เราประกาศไว้เมื่อปี 2516 เราใช้เส้นนั้น ในการลาดตระเวนในการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลมาตลอด และไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม

‘จุลพันธ์’ดักคอ‘อนุทิน’ ยุบสภาหนีไม่ได้ ชี้ไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

‘จุลพันธ์’ดักคอ‘อนุทิน’ ยุบสภาหนีไม่ได้ ชี้ไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

‘จุลพันธ์’ดักคอ‘อนุทิน’ ยุบสภาหนีไม่ได้ ชี้ไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.19 น.

“เพื่อไทย”ลั่น ยื่นซักฟอก ม.151 ต้องตามใจ”จุลพันธ์”ไม่ใช่”อนุทิน” ไม่มีคุยเตรียมยื่น 152 เหตุเป็นฝ่ายค้านมีอำนาจตรวจสอบรัฐบาล ยันแค่ยื่นญัตติก็ยุบสภาหนีไม่ได้ ชี้ไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ก็พร้อมชี้แจง แต่ถ้าเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา 151 ก็พร้อมยุบสภามองเรื่องนี้อย่างไร และพรรค พท.จะยื่นหรือไม่ ว่าตนเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อมวลชน ซึ่งอำนาจในการยุบสภาได้หรือไม่ได้ ท่านใช้คำว่าเอาตามอนุทิน แต่ตนมองว่าน่าจะเข้าใจผิด เพราะกระบวนการในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ถูกกำหนดชัดว่าหากยื่นแล้ว และใช้คำว่าเสนอญัตติไม่ใช่การบรรจุญัตติสู่สภา จะไม่สามารถยุบสภาได้ ฉะนั้น จะไม่มีข้อบังคับการประชุมหรืออะไรที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญชัดเจนในเรื่องนี้ กำหนดว่าเมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะยุบสภาไม่ได้ เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ดังนั้น คงไม่ใช่การตามใจนายอนุทิน แต่กระบวนการในการยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือ 152 นั้น อันนี้ต้องตามใจจุลพันธ์ ต้องตามใจพวกตน เพราะพวกตนเป็นฝ่ายค้าน เรามีหน้าที่ในการตรวจสอบ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบต้องมาดูว่า ความผิดและความเสียหายต่อประเทศอยู่ในขั้นไหน

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ก็เป็นเพียงการเสนอแนะ รับฟังความคิดเห็น ซึ่งหากตนถามกลับว่าความเสียหาย ความในเรื่องการไปแก้ไขคดีความ เขากระโดงและเรื่องฮั้ว สว.หากตนให้ข้อเสนอแนะไป เขาจะแก้หรือไม่ กระบวนการในการทุจริตคอรัปชั่น หากมีเกิดขึ้นแล้วพวกตนเสนอแนะไป มันจะหยุดหรือไม่ ฉะนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องของการเสนอแนะเพียงอย่างเดียว มันต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ

“กระบวนการพวกนี้เป็นอำนาจของฝ่ายค้าน และเป็นอำนาจของ สส.ในการเสนอญัตติ ตรงนี้ขอให้พวกผมดำเนินการดีกว่า ท่านในฐานะที่เป็นรัฐบาล เมื่อถูกตรวจสอบแล้ว ก็ควรจะเปิดให้มีการอภิปราย รับฟังตอบข้อซักถามและข้อสงสัย หากท่านตอบได้กระจ่างชัดแน่นอนว่าคะแนนจะเป็นของท่าน เมื่อเดือนหน้าสู่การเลือกตั้งท่านประสบชัยชนะอย่างแน่นอน เราก็อยากให้กระบวนการตามประชาธิปไตยเดินไปตามครรลองของมัน” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ารัฐบาลเพิ่งทำงานมาเดือนกว่า นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในขณะที่รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง พรรค ภท.ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพียงแค่สองสัปดาห์พรรค ภท.ก็ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพียงแต่วันนั้นเสียงไม่พอ รวบรวมเสียงจากพรรคประชาชนยังไม่ได้ ประจวบกับเหตุการณ์ที่ น.ส.แพทองธาร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ กระบวนการในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงได้ยุติและหยุดยั้งไป

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น ตนจึงดูเรื่องความเสียหายต่อประเทศเป็นหลัก และแน่นอนว่าเราก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่น ในชั้นคณะกรรมาธิการแล้วก็ทำงานอย่างเต็มที่ แต่เรื่องการตรวจสอบรัฐบาล คงไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาเป็นปัจจัย หากเกิดความเสียหายต่อประเทศ หน้าที่ของพวกตนในการตรวจสอบคือทำงานได้เต็มที่ในสภา

