ผู้ประกอบการร้องขอทบทวนพ.ร.บ.ฯ-ยกเลิก‘ห้ามดื่ม’นอกเวลาขาย รัฐบาลแย้มแนวทาง‘ปลดล็อก’

ผู้ประกอบการร้องขอทบทวนพ.ร.บ.ฯ-ยกเลิก‘ห้ามดื่ม’นอกเวลาขาย รัฐบาลแย้มแนวทาง‘ปลดล็อก’

ผู้ประกอบการร้องขอทบทวนพ.ร.บ.ฯ-ยกเลิก‘ห้ามดื่ม’นอกเวลาขาย รัฐบาลแย้มแนวทาง‘ปลดล็อก’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

ผู้ประกอบการบุกทำเนียบฯร้องทบทวน‘พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์’ ยกเลิก‘ห้ามดื่ม’นอกเวลาขาย ด้าน‘สิริพงศ์’แย้มแนวทางแก้‘ปลดล็อกกลางวัน-ขยายเวลานั่ง’เข้าวงบอร์ดควบคุมน้ำเมา 13 พ.ย.นี้

12 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดยนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย  , นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เดินทางร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

นายสรเทพ  เปิดเผยว่า  ปัญหาหลักของกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่มีปัญหาหลักคือเรื่องของการห้ามนั่งดื่มต่อ แต่จริงๆ วันนี้ที่มายื่นคือเรื่องของการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2515 ซึ่งไม่เข้ากับบริบทของประเทศไทย 2. เรื่องของการปลดโซนนิ่ง และ 3. เรื่องของการอนุญาตให้นั่งดื่มต่อ ซึ่งสามข้อนี้กระทบมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น โดยขอแยกออกเป็น 2 กรณีคือ

1. ผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว

2. ภาคธุรกิจกลางคืน โดยในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โทร.มาสอบถามว่าแก้ได้หรือไม่และแก้อย่างไร เพราะสำนักข่าวต่างประเทศเล่นข่าวหลายสำนัก จึงมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเต็มๆ ทั้งนี้ทีเส็บจะมีการประชุมใหญ่ เป็นสัมมนา 3-4 กรุ๊ป แน่ๆ ถ้ากฎหมายนี้ไม่ได้แก้มีผลกระทบกับเขาแน่ๆ และถึงขั้นที่ว่าเขาอาจจะย้ายจัดการสัมมนาไปประเทศอื่น นี่คือผลกระทบ

นายสรเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร การท่องเที่ยวมีความกังวล กระทั่งแม้แต่มัคคุเทศก์เองยังเป็นกังวล ว่าจะเอาอย่างไรอย่างเช่นหากมีการพานักท่องเที่ยวไปทัวร์ในช่วงที่มีอากาศร้อนเขาจะไปนั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายสอง 10 นาทีมันก็ไม่ได้แล้ว ทางร้านจะโดนจับทั้งไกด์ทั้งร้านที่ขาย เขาก็กลัวไปหมดกลายเป็นสภาวะสุญญากาศในช่วงนี้ที่กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มๆ เราจึงดูแล้วว่าไม่ไหว เราเข้าใจว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มองในมิติสุขภาพ แต่ตนอยากเรียกร้องว่าให้ท่านมองในมิติอื่นด้วย มองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยังมีทั้งในเรื่องท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกหลายล้านชีวิตในประเทศ ตนจึงมายื่นข้อเสนอตรงนี้

ด้านนายสง่า กล่าวว่า ในส่วนของถนนข้าวสารเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีรายได้เข้าประเทศค่อนข้างมาก มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 หมื่นกว่าคนต่อวัน สามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เรากังวลคือถ้ามีการปรับจริงกระแสตรงนี้หากนักท่องเที่ยวโดนปรับสัก 1-2 คนแล้วไปสร้างกระแสจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากๆ ในสิ่งที่ภาคราชการออกอะไรออกมาที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่เป็นรากฐานของประเทศ ขอให้ช่วยกลับไปทบทวนดูบริบทของวันนี้ไม่เหมือนกับ 10 -20 ปีที่ผ่านมา จิตสำนึกของคนวันนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาปลูกจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ไม่ใช่เอากฎหมายมาครอบผู้ประกอบการ

ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้มีการพูดคุยกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ในเนื้อหาสาระมีการปลดล็อกเวลาขาย และให้ไปดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ เพิ่มเวลาขายแต่ห้ามนั่งดื่มเกินเวลา ซึ่งเราได้รับคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายว่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ การไปแก้กฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อน จึงได้เร่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการประชุมกันในวันที่ 13 พ.ย.โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อผลออกมา คิดว่าจะได้คำตอบ และมีผลบังคับใช้ไม่เกินต้นเดือน ธ.ค. นี้ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้จะหารือกับคณะกรรมการดูว่ามีอะไรบ้างที่สามารถผ่อนปรน หรือผ่อนผันในช่วงนี้ได้ ในส่วนของแนวทางมีความเห็นในทางที่ตรงกัน เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลกับจำนวนนักท่องเที่ยว

นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขอให้อดใจรอนิดหนึ่ง

เมื่อถามว่า จะมีแนวทางที่เหมาะสมพอจะตกลงกันได้หรือไม่ เพราะมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย นายสิริพงศ์ กล่าวว่า น่าจะมีการปลดล็อกเวลาขายในช่วงเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนการขายอาจจะให้จบแค่ช่วงเวลาเที่ยงคืน สำหรับร้านอาหารทั่วไป ส่วนการนั่งต่อกำลังดูแนวทาง แต่อาจจะมีให้นั่งต่อไปอีกสักช่วงเวลาหนึ่ง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ระเบียบเหล่านี้จะเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตัวกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลา กำหนดเพียงว่าห้ามขายและห้ามดื่ม ส่วนเรื่องเวลาต้องดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และย้ำว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถทำได้อย่างลำพัง แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมื่อถามถึง การแบ่งโซนนิ่ง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทบทวน ทั้งนี้การยกเลิกโซนนิ่งทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ แต่อาจมีพื้นที่นำร่องในการลองปลดโซนนิ่ง หรืออาจมีการเพิ่มพื้นที่โซนนิ่ง

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลของประชาชนว่าหากยกเลิกโซนนิ่งแล้วจะเป็นอย่างไร เรียนว่า การจะปลดโซนนิ่งต้องมีเรื่องของกฎหมายควบคุมสถานบันเทิง เพื่อการันตีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

F16พร้อมรบ! ผบ.คปอ.นำทีมบิน ตรวจความพร้อมป้องอธิปไตย24 ชม.ทุกวัน

F16พร้อมรบ! ผบ.คปอ.นำทีมบิน ตรวจความพร้อมป้องอธิปไตย24 ชม.ทุกวัน

F16พร้อมรบ! ผบ.คปอ.นำทีมบิน ตรวจความพร้อมป้องอธิปไตย24 ชม.ทุกวัน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.47 น.

