เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.50 น.

“รมว.สธ.”เผย”คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”เคาะแล้ว ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น / ประเมินผล 6 เดือน พร้อมไฟเขียวหลังเที่ยงคืนนั่งดริ้งต่อ 1 ชม.ไม่มีกำหนดกรอบ คาดเริ่มต้น ธ.ค.ยันรัฐบาลคำนึงกระตุ้นศก.ควบคู่สุขภาพ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยใช้เวลาการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง

ต่อมา นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ อยากให้มีการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงความชัดเจนในเรื่องของการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่มีการจำหน่าย โดยที่ประชุมมีมติว่า ช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.สามารถจำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ และการขยายระยะเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์หลัง 24.00 น.ยังคงไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สามารถนั่งอยู่ที่ร้านต่อได้อีก 1 ชั่วโมง โดยมติที่อนุญาตให้ขายช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.เป็นมาตรการที่จะดำเนินการในระยะเวลา 6 เดือน และจะมีการประเมินผลดีทางเศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ และประเด็นอื่นๆ ทางสังคม และจะนำผลการศึกษาเหล่านี้มาวิเคราะห์เข้าที่ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะต่อมาตรการตรงนี้ออกไปหรือไม่ ในส่วนหลังเวลา 24.00 น.ให้นั่งต่ออีก 1 ชั่วโมง และไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาของมาตรการ เพราะเราพบว่ามีอุบัติเหตุช่วงเวลา 24.00 – 02.00 น.สูงที่สุด และเมื่อสถานบริการปิด อุบัติเหตุลดลง ซึ่งเราไม่ได้ขยายเวลาการขายหลังเที่ยงคืน

นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับการศึกษามาตรการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่เวลา 14.00 – 17.00 น.จะมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ศึกษาและนำผลเข้าที่ประชุมอีกครั้งว่าในแต่ละจังหวัดมีผลบวกผลลบหรือประเด็นข้อกังวลอย่างไรบ้าง โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็น 15 วัน และจะสามารถประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้

นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับเรื่องการจัดโซนนิ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติสถานบริการที่มีการแก้ไขการกำหนดเขตพื้นที่ได้มีการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น ยังคงมีอยู่ เนื่องจากเป็นการประกาศตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ฉะนั้น โซนนิ่งยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกี่ยวข้องมองกันหลายมุม รวมถึงมีการแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะในหลายเรื่อง โดยยืนยันว่าเราไม่ละทิ้งกระบวนการสาธารณสุข กระบวนการป้องกันต่างๆ แต่เราต้องพิจารณาองค์ประกอบให้รอบด้าน ทั้งการรักษาสุขภาพ ในแง่การส่งเสริมเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องทำให้มีความสมดุล เพราะเรามีนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ตัวแทนกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งที่ประชุมว่าปัจจุบันกำลังพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ

เมื่อถามว่า จะมีการไปพูดคุยกับผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะมีการเรียกร้องให้เปิดถึง 04.00 น.นั้น นายพัฒนา กล่าวว่า เราต้องประเมินผลกระทบ และอยากให้ผู้ประกอบการประเมินผลกระทบไปกับเรา เพราะเราเคยมีการศึกษามาว่าหากให้มีการเปิดสถานบริการถึง 04.00 น.เราเห็นว่ามีอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่คนเริ่มจะออกมาทำงาน เพราะพฤติกรรมของคนไทยเวลาดื่มแล้วมักเปลี่ยนสถานที่ รวมถึงขับรถกลับบ้าน ซึ่งตรงนี้ต้องมองในมิติทางสังคมให้รอบด้าน

‘ภูมิใจไทย’ถาม’เพื่อไทย’ ใครปล่อย ปชช.จมน้ำ 6 เดือน ชี้’รบ.อนุทิน’เพิ่งเริ่มงาน

'ภูมิใจไทย'ถาม'เพื่อไทย' ใครปล่อย ปชช.จมน้ำ 6 เดือน ชี้'รบ.อนุทิน'เพิ่งเริ่มงาน

‘ภูมิใจไทย’ถาม’เพื่อไทย’ ใครปล่อย ปชช.จมน้ำ 6 เดือน ชี้’รบ.อนุทิน’เพิ่งเริ่มงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.35 น.

“ภูมิใจไทย”ถาม”เพื่อไทย” ใครปล่อยประชาชนจมน้ำ 6 เดือน ชี้”รัฐบาลอนุทิน”เพิ่งเริ่มงานเดือนกว่า รับปัญหาต่อจากรัฐบาลเก่า แนะตั้งสติก่อนวิจารณ์ จ้องโทษคนอื่น ระวังเจ็บเอง

หลังจาก ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหารัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่ากำลังปล่อยประชาชนจมน้ำยาวนาน 6 เดือน ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกโรงโต้กลับทันที โดยระบุว่า คำกล่าวหาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ ชี้ว่า รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งเริ่มมีอำนาจบริหารเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็เพียงแค่หนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงาน จะปล่อยให้เกิดน้ำท่วมยืดเยื้อยาวนานถึง 6 เดือน และยิ่งไม่ควร ที่จะคาดคะเน จากข่าวสาร เพื่อกล่าวร้ายทางการเมือง ซึ่งเป็นการบั่นทอนขวัญของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุครัฐบาลก่อนหน้า สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน รัฐบาลชุดนี้ เพียงแต่ต้องมาแก้ปัญหา ที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้ให้ วันนี้ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ทางท่านกลับมาวิจารณ์ให้เสียหายโดยลืมไปแล้วว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดตั้งแต่เมื่อไร

ที่สำคัญ นายอนุทินได้ลาออกจากการร่วมรัฐบาลชุดเก่าไปตั้งแต่กลางปี 2568 ก่อนเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจด้วยซ้ำ จึงยิ่งชัดเจนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมนานหลายเดือนนั้นเป็นผลพวงจากการบริหารจัดการของรัฐบาลก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลับถูกโยนความผิดมาให้รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานไม่นาน

