เปิดขั้นตอนส่งตัว 18 เชลยศึกเขมร หัวหมอขอรักษาฟันก่อนกลับ ฝ่ายไทยแจ้งให้ไปทำที่บ้านตัวเอง

เปิดขั้นตอนส่งตัว 18 เชลยศึกเขมร หัวหมอขอรักษาฟันก่อนกลับ ฝ่ายไทยแจ้งให้ไปทำที่บ้านตัวเอง

เปิดขั้นตอนส่งตัว 18 เชลยศึกเขมร หัวหมอขอรักษาฟันก่อนกลับ ฝ่ายไทยแจ้งให้ไปทำที่บ้านตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.33 น.

เปิดขั้นตอนส่งตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา  เผยขอรักษาฟันก่อนกลับ ฝ่ายไทยแจ้งให้ไปทำที่บ้านตัวเอง

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ขั้นตอนการปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ภายหลังกัมพูชาถอนอาวุธหนักเฟสที่ 1 เรียบร้อยแล้ว รวมถึงไม่ขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 5 พื้นที่ จากเดิมกัมพูชาแจ้งว่า จะดำเนินการ เรียบร้อยวันที่ 21 พ.ย. แต่ได้แจ้งฝ่ายไทยกลับมาว่า สามารถดำเนินการเสร็จ 10 พ.ย.

ทั้งนี้ หากกัมพูชา สามารถดําเนินการ ภายในวันที่ 10 พ.ย.จริง ฝ่ายไทยจะส่งตัวเชลยศึกทั้ง 18 นาย ตามสัญญา โดยก่อนส่งตัวจะมีขั้นตอนการตรวจร่างกาย และมีเจ้าหน้าที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และคณะผู้แทนอาเซียน (AOT) ฝ่ายไทย มาสังเกตุการณ์

จากนั้นจะเคลื่อนย้ายเชลยศึกจากพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ไป จ.จันทบุรี พื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด(กป.ชต.)พักค้างคืน 1คืน และวันรุ่งขึ้น นำตัวไปยังบริเวณหน้าด่านศุลกากร หรือตรวจคนเข้าเมือง จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ส่งมอบให้กัมพูชา ในวันที่ 12 พ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ล่าสุด เชลยศึกกัมพูชา จำนวน 7 นาย ร้องขอทําฟันให้เสร็จก่อนส่งตัวกลับ โดยทางทหารไทย ทําเรื่องมาสอบถามผู้บังคับบัญชา โดยผู้บังคับบัญชาได้สอบถามจะทําคนละกี่ซี่ ก็ได้รับแจ้งว่าทําทั้งปาก คาดว่ามีรายจ่ายคนละประมาณ 10,000 บาท ทางผู้บังคับบัญชา แจ้งว่าให้เชลยศึกกลับไปทำฟันที่บ้านตัวเอง

ชำแหละ 5 ข้อ MOU ปราบสแกมเมอร์ แค่‘พิธีกรรม’ปกป้องรัฐจากการถูกเปิดโปง

ชำแหละ 5 ข้อ MOU ปราบสแกมเมอร์ แค่‘พิธีกรรม’ปกป้องรัฐจากการถูกเปิดโปง

ชำแหละ 5 ข้อ MOU ปราบสแกมเมอร์ แค่‘พิธีกรรม’ปกป้องรัฐจากการถูกเปิดโปง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.31 น.

ชำแหละ 5 ข้อ MOU ปราบสแกมเมอร์ แค่‘พิธีกรรม’ปกป้องรัฐจากการถูกเปิดโปง

7 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ระบุว่า…

อะไรคือนัยของพิธีลงนาม MOU ปราบสแกมเมอร์ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568ฃ1. การจัดการ “ความกลัว” ในระดับมวลชน

รัฐบาลอนุทินใช้ “ภัยสแกมเมอร์” เป็น ตัวกระตุ้นความกลัว ที่เป็นรูปแบบคลาสสิกที่สุดในจิตวิทยาการเมือง

การสร้างภัยร่วมเพื่อผลิตความชอบธรรมของรัฐ

เมื่อประกาศว่า

“สงครามนี้เป็นสงครามที่เราจะต้องชนะเท่านั้น เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์…”

นี่คือ วาทกรรมแห่งความกลัว  ที่สร้างอารมณ์ร่วมให้ประชาชนรู้สึกว่าโลกภายนอกอันตราย และรัฐคือ “ผู้ปกป้องเพียงหนึ่งเดียว.”

ในเชิงจิตวิทยา นี่คือการกระตุ้น กลไกการถอยสู่ความพึ่งพาของมวลชน

เมื่อผู้คนเผชิญกับภัยหรือความซับซ้อน พวกเขาจะถอยกลับสู่สภาวะที่ต้องการ “ผู้นำแบบพ่อ” (paternal authority figure) ที่จะบอกว่า “ฉันจะปกป้องเธอ.”

ดังนั้น ความกลัวจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือผลิต “ความศรัทธาเชิงอารมณ์”

เป็นการทำให้ประชาชนยอมจำนนต่ออำนาจ เพื่อแลกกับความมั่นคงทางอารมณ์.

2. อนุทินในฐานะ “พี่ใหญ่แห่งชาติ”

เมื่ออนุทินกล่าวว่า

“หัวหน้ารัฐบาลเป็นเพื่อนกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นพี่ของอธิบดี DSI เป็นพี่ของผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย…”

นี่คือการพูดในภาษาของ ความสัมพันธ์แบบพี่น้อง–ครอบครัว มากกว่าภาษาแห่งรัฐธรรมนูญหรือหลักนิติธรรม.

