‘ทบ.’ยกรายงานAOT ระบุชัดทหารไทยเหยียบ‘ทุ่นระเบิด’วางใหม่

‘ทบ.’ยกรายงานAOT ระบุชัดทหารไทยเหยียบ‘ทุ่นระเบิด’วางใหม่

‘ทบ.’ยกรายงานAOT ระบุชัดทหารไทยเหยียบ‘ทุ่นระเบิด’วางใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.31 น.

‘ทบ.’ยกรายงานAOT ระบุชัดทหารไทยเหยียบ‘ทุ่นระเบิด’วางใหม่ เผยสื่อเทศลงข่าว‘รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย’คลาดเคลื่อน ปัจจุบันแก้ข่าวแล้ว

14 พฤศจิกายน 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย ระบุว่า ทุ่นระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นทุ่นระเบิดเก่านั้น

ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เป็นการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดของสำนักข่าว Bernama จนทำให้สื่อไทยและสื่อกัมพูชา นำมาเสนอข่าวจนเกิด ความผิดพลาด ซึ่งปัจจุบันได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบจากเอกสารรายงานของ AOT ก็พบว่า มีการระบุว่าเป็น ทุ่นระเบิดที่วางใหม่ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์ผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องของการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน

‘มาเลเซีย’รายงานข่าว‘ทุ่นระเบิด’พลาด ‘กต.’ประสานชี้แจง-แถลงข้อเท็จจริงบ่ายสาม

‘มาเลเซีย’รายงานข่าว‘ทุ่นระเบิด’พลาด ‘กต.’ประสานชี้แจง-แถลงข้อเท็จจริงบ่ายสาม

‘มาเลเซีย’รายงานข่าว‘ทุ่นระเบิด’พลาด ‘กต.’ประสานชี้แจง-แถลงข้อเท็จจริงบ่ายสาม

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.22 น.

‘มาเลเซีย’รายงานข่าว‘ทุ่นระเบิด’พลาด ‘กต.’ประสานชี้แจง-แถลงข้อเท็จจริงบ่ายสาม   

14 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดการรายงานข่าวผิดพลาดของสื่อมาเลเซีย โดยเมื่อคืนนี้ สื่อมาเลเซียหลายราย มีการรายงานข่าวผิดพลาดระหว่างสื่อภาษามาเลเซียกับสื่อภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้ สื่อภาษามาเลเซีย ระบุว่า รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย แจ้งว่า ทุ่นระเบิดเป็นทุ่นใหม่ ในขณะที่สื่อภาษาอังกฤษ เขียนว่า ไม่น่าจะเป็นทุ่นใหม่ แต่สื่อกัมพูชา และสื่อไทยได้นำไปรายงานต่อแล้ว

ล่าสุดสื่อมาเลเซียที่รายงานข่าวผิดพลาด คือ Bernama ที่รายงานว่า “But the ASEAN observer teams in Thailand and Cambodia have reported that they were new landmines.” (https://www.bernama.com/en/world/news.php?id=2490566) ได้แก้ไขข่าวดังกล่าวแล้วว่าเป็น “ทุ่นใหม่”

ขณะที่ทางการไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ กำลังประสานสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ให้ชี้แจง และแถลงข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามครับ โดยเวลา 15.30 น.วันนี้ (14 พ.ย.68) ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะมีการแถลงความคืบหน้าในเรื่องนี้

‘ภราดร’ยันสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลยังไม่ต้องระบายผ่านสปิลเวย์ เหมือนปี 54

'ภราดร'ยันสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลยังไม่ต้องระบายผ่านสปิลเวย์ เหมือนปี 54

‘ภราดร’ยันสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลยังไม่ต้องระบายผ่านสปิลเวย์ เหมือนปี 54

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.11 น.

‘ภราดร’ยันสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลยังไม่ต้องระบายผ่านสปิลเวย์ เหมือนปี 54 คาดหากฝนตอนบนไม่เพิ่ม ระดับน้ำเจ้าพระยาก็นิ่ง

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพเขื่อนภูมิพล พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ยังไม่เต็ม100% แต่เกือบเต็ม!!!! ยังไม่ต้องระบายผ่าน spillway แบบปี54 ขณะนี้เขื่อนต้องระบายน้ำออกเพิ่มขึ้น แต่ โชคยังดีที่น้ำขาเข้าลดลง คาดว่าหากตอนบนไม่มีฝนเพิ่ม น้ำเขื่อนจะไม่ต้องระบายเพิ่มมากกว่านี้ หมายความบรรทัดสุดท้ายว่า น้ำเจ้าพระยาก็จะไม่มากกว่านี้”

‘เสธ.หิ’ลั่นไทยถึงเวลาเลิกทำตัวเป็นผู้ดี ชี้เรากำลังรบกับกองโจรเขมรที่หลบหลังปชช.

'เสธ.หิ'ลั่นไทยถึงเวลาเลิกทำตัวเป็นผู้ดี ชี้เรากำลังรบกับกองโจรเขมรที่หลบหลังปชช.

‘เสธ.หิ’ลั่นไทยถึงเวลาเลิกทำตัวเป็นผู้ดี ชี้เรากำลังรบกับกองโจรเขมรที่หลบหลังปชช.

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.28 น.

‘เสธ.หิ’ลั่นไทยถึงเวลาเลิกทำตัวเป็นผู้ดี ชี้เรากำลังรบกับกองโจรเขมรที่หลบหลังปชช. ทั้งขี้ขลาด-ขี้โกง 

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 นายหิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สู้กับคนพาล อย่าใช้วิถีของบัณฑิต กัมพูชาสร้างสถานการณ์บิดเบือน หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิด แม้ขาขาด!! ก็ยังไม่สำนึกและขอโทษ ยังใส่ร้ายไทยไม่หยุดหย่อน

ในที่สุดเราก็ได้เห็นเล่ห์เหลี่ยม ความกลิ้งกลอกของกัมพูชา หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิด จนขาขาด แทนที่จะสำนึกและขอโทษตามมารยาทของเพื่อนบ้านที่ดี และแสดงความจริงใจในการร่วมกันแก้ปัญหา

กลับสร้างสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยให้ทหารของตนเองยิงใส่ทหารไทย เมื่อทหารไทยตอบโต้ก็เก็บหลักฐานว่าเราโจมตีก่อน ทหารเจ็บก็เอาไปใส่ชุดพลเรือน แล้วอ้างว่าเรายิงพลเรือน ทั้งๆ ที่วิธีการของฝั่ง “ตระกูลฮุน” ล้วนเป็นวิธีการของคนขี้ขลาด มีภาพหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะตั้งฐานยิงจรวดในหมู่บ้าน ในชุมชน ในกลุ่มประชาชน หรือแม้แต่ใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งอาวุธ เพื่อใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ในขณะเดียวกัน เมื่อโจมตีมายังฝั่งไทย ไม่เคยกำหนดเป้าหมาย หรือจำกัดวงให้อยู่ในพื้นที่สู้รบหรือพื้นที่ทางทหาร กลับโจมตีพื้นที่พลเรือน เพื่อมุ่งสร้างความเสียหายให้มากที่สุด

อาจจะถึงเวลา ที่เราจะเลิกทำตัวเป็นบัณฑิตหรือผู้ดี เพราะเรารบกับกองโจรที่มุดใต้กระโปรงของสตรีและเด็ก กองโจรที่แอบยิงเราอยู่หลังประชาชน กองโจรที่ลอบกัดวางกับระเบิดโดยไม่สนใจข้อตกลงสากลใดๆ ทั้งสิ้น ที่เรียกเช่นนี้เพราะพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมที่ผ่านมาของคนพวกนี้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นทหารหรือนักรบได้ ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราจะต้องกำราบความกำแหงของลูกหลานพระยาละแวกพวกนี้ ให้เข็ดหลาบ

เมื่อมันละเมิดข้อตกลง ก็ถือว่าข้อตกลงไม่มี เมื่อมันอยากจะรบ ก็รบให้รู้กันไปเลย ที่ผ่านมาทำตัวเจ้าเล่ห์ เจรจาต่อหน้าเวทีโลก แต่ลับหลังกลับเสริมกำลัง อาวุธหนักและทันสมัยตลอดเวลา วิธีการกำราบเด็กเกเรบางที่ครูแนะแนวพูดไม่ได้ผลนะครับ ต้องใช้ไม้เรียวของครูฝ่ายปกครอง รบเถอะครับ การเจรจาครั้งต่อไป กำหนดแบ่งเขตประเทศกันใหม่ที่บ้านตระกูลฮุนในพนมเปญดีไหมครับ”

วงสนทนานักการทูตชาติมหาอำนาจ มอง 3 ข้อ ลากไส้‘กัมพูชา’จัดฉาก กล่าวหาไทยโจมตีพลเรือน

วงสนทนานักการทูตชาติมหาอำนาจ มอง 3 ข้อ ลากไส้‘กัมพูชา’จัดฉาก กล่าวหาไทยโจมตีพลเรือน

วงสนทนานักการทูตชาติมหาอำนาจ มอง 3 ข้อ ลากไส้‘กัมพูชา’จัดฉาก กล่าวหาไทยโจมตีพลเรือน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.28 น.

วงสนทนานักการทูตชาติมหาอำนาจ มอง 3 ข้อ ลากไส้‘กัมพูชา’จัดฉาก กล่าวหาไทยโจมตีพลเรือน

14 พฤศจิกายน 2568 นายวันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า…

วันนี้ผมได้พบปะ หารือกับนักการทูตชาติมหาอำนาจ เนื้อหาหลักการสนทนาอยู่ที่เรื่องไทย-กัมพูชา กว่า 90% แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมได้ฟังความเห็นจากพวกเขาและตั้งข้อสังเกต ดังนี้

1. เรื่องกัมพูชากล่าวหาไทยว่า ยิงพลเรือนเขา ตาย 1 คนเป็นการจัดฉาก 1000%

เขาดูจากอะไร

1.1 ถ้าทหารไทยยิงจริงๆ ตามที่รู้จักสันดานเขมรมานาน ต้องฟ้องโวยวาย รอคณะผู้สังเกตการณ์ (AOT) มาพิสูจน์หลักฐาน นิติเวช ว่าผู้ตายมีรอยกระสุนตรงไหน ทำไมไม่รักษาความได้เปรียบตรงนี้ว่า ถ้ามั่นใจทหารไทยเป็นฝ่ายทำ

1.2 ทำไมรีบ ฌาปนกิจศพ เข้าเตาเผาอย่างรวดเร็ว เลยไม่มีใครเห็นว่า ตกลงมีศพจริงๆ มั้ย ผู้ตายเป็นใคร ข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีเลย

2. เขมรคิดว่า ต่างชาติโง่ ตามตัวเองไม่ทัน เขาบอกผมว่า รู้ทันเหลี่ยมเขมร เรื่องการทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อตลอดเวลา อาทิ การที่เข้าไปครอบคลองโบราณสถาน โดยใช้กองกำลังทหาร วางทุ่นระเบิดไว้รอบปราสาทต่างๆ มันไม่ใช่วิธีคิดของคนที่คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ คิดแต่แผนการทางการรบเป็นหลัก 

3. การใช้โซเชียล เพื่อฟ้องโลก ประณามไทย ทำเป็นระบบผิดธรรมชาติ จนเกินไป ทำเป็นขบวนการเพื่อรีบโพสต์ ข้อความกิจกรรมเป็นทอดๆ ภาพถ่ายผู้บาดเจ็บ (ทิพย์ห้องพักผู้ป่วยมันดูใหม่ เตียง ผ้าห่มคนไข้ เหมือนถูกแกะมาออกมาใหม่ เหมือน คณะผู้สังเกตการณ์ พยายามถามว่าโดนยิง จุดไหน ก็อ้างว่าจำไม่ได้

ครับ เจ้าหน้าที่การทูตต่างชาติ พยายามถามผม ว่าทำไมรอบนี้ฝ่ายไทย ดูขึงขังจัง

ผมตอบไปว่ามีไม่กี่เรื่องที่คนไทยยอมรับไม่ได้ หมดความอดทนจริงๆ  ถ้าจริงใจกับประเทศไทย ช่วยทำอะไรบ้าง ถ้าไม่ช่วยก็อยู่เฉยๆ อย่าเข้าข้างอีกฝ่ายก็พอใจ(ผมตอบในนามส่วนตัว แต่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคิดไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นะครับ)

ขอเป็นกำลังใจให้กองทัพไทย คนไทยต้องรวมใจกันครับ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน ศัตรูร่วมของชาติยังเป็นภัยคุกคามอยู่ครับ

เปิดผลลงมติ กมธ.แก้รธน.‘ปชน.’ร่ายยาวแพ้เลือก‘ผู้ร่างทางอ้อม’ ดันสูตร 20 หยิบ 1 สกัดผูกขาดสำเร็จ

เปิดผลลงมติ กมธ.แก้รธน.‘ปชน.’ร่ายยาวแพ้เลือก‘ผู้ร่างทางอ้อม’ ดันสูตร 20 หยิบ 1 สกัดผูกขาดสำเร็จ

เปิดผลลงมติ กมธ.แก้รธน.‘ปชน.’ร่ายยาวแพ้เลือก‘ผู้ร่างทางอ้อม’ ดันสูตร 20 หยิบ 1 สกัดผูกขาดสำเร็จ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.02 น.

เปิดผลลงมติ กมธ.แก้รธน.‘ปชน.’ร่ายยาวแพ้เลือก‘ผู้ร่างทางอ้อม’ ดันสูตร 20 หยิบ 1 สกัดผูกขาดสำเร็จ

14 พฤศจิกายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ผลการลงมติ กมธ. เรื่อง “ที่มา” ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ = แพ้ 1 เรื่อง / ชนะ 1 เรื่อง

พรรคประชาชนโหวตแพ้เรื่องการยืนยันให้ประชาชน “เลือกผู้ร่างทางอ้อม” แต่ผลักดันเรื่อง “สูตร 20 หยิบ 1” เพื่อป้องกันการผูกขาดได้สำเร็จ

วันนี้ กมธ. รัฐธรรมนูญ มีการพิจารณาลงมติเกี่ยวกับ “ที่มา” ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใน 2 เรื่องสำคัญ

ก่อนจะอธิบายผลของวันนี้ ผมต้องย้ำอีกรอบจากเรื่องเมื่อวานว่า:

1. การมี สสร. หรือผู้ร่างที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เป็นหลักการที่พรรคประชาชนยึดถือมาโดยตลอด และที่หลายพรรคเคยเห็นชอบด้วย

2. ตั้งแต่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง” ไม่มีร่างใดของพรรคไหนที่เสนอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้อีกต่อไป

3. ในการลงมติเมื่อวานที่เป็นข่าว ไม่มี กมธ. พรรคใดเสนอเรื่อง สสร. เลือกตั้งโดยตรง และไม่มีการลงมติใดๆที่เกี่ยวกับ “ที่มา” ของผู้ร่าง แต่เป็นเพียงการลงมติว่ากลไก “ผู้ร่าง” จะกำหนดเป็น 1 ระดับ (กรรมาธิการยกร่าง) ตามร่างของพรรคประชาชน หรือ จะเพิ่ม “สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง” มาเป็น 2 ระดับ (กรรมาธิการยกร่าง + สสร.) ตามข้อเสนอของ กมธ. พรรคเพื่อไทย

พรรคประชาชนเสนอ “ที่มา” ของผู้ร่างไว้อย่างไร และวันนี้ลงมติกันเรื่องอะไร?

ภายใต้ข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ผู้ร่างมาจากการ “เลือกตั้งทางตรง” ของประชาชน ร่างของพรรคประชาชนที่เราเสนอจึงพยายามออกแบบ “ที่มา” ของผู้ร่าง ไว้ 2 เรื่อง เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และป้องการการผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

1. “เลือกตั้งทางอ้อม”

– ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างมาก่อนทั้งหมด 70 คน (โดยใช้ระบบเลือกตั้งที่ให้คนสมัครเป็นทีมและคำนวณคะแนนตามสัดส่วน คล้ายกับระบบเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ)

– ให้รัฐสภาคัดเลือกจาก 70 คนที่ประชาชนเลือกมา ให้เหลือผู้ร่างหรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน

2. “สูตร 20 หยิบ 1”

– ในการที่รัฐสภาคัดเลือกจาก 70 คน เหลือ 35 คน เราเสนอให้รัฐสภาคัดเลือดโดยใช้สูตร “20 หยิบ 1” แทนที่จะใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก

– หากใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา (เช่น สส. และ สว. รวมกันเกิน 350 คน) ก็อาจใช้เสียงข้างมากผูกขาดการคัดเลือกกรรมาธิการร่างได้ 100% แบบเบ็ดเสร็จ

– แต่หากใช้สูตร “20 หยิบ 1” สมาชิกรัฐสภาที่รวมตัวกันได้ 20 คน (ซึ่งมาจากการนำสมาชิกรัฐสภา 700 คน หารด้วย กรรมาธิการร่าง 35 คน) สามารถมีสิทธิคัดเลือกผู้ร่างได้หนึ่งคน ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง และทำให้คณะผู้ร่างมีตัวแทนที่หลากหลายจากทุกกลุ่มความคิด

ผลการลงมติเป็นเช่นไร?

ลงมติ #1 ข้อเสนอพรรคประชาชนให้ประชาชน “เลือกตั้งผู้ร่างทางอ้อม” (ประชาชนเลือก 70 คน ก่อนให้รัฐสภาคัดเหลือ 35 คน) ในมาตรา 256/2

ผลลัพธ์ = เราแพ้

– เห็นด้วยกับร่างพรรคประชาชน = 8 (ประกอบไปด้วย กมธ. พรรคประชาชนทั้ง 8 คน)

– ไม่เห็นด้วยกับร่างพรรคประชาชน = 14

– งดออกเสียง = 12

มติดังกล่าวเป็นเรื่องน่าผิดหวัง เพราะเท่ากับเป็นการปิดช่องทางที่ประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านคูหาเลือกตั้ง (ก่อนส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือก)

เมื่อ กมธ. เสียงข้างมาก มีมติเช่นนั้น ผมจึงจำเป็นต้องเสนอและผลักดันช่องทางอื่นในการให้ประชาชนยังคงเข้าไปมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในการเลือกผู้ร่างภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว (เช่น ผู้สมัครจะสมัครได้ต่อเมื่อมีเสียงประชาชนรับรองอย่างน้อย 100 คน / ใบสมัครจะต้องระบุให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเผยแพร่ต่อประชาชน / รัฐสภาจะต้องเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและแสดงความเห็นต่อผู้สมัครแต่ละคนได้)

ลงมติ #2 ข้อเสนอพรรคประชาชนเรื่องให้รัฐสภาใช้สูตร “20 หยิบ 1” (เพื่อป้องกันการผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างโดยสีใดสีหนึ่ง) ในมาตรา 256/5

ผลลัพธ์ = เราผลักดันสำเร็จ

– เห็นด้วยกับร่างพรรคประชาชน = 19 (รวม กมธ. พรรคประชาชนทั้ง 8 คน)

– ไม่เห็นด้วยกับร่างพรรคประชาชน = 0

– งดออกเสียง = 10

ตรงนี้เป็นความสำเร็จสำคัญที่จะช่วย:

–  ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้เสียงข้างมากผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

– ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับหนึ่งผ่านคูหาเลือกตั้ง สส. (กล่าวคือ ยิ่งประชาชนเลือก สส. พรรคไหนหรือ สส. ที่มีจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญแบบไหนเยอะ พรรคนั้น หรือ สส. ที่มีจุดยืนแบบนั้น ก็จะยิ่งมีสิทธิในการคัดเลือก กมธ. ยกร่าง เยอะขึ้น)

พรุ่งนี้ กมธ. จะเดินหน้าพิจารณาต่อในมาตราอื่นๆ (เช่น เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ร่าง) – ผมจะพยายามเต็มที่ต่อไปเพื่อยืนยันและโน้มน้าวกรรมาธิการสัดส่วนอื่นด้วยเหตุและผลให้เห็นตามหลักการสำคัญในร่างของพรรคประชาชน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“นายกรัฐมนตรีไม่ได้ดูข้อมูลจากรายงานบนโต๊ะ แต่ไปเจอประชาชนด้วยตัวเอง การแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ ไม่ใช่การใช้คำพูดโจมตีทางการเมือง และขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเดือดร้อนของประชาชน แทนที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง”

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

‘แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ’ นายกฯลั่นกองทัพพร้อม ยกคำสอนปลุกใจทหารไทย

‘แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ’  นายกฯลั่นกองทัพพร้อม  ยกคำสอนปลุกใจทหารไทย

‘แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ’ นายกฯลั่นกองทัพพร้อม ยกคำสอนปลุกใจทหารไทย

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ’ นายกฯลั่นกองทัพพร้อม ยกคำสอนปลุกใจทหารไทย ‘บิ๊กเล็ก’ยกหูคุย‘เตียเซยฮา’ ‘พีระพันธุ์’แฉหวังฮุบพลังงาน

นายกฯยันให้อำนาจกองทัพตัดสินใจปมปัญหาชายแดน ซึ่งกองทัพพร้อมรับมือสถานการณ์ไทย-เขมรลั่น “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” ย้ำศูนย์อพยพ – เงินเยียวยา เตรียมพร้อมหมดแล้ว ด้าน“บิ๊กเล็ก”สายตรง“เตีย เซยฮา”ให้หยุดปฏิบัติการทหารในพื้นที่พลเรือน เชื่อเขมรมีแผนใส่ร้ายไทย หวังดึงโลกกดดัน รับบทผู้ถูกกระทำเหมือนเดิม ล้มโต๊ะถกจีบีซี จี้ AOT ตรวจสอบไฟเขียวผบ.หน่วยระดับพื้นที่ตอบโต้ได้เลย ไม่ต้องรอผบ.ทบ. วอน ‘ผู้รู้-สื่อ’ ระวังเปิดเผยข้อมูล ทำให้เขมรรู้ทัน เอาไปต่อจิ๊กซอว์ได ส่วนทบ.เผยกัมพูชาฝ่าฝืนข้อตกลงและยั่วยุชายแดนซ้ำซาก โดยเฉพาะการลอบวางทุ่นระเบิด เผยในพื้นที่กทภ.2 ตรวจเจอ 17 ทุ่น ลั่นทหารพร้อมรักษาอธิปไตย-ความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน เวลา 07.45 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงการมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศว่า ไม่มีปัญหา ตนเปิดช่องทางการสื่อสารกับที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบต่อสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ยันกองทัพมียุทธวิธีรับมือเขมรป่วน

ส่วนที่ประชาชนกังวลสถานการณ์ชายแดน เนื่องจากเมื่อวานนี้ (12 พฤศจิกายน) มีเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดบริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เราจะทำให้ดีที่สุด พร้อมยืนยันว่าเราไม่ได้มีเจตนาไปรุกรานใคร แต่เราก็ไม่ยอมให้ใครมาคุกคามอธิปไตยของเรา ทั้งจะไม่ยอมให้ประชาชน และทหารต้องประสบภัยอันตราย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนกัมพูชาใช้ปืนเล็กยิงก่อกวนเข้ามาในฝั่งไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทหารมียุทธวิธี ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ ส่วนหากจำเป็นต้องอพยพ เรื่องของศูนย์พักพิง และเงินเยียวยา มีความพร้อมใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว

โวตอนเป็นฝ่ายค้านยังดูแลปชช.ทัน

ส่วนเรื่องเงินเยียวยาต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเบิกจ่ายได้ทันทีหรือไม่นั้น ตนก็เป็นรมว.มหาดไทย แต่คราวที่แล้วตนไม่ได้เป็น แต่ก็ได้ดำเนินการเรื่องศูนย์อพยพในอีสานใต้ ร่วมกับมีสส.จนสามารถดูแลประชาชนที่ต้องย้ายมายังศูนย์อพยพได้ และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้รับธารน้ำใจจากประชาชนทั้งประเทศเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลจะใช้รูปแบบดังกล่าวในการดูแลประชาชนตามความจำเป็น

ถามย้ำว่าหน่วยงานรัฐต้องไม่ช้าใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คราวที่แล้วตนเป็นฝ่ายค้าน พวกตนยังทำได้ วันนี้ตนเป็นนายกฯและรมว.มหาดไทย

ย้ำกองทัพพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ถามถึงการประเมินสถานการณ์ เนื่องจากบรรยากาศตอนนี้เข้าใกล้การปะทะ นายกฯกล่าวว่า แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพเพราะมีคำสั่งสอนมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว พร้อมยืนยันว่า ได้ให้อำนาจทหารในการตัดสินใจตั้งแต่วันแรกที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยการเตรียมความพร้อมชายแดนนั้นจะสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่ตอนนี้มีข้อสั่งการที่มีกรอบอยู่แล้ว การประชุม สมช.แต่ละครั้งถือเป็นการรับฟังรายงานความพร้อมและปฏิบัติงาน ที่ต้องปรับไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม รวมถึงให้การสนับสนุนสิ่งที่กองทัพร้องขอมา

“ยืนยันว่า กองทัพพร้อมรับมือสถานการณ์และปกป้องแผ่นดิน อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน”นายกฯกล่าว และว่า ส่วนที่นายฮุน มาเนต นายกฯเขมรโพสต์กล่าวอ้างว่า ทหารไทยยิงใส่พลเรือนเขมรบาดเจ็บ และเสียชีวิตนั้น ได้อ่าน แต่เราก็มีแนวทางของเรา

บิ๊กเล็กคุยเตียเซยฮาหยุดปฎิบัติการทหาร

ด้านพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้วหลังกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทยว่า เป็นไปตามสถานการณ์ ซึ่งตนเน้นย้ำไป 2 มาตรการคือ เราระงับปฎิบัติการตามปฏิญญาแล้ว และต้องปกป้องพื้นที่ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทยตามกฎการใช้กำลัง ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (12 พฤศจิกายน)เป็นการยั่วยุ โดยกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ก็ใช้ความระมัดระวัง ที่จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ ได้แต่ยิงตอบโต้เพื่อให้เขารับทราบว่าอย่ากระทำอย่างนี้อีก เนื่องจากพื้นที่นั้นมีพลเรือนอาศัยอยู่ จึงไม่น่าทำ ซึ่งตนได้โทรหาพล.อ.เตียเซยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ให้หยุดการปฎิบัติการในพื้นที่พลเรือน แม้จะบอกว่าไม่เจตนาก็ตาม แต่ก็ยังเป็นพื้นที่พลเรือน ซึ่งพล.อ.เตียเซยฮาก็พูดเหมือนที่กระทรวงกลาโหมเขมรแถลงออกมา

ฉะเขมรยั่วยุมุ่งเอาชีวิต-ใส่ร้ายไทย

ส่วนที่เขมรอ้างมีพลเรือนเขมรบาดเจ็บ 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เราไม่ได้รับทราบว่ามีพลเรือนอยู่บริเวณ ในเมื่อทหารกัมพูชายิงเข้ามาฝั่งเรา เราก็ต้องตอบโต้ ซึ่งครั้งก่อนเห็นว่าการยั่วยุเป็นการยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ครั้งนี้ยิงมาระดับบุคคล แสดงว่ามุ่งหวังชีวิต ซึ่งเรามีหลักฐานคือรอยกระสุนบริเวณบังเกอร์ ดังนั้นเราต้องยิงตอบโต้ ซึ่งเป็นไปตามกฎใช้กำลังอยู่แล้ว สิ่งที่เขาไม่ควรทำอย่างยิ่งคือการปฏิบัติในพื้นที่ที่มีพลเรือนอยู่ อีกทั้ง เขมรก็ทราบดีอยู่แล้วว่าบริเวณนั้นมีพลเรือนอยู่ ซึ่งตนยังมองด้วยซ้ำว่าพลเรือนที่อยู่บริเวณนั้นมาร่วมอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าเขมรต้องการยั่วยุให้เกิดสงครามใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ตนไม่คิดถึงขนาดนั้น ไม่อยากให้เรียกว่าสงคราม ดูหนักเกินไป แต่เป็นการจัดฉากเพื่อให้เกิดการปะทะว่าเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ถามว่าเขาหวังใส่ร้ายไทยเพื่อหวังผลหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า คิดว่าเป็นอย่างนั้น โดยมุ่งหวังให้ประชาคมโลกหันกลับมาตรงนี้ เพราะเขาทำลักษณะนี้มาเรื่อยๆอยู่แล้ว ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน โดยนำพลเรือนมาออกหน้า แม้รัฐบาลเขมรออกมาระบุว่าไม่ได้มีนโยบายเช่นนั้น แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเรามองว่าเป็นเช่นนั้น

ย้ำเลิกถกจีบีซี-จี้AOTสอบปมหนองจาน

ถามย้ำว่า เขาบอกเหตุผลหรือไม่ว่าเหตุใดจึงยิงปืนกลเข้ามาฝั่งไทยถึง 60 นัด พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ก็เขาไม่ยอมรับเมื่อถามว่า พล.อ.เตียเซยฮา ไปขอให้เจรจาขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูด เพราะเป็นการพูดคุยกันส่วนตัว คล้ายโฟว์อาย แต่จุดยืนของเรายังเหมือนเดิมคือจะไม่มีการประชุมจีบีซี ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละ 1 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ ต่อจากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้ว เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์ รวมถึงปีหน้าก็คงไม่มี ต่อไปก็ให้ใช้กลไกรัฐบาลหรือรมว.ต่างประเทศ ก็ให้ว่ากัน ในส่วนจีบีซี ไม่มีอะไรคืบหน้าและไม่ปฏิบัติตามปฏิญญา ประชุมไปก็เปลืองภาษีประชาชน ขณะที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ยังคงปฏิบัติงาน เหตุการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วก็ต้องพิสูจน์ทราบต่อไป ซึ่งเป็นข้อตกลงของประเทศอาเซียน ไม่เกี่ยวกับปฏิญญาสันติภาพ

ขอสื่อ-ผู้รู้ไม่เปิดข้อมูลความมั่นคง

ถามว่าจะมีมาตรการอื่นอีกหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือน ก็ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนได้เลย แต่ตนไม่ขอลงรายละเอียด

“ปัจจุบันผมก็เครียดมากพออยู่แล้ว เพราะมีผู้รู้ ทหารเก่าออกมาพูด กระทั่งเขมรต่อจิ๊กซอว์ได้ ขอความกรุณาสื่อหรือพิธีกรการเปิดเวทีให้บุคคลต่างๆมาพูด เช่น กู้ระเบิดทำให้เขมรต่อจิ๊กซอว์ได้ เพราะเป็นทหารด้วยกันจะคิดคล้ายกัน ผมต้องคอยดูว่าอะไรที่พูดไปแล้ว ต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะเขมรเขาคาดเดาได้แล้ว นี่คือสิ่งที่ผมห่วงใยชีวิตน้องๆที่อยู่แนวหน้า เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องปฎิบัติการทางทหาร ปรากฏว่าฝ่ายตรงข้ามเขาเตรียมการไว้หมดแล้ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตน้องๆส่วนตัวเข้าใจสื่อต้องหาข่าว แต่ในมุมทหาร บางครั้งคนที่พูดไม่เจตนาก็ตาม เพราะเจตนาของเขาต้องการแสดงว่าเขารู้ แต่สิ่งที่เขารู้ ทำให้เขมรรู้ด้วย แต่ไม่สามารถไปห้ามได้ อยากฝากถึงทุกคนที่ทำให้ข้อความเหล่านั้นออกสู่สาธารณะ เพราะเขมรดูอยู่”พล.อ.ณัฐพลกล่าว

ย้ำผบ.ทหารปกป้องอธิปไตยตามกฎใช้กำลัง

เมื่อถามว่าประชาชนเป็นห่วงว่าจะเกิดสิ่งใดบริเวณแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูดถึง ในเมื่อเราระงับการปฎิบัติตามปฏิญญาแล้ว สิ่งที่ได้คุยกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้บัญชาการทางทหาร อะไรที่อยู่ในพื้นที่อธิปไตยของเรา ขอให้ปกป้องตามกฎการใช้กำลัง ฉะนั้นตนจึงไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ ขึ้นอยู่กับเขมรว่าต้องการคลี่คลายสถานการณ์จริงหรือไม่ ที่ผ่านมาเราใช้แนวทางสันติมาตลอด จนบางครั้งยังถูกตำหนิเสียด้วยซ้ำว่าไม่เข้มแข็งไม่เด็ดขาด ถึงเวลานี้เราก็เพิ่มความเด็ดขาดมากขึ้น ซึ่งนายกฯประกาศใช้แล้วว่าระงับปฏิญญา

ผบ.หน่วยพื้นที่ตัดสินใจตามสถานการณ์

สำหรับความเด็ดขาดในการตัดสินใจอยู่ที่ผู้บัญชาการทหารบกใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า มีอยู่ 2 ประการ ระดับอำนวยการมีคณะผู้บัญชาการทางทหาร แต่กฎการใช้กำลังมีทุกระดับ แม้แต่ผบ.ที่คุมกำลังหน่วยเฉพาะกิจ ที่อยู่แนวน้า ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ขอลงรายละเอียด ตนอยากให้สื่อมวลชนสบายใจ ไม่ใช่ต้องรอฟังผู้บัญชาการทหารบกเพียงคนเดียว หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุด เขามีระดับปฏิบัติการอยู่แล้วว่าเหตุการณ์เช่นนี้ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจ เช่นกรณียิงเข้ามาบริเวณบ้านหนองหน้าแก้ว เราสามารถตอบโต้ได้ทันที แต่หากทำมากกว่านั้น อำนาจการตัดสินใจก็เลื่อนลำดับขึ้นมา

ทบ.เผยพื้นที่ทภ.2เจอทุ่นระเบิด17ลูก

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้งว่าแม้รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาร่วมลงนามปฏิญญาร่วมไทย–กัมพูชา (Joint Declaration) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความมั่นคงตามแนวชายแดน ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบปรามขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์สแกม และการบริหารจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดนจ.สระแก้ว แต่ที่ผ่านมาเขมรยังมีท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อฝ่ายไทยมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลักลอบวางทุ่นระเบิด ซึ่งในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เกิดเหตุการณ์และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 หลายครั้ง เหตุการณ์ทั้งหมดมีลักษณะต่อเนื่องและเข้าข่ายละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศชัดเจนรวมทั้งหมด 17 ทุ่น ดังนี้

ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 มีลักษณะการวางใหม่ 7 ลูก เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบแนวลวดหนามถูกตัดหลายจุด วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารเหยียบกับระเบิดในแนวลวดหนามของฝ่ายไทยระยะลึกเข้ามาประมาณ 7 เมตร ทำให้ทหารไทยเจ็บ 4 นาย และตรวจพบ PMN-2 เพิ่มเติมอีก 3 ลูกบริเวณใกล้เคียง

สำหรับเหตุการณ์พื้นที่อื่นได้แก่ พื้นที่ปราสาทโดนตวล อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10–11 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบทุ่นระเบิด 5 ลูกพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบ PMN-2 จำนวน 1 ลูก การกระทำดังกล่าว นอกจากเป็นการขัดขวางกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ชายแดนที่กำลังเดินหน้าไปด้วยดีแล้ว ยังละเมิดข้อตกลงระหว่างกันและอนุสัญญาออตตาวา

ปล่อยเฟคนิวส์สร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายไทย

นอกจากนี้ กัมพูชาได้เผยแพร่ข่าวปลอม บิดเบือนข้อมูลหลายประเด็นโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงแต่อย่างใด อาทิ การเสียชีวิตของเชลยศึก การกล่าวหาว่าทหารไทยเปิดฉากยิงใส่คนเขมรก่อน การใส่ร้ายว่าไทยเป็นผู้วางทุ่นระเบิดเอง เป็นต้น ซึ่งความเป็นจริงคือ เขมรสร้างหลักฐานและคำกล่าวอ้างเป็นเท็จใส่ร้ายไทยโดยไม่มีมูลความจริงทุกประการ

ต่อกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าเขมรมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมไทย–กัมพูชา (Joint Declaration) และกระทำการที่แสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์ต่อไทยชัดเจน จนนำไปสู่รัฐบาลไทยมีมติให้ระงับการดำเนินการตามข้อตกลง โดยกองทัพบกระงับการถอนอาวุธหนัก รวมถึงส่งกลับเชลยศึกทุกกรณี แต่ไทยยังเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยไทยต่อไป เพื่อให้พื้นที่ปลอดภัยและพร้อมปฏิบัติการทุกด้านที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้ กองทัพบกพร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติ ในกรอบการปฏิบัติของศูนย์บัญชาการทางทหารและกระทรวงกลาโหม สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตย และประชาชนไทยทุกพื้นที่

‘พีระพันธุ์’เปิดโปงวาระซ่อนเร้นเขมร

มีความเห็นจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.พลังงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยชี้ถึงประเด็นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า ขณะที่สังคมกำลังมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ชายแดนบนบก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาคือการอ้างสิทธิในเขตแดนทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานมหาศาลที่ไทยสูญเสียโอกาสใช้ประโยชน์มานานกว่า 52 ปี โดยนายพีระพันธุ์ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาและปัญหาการรับมือของฝ่ายไทยอย่างตรงไปตรงมาในเพจส่วนตัว มีเนื้อหาโดยสรุปว่า

“เป้าหมายที่แท้จริงของเขมรไม่ใช่แค่เขตแดนบนบก สถานการณ์ไทย-เขมรวันนี้ถูกจดจ่อไปที่ชายแดนบนบกทางภาคอีสาน แต่ความเป็นจริงเขตแดนที่ต้องเป็นห่วงและต้องทวงคืนไปพร้อมกันนอกจากปราสาทตาควายแล้ว คือเขตแดนในทะเลที่พิพาทกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ที่อยู่ๆเขมรก็อ้างการลากเส้นเขตแดนในทะเลตามอำเภอใจไม่สนใจหลักสากล ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลมาจนทุกวันนี้ ผมขอย้ำว่าที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธิ ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน เพราะพื้นดินมีหนึ่งเดียวมาทับซ้อนกันไม่ได้ แต่เป็นการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกัน”นายพีระพันธุ์ระบุ

จ้องขยับหลักเขต73หวังกระทบเขตทะเล

และว่า ตนเชื่อว่าเขาต้องการขยับเส้นเขตแดนบนบกตามแนวชายแดนภาคอีสานเพื่อให้กระทบไปถึงหลักเขตสุดท้ายก่อนลงทะเลคือ หลักเขตที่ 73 เพราะหากขยับหลักเขตนี้ได้ก็เท่ากับเส้นเขตแดนในทะเลจะเปลี่ยนตาม เขตแดนทางทะเลตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะไม่ใช่เป็นแค่เขตแดนเท่านั้น แต่หมายถึงทรัพยากรทางพลังงานใต้พื้นทะเลตรงบริเวณนั้นด้วย และน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปของเขา เราจึงควรป้องกันและเอาจริงกับเรื่องนี้ได้แล้วข้อพิพาทจากเขตแดนในทะเลนี้ทำให้ไทยเราไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรทางพลังงานมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นพื้นที่ของเราเองแท้ๆ เสียเวลาไปกับความเกเร เพราะเขมรอ้างสิทธิทับซ้อนลากเส้นเขตแดนทางทะเลตามหลักเกณฑ์ของตนเองไม่ใช่หลักสากล

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อว่า พอมาปี 2540 ก็เกเรเพิ่มขึ้นอีกโดยการถมทะเลให้แผ่นดินต่อยื่นเข้าไปในทะเลอีกหลายร้อยเมตรอ้างว่าเป็นเขื่อนกันคลื่นแต่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอาจใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากแผ่นดินที่จะมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก ซึ่งจะกระทบถึงทรัพยากรทางพลังงานของชาติในทะเลยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน ตนเชื่อแน่ว่าเจตนาที่แท้จริงของเขมร ไม่ใช่เป็นห่วงคลื่นเป็นห่วงทะเลอะไร

จี้ทร.-รบ.อย่าทำแค่ประท้วง

“กองทัพเรือรู้เรื่องนี้ดีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เคยมีคำสั่ง รัฐบาลไทยได้แต่ประท้วง ทำได้เท่านั้น…

ประท้วงไป 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541 และครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2564 24 ปี ทำได้แค่ประท้วง และประท้วงแค่ 3 ครั้ง ปีนี้ 2568 เพิ่มเป็น 28 ปี แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีการพูดถึง คงต้องรอการประท้วงครั้งต่อไปจนกว่าจะถูกยึดไปอีกกระมัง รัฐบาลไทย กองทัพไทย ทำได้แค่นี้จริงหรือ?”

นายพีระพันธุ์ยังเสนอแนะอีกว่า เราน่าจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้ง ก็ทำบ้าง เขาทำได้เราก็ทำได้ เมื่อเขาไม่ยอมรื้อเราก็ต้องทำบ้าง เอาให้ยาวกว่า ดูสิว่าจะว่าอย่างไร เรื่องประโยชน์ชาติเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้

แฉไร้คำสั่งทวงคืนเขตแดนทางทะเล

นายพีระพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวช่วงเกิดการปะทะเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า แม้กองทัพเรือจะพร้อม แต่กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการทวงคืนเขตแดนทางทะเล

“ช่วงที่เกิดปะทะผมอยู่ใน ครม. ในฐานะรมว.พลังงานที่ต้องทวงคืนทรัพยากรพลังงานให้ประเทศ ผมเห็นกองทัพเรือเตรียมความพร้อมแล้วแต่เขาบอกว่า…ไม่มีคำสั่งผมเลยบอกกับกลาโหมให้ใช้โอกาสนี้ทวงคืนเขตแดนทางทะเลด้วยเลยไม่ใช่ทวงคืนแต่บนบก เพราะมีทรัพยากรพลังงานที่มีค่ามหาศาลสำหรับคนไทยและประเทศไทยและเป็นของเราอย่างถูกต้องด้วย แต่จนวันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันก่อนผมถามกองทัพโดยรวมว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดหรือยัง ถ้าพร้อมมัวรออะไรอยู่ วันนี้ขอถามกองทัพเรือว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดทวงเขตแดนทางทะเลของเราคืนหรือยัง ถ้าพร้อม…รออะไรครับ?”

ฃฟ้องUN!’เขมร’ยื่น7คำร้องอ้างไทยยิงพลเรือนดับ

ด้านสำนักข่าวขแมร์ไทมส์รายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ออกแถลงการณ์ว่าได้ยื่นคำร้องไปยังองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค เพื่อเรียกร้องให้สอบสวนอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขมรอ้างว่ากองทัพไทยเปิดฉากยิงเข้ามาในบ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา ทำให้พลเรือนเขมรเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย

CHRC ระบุว่าเหตุที่เกิดขึ้นจากกองทัพไทยถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเขมร และกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ กฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทยและเขมรที่ลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ CHRCจึงยื่นคำร้องสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สำนักงาน OHCHR ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกรุงเทพ สถาบันอิสระด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียน และประธาน ผู้แทนถาวรของมาเลเซียประจำคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ICAI)

1. เรียกร้องให้ไทยยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด และให้ความเคารพต่อความปลอดภัยของพลเรือนชาวกัมพูชาตามแนวชายแดน 2.ร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อให้แน่ใจว่ามีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ เป็นกลางโปร่งใส และเพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลใดๆที่รับผิดชอบอนุมัติหรือดำเนินการอันผิดกฎหมายนี้ต้องรับผิดอาญา 3. เรียกร้องให้ไทยรักษาพยาบาล ชดเชยแก่เหยื่อและครอบครัวอย่างเร่งด่วน 4. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยสร้างกลไกป้องกันและสร้างความเชื่อมั่น และดำเนินการตามปฏิญญาสันติภาพเต็มที่

5.นำเรื่องนี้หารือคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือขั้นตอนพิเศษที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจว่ามีการรับผิดชอบและไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก 6.พิจารณาส่งคณะผู้แทนตรวจสอบข้อเท็จจริงลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ 7. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวและส่งทหารกัมพูชา 18 นายกลับประเทศทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

“ยืนยันความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของกัมพูชาต่อหลักการกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ชุมชนระหว่างประเทศต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดร้ายแรงเหล่านี้ และดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับรองความยุติธรรมให้เหยื่อและการคุ้มครองพลเรือนทั้งหมดตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย”แถลงการณ์ระบุ

เขมรเร่งพาAOTดูอาการคนเจ็บถึงICU

นายอุมราตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย พร้อมกองทัพกัมพูชานำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่เป็นการเร่งด่วน เพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บของพลเรือนเขมร 3 ราย ซึ่งกำลังรักษาตัวอยู่ในห้อง ICUของโรงพยาบาลมิตรภาพกัมพูชา-ญี่ปุ่น มงคลบุรีนายอุม ราตรี ได้พยายามบิดเบือนและให้ข้อมูลที่เป็นความเท็จแก่คณะAOT โดยกล่าวอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่ทหารไทยกราดยิงพลเรือนเขมรที่หมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ช่วงเย็นวันที่ 12 พฤศจิกายน ก่อนป้ายสีทหารไทยในสังคมออนไลน์เขมรอย่างกว้างขวาง

สิ้นสุดทางสงสัย! ‘ทนายไพศาล’ไขปมเข้าร่วม ปชป. เชื่อมั่น ‘อภิสิทธิ์’ คนดีมีสัจจะวาจา

สิ้นสุดทางสงสัย! 'ทนายไพศาล'ไขปมเข้าร่วม ปชป. เชื่อมั่น 'อภิสิทธิ์' คนดีมีสัจจะวาจา

สิ้นสุดทางสงสัย! ‘ทนายไพศาล’ไขปมเข้าร่วม ปชป. เชื่อมั่น ‘อภิสิทธิ์’ คนดีมีสัจจะวาจา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.18 น.

สิ้นสุดทางสงสัย! ‘ทนายไพศาล’ ไขปมเข้าร่วม ปชป. เพราะเชื่อมั่น ‘อภิสิทธิ์’ คนดีมีสัจจะวาจา

หลังจากที่ นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดังเข้าพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายจูรี ทักทายด้วยความตื่นเต้น บอกว่าไม่คาดฝันว่าทนายไพศาล จะมาร่วมงานที่พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ทนายไพศาล ตอบว่า “ผมมาหาท่านรอง เพราะแคมเปญ สส.ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมหัวใจสีฟ้า”  ทนายไพศาล กล่าวอีกว่า “วันนี้ผมมาสมัครสมาชิกพรรค สส.ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมมาแล้วคนหนึ่ง เจอกันครับ”

ล่าสุด ทนายไพศาล ได้โพสต์ ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยถึงเรื่องนี้ ว่านายอภิสิทธิ์ มีความเชื่อมั่นเป็นคนดีและมีสัจจะวาจา รวมไปถึงการเปิดแคมเปญ สส.ที่ดี… คุณเองก็เป็นได้! (ชมคลิป)

‘ปชน.’ ถก ‘ผอ.อผศ.’ เห็นพ้องวางแนวทางแก้ไขโควตาสลาก คืนผลประโยชน์ให้ทหารผ่านศึก

'ปชน.' ถก 'ผอ.อผศ.' เห็นพ้องวางแนวทางแก้ไขโควตาสลาก คืนผลประโยชน์ให้ทหารผ่านศึก

‘ปชน.’ ถก ‘ผอ.อผศ.’ เห็นพ้องวางแนวทางแก้ไขโควตาสลาก คืนผลประโยชน์ให้ทหารผ่านศึก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

‘สส.ปชน.- ผอ.อผศ.’เห็นพ้อง วางแนวทางแก้ไขเรื่องโควตาสลากให้ผลประโยชน์กลับสู่ทหารผ่านศึก ด้าน‘ธนเดช’ลั่นต้องกำจัดทุนเทา ซัด‘คลัง-กองสลาก’ต้องร่วมแก้ไขอย่าลอยตัว

เมื่อวันที่ 13 พฤษจิกายน 2568 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.กานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ผอ.อผศ.) พร้อมด้วย นายธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรคประชาชน และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคพรรคประชาชน แถลงข่าวภายหลังหารือกรณีการจัดสรรโควตาสลากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) มีความไม่เป็นธรรมต่อทหารผ่านศึกตัวจริงหรือไม่ ซึ่งใช้ระยะเวลาหารือยาวนาน 4 ชม.

ด้าน นายธนเดช กล่าวว่า จากการหารือในวันนี้ได้รับทราบข้อมูลบางอย่างแต่ยังไม่ครบถ้วน อย่างแรกที่ได้รับทราบคือราคาสลากที่ อผศ. รับมาจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในราคาใบละ 68.80 บาทจริง มีค่าบริหารจัดการต่าง ๆ ตามระเบียบอยู่ที่ 1.60 บาทต่อใบ ต้นทุนเบ็ดเสร็จอยู่ที่ใบละ 70.40 บาท โดยมีรูปแบบการขายคือเป็นผู้ค้าร่วม ให้ผู้ค้าร่วมสนับสนุน อผศ. เพิ่มอีก 4.60 บาทต่อใบ ฉะนั้นต้นทุนที่ อผศ. ปล่อยขายสลากกินแบ่งให้กับผู้ค้าร่วมจะอยู่ที่ใบละ 75 บาท โดยได้หารือกับ ผอ.อผศ. เกี่ยวกับข้อจำกัดต่าง ๆ โดยรับทราบว่าเป็นเรื่องของระเบียบของสลาก ที่ส่งผลกระทบสภาพรวมเป็นวงกว้างให้ อผศ. ไม่สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงกว่านี้ได้ 

นายธนเดช กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนมารับโควตาสลากเพื่อไปจำหน่ายต่อนั้น วันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบว่ามีกี่บริษัท และจัดสรรหรือแบ่งการทำสัญญาอย่างไร โดย ผอ.อผศ. ซึ่งมาดำรงตำแหน่งใหม่เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2568 และได้รับปากว่าจะหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ผลประโยชน์ตกสู่ทหารผ่านศึกมากกว่านี้ ในขณะนี้ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อขอนัดหมายหารือพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาราคาสลากของประเทศไทย และหวังว่าจะได้รับการตอบรับเพื่อประชุมร่วมกันโดยเร็ว เนื่องจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้กล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ในสัปดาห์ต่อมากลับนิ่งเฉย จึงต้องขอติดตามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพราะเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องผู้พิการและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการกว่าร้อยสมาคมที่เป็นนอมีนีอยู่ในขณะนี้ 

ด้าน พล.อ.กานต์นาท นิกรยานนท์ ผอ.อผศ. กล่าวว่า รายละเอียดต่าง ๆ เป็นไปตามที่นายธนเดชได้กล่าว และระบุว่า ผอศ. จะได้กำไร การจำหน่ายสลากอยู่ที่ใบละ 1.60 บาท ส่วนที่ อผศ. จำหน่ายสลากให้กับผู้ค้าร่วมในราคาเฉลี่ยละ 75 บาทนั้น เนื่องจากระเบียบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กำหนดไว้ว่า อผศ. สามารถจำหน่ายได้ไม่เกินใบละ 70.40 บาท ดังนั้น ราคาสลากที่เกินมาจาก 70.40 บาท เป็นส่วนที่ อผศ. ขอความร่วมมือกับผู้ค้าในการบริจาคคืนให้กับ อผศ. เพื่อนำรายได้ส่วนนี้ไปใช้ดูแลทหารผ่านศึกทั่วประเทศ 6 แสนกว่าคน เช่น การมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลาน การส่งเสริมอาชีพ และฝึกวิชาชีพต่าง ๆ การรักษาพยาบาล แม้กระทั่งเงินบำรุงขวัญต่าง ๆ เช่น กรณีเกิดสถานการณ์ตามแนวชายแดน ซึ่งในปัจจุบันเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก 

ผู้สื่อข่าวถามว่าขอติดขัดเกี่ยวกับข้อมูลภาคเอกชนบางราย สามารถเปิดเผยได้หรือไม่ พล.อ.กานต์นาท กล่าวว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายสลากกับผู้ค้าร่วมต่าง ๆ ในปีนี้ เนื่องจากเพิ่งมารับหน้าที่ และในปีที่ผ่านมาสัญญากับผู้ค้าร่วมกำลังจะหมดอายุในวันที่ 26 ธ.ค. 2568 จึงอยู่ในช่วงที่จะทำสัญญาใหม่ และได้หารือกับนายธนเดช และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวันนี้ เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด โดยในเบื้องต้นได้รับคำแนะนำว่าจะ กระจายโควตาสลากทั่วถึงและเท่าเทียม รวมถึงตรวจสอบให้ถูกต้อง จะต้องมีผู้เข้าร่วมที่เข้าแบล็คลิสต์ ก็ต้องมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ถูกต้องและครบถ้วน ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยปะละเลย เนื่องจากเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงต้องทำให้ถูกต้องและโปร่งใสที่สุด

นายธนเดช กล่าวอีกว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ผอ.อผศ. ในกรณีที่เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่วนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยืนยันว่าจะติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยการกำหนดราคาสลากให้ต่ำเช่นนี้ ไม่คุ้มค่าที่จะตอบแทนความเสียสละของทหารผ่านศึก จึงต้องติดตามการจัดการเรื่องนี้ของ อผศ. ในอดีตต่อไป เนื่องจากการจำหน่ายสลากในราคานี้ ขัดกับข้อเท็จจริงเรื่องราคาสลากในท้องตลาด จึงสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดหรือไม่ในอดีต หรือมีการใช้ภาคเอกชนใด เป็นนอมินีมารับโคต้าสลากเหล่านี้ รวมทั้งเป็นการหาประโยชน์จากพี่น้องทหารผ่านศึกหรือไม่ ตนจะรวบรวมข้อมูลและเปิดเผยกับสื่อมวลชนในเร็ว ๆ นี้ ว่าสัญญาที่ผ่านมาเป็นแบบใด 

“คงต้องตามกันต่อ เพราะว่าคุยกันตรง ๆ ครับ สลากราคา 75 บาท ถูกกว่าท้องตลาดมากใช่ไหมครับ วันนี้ก็ดีใจเรื่องหนึ่งที่ท่าน ผอ.รับปาก ว่าหลังจากนี้หากท่านเป็นคนเซ็นสัญญาเอง ท่านจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทหารผ่านศึกได้ผลประโยชน์เยอะที่สุด ซึ่งผมก็ฝากความหวังไว้กับท่านว่า ในการเซ็นสัญญาของท่านจะทำอย่างที่เราพูดคุยกันว่าทำอย่างไรก็ได้ให้พี่น้องทหารผ่านศึก ได้ผลประโยชน์ครบถ้วนทุกประการ” นายธนเดช กล่าว

นายธนเดช กล่าวอีกว่า ฝากให้สื่อมวลชนช่วยติดตามว่าที่ผ่านมา ใคร บริษัทใด หรือภาคเอกชนใด เหตุใดจึงมากดขี่ราคาสลากกับทหารผ่านศึกแบบนี้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ผอศ. เพียงองค์กรเดียว ยังมีอีกหลายองค์กร โดยเฉพาะภาพกว้างในการแก้ไขปัญหานี้ คือกระทรวงการคลัง ซึ่งจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาไม่ได้ เพราะทุกวันที่เสียไป คือผลประโยชน์ของผู้พิการของทหารผ่านศึก และการเซ็นสัญญาระหว่างสำนักสลากกินแบ่งรัฐบาลกับสมาคมต่าง ๆ จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ตนจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อขจัดกลุ่มทุนเทาที่มาหากินกับสลากกินแบ่งของประเทศไทย

พล.อ.กานต์นาท กล่าวอีกว่า ยืนยันในฐานะลูกทหารผ่านศึกพิการ บัตรชั้นที่ 1 ซึ่งตนรับทุนการศึกษาจาก อผศ. มาตั้งแต่ 5 ขวบ จนจบชั้นมัธยมปลาย เพราะฉะนั้นตนจะทำทุกวิถีทางในโอกาสที่ได้รับตำแหน่ง ผอ.อผศ. เพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกให้ได้ดีที่สุด มากที่สุด และจะทำให้เต็มที่ที่สุด 

นายธนเดช กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องสำคัญที่ได้หารือร่วมกัน คือเรื่องที่ตนเคยอภิปรายห้วงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2569 ในประเด็นเงินรางวัลของ อผศ. ที่มอบให้กับผู้บริหารหรือเงินเพิ่มพิเศษของ อผศ. ซึ่ง ผอ.อผศ. ได้รับไปพิจารณาว่าจะแก้ไขระเบียบ หรือหาระเบียบที่จะตัดเงินส่วนนี้ กลับคืนสู่พี่น้องทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีในวันนี้ 

ขณะที่ นายกรุณพล กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีความเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพในสิ่งที่ดำเนินการอยู่ แต่อยากพูดคุยหารือ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบเกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส และให้ประชาชนได้รับทราบถึงงบประมาณต่าง ๆ ที่จะกลับไปสู่ทหารชั้นผู้น้อย เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นกรณีที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ในกองทัพไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ตาม และดีใจที่วันนี้ สส.พรรคประชาชน และ ผอ.อผศ. มีความคิดเห็นที่ตรงกัน อยากสร้างความโปร่งใสให้กับกองทัพ