ยกระดับสูงสุด! ‘บิ๊กเล็ก’สั่งยึดกฎใช้กำลัง เขมรกร่างล้ำเส้นยิงทันที

ยกระดับสูงสุด! ‘บิ๊กเล็ก’สั่งยึดกฎใช้กำลัง เขมรกร่างล้ำเส้นยิงทันที

ยกระดับสูงสุด! ‘บิ๊กเล็ก’สั่งยึดกฎใช้กำลัง เขมรกร่างล้ำเส้นยิงทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยกระดับสูงสุด! ‘บิ๊กเล็ก’สั่งยึดกฎใช้กำลัง เขมรกร่างล้ำเส้นยิงทันที

“พล.อ.ณัฐพล” ถกสภากลาโหม สั่งยกระดับสูงสุด ป้องกันรุกล้ำอธิปไตย เผยปักหมุดชั่วคราวบ้านหนองจาน เสร็จแน่ กลางเดือนธันวาคม ก่อนเข้าโหมดเจรจาปรับถือครองที่ดิน คนเขมรที่อยู่ใต้เส้นสีแดงกว่า 200 ครอบครัวต้องออกจากพื้นที่ โดยใช้เวทีจีบีซี วางแนวทางปฎิบัติ ผบ.ทสส.ย้ำกฎการใช้กำลัง “เตือนด้วยวาจา – รุกล้ำยิงเตือน – ล้ำมายิงตรง” ด้านทบ.นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ลงพื้นที่สระแก้ว ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่กองทัพไทย พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 10/2568 โดยมีพลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และผบ.เหล่าทัพเข้าร่วม

ปักหมุดเสร็จธค.-200ครัวเขมรต้องย้ายออก

หลังประชุมพลเอกณัฐพลแถลงว่า การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในห้วงการระงับ การปฏิบัติตามข้อตกลงปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ซึ่งการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเหล่าทัพมีเรื่องสำคัญอยู่สองประเด็นคือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนในเขตอธิปไตยของไทย และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อําเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเสร็จเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน จากนั้นเป็นการปักหมุดชั่วคราวเริ่มตั้งแต่วันที่19 พฤศจิกายน จะเห็นได้ว่าบริเวณตามแนวชายแดนจะมีเส้นสีน้ำเงินเส้นสีแดง ซึ่งการปักหมุดชั่วคราว จะปักที่เส้นสีแดง ซึ่งใช้เวลา 1 เดือนจะดําเนินการเสร็จกลางเดือนธันวาคม เสร็จแล้วก็จะไปเจรจาการปรับถือครองที่ดิน หมายถึงว่าคนกัมพูชาที่อยู่ใต้เส้นสีแดง ซึ่งมีประมาณกว่า 200 ครอบครัว ต้องออกไปจากพื้นที่ ส่วนวิธีการให้ออกไปต้องเจรจาว่าจะดําเนินการอย่างไร ซึ่งวันที่ 18 พฤศจิกายน คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติให้คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา (GBC) รับผิดชอบเรื่องนี้

ย้ำพาAOTไปดูกู้ระเบิดสกัดเขมรบิดเบือน

นอกจากนี้ ตนเน้นย้ำกับหน่วยว่าการปฏิบัติ ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ให้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนหรือ AOT เข้าไปร่วมสังเกตการณ์เป็นพยาน เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชาสร้างสถานการณ์ เหมือนที่ผ่านมาแล้วนำไปขยายผลควบคู่ไปกับการดูแลกำลังพลตามแนวชายแดนตามโครงการ น้ำไหลไฟสว่างทางดี มีอินเทอร์เน็ตของรมช.กลาโหม เพิ่งจะดําเนินการใน 8 กองกําลัง แต่เบื้องต้นให้ความสําคัญพื้นที่ด้านตะวันออกก่อน

นายกฯสั่งตั้งกก.นโยบายชายแดน

พลเอกณัฐพลกล่าวต่อว่า เพื่อให้การทํางานเป็นเอกภาพนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯและรมว.มหาดไทยสั่งตั้งคณะกรรมการนโยบายความมั่นคงชายแดน ซึ่งจะมีนายกฯรมว.กลาโหม รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวง กลาโหม ปลัดกระทรวงต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการสูงสุดและ ผบ.เหล่าทัพ ผู้อํานวยการสํานักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการ เพื่อพูดคุยวงเล็ก ในเรื่องเฉพาะความมั่นคงโดยตรง ก่อนนําเรื่องเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างคําสั่ง ซึ่งในอนาคตหากมีปัญหาข้อขัดข้อง จะหารือกันทันที เพื่อให้การแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น มีลักษณะคล้ายกับศบ.ทก.

มติครม.ให้จีบีซีถกอพยพเขมรกลับปท.

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าถ้ากัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจะไม่มีการประชุมGBC ขัดแย้งกันหรือไม่ พลเอกณัฐพลกล่าวว่า การประชุม GBC มีขึ้นปีละครั้ง แต่การประชุม GBC ที่ผ่านมาเป็นการประชุมวิสามัญ ซึ่งหลังจากนั้นตนก็ได้ระบุว่าจะไม่คุยด้วยแล้ว แต่การประชุม ครม. ที่ผ่านมามอบหมายให้ที่ประชุมGBC เป็นผู้ดําเนินการ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ขัดกับคําพูดเดิมที่พูดเอาไว้ แต่เมื่อครม.สั่งตนก็ต้องปฏิบัติ

ถามย้ำว่าการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นจะกําหนดกรอบเฉพาะเรื่องบ้านหนองจานใช่หรือไม่ พลเอกณัฐพลกล่าวว่า ใช่ หลังปักหมุดชั่วคราวแล้ว ก็ต้องมาหารือว่าจะอพยพคนออกอย่างไร

สั่งยกระดับสูงสุดป้องกันล้ำอธิปไตย

เมื่อถามว่าที่สั่งการให้ที่ประชุมเตรียมพร้อมระดับสูงสุด เพื่อรองรับการรุกล้ําอธิปไตย หลังกัมพูชามีการเพิ่มเติมกําลัง พลเอกณัฐพลกล่าวว่า ตนขอไม่ลงรายละเอียดการปฏิบัติ เพียงแต่หากมีกําลังของฝ่ายกัมพูชาล้ำเส้นปฏิบัติการ ก็ให้ยึดกฎการใช้กําลังได้ทันที

ถามต่อว่ากฎการใช้กําลังถ้าล้ําเส้น ปฏิบัติการสามารถยิงได้ทันทีใช่หรือไม่ พลเอกณัฐพลกล่าวว่า เตือน ด้วยวาจาก่อน หากรุกล้ําเข้ามาอีกก็ยิงเตือน หากล้ำเข้ามาอีกก็ยิงตรง

แค่ประณามต่อเนื่องทำเด็ดขาดไม่ได้

ส่วนกรณีกัมพูชานําตัวเชลยศึกที่ทางการไทยปล่อยตัวไปกลับมาสู้รบนั้น รมว.กลาโหมกล่าวว่า ได้ประสานให้กระทรวงต่างประเทศประณาม ผิดอนุสัญญาเจนีวารวมถึงสัญญาออตตาวา ผิดมาหลายอย่างแล้ว เขาก็ไม่ให้ความสําคัญเรื่องนี้ แต่เราก็ต้องประณามไปเรื่อยๆ ยอมรับว่าไม่สามารถทําอะไรได้อย่างเด็ดขาด แต่การประณามจะทําให้กัมพูชาขาดการยอมรับต่อนานาชาติ ขาดความน่าเชื่อถือ และยืนยันเชลยศึกที่เหลือยังไม่ปล่อยตัว เนื่องจากกัมพูชายังไม่สิ้นสุดความเป็นปรปักษ์

ครม.สั่งสอบคนไทยในเขมรจ่อพากลับปท.

พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงแนวทางรัฐบาล ที่จะนําคนไทยในกัมพูชา ซึ่งมีตัวเลขประมาณ 5,000 – 6,000 คนกลับประเทศ หลังมีผู้เสียชีวิตปริศนาว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้พูดคุยกันเรื่องนี้ และสั่งให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ไปดําเนินการ โดยใช้กลไกกระทรวงต่างประเทศในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งในขั้นตอนการปฏิบัติอาจต้องใช้คณะกรรมการของอีดี ที่เกี่ยวกับการปราบปรามสแกมเมอร์ดําเนินการ เมื่อไหร่ก็ตามหากรัฐบาลหรือ ครม.มอบให้กองทัพหรือกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดําเนินการพร้อมให้การสนับสนุน

ย้ำกู้ระเบิดจนถึงเส้นปฎิบัติการเขตไทย

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เปิดเผยผลการผู้บัญชาการทางทหารโดยยึดผลประชุม 3 ครั้ง ตั้งแต่ยุคพล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งอัพเดทกฎการใช้กำลัง การสร้างรั้ว-สร้างทาง เพื่อเตรียมรองรับเหตุที่จะเกิดขึ้น ที่เป็นไปตามกฎการปะทางยุทธวิธี ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณที่เป็นเส้นปฏิบัติการ ฝ่ายไทยก็จะเข้าไปใช่หรือไม่ แม้ว่าฝ่ายกัมพูชาจะอ้างสิทธิก็ตาม พล.อ.อุกฤษฎ์กล่าวว่า ก็ต้องมองว่าเราอ้างอะไร บ้านของเรา เขตดินแดนของเรา อธิปไตยของเรา

ผู้สื่อข่าวถามว่าบริเวณเส้นแดนที่มีการอ้างสิทธิ ที่จะวางหมุดชั่วคราวมีบ้านเรือนเยอะหรือไม่ พล.อ.อุกฤษฎ์กล่าวว่า ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้วมีเยอะ ถามย้ำว่าถึงร้อยหลังหรือไม่ พล.อ.อุกฤษฎ์พยักหน้ารับแทนคำตอบ พร้อมระบุว่าการวางหมุดชั่วคราวจะเริ่ม 2 พื้นที่คือ บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว พร้อมกัน

ทบ.นำผช.ทูตทหาร17ปท.ลุยสระแก้ว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบก (ทบ.) นำคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยรวม 20 นาย จาก 17 ประเทศ เดินทางลงพื้นที่กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว เพื่อเยี่ยมชมการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้กิจกรรม Army Open House ของกรมข่าวทหารบก ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยมีพลโทธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง

ในการลงพื้นที่กองกำลังบูรพา คณะเดินทางไปกองพันทหารราบที่ 12 กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อรับทราบข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการ และการดำเนินงานของกองกำลังบูรพา หลังรัฐบาลมีมติระงับข้อตกลงในปฏิญญาร่วม และทางการไทยยืนยันดำเนินการในส่วนของไทย เพื่อความปลอดภัยให้ประชาชน มีพลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ให้การต้อนรับ

หลังบรรยายสรุป คณะเดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ซึ่งเป็นด่านชายแดนสำคัญในการควบคุมการสัญจรและการค้าชายแดนฝั่งตะวันออก ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งบริเวณดังกล่าวสังเกตเห็นอาคาร Entertainment Complex ได้ชัดเจน โดยคณะรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับแหล่ง Scam Center ในฝั่งปอยเปต สถานการณ์และการปราบปรามขบวนการ จากนั้นเดินทางไปบ้านหนองจาน เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และบ้านหนองหญ้าแก้ว ในการจัดการชายแดน และสำรวจสภาพความเสียหายจากการยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาที่ผ่านมา

กิจกรรม Army Open House ครั้งนี้ทำให้คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และเข้าใจบริบทความซับซ้อนของปัญหาชายแดนระหว่างไทยและเขมร รวมทั้งเห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ปัญหา และสนับสนุนการสร้างสันติภาพตามกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อมูลสำคัญดังกล่าวจะทำให้คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศ สามารถสื่อสารขยายผลไปยังประเทศของตนได้อย่างถูกต้อง และทันสถานการณ์

ลึกลับในสนามข่าว : 20 พฤศจิกายน 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 20 พฤศจิกายน 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 20 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…สมกับเป็นสส.ผู้แทนชาวบ้าน ถึงจะอยู่ในกทม.ก็ตามเถอะ เพราะแม้กระทั่งจะไปออกกำลังกาย ยังต้องพ่วงหน้าที่ดูแลทุกข์สุขราษฎรไปด้วย สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สส.อิ่ม –ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม. สังกัดพรรคเพื่อไทยซึ่งมีนัดกับพี่ๆชมรมแอโรบิก สวนพระนคร เพื่อจะไปขยับแข้งขยับขา ละลายไขมันในช่วงเย็น เจ้าตัวบอกว่า ดีใจที่ได้พบทุกคน เพราะปกติภารกิจรัดตัว ก็ไม่ค่อยได้ไป งานนี้สส.พี่อิ่มหนีบน้องอาย กับหลานชาย“น้องแพนเตอร์” ไปเดินสวนฯเป็นเพื่อนด้วย ที่บอกว่าเป็นผู้แทนฯตัวจริงเสียงจริงก็เพราะ พี่อิ่มบอกว่า ไปออกกำลังกายแล้วได้เดินตรวจถนนพร้อมกันไปทีเดียว เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่ๆ ที่มาออกกำลังกายว่า ถนนที่ราดยางมะตอย เป็นเนินบ้าง เป็นหลุมบ้าง ไม่เรียบอย่างที่ควรจะเป็นถนนไว้เดินออกกำลังกายได้ เกรงจะทำให้ผู้สูงอายุ เด็ก คนวิ่งหกล้มได้ ถือว่าอันตราย แถมยังมีศาลาสภาพเก่าแก่มาก สะพานหักแล้ว เก้าอี้ตามจุดก็แตกหัก เครื่องฟอกออกซิเจนในบ่อน้ำก็ไม่เปิดใช้ น้ำในอ่างน้ำพุก็มีสีเขียวเข้มจัด เจ้าตัวประเมินแล้ว ก็น่าจะต้องมีการทำความสะอาด ซ่อมแซมเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน….แหมมม ช่างเป็นความโชคดีของคน กทม.ในเขตลาดกระบังซะจริง ที่ได้สส.พี่อิ่มดูแลใกล้ชิด เชื่อว่าสส.พี่อิ่มรับเรื่องเห็นสถานที่จริงแล้ว ไม่นาน “สวนพระนคร” แห่งนี้ ก็จะกลับมาใหม่กริบ เหมือนครั้งแรกที่เปิดใช้ใหม่ เพราะพี่อิ่มบอกว่า “สวนพระนคร” แห่งนี้ถือเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในเขตลาดกระบัง เราน่าจะทำให้ดีขึ้นได้อีก…ได้ใจได้คะแนนคนลาดกระบังเพิ่มไปอีกเป็นกอง…nn