นี่คือการแสดงออกของภาพจิตเชิงลึกของผู้นำที่ทำให้ผู้ตามรู้สึกมั่นคงเพราะ “เขารู้จักทุกคน เขาดูแลได้ เขาเป็นพี่ใหญ่ของชาติ.”

การพูดเช่นนี้ไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่มันสื่อถึงความต้องการ “ฟื้นระเบียบแบบครอบครัว” ที่รัฐไทยใช้ในการปกครองมาอย่างยาวนาน.

ในทางกลับกัน ภาพนี้ยังตอบสนองต่อ ความกลัวของผู้นำเอง

ความกลัวว่าจะสูญเสียการควบคุมในระบบราชการ จึงต้องสร้างภาพว่า “ทุกคนคือพี่น้อง” เพื่อปิดบังความเปราะบางของอำนาจ.

เราจึงเห็น “ความอ่อนไหวของจิตผู้นำ” ที่ต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมาทำให้ตนรู้สึกมั่นคงในโลกแห่งการเมืองที่ไม่ไว้วางใจใครได้จริง.

3. การชดเชยความรู้สึกผิด

ในระดับจิตไร้สำนึก พิธีนี้อาจสะท้อน “ความรู้สึกผิดของรัฐ” จากข้อกล่าวหาเรื่องธุรกิจสีเทาและการเอื้ออาชญากรรมออนไลน์ในอดีต.

การจัดพิธี “ปราบสแกมเมอร์” จึงทำหน้าที่เป็น กลไกการชดเชยทางจิต

คือการทำสิ่งตรงข้ามกับสิ่งที่รู้ลึกๆ ว่าตนเองอาจมีส่วนในนั้น.

เมื่อรู้สึกว่ารัฐอาจ “เปื้อนบาป” การสร้างพิธีศักดิ์สิทธิ์จึงช่วยทำให้ “superego” ของรัฐรู้สึกบริสุทธิ์.

นี่คือการแสดงออกตรงข้ามกับสิ่งที่รู้สึกภายใน เพื่อปกป้องอัตตาของตนเอง

ในกรณีนี้ รัฐอาจรู้ว่าตนมีส่วนเอื้อระบบสแกมา

 แต่กลับแสดงออกว่า “เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นดินแดนต้องห้ามของการหลอกลวง.”

ดังนั้น พิธีนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงทางการเมือง

แต่ยังเป็น การบำบัดทางจิตของรัฐ เพื่อให้ผู้มีอำนาจรู้สึกว่ายังมีศีลธรรมและอำนาจควบคุมตนเองอยู่.

4. “พิธีกรรม” ในฐานะการรักษาบาดแผลของความไม่ไว้วางใจ

 พิธีกรรมคือเครื่องมือที่มนุษย์ใช้เพื่อ เยียวยาความไม่แน่นอน

เมื่อสังคมเผชิญกับความเปราะบางทางศรัทธา

พิธีกรรมทำหน้าที่เหมือน “การสะกดจิตมวลชน” ให้ทุกคนรู้สึกว่า “เราได้เริ่มใหม่.”

พิธีลงนาม MOU จึงเป็น “การฟื้นฟูทางอารมณ์” ของรัฐไทย

การรวมตัวของหน่วยงานราชการ 15 แห่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกถึง “ความมั่นคงปลอม”

มันไม่ต่างจากพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิในสมัยก่อน

ที่ทำให้มวลชนรู้สึกว่ามีระเบียบใหม่เกิดขึ้น แม้ระเบียบนั้นจะว่างเปล่าก็ตาม

พิธีนี้จึงเป็น “ละครเชิงจิตวิทยา” ระหว่างรัฐกับประชาชน

รัฐแสดงบท “ผู้พิทักษ์” และประชาชนถูกทำให้เชื่อว่าตนได้รับการปกป้อง.

5. กลไกการถ่ายโอนความกังวลจากรัฐสู่ศัตรูภายนอก

 ผู้นำและรัฐมักถ่ายโอนความกังวลภายใน ออกไปยังศัตรูภายนอก เพื่อรักษาสมดุลของอัตลักษณ์

ในกรณีนี้ รัฐที่ถูกกล่าวหาว่า “อาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบสแกม” กลับสร้างเรื่องเล่าว่า “เราคือผู้ทำสงครามกับสแกม.”

คือการโยนเงาความผิดของตนออกไปภายนอก แล้วนิยามสิ่งนั้นว่า “ภัย.”

รัฐจึงกำหนดให้ “สแกมเมอร์” เป็นตัวแทนของความเลวที่ต้องถูกกำจัด เพื่อปลดปล่อยตนเองจากความรู้สึกผิด.

ในระดับสังคม มันคือการสร้าง “ศัตรูทางจิต” เพื่อยึดโยงคนทั้งชาติไว้ด้วยอารมณ์เดียวกัน

คือความโกรธ ความกลัว และความต้องการการปกป้อง.