เอฟ-16 พร้อม! “ผบ.คปอ.” ร่วมบิน เอฟ-16 เตรียมความพร้อมตลอด 24 ชม.ทุกวัน ( 24/7 ) ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

12 พฤศจิกายน 2568 ที่กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา พล.อ.อ.ระวิน  ถนอมสิงห์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (ผบ.คปอ.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมและตรวจความพร้อม ปฏิบัติการบินกับเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 โดยได้ร่วมบินกับเครื่องบินเอฟ-16 ในการเตรียมความพร้อมปฏิบัติภารกิจในทุกสถานการณ์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทุกวัน (24/7)เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ตามเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในการปฏิบัติภารกิจ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพล.อ.อ.ระวิน เป็นอดีตนักบิน เอฟ-16 เจ้าของคอนไซน์ (consign) ฮอลลีวูด (Hollywood).

012

‘ปชป.’หนุน‘รัฐบาล-กองทัพ’ปกป้องอธิปไตยไทยเต็มที่ วอนคนไทยช่วยบอกชาวโลก คนฉีกปฏิญญาฯตัวจริงคือกัมพูชา

‘ปชป.’หนุน‘รัฐบาล-กองทัพ’ปกป้องอธิปไตยไทยเต็มที่ วอนคนไทยช่วยบอกชาวโลก คนฉีกปฏิญญาฯตัวจริงคือกัมพูชา

‘ปชป.’หนุน‘รัฐบาล-กองทัพ’ปกป้องอธิปไตยไทยเต็มที่ วอนคนไทยช่วยบอกชาวโลก คนฉีกปฏิญญาฯตัวจริงคือกัมพูชา

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

‘ปชป.’หนุน‘รัฐบาล-กองทัพ’ปกป้องอธิปไตยไทยเต็มที่ วอนคนไทยช่วยบอกชาวโลก คนฉีกปฏิญญาฯตัวจริง คือกัมพูชา เหตุลอบวางทุ่นระเบิดทำร้ายทหารไทย เผยปชป.เตรียมเปิดนโยบายสงครามปราบแก๊งสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. เวลา 12.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 ซึ่งมี 1 ราย ขาขาด ว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและกองทัพในการรักษาอธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ สำหรับตนเห็นว่าผู้ที่ฉีกปฏิญญาดังกล่าว คือฝ่ายกัมพูชาที่เป็นผู้เอาทุ่นระเบิดมาวาง ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงสนับสนุนรัฐบาลในการทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และอยากเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคนให้ช่วยกันบอกชาวโลกว่าผู้ที่ฉีกปฏิญญานี้ คือคนที่วางทุ่นระเบิด ซึ่งก็คือกัมพูชา

เมื่อถามว่าเกรงว่าจะทำให้ไทยเสียโอกาสหรือไม่ เพราะข้อตกลงในปฏิญญานี้มี 2 ใน 4 ข้อ ทำให้ไทยได้เปรียบ คือเรื่องการปราบแก๊งสแกมเมอร์ และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้แล้ว ดังนั้นการจะพูดว่าฝ่ายใดปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามในข้อตกลงดังกล่าว มันต้องดำเนินการก่อนว่าทำไมกัมพูชาจึงมาละเมิดข้อตกลงนี้ ส่วนการดำเนินการจากนี้ไป ตนเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศสนับสนุนอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ให้รัฐบาลและกองทัพดำเนินการไป แต่อยากให้สื่อมวลชนและคนไทยชี้แจงให้ชาวโลกทราบว่าไม่ใช่อยู่ดีๆ เราเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอะไรก่อน แต่ฝ่ายที่ละเมิดคือกัมพูชา จึงทำให้ข้อตกลงนี้ไม่เป็นผล

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่รัฐบาลไทยประกาศสงครามปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ ถือว่าดำเนินการถูกจุดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังดำเนินการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน โดยเร็วๆนี้ เราจะชี้ให้เห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ควรทำอย่างไร-002

‘ปชน.’เดินเกมรุก!ชี้ล้มปฏิญญาสันติภาพไม่พอ แนะช่องรบ.ต้องโจมตีจุดตายกัมพูชา ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์’

‘ปชน.’เดินเกมรุก!ชี้ล้มปฏิญญาสันติภาพไม่พอ แนะช่องรบ.ต้องโจมตีจุดตายกัมพูชา ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์’

‘ปชน.’เดินเกมรุก!ชี้ล้มปฏิญญาสันติภาพไม่พอ แนะช่องรบ.ต้องโจมตีจุดตายกัมพูชา ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘ปชน.’เดินเกมรุก! ชี้ล้มปฏิญญาสันติภาพไม่พอ แนะช่องรัฐบาลต้องโจมตีจุดตาย ‘กัมพูชา’ คือ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์’ ติงรัฐบาลล่าช้าทั้งด้านการทูต เตือนอย่าปล่อยให้กัมพูชาใช้ไทยเป็นเหยื่อ เสนอติดกล้อง CCTV เพื่อปกป้องทหารลาดตระเวน หวั่นไทยพลาดท่าถูกปั่นให้เป็นผู้ร้าย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา09.30น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศล้มปฏิญญาสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชามาถูกทางหรือไม่ หรือควรจะมีท่าทีเข้มมากกว่านี้ว่า ตอนนี้เราต้องไม่ยอมให้กัมพูชาเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะกัมพูชากำลังลดแรงเสียดทานเรื่องการปราบปรามเรื่องสแกมเมอร์ และเขาพยายามเอาเรื่องทุ่นระเบิดมาเบี่ยงเบนความสนใจของเรา เพราะสำหรับกัมพูชาการสูญเสียจะเท่าไหร่ก็แล้วแต่ มันไม่ได้ทำให้เขาต้องให้ความสำคัญอยู่แล้ว เขาพร้อมที่จะสูญเสียทหารเท่าไหร่ก็ได้ ดังนั้นสำหรับเขาการสู้รบกันตามแนวชายแดนไม่มีปัญหานี่คือสิ่งที่กัมพูชาคิด
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นตนยืนยันว่าถ้าจะเปิดปฏิบัติการเชิงรุกกับกัมพูชาต้องทุบหม้อข้าวเขาคือเรื่องสแกมเมอร์ ขณะเดียวกันในเรื่องทุนระเบิดเราก็ต้องมีมาตรการ 1. ทางการต่างประเทศเราช้าไป อยากให้นายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ต้องดำเนินการให้รวดเร็วกว่านี้ เรารู้ก่อนอยู่แล้ว เพราะคนของเราได้รับความสูญเสียตนคิดว่าต้องเร็ว และต้องพูดสื่อสารกับทั่วโลกให้ชัดเจน  2. ด้านชายแดนเรามีเทคโนโลยีหลายอย่าง  ไม่มีอะไรมากเช่น CCTV  เราลงทุนหน่อย ก็จะช่วยทำให้การปฏิบัติการของทหารในการลาดตระเวนมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ว่าจนถึงตอนนี้เราขยับเรื่องนี้ช้าก็ไม่รู้ว่าติดอะไร 

“ดังนั้นผมคิดว่าเราสามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ และไม่ปล่อยให้กัมพูชาใช้ความเป็นเหยื่อแล้วบอกกับทั่วโลกว่าเรารังแกเขา เราต้องไม่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น”นายรังสิมันต์ กล่าว 

เมื่อถามว่านายกฯให้ไฟเขียวทางการทหารปฏิบัติการได้ทันที นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คงต้องไปลงรายละเอียดว่าระดับไหน เพราะมีตั้งแต่ระดับฟูลสเกลจนถึงแบบจำกัด ขอคุยกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก่อนที่จะลงในรายละเอียดดีกว่า ไม่อยากให้การสื่อสารไม่มีความเป็นเอกภาพ-002

‘โรม’เชิญ‘ชนนพัฒฐ์’แจงกมธ.พรุ่งนี้ ทิ้งบอมบ์นายกฯรู้ดี‘นักการเมือง’คนไหนเอี่ยวสแกมเมอร์

‘โรม’เชิญ‘ชนนพัฒฐ์’แจงกมธ.พรุ่งนี้ ทิ้งบอมบ์นายกฯรู้ดี‘นักการเมือง’คนไหนเอี่ยวสแกมเมอร์

‘โรม’เชิญ‘ชนนพัฒฐ์’แจงกมธ.พรุ่งนี้ ทิ้งบอมบ์นายกฯรู้ดี‘นักการเมือง’คนไหนเอี่ยวสแกมเมอร์

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.17 น.

‘กมธ.มั่นคงฯ’เชิญ‘ชนนพัฒฐ์’แจง 13 พ.ย.นี้ ด้าน‘โรม’ชี้ยึดทรัพย์ 159 ล้านบาทน้อยเกินไป เชื่อมีมากกว่านี้ ย้ำ‘อนุทิน’รู้ดีมีนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์ กังขาไม่จริงใจแก้ เหตุติดปัญหา‘ทุนไทยเทา’ ลั่นหากนายกฯยังไม่ขยับมากกว่านี้อาจเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ รับกระแสแรงประชาชนจี้ซักฟอก ย้ำ‘ปชน.’ให้ความสำคัญสแกมเมอร์เป็นเรื่องร้ายแรงระดับโลก บอกโอกาส 1 ปี มี 1 ครั้ง จะยื่นต้องเอาให้สำเร็จ 

12 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมกมธ.วันนี้ ว่า จะพิจารณาเรื่องสแกมเมอร์ต่อจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเราเกาะติดเรื่องนี้ เป้าหมายหลักอยู่ที่บริษัทฮุยวัน ซึ่งเราเชื่อว่าเรามีข้อมูลที่เป็นเงินคริปโต ที่เกิดจากการกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เท่าที่ทราบหน่วยงานของรัฐมีข้อมูลนี้ แต่ปัญหาการยึดอายัดทรัพย์ไม่มีการดำเนินการ คงต้องมาตรวจสอบดูว่าเป็นเพราะอะไร และนอกจากเรื่องของบริษัทฮุยวัน แล้ว ก็จะเชื่อโยงไปที่ฮุน โต ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งเราไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องระเบิดเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ตนคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่ประเทศไทยจะต้องเปิดเชิงรุกในเรื่องสแกมเมอร์ให้มากขึ้น เพราะเราต้องยอมรับว่าผู้มีอำนาจในกัมพูชาเกี่ยวพันและเกี่ยวโยงกับสแกมเมอร์ที่อยู่ในกัมพูชา เมื่อเป็นเช่นนี้ตนคิดว่าเป็นจังหวะที่ดี ที่ประเทศไทยต้องรุกให้มากขึ้น รวมถึงเครือข่ายอื่นๆที่มีการเปิดเผยชื่อไปหลายครั้งแล้วในประเทศไทย รวมถึงไทยเทาที่ต้องเร่งปราบปราบให้เด็ดขาด

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่รัฐบาลระบุว่ามีการยึดทรัพย์และจัดการปัญหาสแกมเมอร์ได้หลายหมื่นล้านบาทแล้ว นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เวลาเราดูการยึดทรัพย์ ก็เป็นการยึดแค่ชั่วคราว ก็ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่ายังไม่สามารถตอบได้ว่ากระบวนการจะไปจบที่ตรงไหน ล่าสุดที่มีการยึดทรัพย์ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ก็ต้องเรียนตามตรงว่าการไปยึดทรัพย์ดังกล่าว อาจเรียกว่าเป็นความคืบหน้าระดับหนึ่งเพราะไม่บ่อยที่เราจะเห็นนักการเมืองไทย ถูกดำเนินการจริงจังตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ที่ต้องตรวจสอบคือมีแค่เฉพาะนายชนนพัฒฐ์หรือไม่ เพราะตามข่าวใช้คำว่ากับพวก คงต้องไปดูว่านอกจากนายชนนพัฒฐ์ ยังมีนักการเมืองอื่นอีกกี่คน

ทั้งนี้ จากที่ตนตรวจสอบดูเส้นทางการเมืองมากกว่านายชนนพัฒฐ์มีหลายคน แล้วชื่ออื่นๆที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินกับนายชนนพัฒฐ์ จะถูกดำเนินการอย่างไร หรือมีการยึดอายัดทรัพย์สินด้วยหรือไม่ และสิ่งที่ชวนคิดคือนายชนนพัฒฐ์ มีทรัพย์สินแค่นั้นจริงๆหรือ เพราะโดยธรรมชาติของเว็บพนันที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งปกติเว็บพนันมีเงินมหาศาล ดังนั้นถ้ายึดแค่ 159 ล้านบาท ก็อาจจะดูน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่เราเชื่อว่านายชนนพัฒฐ์มีทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากกว่านั้น คงต้องตรวจสอบกันต่อไป