เมื่อถามว่า หากดูไทม์ไลน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 คือช่วงสิ้นเดือนธันวาคม และตามกรอบยุบสภาคือช่วงสิ้นเดือนมกราคม จึงเหลือประมาณ 1 เดือน กรอบเวลาในการยื่นอภิปรายจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ปัญหามันคงไม่ใช่เรื่องกรอบเวลา ต่อให้เหลือเวลา 3 วัน แล้วมีความเสียหายต่อประเทศ มีการทุจริตคอรัปชั่น แล้วจะให้พวกตนหยวนๆ ไปเถอะ เราคงทำไม่ได้ เราก็ต้องตรวจสอบก็แค่นั้น หากพวกตนไม่มีหลักฐานที่ดีพอ ไม่มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ สุดท้ายความเสียหายก็จะเกิดกับพวกตนเอง

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น เราจึงต้องระมัดระวัง และตอนนี้เราก็อยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้มากเพียงพอแล้ว มีการตั้งทำงานภายในคณะทำงานภายในขึ้นมาเพื่อที่จะเตรียมการในเรื่องนี้ เชื่อได้ว่ากระบวนการที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหา ที่มีรัฐบาลนี้อยู่ต่อไป ส่วนหากท่านจะตัดสินใจยุบสภา นั่นก็เป็นอำนาจของท่าน ตนบังคับไม่ได้ และยืนยันว่าวันที่ตนไปคุยกับพรรคประชาชน ก่อนที่เขาจะลงมติเลือกพรรคภท. เราก็บอกว่าพวกตนจะยุบสภาเลย หมายความว่าพวกตนพร้อม

เมื่อถามว่า หากจะยื่นอภิปรายนั้น จะจำเป็นต้องให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ผ่านไปก่อนใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ตอบในจุดนี้ และขอให้มีการหารือ เพราะได้ฝากกับทีมยุทธศาสตร์ของพรรค ในเรื่องการเดินการยื่นญัตติ ในตอนนี้ต้องมีการคุยกัน อย่างละเอียดและต้องดูจังหวะเวลา ที่มีความเหมาะสมที่สุด ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปกลับมา

ถามย้ำว่า จะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 แน่นอนไม่ใช่ 152 ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดแบบนั้น แต่ขณะนี้ไม่ได้มีการเตรียมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ผู้สื่อข่าวได้แซวว่า พูดขนาดนี้ ก็บอกมาเลยว่ายื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 ทำให้นายจุลพันธ์หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบอะไร

‘อนุทิน’ลุยขยายผลปราบยา-ธุรกิจเทา ลั่นตรวจสอบถึงไหนโดนหมด ชี้ทุกองค์กรมีทั้งคนดี-ไม่ดี

'อนุทิน'ลุยขยายผลปราบยา-ธุรกิจเทา ลั่นตรวจสอบถึงไหนโดนหมด ชี้ทุกองค์กรมีทั้งคนดี-ไม่ดี

‘อนุทิน’ลุยขยายผลปราบยา-ธุรกิจเทา ลั่นตรวจสอบถึงไหนโดนหมด ชี้ทุกองค์กรมีทั้งคนดี-ไม่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.11 น.

นายกฯ  ลุยขยายผลปราบยา-ธุรกิจเทา ลั่นไปถึงไหนโดนหมด บอกไม่มีช่วย แต่ช่วยซ้ำให้หนักชึ้น ชี้ทุกองค์กรมีทั้งคนดี-ไม่ดี ซัด พวกฝนตกขี้หมูไหล หนุน เจ้าหน้าที่จัดการ ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ จ่อขอเมตตาศาลพิจารณาให้ประกันตัวง่าย แค่หลักแสน คดีคนๆเดียว ครอบครองอาวุธเพียบ เชื่อไม่ใช่เพียงแค่มีไว้ป้องกันตัว 

เมื่อเวลาม11.45 น. ที่กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 3  จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระบวนการสวมสิทธิ์บัตรประชาชนให้กับต่างด้าว จะมีการดำเนินการ กับผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูงขึ้นหรือไม่ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล หากไปถึงไหนก็ต้องโดนหมด ส่วนรายละเอียดเรื่องค่าหัวเรียกรับ ขอให้อธิบดีปกครองชี้แจง 

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในรัฐบาลชุดนี้จะต้องไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่างที่ตนบอก กับพี่ๆตำรวจ ซึ่งถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่เหมือนเพื่อนกัน คบกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก คุยกันรู้เรื่อง และเข้าใจหน้าที่กันดี และได้บอกไปว่า ถ้าหนักใจอะไรก็ขอให้ปิดชื่อไว้ก่อน เพื่อดูพฤติกรรม  และถ้าหากเปิดชื่อเจอใครก็จะไม่ยกเว้น 

