‘อัจฉริยะ’ นั่งประท้วงหน้า สตช. ลั่น 10 พ.ย. ถ้า ผบ.ตร.ไม่ดำเนินการจะมาอีกรอบ เตือน’อนุทิน’คัดกรองตำรวจใกล้ตัว

'อัจฉริยะ' นั่งประท้วงหน้า สตช. ลั่น 10 พ.ย. ถ้า ผบ.ตร.ไม่ดำเนินการจะมาอีกรอบ เตือน'อนุทิน'คัดกรองตำรวจใกล้ตัว

‘อัจฉริยะ’ นั่งประท้วงหน้า สตช. ลั่น 10 พ.ย. ถ้า ผบ.ตร.ไม่ดำเนินการจะมาอีกรอบ เตือน’อนุทิน’คัดกรองตำรวจใกล้ตัว

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.43 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเคลื่อนไหวนั่งริมฟุตบาทหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมชูแผนผังระบุเว็บพนันออนไลน์กว่า 10 เว็บไซต์ อ้างว่าหลังจากตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวปราบปราม แต่ปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ก็ยังเปิดบริการปกติ

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ถ้าผบ.ตร.ไม่ดำเนินการตามพยานหลักฐานเกี่ยวกับสแกมเมอร์ ที่ตนเคยนำมามอบให้ตั้งแต่ปี 2567 ในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. ตนจะมานั่งประท้วงบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งแน่นอน

ส่วนที่มีหลายฝ่ายมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ไทม์ไลน์และข้อมูลสอดคล้องกับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ. ตร. นายอัจฉริยะ กล่าวว่า เป็นการเดินคู่ ร่วมมือกันทำงาน แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทำ ตนได้ข้อมูลมาจากตำรวจภาค 8 ไม่รู้ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ข้อมูลมาจากไหน แต่มีเป้าหมายเดียวกันแน่ชัดคือการปราบปรามแก๊งค์สแกมเมอร์ เอาผิดนักการเมืองที่ทำงานสกปรก เอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐคอรัปชั่น รวมถึงอยากให้มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่กระทำความผิดและมีเส้นทางการเงินไปถึง

“ผมไม่เคยเหมารวมองค์กรตำรวจว่าเป็นอาชญากรประเทศชาติ แต่ระบุเพียงว่ามีตำรวจบางคนประมาณ 20-30% ที่กระทำความผิด จึงอยากให้ดำเนินคดีกับตำรวจกลุ่มนี้ให้เท่าเทียมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ผมเห็นใจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เพราะถูกรังแก”นายอัจฉริยะ กล่าว

นายอัจฉริยะ ยังเตือนนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าให้คัดกรองตำรวจที่อยู่ใกล้ชิดตัวนายอนุทิน ขอให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมให้ชัดเจน เพราะอาจทำให้มัวหมองหรือเสื่อมเสียองค์กรตำรวจ เนื่องจากยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

‘ธรรมนัส’ลั่น พรรคกล้าธรรม พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ปัดตอบปมนายกฯชิงยุบสภาก่อน

'ธรรมนัส'ลั่น พรรคกล้าธรรม พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ปัดตอบปมนายกฯชิงยุบสภาก่อน

‘ธรรมนัส’ลั่น พรรคกล้าธรรม พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ปัดตอบปมนายกฯชิงยุบสภาก่อน

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

‘ธรรมนัส’ยัน พรรคกล้าธรรม พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง  ปัดตอบปมนายกฯอาจชิงยุบสภาก่อน  ขอทำงานอย่างเดียว  ไม่สน “โรม” จี้ปลด มองเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง ชี้ แค่ฝ่ายค้านหาเเสง แจงปิดห้องคุยนายกฯ เรื่องเดินหน้าปราบสเเกมเมอร์จริงจัง ลั่น “ใครทำก็ระวังไว้ จะไม่เหลืออะไรติดตัว” 

7 พ.ย. 68 ที่กระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางด้วยรถยนต์ rolls-royce  หมายเลขทะเบียน 888  เพื่อปฏิบัติภารกิจที่กระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ โดยก่อนที่จะเดินทางไปราชการจังหวัดนราธิวาส ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมเตรียมการเลือกตั้ง ว่า พรรคกล้าธรรม มีการเตรียมความพร้อมอยู่แล้ว ตอนนี้ได้ผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 400 เขต บางส่วนก็มาจากพรรคการเมืองอื่น ตามที่ทราบไปก่อนหน้านี้ จำนวน 2 พรรค ล้วนเป็น ส.ส.ที่มีคุณภาพอยู่แล้ว และพวกเขาก็มีแสงในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนก็มีโอกาสเป็น ส.ส.มาแล้วหลายสมัย  ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้คาดการณ์เรื่องจำนวนที่นั่ง ส.ส. ว่าจะได้กี่คน เเต่ส่วนตัวก็มีความมั่นใจ  ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรม มีความพร้อมที่จะสู้ศึกเลือกตั้ง 

