‘อรรถชัย’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ โอนหุ้นให้ลูก ไม่ใช่เจตนาหนีภาษี ลั่นคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ถูกต้อง

'อรรถชัย' เชื่อ 'ทักษิณ' โอนหุ้นให้ลูก ไม่ใช่เจตนาหนีภาษี ลั่นคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ถูกต้อง

‘อรรถชัย’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ โอนหุ้นให้ลูก ไม่ใช่เจตนาหนีภาษี ลั่นคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ถูกต้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.52 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถชัย อนันตเมฆ สมาชิก พรรคเพื่อไทย อดีตดารานักแสดงและอดีตแนวร่วมคนเสื้อแดง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่องที่ไม่พูดกันคือทักษิณโอนหุ้นแอมเพิลลิสต์ให้โอ๊คเอมปี43 แล้วนำมาขายให้เทมาเซคปี 49  หลังมีม็อบออกมาประท้วงปี 48 

นี่คือ” เจตนา” โอนหุ้นให้ลูกเพื่อหนีภาษี..งั้นหรือ .??? 

คือทักษิณ“รู้ล่วงหน้า”ว่าจะมีม็อบประท้วงถึง 5 ปี เลยโอนหุ้นให้ลูกก่อน 

ล่วงหน้า เพื่อจะได้ขายใน ไทย จะได้ไม่ต้องเสียภาษี…??? 

นิมันบ้าบอ…

ตรงข้าม นี่คือการพิสูจน์เจตนาของทักษิณว่าไม่มีเจตนาในการขายหุ้นเพื่อหนีภาษี…แต่แค่ ตั้งใจมอบหุ้นให้ลูกเป็นสมบัติ …จึงได้ขายแค่ 1 บาท..

ต่อมา อีก 6 ปี..

เมื่อมีคนมาประท้วง 

เปรมบอกให้ขาย..จึงได้ขายทั้งหมด..

เมื่อขายในตลาดหุ้นไทย ปี 49 

ก็ไม่ต้องจ่ายภาษี…!! 

ดังนั้นคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง ว่า 4.8 หมื่นล้าน เป็นของทักษิณ แต่ เจตนาหนีภาษี นั้นไม่ถูกต้อง..!! 

เมื่อคำพิพากษาของศาลอาญาแผนกคดีอาญานักการเมืองไม่ถูกต้อง คำพิพากษาของศาลภาษีเมื่อวันก่อนก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน

เพราะการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยโดยบุคคลธรรมดานั้นไม่ต้องจ่ายภาษีแต่อย่างใด

แต่เค้าอยากยึดทรัพย์ทักษิณจึงต้องบิดเบือน เรื่องราว ว่าคือ ทรัพยของทักษิณ จะได้…ยึดได้…

เป็นที่มาของ การเก็บภาษี..ที่ไม่ถุกต้องต่อมา…

มันแค่นี้เอง ประเทศทุย…

ไทย-กัมพูชา รังวัด GPS หมุดควบคุมได้ 8 จุด ที่หลักเขต 42 สภาพลมแรง-ป่าทึบ ทำงานยากลำบาก

ไทย-กัมพูชา รังวัด GPS หมุดควบคุมได้ 8 จุด ที่หลักเขต 42 สภาพลมแรง-ป่าทึบ ทำงานยากลำบาก

ไทย-กัมพูชา รังวัด GPS หมุดควบคุมได้ 8 จุด ที่หลักเขต 42 สภาพลมแรง-ป่าทึบ ทำงานยากลำบาก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.34 น.

ชุดสำรวจร่วมไทย- กัมพูชา บินโดรนสำรวจพิกัดปักหมุดชั่วคราววันแรกบริเวณหลักเขต42 ได้ระยะทางแค่ 800 เมตร รังวัด GPS ได้8 จุด พบอุปสรรค“ลมแรง-ป่าทึบ”

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากชุดสำรวจปักหมุดชั่วคราวร่วม ไทย-กัมพูชา ได้เริ่มปฏิบัติการตามแผนงานที่ตกลงร่วมกัน โดยได้บินโดรน เพื่อวางภาพถ่ายทางอากาศและกำหนดพิกัด เพื่อนำไปสู่การเดินสำรวจร่วมและปักหมุดเขตแดนชั่วคราวในพื้นที่ตามแนวอ้างสิทธิของทั้งสองประเทศโดยเริ่มต้นที่ หลักเขตที่ 42 เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 68 ระหว่างเวลา 09.00-16.00น.

ผลการดำเนินการรังวัด GPS หมุดควบคุม (GCP) ได้จำนวน 8 จุด พร้อมทั้งบินโดรนถ่ายภาพได้  1 เที่ยวบิน ระยะทาง 800 เมตร แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศมีลมแรงทำให้ในช่วงเช้าไม่สามารถทำการบินโดรนได้ และ พื้นที่ในเที่ยวบินที่ 2 เป็นป่าค่อนข้างทึบทำให้การกรุยแนวเข้าไปยังจุด GCP ค่อนข้างลำบาก โดยวันนี้มีแผนการปฏิบัติในการรังวัด GPS และบินโดรนเที่ยวต่อไป 
 

‘ไพศาล’แทงสวน!!! ‘ทักษิณ’โดนเล่นงาน กระแสเพื่อไทยยิ่งแรง

'ไพศาล'แทงสวน!!! 'ทักษิณ'โดนเล่นงาน กระแสเพื่อไทยยิ่งแรง

‘ไพศาล’แทงสวน!!! ‘ทักษิณ’โดนเล่นงาน กระแสเพื่อไทยยิ่งแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.41 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายไพศาล พืชมงคล เลขาธิการและอุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า เล่นงานทักษิณกัน จนกระแสนิยมพลิกกลับไปสู่พรรคเพื่อไทยแล้ว จะได้ผลตรงกันข้าม ทำให้ทักษิณกลายเป็นวีรบุรุษ

สำนักงานอัยการสูงสุดมีระเบียบมาตรฐาน ในการดำรงความยุติธรรมในแผ่นดินที่สำคัญคือในการพิจารณาว่าจะต้องอุทธรณ์ฎีกาคดีใดหรือไม่จะต้องพิจารณาโดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฎีกาซึ่งมีจำนวน 10 คนประกอบ
ด้วยอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความอาวุโสมีประสบการณ์สูง เมื่อพิจารณาแล้ว จะลงมติว่าจะต้องอุทธรณ์ฎีกาหรือไม่ จากนั้นจึงเสนออัยการสูงสุดพิจารณาสั่ง

แม้อำนาจ ในการสั่งการเป็นของอัยการสูงสุด แต่ก็ต้องพิจารณา ตามมติของคณะกรรมการดังกล่าวด้วย 

การมีคณะกรรมการนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ อัยการสูงสุดใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่เป็นธรรมหรือผิดพลาด 

นี่คือหลักปฏิบัติ ในการมีคณะกรรมการกลั่นกรองการอุทธรณ์ฎีกาของสำนักงานอัยการสูงสุด

กรณีของนายทักษิณนั้น ศาลล่างพิพากษา ยกฟ้องเพราะเห็นว่านายทักษิณไม่ได้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ทำผิดตามมาตรา 112 ดังนั้นเรื่องจึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการดังกล่าวว่าสมควรจะฎีกาหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 2 ว่าไม่สมควรฎีกา ซึ่งปกติอัยการสูงสุด ก็ต้องมีคำสั่งไม่ฎีกาจึงไปจึงจะเป็นไปตามแบบแผน ตามระบบงานและวิธีการปฏิบัติมาตรฐานของสำนักงานอัยการสูงสุด