นายอนุทินยังย้ำว่า หากใครมีข้อมูล ขอนำมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเอาไปเก็บไว้ทำไม คนพวกนี้เอาไปเก็บไว้ ก็ไม่เกิดมงคลอะไรกับตัวเอง เอามาให้ตำรวจ ตำรวจจะได้ไปจับ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ แต่ละคนที่ได้ชื่อมาก็เอาไปขยายผล 

ส่วนจะเป็นการล้างบางข้าราชการ กระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่าเรียกว่าล้างบาง คำว่า ล้างบางมีแต่คนที่ไม่ดี ในทุกองค์กร มีคนไม่ดีอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถือว่าเป็นส่วนน้อย ที่ทำชื่อเสียงเหม็นเน่าป่นปี้ ได้มากกว่าคนส่วนใหญ่ ดังนั้น เรื่องการปราบปรามดำเนินคดี กำจัดคนเหล่านี้ออกไป ไม่ใช่เรื่องที่ยาก 

ส่วนได้มีการขยายผลความเสียหายจากการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ข้าราชการการเรียกรับผลประโยชน์ของข้าราชการที่ทุจริต เราก็ดำเนินการไปแล้ว ไล่ออกจากราชการ และจับดำเนินคดี แต่เทียบไม่ได้กับคนเหล่านี้ที่ทำความเดือดร้อน ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อติดตามเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม 

เมื่อถามว่า จากที่มีการขยายผลพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจสีเทา  นายอนุทินกล่าวยอมรับว่า คนพวกนี้เกี่ยวข้องกันทั้งหมด เหมือนฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาพบกัน คนที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์ การพนัน สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ค้าบริการทางเพศ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด เพราะมันก็ทำได้แค่นี้ 

นายอนุทิน ยังชื่นชมผู้ปฏิบัติการทุกคน  ทำงานอย่างเต็มที่เอานโยบายของรัฐบาลไปทำ รัฐบาลไหนให้ความมั่นใจกับเขา ว่าไปแล้วจะไม่เจอตอ เจอใครก็คนนั้นไม่มีการช่วย ช่วยดีอย่างเดียวคือช่วยซ้ำ ให้มันหนักยิ่งขึ้น อันนี้มีเขาจึงทำงานอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น นโยบายของตนมีความชัดเจน ว่าให้ทำอย่างเต็มที่ จึงเห็นการจับกุมรายใหญ่ๆ ในทุกสัปดาห์ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ 

เมื่อถามว่านโยบายการให้สัญชาติ  ในช่วงที่นายอนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ระบุว่าเป็นการให้โดยหลักมนุษยธรรม ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าเป็นการเสียหน้าหรือไม่ เพราะ UNSCR ได้กล่าวชื่นชม นายอนุทินจึงกล่าวต่อ ไม่เสียหน้าเพราะเป็นการให้ตามหลักมนุษยธรรม  เพราะคนเสียหน้า คือคนที่มาหาผลประโยชน์ในช่องโหว่ตรงนี้ นายอำเภอเสียหน้าแน่ๆ นอกจากเสียหน้า ยังเสียผู้เสียคนเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแม้ ตำแหน่งสูง เห็นประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ ว่าคนที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายคือคนเหล่านี้ และสุดท้ายก็ถูกดำเนินคดีไม่พ้นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อธิบดีกรมการปกครองมีคำสั่งให้ออกจากราชการ เพราะมีความผิดชัดเจน  