ส่วนกรณี ที่นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าอาจจะมีการยุบสภาก่อนกำหนด หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มองอย่างไร  ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่มองเลย ขอทำงานอย่างเดียว”  โดยหลังจากนี้ตนเองก็จะต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน 

“วันนี้บ่ายอยู่นราธิวาส พรุ่งนี้เช้าอยู่ปัตตานี เดินทางต่อไปจังหวัดยะลา และกลับมาที่สุไหงโก-ลก  ส่วนภารกิจในวันอาทิตย์ จะเดินทางไปที่จังหวัดพัทลุง , วันจันทร์เดินทางไปที่เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล , จากนั้นจะเดินทางไปที่จังหวัดตรัง สรุปแล้ว 3 วัน ตนทำงานอยู่ใน 6 จังหวัดภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งอยากจะให้สังคมได้เห็นอีกมุมหนึ่งว่ารัฐบาลได้ทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชนบ้าง หากเราเล่นการเมืองมากเกินไป จนลืมความทุกข์ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมก็จะก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ตอบโต้อะไร” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ส่วนในวันที่ 11 พฤศจิกายน ตนเองจะเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อไปขายสินค้าทางการเกษตร อาทิ รังนก , สัตว์ปีก , รังผึ้ง ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกร ที่จะมีช่องทางในการค้าขายสินค้าเหล่านี้ ซึ่งตนก็จะไปเซ็นสัญญาการซื้อขายต่อไป ซึ่งเรื่องการขายน้ำผึ้ง ซึ่งถือเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร 

ร้อยเอก ธรรมนัส บอกอีกว่าในส่วนกรณี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน  และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ได้จี้นายกรัฐมนตรี ให้ปลด ร้อยเอก ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากอ้างเหตุผลเรื่องความไม่เหมาะสม ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความเกี่ยวโยงกับแก๊งสแกมเมอร์  ในประเด็นดังกล่าว ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า “การเมืองก็เป็นแบบนี้แหละครับ อย่าไปคิดมาก เป็นเรื่องธรรมชาติของการเมือง ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ของเขา เพื่อให้มีความโดดเด่น เพราะไม่สามารถสร้างผลงานในรูปแบบการบริหารจัดการได้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติอย่าไปคิดมาก

ส่วนที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ มีการพาดพิงถึง ร้อยเอก ธรรมนัส ว่าไม่เคยเดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในที่ประชุม ในกรณีข้อพิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ นั้น  ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า ” ผมว่าผมพูดจบไปหมดแล้ว สังคมยังไม่เข้าใจ ระหว่างสแกมเมอร์กับการกระทำความผิดฟอกเงิน หรือการพนันผิดกฎหมายออนไลน์ ดังนั้น จะต้องแยกแยะ บางครั้งเราเอาไปผสมผสานกันหมด ตนเชื่อว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจัง เมื่อวันก่อนได้นั่งคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านยามว่าได้เอาจริงเอาจังกับแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองไทย  หากใครทำก็พึงระวังไว้ จะไม่เหลืออะไรติดตัว

‘สภา’ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน อุทิศถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘สภา’ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน อุทิศถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘สภา’ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน อุทิศถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

‘สภาผู้แทนราษฎร’ ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

7พ.ย.2568 ที่รัฐสภา นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โอกาสนี้ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะผู้บริหาร และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรร่วมพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแนวทางการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ในวาระครบปัณรสมวาร (15 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100วัน) หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชน สามารถดำเนินการจัดพิธี เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลฯ ได้ตามความเหมาะสม โดยวาระครบรอบ มีดังนี้  1.เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร  (7 วัน)  ในวันที่  30 ต.ค.  2568  ,2.เสด็จสวรรคตครบปัณรสมวาร  (15วัน)  ในวันที่  7 พ.ย. 2568 ,3.เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร  (50วัน)  ในวันที่  12 ธ.ค.  2568 ,(4)เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร  (100 วัน)  ในวันที่  31 ม.ค. 2568

‘ดร.เอ้’ ประกาศไม่ปิดทางจับขั้วรัฐบาล พร้อมทำงานกับทุกพรรค

'ดร.เอ้' ประกาศไม่ปิดทางจับขั้วรัฐบาล พร้อมทำงานกับทุกพรรค

‘ดร.เอ้’ ประกาศไม่ปิดทางจับขั้วรัฐบาล พร้อมทำงานกับทุกพรรค

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.30 น.

