‘ครม.เศรษฐกิจ’ไฟเขียว ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5’เติมเงินร้านค้าขนาดเล็ก 4 แสนราย

‘ครม.เศรษฐกิจ’ไฟเขียว ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5’เติมเงินร้านค้าขนาดเล็ก 4 แสนราย

‘ครม.เศรษฐกิจ’ไฟเขียว ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5’เติมเงินร้านค้าขนาดเล็ก 4 แสนราย

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.08 น.

“ครม.เศรษฐกิจ”ไฟเขียว “คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5″เติมเงินร้านค้าขนาดเล็ก 4 แสนราย Upskill-Reskill ตั้งแต่ 19 พ.ย. – 19 ธ.ค.68 ได้เงินสนับสนุนจากรัฐสูงสุด 2,000 บาท เริ่มโอน 25 ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานวันนี้ เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส หรือ โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 โดยจะเติมเงินให้กับร้านค้าขนาดเล็กที่ผ่านการ Upskill หรือ Reskill จะได้รับเงินสนับสนุน จากภาครัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า รวมทั้งสิ้น 4 แสนราย โดยจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า

“โครงการนี้จะช่วยเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าในโครงการขายของออนไลน์ เพิ่มทักษะด้าน AI ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้” นายเอกนิติ ระบุ

สำหรับโครงการ Upskill หรือ Reskill ครั้งนี้ เป็นโครงการที่ต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก โดยกำหนดร้านค้าขนาดเล็ก ในโครงการคนละครึ่งพลัส 4 แสนราย ได้รับการ Upskill หรือ Reskill ยกระดับศักยภาพของร้านค้าขึ้น เริ่มตั้งแต่ 19 พฤศจิกายน ถึง 19 ธันวาคม 2568 ก่อนจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท คาดว่าจะเริ่มโอนได้ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 โดยจะใช้งบไม่เกิน 800 ล้านบาท

สำหรับวิธีดำเนินการนั้น ร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถเลือกเข้าร่วมการ Upskill หรือ Reskill ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผ่าน 1 ใน 3 ช่องทาง ดังนี้

1.เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform โดยร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง พลัส เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส รายใดรายหนึ่ง ได้แก่ Grab Lineman Robinhood และ ShopeeFood โดยร้านค้าต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568

2.เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน ช่น การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย การประกอบธุรกิจที่เข้าถึงได้ง่าย เทคนิคการตั้งราคาขาย การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นต้น โดยร้านค้าบุคคลธรรมดาจะต้องผ่านการเรียนให้ครบจำนวน 3 หลักสูตร และร้านค้านิติบุคคลจะต้องผ่านการอบรมจำนวน 1 หลักสูตร รวมถึงทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละหลักสูตร โดยมีผลคะแนนการทดสอบผ่านเกณฑ์

3.เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านการดำเนินธุรกิจให้ร้านค้าสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี โดยเรียนผ่านระบบอบรมออนไลน์ DBD Academy (e-Learning) และทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยได้คะแนนทดสอบผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดอย่างน้อย 1 วิชา

นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมและทดลองใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหมวดสินค้าและบริการที่กำหนด เพื่อสนับสนุนและยกระดับความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการประกอบกิจการโดยการประยุกต์ใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลในรูปแบบสิทธิ์การใช้ดิจิทัลฟรี (d-voucher) ผ่านโครงการ AI Transformation ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

‘กต.’ประท้วง‘กัมพูชา’ ซัดเหตุ‘ทหารไทยเหยียบกับระเบิด’

‘กต.’ประท้วง‘กัมพูชา’ ซัดเหตุ‘ทหารไทยเหยียบกับระเบิด’

‘กต.’ประท้วง‘กัมพูชา’ ซัดเหตุ‘ทหารไทยเหยียบกับระเบิด’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.58 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเหตุการณ์การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ว่า ตามที่เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 (วันนี้) เกิดเหตุการณ์กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 1611 ซึ่งทำการลาดตระเวนในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เป็นเหตุให้นายทหารไทย 2 คน ได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนั้น ข้อเท้าขวาขาด กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อนายทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