สรุป

พิธีกรรมลงนาม MOU ของ นายอนุทินและ 15 หน่วยงาน คือ กลไกปกป้องตนเองแบบรวมหมู่ ที่ทั้งรัฐและประชาชนร่วมกันสร้างเพื่อหลบหน้าความจริงอันไม่สบายใจ

นั่นคือความเปราะบางของอำนาจ ความไม่โปร่งใสของระบบ และความไม่ไว้วางใจที่ฝังลึกในจิตสำนึกของสังคมไทยร่วมสมัย

หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า

“รัฐจัดพิธีเพื่อปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์ แต่แท้จริงแล้วพิธีนั้นทำขึ้นเพื่อปกป้องรัฐจากการถูกเปิดโปงในฐานะสแกมเมอร์ทางศีลธรรมของตนเอง“

รัฐบาลสามารถจัดพิธีกรรมปราบสแกมเมอร์ได้

แต่ไม่อาจจัดพิธีปราบความเหลวไหลของระบบได้”

ตราบใดที่รัฐยังเลือกจัดการกับ “อาการ” มากกว่า “โครงสร้าง”

สงครามนี้ก็จะเป็นเพียงละครตอนต่อในจักรวาลแห่งความเหลวไหล

ที่ผู้สนการเมืองทราบดีอยู่แล้ว

‘จินนี่ ยศสุดา’ ลูกหญิงหน่อย ลุยการเมือง ลั่นการเมืองไม่ใช่มรดก ต้องทำเอง

'จินนี่ ยศสุดา' ลูกหญิงหน่อย ลุยการเมือง ลั่นการเมืองไม่ใช่มรดก ต้องทำเอง

‘จินนี่ ยศสุดา’ ลูกหญิงหน่อย ลุยการเมือง ลั่นการเมืองไม่ใช่มรดก ต้องทำเอง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.30 น.

“จินนี่–ยศสุดา” ลั่น “การเมืองไม่ใช่มรดกจากแม่” ย้ำมาด้วยใจและความตั้งใจของตัวเอง พร้อมเปิดใจเตรียมลงสนามเลือกตั้งช่วยพรรคไทยสร้างไทย

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ “จินนี่” บุตรสาวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดใจถึงเส้นทางทางการเมืองของตัวเอง หลังถูกจับตามองในฐานะทายาทของคุณหญิงสุดารัตน์ โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า “การเมืองไม่ใช่มรดกที่ตกทอดจากแม่ แต่เป็นความตั้งใจของตัวเองตั้งแต่ต้น”

“บ้านเราไม่ได้มีแนวคิดว่าการทำงานการเมืองของผู้ใหญ่จะต้องส่งต่อเป็นมรดก” จินนี่กล่าว

“แต่ถามว่าตัวเองมีความสนใจทางการเมืองไหม  มีอยู่แล้วค่ะ เพราะตั้งแต่เด็กจนโต ก็ได้ลงพื้นที่กับคุณแม่มาตลอด เรียกได้ว่าโตมาในรถเลยค่ะ เห็นทั้งความเหน็ดเหนื่อย เห็นทั้งพลัง และความตั้งใจของคุณแม่ในการทำงานเพื่อประชาชน”

จินนี่ กล่าวต่อว่า ประสบการณ์ที่ได้เห็นชีวิตของผู้คนทั่วประเทศ ทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นของคนรุ่นใหม่ในการเข้ามามีส่วนร่วม “เราเห็นสภาพบ้านเมืองมาหลากหลาย รู้เลยว่าถ้าเรามีกำลัง มีความสามารถ และมีความรู้มากพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ก็อยากจะอาสามาทำงานการเมืองค่ะ อยากเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำให้ประเทศดีขึ้น ไม่ใช่แค่ยืนดูอยู่เฉย ๆ”

เมื่อถูกถามถึงอนาคตทางการเมือง จินนี่เผยด้วยรอยยิ้มว่า ขณะนี้ได้ตัดสินใจเข้ามาช่วยงานอย่างเต็มตัวในพรรคไทยสร้างไทย “ตั้งใจและมุ่งมั่นมากค่ะ เพราะนอกจากจะเห็นถึงความตั้งใจของคุณแม่ที่ทำงานการเมืองมากว่า 30 ปีแล้ว ยังได้เห็นพลังของทีมงานและสมาชิกทุกคนที่จริงใจจริงจังในการแก้ไขปัญหาประเทศ”

‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เดินนโยบายเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อจากฐานราก

‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เดินนโยบายเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อจากฐานราก

‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เดินนโยบายเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อจากฐานราก

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

เศรษฐกิจชีวิตประจำวัน! ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เดินนโยบายเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อจากฐานราก สร้างความมั่นใจให้ประเทศเดินหน้า

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวให้ความเห็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า เป็นรัฐบาลที่เลือกใช้แนวทางที่ทำได้ง่ายที่สุด เน้นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน และขับเคลื่อนผ่านนโยบายที่สอดประสานกันทั้งระบบ

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจชีวิตประจำวัน(Everyday Economy) หรือเศรษฐกิจที่สะท้อนออกมาในตลาดสด ร้านขายของชำ ร้านกาแฟ และชีวิตของคนทำงานรายวัน มากกว่าเน้นตัวเลขการเติบโตในเอกสารรายงาน เพราะหัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจไทยในเวลานี้คือ การสร้างความเชื่อมั่นของผู้คน และ การหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับฐานราก

“สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำได้ดีคือการคืนชีวิตให้ตลาด คืนแรงให้ชุมชน และคืนกำลังใจให้ประชาชน ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและการสนับสนุนการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวอีกว่า หนึ่งในนโยบายที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้ชัดคือ “คนละครึ่งพลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องถึงสิ้นปี โดยรัฐบาลสนับสนุนวงเงินให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอป “เป๋าตัง”  เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน โดยรัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน โครงการนี้ไม่เพียงเพิ่มอำนาจซื้อ แต่ยังสร้าง “ความรู้สึกมั่นใจ” ในระบบเศรษฐกิจ เพราะเมื่อคนเริ่มจับจ่าย ร้านค้าก็เริ่มมีรายได้ และภาคบริการโดยรอบก็ฟื้นตัวตามมา ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า นี่คือ การออกแบบนโยบายด้วยมุมมองมนุษย์ ที่ไม่ได้มุ่งผลเชิงสถิติเท่านั้น แต่คำนึงถึงจิตวิทยาทางสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“ต่างจากบางช่วงเวลาที่ตัวเลขเศรษฐกิจดูดี แต่บรรยากาศในตลาดกลับเงียบเหงา รัฐบาลอนุทินเลือกทำในสิ่งที่ประชาชนรู้สึกได้จริง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดพลังทางเศรษฐกิจ”  ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า นอกจาก “คนละครึ่งพลัส” รัฐบาลยังเดินหน้านโยบายอื่นควบคู่กัน เพื่อสร้างระบบฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการแก้หนี้รายย่อยผ่านกลไก AMC ที่เปิดทางให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถปรับโครงสร้างหนี้ และกลับมามีเครดิตในระบบได้อีกครั้ง มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า ที่กระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศและกระจายรายได้สู่ชุมชน
โครงการพลังงานชุมชน ที่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืนและลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางบริหารที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพราะเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาคชุมชนในเวลาเดียวกัน

“รัฐบาลอนุทินทำงานแบบบูรณาการ เชื่อมโยงนโยบายระหว่างกระทรวง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งระบบ ผลลัพธ์จึงเห็นได้จริงตั้งแต่ฐานล่างไปถึงโครงสร้างใหญ่ของประเทศ วันนี้ เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นเพราะตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ฟื้นเพราะประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลกำลังพาเขาไปข้างหน้า และรัฐบาลชุดนี้สามารถทำให้ความรู้สึกนั้นกลับมาได้จริง”  ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวด้วยว่า การเดินเกมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทินเป็นตัวอย่างของการบริหารที่มีทิศทาง คือชัดเจนว่าจะพาเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะชะลอตัวอย่างไร และจะทำให้คนไทยทุกกลุ่มรู้สึกมีส่วนร่วมในความเปลี่ยนแปลงนั้น รัฐบาลนี้ไม่ได้มองเพียงอัตราการเติบโต แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต และนั่นคือสิ่งที่ทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง 

‘โจ๊ก’แฉรัวๆ ผู้หญิงแดนไกล โทรสั่งหยุดสอบ ‘เศรษฐา’

'โจ๊ก'แฉรัวๆ ผู้หญิงแดนไกล โทรสั่งหยุดสอบ 'เศรษฐา'

‘โจ๊ก’แฉรัวๆ ผู้หญิงแดนไกล โทรสั่งหยุดสอบ ‘เศรษฐา’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

‘บิ๊กโจ๊ก’ แฉรัวๆ ผู้หญิงแดนไกล โทรสั่งหยุดสอบ ‘เศรษฐา’ ปม ‘ชูวิทย์’ ร้องไม่จ่ายภาษี

ในการสัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(อดีตรองผบ.ตร.) ในรายการแนวหน้าข่าวค่ำ วันที่ 6 พฤศจิกายน ช่วงหนึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เปิดเผยว่า เคยได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบเรื่องการเสียภาษีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ แต่มีผู้หญิง โทรศัพท์ทางไกลมาบอกให้หยุดตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

“นายกฯเศรษฐา ท่านมีประเด็นกับผมนืดหนึ่ง ตรงที่ว่าสมัยก่อนนี้ คุณชูวิทย์(นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์) ร้องว่านายกฯเศรษฐาท่าน ไม่จ่ายภาษี ผบ.ตร.ก็มอบให้ผมตรวจสอบ ผมก็ตรวจสอบไปเรื่อย ก็สอบไปเยอะแล้วล่ะ จนกระทั่งมีโทรศัพท์จากทางไกล จากผู้หญิงคนหนึ่ง โทรมาหาผม บอกให้ผมหยุด ผมก็เรียนท่านว่าไม่มีปัญหา ผมหยุดได้เลย แต่ท่านสั่งผบ.แล้วกันว่าให้ ผบ.ถอนเรื่องจากผมไป ก็หลุดมือจากผมไป” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

จากใจอดีตนายกฯ! ‘มาร์ค’กระตุก‘อนุทิน’ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง‘ผู้นำในระบอบประชาธิปไตย’

จากใจอดีตนายกฯ! ‘มาร์ค’กระตุก‘อนุทิน’ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง‘ผู้นำในระบอบประชาธิปไตย’

จากใจอดีตนายกฯ! ‘มาร์ค’กระตุก‘อนุทิน’ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง‘ผู้นำในระบอบประชาธิปไตย’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

จากใจอดีตนายกฯ! ‘มาร์ค’ กระตุก ‘อนุทิน’ ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง ‘ผู้นำในระบอบประชาธิปไตย’ อย่าคิดว่าถูกยื่น ‘ซักฟอก’ คือการ ‘โดนด่าฟรี’ เผย 10 พ.ย. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ยันพรรคเปิดกว้างต้อนรับทุกคนร่วมงานตามแนวทาง ปชป.