‘เอ้ สุชัชวีร์’ขึงขัง! หลังสื่อถามจับขั้วการเมือง​ บอก​พร้อมทำงานกับทุกพรรค​ มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง​ ไม่วางเป้าหมาย​สส.​ขอให้ได้มากที่สุด​ เตรียมเฟ้นหาผู้สมัครด้วยตัวเอง​ ส่งลงเลือกตั้งทั่วประเทศ​ 

7 พ.ย. 68 ที่ชั้น 14 อาคารไอ ทาวเวอร์ เขตจตุจัตร กทม.นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ​ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง​ สส. ว่า​ เราตั้งใจส่งผู้สมัครสส.ทุกภาค เพราะขณะนี้มีผู้ที่มีคุณสมบัติจากทุกภาคมาสมัคร และเราเป็นพรรคการเมืองที่ต้องเปิดรับคนจากทุกภาคส่วน​ ซึ่งตนจะสัมภาษณ์ผู้สมัครด้วยตัวเองในทุกพื้นที่​ เพราะตั้งใจจะได้คนที่มีอุดมการณ์มาทำงานการเมืองกับพรรคจริงๆ​ ส่วนจะส่งครบทั้ง​ 400 เขต​หรือไม่​นั้น ต้องดูก่อน เพราะไม่ได้เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ​  สำหรับเป้าหมาย​จำนวน สส.​นั้น เราไม่วางเป้าไว้​ ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ให้โอกาส​ แต่ต้องการให้ได้มากที่สุด​ เพื่อทำงานให้ประเทศ และสร้างความเปลี่ยนแปลง​ในประเทศ 

เมื่อถามถึงนโยบายของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้​ นายสุชัชวีร์​ กล่าวว่า​ จากการลงพื้นที่​ ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวพูดเป็นเสียงเดียวกัน​ ว่า​ ต้องการได้เรียนหนังสือ แต่รัฐบาล​ไม่ได้ดูแล​อย่างมีคุณภาพ​ ในจังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​ ทั้งที่ลูกหลานของเขาอยากเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นถือเป็นคำมั่นสัญญาว่าพรรคไทยก้าวใหม่ จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง​ และสร้างความเท่าเทียมโดยเริ่มต้นจากการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ​ เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาฟรี​ แต่ไม่มีคุณภาพ​ ก็ไม่มีความหมาย​ใดๆ​ ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี​ ก็ต้องเป็นหัวหน้าพรรค​ เพราะหัวหน้าพรรคต้องมีความพร้อม​ 

เมื่อถามถึงกาคจับมือกับขั้วการเมือง นายสุชัชวีร์ กล่าวด้วยท่าทีขึงขัง ว่า​ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เบื่อหรือกับขั้วการเมือง​ ดังนั้น​ พรรคก้าวใหม่ชัดเจนว่ามาทำงานร่วมกับทุกพรรค​ เพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงร่วมกัน มิฉะนั้นจะอยู่กันแบบเดิมต่อไป​ 

นายสุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า  พรรคไทยก้าวใหม่จะเป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาชั่วคราวหรือฉาบฉวยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่พร้อมรับทุกคนที่ต้องการเข้ามาทำงานทางการเมืองเพื่อประเทศชาติ

‘อนุทิน’ หารือ ‘นายกฯ สิงคโปร์’ กระชับความร่วมมือรอบด้าน

‘อนุทิน’ หารือ ‘นายกฯ สิงคโปร์’ กระชับความร่วมมือรอบด้าน

‘อนุทิน’ หารือ ‘นายกฯ สิงคโปร์’ กระชับความร่วมมือรอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.15 น.

นายกฯ ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการในโอกาสเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ พร้อมหารือกับนายกฯ สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือรอบด้านครอบคลุมเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล ความมั่นคง ต่อสู้สแกมเมอร์ ยกระดับการส่งออกอาหารสู่ความมั่นคงทางอาหาร และบทบาทร่วมในอาเซียน

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.68 เวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ณ ห้อง Heritage ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และรัฐบาลสิงคโปร์ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมขอบคุณสำหรับพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ในช่วงเช้า และแสดงความซาบซึ้งที่นายลี เซียน ลุง ได้เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนแสดงความยินดีที่มีโอกาสต้อนรับนายกรัฐมนตรี ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่ง พร้อมกล่าวว่า เฝ้ารอการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย และการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้ 

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวต่อไปว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสิงคโปร์ ทั้งยังสะท้อนมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างสองประเทศที่มีมาก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยยกตัวอย่างการเสด็จเยือนสิงคโปร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งพระราชทานรูปหล่อช้างสำริดให้ไว้เป็นที่ระลึก และยังคงตั้งอยู่ ณ อาคารรัฐสภาเก่าของสิงคโปร์มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมย้ำถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างประชาชนและผู้นำของทั้งสองประเทศ อันเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่เข้มแข็งและหลากหลายมิติ พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย 

ในวาระครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตนี้ ผู้นำไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับสูง ทั้งจากการเยือนระดับราชวงศ์ การเยือนประเทศไทยของนายลอว์เรนซ์ หว่อง เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน รวมทั้งการพบปะระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เยือนไทยในโอกาสที่สะดวกด้วย 

ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน และเห็นพ้องจะผลักดัน “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” (forward-looking strategic partnership) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางของอนาคต ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นฉบับแรกของสิงคโปร์ในอาเซียน และเห็นควรให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานอาเซียน

ด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ทั้งสองฝ่ายยินดีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียวและสนับสนุนการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสะอาด 

ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้สิงคโปร์ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์มีข้าวไทยคุณภาพสูงเพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังเสนอให้มีการหารือแนวทางลงทุนร่วมในธุรกิจเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร และจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอ model food security ที่เป็นมากกว่าการขายอาหาร แต่เป็นการขายความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นโครงการบุกเบิก (pioneer project) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป 

ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และต้องการให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พร้อมยินดีต้อนรับนักลงทุนสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Center โดยนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนสิงคโปร์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้อีกด้วย

ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และเห็นควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านการค้าออนไลน์ที่เอื้อต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานคณะเจรจา จะผลักดันให้ลงนามกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) สำเร็จภายในปีหน้า โอกาสนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังหารือถึงแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านพัฒนาทักษะดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเชิญชวนบริษัทสิงคโปร์ลงทุนในโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ (Thailand Digital Valley) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย

ความร่วมมือด้านฟินเทค ไทยและสิงคโปร์ยินดีกับความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และกำลังขยายผลสู่ประเทศอื่นภายใต้โครงการ Project Nexus ที่มี 5 ประเทศเข้าร่วม 

ด้านสาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ในวันนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุข การแพทย์ป้องกันโรค 

ด้านแรงงาน ไทยพร้อมร่วมมือกับสิงคโปร์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว

ด้านความมั่นคง ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะคงความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารและการใช้สถานที่ฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย พร้อมหารือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การลงทุนร่วม วิจัยเทคโนโลยีทางทหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ 

ด้านการต่อต้านอาชญกรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน

ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในเอเชีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มี GDP รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน กับจีน รวมถึงอินเดีย 

ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี

‘จุลพันธ์’ มั่นใจ พท.คว้า 200 เก้าอี้ตามเป้า ปัดตอบ บ้านใหญ่คุณปลื้ม ยังอยู่พรรคไหม

'จุลพันธ์' มั่นใจ พท.คว้า 200 เก้าอี้ตามเป้า ปัดตอบ บ้านใหญ่คุณปลื้ม ยังอยู่พรรคไหม

‘จุลพันธ์’ มั่นใจ พท.คว้า 200 เก้าอี้ตามเป้า ปัดตอบ บ้านใหญ่คุณปลื้ม ยังอยู่พรรคไหม

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.06 น.

“จุลพันธ์” มั่นใจ พรรคคัดสรรผู้สมัคร มีอุดมการณ์-ศักยภาพ เชื่อยังคว้า 200 ที่นั่งตามเป้า รับ พรรคเพลี่ยงพล้ำ แต่กระแสยังไม่ตก ขอไม่ตอบตระกูล ”คุณปลื้ม“ ยังอยู่พรรคหรือไม่ 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจในการเปิดตัวผู้สมัคร ชุดที่ 3 ในวันนี้ เพราะได้คัดสรรผู้สมัครอย่างดี แต่ละเขตเลือกตั้งมีการสัมภาษณ์ไม่ต่ำกว่า 3 – 5 คน โดยดูคนที่มีอุดมการณ์ มีแนวความคิดที่ตรงกัน สนับสนุนแนวคิด และสนับสนุนยุทธศาสตร์ของพรรคมาตลอด จะเห็นว่าผู้สมัครครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยมีความหลากหลาย มีทั้งคนที่เป็นเครือข่ายเก่า อาจจะเป็นคนที่เคยลงสมัครแล้ว รวมถึงคนที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งมีที่มาหลายแบบ บางคนทำงานกับพรรคมาอย่างยาวนาน แต่อยู่เบื้องหลัง เป็นทีมนโยบาย ทีมนักคิด คอยช่วยในเชิงนโยบาย ซึ่งพรรคเห็นแวว และความสามารถ ซึ่งก็มีความประสงค์ที่จะลงสมัคร จึงคัดสรรมาเป็นผู้สมัครในวันนี้ บางคนสมัครผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งวันที่พบกันครั้งแรก ว่าทำไมเรายังถามว่าทำไมถึงเพิ่งพบกัน เพราะเป็นคนที่มีศักยภาพสูงมาก วันนี้มีผู้สมัครที่หลากหลาย พรรคเพื่อไทยดูเรื่องอุดมการณ์ และโอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. ซึ่งจากการคัดสรรอย่างละเอียดถี่ถ้วน เปิดตัวบุคลากรที่เปิดตัวไปแล้ว เป็นคนที่พรรคมีความเชื่อมั่นว่า จะชนะเลือกตั้ง วันนี้เปิดตัวไปแล้ว 265 เขตเลือกตั้ง นำหน้าพรรคอื่นไปเยอะ ส่งสัญญาณว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม 

ส่วนจากหน้าตาของผู้สมัคร และศักยภาพ ยังตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 200 เขต หรือ มองมากกว่านั้นหรือไม่อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน ตอนนี้ยืนอยู่ข้างในสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ก็มีความมั่นใจ พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคขนาดเล็ก มีเกียรติประวัติยาวนาน มีผลงานให้กับประชาชน นโยบายหลายอย่างยังติดตราตรึงใจ ซึ่งคิดว่า 90% มาจากไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทยทั้งนั้น ดังนั้น สิ่งที่ได้ทำมายังอยู่ในหัวใจประชาชน และยังยึดมั่นในสิ่งที่จะทำให้ประชาชน นั่นคือ นโยบายที่ดี เชื่อว่าตัวเลขที่มองไว้ โดยเฉพาะการชนะการเลือกตั้งที่จะมาถึง เป็นสิ่งที่สามารถบรรลุ และทำได้

ขณะที่กระแสภาพรวมของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างไรบ้าง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มองได้หลายมุม บางคนบอกว่าช่วงนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ในภาวะที่เพลี่ยงพล้ำ ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธ เรามีความเพลี่ยงพล้ำจริง เพราะเปลี่ยนจากสถานะจากแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้าน และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วม MOA ตั้งรัฐบาล หากถามว่าเพลี่ยงพล้ำมากหรือไม่ ก็ยอมรับได้ ไม่ได้แปลกอะไร แต่แม้จะเป็นวันที่หลายคนปรามาส ว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะเพลี่ยงพล้ำ กระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยในแต่ละภูมิภาคก็ไม่ได้ตกลงอย่างมีนัยยะ ยังอยู่ในระดับ 20% นี่ขนาดบอกว่าเรากำลังเพลี่ยงพล้ำ ส่วนคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกพรรคใด ก็มีอีก 30 – 35% นั่นหมายความว่า โอกาสสำหรับพรรคเพื่อไทยที่จะทำงาน และชนะใจประชาชน ด้วยนโยบาย บุคลากร และด้วยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะมาถึง เชื่อว่า ยังมีอยู่ โดยจะทำให้ดีที่สุด เรามองโพล เรามองสิ่งที่คนภายนอกมองเข้ามา เป็นเพียงเครื่องเตือนใจ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ การทำให้พรรค การคัดสรรบุคลากรให้อยู่ในจุดที่ดีที่สุด ประชาชนจะได้ตัดสินใจในการเลือกตั้ง และเลือกพรรคเพื่อไทย

สำหรับกรณีที่บางเขตพ่อ กับ ลูก อยู่ต่างพรรคกัน การแข่งขันจะเป็นอย่างไร นายจุลพันธ์ ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่สำหรับประเทศไทย และทุกที่ในโลก ระบอบประชาธิปไตย ครอบครัวเดียวกัน มีอุดมการณ์แนวคิดที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่ยืนยันว่า คนที่มาอยู่กับพรรคเพื่อไทยทุกคน ยืนยัน ในอุดมการณ์ และจิตใจที่ยึดมั่นกับพรรคเพื่อไทยที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน

ขณะที่พื้นที่จังหวัดชลบุรี ที่วันนี้ไม่มีตระกูล “คุณปลื้ม” มาเปิดตัวด้วยนั้น สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอไม่ตอบเป็นรายคน เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการคัดสรร และมีการไปยกอ้างถึงบุคคลมาร่วมที่ไม่ได้มาร่วมแถลงข่าวในวันนี้อาจจะไม่เหมาะสม

ส่วนการที่ลูกชายของนายการุณ โหสกุล มาร่วมเปิดตัววันนี้ เป็นสัญญาณว่านายการุณ จะกลับมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์ ระบุว่า นายภูมิพัฒน์ โหสกุล บุตรชายนายการุณ  มีความพร้อม บรรลุนิติภาวะแล้ว มาสมัครกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งความจริงแล้วก็ทำงานมากับพรรคเพื่อไทย เดินตามกันมาในพรรค 10 กว่าปีแล้ว อยู่ที่ตนเองเห็นแวว และความตั้งใจ วันนี้มีความประสงค์ที่จะมาสมัคร เราก็ยินดี ซึ่งบุคลากรทั้งหมดของเขตนั้น นายภูมิพัฒน์ มีความพร้อมที่สุดในการลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงคัดสรรมา 

ส่วนจะมีโอกาสเปลี่ยนตัว หรือ สลับตัวผู้สมัครอีกหรือไม่ ในระหว่างที่ระฆังการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้น หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในทางกฎหมายไม่มีข้อห้ามเรื่องการสลับ แต่คงจะไม่สลับแล้ว และโดยข้อกฎหมายในการเปิดตัวผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเรียกว่า ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะมีกระบวนการที่จะต้องทำ ประเด็นแรก คือ ทุกพรรคต้องดูกระแสของประชาชน ว่า สุดท้ายแล้วการตอบรับของผู้สมัครเป็นอย่างไรเป็นอย่างไร ประเด็นที่สอง คือ ดูการทำงาน ว่า ขยัน และ รับฟังปัญหาประชาชน นำนโยบายของพรรคไปให้ประชาชนอย่างไร ต้องตรวจการบ้านกันและกัน ทั้งพรรค และบุคลากร และสุดท้ายต้องผ่านกระบวนการไพรมารีโหวต จึงยังไม่เรียกว่าผู้สมัคร สส. จนกว่ากระบวนการจะครบถ้วน

‘ดร.เอ้’เปิดที่ทำการ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ย้ำนโยบายธนู 4 ดอก ขอคะแนนเสียงเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลง

'ดร.เอ้'เปิดที่ทำการ 'พรรคไทยก้าวใหม่' ย้ำนโยบายธนู 4 ดอก ขอคะแนนเสียงเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลง

‘ดร.เอ้’เปิดที่ทำการ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ย้ำนโยบายธนู 4 ดอก ขอคะแนนเสียงเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.51 น.

นี่คือเดิมพันชีวิตของเราทุกคน! ’ดร.เอ้ สุชัชวีร์‘เปิดที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ ย้ำนโยบายธนู 4 ดอก เริ่มต้นที่การศึกษา สร้างเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิต  อ้อนขอคะแนนเสียงไปเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้าน ’คุณหญิงกัลยา‘พร้อมอุทิศชีวิตที่เหลือ พลักดัน-ให้โอกาสลูกหลานทุกคนอยู่ในโลกดิจิทัลที่โหดร้ายอย่างมีความสุข

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ชั้น 14 มี อาคารไอทาวเวอร์ เขตจตุจักร กทม.พรรคไทยก้าวใหม่ ทำพิธีเปิดที่ทำการพรรค โดยมีพิธีทางศาสนาพุทธและอิสลาม ซึ่งในส่วนศาสนาพุทธได้นิมนต์ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าพระคุณสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พรรคฯ

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวเปิดที่ทำการพรรคฯใหม่ ว่า วันนี้เสมือนเป็นการขึ้นบ้านใหม่ เปิดหัวใจ เปิดความหวัง และเปิดพลังของคนรุ่นใหม่ เพื่อเริ่ม ‘ก้าวใหม่ของประเทศไทย’ ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่เชื่อว่า การเมืองไทยแบบใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันมาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของทุกคน

“นับตั้งแต่เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ทีมงานทุกฝ่ายได้ทำงานกันอย่างเข้มข้น รวมทั้งมีการเปิดสาขาพรรคและแต่งตั้งตัวแทนประจำจังหวัด เพื่อคัดสรรบุคลากรคุณภาพที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาสร้างการเมืองใหม่ เพื่อพลิกโฉมประเทศให้เข้มแข็ง ผ่านนโยบายเรือธง “ธนู 4 ดอก’ ได้แก่ การปฏิรูปการศึกษา การสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างค่านิยมใหม่เพื่อปราบทุจริต”นายสุชัชวีร์กล่าว

นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า ทุกพรรคมีดี มีคนดี แต่เรามีแนวทางที่ชัดเจนว่าการก่อตั้งพรรคไทยก้าวใหม่เพื่อมาทำงานแก้ปัญหางประเทศที่ตอนนี้ไม่มีใครตั้งใจจะทำ เพราะหากไม่แก้ปัญหาที่รากฐาน และแก้ปัญหาฉาบฉวยไม่ได้อีกต่อไป เรามาเพื่อทำไม่ได้มาเพื่อที่จะพูด เรามีทางออกวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นี่คือ ความตั้งใจไม่ไปเข้ามาเพื่อเพิ่มความขัดแย้ง และพร้อมร่วมมือกับทุกพรรคการเมือง ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้จริงๆ 

“เราตั้งใจสร้างนักการเมืองคุณภาพที่มีอุดมการณ์ร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศเริ่มต้นด้วยการศึกษา สร้างคุณภาพชีวิตใหม่จัดการปัญหาคอร์รัปชั่น จึงต้องขอคะแนน และขอย้ำทุกคะแนนถ้าเลือกได้ผม ถ้าเลือกเรา ได้คนไปดูแลท่าน อนาคตลูกหลานของท่าน ทุกคะแนนของท่านคือคะแนนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงของไทยที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ปัญหาฉาบฉวย ไม่ได้มาเพื่อขอกำลังใจ แต่นี่คือเดิมพันชีวิตของเราทุกคน ดังนั้นขอทุกคะแนนเสียงให้พรรคไทยก้าวใหม่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง”นายสุชัชวีร์กล่าว 

ด้านคุณหญิง กัลยาโสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า เจ้าคุณธงชัย ได้บอกกับตนว่า การศึกษาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศทุกด้าน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พรรคไทยก้าวใหม่กำลังจะพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตและให้ลูกหลานของเราทุกคนอยู่ในโลกดิจิทัลที่โหดร้ายอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นเราต้องการมือต้องการพลังของทุกคนที่คิดถึงอนาคตของลูกหลาน