นายนิกรเดช กล่าวว่า ขณะนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง มีภารกิจราชการที่ฮ่องกง ได้ติดต่อกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการประเทศกัมพูชา เพื่อทำการประท้วงแล้วว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ (spirit) และความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายตามถ้อยแถลง (Joint Declaration) ผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน และในวันนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างมีหนังสือประท้วงฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนหนานี้ ฝ่ายไทยจะชะลอการส่งตัวนายทหารกัมพูชาที่ถูกจับกุมทั้ง 18 คน ออกไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน

ต่อเหตุการณ์นี้ ฝ่ายไทยจะดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินการตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ด้วย

การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในช่วงเช้าของวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 (วันพรุ่งนี้) รัฐมนตรีฯ จะเข้าร่วมการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตามด้วยการประชุมคณะรัฐมนตรี และในช่วงบ่าย รัฐมนตรีฯ จะติดตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมนายทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และรับฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ด้วย หลังจากนั้น จะมีการประเมินการดำเนินมาตรการต่างๆ ต่อไป

“เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น set back หรือ การถดถอยต่อการดำเนินการตาม Joint Declaration (แถลงการณ์ร่วม) ซึ่งตามที่นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ว่า ไทยจะต้องชะลอการดำเนินการและพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนในการประชุมที่เกี่ยวข้องในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการในกรอบ Joint Declaration ต่อไป

ผบ.ทสส.ประกาศยุติข้อตกลง จนกว่ากัมพูชาจะมีความจริงใจ ไม่เป็นปฏิปักษ์

ผบ.ทสส.ประกาศยุติข้อตกลง จนกว่ากัมพูชาจะมีความจริงใจ ไม่เป็นปฏิปักษ์

ผบ.ทสส.ประกาศยุติข้อตกลง จนกว่ากัมพูชาจะมีความจริงใจ ไม่เป็นปฏิปักษ์

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.13 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลเอก อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประกาศท่าทีกองทัพไทย ว่า “กองทัพไทยยุติข้อตกลงจนกว่า กัมพูชาจะมีความจริงใจอย่างชัดเจน ที่จะไม่เป็นปฏิปักษ์ และกองทัพไทยพร้อมจะรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและอธิปไตยของชาติ รวมถึงความผาสุกของพี่น้องประชาชนไทยทุกคน”

– 006

ยุติหรือฉีกทิ้ง?! ‘อนุทิน’รอถก’สมช.’ ก่อนชัดเจนปมถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา

ยุติหรือฉีกทิ้ง?! 'อนุทิน'รอถก'สมช.' ก่อนชัดเจนปมถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา

ยุติหรือฉีกทิ้ง?! ‘อนุทิน’รอถก’สมช.’ ก่อนชัดเจนปมถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.59 น.

เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่กระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วันพรุ่งนี้ (11 พ.ย.) มีประเด็นอะไรเร่งด่วน ว่า “ไทย – กัมพูชา ไงครับ ถึงต้องเรียกประชุม สมช.”

เมื่อถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับปฏิญญาไทย – กัมพูชา จะยุติหรือฉีกทิ้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้เรายุติก่อน มันจะมีกระบวนการมีขั้นตอน วันนี้เพิ่งเกิดเหตุ วันที่ 11 พ.ย.ที่ตนเรียกประชุม สมช.ก็เป็นโอกาสให้ได้พบกับผู้ที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ทั้งฝ่ายกองทัพ ทั้งกระทรวงต่างประเทศ

เมื่อถามย้ำว่า ในที่ประชุม สมช.จะพูดคุยแนวทางอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า บอกไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เสนอให้ยุติถ้อยแถลง จะพิจารณาอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยววันที่ 11 พ.ย.หารือกัน เมื่อถามอีกว่า ตอนนี้ถือว่ากัมพูชา ผิดข้อตกลงหรือไม่ และกองทัพพร้อมรบแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว แต่เดินเข้าลิฟท์ออกจากกระทรวงการคลัง ไปทันที

‘คุณแม่นัยนา’นำทีม! จูงมือลูก’ภคอร-สรกฤช’ซบ ปชป. หวัง’เปลี่ยนคำบ่นเป็นผลงาน’

'คุณแม่นัยนา'นำทีม! จูงมือลูก'ภคอร-สรกฤช'ซบ ปชป. หวัง'เปลี่ยนคำบ่นเป็นผลงาน'

‘คุณแม่นัยนา’นำทีม! จูงมือลูก’ภคอร-สรกฤช’ซบ ปชป. หวัง’เปลี่ยนคำบ่นเป็นผลงาน’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.35 น.

