‘ประเสริฐ’ยันไม่เกี่ยวตั้ง‘พ.ต.ท.ณัฐกานต์’ช่วงเป็น รมว.ดีอี ฟาด‘อัจฉริยะ’พยายามทำ‘เพื่อไทย’เสียหาย

‘ประเสริฐ’ยันไม่เกี่ยวตั้ง‘พ.ต.ท.ณัฐกานต์’ช่วงเป็น รมว.ดีอี ฟาด‘อัจฉริยะ’พยายามทำ‘เพื่อไทย’เสียหาย

‘ประเสริฐ’ยันไม่เกี่ยวตั้ง‘พ.ต.ท.ณัฐกานต์’ช่วงเป็น รมว.ดีอี ฟาด‘อัจฉริยะ’พยายามทำ‘เพื่อไทย’เสียหาย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

‘ประเสริฐ’ยันไม่เคยเกี่ยวข้องแต่งตั้งตำรวจชื่อ‘พ.ต.ท.ณัฐกานต์ ชูสกุล’ช่วงนั่งเป็น รมว.ดีอี ติง‘อัจฉริยะ’พยายามโยงให้‘เพื่อไทย’เสียหาย

12 พฤศจิกายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวพาดพิงถึงขณะดำรงตำแหน่งรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีความเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งนายตำรวจชื่อ พ.ต.ท.ณัฐกานต์ ชูสกุลว่า เรื่องนี้ตนได้ตรวจสอบกับผู้เกี่ยวข้องในขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี ไม่มีใครรู้จักกับนายตำรวจชื่อนี้ และตลอดเวลาที่ตนดำรงตำแหน่งไม่เคยเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งนายตำรวจที่มียศ ชื่อและนามสกุลตามที่นายอัจฉริยะอ้างเลย รวมทั้งได้นำข้อมูลที่นายอัจฉริยะพาดพิงตนทั้งหมดไปตรวจสอบแล้ว ไม่มีอยู่ในสารบบ โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมโยงต่างๆ ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า นายอัจฉริยะพยายามทุกอย่างเพื่อจะโยงตนและคนในพรรคเพื่อไทย ให้เกิดความเสียหาย ซึ่งก็ไม่รู้ว่านายอัจฉริยะกำลังทำอะไรอยู่ เพราะในสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยและทุกฝ่ายกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลภูมิใจไทยปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเด็ดขาด แต่การดำเนินการของรัฐบาลยังไม่มีมาตรการใช้ยาแรง และยังไม่ออกมาตอบคำถามเรื่องสินบน 40 ล้านบาทที่แก๊งสแกมเมอร์มาเสนอให้เพื่อแลกกับการที่รัฐบาลจะไม่ปราบปราม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจัดการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว ตามที่สัญญาไว้กับประชาชน ทั้งนี้ ยืนยันว่าขณะที่ตนดำรงตำแหน่งไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ และไม่เคยมีใครมาเสนอผลประโยชน์ จึงทำให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ต่างๆ ไม่ต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น

ช่างหัวเขมร!! ‘ผบ.ทสส.’ลั่นเราจะทำ ลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดจนครบ 13 พื้นที่ เพื่อความปลอดภัยปชช.

ช่างหัวเขมร!! 'ผบ.ทสส.'ลั่นเราจะทำ ลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดจนครบ 13 พื้นที่ เพื่อความปลอดภัยปชช.

ช่างหัวเขมร!! ‘ผบ.ทสส.’ลั่นเราจะทำ ลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดจนครบ 13 พื้นที่ เพื่อความปลอดภัยปชช.

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.04 น.

‘ผบ.ทสส.’ลั่นเราจะทำ ลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิด จุดตั้งฐานทหารกัมพูชา จนครบ 13 พื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารแนวหน้า

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส) ให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนไทยกัมพูชา ที่ยังคงดําเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ว่า กําลังทําอยู่ใน 5 พื้นที่นำร่อง ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วเราจะเดินต่อไปในพื้นที่อื่นๆ จนครบ 13 พื้นที่ ซึ่งยืนยันว่าการเก็บกู้ทุนระเบิดเราทํามาก่อนหน้านี้แล้ว หากฝ่ายกัมพูชาไม่ดําเนินการอะไร เราก็แค่ทําหน้าที่เก็บกู้ทุนระเบิดต่อไป