“ สิ่งเหล่านี้คือการสนับสนุนให้เห็นว่าทำไปเถอะรัฐบาลอยู่ข้างหลังอย่างเต็มที่ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ปืนและของกลางทั้งหลายที่จับได้ ซึ่งเป็นไปได้อย่างไรปืนจำนวนมากเหล่านี้อยู่ในบ้านคนๆเดียว หากบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป และให้ผู้ใหญ่บ้านสามารถครอบครองอาวุธ ที่สามารถทำลายชีวิต คนได้อย่างรุนแรง แบบนี้ก็เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน สิ่งเหล่านี้เราต้องดำเนินการปราบปราม เพราะผิดกฎหมายทุกอย่าง นี่คือเหตุผลที่ตั้งแต่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นไป 3 เดือนแล้วกลับมา ผมไม่ยอมให้มีการต่อ อายุทะเบียนปืน สำหรับคนทั่วไป เราต้องทำให้ประชาชนในประเทศไทยไม่ต้องถือปืน เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น ที่จะต้องถืออาวุธเหล่านี้ไปปราบปรามคนไม่ดี แต่ประชาชนต้องอยู่ด้วยความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องพกพาอาวุธ ซึ่งของกลางที่จับมาบอกว่าเอาไว้ป้องกันตัว มันไม่ได้ เพราะมีเยอะก็เท่ากับมีไว้เอาไปทำลาย คนอื่น ข่มขู่ ซึ่งต้องปราบ และทราบข่าวว่าที่ถูกจับกุมได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน แค่นิดเดียว หนึ่งแสนบาท ซึ่งกลับไปผมจะทำหนังสือกราบเรียนประธานศาลฎีกาให้พิจารณา คนที่ทำผิดแบบนี้สมควรที่จะได้รับการประกันตัวหรือไม่ แต่ผมเคารพดุลพินิจของศาลอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ให้ประกาศอาจดูเพียงสำนวน ไม่ได้ดูจุด ว่าร้ายแรงอย่างไร หากมาเห็นว่าผู้ต้องหาพกอาวุธร้ายแรงขนาดนี้ เต็มบ้าน และมีพฤติกรรมไม่ดี ทำผิดกฎหมายแทบทุกอย่าง แต่พอจับได้ ก็ได้การประกันตัว ขอย้ำว่าความเคารพต่อดุลพินิจสารของผมมี แต่ก็ต้องทำเรื่องกราบเรียนให้ทราบว่าต้องมีวิธีอะไรหรือไม่ ซึ่งสุดแล้วแต่ความกรุณา” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกฯ แถลงจับเครือข่ายส่วยสัญชาติ ทุจริตสวมบัตรเอื้อจีนเทา ลงดาบนายอำเภอ

นายกฯ แถลงจับเครือข่ายส่วยสัญชาติ ทุจริตสวมบัตรเอื้อจีนเทา ลงดาบนายอำเภอ

นายกฯ แถลงจับเครือข่ายส่วยสัญชาติ ทุจริตสวมบัตรเอื้อจีนเทา ลงดาบนายอำเภอ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.04 น.

นายกฯแถลงผลปฏิบัติการ “ตัดหมอก เวียงแหง” ปราบขบวนการสวมสิทธิ – ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ บอก น่าอับอาย มีข้าราชการเอี่ยวทุจริต ใช้ช่องว่างทะเบียนราษฏรหาผลประโยชน์ โยงทุนจีนสีเทา โว ลงดาบนายอำเภอครั้งแรก  ย้ำเจตนารมณ์รัฐบาลเอาจริง ปราบภัยความมั่นคง ก่อนตรวจของกลาง ส่องพระ บอก ”พระอยู่กับคนดี ไม่อยู่กับคนไม่ดี“

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่กองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  เป็นประธานในการแถลงผลการดำเนินคดี และ ขบวนการสวมสิทธิและทำหลักฐานเท็จในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และผลปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ณ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5  โดยมี พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคที่ 5 ฝ่ายปกครอง  สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ ในการขอมีสถานะคนต่างด้าว เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสื่อมวลชนเรียกว่า ส่วยสัญชาติ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่า เป็นการบ่อนทำลายนิติรัฐ นิติธรรม และเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดการตรวจสอบ และแก้ปัญหาโดยทันที ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานทั้ง กรมการปกครอง ตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. ป.ป.ช.และ ดีเอสไอ ที่ร่วมกันบูรณาการสืบสวนสอบสวน ขยายผล พบว่าเป็นขบวนการทุจริตที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มจีนเทา ที่เป็นภัยกับความมั่นคงของชาติ จึงได้บูรณาการเปิดปฎิบัติ “ ตัดหมอก เวียงแหง” เพื่อตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวกับการให้สิทธิอาศัยถาวรของคนต่างด้าวโดยมิชอบ โดยจากการสืบสวนและขยายผล พบว่า ขบวนการนี้เกี่ยวข้องกับทุนจีนสีเทา ซึ่งเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

นายกรัฐมนตรี ท้าวความว่า มติ ครม.เรื่องนี้ เกิดขึ้นในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีผลเริ่มกระบวนการยื่นขอสถานะ และเกิดขึ้นในช่วงที่ตนได้พ้นตำแหน่งไป และเมื่อตนกลับมามีอำนาจเต็ม ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมการปกครอง สืบสวนสอบสวน เร่งดำเนินการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเ็วที่สุด เช่นกรณี อ.ฝาง ที่มีผู้ใหญ่บ้านเรียกรับเงินจากผู้มีสิทธิ ก็มีการสอบสวนวินัย และปัจจุบันได้ถูกลงโทษให้ออกจากราชการแล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าอับอายและเลวร้ายที่กลุ่มขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ที่ไปหาประโยชน์กับสิทธิของคนที่รอกว่า 4.8 แสนคนที่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย ซึ่งบางคนรอคอยมากว่า 30-40 ปี ซึ่งเราได้รับการชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ  UNHCR ในการยุติการไร้สัญชาติ แต่กลับมีการหาผลประโยชน์กับสิทธิของคนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน  รวมถึงการใช้ช่องว่าง ของระบบทะเบียนราษฎร์ และสัญชาติเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มจีนเทา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เพราะถือเป็นการเปิดทางให้กับอาชญากรรมข้ามชาติ และธุรกิจผิดกฎหมายเข้ามาปลอมแปลงตัวตน ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงโดยตรงกับประเทศ โดยรัฐบาลจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้