การที่อัยการสูงสุดล้มมติ หรือฝ่าฝืนมติ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฎีกา โดยการสั่งโดยลำพังของตนเองให้ฎีกา โดย ที่ ไม่ ปรากฏ เหตุ ผล ที่มีน้ำหนักหักล้างมติของคณะกรรมการ จึงเป็นเรื่องที่ทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรมต่อนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนี้แม้ถูกศาล จำคุกอยู่ก็ยังถูกกระทำในลักษณะไม่เป็นธรรม จนกระทั่งกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไปไปแล้วว่านายทักษิณถูกกลั่นแกล้งรังแกโดยไม่เป็นธรรม

เมื่อความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ชาติก็บรรลัยสิครับ

เพราะชาติใดไร้ธรรมอำไพชาตินั้นบรรลัยแน่นอน

จับตาดูกันต่อไป ว่าการข่มเหงรังแก นายทักษิณ ชินวัตร ยิ่งมากขึ้นเท่าใด ความสงสารก็จะท่วมท้น มากขึ้นเท่านั้น 

ระวังให้ดีกระแสจะพลิกกลับ ความสงสาร จะกลายเป็นคะแนนเสียง ให้กับพรรคเพื่อไทย จนกลับมาเป็นใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เหมือนที่เคยเป็นมาแล้วก็ได้

ทั้งนี้ นายไพศาล พืชมงคล ยังโพสต์อีกว่า  เหลือเวลาอีก 2 เดือนกับ 10 วันก็จะมีการยุบสภาตาม moa แล้ว แต่ถ้ายุบตามกำหนดนี้ พรรคเพื่อไทยก็จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ จับรัฐบาลขึ้นเขียนแก้ผ้า ซึ่งจะกระทบต่อคะแนนเสียง อย่างรุนแรง และเวลาที่เหลืออยู่ ก็จะปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นรัฐบาลคงไม่ยอมให้มีการอภิปรายทั่วไป อย่างแน่นอนสถานการณ์จะกำหนดให้มีการยุบสภา ก่อน 31 มกราคม 2569 อย่างแน่นอน และน่าจะเป็นช่วงเวลาเปิดสมัยประชุมครั้งหน้านี้ จับตา อาจมีการยุบสภาในต้นเดือนธันวาคมนี้ก็ได้

อำนาจมืดและเส้นสาย ที่ทำให้ปราบสแกมเมอร์ล้มเหลว!

อำนาจมืดและเส้นสาย ที่ทำให้ปราบสแกมเมอร์ล้มเหลว!

อำนาจมืดและเส้นสาย ที่ทำให้ปราบสแกมเมอร์ล้มเหลว!

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.35 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โพสต์ข้อความระบุว่า อำนาจมืดและเส้นสาย ที่ทำให้ปราบสแกมเมอร์ล้มเหลว 

ประเทศไทยล้มเหลวในการปราบสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ กลุ่มทุนเทาและการฟอกเงิน เพราะมี “บิ๊กเนม” ชนชั้นนำในวงการเมืองและราชการ เป็นยอดปิรามิดของการรับส่วยสินบนจากเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ การปราบปรามจึงทำได้เพียงไล่จับปลาซิวปลาสร้อยพอให้เห็นเป็นผลงาน 

เพื่อความเข้าใจ ขอให้ทุกท่านลองทบทวนข่าวอื้อฉาวเหล่านี้ 

ข่าวน่าตกใจอันดับแรก มีรัฐมนตรี และ ส.ส. รวมถึงอดีต ผบ.ตร. และนายตำรวจอีกกว่า 200 นาย ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ ค้ายาเสพติด ธุรกิจใต้ดินและคอร์รัปชัน ข่าวนี้ถูกตอกย้ำด้วยการแฉของบิ๊กโจ๊กเรื่ององค์กรอาชญากรรม

คดีดังที่เพิ่งผ่านมาไม่นานอย่างเช่น คดีตู้ห่าวและผับจินหลิง คดีนายหยู ชิน ซี ตั้งสมาคมเถื่อนจัดหาวีซ่าให้คนจีนเข้าไทยมากถึง 7 พันคน คดีสารวัตรซัว พัวพันบ่อนออนไลน์เครือข่ายใหญ่ คดีบ่อนมินนี่และเว็บพนันออนไลน์ 888 

กรณีนายพลตำรวจ จ. พัวพันเว็บพนันและน้ำมันเถื่อน กรณีอดีต ‘ส.ว. ทรงเอ’ ถูกอัยการสั่งฟ้อง 6 ข้อหาพัวพันเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและธุรกิจมืดชายแดนพม่า 

ยังมีเรื่องอื้อฉาวนายก๊อก อัน และนายลี ยงพัด พร้อมครอบครัวชาวกัมพูชาได้รับสัญชาติไทย แม้ล่าสุดมหาดไทยสั่งถอนสัญชาติ แต่ก็ไม่เปิดเผยให้สังคมรู้ว่า คนเหล่านี้ได้สัญชาติไทยมาอย่างไร? ระบบราชการบกพร่อง มีใครบงการ หรือมีการซื้อขายสัญชาติกันแน่

คิดดูครับว่า พวกเขาทำเรื่องใหญ่ปานนั้นได้อย่างไร หากไม่มีเครือข่ายหรือไร้บิ๊กเนมคอยช่วยเหลือ

ไอ้โม่งบิ๊กเนมเป็นใคร เราไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยหรือ? 

ในขณะที่แก๊งสแกมเมอร์ปล้นเงินคนไทยกว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่เรายังใช้กฎหมายตกยุคไม่ทันเกม เช่น กฎหมายเสพติด การพนัน ฉ้อโกง และกฎหมายคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากที่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่และ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่ให้การคุ้มครองซ่องโจรเหล่านี้ได้ 

ตั้งแต่ปี 2556 ประเทศไทยมีกฎหมายที่ทรงพลัง สามารถตรวจจับเส้นเงินที่โยงใยได้ดี แต่ “ไม่เคยถูกใช้” จริงจัง เพราะผู้มีอำนาจจงใจซ่อนเร้นไว้ เหตุผลอาจเป็นเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ ห่วงใยพวกพ้อง หรือตัวเองมีส่วนได้เสีย เรื่องนี้ยังฟันธงไม่ได้ กฎหมายที่กล่าวถึงคือ

กฎหมายป้องกันการฟอกเงิน ที่ให้อำนาจ ปปง. ในการตรวจสอบพฤติกรรมการเงินของ “บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง” (Politically Exposed Persons – PEP) ได้แก่ นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ศาล องค์กรอิสระ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย 

โดยกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบางประเภท เช่น ร้านค้าทองคำ บริษัทที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา ฯลฯ ให้มีหน้าที่ต้องรายงานพฤติกรรมการเงินของบุคคลเหล่านั้นต่อ ปปง. ทันที เมื่อพบธุรกรรมผิดปรกติ

แต่ที่ผ่านมามาตรการนี้ไม่ถูกนำมาใช้จริงจัง เพราะไม่เคยมีการกำหนดให้ชัดเจนว่า บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง หมายถึงใคร “ตำแหน่งอะไร” ในองค์กรใดบ้าง เช่น นายตำรวจต้องมียศและตำแหน่งระดับใด หน่วยงานที่มีหน้าที่รายงานจึงส่งข้อมูลพอเป็นพิธี 