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 เวลา 14.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสัญญาณชัดเจนจากหลายพรรคการเมืองที่เปิดตัวผู้สมัคร ส่วนประชาธิปัตย์ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ว่า เราเร่งทำเต็มที่ วันก่อนเริ่มรณรงค์ให้คนมาสมัครกับเรา เพราะเราต้องการจะเปิดกว้างจริงๆ ต้องบอกว่าทางกฎหมายตอนนี้ยังต้องรอการรับรองจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำไปก่อนได้ ก็ต้องเร่งทำเต็มที่อยู่แล้ว เพราะทราบดีว่า เดิมนายกรัฐมนตรีพูดไว้ว่าการยุบสภา น่าจะเกิดสิ้นเดือนมกราคม แต่เราไม่หวั่นไหว 

“คิดว่ามีคนจำนวนมากในขณะนี้ มองการเมืองแล้วยังไม่ถูกใจ เมื่อไม่ถูกใจตนก็พยายามบอกกับทุกคนว่า อย่าไปรอใครนะ อยากทำการเมืองที่ถูกใจให้เข้ามาเอง สส.คุณเองก็เป็นได้นะ เข้ามาเพื่อช่วยกันเปลี่ยนการเมือง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการของพรรคฯ ถ้าสมมติเกิดเหตุอะไรขึ้น เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ แต่ความตั้งใจเราเชื่อว่าสามารถที่จะส่งผู้สมัครได้ เร่งทำนโยบาย เพื่อหาคำตอบให้ประชาชน เวลาในการรณรงค์การเลือกตั้ง หลังยุบสภา ตีเสียว่า 2 เดือน อย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ ทำให้เพียงพอ ทำให้คนมั่นใจว่านโยบายเรา คนที่อยู่กับเรา และทิศทางของเราคืออะไร แค่ถ้านายกฯ อาจยุบสภาก่อน ซึ่งเราไม่ใช่คนตัดสินเรื่องนี้ 

“เพียงแต่จากที่ฟังนายกฯ พูดว่าจะยุบสภา เพียงเพราะไม่อยากถูกด่าฟรี ผมก็อยากจะบอกท่านว่า จริงๆ อยากจะให้ท่านเป็นแบบอย่างของนายกฯ ในระบบรัฐสภา อย่ามองว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือการมาด่ากัน หรือถูกด่าฟรี นั่นคือความสง่างามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตย ที่รับการตรวจสอบจากคนที่เป็นเป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านเป็น มันไม่มีเหตุผลที่จะไปสร้างประเพณีของการยุบสภา เพราะว่าไม่ยอมรับกระบวนการไม่ไว้วางใจ จริงๆท่านเพิ่งเข้ามาทำงานสั้นมาก ก็น่าจะมีความพร้อมที่จะตอบในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง คนเพิ่งเริ่มทำงานนี่ไม่ง่ายที่จะไปหาเรื่องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 10 พ.ย.นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. แต่ในทางกฎหมาย เราต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะ กกต. ยังไม่รับรองคณะกรรมการบริหารหากชุดใหม่ ดังนั้นเราจึงดำเนินการไปก่อน โดยประกาศเชิญชวน ให้มาร่วมงานกับพรรค แต่เมื่อมีผู้แสดงความจำนงเข้ามาแล้ว ตามกฏหมายต้องมีการไปรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่แล้วนำเสนอเสนอผลกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรคสรุปอีกครั้ง จึงจะครบถ้วนตามกฏหมายพรรคการเมือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ว่าต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม

”ดูข่าวแล้วยังตกใจว่า ทำไมเปิดตัวกันง่ายจัง ได้ทำตามขั้นตอน ตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ที่จะให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมหรือยัง และก็ยังงงๆ ด้วยว่า พอเปิดตัวเสร็จก็ไปใส่เสื้ออีกพรรคนึงได้ ดังนั้นสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่นิ่ง และตนพูดหลายครั้งแล้วว่า ของพรรคประชาธิปัตย์ที่พูดคุยกับหลายคนไว้ ก็มีเตรียมที่จะย้ายไปอีก เพราะฉะนั้นก็ยังมีเวลาที่จะสรรหาผู้สมัคร โดยเฉพาะคนที่เชื่อมั่นในแนวทางที่เราประกาศออกไป ให้มาร่วมกับเรา“ นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามถึง สส.เก่า ทั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ได้ประกาศว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่ วานนี้ (6 พ.ย.) นายกาญจน์ มาพบตนเพื่อยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีมีโอกาสพบกัน แต่ทราบจากข่าวว่าได้กล่าวเช่นนั้น แต่ทั้งหมดนี้ใครที่ตัดสินใจอยู่กับเรา ก็ต้องเดินตามแนวทางที่เรากำหนดกันไว้ และขอบคุณที่ยังตัดสินใจมาร่วมกันตรงนี้ แต่ก็ยังยืนยันว่าเรายังเปิดกว้างมาก สำหรับใครก็ตามที่สนใจจะมาร่วมกับเรา

‘กมธ.แก้รธน.’องค์ประชุมล่ม ก่อนโหวตเคาะเฟ้นหา‘องค์กรทำรัฐธรรมนูญใหม่’ นัดใหม่ 12 พ.ย.

‘กมธ.แก้รธน.’องค์ประชุมล่ม ก่อนโหวตเคาะเฟ้นหา‘องค์กรทำรัฐธรรมนูญใหม่’ นัดใหม่ 12 พ.ย.

‘กมธ.แก้รธน.’องค์ประชุมล่ม ก่อนโหวตเคาะเฟ้นหา‘องค์กรทำรัฐธรรมนูญใหม่’ นัดใหม่ 12 พ.ย.

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.51 น.