เมื่อถามว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ระบุว่าใน 5 พื้นที่นําร่อง กัมพูชายังไม่ตอบรับ 1 พื้นที่ พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า “ก็เรื่องของเขา พื้นที่ของเรา เราก็ทําของเรา ไปสนใจอะไรเขา “

เมื่อถามย้ำว่าเสร็จจาก 5 พื้นที่นําร่องก็จะไปพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของเราใช่หรือไม่ พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า ถูกต้อง 

เมื่อถามว่า หากเป็นพื้นที่ที่มีกัมพูชาวางฐานกําลังอยู่ เราจะปฏิบัติอย่างไร พล.อ.อุกฤษฎ์  กล่าว่า “ก็เราจะทํา เราทําเพื่อพี่น้องประชาชน และทหารที่อยู่ แนวหน้าให้ปลอดภัย ทําไมเราถึงจะทําไม่ได้ ขอย้ำว่าเราจะทํา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายไทยเสนอเก็บทุ่นระเบิด 13 พื้นที่ ประกอบด้วยพื้นที่กองกำลังบูรพา 3 พื้นที่ กองทัพภาคที่ 1 บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และ บ้านเนินสมบูรณ์ จ.สระแก้ว

กองทัพภาค 2 กองกำลังสุรนารี 6 พื้นที่ คือ ช่องบก-ช่องอ่านม้า จ.อุบลราชธานี, ช่องกร่าง จ.สุรินทร์, ช่องเหว จ.สุรินทร์, ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ และบ้านสายโท 10 ใต้ จ.บุรีรัมย์

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด 4 พื้นที่ คือ บ้านตะกาง อ.เมืองตราด, บ้านคลองม่วง อ.เมืองตราด, บ้านชำราก อ.เมืองตราด และบ้านโขดทราย อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

แต่กัมพูชาไม่ตอบรับทั้ง 13 พื้นที่ ฝ่ายไทยต่อรองลดเหลือเพียง 5 พื้นที่นำร่อง พร้อมเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาไม่ต้องมาร่วมเก็บกู้กับทีมไทย ขอเพียงไม่ขัดขวาง ได้แก่ บ้านสายโท 10 ใต้ จ.บุรีรัมย์ ช่องเหว จ.สุรินทร์ บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว บ้านชำราก จ.ตราด

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล‘อดีตนายอำเภอสัตหีบ’และพวก ออกใบอนุญาตซื้อปืนโดยมิชอบ 259 ฉบับ

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล‘อดีตนายอำเภอสัตหีบ’และพวก ออกใบอนุญาตซื้อปืนโดยมิชอบ 259 ฉบับ

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล‘อดีตนายอำเภอสัตหีบ’และพวก ออกใบอนุญาตซื้อปืนโดยมิชอบ 259 ฉบับ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.03 น.

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล‘อดีตนายอำเภอสัตหีบ’และพวก ออกใบอนุญาตซื้อปืนโดยมิชอบ 259 ฉบับ

12 พฤศจิกายน 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายพงษ์พันธ์ ยมมาศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กับพวก กรณีออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) รวมจำนวน 259 ฉบับ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 – 3 พฤศจิกายน 2561 ขณะที่ นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส, นายกฤษณพันธ์ เดชครุฑ และนายพงษ์พันธ์ ยมมาศ ดำรงตำแหน่ง นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แต่ละช่วงเวลาต่อเนื่องกัน ได้สั่งการเจ้าหน้าที่เสมียนงานทะเบียนอาวุธปืน ว่า ในกรณีที่นายดนุพล ยมพงษ์ นำเอกสารของบุคคลใดมาขอออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ให้เจ้าหน้าที่เสนอเรื่องต่อนายอำเภอสัตหีบในฐานะนายทะเบียนอาวุธปืนเพื่อลงนามออกใบอนุญาต โดยไม่ต้อง ดำเนินกระบวนพิจารณาตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และไม่ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากปลัดอำเภอหัวหน้างานทะเบียนอาวุธปืน และปลัดอาวุโส