จากข้อมูลทราบว่า ที่อำเภอเวียงแหง เหมือนเป็นเมืองหลวงของการทุจริตในการสวมสิทธิสถานะบุคคลมาอย่างยาวนาน เพราะทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 และเคยมีการจับกุมดำเนินคดีระดับปลัดอำเภอในคดีนี้ ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี และอีกคดีในปี 2563 ซึ่งถูกลงโทษให้ออกจากราชการแล้ว แต่ยังกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีกในปีนี้  จึง เป็นเหตุให้กระทรวงมหาดไทยต้องขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ดำเนินการล้างบางให้สิ้นซาก ไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก

การจับกุมขบวนการทุจริตครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ที่กระทรวงมหาดไทย ออกหมายจับระดับนายอำเภอ จังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเพียงเล็กน้อย ต้องแลกมาด้วยกับความก้าวหน้าทางราชการ สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่า ตั้งใจทำให้เห็นว่า ตั้งใจจริง เอาจริง และปราบปรามต่อ กระบวนการนี้ที่ก่อให้เกิดภัยความมั่นคงแห่งชาติและความมั่นคงไม่ว่าจะตำแหน่งหรือสถานะใดก็ตาม

ทั้งนี้ ตนในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เราจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเช่นนี้ต่อไป เพื่อความมั่นคงแน่วแน่ ทำบ้านของเราให้สะอาด ฟื้นความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ปกป้องความมั่นคงของประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง

นายกรัฐมนตรียังได้รายงานผลการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ใช้เป็นเส้นทาง ลำเลียงยาเสพติดจากนอกประเทศเข้าสู่ประเทศไทย และกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านความมั่นคง ทหารตำรวจ ป.ป.ส. รวมถึงฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการกำลังอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านข่าวกรอง การปิดล้อมตรวจค้น การสกัดกั้นตามเส้นทางธรรมชาติ และการขยายผลไปถึงผู้สั่งการและเครือข่ายทางการเงิน

ซึ่งผลการปฏิบัติการในรอบล่าสุด มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถยึดของกลางยาเสพติดเป็นจำนวนมาก ทั้งยาบ้ายาไอซ์หลายรายการ และสามารถจับกุมผู้ต้องหา ในขบวนการลำเลียงและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมพยานหลักฐานที่สามารถนำไปขยายผล ต่อยอดได้ ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้า ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยปฏิบัติการ “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

รัฐบาลได้ประกาศเป็นศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบและต้องการแสดงให้เห็นว่า ผู้ฝักใฝ่หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรงรัฐบาล  พร้อมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรียังได้ชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันท้อถอย การปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่าน ถือเป็นแบบอย่างแห่งความ รับผิดชอบ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยและปลอดยาเสพติด จากอาชญากรรมประเภทอื่นๆ  เช่น ออนไลน์ สแกมเมอร์ บ่อนการพนันการฟอกเงิน และธุรกิจสีเทาอย่างยั่งยืน

พร้อมเชิญชวนประชาชน ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ ไม่ว่าจะโดยการแจ้งเบาะแส ดูแลคนในครอบครัวด้วยความรักความเข้าใจ สนับสนุนการบำบัด และ ร่วมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ต่อต้านการกระทำที่ ผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องลูกหลานของเรา และเพื่อสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ เดินตรวจสอบปืนของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดจากบ้านผู้ต้องหา และได้หยิบพระที่เป็นของกลางขึ้นมาส่อง พร้อมกล่าวว่า ”อันนี้พระเก๊“ จนทำให้เกิดเสียงฮือฮาในห้องแถลงข่าว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะหยิบพระองค์อื่นขึ้นมาส่องต่อ พร้อมกล่าวว่า “ทองเเท้ แต่พระเก๊ พระอยู่กับคนดี ไม่อยู่กับคนไม่ดี เพราะนี่พระเก๊หมดเลย“ 

‘วันชัย’แย้งอุทธรณ์คดี’ทักษิณ’ สอนอัยการต้องไม่มีความกลัว

'วันชัย'แย้งอุทธรณ์คดี'ทักษิณ' สอนอัยการต้องไม่มีความกลัว

‘วันชัย’แย้งอุทธรณ์คดี’ทักษิณ’ สอนอัยการต้องไม่มีความกลัว

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.29 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายวันชัย สอนศิริ อดีต สว.ทนายความชื่อดัง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ดำเนินรายการโดย นายรัชชพล เหล่าวานิช โดย นายวันชัย ได้แสดงความเห็นว่า “อัยการไม่ควรยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 นายทักษิณ ชินวัตร”

“คดีที่ไม่น่าอุทธรณ์ คณะกรรมการก็ไม่อุทธรณ์ อัยการสูงสุดอุทธรณ์ ผมว่าก็เป็นปกติของฝ่ายข้าราชการประจำ อะไรๆ ก็โยนไปก่อนเพื่อป้องกันโดนด่า ซึ่งโดยหลักคนที่ทำงานในด้านนิติบัญญัติ หรือฝ่ายที่ทำงานทางด้านกระบวนการยุติธรรม เขาจะต้องไม่มีความกลัว แต่ใครมีภยาคติ กลัวว่าจะโดนด่า กลัวว่าอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ โดยไม่คำนึงว่าในหลักมันควรไม่ควร ก็ว่ากันไป” นายวันชัย กล่าว

กธ.จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.ต้นเดือน ธ.ค. อุบส่งแคนดิเดตนายกฯกี่คน ไม่หวั่นกระแสโจมตีพรรค

กธ.จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.ต้นเดือน ธ.ค. อุบส่งแคนดิเดตนายกฯกี่คน ไม่หวั่นกระแสโจมตีพรรค

กธ.จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.ต้นเดือน ธ.ค. อุบส่งแคนดิเดตนายกฯกี่คน ไม่หวั่นกระแสโจมตีพรรค

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.26 น.

“อนุดิษฐ์” เผย กธ.จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.ต้นเดือน ธ.ค. อุบ ส่งแคนดิเดตนายกฯกี่คน  ไม่หวั่นกระแสโจมตีพรรค โวผลงาน 4 กระทรวงเป็นที่ประจักษ์ แจง ปม “ชนนพัฒฐ์” เหมือนคดี สส.หลายคน ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม มีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง

เวลา 12.20 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรค กธ.ในการเลือกตั้ง ว่า จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ในต้นเดือน ธ.ค. ซึ่งการเปิดตัวครั้งอาจจะยังไม่ครบทั้งหมด แต่จะเปิดในส่วนของผู้ที่มีความพร้อม แต่ยืนยันว่าเราจะมีผู้สมัคร สส.ครบ 400 เขต ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรค กธ.ในการเลือกตั้ง ส่วนแคนดิเดตนายกฯของพรรค กธ. เราจะส่งให้เป็นไปตามกฎหมายแน่นอน เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมการบริหารพรรคจะต้องหารือกันเพื่อคัดสรรผู้ที่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะต้องเป็นผู้ที่สามารถตอบโจทย์ของประชาชนได้ ส่วนจะเป็นคนนอกหรือคนในนั้น ขอให้อดใจรอนิดนึง ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์จะเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯด้วยหรือไม่นั้น ย้ำว่าความพร้อมทั้งหมดเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรค 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมียุทธศาสตร์อย่างไรทำให้พรรค กธ.ได้ สส.เข้าสภามากที่สุด น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การทำงานของรัฐมนตรีของพรรค กธ.ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น่าจะเป็นตัวที่สะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคได้ดีที่สุด เพราะผลงานในแต่ละกระทรวงมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจในการที่จะเสนอนโยบายให้กับประชาชน  

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพรรค กธ.เจอกระแสหลายเรื่อง คิดว่าจะมีผลต่อการเลือกตั้งของพรรคหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าในวิกฤติมีโอกาสเสมอ การที่มีคำถามจากประชาชนหรือฝ่ายค้าน ซึ่งการตอบคำถามทุกเรื่องของพรรค กธ.จะเป็นข้อเท็จจริงที่จะสะท้อนไปถึงประชาชน คนที่จะตัดสินที่ดีที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้าคือ ประชาชน ซึ่งต้องมาดูจำนวน สส.ที่ได้ จะเป็นการสะท้อนความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อพรรค กธ. 