ซ้ำร้ายในปี 2563 ยังมีการแก้ไขระเบียบของ ปปง. ตัดหน้าที่รายงานของ “สถาบันการเงิน” ออกไป ซึ่งรวมถึงธนาคารที่เป็นช่องทางหลักในการยักย้ายถ่ายโอนเงินให้แก่กันด้วย

ต้องขอบคุณ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เห็นช่องโหว่นี้โดยออกมาตรการให้ธนาคารในกำกับดูแลต้องรายงานธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัยเพื่อตรวจจับเครือข่ายเหล่านี้ แม้ไม่เข้มข้นเท่ากับอำนาจของ ปปง. ก็ตาม

ยังมีหน่วยงานอื่นที่สามารถนำเทคโนโลยีมาพัฒนากลไกของตน ให้เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการเงินน่าสงสัยที่ปรากฏต่อ ปปง. เช่น

1. ป.ป.ช. ควรยกระดับมาตรการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปรกติ เชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีทรัพย์สิน/หนี้สิน ของนักการเมืองและข้าราชการะดับสูง ทั้งก่อนและหลังการรับตำแหน่ง 

2. กรมสรรพากร ควรใช้มาตรการตรวจสอบการเสียภาษีรายได้ เชื่อมโยงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินที่นักการเมืองและข้าราชการต้องยื่นต่อ ป.ป.ช. และยื่นต่อ กกต. ในการสมัครรับเลือกตั้ง 
บทส่งท้าย..

หยุดคอร์รัปชัน หยุดคนที่ปกป้อง ก็หยุดแก๊งอาชญากรรมได้

“เส้นเงินไม่เคยโกหก” การใช้ข้อมูลการเงินที่บันทึกไว้โดยเทคโนโลยีของเอกชนเป็นสิ่งที่บิดเบือนได้ยาก แม้จะใช้อำนาจข่มขู่ ปิดบัง แต่ทุกก้าวย่างย่อมมีรอยเท้าให้ตรวจจับย้อนหลังได้เสมอ
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) จะเป็นที่พึ่งของสังคมได้ ต้องเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง และจำเป็นมากที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากองค์กรอื่นและภาคประชาชนครับ

มานะ นิมิตรมงคล

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

19 พฤศจิกายน 2568

ไม่ได้อ่านแล้วจะเสียใจ! การเสด็จฯเยือนจีนครั้งเดียว กับ 30 สถานการณ์สะท้านโลก

ไม่ได้อ่านแล้วจะเสียใจ! การเสด็จฯเยือนจีนครั้งเดียว กับ 30 สถานการณ์สะท้านโลก

ไม่ได้อ่านแล้วจะเสียใจ! การเสด็จฯเยือนจีนครั้งเดียว กับ 30 สถานการณ์สะท้านโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.25 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568  นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การเสด็จเยือนครั้งเดียว กับ 30 สถานการณ์สะท้านโลก (ถ้าไม่ได้อ่านแล้วจะเสียใจ ที่อดภาคภูมิใจไปพร้อมกัน )

1. อเมริกา-มาเลเซียเชิญ ไทย-เขมรไปเซ็นสัญญาสันติภาพ

2. หลังจากแยกย้าย เขมรกลับเข้ามาวางทุ่นระเบิด

3. ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาด

4. นายกฯไทยประกาศฉีกสัญญาสันติภาพ เพราะเขมรเป็นฝ่ายละเมิด(ครั้งแล้วครั้งเล่า)

5. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้กลับไปใช้กำแพงภาษีเพื่อข่มขู่ให้ไทยกลับไปทำตามสัญญาสันติภาพ โดยไม่สนใจว่าเขมรละเมิดสัญญาและทหารไทยเป็นฝ่ายบาดเจ็บ

6. รัฐบาลไทยแถลง ผิดหวังกับท่าทีของสหรัฐฯ แต่ไม่ยอมอ่อนข้อทำตามคำขู่ที่ไม่เป็นธรรม

7. แรงกดดันจากสหรัฐฯ ”ดีลสันติภาพไทย–กัมพูชา“ ทำให้ไทยรู้ว่าสหรัฐฯ เป็นเพื่อนที่ “คาดเดายาก”

8. ในขณะเดียวกันนั้นในหลวงและพระราชินีอยู่ในช่วงเสด็จเยือนจีน ซึ่งจีนใช้โอกาสนี้แสดงตัวว่าเป็น “มากกว่ามหามิตร” ด้วยการประกาศว่า ”ไทย-จีน คือคนในครอบเดียวกัน“

9. ส่วนไทยกำลัง “ขยับน้ำหนัก” ในดุลมหาอำนาจ ให้กับจีน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

จีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ส่วนไทยเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นคนจะมองว่าไทยอยู่ข้างสหรัฐอเมริกามากกว่า

10. ภาพการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนและภาพการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่คือ ภาษาทางการทูตระดับสูงสุด

จีนกำลังส่งสารว่า…..จีนคือมหาอำนาจที่ “องค์พระประมุขของไทย ซึ่งมีสถานะสูงสุด” ไว้วางใจจีน

11. การเสด็จฯ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่คือ ”เครื่องมือจัดวางตำแหน่งของไทยในเกมมหาอำนาจโลก“ ด้วยกลยุทธ์การเดินเกม “สมดุลเชิงลึก” (Deep Balancing) คือ ไทยไม่ได้เลือกข้าง แต่ใช้โอกาสนี้ในการ “เพิ่มน้ำหนักจีนในสมดุลสองขั้ว” โดยใช้สถาบันฯ เป็นเครื่องมือทางการทูต ช่วยให้ไทยปรับดุลระหว่างสองขั้วโดยไม่ถูกตีตราว่าเลือกข้าง

ไทยเปิดพื้นที่ให้จีนมากขึ้น เพื่อตอบโต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง”ดีลสันติภาพไทย–กัมพูชา หรือกำแพงภาษี จีนก็ใช้โอกาสนี้สร้างความชอบธรรมให้ตนเองในภูมิภาค ไปด้วยในตัว

12. กลุ่มคนที่บอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คือตัวถ่วงของการพัฒนาการชาติ แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้ความจริงที่ว่า ในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมองว่า “ไม่มีองค์กรใดของไทยที่มี “ทุนทางสัญลักษณ์” (symbolic capital) สูงไปกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์”

13. ถ้าเราพูดถึงคำว่า ทุน คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเงิน ทรัพยากร หรือขนาดเศรษฐกิจ แต่ในวิชารัฐศาสตร์และสังคมวิทยาการเมือง มีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก เรียกว่า “ทุนทางสัญลักษณ์”

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีสถานะพิเศษมากในสายตาของต่างประเทศ เพราะสะสมทุนสัญลักษณ์มานานหลายศตวรรษ ทั้งความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความศรัทธาของประชาชน และบทบาทในพัฒนาประเทศ

สิ่งนี้เรียกว่า “ทุนทางสัญญลักษณ์” ซึ่งเป็น“ทุนที่จับต้องไม่ได้ แต่ทรงพลังในทางการเมืองอย่างสูง จนกลายเป็น ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้แต่สามารถแปลงเป็นอิทธิพลทางการเมืองหรือสังคมได้

14. จะสังเกตได้ว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงเสด็จไปประเทศใด ประเทศไทยจะ “ดูใหญ่ขึ้น” กว่าขนาดเศรษฐกิจจริง

นี่คือพลังของ “ทุนทางสัญญลักษณ์” ที่ไม่มีองค์กรใดในไทยเทียบได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย มันทำให้ไทย “ดูใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจจริงหลายเท่า”

กล่าวง่าย ๆ คือ “ไทยอาจเป็นประเทศขนาดกลาง แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้ภาพลักษณ์ของไทย “ถูกขยายใหญ่ขึ้น” บนเวทีโลก”

15. ประเทศที่มี “ทุนทางสัญญลักษณ์สูง” จะมีน้ำหนักบนโต๊ะเจรจามากกว่าความเป็นจริง ยิ่งไปเยือนมหาอำนาจ ยิ่งได้ผลคูณ

16. นี่คือเหตุผลที่จีนจัดพิธีการเต็มรูปแบบ เพราะจีนรู้ว่า “ทุนทางสัญญลักษณ์” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย มีค่าทางการทูตมากกว่าการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีหลายเท่าตัว

17. อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองระหว่างประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นยิ่งกว่า “สัญลักษณ์ในประเทศ” แต่เป็น “สินทรัพย์ทางการเมือง (unique political asset)”
ที่ต่างชาติ โดยเฉพาะมหาอำนาจ มองเห็นและใช้เป็น “ภาษาทางการทูต” ระดับสูง

18. ทางการไทยแปลง “ทุนทางสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์”เป็น ”สินทรัพย์ทางการเมือง“

19.“ทุนทางสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์” ที่ถูกแปลงเป็น  ”สินทรัพย์ทางการเมือง“ นี้ ”ช่วยสร้างมูลค่าและน้ำหนักการเจรจาทางการทูตให้ไทยดูใหญ่เกินกว่าขนาดเศรษฐกิจจริงของประเทศ“

20. สินทรัพย์ทางการเมือง” นี้้เป็น ฟันเฟืองสำคัญ ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของไทย โดยทำหน้าที่เป็น บัตรผ่านพิเศษ ที่ช่วยให้ไทยมีแต้มต่อในการต่อรอง และสามารถประคับประคองสถานะของประเทศท่ามกลางการแก่งแย่งอำนาจได้อย่างมีเสถียรภาพ

21. ถ้าจะถามว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสินทรัพย์ทางการเมือง อย่างไร

คำตอบคือสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสินทรัพย์เพราะช่วยเสริม “น้ำหนักเชิงการทูต” ให้ไทยใหญ่เกินขนาดจริง ช่วยสร้าง “เกราะกำบัง” ในการเจรจาระหว่างมหาอำนาจ ทำให้ไทยมีตัวแทนที่ต่างชาติให้ความเคารพสูง ช่วยเปิดประตูที่ระดับนายกฯ เปิดไม่ได้

19. เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงเสด็จ ประเทศคู่เจรจาจะเติมน้ำหนักทางการเมืองให้ไทยทันที เทียบเท่าประเทศเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทยหลายเท่าตัว นี่คือ “สินทรัพย์ทางการเมือง” ที่ไทยมีแต่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี

20. จีนกำลังใช้ “สถาบันกษัตริย์ไทย” เป็นตัวคูณความน่าเชื่อถือด้าน Soft Power ในความสัมพันธ์ไทย–จีน ไม่มีองค์กรใดของไทยที่มี “ทุนทางสัญลักษณ์” สูงไปกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์ไทยในสายตาจีนคือภาพแทนของประเทศไทยที่มีอายุยืนยาวและมั่นคง

การเสด็จเยือนของพระมหากษัตริย์ถูกใช้เพื่อสื่อสารว่า จีนไม่เพียงเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ แต่เป็น “มิตรที่มั่นคงในระดับอารยธรรม”

22. จีนใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นเครื่องขยายพลังนี้อย่างชาญฉลาด ผลลัพธ์ต่อไทย–จีน ภาพพิธีการทั้งหมดทำให้ ไทยรู้สึกว่าตน “ได้รับเกียรติ” ประชาชนจีนรู้สึกว่าผู้นำไทย “น่าเคารพ น่าเชื่อถือ” โลกภายนอกเห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–จีน “แน่นแฟ้นมากกว่าที่คิด”

23. นี่คือการคูณน้ำหนัก soft power ของทั้งสองฝ่ายแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน จีนได้ภาพลักษณ์ที่มั่นคง ไทยได้สถานะที่ใหญ่ขึ้นกว่าขนาดเศรษฐกิจจริง

24. กระแสชื่นชมสมเด็จพระราชินีจากชาวจีนสะท้อนอะไร

กระแสชื่นชมสมเด็จพระราชินีจากชาวจีนไม่ได้เป็นเรื่องภาพลักษณ์อย่างเดียว แต่มันเป็น “Soft Power เชิงวัฒนธรรม” แบบละเอียดอ่อน ที่ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนจีนอย่างมาก และมีผลต่อความสัมพันธ์รัฐต่อรัฐด้วย

นี่คือ Soft Power ทางวัฒนธรรม ที่สื่อสารกับหัวใจผู้คนโดยตรง ผลลัพธ์คือความสัมพันธ์ไทย–จีนดูอบอุ่นขึ้นโดยอัตโนมัติ Soft Power ของพระราชินีสุทิดาเสริมความลึกของความสัมพันธ์ไทย–จีนได้แบบที่คำพูดหรือเอกสารทางการทูตทำไม่ได้

25. การจัดการต้อนรับการเสด็จพระราชดำเนินยืนจีนอย่างยิ่งใหญ่นั้น จีนกำลังส่งสารว่า จีนไม่ใช่พี่ใหญ่ที่บีบบังคับ แต่จีนคือเพื่อนเก่า คือญาติพี่น้อง ซึ่งตรงข้ามกับภาพที่อเมริกาแสดงออกในหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ คือพันธมิตรยุคใหม่ที่คาดเดาไม่ได้

25. จีนใช้โอกาสทางการทูตนี้เพื่อกระทบกระเทียบกับนโยบาย “America First” ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้นานาชาติรู้สึกว่าสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่คาดเดายาก

ตัวอย่างคือ “ดีลสันติภาพไทย–กัมพูชา” และ การใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือในการกดดันไทยอย่างไม่ยุติธรรม ทำให้เห็นว่า บทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ”คาดเดายาก“ และสามารถ “ทิ้งพันธมิตรกลางทาง” ได้

26. ข่าวเหล่านี้ สะท้อนสถานะของไทยในปัจจุบันชัดเจน ว่าไทยอยู่ในจุดบีบคั้น ระหว่างจีน–สหรัฐฯไทยต้องรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่ก็ต้องพึ่งพาจีน แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ จีนรู้ดีว่าไทยอยู่ในตำแหน่งที่ “เลือกข้างไม่ได้”สหรัฐฯ ก็รู้ดีว่าไทยไม่สามารถพึ่งอเมริกาเพียงอย่างเดียว

ความเยือนของพระมหากษัตริย์ไทยจึงถูกตีความทางการเมืองทันทีว่า ไทยกำลัง “ปรับดุลใหม่” ทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นการ “เพิ่มน้ำหนักจีนในสมดุลสองขั้ว”

27. การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ จีนใช้เป็น “เครื่องมือในการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระดับโลก” เพื่อแสดงตนเป็นขั้วอำนาจทางเลือกที่มั่นคงและพึ่งพาได้ ในขณะที่ไทยกำลังใช้โอกาสนี้ในการเดินเกม “สมดุลเชิงลึก” อย่างระมัดระวัง เพื่อจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของตนเอง

เกมนี้ไม่ใช่จีนได้ประโยชน์ ฝ่ายเดียวใครก็ได้ผลประโยชน์เช่นกัน นั่นคือจีนได้ภาพว่าตนเองเป็นที่พึ่งของไทยและอาเซียนได้ ในขณะที่ไทยสามารถเดินเกมสมดุลย์เชิงลึกให้สหรัฐเห็นว่าไทยยังมีจีนในขณะที่จีนก็เห็นว่าไทยยังมีสหรัฐ

28. นี่คือเหตุผลที่ต่างประเทศ “โดยเฉพาะมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน“ ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในแบบที่คนไทยบางกลุ่มไม่เคยมองเห็น

29. กลุ่มคนที่บอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คือตัวถ่วงของการพัฒนาการชาติ แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้ความจริงที่ว่า ในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมองว่า “ไม่มีองค์กรใดของไทยที่มี “ทุนทางสัญลักษณ์” สูงไปกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์”

30. การทูตที่มีพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นผู้เล่น ”ช่วยสร้างมูลค่าและน้ำหนักการเจรจาทางการทูต ให้ใหญ่เกินกว่าขนาดเศรษฐกิจจริงของประเทศ“ ประเทศที่มี “ทุนทางสัญญลักษณ์” สูงจะมี น้ำหนักบนโต๊ะเจรจามากกว่าความเป็นจริง ยิ่งไปเยือนมหาอำนาจ ยิ่งได้ผลคูณ

สรุป ไทยฉายภาพผ่านจีนให้เห็นว่า “สถาบันพระกษัตริย์ไทยใช้การทูตปรับดุลของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย”

จีนสะท้อนภาพผ่านการเสด็จเยือนจีนในครั้งนี้ ให้เห็นว่า “จีนเป็นพันธมิตรที่แน่นอนกว่า ไม่ทิ้งเพื่อนไว้กลางทาง” ซึ่งตรงข้ามกับภาพที่อเมริกาแสดงออกในหลายปีที่ผ่านมา อาเซียนและโลกได้เห็นว่า คนบ้าระห่ำอย่างทรัมป์ ที่คาดเดาไม่ได้ ยังยอมถอยหนึ่งก้าวเมื่อคิดได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไปยืนจีน  นั่นแปลว่าไทยและอาเซียนไม่ได้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาใหญ่คับฟ้าอยู่เพียงผู้เดียว แต่เรายังมีจีนเป็น ยิ่งกว่าพันธมิตร เพราะจีนประกาศว่าไทยคือคนในครอบครัวเดียวกันกับจีน 

ทั้งหมดนี้สะท้อนผ่าน “การเสด็จเยือนครั้งเดียว” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์อย่างชาญฉลาด

‘อดีตผู้พิพากษา’ชี้นายกฯยุบสภาได้ จนกว่าประธานสภาบรรจุวาระยื่นซักฟอก

‘อดีตผู้พิพากษา’ชี้นายกฯยุบสภาได้ จนกว่าประธานสภาบรรจุวาระยื่นซักฟอก

‘อดีตผู้พิพากษา’ชี้นายกฯยุบสภาได้ จนกว่าประธานสภาบรรจุวาระยื่นซักฟอก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.51 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า อำนาจยุบสภาระหว่างยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ: เมื่อกฎหมายเปิดพื้นที่ให้ตีความได้หลายทาง

ช่วงที่ผ่านมา ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในวงการกฎหมายรัฐธรรมนูญคือคำถามว่า

“เมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีตามมาตรา 151 แล้ว นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่?”

ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่า ห้ามทันทีตั้งแต่ยื่นญัตติ

อีกฝ่ายกลับเห็นว่า ยังไม่ห้าม จนกว่าประธานสภาจะตรวจสอบว่าญัตตินั้นสมบูรณ์แล้ว

ประเด็นนี้จึงเปิดให้เกิดการตีความได้มากกว่าหนึ่งคำตอบ

มาตรา 151: ตัวบทเขียนอะไรไว้?

รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติแต่เพียงว่า

เมื่อมีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี โดยมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาไม่ได้

ตัวบทใช้คำว่า “เมื่อมีการเสนอญัตติ” ซึ่งตีความได้สองแนวทาง คือ

“เสนอ” = ยื่นต่อประธานสภาแล้ว ถือว่ามีผลทันที

หรือ “เสนอ” = ต้องผ่านการตรวจสอบความสมบูรณ์ของญัตติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน

กลุ่มที่หนึ่ง: ยื่นแล้วห้ามยุบทันที

แนวการตีความแนวนี้อิงตามตัวบทรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

โดยยืนยันว่า “ยื่น = ล็อกอำนาจยุบสภาในทันที” เพราะหากรอให้ตรวจสอบรายชื่อก่อน อาจเปิดช่องให้รัฐบาลยุบสภาหนีการอภิปรายได้

เจตนารมณ์ของมาตรา 151 ต้องการป้องกันรัฐบาลหนีการตรวจสอบ

ดังนั้นการห้ามยุบสภาต้องเกิดขึ้นทันทีที่มีการยื่นญัตติ

กลุ่มที่สอง: ยื่นแล้วยังไม่ห้าม ต้องรอ “ญัตติสมบูรณ์” ก่อน

อีกกลุ่มหนึ่งมองต่างออกไป และนี่คือความเห็นที่ “ขัดแย้ง” หรือ “แตกต่าง” จากแนวแรก โดยเห็นว่า

1)การห้ามยุบสภาตามมาตรา 151 วรรคสอง ต้องตีความอย่างรอบด้าน
ไม่ใช่ว่ายื่นเมื่อไร ห้ามทันทีเสมอไป
และรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่ารัฐบาล “ไม่อาจยุบสภาในทุกกรณี”
ความเห็นนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ตีความว่า
ช่วงระหว่างตรวจสอบญัตติอาจยังไม่ถือว่าปิดประตูการยุบสภาอย่างสมบูรณ์

2) ต้อง “อ่านมาตรา 151 ให้ครบทั้งมาตรา”
และต้องตีความ “รัฐธรรมนูญ + ข้อบังคับสภา” คู่กัน
ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 176 กำหนดให้ประธานสภาตรวจสอบญัตติ และหากมีข้อบกพร่องต้องแจ้งภายใน 7 วัน
หากยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ ยังไม่ถือว่า ‘เสนอญัตติ’ จนถึงขั้นห้ามยุบสภาได้โดยอัตโนมัติ

ความเห็นของผู้เขียน

ผู้เขียนเห็นว่า การเข้าชื่อกันเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี (ซึ่งหมายความรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่ง) เป็นการดำเนินการภายในวงงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลไม่อาจจะทราบเรื่องการเข้าชื่อกันของ ส.ส. ได้

และ ส.ส. ที่เข้าชื่อกันเสนอญัตติมีจำนวนครบตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้หรือไม่ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดสิทธิในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ดังนั้น ในระหว่างที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการเข้าชื่อกันนั้นว่าถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงเป็นเพียงความประสงค์ของ ส.ส. ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการเสนอญัตติอันจะก่อให้เกิดสิทธิในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี

จนกระทั่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงไม่มีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรจนกว่าจะมีการถอนญัตติ หรือมีการลงมติแต่ได้คะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

20/11/68

นายกฯ นำคณะบินเหนือ ตรวจราชการเชียงใหม่ ลั่นเน้นงานราชการ การเมืองไว้ก่อน

นายกฯ นำคณะบินเหนือ ตรวจราชการเชียงใหม่ ลั่นเน้นงานราชการ การเมืองไว้ก่อน

นายกฯ นำคณะบินเหนือ ตรวจราชการเชียงใหม่ ลั่นเน้นงานราชการ การเมืองไว้ก่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.33 น.