งานหยาบ!‘กมธ.แก้รธน.’องค์ประชุมล่มก่อนโหวตเคาะประเด็นเฟ้นหา‘องค์กรทำรัฐธรรมนูญใหม่’ นัดอีกครั้ง 12 พ.ย.นี้ ด้าน‘โฆษก กมธ.’เรียงหน้าถามหาวุฒิภาวะ-ความรับผิดชอบ หวั่นเกิดปัญหาในอนาคต รับหากมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่ม ‘ไทม์ไลน์’อาจขยับได้ ขณะที่‘เอกพร’ปัดยื้อเล่นเกมการเมือง แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับร่างฯพรรคส้ม-มีคุณภาพ

7 พ.ย.2568 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ … พ.ศ. … รัฐสภา ที่มีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธานกมธ. ซึ่งกำหนดวาระประชุมเพื่อลงมติตัดสินในเนื้อหาของร่างมาตรา 256/1 ว่าด้วยองค์กรที่มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะให้มี เฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น หรือให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเริ่มประชุม พบว่าที่ประชุมสามารถเปิดประชุมและให้กมธ.ที่เสนอแนวทางต่างๆ ได้นำเสนอแนวคิดและรายละเอียดให้กมธ.ได้พิจารณาและซักถามในรายละเอียดต่างๆ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายเนื้อหาเสร็จสิ้นจนถึงเวลา 12.00 น. แล้ว ประธานในที่ประชุม ระบุว่า ให้มีการลงมติตัดสินเพื่อให้ได้พิจารณาในเนื้อหาอื่นต่อไป แต่ปรากฏว่าก่อนลงมติต้องตรวจสอบองค์ประชุม แต่พบว่า มีกมธ.อยู่ในห้องประชุมเพียง20 คนจากกมธ.ทั้งสิ้น 43 คน จึงถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องปิดประชุม และนัดประชุมใหม่ในวันที่ 12พ.ย.นี้เวลา 09.30 น. โดยกำหนดให้นัดลงมติทันที

จากนั้นเวลา13.00น. นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) พร้อมด้วย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน (ปชน.) และนายเอกพร รักความสุข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะโฆษก กมธ.ฯ แถลงผลการประชุม กมธ. ภายหลังองค์ประชุมล่ม

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ กมธ.พิจารณาในส่วนของมาตรา 256/1 เรื่ององค์ประกอบขององค์กรที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องลงมติ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถลงมติในมาตรานี้ได้ เพราะกมธ.ที่มาประชุม ไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าต่อในมาตรานี้ได้ ทั้งที่เป็นมาตราสำคัญ หากลงมติได้จะทำให้การพูดคุยในมาตราถัดไปเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่ากมธ.เร่งพิจารณาอย่างเต็มที่ และพยายามให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาเดิม แต่วันนี้เกิดอุปสรรคในแง่ขององค์ประชุม จึงเลื่อนการลงมติไปในวันพุธที่ 12พ.ย. เมื่อเปิดประชุมจะอยู่ในวาระแรกคือลงมติทันที ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้กรรมาธิการทุกท่านเข้าประชุม เพื่อหาฉันทามติให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เดินหน้าต่อไปได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด

ด้านนายเอกพร กล่าวว่า ตนไม่อยากให้ทุกคนเข้าใจผิดในหลายแง่มุม แต่อยากเรียนว่าตอนที่เริ่มประชุมครั้งแรกกมธ.ทุกคนมีความเห็นพ้องกันว่าอยากที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จทันเวลา และมีการวางแผน 2 รูปแบบคือ หากสามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น เราก็จะเสนอให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพ.ย. แต่หากไม่สามารถทำได้ทัน ใช้เวลาตามปกติ ในสมัยประชุมสามัญวันที่ 12ธ.ค. ระยะเวลาในการลงมติ แม้จะต้องเว้นระยะเวลา 15 วัน ก็ยังทันช่วงเดือนมกราคม ยืนยันว่าเป็นไปตามกำหนด

นายเอกพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เราเห็นพ้องต้องการว่าจะมีคณะทำงานก่อนที่จะนำประเด็นต่างๆ เข้ามาหารือหรืออภิปรายในที่ประชุม กมธ. อีกทั้งประเด็นที่จะต้องมีการลงมติในวันนี้ มี 2 ทางคือ 1.ออกไปตามร่างของพรรคประชาชน และ 2.สร้าง ส.ส.ร. ซึ่งเป็นการเสนอโดยสมาชิกพรรคเพื่อไทย แม้จะเลือกทางใดทางหนึ่งก็อยู่ในกรอบที่เราตกลงกันตั้งแต่แรก แต่การที่ไม่สามารถลงมติได้ในวันนี้ มาจากสภาพแวดล้อมต่างๆ มีกมธ.ส่วนหนึ่งติดภารกิจที่ต่างประเทศ และสส.ต้องลงพื้นที่

“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่ามีใครไม่อยากลงมติ หรือเล่นเกมการเมือง แต่การทำงานของกมธ.ที่พิจารณาประเด็นว่าจะให้มีองค์กรทำรัฐธรรมนูญใหม่แบบใด ระหว่างเป็นไปตามร่างหลักของพรรคประชาชน กับการมี ส.ส.ร. เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาออกแบบให้มีคุณภาพ” นายเอกพร กล่าว

เมื่อถามถึง สาเหตุที่องค์ประชุมไม่ครบครบ น.ส.พนิดา กล่าวว่า กมธ.ท่านอื่นๆ มีภารกิจเร่งด่วน เช่น กลับไปดูพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม และการป้องกันเรื่องพายุ ทำให้ไม่สามารถลงมติได้ในเวลา 12.30 น. ตามที่ประธาน กมธ.กำหนดไว้