จากนั้น นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายกฤษณพันธ์ เดชครุฑ และนายพงษ์พันธ์ ยมมาศ ในฐานะนายทะเบียนอาวุธปืน ได้ลงนามออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) รวมจำนวน 256 ฉบับ ให้แก่นายดนุพล ยมพงษ์ กับพวกรวม 8 ราย โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ นายดนุพล ยมพงษ์ กับพวก ได้อาศัยใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ดังกล่าว ไปซื้ออาวุธปืนมาจำหน่าย เพื่อการค้า รวมจำนวนทั้งสิ้น 191 กระบอก

นอกจากนี้ นายพงษ์พันธ์ ยมมาศ ขณะดำรงตำแหน่งนายอำเภอสัตหีบ ได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง และออกบัตรประจำตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้แก่ราษฎรรายหนึ่งโดยที่มิได้ร้องขอ และ นายสมจิตร วอนน้ำเพชร กำนันตำบลแสมสาร ได้ออกเอกสารรับรองความประพฤติของราษฎรรายดังกล่าว อันเป็นเท็จ เพื่อให้นายดนุพล ยมพงษ์ นำเอกสารดังกล่าวไปใช้ขอรับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) จากนายพงษ์พันธ์ ยมมาศ รวมจำนวน 3 ฉบับ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า

1. การกระทำของนายพงษ์พันธ์ ยมมาศ และนายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส มีมูลความผิด ทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ปัจจุบัน เป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

2 การกระทำของนายสมจิตร วอนน้ำเพชร มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 ประกอบมาตรา 91 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง 3. การกระทำของนายดนุพล ยมพงษ์ กับพวก มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด และฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำหรับนายกฤษณพันธ์ เดชครุฑ จากการไต่สวน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้ถึงแก่ความตายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้ จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ทั้งนี้จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวน การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิด ดังกล่าว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

ป.ป.ช.ชี้มูล‘อดีตรองเลขาฯ สกสค.’ร่ำรวยผิดปกติ 13.9 ล้าน หลังพบทุจริตเงินกู้ ช.พ.ค.

ป.ป.ช.ชี้มูล‘อดีตรองเลขาฯ สกสค.’ร่ำรวยผิดปกติ 13.9 ล้าน หลังพบทุจริตเงินกู้ ช.พ.ค.

ป.ป.ช.ชี้มูล‘อดีตรองเลขาฯ สกสค.’ร่ำรวยผิดปกติ 13.9 ล้าน หลังพบทุจริตเงินกู้ ช.พ.ค.

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.49 น.

ป.ป.ช.ชี้มูล‘สุรเดช’อดีตรองเลขาธิการ สกสค.ร่ำรวยผิดปกติ 13.9 ล้าน หลังพบทุจริตโครงการสวัสดิการเงินกู้‘ช.พ.ค.’ เอาเงินเข้าบัญชีธนาคารตัวเอง

12 พฤศจิกายน 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่าป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสุรเดช พรหมโชติ เมื่อครั้ง ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่ำรวยผิดปกติ รวมเป็นเงินจำนวน 13,916,451 บาท

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2558 ขณะที่นายสุรเดช ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ทุจริตเงินกองทุนสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ที่นำไปร่วม ลงทุนในโครงการพลังงานไฟฟ้าขยะชุมชนกับบริษัทเอกชน และมีการฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารของตนเอง เป็นจำนวนมาก โดยนายสุรเดช และคู่สมรส มีรายได้ตามแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2555 – 2558 รวมจำนวน 7,252,347.54 บาท แต่มีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถ ชี้แจงแหล่งที่มาได้ จำนวน 26 รายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,916,451 บาท ดังนี้

1. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขา กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อบัญชี นายสุรเดช พรหมโชติ จำนวน 19 รายการ รวมเป็นเงิน 8,956,866 บาท

2. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขา ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (ร.พ. รามาธิบดี) ชื่อบัญชี นายสุรเดช พรหมโชติ จำนวน 7 รายการ รวมเป็นเงิน 4,959,585 บาท ซึ่งป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่านายสุรเดช ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก ผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจ ในตำแหน่งหน้าที่ รวมเป็นเงินจำนวน 13,916,451 บาท จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน และให้แจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อสั่งลงโทษไล่ออก

โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของ แผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายใน ระยะเวลาสิบปี ตามมาตรา125 ของกฎหมายเดียวกัน

แฉเหลี่ยมเขมร! ลงนาม‘ปฏิญญาสันติภาพ’แค่ฉากบังหน้า จ้องแย่งดินแดนไทย

แฉเหลี่ยมเขมร! ลงนาม‘ปฏิญญาสันติภาพ’แค่ฉากบังหน้า จ้องแย่งดินแดนไทย

แฉเหลี่ยมเขมร! ลงนาม‘ปฏิญญาสันติภาพ’แค่ฉากบังหน้า จ้องแย่งดินแดนไทย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.24 น.