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารได้เพียงเดือนกว่า แต่ก็ได้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมทันที นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หลายจังหวัดด้วยตนเอง สั่งการระบายน้ำทุกลุ่มน้ำ ใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA แบบเรียลไทม์ และตั้งระบบประสานงานฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร็วที่สุด ซึ่งสะท้อนชัดว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ไม่ใช่นิ่งเฉยตามที่ถูกกล่าวหา

ท้ายที่สุด นายพลพีร์ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าจะพูดเรื่องความรับผิดชอบ ต้องดูไทม์ไลน์ตามข้อเท็จจริงว่าก่อนจะถึงวันนี้ ใครเป็นรัฐบาล ใครเพิ่งเข้ามา และใครอยู่มาก่อนตั้งนาน พร้อมย้ำว่าการโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงเช่นนี้  ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน และยิ่งทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมล่าช้าเพราะต้องมานั่งตอบโต้เรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตั้งแต่แรก

“มาบอกว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้ประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปีท่านไม่ได้ศึกษามาเลยหรือว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาทำงานได้ประมาณเดือนครึ่งเท่านั้น แล้วก่อนหน้านี้ รัฐบาลไหนดู ใครเป็นนายกฯ มาจากพรรคไหน แล้วพรรคไหน ขึ้นชื่อเรื่องปล่อยประชาชนจมน้ำ ปี 2554 ผมยังจำภาพนั้นได้ดี จะบอกว่าเราปล่อยประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านก็ต้องรับไปเต็มๆ ด้วย วันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อน จะวิจารณ์ ท่านต้องตั้งสติ หนึ่งนิ้วที่ท่านชี้โทษคนอื่น ยังมีอีก 4 นิ้ว ที่มันย้อนชี้ไปที่ท่าน แล้ว คนเป็นถึง ดร.ต้องรอบคอบ อย่าเปิดช่องให้ถูกสวนน็อกได้ง่ายๆ รัฐบาลชุดนี้ก็ตั้งใจทำงานมาก เรารู้ว่าเรามีเวลาน้อยเราก็ดูแลงานของเราอย่างเต็มที่ ล่าสุด ท่านนายกฯ ก็ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทองและก่อนหน้านนั้น ช่วงเดือนกันยายน ที่นายกฯ ยังไม่มีอำนาจเต็ม ท่านก็ลงพื้นที่มาแล้ว นี่คือความพยายาม ทั้งในการแก้ปัญหา และไปให้ กำลังใจประชาชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้าน”

‘โฆษกรัฐบาล’โต้’กัมพูชา’เผยแพร่ข่าวปลอม ชี้บิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์

'โฆษกรัฐบาล'โต้'กัมพูชา'เผยแพร่ข่าวปลอม ชี้บิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์

‘โฆษกรัฐบาล’โต้’กัมพูชา’เผยแพร่ข่าวปลอม ชี้บิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.31 น.

“โฆษกรัฐบาล”โต้”กัมพูชา”เผยแพร่ข่าวปลอม ชี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างสถานการณ์ พร้อมยืนยันไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ โปร่งใส และคุ้มครองประชาชนอย่างสูงสุด

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเหตุทุ่นระเบิดและเหตุยิงปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมยืนยันว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาทั้งหมดเป็นการบิดเบือน สร้างภาพ และไร้หลักฐานรองรับ โดยรัฐบาลไทยได้ดำเนินการทางการทูตและทางทหารอย่างครบถ้วน โปร่งใส และสอดคล้องตามกติกาสากลทุกประการ

โฆษกรัฐบาล ระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ปล่อยข่าวเท็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงยิงใส่พลเรือน และวางทุ่นระเบิดเอง ทั้งที่หลักฐานข้อเท็จจริงในพื้นที่ และการตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่ ชี้ชัดว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย”

1.กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด : ยืนยันเป็นทุ่น PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาวางใหม่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอ้างถึงข้อมูลจากกองทัพบกว่า การตรวจสอบพื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ พบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่กองทัพกัมพูชาเคยใช้ และพบว่ามี การวางใหม่ในพื้นที่ โดยในบริเวณใกล้เคียงยังพบทุ่นอีก 3 ทุ่น และมีรายงานว่าในพื้นที่อื่นๆ มีทุ่นชนิดเดียวกันปรากฏเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังพบการตัดลวดหนาม ก่อนพบเหตุทุ่นระเบิด สอดคล้องกับที่มีกำลังพลกัมพูชาลักลอบเข้ามาในเขตไทย ดังนั้น การกล่าวหาว่า “ไทยวางทุ่นเองและทหารไทยเหยียบเอง” เป็นข้อกล่าวหาที่ ไม่มีมูลและไร้ความรับผิดชอบ

2.กรณีกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อนที่บ้านหนองหญ้าแก้ว : ไทยได้ตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง

โดยข้อมูลอ้างอิงจากโฆษกกองทัพบก ได้ยืนยันว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ฝ่ายกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทยก่อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้อง ยิงตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง เพื่อป้องกันตนเองและประชาชนไทย โดยตำแหน่งทิศทางการยิงและมุมกระสุนชี้ชัดว่า กองทัพไทยไม่ได้มุ่งยิงไปยังพลเรือน การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าพลเรือนตนได้รับผลกระทบ จึงสะท้อนว่ากัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ และผสมกำลังทหารกับประชาชนในพื้นที่อย่างไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนของตัวเองแม้แต่น้อย

3.การนำภาพศพประชาชนที่เสียชีวิตด้วยโรคไปบิดเบือนเป็น “ศพเชลยศึก”

ขอชี้แจงว่า ภาพที่กัมพูชานำไปบิดเบือนเป็น “ศพเชลยศึกถูกส่งคืน” แท้จริงคือ ประชาชนกัมพูชาที่เสียชีวิตด้วย โรคประจำตัวในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ที่ญาติได้ประสานทางการไทยเพื่อขอส่งศพกลับ และไทยได้อำนวยความสะดวก ตามหลักมนุษยธรรม แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนำภาพดังกล่าวไปสร้างข่าวปลอมอย่างไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เสียชีวิตและครอบครัว

โฆษกรัฐบาล ยังเน้นย้ำว่า ไทยทำงานรวดเร็ว ครบถ้วน มีการประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม “ไม่เคยล่าช้า” ทั้งการประท้วงผ่านช่องทางทางการทูต ผ่านรัฐบาลญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Ottawa Convention) และการส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงและการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศของกัมพูชา รวมถึงการจัดการบรรยายชี้แจงข้อเท็จจริงแก่คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศในไทยทันที

ขณะที่กระทรวงกลาโหม กองทัพ และฝ่ายปกครอง ได้เร่งการพิสูจน์หลักฐาน ควบคุมสถานการณ์ และการดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดเกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า ไทยยึดมั่นสันติภาพ แต่จะไม่ยอมให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริง ไทยพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะและนานาชาติทุกกรณี

‘โฆษกเพื่อไทย’โต้‘โรม’ ย้ำผลงาน‘อนุทิน’ผิดพลาด ถามกลับ!เพียงพอ‘ซักฟอก’ได้หรือยัง?

‘โฆษกเพื่อไทย’โต้‘โรม’ ย้ำผลงาน‘อนุทิน’ผิดพลาด ถามกลับ!เพียงพอ‘ซักฟอก’ได้หรือยัง?

‘โฆษกเพื่อไทย’โต้‘โรม’ ย้ำผลงาน‘อนุทิน’ผิดพลาด ถามกลับ!เพียงพอ‘ซักฟอก’ได้หรือยัง?

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.20 น.

“โฆษกเพื่อไทย”โต้”โรม” ย้ำผลงาน”อนุทิน”ผิดพลาด ทั้งคอลเซนเตอร์-สแกมเมอร์ แถมพูดเรื่องรุกล้ำอธิปไตย ถามกลับ!ผิดพลาดขนาดนี้ เพียงพอให้”อภิปรายไม่ไว้วางใจ”ได้แล้วหรือยัง?

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เห็นด้วยกับท่าน สส.ครับ ต้องถามว่าทางพรรคท่านเห็นด้วยหรือเปล่า ว่าการบริหารงานของรัฐบาลมีความผิดพลาดเพียงพอสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือยัง

นอกจากเรื่องนี้ที่แสดงให้เห็นว่าผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์และความจริงใจในการแก้ปัญหาเรื่องคอลเซนเตอร์และสแกมเมอร์ ยังมีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีไปพูดเรื่องการรุกล้ำอธิปไตยอีก

ท่านทราบไหมครับว่า เมื่อปี 2472 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปเขาพระวิหาร มีการถ่ายรูปพร้อมธงชาติฝรั่งเศสติดอยู่ในพื้นหลัง 30 ปีต่อมาในปี 2505 รูปถ่ายนี้ถูกเอามาใช้เป็นหลักฐานในศาลโลก ทำให้เราสูญเสียพื้นที่เขาพระวิหารไป

คราวนี้นายกฯ ของเราไปพูดยอมรับเลยว่ามีการรุกล้ำ ผมคิดว่าตอนนี้ทางฝั่งกัมพูชาก็เอาข้อมูลหลักฐานชิ้นนี้ มาเป็นจุดในการดึงเราขึ้นศาลโลก จะเห็นได้จากการนำเรื่องการโจมตีพลเรือนมาบังหน้า และพรรครัฐบาลยังมีความพยายามที่จะยกเลิก MOU 43 , 44 ที่เป็นกรอบให้มีการเจรจากันระหว่าง 2 ประเทศโดยที่ไม่ต้องมีมือที่สามมาเกี่ยวข้อง ใครจะมายืนยันว่าคำพูดของนายกฯ จะไม่ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนไปอีก

ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของ สภานิติบัญญัติที่ต้องยืนยันให้โลกรู้ เป็นหลักฐานให้ชัดแจ้ง ว่าเราไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของนายกฯคนนี้ เรื่องคนไทยไปรุกล้ำอธิปไตยของประเทศข้างเคียงและสภานิติบัญญัติในฐานะตัวแทนของประชาชนคนไทยไม่สามารถจะมอบความไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีคนนี้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ครับ

กกต.ส่งหนังสือเตือนพรรคการเมือง 5 ประเด็น เกี่ยวกับการเตรียมเลือกตั้ง สส.

กกต.ส่งหนังสือเตือนพรรคการเมือง 5 ประเด็น เกี่ยวกับการเตรียมเลือกตั้ง สส.

กกต.ส่งหนังสือเตือนพรรคการเมือง 5 ประเด็น เกี่ยวกับการเตรียมเลือกตั้ง สส.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.17 น.

ประธาน กกต.ส่งหนังสือเตือนพรรคการเมือง 5 ประเด็น เกี่ยวกับการเตรียมเลือกตั้ง สส. ทั้งการหาสมาชิก-การตั้งสาขา-ตัวแทนประจำจังหวัด-การทำไพรมารีโหวต-นโยบายหาเสียง ย้ำยึดกฎหมายเคร่งครัด ละเลยโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ เพิกถอนสิทธิ

เมื่อวันที่ 13 พฤสจิกายน 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง มอบหมายให้สำนักงาน กกต.มีหนังสือกำชับไปยังพรรคการเมือง เกี่ยวกับการดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ใน 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1.การหาสมาชิกพรรคการเมือง ต้องให้เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมืองและข้อบังคับของพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิก เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะที่เป็นสมาชิก หากพรรคการเมืองใดกระทำการดังกล่าวจะเป็นเหตุให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบได้ นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองใดแอบอ้างว่าผู้ใดสมัครเป็นสมาชิกโดยผู้นั้นไม่รู้เห็นหรือไม่สมัครใจ หรือนายทะเบียน สมาชิกจัดทำทะเบียนสมาชิกอันเป็นเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 25 ประกอบมาตรา 107 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

2.การจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองและประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด พ.ศ.2566 โดยต้องแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ดังกล่าว ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากไม่ปฏิบัติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

3.การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคการเมืองอย่างกว้างขวาง และเป็นไปตามมาตรา 49 มาตรา 50 และมาตรา 51 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดประชุมสมาชิกพรรค การเมืองเพื่อรับฟังความคิดเห็น การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 หากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี และหัวหน้าพรรคการเมืองผู้ใดออกหนังสือรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี

4.การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พรรคต้องดำเนินการตามมาตรา 57 พ.ร.ป.ว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงินการประกาศโฆษณา นโยบายนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการ (1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ (2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (3) ผลกระทบและความเสียงในการดำเนินนโยบาย โดยให้พรรคการเมืองคำนึงถึงความเห็นของสาขาพรรคการ
เมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดด้วย หากไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

5.การควบคุมและกำกับดูแลสมาชิกพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหารพรรค และกรรมการบริหารพรรค มีหน้าที่ตามมาตรา 22 พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการควบคุมและกำกับดูแล มิให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง กระทำการในลักษณะที่อาจทำให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ ตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการ หากคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จะเป็นเหตุให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และห้ามมิให้กรรมการบริหารพรรค การเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุดังกล่าว ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองจนกว่าจะพ้นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง และห้ามกระทำการอันมีลักษณะเป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และมีให้มีส่วนร่วมในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือตำแหน่งอื่น หรือการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดย กกต.มุ่งหวังให้ทุกพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พรรคการเมืองทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

– 006

‘กมธ.ป.ป.ช.’ตื้อ‘นฤมล’ ร่วมถกปมจ้างพิมพ์‘แบบเรียนพันล้าน’ จี้ฟันมือปั้นทีโออาร์ผิด กม.จัดซื้อฯ

‘กมธ.ป.ป.ช.’ตื้อ‘นฤมล’ ร่วมถกปมจ้างพิมพ์‘แบบเรียนพันล้าน’ จี้ฟันมือปั้นทีโออาร์ผิด กม.จัดซื้อฯ

‘กมธ.ป.ป.ช.’ตื้อ‘นฤมล’ ร่วมถกปมจ้างพิมพ์‘แบบเรียนพันล้าน’ จี้ฟันมือปั้นทีโออาร์ผิด กม.จัดซื้อฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.49 น.

“ปรีติ เจริญศิลป์”รองประธาน กมธ.ป.ป.ช.สภาฯ เซ็ง “นฤมล”ไม่มาตามคำเชิญ หวังช่วยงัดเอกสารหลักฐาน ที่องค์การค้าฯยื้อไม่ยอมคาย จวกส่งตัวแทนมาแจง กมธ.หลายหน แต่เคลียร์คัตไม่ได้หลายเรื่อง ยังไม่ท้อร่อน จม.เชิญ”ครูแหม่ม”อีกรอบ ล็อคคิวล่วงหน้า 3 สัปดาห์ เชื่อหาเวลามาได้ แจงเชิญเฉยๆ ไม่ได้ใช้อำนาจ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ เห็นใจเพิ่งมาคุม ศธ.บางเรื่องอาจยังไม่ลึกซึ้ง แถมเจอลวดลาย ขรก.อาจมีซุกข้อมูลสำคัญ ถามมีแนวทางลากคอคนปั้นทีโออาร์ขัด กม.อย่างไร

วันนี้ (13 พ.ย.68) นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ที่มี นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานในการประชุม เมื่อวันที่ 12 พ.ย.68 ว่า น่าเสียดายที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ไม่ได้มาร่วมประชุมตามคำเชิญของ กมธ.ฯ ที่มีวาระการติดตามตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะโครงการจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่องค์การค้าฯ เป็นผู้ดำเนินการในทุกๆ ปีการศึกษา แต่ละปีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ข้อครหา และข้อร้องเรียน ที่ส่งมายัง กมธ.ฯ และหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ องค์การค้าฯ ก็กำลังเริ่มดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของปีการศึกษา 2569 วงเงินงบประมาณ 1,010 ล้านบาท น่าจะเป็นโอกาสที่ กมธ.ฯ จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และฝากข้อห่วงใยให้กับ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) สกสค.โดยตรง เนื่องจากโครงการนี้มักมีประเด็นข้อครหาทุกปีการศึกษา

“เชื่อว่าท่านรัฐมนตรีคงติดภารกิจจริงๆ เพราะที่ กมธ.ฯ เรียนเชิญมาร่วมประชุมนั้น ก็ไม่ได้เป็นลักษณะการตรวจสอบ แต่อยากให้ รมว.ศึกษาธิการ นำข้อมูล หรือชี้แจงในบางประเด็นที่ยังไม่ได้คำตอบ หรือเอกสารอ้างอิงจากทาง ผู้แทนองค์การค้าฯ ที่เคยรับปาก กมธ.ฯไว้ แต่ยังไม่ได้ส่งมา รวมทั้งถือโอกาสฝากข้อคิดเห็น และข้อห่วงใย เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีนำไปกำกับดูแลให้การผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาฯ ทั้งปีการศึกษาหน้า และต่อๆไป ให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ” นายปรีติ ระบุ

นายปรีติ กล่าวด้วยว่า กรณีการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ องค์การค้าฯ มีการนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กมธ.ฯ หลายครั้ง ซึ่งก็มี ผู้แทนองค์การค้าฯ ผลัดเปลี่ยนเข้ามาชี้แจงในที่ประชุม กมธ.ฯ แต่ก็ยังมีหลายประเด็นที่ ผู้แทนองค์การค้าฯ ไม่สามารถชี้แจงให้ กมธ.สิ้นสงสัยได้ หลายๆ เรื่องก็ขอกลับไปค้นข้อมูลเพื่อนำส่งเป็นเอกสาร แต่ก็ยังส่งมาให้ไม่ครบ ราวกับมีเรื่องปิดบังซ่อนเร้น กลับไปเป็นแดนสนธยาเหมือนในอดีต จน กมธ.ฯ ต้องไปสืบค้นขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นแทน อย่างกรณีค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนของ สพฐ. ที่เพิ่งพบว่า องค์การค้าฯ ค้างจ่ายมากว่า 10 ปี ยอดรวมกว่า 219 ล้านบาท ที่น่าตกใจคือ 2 หน่วยงานไม่ได้ทำสัญญาข้อตกลงระหว่างกัน ทั้งที่มีกำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาฯ รวมทั้งยังได้ข้อมูลมาว่าตลอดเกือบ 10 ปีมานี้ ทาง สพฐ.ก็ไม่มีการทวงถามเป็นกิจลักษณะ ส่วน องค์การค้าฯ เองก็ไม่แจ้งผลัดผ่อนการชำระหนี้เหมือน ต่างจากค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ องค์การค้าฯ ชำระครบถ้วนทุกๆปี ทั้งที่อ้างอิงระเบียบกระทรวงศึกษาฉบับเดียวกัน กรณีเช่นนี้จะดำเนินการอย่างไร

นายปรีติ กล่าวอีกว่า หรือการที่ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้วินิจฉัยว่า การกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) ของโครงการฯ ปีการศึกษา 2567 และปีการศึกษา 2568 ขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 (พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ) มีลักษณะกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งเมื่อมีการแจ้งผลพิจารณาให้แก่ทาง สกสค. รับทราบเพื่อดำเนินการต่อไปมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการร่างทีโออาร์ที่เนื้อหาขัดต่อกฎหมาย ตลอดจนไล่ตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้าราชการ และเอกชน เพราะหลายข้อบ่งชี้ทำให้เชื่อได้ว่า อาจมีลักษณะเข้าข่ายการทุจริตเป็นขบวนการ เชื่อว่าหลายๆข้อมูลที่ กมธ.ฯ ได้มาจากแหล่งอื่น เป็นข้อมูลที่ รมว.ศึกษาธิการ อาจจะไม่ได้รับรายงานที่ครบถ้วนจากข้าราชการ ที่อาจจะตกหล่นโดยพลั้งเผลอ หรือตั้งใจให้ตกหล่น เพราะหาก รมว.ศึกษาธิการ มีข้อมูลชุดเดียวกับ กมธ.ฯ คงอยู่เฉยไม่ได้แน่นอน

“เพื่อประโยชน์ต่อวงการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และน้องๆ นักเรียนอนาคตของชาติ ในการผลักดันโครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569 และปีต่อๆ ไป มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่คุณภาพแบบเรียน และงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป กมธ.ฯจึงมีมติเชิญ รัฐมนตรีนฤมล ร่วมการประชุม กมธ.ฯ อีกครั้ง ในวันที่ 3 ธ.ค.68 นี้ เพื่อเรียกข้อมูลจากหน่วยงานมาชี้แจงต่อ กมธ.พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น รวมถึงข้อห่วงใยจาก กมธ.ฯ ไปปรับจูนโครงการฯ ให้ถูกต้องชอบธรรม ตั้งแต่ต้นจนจบ” นายปรีติ กล่าว

นายปรีติ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าการทำหนังสือเชิญ รมว.ศึกษาธิการ ครั้งนี้เป็นเพียงการเชิญมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่การเชิญมาเพื่อตรวจสอบ จึงไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568 แต่อย่างใด เพราะแง่หนึ่งก็ต้องเห็นใจ นางนฤมล ที่เพิ่งเข้ามาเป็น รมว.ศึกษาธิการ แล้วต้องมาเจอกับปัญหาเรื้อรังเช่นนี้ ซึ่ง กมธ.ฯเองก็มีความปรารถนาที่ช่วยให้ นางนฤมล ทำงานง่ายขึ้น หรือไม่เข้าใจผิดรับข้อมูลจากรายงานของหน่วยงานด้านเดียว โดยการออกหนังสือเชิญล่วงหน้าถึง 3 สัปดาห์ หากไม่มีเหตุฉุกเฉิน ก็เชื่อว่าทางรัฐมนตรีจะสามารถจัดสรรเวลาให้กับ กมธ.ฯ ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ในหนังสือฉบับเดียวกันนี้ก็ได้ระบุถึงประเด็นที่จะสอบถาม อาทิ แนวนโยบายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าฯ และแนวทางดำเนินการตามผลพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง เป็นต้น พร้อมทั้งแนบรายงานการติดตามตรวจสอบองค์การค้าฯ ที่ผ่านมาของ กมธ.ป.ป.ช.ไปเป็นข้อมูลด้วย เพื่อที่ รมว.ศึกษาธิการ จะสามารถเรียกข้อมูลมาประกอบการชี้แจงได้อย่างตรงประเด็น และส่งเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อนที่จะมาร่วมประชุมหารือด้วยตัวเอง น่าจะเป็นหนทางในการร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงการผลิตแบบเรียน ดีกว่าการส่งข้าราชการที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องมาเป็นผู้ชี้แจงแทน เพราะค่อนข้างมีข้อจำกัดในการตอบคำถามที่อาจไปล้ำเส้นหน้าที่รับผิดชอบของผู้อื่น

“ส่วนการที่ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานบอร์ด สกสค.ให้นโยบายในการเชิญหน่วยงานตรวจสอบ อาทิ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ), สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) รวมถึงองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ACT) ร่วมสังเกตการณ์กระบวนการโครงการจ้างผลิตแบบเรียนของปี 2569 ก็บ่งชี้ว่า อาจารย์นฤมลท รับทราบถึงปัญหา แตืส่วนตัวยังเห็นว่า จะอัญเชิญอรหันต์ที่ไหนมานั่งจับผิด อาจไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะหาก องค์การค้าฯ ตรงไปตรงมาตามหลักการ และระเบียบ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ยึดถือการประมูล E-Bidding อย่างเคร่งครัด ไม่คิดหาวิธีพิสดารมายกเลิกประกาศประกวดราคา เพื่อที่จะเปลี่ยนไปใช้วิธีการคัดเลือก ซึ่งโปร่งใสน้อยกว่า เพียงเท่านี้ก็คงไม่จำเป็นต้องไปรบกวนหน่วยงานอื่นต้องมาคอยจับผิดเช่นนี้” นายปรีติ ระบุ

‘สุดารัตน์’ควง’ลูกสาว’ เปิดตัวผู้สมัครภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง

'สุดารัตน์'ควง'ลูกสาว' เปิดตัวผู้สมัครภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง

‘สุดารัตน์’ควง’ลูกสาว’ เปิดตัวผู้สมัครภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

“สุดารัตน์” ควง “ลูกสาว”เปิดตัวผู้สมัครภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง ย้ำทำการเมืองสุจริต ย้ำเดินหน้า 5 มาตรการปราบโกงจริงจัง ล้างบาง “คนเลว” ภายใน 6 เดือน 

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดอุดรธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยคุณยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ (จินนี่) และคณะทำงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมประกาศความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำเจตจำนงทางการเมืองของพรรคไทยสร้างไทยว่า พรรคมีความมุ่งมั่นในการ “สร้างการเมืองสุจริต” และจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการปราบปรามการทุจริตทุกระดับ โดยประกาศต่อหน้าพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ

“ดิฉันไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครโกง คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่เดียวที่อยู่ได้คือ ‘คุก’ พรรคไทยสร้างไทยขอให้สัญญาประชาคมว่า เราจะยืนหยัดต่อสู้กับคนเลว ด้วยความกล้าหาญและจริงจัง”

คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้ประกาศเจตนารมณ์สำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการ “ปราบโกง” และสร้างระบบธรรมาภิบาลใหม่ของประเทศ ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ โดยพรรคไทยสร้างไทยเดินหน้าอย่างจริงจังในการ “ปราบทุจริต” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต โดยมี 5 มาตรการสำคัญดังนี้

1. เพิ่มโทษประหารชีวิต แก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์

2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน สามารถเสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้

3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เสมือน “สภาประชาชน” ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็นคณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม ให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้

4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน

5. ลดขนาดของระบบราชการ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ

ในการลงพื้นที่ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้เปิดตัว ดร.บุญบารมี ราตรีวงค์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 จังหวัดอุดรธานี ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ “วนเกษตรทุ่งฝน” เพื่อส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันเป็นพลังในการปราบโกง และขจัด “ทุนดำ” ที่กำลังกลืนกินประเทศอยู่ในขณะนี้ โดยเชิญชวนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เพื่อร่วมเดินหน้าทำงาน สานต่ออุดมการณ์การเมืองสุจริต และเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส

‘เอม-สามี’เผย’ทักษิณ’สดชื่นขึ้น! ติดใจ’โยคะผู้สูงอายุ’คลายปวดเมื่อย-หลับสบาย

'เอม-สามี'เผย'ทักษิณ'สดชื่นขึ้น! ติดใจ'โยคะผู้สูงอายุ'คลายปวดเมื่อย-หลับสบาย

‘เอม-สามี’เผย’ทักษิณ’สดชื่นขึ้น! ติดใจ’โยคะผู้สูงอายุ’คลายปวดเมื่อย-หลับสบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

“เอม-สามี” และสามีอิ๊งค์ เยี่ยม “ทักษิณ” เผยพ่อชื่นชอบคลาสโยคะผู้สูงอายุ ได้คลายอาการปวดเมื่อย สีหน้าสดชื่นขึ้น โดยรวมทั้งมีกำลังใจและจิตตก เตรียมฝากเสื้อกันหนาวให้คุณพ่อสวมใส่ใกล้ช่วงหน้าหนาว 

13 พ.ย.68 เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ภายหลังจากที่ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ ชินวัตร นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ทั้งหมดได้เดินออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนและคนเสื้อแดงที่ร่วมให้กำลังใจ

โดยนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา เปิดเผยว่า วันนี้จากการพูดคุยพบว่าสุขภาพโดยรวมของคุณพ่อมีการปรับตัวได้ มีขึ้นมีลง ซึ่งก็อาจมีเบื่อ ๆ บ้าง แต่ท่านยังปรับตัวได้ดี และหลับสบาย สดชื่นมากขึ้น ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดประเทศไทยในตอนนี้นั้น เราได้คุยกันเรื่องนี้ ซึ่งคุณพ่อก็เป็นห่วงประชาชน ห่วงในสถานการณ์โดยรวมทั้งหมด

ด้าน น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ เผยว่า เมื่อสักครู่ได้คุยกับคุณพ่อ ท่านแจ้งว่าต้องรีบไปเข้าคลาสโยคะของผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยได้เยอะ ดีตรงได้ยืดกล้ามเนื้อ ทำให้คุณพ่อนอนสบายขึ้น ส่วนในเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม และมีคนไทยประสบภัยเดือดร้อนนั้น เราก็ได้แจ้งคุณพ่อว่าได้เตรียมการที่จะนำมูลนิธิฯ เข้าไปช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย คุณพ่อก็รับทราบ ทั้งนี้ ช่วงสิ้นปีก็ใกล้หน้าหนาวแล้ว ก็เป็นความคิดที่ดีที่จะได้หาเสื้อกันหนาวไว้ฝากให้คุณพ่อด้วย ส่วนเรื่องการช่วยสอนหนังสือให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์รายอื่นในเรือนจำฯ นั้น ตอนนี้คุณพ่อยังไม่ได้มีส่วนในเรื่องนี้ มีเพียงแค่ต้องเข้าคลาสโยคะครั้งถึงสองครั้ง ทั้งนี้ อาการของคุณพ่อและสภาพจิตใจก็มีขึ้นมีลงตามปกติ มีทั้งช่วงที่มีกำลังใจและช่วงที่จิตตกเป็นธรรมดา แต่ทุกครั้งที่เรามาเยี่ยมคุณพ่อ เราอาจไม่ได้สื่อสารทุกครั้ง เพราะตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติม เรามีแต่รอกับรอ รอให้เวลาผ่านไป จึงขอขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจ เพราะเราเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ คุณพ่อก็เป็นกำลังใจให้เราที่อยู่ข้างนอกเหมือนกัน

ขณะที่ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร ระบุสั้น ๆ ว่า อาการที่คุณพ่อปวดเมื่อยก็ดีขึ้น และท่านก็ดูจะชื่นชอบการได้โยคะยืดเส้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังให้สัมภาษณ์เสร็จสมาชิกครอบครัวทั้งหมดได้ร่วมพูดคุยให้กำลังใจกับกลุ่มคนเสื้อแดงและถามไถ่เรื่องสุขภาพ ขอให้ดูแลรักษาสุขภาพกันด้วย พร้อมยกมือไหว้กล่าวขอบคุณที่คนเสื้อแดงยังคอยเดินทางมาต้อนรับให้กำลังใจกันเสมอ รวมถึงได้ร่วมบันทึกภาพก่อนจะเดินทางกลับ

ทบ.แฉ ‘เขมร’ ประโคมข่าวเท็จ ใช้หน่วยงานรัฐ-สื่อ-ประชาชน ใส่ร้ายไทย

ทบ.แฉ 'เขมร' ประโคมข่าวเท็จ ใช้หน่วยงานรัฐ-สื่อ-ประชาชน ใส่ร้ายไทย

ทบ.แฉ ‘เขมร’ ประโคมข่าวเท็จ ใช้หน่วยงานรัฐ-สื่อ-ประชาชน ใส่ร้ายไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.17 น.

ทบ. แฉ กัมพูชา ใช้ หน่วยงานรัฐ-สื่อ -ประชาชน ประโคมข่าวเท็จ ทำกันเป็นระบบ ใส่ร้ายไทย อย่างน่าละอาย  

13 พ.ย.68 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ปัจจุบันได้มีความตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาเข้ามาลักลอบวางไว้ อันถือเป็นการละเมิดต่อปฏิญญาร่วมและแสดงความเป็นปรปักษ์ จนนำไปสู่การที่รัฐบาลไทยมีมติระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วม (Joint Declaration) และชะลอการส่งตัวเชลยศึก 

รวมทั้งสถานการณ์เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.68) ที่พบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้การสร้างสถานการณ์ ให้กำลังทหารเปิดฉากยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยในบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จนฝ่ายไทยต้องตอบโต้สถานการณ์ตามกฎการใช้กำลัง เพื่อป้องกันตนเองและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนชาวไทย ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ ฝ่ายกัมพูชาได้มีการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารสร้างข่าวบิดเบือนอย่างกว้างขวาง โดยกล่าวหาว่าไทยได้เปิดฉากยิงพลเรือนกัมพูชา และเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ไทยปล่อยตัวเชลยศึกในทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข  

จากสถานการณ์ดังกล่าว โฆษกกองทัพบก ระบุว่า แม้กัมพูชาจะพยายามสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายไทยเป็นผู้ละเมิดต่อข้อตกลง และสร้างภาพว่าเป็นเหยื่อของการกระทำของฝ่ายไทย โดยกล่าวหาฝ่ายไทยว่าทำการยิงไปยังประชาชนกัมพูชา รวมถึงได้กล่าวหาอย่างร้ายแรงว่ากำลังพลของไทยได้เหยียบทุ่นระเบิดที่ฝ่ายไทยเป็นผู้วางไว้เอง ซึ่งหากพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดล้วนปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริง แต่ใช้วิธีการสร้างและประโคมข่าวเท็จอย่างเป็นระบบ ทั้งในส่วนราชการ, สื่อภายในประเทศ รวมทั้งประชาชนของกัมพูชา ทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดเป็นวงกว้าง

โดยกองทัพบกขอชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สาธารณชนได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

กรณีการตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 บริเวณห้วยตามาเรีย และกัมพูชาได้กล่าวอ้างว่าทหารไทยได้เหยียบทุ่นระเบิดที่วางไว้เองนั้น ฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจน จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ซึ่งพบว่าเป็นทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ที่วางใหม่ และในบริเวณใกล้เคียงยังพบทุ่นระเบิดอีก 3 ทุ่น อีกด้วย สอดคล้องกับข้อมูลเดิมที่มีการรายงานว่าทหารกัมพูชาได้ลักลอบเข้ามาตัดลวดหนามที่ไทยได้วางไว้ ก่อนจะพบการวางทุ่นระเบิดดังกล่าว รวมถึงพบการรายงานในพื้นที่อื่นๆ ว่ามีการพบทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ด้วยเช่นกัน

กรณีเหตุการณ์ที่กัมพูชาเปิดฉากเข้ามายังบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จนทำให้กองกำลังบูรพามีความจำเป็นต้องยิงตอบโต้ เพื่อแจ้งเตือนและป้องกันตนเองจากการคุกคามที่เกิดขึ้น และหลังจากเกิดเหตุกัมพูชาได้สร้างข้อมูลบิดเบือนว่า ฝ่ายไทยยิงใส่พลเรือนกัมพูชาจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าการปฏิบัติของฝ่ายไทย 12 ก.ย.68 เป็นการตอบโต้ตามสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลัง ซึ่งการยิงของทหารไทยสอดคล้องกับทิศทางการยิงของทหารกัมพูชา ไม่ได้มีเป้าหมายกระทำต่อพลเรือนแต่อย่างใด ดังนั้นหากกัมพูชากล่าวอ้างว่ามีพลเรือนของตนได้รับผลกระทบ แสดงว่ากัมพูชาได้ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ใช้กำลังทหารเข้าปะปนในกลุ่มประชาชนของตน โดยไม่สนใจในผลกระทบที่อาจจะเกิด

ส่วนกรณีการกล่าวอ้างและสร้างข้อมูลบิดเบือน นำภาพการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายศพประชาชนชาวกัมพูชาข้ามผ่านชายแดน ซึ่งเป็นการเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวที่โรงพยาบาลใน กทม. และญาติผู้เสียชีวิตได้ประสานผ่านทางการไทย และไทยได้อำนวยความสะดวกด้านการส่งกลับตามหลักมนุษยธรรม แต่ทางกัมพูชานำภาพไปใช้ประกอบการสร้างข่าวเท็จว่าไทยได้ส่งศพเชลยศึกเสียชีวิตกลับประเทศ ซึ่งสิ่งนี้แสดงอย่างชัดเจนว่ากัมพูชาเพิกเฉยต่อเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ และหลักความเป็นมนุษยธรรม นำชีวิตของประชาชนประเทศตนมาเป็นช่องทางในการสร้างข่าวเท็จอย่างน่าละอาย

‘สว.สำรอง’มองบวก! พยานบางรายในคดี‘ฮั้ว สว.-ฟอกเงิน’กลับคำให้การ

‘สว.สำรอง’มองบวก! พยานบางรายในคดี‘ฮั้ว สว.-ฟอกเงิน’กลับคำให้การ

‘สว.สำรอง’มองบวก! พยานบางรายในคดี‘ฮั้ว สว.-ฟอกเงิน’กลับคำให้การ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.06 น.

“สว.สำรอง”มองบวก! พยานบางรายในคดี”ฮั้ว สว.-ฟอกเงิน”กลับคำให้การ ไร้กระทบคดี เป็นคนละส่วนกัน เผยคืบหน้าฟ้องเอาผิด”กกต.-เลขาฯ”ศาลอาญาคดีทุจริตฯในชั้นตรวจฟ้องรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปมคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ต่อมา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญา ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กับ นายอิทธิพร บุญประคอง กกต.กับพวกรวม 8 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น.ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดฟังคำสั่งผลคดี ผลปรากฏว่า ในชั้นตรวจฟ้อง ศาลได้รับคดีของโจทก์ไว้พิจารณา โดยให้โจทก์แก้ไขเนื้อหาฟ้องที่บกพร่องบางประการ โดยให้โจทก์จัดทำบัญชีพยานชี้ช่องและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี เพื่อประกอบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อไป

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ตนได้ยื่นฟ้อง นายอิทธิพร บุญประคอง กับพวกรวม 8 คน พ่วง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.แบ่งเป็นการกระทำความผิดร่วมกัน 2 กรรม กรรมแรก ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมสำนวนคดีและไม่ดำเนินการสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด ตามอำนาจหน้าที่ โดยประวิง เวลา โยกโย้ ไม่รับสำนวนคดี ทำให้คดีล่าช้าเกินควร ส่วนอีกกรรมหนึ่ง เป็นการสร้างขั้นตอนยุ่งยาก เพื่อประวิงเวลา ดึงสำนวน โดยตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ซึ่งเป็นบริวารของ กกต.ทั้ง 7 โดยที่มีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 1 ถึง ชุดที่ 35 อยู่แล้ว แต่ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ไร้ขอบเขต เพื่อประโยชน์ให้แก่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งปล่อยให้สำนวนคดีที่เป็นความลับหลุดออกมา

ส่วน กกต.ที่ถูกฟ้อง เป็นการทำหน้าที่ ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน โดย นายแสวง บุญมี ต้องถูกฟ้องด้วย เพราะมีส่วนร่วมในการประวิงเวลา โยกโย้ สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น ส่วน กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ที่เป็นบริวาร ตนเล็งฟ้องอยู่ เพราะเป็นเครื่องมือในการไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวน

“ตนขอเรียนกับพี่น้องประชาชนว่า คดีนี้ คดีฮั้ว สว.ที่ตนยื่นฟ้องกับประธาน กกต.และ กกต.รวมทั้งเลขาธิการ กกต.ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นคดีที่สองในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเปรียบเทียบกับ กกต.ในอดีต อย่าง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. , นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต.ที่ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี” นายอัครวัฒน์ กล่าวและว่า ตนต้องขอบคุณคณะผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ตนและคณะ ที่ยึดมั่น ความยุติธรรม เที่ยงตรง ปราศจากอคติทั้งปวง ในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ที่รับคดีไว้พิจารณาไต่สวนมูลฟ้อง

ทั้งนี้ ตนมีพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ ที่จะเข้าสู่สำนวนจำนวนมาก โดยจะหมายเรียกพยานเอกสารในสำนวนคดี ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เข้ามาในสำนวนเพี่อให้ศาลตรวจสอบว่า กลุ่มจำเลยนี้ ได้กระทำอะไรไว้กับแผ่นดินไว้บ้าง จะเอาให้ติดคุกให้ได้ ตนเชื่อว่า พระสยามเทวาธิราชมีจริง คุ้มครองแผ่นดินประเทศไทย ไม่ให้กลุ่มพวกนี้ ใช้อำนาจโดยมิชอบ แถมกินเงินเดือนภาษีประชาชน ใครทำอะไรกับแผ่นดินไว้ ขอให้มีอันเป็นไป

ส่วนคดีที่กลุ่มสภาเที่ยงธรรม และ สว.สำรองบางท่าน ไปยื่นฟ้อง แต่ศาลไม่รับไว้พิจารณา เพราะไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่มีส่วนได้เสียกับคดีโดยตรง ตนไม่ขอออกความเห็น แต่แง่คดีแตกต่างจากคดีของตนที่ฟ้อง 2 กรรม เพราะการตั้งฟ้องในการบรรยายฟ้อง โดยตนเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี กกต.ประวิงคดี ทำให้ตนได้รับความเสียหาย

ส่วนที่มีกระแสข่าวล่าสุด มีพยานบุคคลบางปากในคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กลับคำให้การ เป็นคนละส่วนกันกับคดีที่ตนยื่นฟ้อง โดยพยานหลักฐานในคดีที่ กกต.สืบสวนและไต่สวน ชุด 26 พยานหลักฐานคนละส่วนกัน ไม่อาจมาหักล้างในคดีฮั้ว สว.ได้ ถือเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวนกับคดีที่ กกต.ไต่สวน ไม่มีผลกระทบเนื้อหาในคดี