‘คุณแม่นัยนา’ จูงมือ ‘ภคอร-สรกฤช’ สมัครสมาชิก ปชป. ตามโครงการ ‘สส.ที่ดีคุณเองก็เป็นได้’ –  ‘ภคอร’ ประกาศขอโอกาสลงสมัครในพื้นที่บ้านเกิด จ.นครสวรรค์ – ชี้เป็นโครงการเปลี่ยนคำบ่นเป็นผลงาน หวังพัฒนาการเมืองไทยให้สุจริต

10 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางนัยนา ชีวานันท์ นักแสดงชื่อดัง พานางสาวภคอร จันทรคณา  และนายสรกฤช จันทรคณา เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงเจตจำนงให้คณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร สส. ของพรรคฯ พิจารณาเป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้ง สส. ที่กำลังจะมาถึงในปี 2569 ตามโครงการ “สส.ที่ดีคุณเองก็เป็นได้” โดยมี นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค (ภาคกลาง) , พลเอก กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีต นายทหารคนสนิทนายกรัฐมนตรี(นายชวน หลีกภัย) และ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท กรรมการบริการพรรค เป็นผู้ให้การต้อนรับ

นางสาวภคอร เปิดเผยภายหลังสมัครสมาชิกพรรรคว่า ในวันนี้ตนและนายสรกฤช ซึ่งเป็นน้องชาย ได้เข้ามาสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยขอให้ นางนัยนา ซึ่งเป็นมารดาของตนเป็นผู้พามาสมัครสมาชิกพรรคฯ เนื่องจากการเริ่มต้นที่ดีควรมีบุพการีเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญ ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นอันเป็นมงคล ที่จะส่งผลให้ตนและน้องชาย มีแรงผลักดันในการเป็นนักการเมืองที่ดี ที่ประชาชนสามารถฝากความหวังในการทำงานเอาไว้ได้ ในพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบันยืนยาวมาจนใกล้มาถึงปีที่ 80 แล้ว 

“ดิฉันเห็นว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยการนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีแนวคิดที่ว่า “สส.ที่ดีคุณเองก็เป็นได้” โดยเชิญชวนให้คนที่มีความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้ทางพรรคฯ พิจารณาให้เป็นผู้สมัคร สส. ในการเลือกตั้งใน 2569 นั้น ถือเป็นแนวคิดที่ดีและเหมาะสมในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน  อันเนื่องมาจากว่า ทุกวันนี้มีแต่คนบ่นถึงปัญหามากมาย ซึ่งต้นตอที่สำคัญนอกจากการเมืองที่ไม่สุจริตแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือ คนที่บ่นถึงปัญหาต่างๆ บางครั้งถึงขนาดพูดว่า ‘ถ้าฉันเป็น สส. เป็นตัวแทนประชาชน ฉันจะมาแก้ไขปัญหานั่น โน่น นี่’ แต่กลับกลายเป็นว่า คนที่บ่นนั้นเอง ที่ไม่ยอมเข้ามาสู่เส้นทางทางการเมือง โดยอ้างเหตุผลที่สำคัญก็คือ  การที่ไม่มีพรรคการเมืองใด เปิดประตูให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงคำบ่นเป็นผลงาน เพื่อพัฒนาการเมืองไทยให้สุจริตตามที่ทุกคนคาดหวัง  เพราะฉะนั้น การที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดโอกาสสำคัญให้ทุกคนร่วมกันเป็น ‘สส.ที่ดี’ ถือเป็นโอกาสอันดี ที่ดิฉันและน้องชาย จะได้แสดงเจตจำนง ในการสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์  เพื่อให้คณะกรรมการบริหาร และกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาต่อไป โดยดิฉัน มีความประสงค์ที่ลงสมัคร สส. ที่ จ.นนทบุรี  ส่วนน้องชาย  มีความประสงค์ที่ลงสมัคร ฯ ที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด เป็นถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน อย่างไรก็ตาม ดิฉันและน้องชาย มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่ขอกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ที่ จ.นครสวรรค์  จึงได้แสดงความจำนงเพื่อขอลงสมัคร สส. ที่ จ.นครสวรรค์ ด้วย อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่า ทางคณะกรรมการบริหารพรรค และกรรมการที่เกี่ยวข้อง จะพิจารณาตามความเหมาะสม แต่ดิฉันเชื่อว่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่ต้องการเป็น ‘สส.ที่ดี’ จะทำให้ดิฉันและน้องชาย ได้เป็นผู้สมัคร สส. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้ง ปี 2569 ด้วยกันทั้งคู่” นางสาวภคอร กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นางนัยนา ชวนบุคคลมาสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว 7 คน ประกอบด้วย