แฉเหลี่ยมเขมร! ลงนาม‘ปฏิญญาสันติภาพ’แค่ฉากบังหน้า จ้องแย่งดินแดนไทย

12 พฤศจิกายน 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” หัวข้อ “เขมรต้องการสันติภาพจริงหรือ” ระบุว่า…

เขมรต้องการสันติภาพจริงหรือ

สิ่งที่พี่น้องชาวไทย ต้องร่วมกันวิเคราะห์ ปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ระหว่างไทยกับเขมร ว่าเขมรต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างสันติภาพ กับ ดินแดนของไทย

เพราะการลงนามที่กัวลาลัมเปอร์ ในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อนำไปสู่สันติภาพ ทำให้เราอาจจะคิดได้ว่า จะนำไปสู่สันติภาพจริงๆ และเขมรก็คงต้องการสิ่งนี้

แต่ในสภาพพื้นที่จริงที่ชายแดน ยังคงมีความตรึงเครียดตามแนวชายแดน มีการยั่วยุเกิดขึ้น และนำไปสู่การเสียขาที่ 7 ของพี่น้องทหารไทย ภายหลังลงนามไม่นาน แน่ใจหรือว่าเขมรยังต้องการสันติภาพ

ผมจึงคิดว่า การลงนามเพื่อนำไปสู่สันติภาพ เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าของเขมร แต่สิ่งที่เขมรต้องการจริงๆนั่นคือ พื้นที่ชายแดนของประเทศไทย รวมทั้งปราสาทตาควาย ตาเมือนธม ตาเหมือนโต๊ด ซึ่งเขมรเคยนำเรื่องนี้ร้องต่อศาลโลก และอีกหลายจุดรวมทั้งภูมะเขือ

ผมคิดว่ารัฐบาล ต้องตีโจทย์นี้ให้ชัดเจน ถ้าเขมรต้องการสันติภาพจริงนั้นไม่ยาก แต่ถ้าเขมรต้องการดินแดน และปราสาทต่างๆของประเทศไทย รัฐบาลจะได้ตั้งรับได้ถูก และจะได้รู้ว่าโจทก์ที่แท้จริงคืออะไร

ขอบอกรัฐบาลสักเรื่องนะครับว่า MOU43 ในข้อ1.ค ที่ระบุว่า “แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักบางเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน”หรือแผนที่1:200,000

นี่คือต้นเหตุแห่งปัญหา ที่เขมรใช้อ้างมาตลอด และไทยเราไปยอมรับอยู่ในข้อ1.ค ของMOU43 ทั้งๆที่เขมรเคยร้องให้ศาลโลกตัดสินรับรองแผนที่นี้ ว่าเป็นผลงานของ คณะกรรมการปักปันเขตแดน แต่ศาลโลกก็ไม่ตัดสิน

ในเมื่อเราก็ทราบแล้วว่า เขมรต้องการดินแดนของฝ่ายไทย โดยยึดแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสน ได้เวลาแล้วที่เราต้องยกเลิก MOU 43  และเตรียมพร้อมที่จะสู้ทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องดินแดนของไทยเรา ก่อนที่จะหลงทางไปมากกว่านี้

‘นายกฯ’ลงพื้นที่’อ่างทอง – อยุธยา’บ่ายวันนี้ ลุยตรวจน้ำท่วม เร่งช่วยปชช.

'นายกฯ'ลงพื้นที่'อ่างทอง - อยุธยา'บ่ายวันนี้ ลุยตรวจน้ำท่วม เร่งช่วยปชช.

‘นายกฯ’ลงพื้นที่’อ่างทอง – อยุธยา’บ่ายวันนี้ ลุยตรวจน้ำท่วม เร่งช่วยปชช.

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.46 น.

‘โฆษกรัฐบาล’เผย’นายกฯ’ลงพื้นที่’อ่างทอง – อยุธยา’บ่ายวันนี้ ลุยติดตามสถานการณ์น้ำท่วม – เร่งช่วยเหลือประชาชนถึงพื้นที่เร่งด่วน

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (12 พ.ย. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำหลากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา เพื่อรับฟังปัญหา ให้กำลังใจประชาชน และสั่งการให้เร่งบูรณาการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางพร้อมคณะ ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม  นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

เวลา 11.45 น. นายกรัฐมนตรีจะออกเดินทางจากกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร โดยเฮลิคอปเตอร์ ไปยังสนามกีฬาโรงเรียนป่าโมกข์วิทยาภูมิ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ระหว่างทางจะบินสำรวจภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่รับน้ำ ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท ก่อนติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมรับฟังรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จากผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

ภายหลังการรับฟังรายงาน นายกรัฐมนตรีจะมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จำนวน 1,500 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

ช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรีรับฟังปัญหาและพบปะพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ วัดบันไดช้าง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้น เวลา 14.05 น. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยัง วัดท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัย และมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ จำนวน 1,000 ชุด แก่ผู้ประสบภัย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลที่มีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคกลาง โดยจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การดูแล และช่วยเหลือ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดูแลประชาชน รวมถึง การเร่งฟื้นฟูให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : กรวีร์ ปริศนานันทกุล Korrawee

รบเถิดอรชุน รบเถิดอนุทิน! กระตุกนายกฯจัดหนักกัมพูชา ‘ฮุน เซน’ถึงจะรู้สึก

รบเถิดอรชุน รบเถิดอนุทิน! กระตุกนายกฯจัดหนักกัมพูชา ‘ฮุน เซน’ถึงจะรู้สึก

รบเถิดอรชุน รบเถิดอนุทิน! กระตุกนายกฯจัดหนักกัมพูชา ‘ฮุน เซน’ถึงจะรู้สึก

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.36 น.

รบเถิดอรชุน รบเถิดอนุทิน! กระตุกนายกฯจัดหนักกัมพูชา ‘ฮุน เซน’ถึงจะรู้สึก

12 พฤศจิกายน 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “รบเถิดอรชุน รบเถิดอนุทิน” มีเนื้อหาดังนี้…

รบเถิดอรชุน รบเถิดอนุทิน

“รบเถิดอรชุน” เป็นวลีเอก มาจากวรรณกรรม เรื่อง “มหาภารตะ” ซึ่งเป็นคำพูดที่ “พระกฤษณะ” พยายามบอก อรชุน ให้ไปทำสงคราม ทั้งที่ อรชุน ไม่อยากทำ ซึ่งถือว่าเป็นบทสวดที่พูดถึงสงครามได้ดีที่สุดในโลกแล้ว

ผมเคยเขียนวลีนี้สื่อถึงคุณอภิสิทธิ์ ผ่านบล็อกโอเคเนชั่น ให้ออกมายุติการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เสียที ก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายยับเยินไปมากกว่านี้

เพราะการประชุมที่ ร.11 นั้น มีขึ้นทุกวัน จนคุณอภิสิทธ์ ก็ดูจะอ่อนหล้าไปมาก ผมจึงต้องการให้กำลังใจคุณอภิสิทธิ์ อย่าใช้เวลาในการตัดสินใจนานไป “รบเถิดอรชุน รบเถิดอภิสิทธ์”

ปัจจุบันการลอบวางระเบิดครั้งใหม่ของทหารกัมพูชาในครั้งนี้ มีเจตนาชัดเจน ที่จะเหยียดยามทหารไทย และรัฐบาลไทยว่า “ไม่มีน้ำยา”

เนื่องจากรำละครมานานแล้ว จนกัมพูชาชินชากับมองกติกาต่างๆว่าเป็นแค่เสือกระดาษเท่านั้น ครั้งนี้ถ้าปล่อยต่อไปแบบเดิมอีกทหารไทยก็จะขาขาดฟรีๆเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน คราวนี้ผมจึงขอสื่อถึงคุณอนุทิน ให้รบอย่างเต็มที่เอาแนวคิดของกองทัพเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา

เพราะกับ ฮุน เซน นั้น แค่ใช้มือสะกิดคงไม่รู้สึกอะไร ต้องใช้อวัยวะอย่างอื่นแทน แกถึงจะรู้สึก แล้วออกมารับผิดชอบบ้าง

“รบเถิดอรชุน รบเถิดอนุทิน”

‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองประชาชน 91% ทุบเปรี้ยงหนุนใช้‘โดรนทางทหาร’

‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองประชาชน 91% ทุบเปรี้ยงหนุนใช้‘โดรนทางทหาร’

‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองประชาชน 91% ทุบเปรี้ยงหนุนใช้‘โดรนทางทหาร’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.51 น.

‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองประชาชน 91% ทุบเปรี้ยงหนุนใช้‘โดรนทางทหาร’

12 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โดรนทางการทหารและความมั่นคง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้ “โดรน” ในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงการรู้จักและการใช้โดรนของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 78.47 ระบุว่ารู้จักแต่ไม่เคยใช้ รองลงมา ร้อยละ 13.13 ระบุว่า รู้จักและเคยใช้ และร้อยละ 8.40 ระบุว่า ไม่รู้จัก

เมื่อพิจารณาตัวอย่างที่ระบุว่ารู้จักและเคยใช้โดรนในภารกิจต่าง ๆ (จำนวน 172 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.02 ระบุว่า ใช้ถ่ายภาพและบันทึกข้อมูล รองลงมา ร้อยละ 29.07 ระบุว่า ใช้เพื่อการเกษตร ร้อยละ 20.35 ระบุว่าใช้เพื่อความสนุกสนาน ร้อยละ 4.66 ระบุว่า ใช้เพื่อสำรวจ ตรวจสอบ ร้อยละ 1.16 ระบุว่า ใช้เพื่อภารกิจทางทหารและความมั่นคง และใช้เพื่อการทำแผนที่ ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.58 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ใช้เพื่อการศึกษา

เมื่อสอบถามเฉพาะผู้ที่ระบุว่ารู้จักโดรน ทั้งที่เคยใช้และไม่เคยใช้โดรน (จำนวน 1,200 หน่วยตัวอย่าง) ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

+ ความสำคัญของการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 80.50 ระบุว่า สำคัญมาก รองลงมา ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ค่อนข้างสำคัญ ร้อยละ 1.50 ระบุว่า ไม่ค่อยสำคัญ ร้อยละ 0.42 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.25 ระบุว่า ไม่สำคัญเลย

+ ความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 91.08 ระบุว่า เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย รองลงมา ร้อยละ 57.25 ระบุว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ ร้อยละ 51.50 ระบุว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการป้องกันภัย ร้อยละ 48.08 ระบุว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการโจมตีเป้าหมาย ร้อยละ 21.50 ระบุว่า เป็นการใช้ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ร้อยละ 16.42 ระบุว่า ไทยควรผลิตโดรนเองเพื่อลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ร้อยละ 4.17 ระบุว่า เป็นการเอาเปรียบคู่ต่อสู้จากการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า

ร้อยละ 3.08 ระบุว่าไทยอาจต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากเกินไป ร้อยละ 2.58 ระบุว่า อาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากการล่วงล้ำเขตแดนเพื่อนบ้าน ร้อยละ 1.00 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย ร้อยละ 0.83 ระบุว่า ไม่ใช่การรบแบบสุภาพบุรุษ ร้อยละ 0.58 ระบุว่า ควรนำงบประมาณไปใช้อย่างอื่นดีกว่า และอาจเป็นการละเมิดกฎของสงคราม เช่น การใช้โดรนโจมตีเป้าหมายนอกเขตการสู้รบ เป็นต้น ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.50 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

เมื่อถามถึงการรู้จักระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.50 ระบุว่า ไม่รู้จักเลย รองลงมา ร้อยละ 41.25 ระบุว่า พอรู้จักบ้าง ร้อยละ 10.17 ระบุว่า รู้จักดี และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

ความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้ที่ควรรับผิดชอบในกรณีที่การใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทยเกิดความผิดพลาด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.92 ระบุว่า ผู้บัญชาการกองทัพ รองลงมา ร้อยละ 38.92 ระบุว่า ผู้ควบคุมหน่วยระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ ร้อยละ 26.33 ระบุว่า ผู้นำประเทศ ร้อยละ 24.58 ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร้อยละ 12.75 ระบุว่า ผู้ออกแบบ เขียน Code ป้อนข้อมูล สำหรับระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ ร้อยละ 11.50 ระบุว่า บริษัทผู้ผลิต และ/หรือ จัดจำหน่ายอาวุธ ร้อยละ 10.42 ระบุว่า นักการเมืองผู้ร่วมอนุมัติงบจัดซื้ออาวุธ ร้อยละ 9.00 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และร้อยละ 4.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 51.33 ระบุว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง รองลงมา ร้อยละ 22.42 ระบุว่าค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 12.50 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 11.50 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 2.50 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ลั่นแค่ระงับปฏิญญาไทย-เขมร ยังไม่พอ แนะยกเลิกข้อตกลง‘หยุดยิง’