นายกฯ นำคณะบินเหนือ ลงพื้นที่เชียงใหม่ ตรวจราชการศักยภาพแม่น้ำปิง -ปล่อยปลาน้ำจืด 1 แสนตัว พร้อมร่วมแถลงผลคดีต่างด้าว-ยาเสพติด ยัน เน้นงานราชการ  การเมืองไว้ก่อน 

เมื่อเวลา 8.00 น .นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  พร้อมคณะประกอบด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยเครื่องบิน Airbus-320 ของกองทัพอากาศ ไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่   

โดยการเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการครั้งนี้นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานพิธีส่งมอบโครงการเพิ่มศักยภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง เพื่อป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่ ระยะเร่งด่วน บริเวณพื้นที่สาธารณประโยชน์ริมแม่น้ำปิง  (เชิงสะพานเม็งราย) อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสักขีพยานในโอกาสผู้บัญชาการทหารสูงสุดส่งมอบโครงการฯ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ก่อนนำคณะปล่อยพันธุ์ปลา บริเวณริมแม่น้ำปิง โดยเป็นพันธุ์ปลา ตะเพียนและปลาสวาย จาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงใหม่รวมทั้งหมด 100,000 ตัว

ทั้งนี้โครงการขุดลอกแม่น้ำปิง เป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อแก้ไขปัญหาการตื้นเขินของลำน้ำ ป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของแม่น้ำปิง ให้กลับมาสวยงามและเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด “น้ำคือชีวิต เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน” ซึ่งการขุดลอกแม่น้ำปิงเป็นการดำเนินโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการเกิดอุทกภัยอย่างหนักในปี 2567 ทำให้จังหวัดต้องเร่งดำเนินการขุดลอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง โครงการดังกล่าวมีงบประมาณ 355 ล้านบาท ดำเนินการโดย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ผ่านสำนักงานพัฒนาภาค 3 
ซึ่งการขุดลอกนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความลึกและความกว้างของแม่น้ำ โดยมีบางส่วนที่เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น การขุดลอกลำเหมืองพญาคำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำปิง โดยการขุดลอกครั้งนี้ ระยะทางรวม 41 กม. ครอบคลุมพื้นที่ ตั้งแต่ ต.สันโป่ง อ.แม่ริม ผ่านเขต อ.เมือง ลงไปจนถึง ต.สบแม่ข่า อ.หางดง

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะแถลงผลการดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัวและทำหลักฐานเท็จ ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และผลปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ  ณ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

โดยนายกฯ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทาง ว่า วันนี้จะเดินทางไปติดตามเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่มีการจับกุมเรื่องการแอบออกบัตรประชาชน และให้สัญชาติกับคนต่างด้าว และไปดูเรื่องของการสร้างเขื่อนกั้นน้ํา ซึ่งเป็นโครงการตั้งแต่สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีความคืบหน้าแล้ว 

ส่วนการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะมีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าเขาทํากันได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการจับยาเสพติด10 กว่าล้านเม็ด ซึ่งการดําเนินการก้าวหน้าแล้วเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการปราบปรามการทุจริต ที่มีการแจ้งความดําเนินคดี และให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นไปตามที่รัฐบาลมีนโยบายไว้ 

เมื่อถามว่า งานทางราชการก็เยอะ แต่ขณะเดียวกันต้องเดินคู่งานทางการเมืองด้วย แบ่งกันยังไง นายกฯ กล่าวว่า เอางานราชการก่อน  งานการเมืองมีคนช่วยเยอะ 

‘ดร.จักษ์’ เปรียบฝ่ายอนุรักษ์ ‘ตลาดนัดนักการเมือง’ ชี้แพ้เพราะชอบฆ่ากันเอง

'ดร.จักษ์' เปรียบฝ่ายอนุรักษ์ 'ตลาดนัดนักการเมือง' ชี้แพ้เพราะชอบฆ่ากันเอง

‘ดร.จักษ์’ เปรียบฝ่ายอนุรักษ์ ‘ตลาดนัดนักการเมือง’ ชี้แพ้เพราะชอบฆ่ากันเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.24 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ทำฝ่ายอนุรักษ์แพ้?

ไม่ได้แพ้เพราะคู่แข่งเก่ง — แต่แพ้เพราะฝ่ายอนุรักษ์ชอบฆ่ากันเอง
การเมืองไทยทุกยุคมีบทเรียนให้ “จด” แต่ทุกครั้งเรากลับได้แต่ “จดจำความโง่ซ้ำเดิม” แบบตั้งใจเต็มร้อย ไม่เคยถอดองค์ความรู้ ไม่เคยอยู่ในโลกจริง เหมือนเด็กที่สอบตกแล้วเถียงว่าข้อสอบผิด โลกมันผิด มีแค่ตัวเองที่ถูก
ถ้าจะแบ่งค่ายพรรคการเมือง
อย่าไปแบ่งอะไรที่มันดูมั่ว เอาง่ายๆ ตามที่มันเป็นเถอะ
สามเฉดสี : แดง – ส้ม – อนุรักษ์
ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย

แดงหนึ่งพรรค – ฐานแน่นเหมือนกาวซุปเปอร์กลู
ประโยคเดียวจบ: สาวกแดงเลือกแดงเสมอ
ต่อให้หัวหน้าพรรคถือป้าย “ฉันผิด” ยืนกลางสนามหลวง
ฐานเสียงก็จะตอบกลับว่า
“ไม่ใช่ค่ะ เขาถูกใส่ร้าย”
จบ.

ส้มหนึ่งพรรค – เชื่อว่าตัวเองคืออนาคต แต่ทำตัวเหมือนเด็ก ม.ต้นแย่งตำแหน่งประธานนักเรียน
ฐานเสียงส้ม—แข็งสุดในจักรวาล
มีความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ข้อหนึ่ง:
ส้มไม่ผิด ใครเห็นต่างคือสลิ่ม
ต่อให้พรรคตัวเองทำเละ ทำงุบงิบ ทำงานไม่เป็น
สาวกก็พร้อมจะเขียนเรียงความ 3 หน้าแก้ตัวแทน
นี่ก็หนึ่งพรรคที่ ไม่มีวันแตกคะแนน
เพราะทุกคนถูกหลอมด้วยความเชื่อว่า “เราคือแสงสว่างของจักรวาลการเมืองไทย”
จบ.

ฝ่ายอนุรักษ์ – 10 พรรค 10 อีโก้ แย่งกันตายบนสนามเดียวกันเหมือนปลวกแทะเสาเดียวกันจนบ้านถล่มเอง
นี่แหละตัวปัญหาโครงสร้าง
แดง = 1
ส้ม = 1
อนุรักษ์ = 10+ (และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนแฟรนไชส์ลูกชิ้นปิ้ง)
พรรคใหม่อยากเด่น
พรรคเก่าไม่ยอม
พรรคกลางอยากเป็นพระเอก
พรรคที่ไม่มีฐานเสียงอยากเป็นนายกรัฐมนตรี
และสุดท้ายก็ แย่งกันเองจนคะแนนกระจายเหมือนข้าวหลุดร่วงในยุ้งฉาง
แล้วพอแพ้ก็ทำหน้าเศร้า
ตีอกชกตัว โวยวายว่า
“ทำไมเราแพ้เขา?”
คำตอบมันง่ายจนไม่ต้องใช้สมอง
มึ_ฆ่ากันเองไง
แต่ละพรรคมีอีโก้สูงเท่าตึกมหานคร
แทนที่จะรวมกันให้แข็ง—กลับแบ่งกันให้ตาย
แทนที่จะเรียนรู้จากอดีต—กลับลืมทุกอย่างเหมือนโดนลบความจำทุกสี่ปี
แทนที่จะวิเคราะห์เกม—กลับเอาเวลาไปด่าเพื่อนร่วมขั้ว
อยากชนะไหม?
ดูจากพฤติกรรมแล้ว… ไม่หรอก
ดูเหมือนอยากเปิดศาลาทดลองแพ้มากกว่า

บทเรียนที่ไม่เคยเรียน – จุดบอดที่ฝ่ายอนุรักษ์ไม่เคยยอมรับ
ทุกครั้งที่ผลเลือกตั้งออกมาเหมือนเดิม
แทนที่จะถอดบทเรียน
กลับถอดแค่โพสต์ด่าในเฟซบุ๊ก
แทนที่จะรวมพลัง
กลับรวมความขัดแย้ง
แทนที่จะมีผู้นำ
กลับมีแต่ “ผู้อ้างว่าตัวเองควรเป็นผู้นำ”
สรุปง่ายๆ
พ่ายเพราะอีโก้ของฝั่งตัวเอง ไม่ใช่เพราะคู่แข่งเก่ง
แดงชนะเพราะสาวกผู้จงรัก
ส้มชนะเพราะติ่งคลั่งประหนึ่งลัทธิ
แต่อนุรักษ์แพ้เพราะเป็น ตลาดนัดนักการเมือง
ประเภทเดินไปสามก้าวเจอพรรคใหม่อีกแล้ว
แต่กลับไม่มีพรรคไหนใหญ่พอจะชนะใครได้จริง

ประเทศนี้ไม่ได้วนลูปเพราะโครงสร้างเดิม
แต่เพราะ “คนเดิมๆ ที่ไม่ยอมแก้ตัวเอง”
ทำแบบเดิม
คิดแบบเดิม
ไม่เคยถอดบทเรียน
แต่หวังผลเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม
นี่คือคำจำกัดความทางการเมืองที่มีลิขสิทธิ์เฉพาะฝ่ายอนุรักษ์ของไทย
จักษ์ พันธ์ชูเพชร
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘จุฑาทิพย์ วิลาด’ ชี้มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 'จุฑาทิพย์ วิลาด' ชี้มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘จุฑาทิพย์ วิลาด’ ชี้มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศเรื่อง เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญรัตนาภรณ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า และเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ ๓

เนื่องจากนางสาวจุฑาทิพย์ วิลาด มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการที่จะได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญรัตนาภรณ์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ของรัฐธธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า และเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ ๓ ของ นางสาวจุฑาทิพย์ วิลาด

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๘

ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราย ๒๕๖๘ เป็นปีที่ ๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

ศึก‘ไอซ์vsไผ่’บาน ขุดคดีรถหรู-จี้ ปปช. สอบซุกหนี้

ศึก‘ไอซ์vsไผ่’บาน ขุดคดีรถหรู-จี้ ปปช. สอบซุกหนี้

ศึก‘ไอซ์vsไผ่’บาน ขุดคดีรถหรู-จี้ ปปช. สอบซุกหนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.49 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 25968 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ไผ่ ลิกค์ คดีรถหรู บัญชีทรัพย์สิน และร่วมกันหาคำตอบว่าทำไมเลขาธิการพรรคเบอร์ต้นๆ ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแบบเพื่อนสักที งานนี้  ยาวมาก หาอะไรร้อนๆ จิบระหว่างอ่าน พร้อมใช้สมาธิด้วยนะคะ 

1) เงิน 200,000 บาท + ร้อง ป.ป.ช. ปม จักรยานคู่บุญของดิฉัน

ดิฉันบริจาคให้พรรคประชาชน เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่ารู้ดีว่าพรรคมีข้อจำกัดด้านการเงิน เราไม่มีทุนพลังงาน ทุนค้าปลีก ทุนผู้รับเหมาชั้นพิเศษ หรือทุนเทาสแกมเมอร์ชาติชั่ว มาคอยให้เงินสนับสนุน ดังนั้นก็ต้องอาศัยคนที่มีใจอยากจะช่วย ดิฉันไม่ได้ร่ำรวยก็บริจาคตามกำลัง ซึ่งถ้าคำนวณโดยใช้หลักคณิตศาสตร์จะรู้โดยสามัญสำนึกว่าอยู่ในวิสัยที่เงินเดือน สส. จะทำ แต่หากจะยื่นตรวจสอบก็ทำได้

จักรยานทำไมไม่แจงทรัพย์สิน? เพราะรวมกันทุกคันที่มีแล้วมันไม่เกิน 200,000 บาท

ทำไมหนังสือเล่มละร้อยถึงแจง? เพราะรวมทั้งหมดทุกเล่มที่มีมันแตะหลักแสน และในอนาคตดิฉันก็จะซื้อเพิ่ม มีโอกาสเกิน 200,000 บาท แน่ๆ ดังนั้นคิดว่าควรจะต้องแจง

ทรัพย์สินดิฉันสแกนกันกี่รอบมันก็มีแค่นั้นห้าล้านกว่าบาทนั่นแหละ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจักรยานคู่ใจของดิฉัน คือ บัญชีทรัพย์สินของคนเปิดประเด็น คือ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร สส. ที่คนทั้งประเทศนึกไม่ออกว่าทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง นอกจากเป็นองครักษ์พิทักษ์แป้ง!

2) เมื่อก่อน นายไผ่ ลิกค์ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ไผ่ วันพอยท์” ถ้าลองเอาชื่อไปเสิร์ชในกูเกิ้ล ท่านก็จะพบเจอแต่ข่าวดีๆ เกี่ยวกับชื่อนี้

ลองเข้ากูเกิ้ลแล้วดูโลด อย่าลืมช่วยกันพูดถึงเยอะๆ เพราะบางคนพยายามจะลืมอดีตและฝันอยากเป็นรัฐมนตรีในอนาคต 

3) ย้อนความจำ คดีนำเข้ารถหรูสำแดงราคาเท็จของ บริษัท ออสติน อxxxxx จำกัด, บริษัท เดอะ แกลxxxxx จํากัด โดย “บอย ยูนิตี้” หรือ อินทระศักดิ์ นักธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรู เจ้าของเต็นท์รถย่านสุขุมวิทและย่านรัชดาฯ และพวกได้ คดีดังกล่าวจบลงที่นายบอย ยูนิตี้ถูกพิพากษาจำคุกรวม 30 ปี และมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรโดนโทษจำคุกด้วย

หากอ้างอิงตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 5865/2567 ที่นายไผ่ ลิกค์ (จำเลยที่ 1) ให้การว่า โจทก์ (คนฟ้อง) ร่วมลงทุนทำธุรกิจนำเข้าและรับจำนำรถยนต์ราคาแพงกับ “บอย ยูนิตี้” หรือ อินทระศักดิ์ โดยให้นายไผ่ ลิกค์ เป็นตัวแทน นายไผ่ ลิกค์ ให้โจทก์โอนเงินลงทุนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 (อดีตแฟนนายไผ่) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจกับโจทก์ ต่อมาบอย ยูนิตี้ ถูกดำเนินคดีฐานนำเข้ารถยนต์โดยผิดกฎหมาย ต้องใช้เงินประกันตัว 2 ล้านบาท บอยยูนิตี้ มอบหมายให้นายไผ่ ลิกค์ ติดต่อขอเบิกเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ หลังจากนั้น ไผ่ ลิกค์ ก็โอนเงินคืนบางส่วน แต่ท้ายสุดหนี้เงินที่ยืม ยังเหลืออีก 550,000 บาท ที่ไผ่ยังไม่คืน

ซึ่งผลสุดท้ายศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ก็พิพากษาให้ จำเลยที่1 นายไผ่ ลิกค์ ชำระเงิน 550,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งคำพิพากษาคดีนี้ ไปถึงชั้นศาลฎีกาซึ่งแปลว่าคดีความสิ้นสุดแล้ว
[ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้อ่านคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานีคดีหมายเลขแดงที่ พ796/2565 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 และได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ 2698/2565 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566]

4) เมื่อดิฉันตรวจสอบดูบัญชีทรัพย์สินของ นายไผ่ ลิกค์ พบว่า ตามที่แจ้งไว้เมื่อพ้นตำแหน่ง สส. สมัยที่แล้ว 20 มีนาคม 2566
หนี้บัตรเครดิต 3 ที่ : กรุงไทย 430k / ธนชาติ 180k / กรุงศรี 190k
หนี้อื่น 4 ที่ : SCB 3,197,028 บาท / SCB 12,983,164 บาท / กรุงไทย 11,594,699 บาท / กรุงไทย 2,343,106 บาท
เข้ารับตำแหน่ง สส. ในสมัยนี้ 4 กรกฎาคม2566
หนี้บัตรเครดิต : กรุงไทย 484k / ธนชาติ 160k /กรุงศรี 160k
หนี้อื่น : SCB 1,065,676 บาท / SCB 4,327,721 บาท / กรุงไทยเคหะทรัพย์ทวี 5,797,347 บาท / กรุงไทยเพิ่มสุข 1,171,553 บาท
***ไม่พบว่าระบุหนี้ก้อนนี้ไว้ในบัญชีทรัพย์สิน ในส่วนของหนี้สิน***

5) คดีแจงบัญชีทรัพย์สินเท็จต่อ ป.ป.ช.

มันก็มีให้ได้เห็นกันมาในอดีตแล้ว ว่าผู้มีอำนาจบารมี ก็คงสามารถจะเป่ากระหม่อมใครแล้วทำให้คดีหายไปได้ เช่น แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน เพราะถ้าอยู่ฝั่งอำนาจ มันจะมีเกราะคนดีย์คุ้มกะลาหัวเสมอ มันก็ไม่ยากหรอกที่จะจัดการอะไรเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้
แต่เรื่องนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ

5.1) การที่นายไผ่ ลิกค์ทำการกู้ยืมเงิน ย่อมถือว่านายไผ่มีหนี้สิน ยิ่งไปกว่านั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาว่า นายไผ่ต้องชำระหนี้* ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่มีอยู่จริง กรณีเข้ารับตำแหน่งและกรณีพ้นตำแหน่งแล้วไม่แจงนั้นผิดกฏหมายหรือไม่ ?

[ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา และการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี”]
พ.ร.บ. ป.ป.ช. กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องยื่นบัญชี
– ทรัพย์สินและหนี้สินของตน
– ทรัพย์สินและหนี้สินคู่สมรส
– ทรัพย์สินและหนี้สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ถ้า ป.ป.ช.ฟัน + ศาลรับฟ้อง จะถูกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
หากผิด
– โทษคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
– ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. สว. สถาท้องถิ่น ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป

5.2) ในคำพิพากษาคดีดังกล่าว นายไผ่ ลิกค์ ให้การด้วยตนเอง ว่าตนเองเป็นตัวแทนในการทำธุรกรรมแทนโจทย์ในการลงทุนทำธุรกิจรถยนต์กับ นายบอย ยูนิตี้ ซึ่งปัจจุบันถูกจำคุกอยู่ ในข้อหา มีพฤติการณ์ลักลอบนำเข้ารถซูเปอร์คาร์และรถหรู ด้วยวิธีการหลบเลี่ยงการชำระภาษี และสำแดงราคารถยนต์ให้ต่ำกว่าราคาตามท้องตลาด, รวมถึงลักลอบนำเข้ารถจดประกอบ ก่อนนำไปขายให้กับผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง และนักการเมือง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐ

ดิฉันอยากฝากคำถามไปถึงสำนักงาน ป.ป.ช. และกองบังคับการปราบปราบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
– บอยยูนิตี้ถูกพิพากษาจำคุกรวม 30 ปี เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็โดนด้วย แต่ นายไผ่ ลิกค์ที่เป็นตัวแทนการลงทุนทำธุรกิจรถยนต์ มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร? ในคดีความเหล่านี้ ได้ถูกตรวจสอบโดยกองบังคับการปราบปราบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แล้วหรือไม่? อย่างไร?
– นายไผ่ ลิกค์ กรณีพ้นตำแหน่ง สส.เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 นายไผ่ ลิกค์ ได้ยื่นบัญชีหนี้สิน ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 คดีหมายเลขแดงที่ พ796/2565 ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน (กรณีพ้นตำแหน่ง) ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่ ?
– ณ ขณะที่ นายไผ่ ลิกค์ เป็น สส. ปี 2566 และมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีหนี้สิน ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 คดีหมายเลขแดงที่ 796/2565 ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน (กรณีเข้ารับตำแหน่ง) ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่ ?
– นายไผ่ ลิกค์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีหนี้สิน ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 คดีหมายเลขแดงที่ พ796/2565 ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน (กรณีพ้นตำแหน่งตามข้อ 1. และกรณีเข้ารับตำแหน่งตามข้อ 2.) ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่

ซึ่งดิฉันจะได้ยื่นร้อง ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ในลำดับถัดไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ป.ป.ช. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ดิฉันจะทำหนังสือไปยังกองบังคับการปราบปราบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เกี่ยวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ต่อไป

** สุดท้ายนี้คุณไผ่อาจจะชี้แจงว่า ไม่เกี่ยวอะไรด้วยเล๊ยยยย บริสุทธิ์ขาวสะอาดดังแป้ง ก็ฟังได้ แต่น่าแปลกใจว่า คุณไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม รัฐมนตรีถึง 2 รัฐบาล แต่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี มันเป็นเพราะอะไรกันหนอ ออกมาตัดพ้อตั่งต่างหลายครั้งก็ยังไม่ได้รับความเห็นใจ มันเพราะอะไรกัน มีใครไปตรวจเช็คแล้วเจออะไรหรือไม่ อย่างไร ดิฉันก็ไม่ได้กล่าวหา เพียงแต่ตั้งข้อสงสัย ระดับเลขาพรรคมีชื่อติดโผทุกรอบ แต่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีกับเค้าซักกะที
คำพิพากษาชั้นฏีกา : https://drive.google.com/…/1o1Idth00A7H53adP7TfoA9J3fnd…

ขณะที่เดียว นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม (กธ.) ก็ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เดี๋ยวจะมาอธิบายให้ฟังผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ของผมและผมสงสาร เบนซ์ ที่เค้ายกฟ้องแล้วแต่คุณเอามาเล่นเกมส์การเมืองแบบนี้เด็กน้อย