“ภาวนาตัวเองว่าชีวิตที่เหลือจะทำสิ่งนี้ให้กับประเทศไทยประสบความสำเร็จ โดยจะใช้ตัวเองเพื่อสร้างและผลักดันโอกาสให้กับลูกหลานคนไทยคนไทยทุกคนให้ได้มีโอกาสเรียนรู้เฉกเช่นดิฉัน”คุณหญิงกัลยา กล่าว
 

‘วันนอร์’เผยยังไม่ได้รับสัญญาณ เปิดวิสามัญแก้รัฐธรรมนูญ

'วันนอร์'เผยยังไม่ได้รับสัญญาณ เปิดวิสามัญแก้รัฐธรรมนูญ

‘วันนอร์’เผยยังไม่ได้รับสัญญาณ เปิดวิสามัญแก้รัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

‘ปธ.รัฐสภา’ หวัง ‘กมธ.แก้รธน.’พิจารณาเสร็จภายในพ.ย.นี้ เพื่อขอเปิดสภาฯวิสามัญถกต่อวาระ2 ชี้ช่องปัญหา ‘ผู้ช่วย สส.’ ต้องมีคนร้องถึงจะตรวจสอบได้ 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวถึงสัญญาณการขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญว่า ยังไม่ได้รับสัญญาณจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ มีพูดคุยกันกับคณะกรรมาธิการ ที่ไปดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า อาจจะต้องขอให้เปิดประชุมวิสามัญก่อนที่จะเปิดประชุมสามัญในวันที่ 12ธ.ค.นี้ เพื่อจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาในวาระ 2 ก่อนเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อแตกต่างจากกฎหมายอื่นเมื่อพิจารณาเสร็จในวาระ 2 ตามมาตราแล้ว ก็ต้องเว้นระยะไว้ 15 วันก่อนที่จะลงมติในวาระ 3 เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการจึงอยากให้การประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ก่อนวันที่ 12ธ.ค. ซึ่งสภาก็มีความพร้อมบรรจุระเบียบว่าระขึ้นอยู่กับกรรมาธิการจะประชุมเสร็จวันที่เท่าไหร่ และคงจะมาขอให้สภาส่งเรื่องไปยังรัฐบาลเพื่อขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญทั้งนี้อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจึงอยากให้กรรมาธิการทุกคน เข้าประชุมและให้ความเห็นประนีประนอมในข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อสามารถที่จะประชุมในวาระที่ 2 ให้เสร็จเรียบร้อย และผ่านในวาระ 3 เพื่อจะไปทำประชามติตามที่รัฐบาล และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เตรียมไว้แล้ว

“ขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการแก้ไขใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และควรจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ย.นี้ก่อนเปิดประชุมสมัยสามัญก็ควรจะขอให้เปิดประชุมวิสามัญได้แล้ว” ประธานรัฐสภา กล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังกล่าวถึงการตรวจสอบประเด็นผู้ช่วยสส.ที่ขณะนี้มีการออกมาแฉกันไปกันมาขณะนี้ว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ การแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ช่วยสส. ถ้ามีคนร้องมาว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องทางสภาก็ต้องมีการตรวจสอบไม่เช่นนั้นอาจจะมีความผิดเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่จะปิดอย่างไรก็ต้องว่ากัน อีกครั้งเพราะข้อบังคับและกฎหมายระบุไว้ชัดเจน ซึ่งจะต้องมีคนร้องเรียนเข้ามาก่อนเพื่อที่จะได้มีข้อมูล ทางสภาก็จะให้ฝ่ายกฎหมายไปตรวจสอบว่าขอร้องนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะการแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ช่วยสส.สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี 

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน อุทิศถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน อุทิศถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน อุทิศถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 7 พ.ย.68  ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  ส่วนฝ่ายฆราวาส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธาน  
โดยมีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมพิธีฯ 

ทั้งนี้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นเจ้าภาพจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) และบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน)
แห่งการสวรรคต ในนามของรัฐบาล ซึ่ง สปน. ได้ดำเนินการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา และมีกำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันนี้

โดย ในงานประธานในพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล หลังจากนั้นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สดับปกรณ์ และกล่าวสัมโมทนียกถานำเจริญจิตภาวนาอุทิศถวายเป็น
พระราชกุศลฯ เป็นเวลา 93 วินาที หลังจากนั้นประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมพิธีตักบาตร บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เป็นอันเสร็จพิธี 
 
สำหรับแนวทางการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ในวาระครบปัณรสมวาร (15 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100 วัน) หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชน สามารถดำเนินการจัดพิธี เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลฯ ได้ตามความเหมาะสม โดยวาระครบรอบ มีดังนี้ 
(1) เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน) ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568
(2) เสด็จสวรรคตครบปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568
(3) เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (50 วัน) ในวันที่  12 ๑๒  ธันวาคม 2568
(4) เสด็จสวรรคตครบสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 31  มกราคม 2569

เพื่อไทยเปิดตัว 31 ผู้สมัคร ส.ส.ชุดใหม่ ทายาทนักการเมืองพรึบ

เพื่อไทยเปิดตัว 31 ผู้สมัคร ส.ส.ชุดใหม่ ทายาทนักการเมืองพรึบ

เพื่อไทยเปิดตัว 31 ผู้สมัคร ส.ส.ชุดใหม่ ทายาทนักการเมืองพรึบ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.43 น.

“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. เพิ่มอีก 31 คน รวมผู้เสนอตัวลงสมัคร สส. ทั้งสิ้น 265 เขตเลือกตั้ง  ย้ำ! พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ มั่นใจนำประชาชนสู่ชัยชนะ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.พะเยา และรองหัวหน้าพรรค นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและรองหัวหน้าพรรค นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและรองหัวหน้าพรรค นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมเปิดผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. พรรคเพื่อไทยจาก 18 จังหวัดรวม 31 คน รวมมีผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.แล้ว 265 เขตเลือกตั้ง เตรียมสู้ศึกชิงชัยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

โดยนายจุลพันธ์ ได้กล่าวต้อนรับผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งว่าวันนี้เป็นการแสดงความพร้อมและศักยภาพของพรรคเพื่อไทย ที่มีผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย เป็นคนที่มีชื่อเสียง อยู่เกาะติดพื้นที่ เป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชน พรรคคัดสรรแต่บุคคลที่มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคเพื่อไทย ทำงานในพื้นที่ต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะพี่น้องและต้องมีแนวโน้มจะได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ในการเปิดตัวรอบนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งนำหน้าพรรคอื่นโดยมีการเปิดตัวแล้ว 3 รอบ วันนี้เปิดตัว 31 คน รวมทั้งสิ้น 265 เขตเลือกตั้ง 

“ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจ เราพร้อมนำนโยบายที่ดี นำแสงสว่างทางออกมาให้ประชาชน เรามีเวลา 3-4 เดือนก่อนเลือกตั้งใหญ่ ขอให้ทุกคนลงพื้นที่หาประชาชนแนะนำตัว นำนโยบายไปมอบให้ ผมเชื่อว่าจะได้รับการต้อนรับที่ดีจากประชาชน และชัยชนะจะเป็นของพรรคเพื่อไทยและพร้อมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งถัดไป และนำนโยบายไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน เดินพร้อมกับพรรคเพื่อไทยและสู้ไปด้วยกัน”  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  กล่าวเพิ่มเติมว่าผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ล้วนแต่เป็นคนที่มีคุณภาพ มีความตั้งใจจริงในการทำงานรับใช้พี่น้อง และเชื่อมั่นว่าหากเราทำงานกันหนักก็จะมีโอกาสได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนแน่นอน

รายชื่อผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในวันนี้ มีดังต่อไปนี้

1. นางสาวปนันรัตน์ วิริยะกุลศานต์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.เชียงใหม่

2. นายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.เชียงใหม่

3. นายวิชัย ไชยมงคล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.พะเยา

4. นายโกเมนทร์ ทีฆธนานนท์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.อุดรธานี

5. นายณัฐวัชต์ พิมพะนิตย์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กาฬสินธุ์

6.นายชนะวุธ อุทโท ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กาฬสินธุ์

7.นายรุ่งโรจน์ เย็นสบาย ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ขอนแก่น

8. นายพิเชษฐ์ กุมารสิทธิ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ยโสธร

9.นายสนั่น พัชรเตชโสภณ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ชัยภูมิ

10. นายวัชรากร เลิศด้วยลาภ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.นครราชสีมา

11. นายวัชรพล เชื้อคง ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.อุบลราชธานี

12. นายอิสระพงษ์ อุประ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.สกลนคร

13. นางสาวณัฐณิชา บุรณศิริ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.พระนครศรีอยุธยา

14. นางสาวธนพร โสมทองแดง ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.พระนครศรีอยุธยา

15. นายพหล วรปัญญา ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ลพบุรี

16. นายนัฐยุทธ ภู่สุวรรณ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.สิงห์บุรี

17. นายณษกร เครือศิริ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.อ่างทอง

18. นายไก่ ห้องริ้ว ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ราชบุรี

19. นายรัฐตะ ดิศโพธิ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ปทุมธานี

20. นายษรกฤต ผลลูกอินทร์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ชลบุรี

21. นายรัฐกิจ เฮงตระกูล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ชลบุรี

22. นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.ชลบุรี

23. นายญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.

24. นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์  ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.

25. นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.

26. นายพุฒิพงศ์ อินทรสุวรรณ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.

27. นายภูมิพัฒน์ โหสกุล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม. 

28. นางสาวชนิดาภา สงวนพวก ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. กทม.

29. นายวิชญ์วิสิษ โชติกิจพิศาล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.

30. นายประเวช แสวงสุข ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.

31. นายสุไพรพล ช่วยชู (เพ็ญแข) ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.