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ลั่นแค่ระงับปฏิญญาไทย-เขมร ยังไม่พอ แนะยกเลิกข้อตกลง‘หยุดยิง’

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ลั่นแค่ระงับปฏิญญาไทย-เขมร ยังไม่พอ แนะยกเลิกข้อตกลง‘หยุดยิง’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.31 น.

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ลั่นแค่ระงับปฏิญญาไทย-เขมร ยังไม่พอ แนะยกเลิกข้อตกลง‘หยุดยิง’

12 พฤศจิกายน 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

แค่นี้ยังไม่พอ

ผลประชุมสมช. และท่าทีของรัฐบาลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร เท่าที่ออกมายังไม่เพียงพอ

ทำไมถึงพูดอย่างนั้น

รัฐบาลเพียงระงับความตกลงสันติภาพ ยังไม่ได้ประกาศยกเลิกความตกลง แปลว่า​ หากสถานการณ์ดีขึ้น​ คนไทยลืมเหตุการณ์ทหารขาขาดแล้ว ความตกลงสันติภาพก็กลับมาอีก

แต่ถ้ารัฐบาลตั้งใจให้ทหารเป็นคนนำ ไฟเขียวทหารปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังในการจัดการปัญหาชายแดนจริง ต้องสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลัง

ยกเลิกข้อตกลงหยุดยิง​ 28​ กรกฎาคม เพราะฝ่ายตรงข้ามละเมิดข้อตกลง ลักลอบวางทุ่นระเบิดทำทหารขาขาด สนับสนุนท่าทีนายกที่จะไม่ตอบตปท.

เราไม่ใช่ขี้ข้าใคร​ มีอำนาจอธิปไตย ไทยไม่จำเป็นต้องรายงานใคร ไม่ต้องแจ้งทรัมป์และอันวา

ไทยจะทำอะไรบ้างนับแต่นี้ต่อไป อุบเอาไว้บ้างไม่ต้องเปิดหมด อย่าให้ใครสร้างภาพว่าขี่คอผู้นำไทยได้ ไทยรวมกำลังตั้งมั่น​ จะสามารถป้องกันขันแข็ง

‘เพื่อไทย’ร้าว! ‘ลูกสาวเฮียกุ่ย’น้อยใจ ออกจากกรุ๊ปไลน์ จับตาย้ายตามพ่อหรือไม่

‘เพื่อไทย’ร้าว! ‘ลูกสาวเฮียกุ่ย’น้อยใจ ออกจากกรุ๊ปไลน์ จับตาย้ายตามพ่อหรือไม่

‘เพื่อไทย’ร้าว! ‘ลูกสาวเฮียกุ่ย’น้อยใจ ออกจากกรุ๊ปไลน์ จับตาย้ายตามพ่อหรือไม่

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

‘เพื่อไทย’ร้าว! ‘ลูกสาวเฮียกุ่ย’น้อยใจ ออกจากกรุ๊ปไลน์ จับตาย้ายตามพ่อหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 มีความเคลื่อนไหวในพรรคเพื่อไทย (พท.) โดย น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี ได้กดออกจากไลน์กลุ่มของพรรคเพื่อไทย ในเวลา 19.45 น. โดยคาดว่าเกิดจากอาการน้อยใจ และไม่ได้รับความสำคัญ ทำให้ตัดสินใจออกจากกลุ่มไลน์

ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้เป็นบิดา ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค พท.และไปเป็นที่ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นชนวนให้ สส. ถามถึง น.ส.สุดารัตน์ ว่าจะออกจากพรรคตามบิดาหรือไม่ โดยที่ผ่านมา น.ส.สุดารัตน์ ยืนยันตลอดว่าจะยังอยู่กับพรรค พท. ซึ่งในการเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในนามพรรค พท.รอบแรกกว่า 180 คนนั้น ยังมีชื่อ น.ส.สุดารัตน์ ร่วมเปิดตัวด้วย