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

nn…หลังเข้ารับตำแหน่ง “ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ” ไม่นาน “พี่กานต์ – ดร.รัชดา ธนาดิเรก” ก็เดินหน้าทำงานที่รักทันทีทันควัน “งานยุติความรุนแรงในครอบครัว” ระดมพลังหญิงในพรรคการเมือง และภาคส่วนประชาสังคมต่างๆ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ทันที เห็นว่าวันก่อนโน้น เจ้าตัวไปเป็นตัวแทนรัฐบาลรับฟังและร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว.. ด้วยสโลกแกน “เด็กและสตรีคือพลังของสังคม แต่ถ้าต้องกลับบ้านแล้วอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว ก็เท่ากับสังคมกำลังสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญ” ซึ่งพลังหญิงเครือข่ายหญิงถึงต่างพรรคต่างขั้ว แต่สมานฉันท์เห็นพ้องกันทุกประเด็นนโยบาย “ยุติความรุนแรงในครอบครัว”…งานนี้ ฝันก็เป็นจริงแล้ว พี่กานต์บอกว่า…เริ่มสัปดาห์ที่สามของการทำงานที่ทำเนียบฯ จากความตั้งใจที่มีมาตลอดคือการผลักดันเรื่องการ #ต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว และล่าสุดเป็นตัวแทนรัฐบาลรับข้อเสนอจากเครือข่ายผู้หญิง แล้วนำไปเสนอต่อเลขาธิการนายกฯ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” ก็ผลักดันเต็มที่ ทุกอย่างต้องมีก้าวแรก และนัดแรกของทีมหญิงรัฐบาลก็ได้เริ่มแล้ว พร้อมสโลแกนใหม่ “พูดแล้วทำ” เชื่อว่าในเวลาอันใกล้ เราจะได้เห็นผลงานต่อต้านตความรุนแรงในครอบครัว ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง ก็งานถนัดของพี่กานต์ ลงมือลุยขนาดนี้จะไม่เห็นผลได้อย่างไร…nn

ดร.รัชดา ธนาดิเรก

ภท.เปิด3แคนดิเดต ‘อนุทิน-เอกนิติ-ศุภจี’ชิงนายกฯ ‘บวรศักดิ์’ซัด‘วันนอร์’ปมซักฟอก

ภท.เปิด3แคนดิเดต 'อนุทิน-เอกนิติ-ศุภจี’ชิงนายกฯ ‘บวรศักดิ์’ซัด‘วันนอร์’ปมซักฟอก

ภท.เปิด3แคนดิเดต ‘อนุทิน-เอกนิติ-ศุภจี’ชิงนายกฯ ‘บวรศักดิ์’ซัด‘วันนอร์’ปมซักฟอก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภท.เปิด3แคนดิเดต ‘อนุทิน-เอกนิติ-ศุภจี’ชิงนายกฯ ‘บวรศักดิ์’ซัด‘วันนอร์’ปมซักฟอก

“อนุทิน”เปิดตัว 3 แคนดิเดต นายกฯพรรคภูมิใจไทย มาครบ “อนุทิน-เอกนิติ-ศุภจี”ยังอุบ“วราวุธ-สนธยา”เข้าพรรค บอกรอลุ้น 23 พฤศจิกายนนี้ ด้านโฆษกรัฐบาลสวน“วันนอร์” ย้อนแย้ง ตีความคับแคบ หลังชี้ช่องฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ปิดทางนายกฯยุบสภา ชี้ปธ. ต้องตรวจญัตติ แจ้งนายกฯ ทราบก่อน ถึงจะยุบไม่ได้ ขณะที่‘บวรศักดิ์’ซัด’วันนอร์’เป็นปธ.สภาหลายครั้ง ให้ตีความญัตติซักฟอกอย่างที่เคยทำมา ติงฝ่าย กม.แปลกๆบอกยกร่างม.151มากับมือ ยันแม้ฝ่ายค้านยื่น แต่ยังยุบได้ เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

เมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มี 3คน ประกอบด้วย ตนเอง, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลังและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ โดยทั้ง 3 รายชื่อ จะต้องถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหากทันในวันอาทิตย์ที่ 23พฤศจิกายนนี้ จะเสนอทันที โดยจะพิจารณาจากกรอบระยะเวลาอีกครั้ง

บังคับ’ศุภจี’นั่งแคนดิเดตนายกฯ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทั้งสองคนเป็นคนที่ทำงานดี เข้าใจงาน ส่วนในมุมการเมืองมองว่าเป็นคนทำงาน ส่วนนางศุภจีนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไม่ได้ทาบทาม แต่บังคับให้มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นการหาแคนดิเดตให้ครบถ้วน 3 คน เนื่องจากแต่ก่อนพรรคภูมิใจไทยยังเป็นพรรคเล็ก จึงมีตนเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว แต่ตอนนี้พรรคน่าจะดีขึ้น และใหญ่ขึ้น เราก็น่าจะมีคนช่วยทำงาน ตอนนี้พูดได้เต็มปากว่า นายเอกนิติและนางศุภจี จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยก็ได้ ซึ่งทั้งสองคนตนมองว่า เป็นคนทำงานและตอนที่เชิญมาร่วมงานทั้งสองคนก็อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เวลาก็มีน้อย จากที่รัฐมนตรีหลายคนที่เข้ามาทำงาน ทั้งคนนอกและคนใน ต้องบอกว่า เก๋าเกม เมื่อเข้ามาก็สามารถทำงานได้เลย เป็นนักบริหารมืออาชีพและเมื่อได้รับการมอบหมายงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้แทบไม่ได้เจอหน้ารัฐมนตรีหลายคน มีเพียงแค่การยกหูโทรศัพท์หากันเท่านั้น หากมีปัญหาอะไร แม้อยู่ที่ไหนของมุมโลก ก็สามารถติดต่อหากันได้

ให้ทั้ง2คนลงสส.ปาร์ตี้ลิสต์ภท.

ส่วนจะพูดได้หรือไม่ว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทย มีแคนดิเดตนายกฯ พลัส นายอนุทินหัวเราะพร้อมกล่าว เราได้คนที่เก่งๆ คนที่ดีมาทำงานให้บ้านเมือง เราก็สบาย ประเทศก็ดี ประชาชนก็ดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ได้คนที่เข้าใจคนที่มีประสบการณ์มากเข้ามาทำงาน แล้วเราจะไปมัวหวงอำนาจทำไมมากมาย ไม่ได้หรอก ส่วนจะนำทั้งสองคนมาเป็นสส.บัญชีรายชื่อของพรรคหรือไม่ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ ตนเห็นจากการทำงานและความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่ได้ทำออกมารวมถึงความคิด ความอ่าน และความรวดเร็วในการทำงาน ต่างคนต่างรักษาคำพูด หากส่งงานออกมาได้ดี ตนจะไม่แทรกแซง และให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งสนับสนุน และผลักดัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำออกมาเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ไม่ได้หมายถึงแค่ 2 คนนี้ แต่หมายถึงรัฐมนตรีคนอื่นในรัฐบาลนี้

พยักหน้ารับ“ท็อป”รอดู23พ.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคภูมิใจไทยในวันอาทิตย์ 23 พฤศจิกายนนี้จะมีข่าวดีที่นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีพยักหน้ารับ พร้อมตอบว่า“อืม”ขอให้รอดูวันอาทิตย์ ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า รวมถึง นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีและบ้านใหญ่ชลบุรี จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ขอให้รอดูวันอาทิตย์ หากพูดไปแล้วเขาไม่มาจะทำอย่างไร

แนะยื่นม.152พร้อมตอบฝ่ายค้าน

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงความพร้อมหากฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ว่า เรามี MOA กับพรรคประชาชน (ปชน.) ดังนั้น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับพรรคประชาชน รักษาคำพูด และรักษาพันธะใน MOA อย่างเคร่งครัด ส่วนการยุบสภา ตนเคยพูดไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้นไม่เกินวันที่ 31 ม.ค.69 แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค.69 ถ้ามีเหตุที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เพราะตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะมาบอกว่าให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าลงคะแนนเมื่อไหร่ก็แพ้เมื่อนั้น ดังนั้น ตนจึงเป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศเรื่องการยุบสภาให้ประชาชนทราบ อะไรที่ทำให้เราทำงานไม่ได้ก็ต้องคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชน

“ยินดีพร้อมที่จะถูกอภิปราย แต่ถ้ากลัวว่าผมจะหนีก็ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 พวกผมพร้อมจะโต้ตอบอยู่แล้ว แต่ถ้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ 151 ต่อให้โต้ตอบดีแค่ไหน เมื่อไหร่จะชนะ โหวตเมื่อไหร่ก็ไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าอยากให้รัฐบาลโต้ตอบ และชี้แจงอย่างชัดเจน ก็ให้ยื่น 152 แต่ถ้าโอเคไม่สนใจอะไรแล้ว เอาเสียงมากล้มเสียงน้อยก็ยื่น 151 ซึ่งรัฐบาลต้องดูตัวเองว่าจะยอมให้เสียงมากมาล้มเสียงน้อยหรือไม่ ไม่ได้เป็นการหนี ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ได้หนีเลย เพราะถ้ายื่น 152 จะอยู่จนครบแล้วจะไปวันที่ 31 ม.ค.69 แต่ถ้ายื่น 151 ก็เป็นสิทธิ์ของผม” นายกฯ กล่าว

‘วันนอร์’ยืนยันรบ.ยับสภาไม่ได้

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตสวนทางกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าแม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 นายกรัฐมนตรียังสามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า นายบวรศักดิ์เป็นนักกฎหมาย ก็สามารถตีความไปตามความเข้าใจ แต่สภาฯ ได้ตีความตามรัฐธรรมนูญ โดยตนได้มอบหมายให้สำนักกฎหมายพิจารณาและหาข้อมติในประเด็นดังกล่าว ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้ประชุมและลงมติร่วมกันว่า การยุบสภาจะกระทำได้โดยตลอดในฐานะที่เป็นรัฐบาล แต่จะกระทำไม่ได้เมื่อฝ่ายค้านจำนวน 1 ใน 5 ได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 หนึ่งวรรค เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อมีการยื่นอภิปรายไว้วางใจ ตามเสียงฝ่ายค้านจำนวน 1 ใน 5 แล้ว รัฐบาลจะยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ส่วนข้อโต้แย้งที่บอกว่าจะต้องรอให้ประธานบรรจุญัตติก่อนนั้น ถือเป็นกระบวนการทางธุรการ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดให้มีการตรวจสอบในกระบวนการก่อน แต่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาได้

“ญัตตินี้จะไม่ดำเนินการได้ เมื่อผู้ยื่นขอถอนญัตติออกไป หรือกรณีที่ชื่อไม่ครบ 1 ใน 5 ก็จะให้สมาชิกเติมชื่อเข้ามาภายใน 7 วัน แต่หากครบกำหนด 7 วันแล้ว ยังไม่เติมชื่อเข้ามา ประธานสภาฯ ก็ไม่บรรจุญัตติ แต่กรณีนี้ฝ่ายค้านยังสามารถยื่นญัตติเข้ามาใหม่ในภายหลังได้ ตรงนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 151 วรรคสอง ส่วนใครจะตีความอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

เชื่อฝ่ายกฎหมายสภาเป็นคนตีความ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดไว้เหมือนสมัยก่อน ที่แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติแล้ว และพรุ่งนี้จะมีการอภิปรายฯ แต่ตอนเย็นรัฐบาลก็สามารถประกาศยุบสภาได้ หรือจะเปิดอภิปรายในเวลา 10 โมง แต่รัฐบาลประกาศยุบสภาตอน 8 โมงก็ทำได้ ส่วนกรณีโฆษกรัฐบาลชี้ว่าการตีความของประธานสภาฯ ไม่ตรงกับรัฐบาลของ น.ส.แพรทองธาร นั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การตีความอาจจะไม่ตรงกันได้ เช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาลต่างๆ ขึ้นอยู่ว่าท้ายสุดจะไปสิ้นสุดที่ใด ซึ่งในส่วนสภาฯ ก็เป็นไปตามฝ่ายกฎหมายที่มีการตีความ ซึ่งเมื่อส่งให้ประธานสภาฯ พิจารณาและมีความเห็นตามคำเสนอของฝ่ายกฎหมาย ก็ถือว่าได้ข้อยุติ ยืนยันว่า ตนถือเอาตามรัฐธรรมนูญและผลของฝ่ายกฎหมาย

โฆษกรบ.สวน’วันนอร์’ยุบสภาได้

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัด นอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทยราษฎร ให้ความเห็นว่า แค่ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯก็ยุบสภาฯไม่ได้ ว่า ตนมองว่า นายวันนอร์ ตีความในทางแคบเกินไป ไม่ได้ตีความจากข้อเท็จจริงที่ ใช้ปฏิบัติ เพราะเงื่อนไขหลังยื่นไปนายกฯจะยื่นยุบสภาฯไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรืออภิปรายแล้ว เสียงได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง การที่ฝ่ายค้านมายื่น ไม่เพียงพอเป็นเหตุที่จะบอกว่า ฝ่ายบริหารจะยุบสภาฯไม่ได้ เพราะถึงเวลาแล้วประธานสภาฯต้องมีหน้าที่ตรวจญัตติ ให้ครบถ้วนก่อนและต้องแจ้งให้นายกฯทราบ ดังนั้นการที่จะยุบสภาฯไม่ได้ ก็ต่อเมื่อ 1.ประธานสภาฯตรวจยุติแล้ว บรรจุลงในระเบียบวาระและ แจ้งให้นายกฯทราบ เมื่อสองอย่างครบถ้วนแล้ว จึงจะมาบอกได้ว่า นายกฯไม่มีสิทธิ์ยุบสภาฯ

นายสิริพงศ์ ยังยกตัวอย่าง รัฐบาลที่แล้ว กรณีที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งพาดพิงบุคคลภายนอก ถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่พรรคฝ่ายค้านเป็นผู้ยื่น ซึ่งประธานก็ยังไม่รับบรรจุในทันทีทันใด และไปขอให้ฝ่ายค้านแก้ญัตติ ถ้าเราจำกันได้ ฝ่ายค้านก็ต้องมาแก้ญัตติกันหลายครั้ง ดังนั้น การกระทำของ นายวันนอร์ในอดีต จึงเป็นสิ่งยืนยัน ว่า ประธานสภาฯ ต้องตรวจญัตติก่อน และเงื่อนไขที่จะครบถ้วนว่า นายกฯไม่มีสิทธิ์ยื่นยุบสภาฯ คือต้องตรวจญัตติก่อน และแจ้งให้นายกฯทราบ ดังนั้นการที่พูดแบบนั้นออกมา เท่ากับว่าย้อนแย้งกับสิ่งที่ท่านเคยทำมาในอดีต ทั้งนี้ ที่ออกมาพูดไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะยุบสภาก่อนหรือไม่ แต่ไม่อยากให้ต้องมาพูดเรื่องเหล่านี้กลับไปกลับมา เพราะนายกฯพูดหลายรอบแล้วว่า ตามMOA

‘บวรศักดิ์’ตอก’วันนอร์’นายกฯยุบได้

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา151 ทำให้นายกฯไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า ความจริงประธานสภาฯก็เป็นคนเจนสภา ท่านไม่ได้เป็นประธานสภาฯครั้งแรก ท่านเป็นประธานสภาฯมาตั้งแต่ปี40และเป็นประธานสภาฯมาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่าญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้ นั่นคือ ทางปฏิบัติที่ทำกันมา เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ176ว่า เมื่อประธานสภาได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และในวรรคสองบอกว่า เมื่อประธานสภาฯตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้น ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณหรือไม่ ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงตนเป็นเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17ถึง18ธ.ค.38 เรื่อง สปก.4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค.38 1 ชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น. เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้ ตนจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า “เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจ

ขอให้ตีความอย่างที่เคยทำมาก่อน

“ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่า ฝ่ายกฎหมายเสนอว่า ไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้วบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้วและแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไรเพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้นผมว่า ตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ”นายบวรศักดิ์ ระบุ

‘จรัญ’หนุนสูตร20หยิบ1กมธ.ร่างรธน.

ที่รัฐสภา นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมการกฤษฎีกา ในฐานะอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ใครได้ประโยชน์ บนเวทีสัมมนาวิชาการ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ตอนหนึ่งว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหา ทรีวินโซลูชั่น ไม่ใช่แค่ วิน-วินสองด้านเท่านั้น เพราะงานใหญ่ระดับชาติ ต้องมีทริปเปิ้ลวิน วินแรก คือ เสียงข้างมาก เป็นแกนใหญ่ของความเห็นที่ลงตัวร่วมกันของคนส่วนใหญ่ส่วนฝ่ายข้างน้อย ที่เห็นแตกต่างหลากหลายต้องให้ความเคารพกับเสียงข้างมาก ขณะที่วินที่สอง คือ คนไทยฐานะเจ้าของประเทศ อำนาจอธิปไตยและมีส่วนร่วมสถาปนารัฐธรรมนูญไทย ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ตนจึงเห็นว่าฝ่ายข้างมากต้องไม่ทอดทิ้งความเห็นหลากหลายที่แตกต่าง ต้องหาที่อยู่ที่ยืน ที่เหมาะสมให้กับฝ่ายที่เห็นต่าง คือ ข้างน้อยเพื่อให้ได้รับชัยชนะที่เดินไปพร้อมกัน ไม่เป็นที่พอใจของ 100% ของสองฝ่าย แต่พอทนได้ พอรับได้ในช่วงระยะเวลาเฉพาะหน้า นอกจากนั้นต้องมีวินของปวงชนชาวไทยและประเทศไทย เพราะหากเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยหาจุดร่วมกับสองฝ่ายได้ แต่หากเป็นภัย เป็นพิษต่อประเทศ ประชาชน หากประเทศย่อยยับอับพัง ฝ่ายข้างมากและข้างน้อยยจะอยู่สุขได้อย่างไร จึงคงต้องมีทริปเปิ้ลวินให้ได้

ชื่นชมคนคิดสูตรเพราะไม่มีในตำรา

นายจรัญ กล่าวถึงสูตรการเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่ม จำนวน20 คน เลือกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 1คน ว่า ตนขอชื่นชมและคนที่ทำเก่งมาก เพราะไม่มีในตำราหรือในทฤษฎีฝรั่ง แต่ได้สังเคราะห์ออกมาอย่างถูกใจ ตนมั่นใจว่าฝ่ายข้างมาก เอาแบบนี้ ฝ่ายข้างน้อยที่ไม่มั่นใจ พอรับได้ เช่น พรรคที่ได้สส.100คนหยยิบได้ 5คน หากมี สส.200คน หยิบได้10คน สว.มี 200คน หยิบได้ 10คน ถือว่ามีส่วนร่วม ไม่ขัดแย้งอะไรในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นในประเด็นความเสี่ยงต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ ตนยังมองไม่เห็นความเสี่ยง แต่หากให้ตนเลือก ขอเลือกวิธีแก้ไขรายประเด็น เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ที่ทำให้เกิดดุลยภาพและการแก้ไขต้องเรียงลำดับความสำคัญ ซึ่งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือพัฒนาการรัฐธรรมนูญจะยั่งยืนมั่นคง ต่อเมื่อใช้เวลาพอสมควร ในแต่ละประเด็นให้ประชาชนส่วนใหญ่ตกผลึกและพอรับได้ ที่ผ่านมาเคยศึกษาว่ามีประเด็นในรัฐธรรมนูญ จำนวน 27 ประเด็นที่ต้องพิจารณา ซึ่งต้องแก้ตามสถานการณ์บ้านเมือง

อย่าเซาะกร่อนบ่อนทำลายหมวด1-2

“ความเสี่ยงที่อาจมี คือ อย่าเผลอปล่อยให้ไปเซาะกร่อนบ่อนทำลายหมวด1และ2 เพราะหากแตะหมวด 1 หมวด2 รวมถึงมาตราที่เป็นรากฐานมาจากหมวด1หมวด2 มีปัญหา ไม่ใช่ปัญหากับคุณหรือผม แต่เป็นปัญหาของประเทศไทย ปวงชนชาวไทย รวมถึงไม่เปลี่ยนแปลงมาตรา 255 ซึ่งผมมองว่าหากไปยุ่งกับพระราชอำนาจเชื่อว่าจะเป็นปัญหา ส่วนม็อบจะจุดติดหรือไม่อย่าประมาท จะพัง จะเกิดขึ้นได้ ผมมองว่าต้องช่วยกันทั้งนี้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่ผ่านมา ทุกฉบับเป็นรัฐธรรมนูญพระราชทาน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากสัญญาประชาคม หรือมาจากความเห็นพ้องต้องกันของคนไทย รัฐธรรมนูญ2560 ออกแบบระบบตรวจสอบที่ดูเหมือนกลายเป็นผู้ปกครองประเทศ ผิดหลักระบบตรวจสอบ เป็นเหตุผลที่ฝ่ายทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตนมองในแง่ดีต้องเรียกร้องทำกันใหม่ แต่ทำใหม่ขอเพียงว่า อย่าทิ้งประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามคนทุจริต โกงบ้าน โกงเมือง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ขอความกรุณารัฐสภาออกแบบให้มีจุดสมดุล เป็นทริปเปิลวินให้ประเทศ อย่าปล่อยปละละเลยให้เสียงข้างมากกินรวบ ขอให้แสดงออก อย่าก้าวร้าว ทำอย่างสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของอธิปไตย

‘อนุทิน’เฉียบ!ลงนามยกฎีกา ไม่อภัยโทษ‘ทักษิณ’ ยันความเห็นเดิมติดคุก1ปี

‘อนุทิน’เฉียบ!ลงนามยกฎีกา ไม่อภัยโทษ‘ทักษิณ' ยันความเห็นเดิมติดคุก1ปี

‘อนุทิน’เฉียบ!ลงนามยกฎีกา ไม่อภัยโทษ‘ทักษิณ’ ยันความเห็นเดิมติดคุก1ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’เฉียบ!ลงนามยกฎีกา ไม่อภัยโทษ‘ทักษิณ’ ยันความเห็นเดิมติดคุก1ปี แจงออกระเบียบคุมพักโทษ ปัดแกล้งเทวดาไม่ให้หาเสียง ย้ำรบ.ชุดนี้ไม่คิดแก้แค้นใคร

นายกฯอนุทิน เผยลงนามยกฎีกาขออภัยโทษทักษิณ ตามเรื่องที่สมัย“ทวี สอดส่อง”เป็น รมว.ยุติธรรม ทำค้างไว้เสนอความเห็นติดคุกตามคำพิพากษา 1 ปี โต้แก้ระเบียบพักโทษ ไม่เกี่ยวสกัด ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ออกมาหาเสียง อย่าป้ายสีคนอื่นเหมือนที่ตัวเองชอบทำ

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการขออภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รัฐบาลได้นำขึ้นทูลเกล้าฯแล้วหรือยังว่า ได้เช็คแล้ว มันเป็นเรื่อง ที่ค้างมาตั้งแต่สมัยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม ซึ่งเราก็ยืนตามนั้นไป

เมื่อถามต่อว่านายกฯได้ลงนามและส่งไปเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้ลงนามและส่งไป โดยบอกว่า เรื่องนี้ได้มีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว และพ.ต.อ.ทวีให้ยก จากนี้ก็เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งเราจะไปก้าวล่วงไม่ได้

เมื่อถามอีกว่าที่นายกฯบอกว่ายก หมายถึงการยกฎีกาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พ.ต.อ.ทวี เสนอมาเมื่อถามต่อว่าทางพรรคเพื่อไทยมองว่า เป็นนัยทางการเมือง นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่มีครับ ผมไม่เหมือนเขา ผมทำตามเนื้อผ้า ทำตามกฎหมายทุกอย่าง ต้องไม่เอาสิ่งที่ตัวเอง ชอบทำแล้วไปเที่ยวป้ายว่าคนอื่นจะทำเหมือนตัวเอง ไม่ได้หรอก”

เมื่อถามอีกว่า มองว่าหากนายทักษิณออกมาช่วยหาเสียง กลับการไม่ได้ออกมาช่วยหาเสียงจะมีผลอะไรอะไรกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาหาเสียงต้องถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง คนอื่นคิดหรือเปล่าไม่รู้ แต่อย่างพวกตน เราเอาสิ่งที่เรามีอยู่ และศักยภาพไปทำให้ประชาชนมั่นใจ เราไม่เคยไปหาเสียง แล้วไปด่าคู่แข่งหรือไปด้อยค่าคู่แข่ง ไม่ต้องกังวลหรอกครับพรรคภูมิใจไทยไม่ทำเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

เปิดความเห็นของอดีตรมว.ยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ได้ลงนามเอกสารลับที่ ยธ0703.41307 เรื่อง นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ถึง นายกรัฐมนตรี

โดยมีรายละเอียด11หน้า และสาระสำคัญ คือ กระทรวงยุติธรรม พิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณฯ ได้ยอมรับคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยยินยอมเดินทางกลับมารับโทษ และมีคุณงามความดีขณะดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยการดำเนินการโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนหลายโครงการ แต่อย่างไรก็ดี

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ บค 1/2568 ลงวันที่ 9 กันยายน 2568 ให้จำคุก นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณฯ 1 ปี จึงเห็นควร ยกฎีกา รายนี้เสีย ตามที่กรมราชทัณฑ์เสนอ จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในโอกาสอันควร

ปัดกลั่นแกล้ง”ทักษิณ”

อีกประเด็นหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงยุติธรรม ออกระเบียบให้ทบทวนส่งตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำและการพิจารณาการพักการลงโทษ ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสกัดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่ให้ออกมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ว่า ตนไม่เชื่อว่าใครจะคิดแบบนั้น รัฐบาลนี้เข้ามา ไม่ต้องการที่จะให้ใครใช้อำนาจหน้าที่ไปกลั่นแกล้งใครคนใดคนหนึ่ง ที่เป็นคู่แข่ง ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งพวกตนเคยโดนมา วันนี้เราเข้ามาตรงนี้ สิ่งที่เราควรจะทำ คือไม่ใช่ไปแก้แค้น โดนอะไรมาก็กระทำอย่างเดิมกลับไป มันไม่มีหรอก มีแต่จะเข้ามาแล้วทำให้มันเกิดความถูกต้องที่สุด กลไกของการใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่เป็นไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่มีบารมีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ เรื่องนี้จะต้องแก้ไข ความตั้งใจที่เข้ามาจะต้องแก้ไขเรื่องนี้ และใครที่เข้ามาจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่มีความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย

หมอวรงค์เตือนคุกรออยู่

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom ระบุว่า#ทักษิณจะไม่ได้สิทธิ์พักโทษจริงหรือ การที่อัยการสูงสุด ได้อุทธรณ์คดี 112 ของนายทักษิณ ถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการกฎหมาย เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราจะพบว่า คดีความผิดตามมาตรา 112 นั้นมีการอุทธรณ์เกือบทุกคดี ปัญหาที่สร้างความสับสนให้กับสังคมคือ ผลของการอุทธรณ์คดี112นี้ จะทำให้นายทักษิณพักโทษไม่ได้จริงหรือ ซึ่งพวกเราต้องมาดูข้อเท็จจริงของหลักเกณฑ์การพักโทษในหลักการทั่วไปการพักโทษถือว่าเป็นประโยชน์ ที่นักโทษได้ประกอบคุณงามความดี และอย่างน้อยๆนักโทษรายนั้น ต้องถูกจำคุกมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือน

พักโทษมะเร็งระยะสุดท้าย

ส่วนการพักโทษ ก็จะมีเกณฑ์เจ็บป่วยหนักหนัก เช่นเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นเอดส์ระยะสุดท้าย ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น หรือมีความพิการที่ดูแลตนเองไม่ได้ ซึ่งนายทักษิณไม่เข้าเกณฑ์นี้อยู่แล้วอดีตที่ผ่านมานายทักษิณ จะได้รับการพักโทษในกรณี “มีอายุเกิน 70 ปีและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้หรือช่วยเหลือตัวเองได้น้อย” ถ้าประเมินคะแนนขีดความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง”ระยะยาว”ของผู้สูงอายุ จากคะแนนเต็ม 20 ต้องได้คะแนนไม่เกิน 11

นั่นหมายความว่านายทักษิณ ต้องมีปัญหากินข้าว ล้างหน้าแปรงฟัน ลุกจากที่นอน การใช้ห้องน้ำ การเคลื่อนที่ภายในบ้าน การสวมใส่เสื้อผ้า การขึ้นลงบันได การอาบน้ำ การกลั้นอุจจาระ และการกลั้นปัสสาวะ

ถ้านายทักษิณมีปัญหา ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองจริงๆ และต้องเป็นปัญหาระยะยาว นายทักษิณก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษ สำหรับนักโทษที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ไม่เกี่ยวกับคดีมาตรา 12 นี้

แต่การพักโทษกรณีพิเศษที่ผ่านมา มีการตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการประเมินคะแนนให้ต่ำ ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ ดังนั้นรอบนี้ถ้านายทักษิณจะได้สิทธิ์นี้ และมีการประเมินคะแนนให้ต่ำเพื่อช่วยเหลือ ผมบอกได้เลยว่าคุกรออยู่

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“บ่อยครั้งสื่อเองก็ให้พื้นที่กับอินฟลูเอนเซอร์มากจนเป็นปัจจัยที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบมากขึ้นไปอีก หากไม่มีการตรวจสอบความเชี่ยวชาญในประเด็นที่มีความอ่อนไหวต่อสังคมก็มีการหยิบมาเผยแพร่ต่อจนมีอิทธิพลในวงกว้างด้วย”

รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร

อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘ชูศักดิ์’ยัน! ยื่นญัตติซักฟอกแล้วยุบสภาไม่ได้ ลั่นให้ยื่น 152 คงเป็นไปไม่ได้

‘ชูศักดิ์’ยัน! ยื่นญัตติซักฟอกแล้วยุบสภาไม่ได้ ลั่นให้ยื่น 152 คงเป็นไปไม่ได้

‘ชูศักดิ์’ยัน! ยื่นญัตติซักฟอกแล้วยุบสภาไม่ได้ ลั่นให้ยื่น 152 คงเป็นไปไม่ได้

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.16 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีมีความเห็นต่างระหว่างสภาฯ กับรัฐบาล กรณีเมื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อสภาฯ แล้วจะยุบสภาไม่ได้ ว่า ฝ่ายสภาฯ ถือเอารัฐธรรมนูญมาตรา 151 เป็นหลัก ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าต้องบรรจุญัตติอภิปรายเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาฯ เสียก่อน ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ซึ่งตนเห็นด้วยที่ประธานรัฐสภามีความเห็นเช่นนั้น คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือทำไมรัฐธรรมนูญมาตรา 151 จึงเขียนว่ายื่นญัตติแล้วยุบสภาไม่ได้ คำตอบ เพราะเมื่อก่อนเมื่อมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วมีการยุบสภาหนี หรือที่เรียกว่าหนีการซักฟอกไม่ต้องการถูกตรวจสอบ ไม่รวมถึงการใช้วิธีอื่นๆ เช่น ให้ผลประโยชน์กันแล้วให้ไปถอนชื่อ ทำให้ชื่อไม่ครบ

นายชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวถ้าเป็นรัฐบาล หากฝ่ายค้านอยากจะยื่นอภิปรายไม่วางใจก็ยื่นเลย รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงได้อยู่แล้ว อย่าไปคิดว่าจะโดนด่าฟรี ดีเสียอีกจะได้เคลียร์ตนเอง เว้นแต่จะรู้สึกว่าเคลียร์ลำบาก เคลียร์ไม่ได้

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการตั้งประเด็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กำลังพิจารณากันอยู่ขณะนี้ ควรจะเสร็จวาระสามก่อนหรือไม่ค่อยยื่นอภิปราย เนื่องจากรัฐบาลไปทำ MOA กันไว้ เข้าใจได้ว่าต้องให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านวาระสามเสียก่อนจึงจะยุบสภา ถ้ายุบสภาก่อนผ่านวาระสาม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะตกไป ก็ต้องบอกว่าการตกไปไม่ใช่เพราะการยื่นอภิปรายไม่วางใจ แต่เพราะรัฐบาลยุบสภาก่อนวาระสามต่างหาก

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวในฐานะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็อยากให้การพิจารณาของกรรมาธิการเสร็จโดยเร็ว แม้ร่างของเพื่อไทยจะตกไปในวาระทึ่หนึ่ง ก็คงโต้แย้งและสงวนความเห็นไว้เป็นหลัก การพูดว่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นตัวประกัน จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกัน ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระสามหรือไม่ก็ยังไม่รู้ จะได้เสียงเกินครึ่งหรือได้เสียงวุฒิสภาถึงหนึ่งในสามหรือไม่ก็ยังไม่รู้เช่นกัน แม้ไม่อภิปรายก็อาจจะตกไปก็ได้

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เมื่อไร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคกำลังพิจารณาอยู่ แต่ที่รัฐบาลเสนอแนะว่าให้อภิปรายตามมาตรา 152 หรืออภิปรายโดยไม่ลงมติ คงเป็นไปไม่ได้

‘กมธ.’มีมติเคาะกรอบเวลาทำรธน.ใหม่ ภายใน 360 วัน รับข้อห่วงใย ไม่แก้หมวด 1-2

‘กมธ.’มีมติเคาะกรอบเวลาทำรธน.ใหม่ ภายใน 360 วัน รับข้อห่วงใย ไม่แก้หมวด 1-2

‘กมธ.’มีมติเคาะกรอบเวลาทำรธน.ใหม่ ภายใน 360 วัน รับข้อห่วงใย ไม่แก้หมวด 1-2

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.41 น.

‘โฆษกกมธ.แก้รธน.’เผยมติเคาะเวลาทำ รธน.ใหม่ภายใน 360 วัน เตรียมโหวตกำหนดกรอบพรุ่งนี้ พร้อมรับข้อห่วงใย ไม่แก้หมวด1 หมวด 2 ไว้พิจารณา

19 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมกมธ. ว่า ที่ประชุมได้คุยรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและกรอบการทำงานของกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญ เช่น เวลาการประชุม เบี้ยประชุม ข้อบังคับการประชุมเป็นต้น ซึ่งมีข้อสรุปที่ชัดเจนต่อกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน ซึ่งเป็นไปตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ส่วนประเด็นเรื่องสูตรการคำนวณของที่มากมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วย 20 หยิบ 1 ที่มีการท้วงติงจากบางฝ่ายที่มองว่าไม่ช่วยกันเสียงข้างมากลากไปได้จริงนั้น กมธ.ไม่ได้นำมาพิจารณาหรือทบทวนแต่อย่างใด

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่าสำหรับการประชุมในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ย.) กมธ.จะพิจารณาในประเด็นสำคัญ ในร่างมาตรา 256/26 ว่าด้วยกรอบของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่คุยกันมานานแล้ว ดังนั้นคงถึงเวลาที่ต้องใช้มติของกมธ.ตัดสินแล้ว และไม่มีเหตุอะไรที่ต้องดึงเวลา

เมื่อถามว่ามีนักวิชาการเสนอว่าควรเขียนกรอบว่าไม่แก้หมวด 1 บททั่วไป และหมวด2 พระมหากษัตริย์ เพราะหากไม่เขียนชัดเจนอาจทำให้เป็นปัญหาได้ โฆษกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่รับทราบแล้ว ดังนั้นกมธ.ต้องคุยกัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบแนวโน้มว่าหากจะโหวตจะมีข้อสรุปในทิศทางใด

ถ้า’ศุภจี’ขึ้นเบอร์หนึ่ง? ‘อ.ธันยวัชร์’มองข้ามช็อต’แคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย’

ถ้า'ศุภจี'ขึ้นเบอร์หนึ่ง? 'อ.ธันยวัชร์'มองข้ามช็อต'แคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย'

ถ้า’ศุภจี’ขึ้นเบอร์หนึ่ง? ‘อ.ธันยวัชร์’มองข้ามช็อต’แคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.14 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า อ่านข่าวนายกฯอนุทิน เตรียมทาบทามเอกนิติและศุภจี เป็น candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย

นี่คือ Political marketing ที่ออกมาในจังหวะที่เพื่อไทยระส่ำ และ ปชป.ภายใต้อภิสิทธิ์ ที่อาจชิงแชร์ Party List จากฐานชนชั้นกลางอนุรักษ์

ผมสมมุติว่าถ้ากล้าๆหน่อย ให้ศุภจี เป็นเบอร์หนึ่งไปเลย

เนื่องเพราะถ้ากล้าให้ศุภจีขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกอันดับ 1

ภูมิใจไทยจะได้คะแนนเมืองสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรค

นี่คือ Political Marketing ล้วนๆนั่นแหละ

แต่มันทำงานแบบ “โดปามีน–ความหวัง–ความเป็นไปได้ใหม่” ที่โดนใจคนเมืองทันที

1) ศุภจีคือBrand Positioning ที่ปชป. กับพรรคกลางเมืองเก่าเคยถือ แต่ตอนนี้ไม่มีใครเหลือ

คนเมืองไม่ได้ต้องการแค่ “คนเก่ง”
แต่ต้องการ รูปแบบผู้นำที่พาไทยไปสู่โลกสมัยใหม่

ศุภจีมี 4 สัญลักษณ์ที่โดนใจทันที

Corporate leadership…

Professional class…

Global mindset…

Integrity+ modern governance…

นอกจากนี้ศุภจียังเป็น Effective Executive ที่ปลอดคอรัปชั่น

นี่คือสิ่งที่พรรคเมืองต้องมี แต่ตอนนี้ไม่มีใครมีครบ

ไม่ใช่พรรคประชาชน
ไม่ใช่ประชาธิปัตย์
ไม่ใช่เพื่อไทย

ช่องว่างนั้นก็คือ “ช่องผู้นำหญิงระดับ CEO”
และ “ผู้นำแบบ technocratic-modern”
ศุภจีเข้ารูปแบบนี้เป๊ะ

คะแนนเมือง—โดยเฉพาะผู้หญิง 30+ และกลุ่มเงินเดือน 35K–200K—จะไหลมาอย่างไวมาก

2) การเอาศุภจีเป็นเบอร์ 1 คือการ Rebrand พรรคทั้งก้อนทันที

ภูมิใจไทยตอนนี้มี narrative ชัดอยู่แค่ 2 อัน

1. พรรคภูมิภาค ใจถึง ยิงแม่น
2. พรรคอนุทิน และเนวิน

ถ้าเอาศุภจีขึ้นเบอร์ 1
พรรคจะเปลี่ยนเป็น…

“พรรคที่พร้อมบริหารประเทศด้วยมืออาชีพ ไม่ใช่พรรคภูมิภาค”

นี่จะกลายเป็น สินทรัพย์การสื่อสารระดับพรรคทั้งพรรค

ทุกสื่อจะพูดคำว่า…
คือพรรคทันสมัย…
พรรคมีนักบริหารมือโปร…
พรรคพร้อมมีทีมบริหาร…
พรรคมีผู้นำผู้หญิงระดับโลก…
พรรคปะทะได้ทั้งโลก–เศรษฐกิจ–เทคโนโลยี

นี่คือ rebrand shot ที่ร้อนแรงที่สุด…

3) ถ้าให้ศุภจีเป็นเบอร์ 1 คือตัดลมหายใจประชาธิปัตย์ทันที

ประชาธิปัตย์เคยมี “คะแนนกลาง–กลางบน”
ตอนนี้ไม่มี “หน้าตา” ที่จะขายคนเมืองเลย

ถ้าภูมิใจไทยกล้า…
ศุภจี คือตัวแทนความหวังคนเมืองที่เบื่อความวุ่นวายทางการเมือง

ปชป. จะโดนกิน คะแนน Party List ตั้งแต่
ภาคใต้…
กรุงเทพฯ…
ภาคกลางตอนบน…
เชียงใหม่/เชียงราย เขตชนชั้นกลาง…
ระยอง–พัทยา…

นี่คือหมาก “ยึดที่มั่นคนชั้นกลาง” แบบประชาธิปัตย์เคยเป็น

4) ทำไมพรรคไม่กล้าให้ศุภจีเป็นเบอร์ 1?

เพราะ…

1. แบรนด์พรรค คืออนุทิน
การเอาศุภจีขึ้นหมายเลข 1 เท่ากับยอมสละ narrative ที่สร้างมา 10 ปี

2. โครงสร้างภายในพรรค ชัดมาก
การให้ศุภจีเบอร์ 1 คือการเลื่อนข้าม “สายการเมือง” อันดับใหญ่ในพรรค

3. กลัวเสียคะแนนชนบท
จริงๆ ไม่เสียหรอกเพราะคนชนบทโฟกัส “นโยบาย” ไม่ใช่ “หน้าเบอร์ 1”
แต่พรรคกลัวความเสี่ยงทาง perception

4. การต้านภายในพรรคจากกลุ่มที่กังวลว่า “จะถูกลดบทบาทหลังเลือกตั้ง”
คือนักเลือกตั้งบ้านใหญ่ต้านนั่นแหละ

กล่าวโดยสรุป นี่คือ Political Marketing ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับภูมิใจไทย ถ้ากล้าทำจริง
และมันจะเพิ่ม party-list แบบ “กระฉูด” ไม่ใช่แค่เพิ่ม “นิดหน่อย”
เพราะมันจะเปลี่ยน perception แบบทันที

พูดเรื่องเศรษฐกิจ…
พูดเรื่อง Digital Governance…
พูดเรื่องผู้หญิงในภาวะผู้นำ…
พูดเรื่อง corporate integrity…
พูดเรื่อง modern Thailand…

นี่คือ narrative ใหม่ที่เมืองรอ แต่ยังไม่มีใครส่งให้

นึกภาพ ทักษิณสละตำแหน่งนายกฯให้ ดร.สมคิด ยังไงยังงั้น มันไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก

แต่แค่คิดก็ฟินแล้ว…
และที่สำคัญที่สุด…

ถ้าศุภจีเป็นเบอร์ 1…
ภูมิใจไทยจะได้สิทธิ์ที่พรรคอื่นไม่มี…

คือ “ดึงคนที่อยากเห็นไทยวิ่งทันโลก แต่ไม่ชอบความรุนแรงทางการเมือง”
ตลาดนี้…มูลค่าสูงมาก และไม่มีพรรคไหนครองอยู่…
ท่านนายกฯโปรดนำ ฝันลมๆแล้งๆของผมไปคิดขำๆ

จับตา! 4 คน 4 พรรค ผนึกร่วมเฟรมกันฉ่ำกับ‘2 สส.นิวเจนสีน้ำเงิน’

จับตา! 4 คน 4 พรรค ผนึกร่วมเฟรมกันฉ่ำกับ‘2 สส.นิวเจนสีน้ำเงิน’

จับตา! 4 คน 4 พรรค ผนึกร่วมเฟรมกันฉ่ำกับ‘2 สส.นิวเจนสีน้ำเงิน’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.55 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของการย้ายพรรคของนักการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นทันทีหาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยุบสภา ตามที่ประกาศไว้ ตาม MOA คือวันที่ 31 ม.ค.69 นั้น ทำให้แต่ละพรรคการเมืองทยอยเปิดหน้าบรรดาว่าที่ผู้สมัคร สส.กันอย่างคึกคัก

ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยขึ้นเป็นอิโมจิรูปหัวใจสีน้ำเงิน พร้อมติด #ภูมิใจไทย ซึ่งเป็นภาพ สส.จาก 4 พรรคการเมือง ประกอบด้วย น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย (พท.) , นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) , นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และ นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รวมถึง นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

– 006

ลุย’เชียงใหม่’พรุ่งนี้ ‘นายกฯ’เป็น ปธ.ส่งมอบโครงการเพิ่มศักยภาพ’แม่น้ำปิง’

ลุย'เชียงใหม่'พรุ่งนี้ 'นายกฯ'เป็น ปธ.ส่งมอบโครงการเพิ่มศักยภาพ'แม่น้ำปิง'

ลุย’เชียงใหม่’พรุ่งนี้ ‘นายกฯ’เป็น ปธ.ส่งมอบโครงการเพิ่มศักยภาพ’แม่น้ำปิง’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.28 น.

“อนุทิน”เตรียมขึ้นเหนือลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นประธานส่งมอบโครงการเพิ่มศักยภาพการรองรับและการไหลของ”แม่น้ำปิง” ป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.เชียงใหม่ ในวันพฤหัสบดีที่ 20 พ.ย.68 เพื่อตรวจติดตามงานสำคัญตามนโยบายรัฐบาลทั้งเรื่องการป้องกันอุทกภัยระยะเร่งด่วน ตลอดจนด้านความมั่นคงของชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีภารกิจและกำหนดการ ดังนี้

เวลาประมาณ 08.00 น.นายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ไปยัง จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานพิธีส่งมอบโครงการเพิ่มศักยภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง เพื่อป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่ ระยะเร่งด่วน ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ รวมทั้งจะเป็นประธานสักขีพยานในโอกาสผู้บัญชาการทหารสูงสุดส่งมอบโครงการฯ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมพบปะหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนที่มาร่วมพิธี

จากนั้นเวลา 10.30 น.นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เพื่อแถลงผลการดำเนินการกรณีการดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัว และทำหลักฐานเท็จในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ก่อนจะเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 14.10 น.โดยประมาณในวันเดียวกัน ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

“การเดินทางไปตรวจราชการครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานด้านความมั่นคงของชาติ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการป้องกันอุทกภัย และการดูแลช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งล่าสุด 18 พ.ย.68 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้มีการศึกษา หารือ แนวทางการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมคณะในการตรวจราชการ จ.เชียงใหม่ ครั้งนี้ อาทิ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม , นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ , ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอธิบดีกรมการปกครอง ฯลฯ