เมื่อถามอีกว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรค กธ.จะได้ลงสมัครอีกหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การที่นายชนนพัฒฐ์โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง ซึ่งรายละเอียดในเฟซบุ๊กน่าจะเป็นข้อยุติได้ กรณีนายชนนพัฒฐ์จะเหมือนกับบรรดา สส.รัฐบาลและฝ่ายค้านทั่วไปที่ต้องคดีอยู่ และหลายคนถึงขั้นมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกบ้าง หรือมีคำพิพากษาที่เป็นความผิด แต่ก็ยังทำหน้าที่ สส.อยู่ ดังนั้น เห็นว่าควรใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินจนกว่าคดีความจะถึงที่สุด ที่ผ่านมาพรรค กธ.ไม่เคยไปเรียกร้องให้ สส.ที่ต้องคดียังไม่ถึงที่สุดไปลาออกหรืออะไร เพราะยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ในชั้นที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งกรณีนายชนนพัฒฐ์ก็เช่นเดียวกัน เขาถูกยึดทรัพย์ก็เป็นหน้าที่ของนายชนนพัฒฐ์ที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

ปชน.พร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกมิติ จี้ปลด ‘รมต.เทา’ ไม่ต้องรอยื่นซักฟอก

ปชน.พร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกมิติ จี้ปลด ‘รมต.เทา’ ไม่ต้องรอยื่นซักฟอก

ปชน.พร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกมิติ จี้ปลด ‘รมต.เทา’ ไม่ต้องรอยื่นซักฟอก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.05 น.

‘ปชน.’ พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลทุกมิติ จี้ปลด ‘รมต.เทา’ ไม่ต้องรอให้ยื่น ‘ซักฟอก’ 

20พ.ย.2568 เมื่อเวลา09.40น. ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะนายทะเบียนพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคให้ตนโฟกัสเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ไม่ว่าจะมีพรรคการเมืองใดเริ่มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาชนยืนยันว่าในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเราพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในทุกมิติแน่นอน ส่วนจะเป็นการยื่นอภิปรายด้วยตัวเองของพรรคประชาชนที่มีเสียงสส.ครบหรือไม่ ยังอยุ่ในขั้นการพิจารณา ซึ่งคงจะพิจารณาประกอบตามเงื่อนที่ปรากฎในMOA เพราะคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า 2 ใน 5 ข้อนั้นเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ 

“ส่วนคุณสมบัติของรัฐมนตรีรายบุคคลก็ไม่ต้องรอให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลเห็นว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่มีปัญหา หรือมีข้อกังขาสำหรับประชาชนก็สามารถใช้กลไกอื่นจัดการได้อยู่แล้ว เพื่อให้การเดินหน้าตามข้อตกลง MOA เป็นไปด้วยดี และเป็นสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้เองว่าจะเป็นผู้ปราบปรามธุรกิจสีเทาต่าง ๆและผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาล ถ้าไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาการเปิดอภิปรายไม่ว่าจะเป็นมาตรา151 หรือ 152  หรือการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติอื่นๆ ก็เป็นอาวุธหรือเครื่องมือที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ทุกมิติ” นายณัฐวุฒิกล่าว
 
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า เข้าใจว่าสส.ของพรรคประชาชนมีการหารือมาโดยตลอดว่าจะใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบรัฐบาล โดยจะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ไม่ว่าจะเป็น

‘ปธ.กมธ.แก้รธน.’ ยันถกจบทุกอย่าง 26 พ.ย.นี้ ชี้พิจารณารอบคอบ หวังเปิดวิสามัญ 8-11 ธ.ค.

‘ปธ.กมธ.แก้รธน.’ ยันถกจบทุกอย่าง 26 พ.ย.นี้ ชี้พิจารณารอบคอบ หวังเปิดวิสามัญ 8-11 ธ.ค.

‘ปธ.กมธ.แก้รธน.’ ยันถกจบทุกอย่าง 26 พ.ย.นี้ ชี้พิจารณารอบคอบ หวังเปิดวิสามัญ 8-11 ธ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

‘ปธ.กมธ.แก้รธน.’ ยันถกจบทุกอย่าง26พ.ย.นี้ ชี้พิจารณารอบคอบ ไม่นำสู่การยื่นตีความจนทำให้ ‘รัฐธรรมนูญแท้ง’ หวัง ‘ครม.’ ดันเคาะเปิดสมัยประชุมวิสามัญฯช่วง 8-11 ธ.ค.นี้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 09.40น. ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา กล่าวว่า ขณะนี้การพิจารณาโดยภาพรวมได้เดินหน้าไปทั้งหมดแล้วและเมื่อพิจารณารายมาตราได้เดินมาถึงพิจารณากลไกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรับฟังความคิดเห็นและความสัมพันธ์กับรัฐสภาไปแล้ว และการประชุมในวันนี้จะเป็นการพิจารณาหลักการพื้นฐาน เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าทุกอย่างจะต้องถามประชาชน ซึ่งจะทำต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าหากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับจะมีขั้นตอน รูปแบบ กระบวนการจัดทำอย่างไร ซึ่งต้องมีหลักการพื้นฐานเพียงพอที่จะระบุให้ประชาชนเข้าใจว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร 

“ยืนยันว่าการพิจารณาทั้งหมดจะแล้วเสร็จในวันที่ 21 พ.ย.ซึ่งเราค่อนข้างมั่นใจและการพิจารณาไม่ใช่ว่าจะเดินหน้าอย่างเดียว แต่เราพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบ อย่างไรก็ตามยังมีขั้นตอนทางธุรการในเรื่องของการเชิญผู้แปรญัตติและการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อส่งให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อนำแจ้งต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงความพร้อมของรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ”นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบละเอียดและรอบคอบ ฉะนั้นจึงจะมีการหารือในที่ประชุมว่าในสัปดาห์จะขอประชุมเพิ่มเติมในวันอังคารและวันพุธได้หรือไม่ และหากเป็นไปตามกรอบทั้งหมด คาดว่าในชั้นตอนทางธุรการจะจบอย่างแล้วเสร็จในวันพุธที่ 26 พ.ย. และเมื่อเสร็จสิ้นจนจะรีบดำเนินทางธุรการส่งเอกสารทั้งหมดไปยังประธานรัฐสภา และเมื่อส่งไปให้ครม.พิจารณาก็ยังมั่นใจว่าในการประชุมครม.ในวันที่ 25 พ.ย.ควรจะต้องมีมติว่าเห็นควรให้มีการกราบบังคมทูลฯเพื่อให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญฯหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะอยู่ในกรอบระหว่างวันที่ 8-11 ธ.ค.

เมื่อถามว่าทางกมธ.จะต้องตั้งคำถามเพื่อทำประชามติหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้เราพิจารณากันหลายรอบและได้มีการเชิญหน่วยงานต่างๆมาให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ข้อสรุปตรงกันว่าคำถามน่าจะเป็นครม.เป็นผู้ตั้งคำถาม แต่ในส่วนของญัตติที่จะนำไปสู่การมีคำถามไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ 1 และคำถามที่ 2 จะต้องไปจากรัฐสภา ก็คงขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองจะคุยกันอย่างไร แต่เชื่อว่าจะต้องพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่ประชามติ ในวาระ 2 หรืออย่างช้าที่สุดในวาระ 3 

เมื่อถามถึงคุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่ยังรอการพิจารณาอยู่ ซึ่งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอยู่ในระหว่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาขอปรับแก้ถ้อยคำโดยใส่ทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องเช่น การห้ามไม่ให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางกรเมืองเข้ามานั่งในคณะกรรมการยกร่าง และคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ซึ่งคาดว่าไม่เกินวันที่ 21 พ.ย.คงจะมีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะมีการกำหนดสิ่งเหล่านี้หรือไม่ 

เมื่อถามว่าเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภา และยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดูเหมือนเกี่ยวพันกันไปหมด ทางกมธ.มีความกังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นตัวประกัน และต้องแท้งไป นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในช่วงต้นของการประชุมกมธ.ก็มีความกังวลในส่วนนี้ ถ้าเรามองว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันเราคงทำให้รัฐธรรมนูญเสร็จไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว การที่ยังไม่เสร็จไม่ใช่มีฝ่ายหนึ่งดึง แต่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องไม่มีประเด็นใดๆที่อาจจะนำไปสู่การร้องหรือการยื่นตีความที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียไป เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับกมธ.ทุกคนที่อาจมภารกิจ อย่างไรก็ตาม เราชัดเจนว่าเราขอทำหน้าที่ บทบาทของกมธ.ทั้ง 43 คนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และพยายามจะทำหน้าที่โดยเร็ว เพื่อให้อย่างน้อยจะมีหลักประกันว่าเราทำได้เร็ว และมีการพิจารณาอย่างก้าวหน้าไปตามลำดับ เหตุผลเรื่องอื่นๆที่จะทำให้การเมืองมามีผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะจุดนี้คือจุดสำคัญที่สุดที่จะปลดล็อคไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 60 

“ผมยืนยันในนามในนามของกมธ. โดยไม่ได้ติดว่าณัฐวุฒิมาจากพรรคไหน ฝ่ายไหน ก็ขอโอกาสจริงๆเพราะกมธ.อยากให้โอกาสที่ดีที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ส่วนท้ายที่สุดการเมืองจะเป็นอย่างไรก็เกินกว่าที่กมธ.จะตอบได้ แต่ยังมั่นใจว่าสาระสำคัญจะจบในสัปดาห์นี้ และเมื่อเปิดสมัยประชุมวิสามัญแม้จะมีเรื่องอื่นผมก็ยังมั่นใจว่าความสนใจจะกลับมาที่การพิจารณารัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งหมดอย่างแท้จริง” นายณัฐวุฒิกล่าว