1.นางสาวภคอร จันทรคณา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ-อดีตหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์
2.นายสรกฤช จันทรคณา อดีต ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส.
3.นายอดิศร สังข์จันทร์ อดีต ที่ปรึกษา กมธ.พัฒนาการเมือง
4.นายรุ่งโรจน์  อิบรอฮีม อดีต ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. (พิเชษฐ สถิรชวาล อดีต รมช.คมนาคม)
5.นายอนุรักษ์  อมรเมตตาจิต อดีต ผู้ช่วยประจำตัว ส.ส.
6.นางสาวกฤษยากร สรชัย อดีต ผู้ช่วยประจำตัว ส.ส.
7.นายอภิรักษ์ชัยชนะ ปันยารชุน อดีต ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคไทยศรีวิไลย์

นายกฯ นำประชุม ครม.ศก. พ่อค้าแม่ค้า ขอบคุณ ‘คนละครึ่งพลัส’ ทำรายได้เพิ่มขึ้น หนุนเฟส 2

นายกฯ นำประชุม ครม.ศก. พ่อค้าแม่ค้า ขอบคุณ 'คนละครึ่งพลัส' ทำรายได้เพิ่มขึ้น หนุนเฟส 2

นายกฯ นำประชุม ครม.ศก. พ่อค้าแม่ค้า ขอบคุณ ‘คนละครึ่งพลัส’ ทำรายได้เพิ่มขึ้น หนุนเฟส 2

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.22 น.

นายกฯ นำประชุม ครม.ศก. พ่อค้าแม่ค้าหอบขนมมาให้กำลังใจ ขอบคุณโครงการคนละครึ่งพลัส ทำรายได้เพิ่มขึ้น หนุนเฟส 2  เตรียมถก สมช.พรุ่งนี้ หลังเหตุทหารเหยียบกับระเบิด 

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 10 พ.ย. 68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางถึง กระทรวงการคลัง เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 

โดยเมื่อมาถึงมีผู้ประกอบการ ผู้แทนพ่อค้าแม่ค้า  ตลาดข้างกระทรวงการคลัง นำขนมและผลไม้มามอบให้นายกฯ เพื่อขอบคุณและให้กำลังใจนายกฯที่สนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและขอให้สนับสนุนเฟส 2 ต่อไป 

ขณะที่นายกฯได้ช่วยอุดหนุนพร้อมมอบเงินช่วยซื้อขนม และกล่าวว่า คนละครึ่งๆถือว่าช่วยซื้อ ก่อนกล่าวกับพ่อค้าแม่ค้าอีกด้วยว่า เฟส 2 ของที่มาขายต้องคุณภาพดีด้วยนะ 

จากนั้นนายกฯขึ้นไปที่ห้องกำปั่นทอง ชั้น 21 อาคาร 150 ปี เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 11 พ.ย. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน จะเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฎิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง

กองทัพอากาศพร้อมมาก! เปิดภาพฝึกซ้อมใหญ่ นักรบทางอากาศกร้าวปกป้องอธิปไตยชาติ

กองทัพอากาศพร้อมมาก! เปิดภาพฝึกซ้อมใหญ่ นักรบทางอากาศกร้าวปกป้องอธิปไตยชาติ

กองทัพอากาศพร้อมมาก! เปิดภาพฝึกซ้อมใหญ่ นักรบทางอากาศกร้าวปกป้องอธิปไตยชาติ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.13 น.

กองทัพอากาศพร้อมมาก! เปิดภาพฝึกซ้อมใหญ่ นักรบทางอากาศกร้าวปกป้องอธิปไตยชาติ แสดงศักยภาพ-ขีดความสามารถด้วยเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพการฝึกซ้อมใหญ่ของเหล่านักรบทางอากาศ พร้อมข้อความว่า “เหล็กจะแกร่ง…ต้องผ่านไฟ นักรบฟ้าไทยจะยิ่งใหญ่…ต้องผ่านการฝึก!”

“ภาพการฝึกซ้อม ในการทดสอบและประเมินค่าการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2569”

“การสอบใหญ่ของเหล่านักรบทางอากาศ ที่ฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ แสดงศักยภาพและขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทย ในการปฏิบัติภารกิจทางอากาศยุทธวิธี ด้วยเทคโนโลยีทางการทหารขั้นสูง และยุทธวิธีการรบทางอากาศอันทันสมัย”

อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

– 006

‘สมศักดิ์-สรวงศ์’เทรนผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ติวเข้มกฎหมาย-โซเชียล ชี้จุดแข็งไม่เคยทิ้งพื้นที่

'สมศักดิ์-สรวงศ์'เทรนผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ติวเข้มกฎหมาย-โซเชียล ชี้จุดแข็งไม่เคยทิ้งพื้นที่

‘สมศักดิ์-สรวงศ์’เทรนผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ติวเข้มกฎหมาย-โซเชียล ชี้จุดแข็งไม่เคยทิ้งพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.05 น.

“สมศักดิ์-สรวงศ์” เทรนนิ่ง ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย เตรียมพร้อมเลือกตั้ง ติวเข้ม กฎหมาย-โซเชียล-ทำแกน ชี้ จุดแข็ง สส.เพื่อไทย ไม่เคยทิ้งพื้นที่ แนะ เลิกปิดทองหลังพระ หันมาใช้โซเชียล ย้ำ เสนอนโยบายต้องเข้าใจ-รู้จริง เตือน อย่ากระโดดเข้าตามกระแสเหมือนฟุตบอลนักเรียน อาจโดนตำหนิได้ 

10 พ.ย. 68 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุมอบรมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งว่าที่ผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.พรรคเพื่อไทย โดยมี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม. และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  และ ว่าที่ผู้สมัคร พร้อมผู้ช่วยเข้าร่วมประชุมกว่า 120 คน ที่พรรคเพื่อไทย 

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า การอบรมวันนี้ เราได้ออกแบบแนวทางการทำงานให้กับผู้สมัคร สส. โดยเฉพาะผู้สมัครใหม่ ซึ่งการอบรมวันนี้ เราก็ได้ให้ผู้ช่วยของผู้สมัคร สส. จำนวน 3 คน เข้าร่วมอบรมด้วย เพราะผู้ช่วยของผู้สมัคร สส. จะทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมายและข้อมูลในพื้นที่ รวมถึงการทำงานถ้าทำคนเดียว จะเหนื่อยมาก เพราะตนเคยเห็นการทำงานแบบไม่กระจายอำนาจ พรรคจึงจัดการอบรม เพื่อให้เห็นถึงรูปแบบการทำแกน โดยแนวทางการทำงาน ถ้าเรายึดปัจจัยเป็นหลัก จะไม่ชนะ เนื่องจากคู่แข่งจะมีหลายอย่างพัฒนาไปเรื่อยๆ 

“ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ผมอยากเน้นคือ 1.ให้ไปหาญาติเป็นอันดับแรก 2.เพื่อนสมัยเรียน และ 3.นำเสนอผลงานที่ทำมา ส่วนผู้สมัครใหม่ ก็ต้องดูพื้นที่ตัวเองว่า จะมีนโยบายอะไรบ้าง เช่น การส่งเสริมฟุตบอลนักเรียน ซึ่งเราสามารถผลักดันเป็นนโยบายเพื่อส่งเสริมเยาวชนได้ โดยเรื่องกีฬาฟุตบอล ผมก็สนับสนุนมาโดยตลอด แต่การจะทำนโยบายต้องเข้าใจและอยู่กับเรื่องนั้นอย่างจริงจัง อย่าพยายามเข้าไปทำแบบพรรคอื่น ที่เมื่อมีกระแสแล้วเข้าไป ซึ่งอาจจะโดนตำหนิได้ ทั้งนี้ การทำพื้นที่ ต้องประเมินพื้นที่ของเราว่า จุดไหนเป็นพื้นที่สีเขียว สีเหลือง และสีแดง จะได้เน้นการทำพื้นที่ได้ถูกต้อง” นายสมศักดิ์ กล่าว 

ขณะที่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า การประชุมอบรมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งว่าที่ผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.พรรคเพื่อไทย จะมีการจัดอบรมเป็นเวลา 5 วัน วันละ 120 คน ซึ่งจะมีทั้งผู้สมัคร สส.และผู้ช่วย เพื่อให้ทราบถึงข้อกฎหมาย และยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง โดยพรรคเพื่อไทย เรามีจุดแข็งคือเรื่องพื้นที่ เพราะ สส.พรรคเพื่อไทย ไม่เคยทิ้งพื้นที่ แต่ที่ผ่านมา เราปิดทองหลังพระ ดังนั้น วันนี้ เราต้องเปลี่ยน ซึ่งการอบรมจะมีเรื่องการใช้ Social Media ด้วย เพื่อให้พี่น้องประชาชนทราบว่า เราได้ขับเคลื่อนงานในพื้นที่อะไรบ้าง โดยเราต้องแยกระหว่างหาเสียง กับ หาคะแนน ซึ่งการหาเสียงเราไม่แพ้ใคร เพราะอยู่ในพื้นที่ตลอด แต่คะแนนจะออกหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนในการทำพื้นที่ด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมอบรมในวันนี้ ได้มีการบรรยายเป้าหมายและยุทธศาสตร์การเลือกตั้งทั่วไป บรรยายกฎหมาย บรรยายเทคนิคการประชาสัมพันธ์ การใช้เครื่องมือ Social Media การ Workshop ทำข้อมูล รวมถึงให้ผู้สมัครทดลองปราศรัยด้วย 

‘ภูมิธรรม’แจงไทม์ไลน์ หลังเกิดประเด็นคำสั่ง’หยุดยิง’

'ภูมิธรรม'แจงไทม์ไลน์ หลังเกิดประเด็นคำสั่ง'หยุดยิง'

‘ภูมิธรรม’แจงไทม์ไลน์ หลังเกิดประเด็นคำสั่ง’หยุดยิง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.57 น.

“ภูมิธรรม”แจงไทม์ไลน์ หลังเกิดประเด็นคำสั่ง”หยุดยิง” ย้ำ รบ.โดย สมช.มอบอำนาจกองทัพมีอำนาจเต็มตัดสินใจเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ปัดฝ่ายการเมืองสั่ง ลั่นประสานกับผู้นำเหล่าทัพอย่างให้เกียรติ ยึดหลักปกป้องอธิปไตยของไทย ไม่ยอมให้ใครละเมิดแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อมีการพูดถึง “คำสั่งหยุดยิง” ในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่มีการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา ทำให้เกิดคำถาม​คาดเดา​ไปต่างๆ นานา​ และสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม

ในฐานะผู้เคยปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านความมั่นคง และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผมเห็นว่าควรนำข้อเท็จจริงจากช่วงเวลานั้นมาอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน​ดังนี้

1.หลังจากเกิดเหตุความตึงเครียดชายแดนไทย – กัมพูชา รัฐบาลในขณะนั้นได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมได้มีการหารืออย่างรอบคอบ และมีมติสำคัญคือ “มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจได้ตามหลัก Role of Engagement (ROE)” ซึ่งหมายความว่า กองทัพไทยมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจเชิงยุทธวิธี เพื่อป้องกันประเทศตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฝ่ายการเมือง

2.การปฏิบัติการป้องกันประเทศในครั้งนั้นมีสองระดับที่ชัดเจน คือ ระดับนโยบาย (รัฐบาล): กำหนดกรอบยุทธศาสตร์และแนวทางทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระดับปฏิบัติ (กองทัพ): เป็นผู้ดำเนินการตามหลักยุทธวิธีและ ROE ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มจาก สมช.

ดังนั้นความเชื่อที่ว่า “มีคำสั่งหยุดยิงจากฝ่ายการเมือง” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะในห้วงเวลานั้น กองทัพได้รับอำนาจในการปฏิบัติอย่างอิสระ ภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล

3.ตลอดช่วงสถานการณ์ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง สมช. กระทรวงกลาโหม และกองทัพภาคที่เกี่ยวข้อง โดย สมช. ทำหน้าที่ “กำหนดทิศทางและเป็นศูนย์รวมข้อมูล” ให้รัฐบาลใช้ตัดสินใจในเชิงนโยบาย ในขณะที่หน่วยปฏิบัติได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและเสรีในการปฏิบัติหน้าที่ ผ่านกลไกของกฎอัยการศึกเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลทางกฎหมายภายหลัง

ทั้งนี้​ ในกระบวนการขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวในข้างต้น รัฐบาลในขณะนั้นมีหลักการสำคัญ โดยยึดมั่นในสันติวิธีตามหลักสากล และการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ แต่จะไม่ยอมให้ใครละเมิดแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และทุกการตัดสินใจอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และกลไกความมั่นคงของรัฐ

ที่ผ่านมาในช่วงที่ผมเป็น รมว.กลาโหมได้ทำงานประสานกับผู้นำเหล่าทัพต่างๆ อย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีการหารือ และรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบคอบ

ผมเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของผู้นำเหล่าทัพทุกท่าน ทำให้ภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศผ่านไปด้วยความราบรื่น และอำนวยประโยชน์ให้ประเทศอย่างสูงสุด โดยยึดหลักความรับผิดชอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกการตัดสินใจในช่วงเวลานั้น มีจุดยืนเพียงหนึ่งเดียวคือ “ปกป้องอธิปไตยของไทย ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และหลีกเลี่ยงความรุนแรงเพื่อลดความสูญเสียของกำลังพล และพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนให้ได้มากที่สุด”

‘จุลพันธ์’ขอเวลา พท.ยกเครื่อง หลังโพลคะแนนนิยมภาคเหนือลดลง

'จุลพันธ์'ขอเวลา พท.ยกเครื่อง หลังโพลคะแนนนิยมภาคเหนือลดลง

‘จุลพันธ์’ขอเวลา พท.ยกเครื่อง หลังโพลคะแนนนิยมภาคเหนือลดลง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.22 น.

“จุลพันธ์”ขอเวลา พท.ยกเครื่อง หลังโพลคะแนนนิยมภาคเหนือลดลง เชื่อความนิยมจะกลับมาหากเปิดแคนดิเดต-นโยบาย

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทึ่พารากอนซีนีเพล็กซ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจล่าสุดในพื้นที่ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทยความนิยมตกลง ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) มีคะแนนสูงขึ้น ว่า ตนเองเพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพียงแค่สัปดาห์เดียว เรากำลังอยู่ในช่วงของการยกเครื่อง ต้องให้เวลาในการปรับเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการและการทำงาน รวมถึงเรื่องโพลต่างๆ อาจจะมองว่าคะแนนนิยมตกกว่าแต่ก่อนแน่นอน เราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราอยู่ในภาวะที่มีความเพลี่ยงพล้ำอยู่บ้าง แม้คนจะมองว่ายังตกต่ำ แต่ในบางจุดคะแนนนิยมของเราก็อยู่ในระดับที่สูง และพร้อมที่จะเดินหน้า ตอนนี้อยู่ที่พรรคจะสามารถปรับเปลี่ยนการทำงาน และมีนโยบายที่ตอบโจทย์เพื่อประชาชนมากน้อยเพียงใด รวมถึงจะมีแคนดิเดตที่ตรงกับใจหรือไม่ และจะมีผู้สมัครที่ตรงกับจริตของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่หรือไม่ หากเราสามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ คนที่ยังไม่ตัดสินใจ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ เชื่อว่ายังไม่เปิดใจ พร้อมที่จะรองรับการทำงานของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

เมื่อถามหากมีการเปิดนโยบายและแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยออกมา จะสามารถยกเครื่องดันคะแนนขึ้นได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะนโยบายของพรรคเพื่อไทยในอดีต เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน วันนี้เราก็มาในเวทีมูนช็อต ฟอรั่ม คือการเสวนาเรื่องนโยบาย นำมาพูดคุยกับนักวิชาการและประชาชนว่านโยบายของเราในอนาคต จะตอบโจทย์เขาจริงๆ และจะตรงกับความต้องการ

เมื่อถามว่า แสดงว่านโยบายที่ผ่านมายังไม่ตอบโจทย์ใช่หรือไม่ ถึงทำให้คะแนนเสียงลดลงในช่วงนี้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายที่ผ่านมาก็ตอบโจทย์ในช่วงของมัน นโยบายและการเมืองมีความเปลี่ยนแปลงตามวันและเวลา วันนี้ความต้องการของประชาชนไม่ได้เหมือนกับ 2 ปีก่อนหน้าที่มีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน ดังนั้นเราเองในฐานะพรรคการเมืองต้องปรับตัว ปรับนโยบาย ให้เข้ากับความต้องการของประชาชนในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้นเอง