เมื่อถามว่า มีประเด็นอื่นๆ ที่ขัดแย้งกันมากทำให้ไม่สามารถลงมติได้ ด้วยหรือไม่ น.ส.พนิดา กล่าวว่า อาจมีความแตกต่างหลากหลายในประเด็นนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถได้ข้อสรุป และยังไม่สามารถมีฉันทามติได้ว่ารูปแบบที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของผู้เขียนร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร โดยจุดนี้อาจเป็นจุดที่ทำให้หลายคนมีความกังวล และเชื่อว่าคณะทำงานของ กมธ. อาจสามารถหาข้อสรุปได้และมีการลงมติในวันที่ 12 พ.ย.นี้ เพื่อที่จะสามารถเดินหน้าต่อในมาตราต่อไปที่จะมีผลจากการกำหนดในมาตรา 256/1 (1)

เมื่อถามว่า สัดส่วนของ กมธ.ที่หายไปมีจำนวนเท่าไหร่ น.ส.พนิดา กล่าวว่า จริงๆ เป็นสัดส่วนของหลายพรรค มีทั้งสส. และ สว. ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ซึ่งวาระสำคัญแบบนี้ถ้าองค์ประชุมไม่ครบก็อาจจะมีปัญหาในอนาคต เพราะหากลงมติแล้วเสียงปริ่มน้ำก็อาจจะเกิดปัญหา จึงจำเป็นต้องปิดการประชุมในวันนี้ แล้วพิจารณาใหม่ในวันพุธหน้า

เมื่อถามว่า รัฐบาลต้องมีส่วนในความรับผิดชอบด้วยหรือไม่ น.ส.พนิดา กล่าวว่า จริงๆ กมธ.ทุกท่าน มีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และเป็นความคาดหวังของประชาชน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ตนไม่ขอเจาะจงว่าเป็นสส.จากพรรคไหน หรือจะเป็น สว. และเชื่อว่ากมธ.เข้าใจอยู่แล้วว่ามาตรานี้มีความสำคัญอย่างไร เราคุยกันมาหลายวัน ไม่ใช่ว่าเราจะมาปุ๊บปั๊บจะลงมติเรามีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ซึ่งขอเรียกร้องไปว่าภารกิจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

เมื่อถามว่า ไม่ได้มีการวอล์กเอาต์ใช่หรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า มีบางส่วนที่อยู่ในห้องประชุม แต่เมื่อถึงเวลาที่เราจะลงมติแล้ว เราก็ไม่ได้มีการสังเกตว่าท่านใดบ้างที่มีการวอล์กเอาต์ มีเพียงการนับองค์ประชุม และปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ พบว่ามีเพียงประมาณ 20 กว่าคน ขาดไป 2 คน

เมื่อถามว่า การลงมติไม่ได้ปุ๊บปั๊บ เป็นไปได้หรือไม่ว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะมีธงในใจแล้ว นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนสามารถประเมินได้ ส่วนตัวตนคิดว่า กมธ.ทุกคนมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมาตลอดคือ สิ่งใดที่ยังมีความคิดเห็นที่ต่างกันสามารถใช้พื้นที่ใน กมธ.ในการพูดคุยเพื่อหาฉันทามติร่วมกันเพื่อที่จะสามารถเดินต่อไปได้

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่ยังไม่ตกผลึกสามารถนำมาพูดคุยกันได้ ผู้ที่เป็นเจ้าของร่างและกมธ.มีหน้าที่ที่จะชี้แจงอยู่แล้ว หากท่านต้องการเวลา ตนคิดว่าเราก็สามารถที่จะพูดคุยกันได้อย่างมีวุฒิภาวะ เข้าใจว่าบางท่านอาจมีภารกิจในพื้นที่ แต่ก็อยากให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน

เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าการประชุมครั้งต่อไป อาจจะเกิดปัญหาอีก นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าในช่วงสัปดาห์หน้า ประเด็นนี้ได้มีการถกเถียงกันไปพอสมควรแล้ว และเป็นประเด็นที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและถกเถียงกันในประเด็นย่อยได้ต่อไปอีกในหลายประเด็น และหากเราสามารถมีฉันทามติร่วมกันได้ในสัปดาห์นี้ ตนคิดว่าจะทำให้งานสามารถคืบหน้าต่อไปได้ แต่หากเป็นสัปดาห์หน้าตนคิดว่าเราจะพยายามให้ได้ฉันทามติภายในวันที่12พ.ย. หาก กมธ.ท่านใดที่ยังมีข้อกังวลอยู่ ตนคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดคือพื้นที่ กมธ.จะเป็นพื้นที่ที่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกัน และมีหลายวิธีที่จะสามารถทำให้การผลักดันในประเด็นนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

เมื่อถามว่า สัปดาห์หน้ายังมีปัญหาอยู่ ไทม์ไลน์ที่วางไว้จะต้องขยับหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เราจะพยายามเดินตามไทม์ไลน์เดิมที่ทาง กมธ.เซ็ตเอาไว้ แต่ไม่ได้ฟิกตายตัว ซึ่งหากมีประเด็นที่เราต้องใช้เวลาในการพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือพิจารณาเพิ่มเติม ไทม์ไลน์ก็อาจจะมีการขยับได้

‘สุนทร รักษ์รงค์’ โพสต์เฟซบุ๊ก ถ่ายภาพร่วมกับ ‘อภิสิทธิ์-กรณ์’ ระบุกลับมาบ้านหลังเก่า

'สุนทร รักษ์รงค์' โพสต์เฟซบุ๊ก ถ่ายภาพร่วมกับ 'อภิสิทธิ์-กรณ์' ระบุกลับมาบ้านหลังเก่า

‘สุนทร รักษ์รงค์’ โพสต์เฟซบุ๊ก ถ่ายภาพร่วมกับ ‘อภิสิทธิ์-กรณ์’ ระบุกลับมาบ้านหลังเก่า

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายสุนทร รักษ์รงค์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้สมัคร สส.เขต 8 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ถ่ายภาพร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมระบุข้อความ “กลับมาบ้านหลังเก่า

สถาบันทางการเมืองรับใช้ประชาชน

ร่วมขับเคลื่อนนโยบายการเกษตร

พรรคประชาธิปัตย์”

ทั้งนี้ในการเลือกตั้งปี 2566 นายสุนทร ได้เปิดตัวจะลงสมัคร สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายย้ายไปลงสมัคร สส.เขต8 นครศรีธรรมราช สังกัดพรรคพปชร. ต่อมาจึงไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย และกลับมาพรรคประชาธิปัตย์ในที่สุด

‘ปธ.กมธ.ทหาร สว.’ แนะ รัฐบาล ต้องรอบคอบ ปมปล่อยเชลยศึก เชื่อ เขมร ไม่จริงใจ

‘ปธ.กมธ.ทหาร สว.’ แนะ รัฐบาล ต้องรอบคอบ ปมปล่อยเชลยศึก เชื่อ เขมร ไม่จริงใจ

‘ปธ.กมธ.ทหาร สว.’ แนะ รัฐบาล ต้องรอบคอบ ปมปล่อยเชลยศึก เชื่อ เขมร ไม่จริงใจ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.11 น.

‘ปธ.กมธ.ทหาร สว.’ แนะ ‘รัฐบาล’ เข้มรอบคอบ ปมปล่อยเชลยศึก เชื่อ ‘เขมร’ ไม่จริงใจ แต่ต้องแสดงออกเป็นรูปธรรม ชี้ต้องบรรลุข้อตกลงทั้งหมดก่อนถึงปล่อยได้ ยันไม่ถูกต้อง หากเร่งรีบ-มีคนมากดดัน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงการที่ไทยเตรียมปล่อยเชลยศึกชาวกัมพูชาว่า ถ้าพูดถึงเรื่องกัมพูชาเราต้องไม่ไว้วางใจเอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นการที่เราจะปล่อยตัวเชลยทั้งหมด ต้องให้บรรลุผลตามข้อตกลงที่เราทำไว้ 4 ข้อ ทั้งเรื่องการถอนอาวุธหนัก เรื่องอื่นๆอีก ต้องให้มีผลครบถ้วนก่อนถึงจะปล่อยตัว ถ้าเราปล่อยไปโดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ดำเนินการหรือทำไม่ครบถ้วน ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเราสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไปเราคงต้องทำอย่างรอบคอบ ให้มีผลก่อน

“การปล่อยตัวเชลยศึกก็คงต้องปล่อยอยู่แล้ว แต่เราจะลดอารมณ์ความรู้สึกของพี่น้องคนไทยได้ ต้องให้บรรลุข้อตกลงก่อน กัมพูชาเขาคงไม่จริงใจหรอก แต่เขาคงต้องแสดงการกระทำที่เป็นรูปธรรม อย่างการถอนอาวุธหนักก็ไม่ใช่แค่เอารถถังมาวิ่งคันสองคัน แล้วถ่ายรูปลงว่าได้เคลื่อนย้ายอาวุธกลับไปแล้ว ซึ่งในส่วนนี้ด้านความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารก็ต้องตรวจสอบ ยืนยันทางการข่าวให้ชัดเจน ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนคนไทยเข้าใจ อะไรที่เราต้องเป็นไปตามข้อตกลง ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้ามีการรีบร้อนปล่อยหรือใครมากดดันคงไม่ถูกต้อง ไม่น่าจะให้มีลักษณะนี้เกิดขึ้น” พล.อ.สวัสดิ์ กล่าว

พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต่างชาติมองเข้ามามาที่เรา เราได้เสียงมามาก เราไม่ได้โจมตีประชาชน ไม่ได้ให้ข่าวบิดเบือน เราถือว่าชื่อเสียงในเวทีต่างประเทศเราเป็นบวกอยู่ ฉะนั้น ต้องรักษาไว้ แต่ก็ต้องไม่ให้พี่น้องประชาชนของเรารู้สึกไม่ดี

‘ธรรมนัส’สั่งเข้ม! ‘กรมชลประทาน’ ประสานงานรองรับมวลน้ำ ‘คัลแมกี’

'ธรรมนัส'สั่งเข้ม! 'กรมชลประทาน' ประสานงานรองรับมวลน้ำ 'คัลแมกี'

‘ธรรมนัส’สั่งเข้ม! ‘กรมชลประทาน’ ประสานงานรองรับมวลน้ำ ‘คัลแมกี’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

“ธรรมนัส”สั่งกรมชลประทาน ประสานงานสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อรองรับมวลน้ำ ”คัลแมกี”

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการการรับมือสถานการณ์น้ำจากอิทธิพลของพายุ”คัลแมกี”ที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงนี้ ว่า ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทาน ในการประสานงานกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อรองรับมวลน้ำที่จะเพิ่มมากขึ้นจากปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกมากขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งเมื่อวานนี้ ( 6 พ.ย.68)ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งในภาพรวมยังมั่นใจว่ายังสามารถบริหารสถานการณ์ได้ และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดเพราะสภาพอากาศมีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา 

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งที่ขณะนี้ใกล้เต็มความจุเก็บกักแล้วนั้น ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำแล้ว โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคือพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นนทบุรี สมุทรปราการ ที่จะต้องมีการพร่องน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำให้มากที่สุด โดยในสัปดาห์หน้าจะหารือร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะบูรณาการการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและมีประสิทธิภาพอีกด้วย