เคาะแล้วขั้นตอน-ที่มา‘35 อรหันต์’ยกร่าง รธน.ใหม่ ก่อนส่ง‘รัฐสภา’เลือกผ่านสูตร‘20 หยิบ 1’

เคาะแล้วขั้นตอน-ที่มา‘35 อรหันต์’ยกร่าง รธน.ใหม่ ก่อนส่ง‘รัฐสภา’เลือกผ่านสูตร‘20 หยิบ 1’

เคาะแล้วขั้นตอน-ที่มา‘35 อรหันต์’ยกร่าง รธน.ใหม่ ก่อนส่ง‘รัฐสภา’เลือกผ่านสูตร‘20 หยิบ 1’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.07 น.

สมัครผ่าน กกต.! ‘กมธ.แก้รธน.’เคาะที่มา‘กมธ.ยกร่างฯ’ กำหนดขั้นตอนต้องมี 100 คนรับรองก่อนสมัคร-เขียนแสดงวิสัยทัศน์-อุดมการณ์ เผยแพร่ประชาชนตรวจสอบ ก่อนส่งให้‘รัฐสภา’เลือกผ่านสูตร‘20 หยิบ 1’ มั่นใจป้อง‘เสียงข้างมากลากไป’ ปัดเอื้อพรรคเสียงข้างมากจัดตั้งเข้าทางฝ่ายตัวเอง เผยมีข้อเสนอห้ามคนเป็นกรรมาธิการร่างฯยุ่งเกี่ยวการเมืองตลอดชีวิต

14 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา แถลงถึงความคืบหน้าของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ประชุมกมธ. ได้เห็นชอบต่อการกำหนดที่มาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน มาจากการสมัครของประชาชน ผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  โดยผู้สมัครนั้นต้องมีประชาชนรับรองอย่างน้อย  100 รายชื่อ พร้อมกันนั้นต้องมีเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ และอุดมการณ์ความยาว 1 หน้ากระดาษ ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่าเมื่อรับสมัครแล้วจะนำข้อมูลของผู้สมัครเผยแพร่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตรวจสอบประวัติและอุดมการณ์ จากนั้นให้ส่งรายชื่อให้รัฐสภาคัดเลือก

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการเลือกโดยรัฐสภานั้น มติของกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ กำหนดให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 คือ ให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มๆละ 20 คน เพื่อเสนอชื่อ กมธ. 1 คน แต่หากไม่สามารถหาจำนวน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ครบ 35 คน จะให้ใช้วิธีการที่สมาชิกรัฐสภา จำนวน 10 คนเสนอ บัญชีผู้จะได้รับการเลือกเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ  เป็นจำนวน 2 เท่าของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขาด จากนั้นให้รัฐสภาลงมติ เห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก เกิน 2 ใน 3  ทั้งนี้กมธ.ได้กำหนดให้ รัฐสภาเเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แต่หากครบเวลาแล้วยังได้ไม่ครบ 35 คน แต่ได้เป็นจำนวน 90% หรือ 33 คน ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้

เมื่อถามถึงการกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 กมธ.ได้หารือถึงวิธีการรวมกลุ่มหรือไม่ว่าจะรวมกลุ่มอย่างอิสระหรือมีเงื่อนไขนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ในหลักการเป็นรวมกันของสมาชิกรัฐสภาที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งกมธ.เห็นว่ามีข้อดีที่จะทำให้เกิดความหลากหลายของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่ากมธ.กังวลหรือไม่ว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจถูกล็อกโควตาโดยพรรคการเมืองที่มี สส. จำนวนมากในสภาฯ ด้านน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า การเลือกนั้นเป็นหลักการที่ตรงไปตรงมา เหมือนกับการเลือกตัวแทนในสัดส่วนของกมธ.พิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนจะเห็นชัดเจนว่าผู้สมัครสส.ที่เลือกนั้นจะเป็นตัวแทนประชาชน นอกจากได้เลือกนายกฯ แล้วยังได้เลือกสมาชิกที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามย้ำกว่าการรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา20 คนโดยอิสระ อาจทำให้เกิดการจัดตั้งได้ เช่น รอบหน้าพรรคประชาชนได้รับเลือกตั้ง 200 คน จะได้สิทธิเลือกกมธ.ยกร่าง 10 คน น.ส.พนิดา กล่าวว่า “แปลว่าเป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ทดแทนที่ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองได้”

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่า ข้อเสนอที่พิจารณา เมื่อส่งเข้ารัฐสภา อาจถูกติงว่าหนี ไม่พ้นการครอบงำของฝ่ายการเมืองน.ส.พนิดา กล่าวว่า การเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถตัดขาดจากสภาได้ ต้องใช้สมาชิกรัฐสภา เลือก แต่เลือกอย่างไรเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนที่สุด จึงเป็นสมการนี้ ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอพรรคภูมิใจไทยให้ใช้เสียงข้างมาก ดังนั้นเท่ากับว่าฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากจะเป็นคนกำหนดหน้าตากมธ.ร่างทั้งหมด ทำให้ขาดหลักประกันเสียงข้างน้อยของรัฐสภาเป็นผู้ร่าง แต่การกำหนดสูตร 20 หยิบ1 ทำให้สส. และ สว. มีเอกสิทธิรวมกลุ่มกับใครก็ได้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป้าหมายเดียวกันที่จะส่งคนเป็นตัวแทนร่างรัฐธรรมนูญ คือเป็นหลักประกันทุกคนมีตัวแทนให้รัฐสภารับรอง

นายนรเศรษฐ์ กล่าวเสริมว่า กรณีที่สอบถามว่าหากพรรคประชาชน ได้รับเลือกตั้งมา 200 คน จากสูตร 20 หยิบ 1 จะได้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เต็มที่ 10 คน จาก 35 คน ซึ่งไม่สามารถเข้ามาครอบงำ หรือเป็นเสียงส่วนใหญ่ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ จึงรับประกันว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความหลากหลายและกระจายในสัดส่วนอุดมการณ์มาจากตัวแทนประชาชน หลังจากยุบสภา และหาเสียง เชื่อว่าพรรคการเมืองจะสื่อสารกับประชาชนว่า พรรคมีแนวทางอยย่างไร เรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทางประชาชนใช้หลักการเลือก สส.เขต และบัญชีรายชื่อ เพื่อเป็นการส่งผ่านเจตนารมณ์ของตนเองเพื่อให้สส.เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ดีในแนวทางที่กมธ.แก้รัฐธรรมนูญหารือร่วมกันนั้นจะทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนในรัฐสภาเมื่อถึงเวลาพิจารณาวาระสองและวาระสามได้

ขณะที่นายเอกพร รักความสุข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกมธ. กล่าวว่าสำหรับการพิจารณากำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กำหนดให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญถูกจำกัดการเข้าสู่ตำแหน่งการเมือง 3 ปี แต่มีข้อเสนอจากกมธ.คนอื่นว่า ควรให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดความสบายใจว่าคนทำรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีผลประโยชน์ใด อย่างไรก็ดีตนยืนยันว่าการทำงานในกมธ.มีความเห็นพ้องไม่มีความขัดแย้งระหว่างกมธ.ที่มาจากต่างพรรคการเมือง

‘อดีตสว.’ฉะ‘กต.มีไว้ทำไม’ ไม่ควรปล่อยให้มาเลเซียพูดเข้าข้างเขมรเป็นทุ่นระเบิดเก่า

‘อดีตสว.’ฉะ‘กต.มีไว้ทำไม’ ไม่ควรปล่อยให้มาเลเซียพูดเข้าข้างเขมรเป็นทุ่นระเบิดเก่า

‘อดีตสว.’ฉะ‘กต.มีไว้ทำไม’ ไม่ควรปล่อยให้มาเลเซียพูดเข้าข้างเขมรเป็นทุ่นระเบิดเก่า

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.59 น.

‘อดีตสว.’ฉะ‘กต.มีไว้ทำไม’ ไม่ควรปล่อยให้มาเลเซียพูดเข้าข้างเขมรเป็นทุ่นระเบิดเก่า

14 พฤศจิกายน 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) อดีตประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ อดีตที่ปรึกษาแลและอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

#กระทรวงต่างประเทศมีไว้ทำไม

หลักฐานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ที่เพิ่งถูกลักลอบเข้ามาวางใหม่ จำนวน4ลูก

กระทรวงการต่างประเทศไม่ควรปล่อยให้รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย

ออกมาพูดฝ่ายเดียว ทำนองเข้าข้างกัมพูชา ว่า ผู้แทน AOT เห็นว่า

“เป็นทุ่นระเบิดเก่า ขอให้ใจเย็นๆ ให้ไทยไปเจรจากับกัมพูชาต่อกันที่มาเลเซีย”

รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศไทย ควรตอบโต้ให้ชัดเจน

หรือควรเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียมาดูด้วยตาตนเองในพื้นที่ ห้วยตามาเรียและแนวชายแดนฝั่งไทยโดยตลอด เพื่อให้เห็นเองว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้ถูกทหารกัมพูชาแอบลักลอบเข้ามาวางใหม่ จำนวนมากนั้น

เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และละเมิดปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ไปแล้ว

การปฏิบัติการใดๆในการปกป้องอธิปไตยของผู้นำรัฐบาล และกองทัพไทย ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้และต่อจากนี้เป็นต้นไป 

เป็นการดำเนินการปกป้องอธิปไตยของชาติไทยตามหลักสากลและปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ ที่ถูกต้องเหมาะสม และได้สัดส่วนต่อภัยคุกคามอธิปไตยของชาติ

จึงไม่สมควรที่ผู้นำรัฐบาลมาเลเซียจะกระทำการใดๆในการก้าวก่ายแทรกแซงในปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา  ซึ่งเป็นเรื่องระดับทวิภาคี ที่ไม่สมควรถูกดึงให้เป็นการเจรจาระดับพหุภาคี ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศยืดเยื้อไม่จบสิ้น แบบที่ผ่านๆมาอีกต่อไป 

‘ชลน่าน’ย้ำ‘เพื่อไทย’ไม่มีเหตุเตะถ่วง แขวะบางพรรคดึงเกมใช้รธน.เป็นตัวประกัน แลกยื่นซักฟอก

‘ชลน่าน’ย้ำ‘เพื่อไทย’ไม่มีเหตุเตะถ่วง แขวะบางพรรคดึงเกมใช้รธน.เป็นตัวประกัน แลกยื่นซักฟอก

‘ชลน่าน’ย้ำ‘เพื่อไทย’ไม่มีเหตุเตะถ่วง แขวะบางพรรคดึงเกมใช้รธน.เป็นตัวประกัน แลกยื่นซักฟอก

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.52 น.

‘ชลน่าน’ย้ำ‘เพื่อไทย’ไม่มีเหตุเตะถ่วงแก้ รธน. เชื่อบางพรรคดึงเกมหวังใช้รธน.เป็นตัวประกัน แลกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

14 พฤศจิกายน 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดเผยว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นไปด้วยความล่าช้ามาก เพราะมีการแก้ไขทุกมาตรา จากร่างหลักที่รับหลักการมามีการเสนอรายละเอียด ในแต่ละมาตราค่อนข้างมาก ประกอบกับวิธีการพิจารณา ไม่ตกผลึกกลับไปกลับมา ส่งผลให้การพิจารณาของกมธ.ช้าลงจากเดิม จากเดิมที่มีการตกลงกันไว้ว่าการประชุมจะมีขึ้น 10 ครั้ง ซึ่งการพิจารณาในชั้นกมธ. น่าจะแล้วเสร็จทุกมาตรา แต่จนถึงขณะนี้กมธ. ประชุมไปแล้ว 9 ครั้ง เพิ่งจะพิจารณาได้เพียง 3 มาตรา โอกาสที่การพิจารณาแล้วเสร็จตามกำหนดเวลาจึงเป็นไปไม่ได้

นพ.ชลน่าน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญที่มีการกำหนดไว้ว่าการพิจารณาในวาระ 2 จะแล้วเสร็จในวันที่ 24-25 พ.ย. ไม่น่าจะทันแล้ว ดังนั้น การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในวาระที่ 2 คงเป็นไปตามที่นายภราดร ปริศนานันทกุล กมธ. จากพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงไว้ คือวันที่ 8-10 ธ.ค.68 ก่อนเปิดการประชุมสมัยสามัญ จากนั้น เมื่อสภาเปิดประชุมสมัยสามัญฯ ในวันที่ 12 ธ.ค.เป็นต้นไป จึงจะไปพิจารณาในวาระที่ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่พรรคภูมิใจไทยกำหนด

“ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าเหตุที่ทำให้การพิจารณาช้า มาจากกมธ.จากพรรคเพื่อไทย พยายามตีรวนในที่ประชุม และดึงช้าในทุกมาตรานั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เพราะพรรคเพื่อไทยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ไม่ใช่เพิ่งมาคิดกัน แต่เหตุที่ช้าหลายฝ่ายมองว่า บางพรรคการเมืองจะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ในขณะที่พรรคประชาชนก็จะอ้างว่าไม่ควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จทำให้ไม่สามารถยื่นอภิปรายรัฐบาลได้ จึงน่าจะเป็นเหตุผลหลัก ทำให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงวันนี้กมธฯ ควรเอาความจริงมาพูดกันไม่ควรมาสาดโคลนใส่กันเพราะไม่เกิดประโยชน์กับฝ่ายใดเลย” นพ.ชลน่าน กล่าว      

‘สุชาติ’เตรียมคุยทูตศรีลังกา 19 พ.ย.นี้ หารือนำช้าง‘พลายประตูผา-ศรีณรงค์’กลับไทย

‘สุชาติ’เตรียมคุยทูตศรีลังกา 19 พ.ย.นี้ หารือนำช้าง‘พลายประตูผา-ศรีณรงค์’กลับไทย

‘สุชาติ’เตรียมคุยทูตศรีลังกา 19 พ.ย.นี้ หารือนำช้าง‘พลายประตูผา-ศรีณรงค์’กลับไทย

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.48 น.

‘สุชาติ’เตรียมคุยทูตศรีลังกา 19 พ.ย.นี้ หารือนำช้าง‘พลายประตูผา-ศรีณรงค์’กลับไทย เน้นเจรจาทางการทูตไม่ให้กระทบความสัมพันธ์

เมื่อเวลา 09.55 น. วันที่ 14 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีจะขอช้างพลายประตูผา และ พลายศรีณรงค์ ที่ถูกส่งไปศรีลังกา กลับประเทศไทยว่า วันที่ 19 พ.ย.ได้เชิญเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย มาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล และขอฝากถึงประชาชนที่มีความรักและห่วงใย ช้าง 2 เชือกนี้ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้ขั้นตอนทางการทูต ซึ่งตนเองได้ขอพบทูตศรีลังกา เพื่อพูดคุยเรื่องแนวทาง จะไม่พูดว่าจะไปขอในสิ่งที่เขาดูแลไม่ดี เพราะพูดไม่ได้ แต่จะต้องพูดในลักษณะโดยมีวิธีการเจรจาในเรื่องของความเข้าใจกันมากกว่า และเห็นใจซึ่งกันและกัน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวโน้มน่าจะเอากลับมาได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า หากพูดตรงนี้ดูเหมือนเป็นสัญญาประชาคม จึงไม่กล้าพูด ขอรอพบทูตวันที่ 19 พ.ย.นี้ก่อน ทั้งนี้ ขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหลักให้ตนเองและกระทรวงการต่างประเทศได้มาพูดคุยกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับรัฐบาลกับรัฐบาล ไม่ใช่ระดับกระทรวงกับกระทรวง

‘สุชาติ’ให้ผู้บริหาร ภท.พิจารณา ปมแบ่งโซนเลือกตั้งชลบุรี หลังลือ’สนธยา’จ่อย้ายซบ

'สุชาติ'ให้ผู้บริหาร ภท.พิจารณา ปมแบ่งโซนเลือกตั้งชลบุรี หลังลือ'สนธยา'จ่อย้ายซบ

‘สุชาติ’ให้ผู้บริหาร ภท.พิจารณา ปมแบ่งโซนเลือกตั้งชลบุรี หลังลือ’สนธยา’จ่อย้ายซบ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.41 น.

‘สุชาติ’ให้ผู้บริหาร ภท.พิจารณา ปมแบ่งโซนเลือกตั้งชลบุรี หลังลือ’สนธยา’จ่อย้ายมาร่วม ออกตัว’คนละครึ่ง’เหตุถนัด 5 เขต ได้แสดงเจตจำนงไปแล้ว

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าวนายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม จะย้ายมาอยู่กับพรรค ภท. จะมีการแบ่งพื้นที่ส่งผู้สมัคร สส.ชลบุรี คนละครึ่งจังหวัดหรือไม่ ว่า เรื่องของนักการเมืองทุกค่าย ทุกกลุ่มของประเทศไทย เมื่อมีสัญญาณนับถอยหลังเลือกตั้ง เขาต้องพยายามหาสังกัดและต้องหาพรรคการเมืองที่มั่นคงที่จะนำพาประเทศให้เจริญได้ เขาก็ไปตรงนั้น

ส่วนที่ จ.ชลบุรี ตนเป็นผู้แทนไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องไปดูแลจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ เพราะเราไม่ได้มีประชาชนที่รู้จักทั้งจังหวัดหรือทุกจังหวัด เราอาจจะชำนาญในบางพื้นที่ อำเภอ ตำบล ซึ่งตนยินดีถ้าใครมีความรู้ความสามารถที่จะพร้อมมาทำงานในพรรคการเมืองพรรคเดียวกัน แต่วันนี้เท่าที่ทราบยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่ทุกคนพูดคุยกันได้หมด สำหรับตนยินดี หากใครมีความรู้มีศักยภาพทางการเมืองที่พร้อมจะมาทำงานด้วยกัน ถึงจะเป็นจังหวัดเดียวกันก็ยินดี เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มนายสนธยาใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนเป็นผู้น้อยกว่า เรื่องนี้ขอให้ทางผู้บริหารพรรค ภท. หรือหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เป็นหลักในการที่จะพิจารณามากกว่า เพราะตนไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในพรรค ภท. แค่เป็นสมาชิกเฉยๆ และตนไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลหรือผู้บริหารในโซนไหน จึงไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรขนาดนั้น 

เมื่อถามว่า ถ้าพรรค ภท.ให้นายสนธยาเป็นผู้คุมเลือกตั้งใน จ.ชลบุรี กลุ่มนายสุชาติจะรับได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า การเมืองเขาคงรู้อยู่แล้วว่าใครถนัดตรงไหน และใครควรจะเหมาะสมดูเขตไหน ตนว่าคุมหรือไม่คุม มันเป็นเรื่องอุปโลกน์กันมากกว่า จริงๆ  แล้วมันมองที่ผลลัพธ์และเสียงตอบรับของประชาชนว่าใครที่มีพื้นที่ฐานเสียงตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นมากกว่า ถ้าเราทำงานโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประชาชน ประเทศชาติบ้านเมือง มันก็เป็นทางเดียวกันหมด อย่างตนอยู่ อ.เมืองชลบุรี จะให้ตนไปดู อ.บางละมุง สัตหีบ ตนก็ไปไม่ได้ เพราะไม่รู้จักประชาชนแถวนั้นมาก ไม่ได้เกิดที่นั่น

เมื่อถามอีกว่า เท่าที่ประเมินดู กลุ่มนายสุชาติมีฐานเสียงที่แน่นใน จ.ชลบุรีกี่เขต นายสุชาติ กล่าวว่า จริงๆ ที่วางตัวไว้แล้วมีอยู่ เช่น เขต อ.เมืองชลบุรี พานทอง พนัสนิคม บ้านบึง บ่อทอง หนองใหญ่ เกาะจันทร์ ประมาณ 5 เขต ซึ่งเป็นผู้สมัครเก่า โดย จ.ชลบุรีมี 10 เขต และมีขนาดใหญ่ ต้องยอมรับว่า ตนเกิดที่ อ.เมืองชลบุรี ไม่ได้ข้ามไป อ.ศรีราชา บางละมุง พัทยา แถวนั้นเลย ตนถนัดในโซน อ.เมืองชลบุรีมากกว่า 

เมื่อถามย้ำว่า ทางพรรค ภท.จะมีการนัดให้ 2 กลุ่มมาคุยกันหรือไม่ว่า การบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ในเบื้องต้นตนที่เป็นสมาชิกพรรคแล้ว ได้แสดงเจตจำนงไว้แล้วว่าพื้นที่ไหนที่ตนมีความมั่นใจจะนำพาเพื่อนมารับใช้ประชาชนในเขตนั้นๆ ได้ ซึ่งเสนอตัวเพื่อนๆ ไปแล้ว ส่วนตรงอื่นต้องยอมรับสภาพว่าเราไม่ได้มีความช่ำชองถึงขนาดนั้น ไม่รู้จักผู้นำท้องถิ่นในตรงนั้น จะไปเสนอควบคุมทั้งหมดตั้งแต่แรกคงทำไม่ได้ เราต้องเป็นคนที่ยอมรับความเป็นจริงว่าถนัดตรงไหน ส่วนอื่นถ้าไม่ถนัดจะให้เราไปทำได้อย่างไร เอาคนไปลงแล้วประชาชนจะพึ่งพาได้หรือไม่ และเขาทำตัวไม่ดีเราจะเสียหายด้วย 

‘รุจิระ’ชี้’ก.ม.คุมเหล้า’กระทบเศรษฐกิจ 6 แสนล้าน ‘รายเล็กถูกปรับ – รายใหญ่สบาย’

'รุจิระ'ชี้'ก.ม.คุมเหล้า'กระทบเศรษฐกิจ 6 แสนล้าน 'รายเล็กถูกปรับ - รายใหญ่สบาย'

‘รุจิระ’ชี้’ก.ม.คุมเหล้า’กระทบเศรษฐกิจ 6 แสนล้าน ‘รายเล็กถูกปรับ – รายใหญ่สบาย’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.38 น.

“รุจิระ บุนนาค” ชี้ “ก.ม.คุมเหล้า” กระทบเศรษฐกิจ 6 แสนล้าน “รายเล็กถูกปรับ-รายใหญ่สบาย”

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 รุจิระ บุนนาค เจ้าของคอลัมนิสต์ “กฎ กติกา ธุรกิจ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เขียนคอลัมนิสต์ในหัวข้อ “ก.ม.ควบคุมดื่มแอลกอฮอล์ กับผลกระทบทางเศรษฐกิจ” โดยชี้พิรุธกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ หลังมีผลบังคับใช้ 8 พ.ย.68 สร้างความตื่นตัวและวิจารณ์สนั่น เมื่อออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่เตือนพลเมืองตนเองที่จะมาเที่ยวไทย ประเด็นร้อนคือ “ข้อห้ามดื่ม” ใหม่ ที่ปรับลูกค้า-ร้านอาหารทั่วไป 10,000 บาท หากดื่มเกินเวลา ขณะที่ “สถานบริการ-โรงแรม-สนามบิน” ยังขายได้ตามปกติ TDRI ประเมินผลกระทบมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 6 แสนล้านบาท รัฐบาลรับลูกเตรียมทบทวนเวลาขาย หวังให้กฎหมายสอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน (คลิกอ่านต้นฉบับ)

ก.ม.ควบคุมดื่มแอลกอฮอล์ กับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ฉบับใหม่ล่าสุด มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วไป

ข้อกำหนดที่สำคัญคือ ห้ามจำหน่ายสุราในเวลา 14.00-17.00 น. และ 00.00-11.00 น.(เป็นข้อกำหนดที่มีอยู่เดิม) และห้ามดื่มในเวลาที่ห้ามขายดังกล่าวหากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 10,000 บาท (เป็นข้อกำหนดใหม่)

ผลบังคับของกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่นี้ ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ออกมาประกาศเตือนนักท่องเที่ยวประเทศตน ที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

การที่ประเทศอื่นประกาศเตือนนักท่องเที่ยวของตน ที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้คนไทยที่เดิมอาจจะไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากนัก ตื่นตัวเป็นอย่างมาก

ตลกร้ายเกี่ยวกับกฎหมายใหม่นี้ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ร้านอาหารทั่วไปที่มีลูกค้านั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากเผอเรอดื่มจนเกินเวลาที่กำหนด ทั้งเจ้าของร้านและลูกค้าจะถูกปรับเป็นจำนวนเงินถึง 10,000 บาท

แต่ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับเดิม ที่ลงนามเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 ยกเว้นการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้ถือว่ากระทำได้แม้ในเวลาที่ห้ามจำหน่ายในสถานที่ดังต่อไปนี้คือ การขายในอาคารที่ให้บริการกับผู้โดยสารในสนามบิน ที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ, ขายในสถานบริการตามที่กำหนดเวลาเปิด-ปิดของสถานบริการ, ขายในโรงแรม

นี่คือความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วไปที่เป็นรายเล็กกับสถานบริการ หรือโรงแรมที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่

ความหมายคือ ร้านอาหารทั่วไปขนาดเล็ก ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่ควบคุมไม่ได้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นสถานบริการ หรือโรงแรม และสนามบิน ขายได้…เอวัง มีด้วยประการ เช่นนี้

หากย้อนไปถึงประเด็นการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลา 14.00-17.00 น. มีที่มาจากประกาศคณะปฏิวัติ เมื่อ พ.ศ. 2515 ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อห้ามและปรามพนักงานและข้าราชการบางส่วนในสมัยนั้น ที่ทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลากลางวัน จนล่วงเลยเวลาทำงาน และไม่สามารถทำงานได้

นอกจากนี้ อาจมีเจตนาที่ดีเพื่อสกัดกั้นเยาวชนและคนทั่วไป ให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ดีพอสมควร

ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังถือว่า ลำบาก อาจมีธุรกิจบางอย่างที่ดำเนินไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหา แต่ถือว่าเป็นส่วนน้อย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ประเมินว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องที่เป็นร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว มีมูลค่าสูงถึง 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ

ล่าสุด รัฐบาลได้ตระหนักและเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยจะทบทวนเกี่ยวกับกำหนดเวลา และสถานที่ในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ และสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีโดยจะแก้ไขด้วยการออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

กฎหมายที่บัญญัติไว้และมีผลบังคับใช้ เมื่อเวลาผ่านไป ยุคสมัยเปลี่ยนไปจากที่เคยทันสมัยและเหมาะสมในสมัยหนึ่ง อาจกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน

‘กรณ์’คิกออฟโมเดลสีเขียว มอบนวัตกรรม’ชูชก’สู่ประชาธิปัตย์ นำร่องลดขยะอาหาร

'กรณ์'คิกออฟโมเดลสีเขียว มอบนวัตกรรม'ชูชก'สู่ประชาธิปัตย์ นำร่องลดขยะอาหาร

‘กรณ์’คิกออฟโมเดลสีเขียว มอบนวัตกรรม’ชูชก’สู่ประชาธิปัตย์ นำร่องลดขยะอาหาร

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.02 น.

‘กรณ์’คิกออฟโมเดลสีเขียว มอบนวัตกรรม’ชูชก’สู่ประชาธิปัตย์ นำร่องลดขยะอาหาร รับมือวิกฤต Food Waste ไทยพุ่งอันดับ 2 อาเซียน ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน การขยับตัวของภาคการเมืองในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง 

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพนวัตกรรมไทย “ShooShoke (ชูชก)” ได้ส่งมอบเครื่องย่อยเศษอาหาร “ShooShoke Home Mini” (ขนาด 1–3 กิโลกรัม) ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อติดตั้งและใช้งานจริงภายในที่ทำการพรรคฯ โดยเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากองค์กร ครัวเรือน ก่อนจะขยายผลไปสู่นโยบายระดับมหภาค ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ  

นายกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เรื่องนี้ต้องเป็นวาระเร่งด่วน เพราะข้อมูลจาก Food Waste Index 2024 ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ที่อยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่งผลให้ไทยครองแชมป์อันดับ 2 ของอาเซียนในเรื่องการสร้างขยะอาหาร

“ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมาย SDGs ให้ทุกประเทศต้อง ลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030 นั่นหมายความว่า ประเทศไทยมีโจทย์หินที่ต้องลดปริมาณขยะอาหารให้ได้ถึง 3 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยต้องลดให้เหลือคนละ 43 กิโลกรัมให้ได้ กุญแจสำคัญของการแก้ปัญหานี้คือ เทคโนโลยี เครื่อง ShooShoke (ชูชก) ที่นำมาใช้ เป็นนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการกินและการอยู่อาศัยของคนยุคใหม่โดยเฉพาะ” นายกรณ์ กล่าว 

สำหรับจุดเด่นของเครื่องชูชกนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า  เป็นระบบที่สามารถเปลี่ยนเศษอาหารที่ไร้ค่า ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สำหรับใส่ต้นไม้ได้ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ด้วยกระบวนการที่ใช้งานง่ายและประหยัด เพียงเทเศษอาหารลงเครื่อง ใช้กากมะพร้าว และ จุลินทรีย์สูตรพิเศษ เฉพาะของชูชก ทำหน้าที่ย่อยสลายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังประหยัดพลังงาน ด้วยเครื่องที่ออกแบบมาให้กินไฟน้อยมาก คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ยเพียงวันละ 4 บาทเท่านั้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

‘มาเลเซีย’ย้ำชัดปมทุ่นระเบิด‘ข่าวปลอม’ ‘ที่ปรึกษารมว.กลาโหม’ฉะ‘เขมร’ปั่นเกมยืมปากคนอื่น

‘มาเลเซีย’ย้ำชัดปมทุ่นระเบิด‘ข่าวปลอม’ ‘ที่ปรึกษารมว.กลาโหม’ฉะ‘เขมร’ปั่นเกมยืมปากคนอื่น

‘มาเลเซีย’ย้ำชัดปมทุ่นระเบิด‘ข่าวปลอม’ ‘ที่ปรึกษารมว.กลาโหม’ฉะ‘เขมร’ปั่นเกมยืมปากคนอื่น

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.55 น.

‘มาเลเซีย’ย้ำชัดปมทุ่นระเบิด‘ข่าวปลอม’ ‘ที่ปรึกษารมว.กลาโหม’ฉะ‘เขมร’ปั่นเกมยืมปากคนอื่น

14 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย ระบุว่า ทุ่นระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นทุ่นระเบิดเก่า ก่อนที่จะมีการแก้ไขนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘มาเลเซีย’รายงานข่าว‘ทุ่นระเบิด’พลาด ‘กต.’ประสานชี้แจง-แถลงข้อเท็จจริงบ่ายสาม)

ล่าสุด นายวันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เมื่อสักครู่ผมได้รับการยืนยันจาก รมช.กลาโหม พลโท อดุล บุญธรรมเจริญ เรื่องที่ รมต.ต่างประเทศ มาเลเซีย ออกข่าวว่า ระเบิดที่พบใน ห้วยตามาเรีย ในฝั่งไทย ว่า เป็น ระเบิดเก่า นั้น”

“คำตอบ คือ ข่าวปลอม นะครับ ฝั่งมาเลเซีย ไม่เคยยืนยัน จบข่าว อย่าเชื่อเขมรมาก พวกเราต้องหนักแน่น ช่วยกันจัดข่าวปลอมที่มาบั่นทอนจิตใจคนไทยครับ”

“ป.ล.  เขมรการละคร ปั่นเอง เกมส์ยืมปาก (ปลอม) คนอื่นมาพูดอาจมีอีกครับ”

สมัครล้นหลาม! โฆษกปชป. โวยอดผู้เสนอตัวลง สส. ทั่วประเทศ 7 วัน ทะลุ 300 คน

สมัครล้นหลาม! โฆษกปชป. โวยอดผู้เสนอตัวลง สส. ทั่วประเทศ 7 วัน ทะลุ 300 คน

สมัครล้นหลาม! โฆษกปชป. โวยอดผู้เสนอตัวลง สส. ทั่วประเทศ 7 วัน ทะลุ 300 คน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.42 น.

สมัครล้นหลาม! โฆษกปชป. เผยยอดผู้เสนอตัวลง สส. ทั่วประเทศ  7 วัน ทะลุ 300 คน ชี้ ‘คนรุ่นใหม่-โปรไฟล์ดี’ แห่เข้าพรรคอย่างคึกคัก สัญญาณดีในกรุงเทพฯ  90 คน ชิง 33 เขต

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยความสำเร็จอย่างล้นหลามของแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” โดยระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาสู่บรรยากาศแห่งความคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีผู้สนใจยื่นความจำนงขอสมัครเป็นผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายพงศกร เปิดเผยตัวเลขอัปเดตล่าสุดว่า หลังเปิดแคมเปญเพียง 7 วัน มีผู้แสดงความจำนงขอสมัครเป็นผู้สมัคร สส. ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อรวมแล้วกว่า 300 คน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งของพรรคในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า

โฆษกพรรคฯ ระบุว่า บรรยากาศที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์คึกคักอย่างมาก มีผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถจากหลากหลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะ “คนรุ่นใหม่ที่มีโปรไฟล์ดี” ทั้งเดินทางแบบวอล์คอินเข้ามาที่พรรคฯ สมัครผ่านช่องทางไปรษณีย์ และออนไลน์จากทั่วประเทศไม่ขาดสาย

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเขตเลือกตั้งทั้งหมด 33 เขต นายพงศกร เปิดเผยว่าได้รับความสนใจอย่างสูงเช่นกัน วันนี้มีผู้แสดงความจำนงขอร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว มากกว่า 90 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนในเมืองหลวงมีต่อแนวทางและหลักการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของกรรมการบริหารชุดใหม่

สำหรับผู้สนใจร่วมอุดมการณ์กับประชาธิปัตย์ สามารถยื่นความจำนง สมัครได้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 

‘เขมร’โป๊ะแตก! ฝากรัฐบาลฉีกหน้ากาก เปิดโปงต่อประชาคมโลก

‘เขมร’โป๊ะแตก! ฝากรัฐบาลฉีกหน้ากาก เปิดโปงต่อประชาคมโลก

‘เขมร’โป๊ะแตก! ฝากรัฐบาลฉีกหน้ากาก เปิดโปงต่อประชาคมโลก

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.42 น.

‘เขมร’โป๊ะแตก! ฝากรัฐบาลฉีกหน้ากาก เปิดโปงต่อประชาคมโลก

14 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “จับโป๊ะรัฐบาลกัมพูชา ประจานต่อประชาคมโลก” ระบุว่า…

จับโป๊ะรัฐบาลกัมพูชา ประจานต่อประชาคมโลก

จากกรณีที่รัฐบาลกัมพูชากระพือข่าวว่า ทหารไทยได้ยิงพลเรือนของประเทศกัมพูชาเสียชีวิต1คนและบาดเจ็บ3-4คน และพยามสร้างภาพเป็นคลิปข่าว มีการลำเลียงผู้บาดเจ็บ มีการนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ในส่วนของรัฐบาลกัมพูชา ตั้งแต่นายฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรี จนถึงกระทรวงการต่างประเทศ ก็ออกแถลงการณ์ประณามประเทศไทยว่า ทหารไทยได้ใช้ความรุนแรงยิงพลเรือนของฝ่ายกัมพูชา

ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายไทยก็วิตกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความจริง แต่ทำไมมีการกระพือข่าว หรือปั่นข่าวกันอย่างเป็นระบบ เผยแพร่อย่างรวดเร็วต่อเนื่อง จนในที่สุดโป๊ะแตก เมื่อหลายฝ่ายเข้าไปสืบค้นและจับผิด จนพบความจริงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการจัดฉาก เป็นการสร้างภาพ เป็นการปั้นเรื่อง ไม่มีทหารไทยไปทำร้ายไปยิงพลเรือนของกัมพูชาเลย แต่การที่มีเสียงปืนดังจากฝ่ายกัมพูชา ก็เป็นการพยามที่จะสร้างสถานการณ์ยั่วยุ ให้ฝ่ายไทยตอบโต้และใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายพลเรือน ซึ่งทั้งหมดเป็นฝีมือของทหารฝ่ายกัมพูชา แต่ได้เอาโล่มนุษย์หรือราษฎรกัมพูชาเป็นเกาะกำบัง

ถ้าหากว่ามีความผิดพลาดขึ้นมาจากการใช้อาวุธของฝ่ายทหารไทยจนทำให้พลเรือนฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต ก็จะใช้โอกาสนี้ประท้วง ประจานและประณามรัฐบาลไทย แม้แต่ยังไม่มีข่าวความเป็นจริงหรือปรากฏการณ์จริงเกิดขึ้นเลย แต่ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาก็ยังหน้าด้าน ยังสร้างภาพยังโกหกแบบหน้าตาย เพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจว่า ประเทศไทยใช้ความรุนแรงต่อประเทศกัมพูชา

ซึ่งเรื่องนี้อยากจะฝากไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทย อย่าละเลยจงใช้โอกาสนี้ตลบหลัง ฉีกหน้ากากและแฉความกะล่อน ความปลิ้นปล้อน การสร้างภาพ การสร้างละครของรัฐบาลกัมพูชาเพื่อประชาคมโลกเข้าใจและได้รับทราบว่า นี่แหละคือธาตุแท้ คือสันดานของกัมพูชา ถ้าเรายังปล่อยให้ฝ่ายกัมพูชาสร้างกระแสข่าวโฆษณาชวนเชื่อ จนประชาคมโลกคล้อยตาม จะเป็นอันตรายประเทศไทย

ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ตอนนี้ประเทศไทยเสียเปรียบ ในเรื่องการสร้างข่าวทางสื่อโซเชียล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างข่าว ซึ่งโดยสปิริตของฝ่ายไทย ไม่ได้ทำเรื่องแบบนี้อย่างแน่นอน แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร จะโกหกเผยแพร่ข่าวเท็จ ซึ่งไม่ยอมรับความจริง เมื่อถูกจับผิดได้ ก็ไม่รู้สึกว่าเสียหน้าหรือเสียหาย เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยต้องใช้โอกาสนี้ประจานความปลิ้นปล้อน ความตอแหล และการสร้างภาพเท็จ การสร้างข่าวเท็จต่อประชาคมโลก เพื่อทำให้ความน่าเชื่อถือของฝ่ายกัมพูชาที่ตกต่ำอยู่แล้ว ให้ตกต่ำไปกว่านี้อีก

ขอฝากไปยังรัฐบาลไทย อย่าชะล่าใจ อย่ามองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ต้องเอาเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นสาระสำคัญ ฉีกหน้ากากเปิดโปงความเป็นประเทศที่กะล่อนให้สังคมโลกรับรู้เสียด้วย