“เบื้องต้น 13 พ.ย. ทางกมธ. ได้เชิญนายชนนพัฒฐ์ มาชี้แจง ซึ่งตนได้รับแจ้งเบื้องต้นมานายชนนพัฒฐ์จะมาชี้แจง แต่ไม่รู้จะเปลี่ยนใจหรือไม่ และหวังว่านายชนนพัฒฐ์จะมาชี้แจง เข้าใจว่าจะมาพร้อมกับนายไผ่ ลิงค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ด้วยหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ ซึ่งเมื่อมาแล้วก็เอาผังต่างๆมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ถ้าพบว่ามีการทำความผิดเพิ่มเติม คงมีการส่งเรื่องให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินทางกฎหมายต่อไป” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่านายชนนพัฒฐ์ มีการยักย้ายทรัพย์สินออกไปก่อนที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) จะอายัด ถึงมีเพียง 159 ล้านบาท นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คิดว่าคงเป็นทรัพย์สินในรูปแบบคริปโต และอาจจะยังตรวจไม่เจอ เพราะถ้าเราดูตามผังมีการใช้บัญชีม้า เส้นเงินอาจจะเชื่อมเข้าสู่บัญชีส่วนตัว แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือถ้าดูธรรมชาติของแก๊งสแกมเมอร์คือเขาจะมีการเปลี่ยนเงิน 3 แบบ คือ 1. เปลี่ยนเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ราคาแพง รถหรู ซึ่งอาจจะใช้ชื่อนอมินีหรือชื่อตนเองก็ได้ 2. รูปแบบทองคำ และ  3. คริปโตเคอร์เรนซี หากเป็นรูปแบบนี้ตนเป็นห่วงว่าหน่วยงานของรัฐตรวจเจอมากน้อยแค่ไหน หรืออาจจจะมีการซุกซ่อนใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลในการซุกซ่อนเหรียญคริปโตที่มีมูลค่ามากมายก็ได้ และตอบไม่ได้ว่านายชนนพัฒฐ์มีหรือไม่ ต้องตรวจสอบต่อไป และปปง.ต้องชี้แจงต่อกมธ. ในเรื่องนี้ด้วย

เมื่อถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประกาศว่าใครมีข้อมูลชัดเจนว่ามีรายชื่อบุคคลใดไม่ว่านักการเมืองหรือข้าราชการไปเกี่ยวข้อง ให้ส่งข้อมูลไปที่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบรมว.ดิจิทัลและเศรษฐกิจเพื่อสังคม (ดีอี) ระบุว่ายังไม่ได้ข้อมูลนักการเมือง 7 คน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รับการประสานด้วยวาจาว่าให้นำข้อมูลไปให้นายกฯแต่ยังหาวันไม่ลงตัว ซึ่งตนยินดีที่จะไปให้ข้อมูลกับนายกฯและตนไม่ได้กังวลว่าต้องไปชี้แจงกับใคร ส่วนเรื่องการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่บอกว่าจะทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็พูดกันตรงไปตรงมาว่าท่านควรมาดูลูกน้องของท่านบ้าง เพราะในการพูดคุยกันในกมธ.มีการปรากฏชื่อหลายคน ถ้าตรวจสอบว่าคนที่มากมธ.เป็นใคร ก็จะพอเห็นภาพว่าใครเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบ แต่ปัญหาคือถ้าพูดแบบท่านไม่รู้อะไรเลย เพียงบอกว่ารายชื่อ 7 คน มีหรือไม่ ซึ่งนี่ก็เริ่มปรากฏแล้ว แทนที่จะมาตั้งคำถามกลับแบบนี้ทำไมไม่มาช่วยกันนการปราบปรามเรื่องนี้

“ผมยืนยันได้ว่าคุณอนุทินรู้ดี ว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อกับแก๊งสแกมเมอร์ ถ้าบอกว่าท่านไม่รู้ ผมไม่เชื่อ ยืนยันว่าให้มาช่วยกันปราบสแกมเมอร์ดีกว่า แต่ถ้าจะมาตอบโต้เราทั้งที่พวกเรามีความปรารถนาดี ผมคิดว่าจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการปราบปรามสแกมเมอร์ลดลง จากที่ลดลงอยู่แล้วในฐานะที่มีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ​และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก ไม่รู้ว่ามีใครไปถามคุณธรรมนัสแล้วหรือไม่ เรื่องนายชนนพัฒฐ์” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่ามองการทำงานของรัฐบาลว่าจริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ด้านการสื่อสารขยายอยู่ แต่ทางปฏิบัติตนยังไม่มั่นใจเพราะยังคาดหวังมากกว่านี้ อย่างวันนี้ในที่ประชุมกมธ. เราจะชี้เป้าบริษัทฮุยวัน ที่เป็นบริษัทที่มีข้อมูลอยู่แล้ว น่าจะเปิดปฏิบัติการได้เลยหรือ 43 รายชื่อ ที่ทางกมธ.จะส่งให้ เราก็คาดหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายว่าจะดำเนินการ ตั้งแต่ชั้น ตม. การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และคดีความอาญา ถ้ากวาดทั้งระบบก็จะส่งผลดี ต่อประเทศไทยในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้ 

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลที่พ.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม คิดว่าไม่ใช่ทั้งหมดแต่เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบุคลสำคัญจำนวนมาก บางส่วนเป็นข้าราชการตำรวจและอดีตข้าราชการระดับสูง จำนวนมาก บางส่วนเป็นนักการเมือง ซึ่งเราจะได้เห็นมีนักการเมืองภาคใต้อีกว่าอาจจะไปเชื่อมโยงเรื่องนี้ หาไม่เกี่ยวต้องเอาพยานหลักฐานมาชี้แจงกมธ. อย่างไรก็ตาม หากเอาไปขยายผลจะเห็นความสัมพันธ์ทางเส้นทางการเงินที่ลึกซึ้งมากขึ้น

เมื่อถามว่า จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องสแกมเมอร์หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราพร้อมคุยกับพรรคเพื่อไทย เพราะมองว่าไทม์ไลน์ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ​ เรื่องการเปิดสภาฯ มาจนเรื่องนี้ ไปด้วยกันได้ ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้าจะเกิดขึ้นก็ต้องคุยกับพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด และต้องออกแบบยุทธศาสตร์ ตนคิดว่าเราจะยื่นใครก็แล้วแต่สิ่งสำคัญคือต้องเอาให้สำเร็จ เพราะใช้ได้แค่ครั้งเดียวต่อปี หากเรามีเสียงฝ่ายค้านเยอะขนาดนี้ ถ้าจะดำเนินการต้องเป้าหมายและต้องเอาให้ได้

“ปกติรัฐบาลไม่กี่เดือน เขาไม่ค่อยโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่การที่มีกระแสเรียกร้องมายังฝ่ายค้านให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมคิดว่าคุณอนุทินต้องทบทวนตัวเองว่าทำไมกระแสเรียกร้องถึงสูงขนาดนี้ การที่คุณอนุทินไม่ดำเนินการอย่างไรก็ต้องคิดถึงประโยชน์ระยะยาวต่อประเทศชาติด้วย” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า ส่วนตัวคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นร้ายแรงจนถึงขั้นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เพราะ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่ายังไม่ร้ายแรง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เวลาที่เรามองว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง แน่นอนว่าเรื่องทุนสิเทาร้ายแรงอยู่แล้ว เพราะเป็นวาระระดับโลก ไม่ใช่แค่สังคมไทยเท่านั้นการที่เราตรวจสอบเชิงรุก และเรียกร้องกับรัฐบาลให้มีการดำเนินการเรื่องนี้จริงจัง ถ้าปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆสิ่งที่สังคมจะตั้งคำถามคือ คุณมีเอี่ยวด้วยหรือไม่ เพราะแม้แต่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ยังรู้ว่าใครเป็นโจร วันนี้คุณรู้ว่าโจรอยู่ไหนแล้วไม่ดำเนินการอะไร ความเสียหายจะเกิดขึ้นมาก และความร้ายแรงจะแปรผันไปตามกาลเวลาในการไม่ทำอะไรของนายอนุทิน ถ้าปล่อยไปแบบนี้ พรรคประชาชนปล่อยไม่ได้ คงต้องตรวจสอบทุกกระบวนการ ทุกกลไกที่เป็นไปได้ แต่การที่จะไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมีการพูดคุยกัน อย่างที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เคยระบุไว้

เมื่อถามย้ำว่า การที่น.ส.ศิริกัญญาบอกว่าไม่ร้ายแรง แสดงว่าในพรรคไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าน.ส.ศิริกัญญา ไม่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ร้ายแรง เพราะเรื่องทุนสีเทาร้ายแรงทั้งหมด เพียงแต่เวลาที่เราพูดถึงผู้กระทำความผิด มีตัวละครหลายคน แต่ละตัวละครมีบทบาทที่ต่างกัน แต่ตนยืนยันว่าในสายตาของพรรคประชาชนทุนสีเทาและแก๊งสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ร้ายแรง และเรายืนยันในจุดยืน รวมถึงตรวจสอบรัฐบาลในเรื่องนี้ ยืนยันว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นเท่าพรรคประชาชน เพียงแต่เวลามองการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมองทุกมิติที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง และเราพร้อมใช้กลไกทั้งหมดแก้ไขเรื่องทุนสีเทา 

‘ดร.ชิดตะวัน’ฟาดปาก‘วิโรจน์’ ยัน‘แม่ทัพกุ้ง’ทำถูกต้อง ไม่หยุดยิงตามคำสั่งที่ขัดรธน.

‘ดร.ชิดตะวัน’ฟาดปาก‘วิโรจน์’ ยัน‘แม่ทัพกุ้ง’ทำถูกต้อง ไม่หยุดยิงตามคำสั่งที่ขัดรธน.

‘ดร.ชิดตะวัน’ฟาดปาก‘วิโรจน์’ ยัน‘แม่ทัพกุ้ง’ทำถูกต้อง ไม่หยุดยิงตามคำสั่งที่ขัดรธน.

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.48 น.

‘ดร.ชิดตะวัน’ฟาดปาก‘วิโรจน์’ ยัน‘แม่ทัพกุ้ง’ทำถูกต้อง ไม่หยุดยิงตามคำสั่งที่ขัดรธน.

12 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ให้ความเห็นกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า พล,ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้หยุดยิงตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรกของสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และจะให้คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ

รศ.ดร.ชิดตะวัน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 52 มีสาระสำคัญโดยสรุปว่า กองทัพมีหน้าที่พิทักษ์รักษาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงแห่งรัฐ

ในขณะที่มาตรา 5 วรรคแรก บัญญัติว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้”

ฉะนั้น คำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 68 หรือคำสั่งอื่นใดที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ย่อมเป็นกรณีที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ยังผลให้คำสั่งดังกล่าวเป็นอันใช้บังคับมิได้

รศ.ดร.ชิดตะวัน กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ในขณะนั้น ซึ่งอาจจะไม่ได้ปฏิบัติตามการสั่งการของผู้บังคับบัญชาในวันที่ 24 ก.ค. 68 ก็เป็นกรณีเดียวกับที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.68 ในคราวประชุมที่จังหวัดสุรินทร์ ให้ปรับเวลาเปิดปิดด่านไทยให้ตรงกับกัมพูชา โดยอ้างเหตุเพื่อประโยชน์ในการค้าขาย แต่พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ก็มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ด้วยอาจมีผลทำให้ไทยต้องเสียเปรียบในการกดดันกัมพูชาให้ออกจากเขตอธิปไตยของไทย สอดรับอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับนายฮุน เซน “อังเคิลอยากได้อะไรให้บอกมา” เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.68 ซึ่งฮุน เซน ได้กล่าวความตอนหนึ่งว่า “ขั้นตอนที่หนึ่ง อยากให้ชายแดนเปิดปกติเหมือนก่อนเกิดเหตุ”

“การที่พล.ท.บุญสิน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้เป็นไปตามความต้องการของประเทศอื่น แต่ทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงที่จะต้องเสียอธิปไตยเหนือดินแดน จึงเป็นกรณีการปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างครบถ้วน ในทางตรงกันข้าม หากกองทัพปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการปล่อยเชลยศึก การถอนอาวุธหนัก โดยเฉพาะการเปิดด่าน ซึ่งเป็นความต้องการของฮุนเซน ที่มีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อราชอาณาจักรไทย อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น” รศ.ดร.ชิดตะวัน กล่าว

รศ.ดร.ชิดตะวัน ยังกล่าวต่อว่า การที่นายวิโรจน์ นำผู้บริหารประเทศไทยยุคปัจจุบันไปเปรียบกับยุคสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถือว่าเป็นเรื่องที่ตื้นเขิน เนื่องจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้นำประเทศที่มีทศพิธราชธรรม มีจิตวิญญาณรักชาติ ที่พร้อมสละชีวิตเพื่อกอบกู้เอกราชและปกป้องแผ่นดินเกิด แต่นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันเห็นแก่ตัวมาก หิวเงินจัด จนพร้อมสิโรราบให้ประเทศอื่น ดังนั้นหากให้กองทัพปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของฝ่ายการเมือง โดยไม่ยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้กองทัพมีหน้าที่พิทักษ์รักษาดินแดนที่ไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงแห่งรัฐ ราชอาณาจักรไทยอาจถึงคราวต้องตกเป็นรัฐบริวารของชาติอื่น

‘กมธ.แก้รธน.’ตัดทิ้ง‘สสร.’เลือกให้มี กมธ.ยกร่างรธน.ใหม่-กมธ.ฟังความเห็น ที่รัฐสภาแต่งตั้ง

‘กมธ.แก้รธน.’ตัดทิ้ง‘สสร.’เลือกให้มี กมธ.ยกร่างรธน.ใหม่-กมธ.ฟังความเห็น ที่รัฐสภาแต่งตั้ง

‘กมธ.แก้รธน.’ตัดทิ้ง‘สสร.’เลือกให้มี กมธ.ยกร่างรธน.ใหม่-กมธ.ฟังความเห็น ที่รัฐสภาแต่งตั้ง

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.39 น.

‘กมธ.แก้รธน.’ตัดทิ้ง‘สสร.’เลือกให้มี กมธ.ยกร่างรธน.ใหม่-กมธ.ฟังความเห็น ที่รัฐสภาแต่งตั้ง

12 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ที่มีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาวาระการลงมติเพื่อตัดสินเนื้อหาของมาตรา 256/1 ว่าด้วยองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้มีแนวทางการลงมติคือ ให้มี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพียงองค์กรเดียว กับ ให้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

ในการประชุมช่วงเช้า ได้ใช้การลงมติตัดสิน ซึ่งเสียงข้างมากเห็นด้วยต่อการกำหนดให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ  เป็นองค์กรเพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพียงองค์กรเดียว และได้ลงมติให้การแก้ไขเนื้อหา ซึ่งตัดประเด็น สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่เสนอไว้ในร่างของพรรคประชาชนออกไป และเปลี่ยนให้เป็น คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งรัฐสภาแต่งตั้ง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะกมธ. ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่ผ่านการพิจารณามาตรา  256/1 แล้ว จะพิจารณาในรายละเอียดต่อไปในกระบวนการคัดเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ ซึ่งว่าด้วยให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งตามขั้นตอนที่พรรคประชาชนเสนอ คือให้ใช้การรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา จำนวน 20 คนเพื่อเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน เบื้องต้นคาดว่าที่ประชุมจะสนับสนุน แต่ทั้งนี้ต้องหารือกันอีกครั้งเพื่อให้เป็นข้อสรุปที่ชัดเจน ต่อจากนั้นจะเป็นประเด็นของที่มาของบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นกมธ. ก่อนจะให้รัฐสภาคัดเลือก

เซอร์ไพรส์!‘ทนายไพศาล’สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ ลั่น‘ผมหัวใจสีฟ้า’

เซอร์ไพรส์!‘ทนายไพศาล’สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ ลั่น‘ผมหัวใจสีฟ้า’

เซอร์ไพรส์!‘ทนายไพศาล’สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ ลั่น‘ผมหัวใจสีฟ้า’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.20 น.


วันที่ 12 พฤศิจกายน เฟสบุ๊ค “จูรี นุ่มแก้ว” ของนายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่คลิป นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดังเข้่าพรรคประชาธิปไตย โดยนายจูรี ทักทายด้วยความตื่นเต้น บอกว่าไม่คาดฝันว่าทนายไพศาล จะมาร่วมงานที่พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ทนายไพศาล ตอบว่า “ผมมาหาท่านรอง เพราะแคมเปญ สส.ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมหัวใจสีฟ้า”

ทนายไพศาล กล่าวอีกว่า “วันนี้ผมมาสมัครสมาชิกพรรค สส.ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมมาแล้วคนหนึ่ง เจอกันครับ”

‘พท.’ออกแถลงการณ์ประณาม’กัมพูชา’ จี้ รบ.กดดันผ่านประชาคมโลก ปราบสแกมเมอร์บีบเขมร

'พท.'ออกแถลงการณ์ประณาม'กัมพูชา' จี้ รบ.กดดันผ่านประชาคมโลก ปราบสแกมเมอร์บีบเขมร

‘พท.’ออกแถลงการณ์ประณาม’กัมพูชา’ จี้ รบ.กดดันผ่านประชาคมโลก ปราบสแกมเมอร์บีบเขมร

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

พท.ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาละเมิดปฏิญญาสันติภาพ ลักลอบวางทุ่นระเบิดซ้ำที่ห้วยตามาเรีย จี้ รบ.ยกระดับกดดันผ่านอาเซียน-ประชาคมโลก พร้อมเสนอใช้หุ่นยนต์เก็บกู้ทุ่นระเบิด เร่งปราบสแกมเมอร์กดดันกัมพูชาเชิงรุก พร้อมถามหาผลสอบปมสินบน ‘ไชยชนก’ 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 พ.ย.2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรมว.ต่างประเทศ และนายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนายมาริษ อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยว่า จากกรณีที่โฆษกกองทัพบกแถลงถึงการลักลอบรื้อถอนรั้วลวดหนาม และการวางทุ่นระเบิดใหม่ของกัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของประเทศไทยภายหลังการลงนาม “ปฏิญญาสันติภาพไทย–กัมพูชา” จนเป็นเหตุให้ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บ 4 นายนั้น พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และขอเสนอให้กองทัพฯ ใช้ หุ่นยนต์เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยขอรับการสนับสนุนจากองค์กรของสหภาพยุโรปไว้  เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียของพี่น้องทหารไทยในอนาคต

นายมาริษ กล่าวว่า 1.ประณามกัมพูชา ขอประณามกัมพูชาสำหรับการกระทำที่เป็นการละเมิด ปฏิญญาสันติภาพ ข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงการขาดจิตสำนึกในหลักมนุษยธรรมและความจริงใจต่อกระบวนการสันติภาพ 2.เสนอใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเก็บกู้ พรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐบาลต่อยอดแนวทางการเก็บกู้วัตถุระเบิด ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยดำเนินไว้ โดยผลักดันความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐภาคีอนุสัญญากรุงออตตาวา และศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ทั้งนี้ควรใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น หุ่นยนต์กำหนดเป้าหมายและเก็บกู้ทุ่นระเบิด ระบบ surveillance เพื่อตรวจจับการละเมิดและการลักลอบวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ไทย

นายมาริษ กล่าวต่อว่า 3.เรียกร้องรัฐบาลยกระดับกดดันกัมพูชาผ่านอาเซียนและนานาชาติ พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งยกระดับมาตรการกดดันกัมพูชาอย่างจริงจัง ผ่านช่องทางทางการทูต โดยเฉพาะนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย และอดีตประธานอาเซียน นาย Romualdez Marcos Jr. ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนคนต่อไป นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะผู้ผลักดันปฏิญญาสันติภาพ และรัฐบาลจีน ในฐานะสักขีพยานข้อตกลงหยุดยิงไทย–กัมพูชาที่เมืองปุตรจายา ประเทศมาเลเซีย 4.ผลักดันประณามกัมพูชาในเวทีโลก พรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐบาล ยกระดับการกดดันผ่านประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยผลักดันเรื่องนี้ไว้แล้ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกกรณีนี้เข้าสู่วาระการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา (22nd Meeting of the States Parties to the Ottawa Convention) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–5 ธ.ค.ณ นครเจนีวา เพื่อประณามกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐภาคีกดดันให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง

นายมาริษ กล่าวอีกว่า 5.เสนอเร่งปราบสแกมเมอร์ กดดันกัมพูชาเชิงรุก พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งผลักดันการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างจริงจัง โดยให้รัฐบาลไทยกลับมาแสดงบทบาทนำเหมือนในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เคยผลักดันให้เกิดความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาเซียน ความร่วมมือทวิภาคีกับมหาอำนาจ และกับ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) โดยมุ่งเน้นการ ตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านนายกฤชนนท์ กล่าวว่า การปราบสแกมเมอร์ เป็นการเดินหน้ากดดันกัมพูชาเชิงรุก ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้เคยริเริ่มไว้จนไทยมีบทบาทนำ แต่ยังต้องเดินหน้าขยายผลให้มากกว่านี้ โดยขอเสนอรัฐบาลปัจจุบันให้เร่งดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้ 1.ตามแล้วตามอยู่และวันนี้จะขอตามต่อ และวันนี้จะขอติดตามการดำเนินคดีของ prince Group ที่หลายประเทศได้ทำไปแล้วไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และจัดการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่ในรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลสอบของนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แฉว่าถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน แลกกับการไม่ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ได้ตั้งคณะกรรมการไว้แล้ว และเคยบอกว่าจะมาสรุปผลภายในสิ้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา วันนี้จะกลางเดือนพ.ย.แล้ว ขอให้รีบเร่งสรุปผล พร้อมทั้งขยายผลจับกุมไปยังต้นตอด้วย 

นายกฤชนนท์ กล่าวต่อว่า 2.ติดตามเส้นทางการเงิน เงินทุกบาทที่อาชญากรเอาไป รัฐบาลต้องเอาคืนให้พี่น้องประชาชนให้มากที่สุดและเร็วที่สุด ด้วยการบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยี 3.ขอย้ำว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าความร่วมมือปราบสแกม 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย-จีน-กัมพูชา โดยให้พิจารณาพัฒนาจากโมเดลความร่วมมือ ไทย-จีน-เมียนมา เพราะเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่ได้ผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

‘นายกฯ’เปิดงานหลักสูตร วปอ. รุ่น 68 ย้ำความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ความร่วมมือ’รัฐ-เอกชน-ปชช.’

'นายกฯ'เปิดงานหลักสูตร วปอ. รุ่น 68 ย้ำความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ความร่วมมือ'รัฐ-เอกชน-ปชช.'

‘นายกฯ’เปิดงานหลักสูตร วปอ. รุ่น 68 ย้ำความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ความร่วมมือ’รัฐ-เอกชน-ปชช.’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

นายกฯ อนุทิน เปิดงานหลักสูตร วปอ. รุ่น 68 ย้ำความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 ที่อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 และกล่าวบรรยาย หัวข้อ บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พลโท ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 เข้าร่วมด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดหลักสูตรว่า วันนี้รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้ง ในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 61 การได้พบกับพี่น้องชาว วปอ. คือการได้พบกับบุคลากรทรงคุณค่าของประเทศ เป็นผู้นำระดับสูงจากทุกภาคส่วน ทุกท่านมาอยู่ที่นี่ก็ด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นในการจะร่วมกันสร้างความมั่นคง ความก้าวหน้า และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยของเรา

นายกรัฐมนตรี กล่าวเชื่อว่าทุกท่านคงมีประสบการณ์ และตระหนักดีว่าในยุคนี้ “ภัยคุกคามต่อความมั่นคง” ไม่ได้มาในรูปแบบของ “การรบด้วยอาวุธ” เสมอไป แต่แฝงมาในรูปของสงครามการแข่งขันทางข้อมูลการค้า เศรษฐกิจดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของตลาดโลก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร และภูมิรัฐศาสตร์ ทุกครั้งที่ได้ไปร่วมการประชุมนานาชาติจะเห็นได้ชัดว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ได้กลายเป็น “แนวรบใหม่” ของทุกประเทศ หากเศรษฐกิจสั่นคลอน ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ความไม่พอใจในสังคมก็จะขยายตัว มีผลต่อทั้งเสถียรภาพทางการเมือง และความมั่นคงทางสังคม ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องสร้างเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาเพียงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีความสมดุลโดยรัฐบาลนี้มุ่งเน้นประคับประคองผู้มีรายได้น้อยให้มีกำลังพอที่จะยืนได้ด้วยตนเอง เช่น “โครงการคนละครึ่ง พลัส” ที่ดำเนินอยู่นี้ ซึ่งสำคัญที่คำว่า “พลัส” เพราะมีการอบรมผู้ประกอบการให้เข้าถึงช่องทางการค้าขายออนไลน์ เป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสใหม่ ๆ ให้ด้วย

นี่คือตัวอย่างของการให้ “เบ็ดตกปลา” ไม่ใช่ทำแค่โครงการแจกเงิน เพราะต้องการสร้างระบบนิเวศให้ทุกกลุ่ม รู้สึก “เป็นเจ้าของความมั่นคง” ร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงเชิงบูรณาการ” คือ การเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงไว้ด้วยกัน คำว่า “บูรณาการ” จะขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่บูรณาการจะเกิดอาการ “เสียศูนย์” ซึ่งแม้แต่ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ต้องบูรณาการ คนทั่วไปคิดว่า สมช. ประกอบไปด้วยการทหารอย่างเดียว แต่จริง ๆ มีทั้งการต่างประเทศ การทหาร การคลัง การเศรษฐกิจ ความมั่นคงภายใน ถ้าขาดอะไรไป ประเทศจะเสียศูนย์ตอนนี้หากต้องบริหารจัดการเรื่องใหญ่ ๆ จะต้องบูรณาการ ทั้งหมดนี้คือเรื่อง “ความมั่นคง” ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสิ้น เช่นเมื่อเร็วนี้ที่ได้มีการลงนาม MOU กับ  15 หน่วยงาน ถือเป็นการขันน็อต เพื่อปราบอาชญากรรมสแกมเมอร์ เพราะถ้าต่างคนต่างทำ ประสิทธิภาพจะหายไปตามรอยต่อ ทุกท่านที่มาเรียนหลักสูตร วปอ.นี้ ถือได้ว่ามีโอกาส ได้ฝึกบูรณาการตั้งแต่ตอนนี้ เพราะมาจากหลายภาคส่วน ซึ่งในอนาคตเครือข่ายนี้จะเป็นประโยชน์กับภารกิจของทุกคน และภารกิจของประเทศชาติ 

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงบทบาทภาคเอกชนต่อความมั่นคงชาติ ภาคเอกชนถือเป็น “แนวหน้า” ในสนามเศรษฐกิจในหลายประเทศ ผู้ประกอบการ SMEs ถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจ เพราะทุกการลงทุนคือ การสร้างงาน สร้างรายได้ และลดแรงกดดันทางสังคม รัฐบาลจึงมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ที่สำคัญคือ การปฏิรูปกฎหมายให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ การ “กิโยติน” กฎหมายจะทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้น ด้วยการลดความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย ปรับปรุงทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ได้เดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าสนับสนุนผู้ประกอบการได้ดีที่สุดประเทศหนึ่ง การจดทะเบียนบริษัทที่สิงคโปร์ทำได้รวดเร็วมาก บทบาทของรัฐคือ ผู้ส่งเสริม สนับสนุน เมื่อประชาชนมีรายได้มาก รัฐก็เก็บภาษีได้มากขึ้น มีทุนมาสร้างความเจริญให้กับประเทศ เสถียรภาพของรัฐมีผลต่อภาคเอกชน และก็มีผลต่อความเจริญของรัฐ การสร้างความเข้มแข็งจึงต้องทำในทุกภาคส่วน ต้องสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยก้าวสู่ Supply Chain เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจในทิศทางใหม่ของโลก ซึ่งด้วยวิกฤตต่าง ๆ ที่ควบคุมไม่ได้ รัฐบาลต้องเข้าไปประคอง เช่นในภาคการท่องเที่ยวที่ต้องการการกระตุ้นช่วงก่อนไฮซีซัน รัฐบาลก็จัดโครงการ “เที่ยวดี มีคืน” ส่งเสริมให้ประชาชนอยากไปท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวได้ดูแลสถานที่ของตน ให้คงคุณภาพ หรือยกระดับคุณภาพ ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับกิจการที่ปรับปรุงสถานที่ในช่วงนี้ด้วย นี่เป็นตัวอย่างที่ภาครัฐมีหน้าที่ต่อเอกชนในทุกสถานการณ์ เพราะถ้าผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจก็พัง และความมั่นคงก็จะไม่มี

และอีกปัจจัย คือการเมือง ไม่มีชาติใด มั่นคงได้ หากการเมืองไม่มั่นคง “เสถียรภาพทางการเมือง” คือเครื่องมือสำคัญในการรักษาความมั่นคงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชน รัฐบาลจะต้องรักษาเอกภาพ และความสมดุลในความสัมพันธ์กับทุกภาคส่วน ซึ่งนี่ก็เป็นความเฉพาะตัวของการเมืองไทย ความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาแต่ต้องพยายามไม่ให้ความเห็นต่าง กลายเป็นความแตกแยก เมื่อบ้านมีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี ก็จะมีความพร้อมสูงในการออกไปแข่งขันนอกบ้าน

ด้านความมั่นคงของไทยในเวทีโลก ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนำทีมไทยแลนด์เข้าร่วมการประชุมนานาชาติทั้ง ASEAN Summit ที่มาเลเซีย และ APEC Summit ที่เกาหลีใต้ ทั้งสองเวทีสะท้อนว่า “เสถียรภาพทางการเมืองภายใน” คือ เงื่อนไขสำคัญของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” ประเทศที่มีความต่อเนื่องทางนโยบาย ประเทศที่โลกเชื่อมั่นว่าจะยืนหยัดบนหลักการและสันติภาพ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม และระเบียบโลก คือประเทศที่นักลงทุนอยากเข้ามาลงทุน ดังนั้นจึงต้องแก้ข้อกังวล และยืนยันว่า ประเทศไทยนั้นแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ไม่เคยให้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุน ไทยได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความพร้อมในการเป็น “สะพานเชื่อมภูมิภาค” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงทางพลังงาน ไทยพร้อมเป็น Hub ในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ หรือแม้กระทั่งการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยภูมิศาสตร์และความพร้อมของไทย จึงได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมปราบปรามสแกมเมอร์ในภูมิภาคด้วย การหารือในเวที APEC และ ASEAN ทำให้ไทยเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่กว่า 10 ประเทศ นี่ไม่ใช่เพียงการเจรจาเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างความมั่นคงเชิงรุกที่ทำให้ไทยยืนอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค” หรือที่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ไทยได้กลับมาอยู่ในเรดาร์ของโลกแล้ว

นายกรัฐมนตรียังได้ว่า อย่างไรก็ดี ขณะที่การดำเนินการทางการต่างประเทศของไทยกำลังเป็นไปด้วยดี สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเดินสวนทางอีกครั้ง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นบททดสอบสำคัญ ของรัฐบาลและกองทัพไทย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ ได้ปกป้องอธิปไตยของชาติด้วยความเด็ดขาด และขณะเดียวกัน ก็รักษาช่องทางการทูตอย่างอดทน เพื่อคงสถานะความชอบธรรมของประเทศไทยบนเวทีโลก จนกระทั่งมีถ้อยแถลงแนวทางสันติภาพร่วมกัน โดยมีอาเซียนและสหรัฐฯ เป็นสักขีพยาน และก็เป็นผลดีกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของไทยกับอีกหลายประเทศด้วย 

โดยในวันนี้ จากสถานการณ์ทำให้ต้องเปลี่ยนมาตรการและยุทธศาสตร์กันอีกครั้ง ในฐานะรัฐบาล มีหลายสิ่งต้องปกป้องรักษาไว้ และดำเนินการเพื่อความมั่นคงของชาติ 

1. ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

2. การบริหารการต่างประเทศ ที่ต้องให้ประชาคมโลกรับรู้ถึงเหตุการณ์ และต้องใช้กลไกในการประท้วงเพื่อรักษาสิทธิ์ทางการต่างประเทศให้ครบถ้วน

3. การทหาร รัฐบาลได้ให้ไฟเขียวในการปฏิบัติการที่จำเป็นในอนาคต โดยจะยึดถือระเบียบโลกอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ไทยเกิดข้อเสียเปรียบในระยะยาว ไม่ว่าสถานการณ์จะนำไปที่จุดใด 

4. การเศรษฐกิจ แน่นอนว่า แนวทางสันติภาพเปลี่ยนแปลงไป จะส่งผลต่อการเจรจาทางเศรษฐกิจในบางเรื่องไม่มากก็น้อย แต่มั่นใจว่า ด้วยการเตรียมการทุกด้านอย่างรอบคอบจะสามารถรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไว้ได้

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องความมั่นคงของชาติ ถ้ามองภาพรวม และมียุทธศาสตร์ที่พร้อม บูรณาการ และที่สำคัญ มีความแน่วแน่ในผลประโยชน์ของชาติ ก็จะรักษาความมั่นคงไว้ได้เสมอ ความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อผู้นำในทุกระดับร่วมกันยืนอยู่บนความจริง คุณธรรม และความรับผิดชอบ 

สำหรับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 68 การได้เข้ามาเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ถือเป็นโอกาสอันทรงคุณค่า เพราะทุกท่านคือผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง และตัดสินใจในเรื่องที่จะส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ ขอให้ได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เสริมสร้างเครือข่าย และร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติในทุกมิติ ประเทศไทยต้องการผู้นำที่ไม่เพียงมีความรู้ความสามารถ แต่ยังต้องมีหัวใจของ “ผู้รับใช้ประชาชน” ขอให้ทุกท่านรักษาคุณค่าของความเสียสละ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อสังคมไว้เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้ คือรากฐานของความเป็นผู้นำที่แท้จริง และขอให้ประสบความสำเร็จในการต่อยอดความรู้ ความคิดและในการทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป