‘บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ’ใจถึงไหม? ‘สมชาย’ท้าเปิดหลักฐานงานเคลียร์-ฟอกเงิน ‘อดีตนายกฯ’

'บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ'ใจถึงไหม? 'สมชาย'ท้าเปิดหลักฐานงานเคลียร์-ฟอกเงิน 'อดีตนายกฯ'

‘บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ’ใจถึงไหม? ‘สมชาย’ท้าเปิดหลักฐานงานเคลียร์-ฟอกเงิน ‘อดีตนายกฯ’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.30 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อควาทผ่านเฟซบุ๊ก Somchai Swangkarn ระบุข้อความว่า #อย่ากั๊ก บิ๊กโจ๊ก+อัจฉริยะ ใจถึงๆกล้าเปิดชื่ออดีตนายกฯไทยเทา พร้อมหลักฐานงานเคลียร์ ฟอกเงิน พนันออนไลน์ แก้งค์สแกมเมอร์ ถ้าพบเส้นเงินพันเลือกตั้ง 66 ต้องยึดทรัพย์ ยุบพรรค คุกยกตระกูล!

‘ดร.สามารถ’เตือนภัยสแกมไม่เลือกเหยื่อ–อายุ ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องมีระบบป้องกันระดับชาติ

'ดร.สามารถ'เตือนภัยสแกมไม่เลือกเหยื่อ–อายุ ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องมีระบบป้องกันระดับชาติ

‘ดร.สามารถ’เตือนภัยสแกมไม่เลือกเหยื่อ–อายุ ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องมีระบบป้องกันระดับชาติ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.19 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte” ระบุว่า คนไทยต้องไม่ถูกสแกม!

สแกม” คืออาชญากรรมยุคดิจิทัลที่เติบโตเร็วมาก สร้างความเสียหายนับหมื่นล้านบาทต่อปี ไม่เพียงแต่กระทบต่อกระเป๋าเงินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอีกด้วย

1. จาก “โทรหลอก” ถึง “AI หลอก”
ยุคแรกของการสแกมเริ่มจาก “โทรหลอก – ส่ง SMS – ทักแชทปลอม” แต่วันนี้พัฒนามาเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ชั้นสูงด้วยเทคโนโลยี “Deepfake & AI Scam” ที่สมจริงจนยากจะแยกแยะ 
ตัวอย่างภัยใกล้ตัว

(1) ปลอมเป็นพนักงานธนาคาร โทรแจ้งว่าบัญชีของคุณมีปัญหา หลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว
(2) ส่งข้อความแจ้งว่าคุณมีพัสดุรอรับ หรือคุณได้รับรางวัล พร้อมส่งลิงก์ให้กดเพื่อขโมยข้อมูล
(3) โทรหลอกลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนสูง หรือชวนเข้าร่วมธุรกิจแชร์ลูกโซ่
(4) ใช้เทคโนโลยี AI ปลอมเสียงคนใกล้ชิด หรือสร้างหน้าเหมือนกันเป๊ะ! ขอเงินด่วนแบบแนบเนียน
(5) สร้างเว็บไซต์ธนาคารหน้าตาเหมือนของจริงทุกอย่าง เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลบัตรเครดิต
ไม่ว่าคุณจะรู้เท่าทันแค่ไหน… แค่พลาด “เพียงครั้งเดียว” ก็อาจหมดตัวได้ภายในไม่กี่นาที

2. ทำไมคนไทยจึงยังถูกหลอกซ้ำๆ?
เพราะเรายังไม่มีระบบตรวจสอบอัตโนมัติว่าเบอร์หรือบัญชีที่ติดต่อมานั้นเป็น “ของจริงหรือของปลอม” ไม่มีระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ที่แจ้งเตือนประชาชนได้ทันก่อนเกิดความเสียหาย และเมื่อหลงเชื่อ โอกาสได้เงินคืนแทบเป็นศูนย์

3. แล้วทำไมภาครัฐจึงยังสกัดไม่อยู่?

(1) หน่วยงานทำงานแยกกัน ไม่มี “ศูนย์บัญชาการกลาง (Command Center)” 
(2) ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีฐานข้อมูลกลางแห่งชาติ 
(3) การตอบโต้ช้า ทั้งการอายัดบัญชีและปิดเบอร์โทร ต้องใช้เวลาหลายวัน
(4) เครื่องมือและบุคลากรด้านไซเบอร์ยังมีไม่เพียงพอ
(5) ประชาชนไม่รู้จะแจ้งเหตุที่ไหน ไม่มีช่องทางเดียวที่เข้าถึงได้ง่าย

4. ถึงเวลาต้องมี “ศูนย์บัญชาการต่อต้านภัยสแกมแห่งชาติ”

ควรมีการจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการต่อต้านภัยสแกมแห่งชาติ (National Anti-Scam Command หรือ NASC)” ที่มีบทบาทในการปกป้องคนไทยไม่ให้ถูกสแกม หรือ เป็น “เกราะดิจิทัลแห่งชาติ” ที่รวมทุกภาคส่วนไว้ในที่เดียว เพื่อหยุดภัยสแกมแบบเรียลไทม์
บทบาทหลักของ NASC

(1) เชื่อมโยงข้อมูลจากธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม และตำรวจ 
(2) ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจจับ “เสียง-ข้อความ” ปลอม
(3) ส่งสัญญาณเตือนภัยถึงมือประชาชนทันทีผ่าน “NASC Alert” เพื่อให้รู้ตัวก่อนตกเป็นเหยื่อ
(4) สั่งอายัดบัญชี หรือปิดเบอร์โทรศัพท์โดยอัตโนมัติ ด้วยระบบ SOAR (Security Orchestration, Automation, and Response หรือ ระบบประสานงาน และตอบโต้ภัยไซเบอร์แบบอัตโนมัติ)

5. จัดการได้ใน 5 นาที

หากมี NASC ระบบจะสามารถจัดการภัยสแกมได้ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที จากเดิมต้องใช้เวลาหลายวัน ประชาชนจะได้รับการคุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมง และคาดว่าจะลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 70% 

“ภัยสแกม” ไม่เลือกเหยื่อ ไม่เลือกอาชีพ ไม่เลือกอายุ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีระบบป้องกันและตอบโต้ภัยหลอกลวงระดับชาติ เพราะคนไทยทุกคน… ไม่ควรถูกหลอกอีกต่อไป

‘สิงคโปร์’ ตั้งชื่อกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ เป็นเกียรติแก่ ‘นายกฯ-ภริยา’

'สิงคโปร์' ตั้งชื่อกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ เป็นเกียรติแก่ 'นายกฯ-ภริยา'

‘สิงคโปร์’ ตั้งชื่อกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ เป็นเกียรติแก่ ‘นายกฯ-ภริยา’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.04 น.

นายกฯ เยือนสิงคโปร์ เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ รัฐบาลให้เกียรติใช้ชื่อ ”อนุทิน“ พันธุ์กล้วยไม้ใหม่  หารือ ร่วมมือปราบอาชญากรรมออนไลน์ พร้อม เป็นพยานลงนาม 2 เอ็มโอยู 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และภริยา พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมี นายตัน ซี เหล่ง รมว.แรงงาน ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ และ น.ส.หว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย รอให้การต้อนรับ จากนั้นเวลา 10.40 น. นายอนุทินเดินทางไปยังสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (Singapore Botanic Gardens) เพื่อเข้าร่วมพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ (VIP Orchid Naming) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกฯและภริยา ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ตั้งชื่อกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ว่า “Vanchoanthe Anutin Thananon Charnvirakul” โดยเป็นกล้วยไม้ลูกผสมที่มีความแข็งแรงและเติบโตดี มีช่อดอกตั้งยาวประมาณ 30 ซม. แต่ละช่อมีดอกบานหนาแน่น 3-6 ดอก ขนาดดอก 5 ซม.

ภายหลังพิธี นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลสิงคโปร์สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการตั้งชื่อต้นกล้วยไม้ในนามของตน พิธีนี้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความสัมพันธ์อันมั่นคงและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 60 ปีนับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และจะยังคงเติบโตต่อไปบนพื้นฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองชาติ

จากนั้นเวลา 11.00น. ที่กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ นายอนุทิน ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯสิงคโปร์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนั้นนายกฯร่วมหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ ที่ห้อง Heritage ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยนายอนุทิน ขอบคุณนายลอว์เรนซ์ ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและขอบคุณสำหรับพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ในช่วงเช้า และแสดงความซาบซึ้งที่นายลี เซียน ลุง อดีตนายกฯสิงคโปร์ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งนายลอว์เรนซ์ ได้แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และการที่นายอนุทินเยือนสิงคโปร์ครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการหารือร่วมกันของนายกฯทั้งสอง เห็นพ้องจะผลักดัน ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม รวมถึงการต่อต้านอาชญกรรมข้ามชาติ ซึ่งนายอนุทิน ได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายอนุทิน เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี

จากนั้นเวลา 12.05 น. นายอนุทิน และนายลอว์เรนซ์ หว่อง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ รวม 2 ฉบับประกอบด้วย บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานอาหารสิงคโปร์ บันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ระหว่างสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กับ Singapore Health Services เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม และการฝึกอบรมด้านการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อ
 

จับตา! ‘กมธ.แก้รธน.’ จ่อดีเบต ก่อนโหวต เลือกองค์กรจัดทำรธน.ใหม่

จับตา! 'กมธ.แก้รธน.' จ่อดีเบต ก่อนโหวต เลือกองค์กรจัดทำรธน.ใหม่

จับตา! ‘กมธ.แก้รธน.’ จ่อดีเบต ก่อนโหวต เลือกองค์กรจัดทำรธน.ใหม่

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.53 น.

‘ชลน่าน’ เผย ‘กมธ.แก้รธน.’ ดีเบตต่อ ปมองค์กรทำรธน.ใหม่ คาดต้องใช้การลงมติ หลังมีผู้เสนอ 5 แนวทางให้เลือก

7 พ.ย. 68 นพ.ชลน่าน ศรีน่าน สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมกมธ. เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่า ที่ประชุมได้นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาต่อประเด็นที่ก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งที่ประชุมโดยเสียงข้างมาก เห็นว่าควรนำมาบัญญัติไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยโดยมีสาระคือ ก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ดำเนินการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่าประชาชนจะเห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ 

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมวันนี้ (7 พ.ย.) จะเข้าสู่เนื้อหาขององค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขณะนี้มีผู้เสนอมา 5 แนวทาง คือ แนวทางแรก เป็นไปตามร่างหลักของพรรคประชาชน แนวทางที่สอง นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะกมธ. เสนอให้มี สสร. และกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ โดยส่วนของ สสร.นั้นเสนอให้มี100 คน มาจากการสมัครระดับจังหวัด ทั้งนี้ผู้ประสงค์สมัครรับเลือกเป็น สสร. ต้องมีผู้รับรอง 200 คน จากนั้นจะส่งรายชื่อผู้สมัครให้รัฐสภาคัดเลือกโดยต้องคำนึงถึงการกระจายตามสัดส่วนจังหวัดด้วย  

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า แนวทางที่สาม เป็นของพรรคภูมิใจที่ ที่มีเนื้อหาคล้ายกับของพรรคประชาชน ที่ให้เปิดรับสมัครและส่งให้สภาฯ พิจารณาคัดเลือก แนวทางที่สี่ เป็นของพรรคเพื่อไทย เสนอให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม และมีกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และแนวทางที่ห้า ตนเป็นผู้เสนอ โดยให้มี สสร. และกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับส่วนของสสร. นั้นกำหนดให้มี 100 คน มาจากการสมัครในระดับจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด เมื่อได้ผู้สมัครแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องส่งให้รัฐสภาแต่งตั้ง โดยก่อนแต่งตั้งนั้น กำหนดให้มี กมธ.กลั่นกรองก่อน ขณะที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญมี 23 คนมาจากการสมัคร ทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง ซึ่งกลไกได้มาต้องให้รัฐสภาแต่งตั้งผ่านการกลั่นกรองของกมธ.จากสภาฯ

“การประชุมวันนี้ในรายละเอียดต้องมีการดีเบตกันอีกครั้ง เพราะบางแนวทางนั้นยังไม่เห็นตัวร่างและเนื้อหา เบื้องต้นคาดว่าการประชุมวันนี้ ที่จะใช้เวลาถึงเวลา 15.00 น. จะได้ข้อยุติผ่านการลงมติ” นพ.ชลน่าน กล่าว

เพื่อไทยแขวะรัฐบาล ไม่สนใจน้ำท่วม มัวยุ่งการเมือง-คิดยุบสภาหนีซักฟอก

เพื่อไทยแขวะรัฐบาล ไม่สนใจน้ำท่วม มัวยุ่งการเมือง-คิดยุบสภาหนีซักฟอก

เพื่อไทยแขวะรัฐบาล ไม่สนใจน้ำท่วม มัวยุ่งการเมือง-คิดยุบสภาหนีซักฟอก

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.43 น.

พท.ชี้เขื่อนเต็มเกือบ 100% น้ำท่วมแล้วกว่า 2 ล้านไร่ กระทบ 5 แสนคน เหน็บพนังบ้าน รมต.ยังแตก จวกรบ.มัวยุ่งการเมือง คิดยุบสภาหนีซักฟอก

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เดือนลอยกระทงเป็นเดือนที่ระดับน้ำสูงที่สุดในปี ท่านนายกฯ ไปลอยกระทงไม่ได้สังเกตหรือว่าน้ำจะพ้นพนังรอบกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ตอนนี้น้ำในเขื่อนเต็มเกือบ 100% เกือบทุกเขื่อน น้ำท่วมพื้นที่ไปแล้ว 2 ล้านกว่าไร่ และเบื้องต้นบ้านเรือนประชาชนกว่า 5,000 หลัง (โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูล Gisda ซึ่งในพื้นที่จริงๆ น่าจะมีความเดือดร้อนมากกว่านี้อีก) ประชาชนมากกว่า ถึง 5 แสนคนเดือดร้อน พื้นที่นาข้าวกว่า 3.5 แสนไร่ และตอนนี้พายุคัลแมกีกำลังจะเข้าและมีความเสี่ยงสูงมากเพราะน้ำในเขื่อน ในแม่น้ำและในทุ่งเต็มหมดแล้ว ประชาชนก็คงจะต้องเดือดร้อนหนักกันอีก 

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า การแจ้งเตือนและแนวทางการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลก็มีอยู่น้อยนิด พนังโผงเผงที่บ้านเกิดของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำยังพัง น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเสียหายเป็นวงกว้าง  หวังว่าระบบ cell boardcast ที่ได้วางโครงสร้างไว้ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยยังใช้การได้อยู่ ทั้งนี้ การบริหารจัดการอยู่ตรงไหน ดูท่าทีของรัฐบาลที่ห่วงแต่เล่นการเมือง สร้างประเด็นเรื่องยุบสภาฯ เพื่อเอาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน ไม่ให้มีตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ

นายศึกษิษฏ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 8 พ.ย.พรรคเพื่อไทยจะแถลงให้พี่น้องประชาชนเห็นถึงสถานการณ์น้ำท่วม ความเดือดร้อนและเปรียบเทียบให้ดูว่าระหว่างที่ฝนตก มวลน้ำเริ่มสะสมมาก่อนหน้านี้ นายกฯ มัวไปทำอะไรอยู่จนน้ำจะทะลักเขื่อน จนกระทั่งพายุจะเข้า ก็ยังดูไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ เลย

‘อนุสรณ์’ ซัด ‘อนุทิน’ หากยุบสภาหนีซักฟอก เท่ากับฉีก MOA จี้’ฝ่ายค้ำ’ต้องรับผิดชอบ

'อนุสรณ์' ซัด 'อนุทิน' หากยุบสภาหนีซักฟอก เท่ากับฉีก MOA จี้'ฝ่ายค้ำ'ต้องรับผิดชอบ

‘อนุสรณ์’ ซัด ‘อนุทิน’ หากยุบสภาหนีซักฟอก เท่ากับฉีก MOA จี้’ฝ่ายค้ำ’ต้องรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.37 น.

“อนุสรณ์” เตือน “อนุทิน” ทำประเทศเผชิญความไม่แน่นอนหากยุบสภาหนี ถามปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ได้กี่โมง จี้คนทำ MOA เคลียร์ให้ชัด 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่อาจยุบสภาเร็วขึ้น หากพรรคฝ่ายค้านจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยว่า นายอนุทินจะยุบสภาหนีการซักฟอกของฝ่ายค้านหรือไม่ เป็นสิ่งที่ประชาชนจับตา หากยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง ก็เท่ากับว่าอาจเจตนาฉีก MOA ที่ทำกับพรรคฝ่ายค้ำ โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือไม่ พรรคฝ่ายค้ำที่ทำคลอดรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้มากับมือ จะรู้หรือไม่ว่ากำลังจะถูกหลอก หรือรู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกมาตั้งแต่ต้น การที่แกนนำพรรคฝ่ายค้ำท่องคาถามาโดยตลอด ว่าเลือกอนุทินให้ไปยุบสภา ไม่ได้เลือกให้ไปบริหารนั้น วันนี้กำลังได้เห็นผลลัพธ์ รัฐธรรมนูญก็อาจจะกำลังไม่ได้แก้ ประชามติก็อาจไม่ได้ทำ แต่คดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง ทิศทางเป็นอย่างไร ประชาชนมองออกและตัดสินใจได้ ไม่เห็นประโยชน์อะไรจากดีลตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้ 

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การพยายามอธิบายว่าที่ต้องโหวตเลือกนายอนุทิน เพราะควบคุมได้ง่ายกว่านายกฯ จากพรรคเพื่อไทยนั้น วันนี้สิ้นสงสัยแล้วว่า เอาเข้าจริงพรรคฝ่ายค้ำไม่สามารถควบคุม หรือแม้แต่ขอความร่วมมืออะไรจากรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้เลย ใครคือคนตีเช็คเปล่า ใครคือคนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจนพาประเทศมาถึงจุดที่รัฐบาลติดหล่มแก้ปัญหาทุนเทา-ปราบสแกมเมอร์ ไม่ได้ จนถูกตั้งคำถามว่าจะปราบได้กี่โมง

”พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยเต็มที่ แต่ถ้ารัฐบาลอ้างเหตุนี้ยุบสภาหนีไป ฝ่ายค้ำจะต้องตอบคำถามนี้ ประชาชนเห็นหมดแล้ว ดีลนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ นอกจากคนบนโต๊ะเจรจาเท่านั้น“ นายอนุสรณ์ กล่าว

‘สุชาติ’มั่นใจนายกฯ ลูกผู้ชายพูดครั้งเดียวจบ วอนอย่าเล่นเกมการเมือง

'สุชาติ'มั่นใจนายกฯ ลูกผู้ชายพูดครั้งเดียวจบ วอนอย่าเล่นเกมการเมือง

‘สุชาติ’มั่นใจนายกฯ ลูกผู้ชายพูดครั้งเดียวจบ วอนอย่าเล่นเกมการเมือง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.27 น.

“สุชาติ”มั่นใจ​ นายกฯลูกผู้ชายพูดครั้งเดียวจบ​ 4 เดือนคือ​ 4 เดือน​ยุบสภาฯ เหน็บ​สัญญาอะไรไว้ต้องทำ​หลัง”ฝ่ายค้าน” ขู่ยื่นซักฟอก​ วอนอย่าเล่นเกมการเมืองปล่อย “อนุทิน”ทำงาน​ สุดท้ายตัดสินในสนามเลือกตั้ง​  ชี้​ ปมปลด‘ธรรมนัส’ให้ปชช. ตัดสิน​ 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ​ ชม​กลิ่น​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุว่าอาจยุบสภาฯก่อน 1 เดือน​ หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ​ว่า​ นายกฯ พูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย​ สิ่งที่รับปากไว้แล้ว การตกลงมันไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว

เมื่อถามว่ายุบสภาก่อน 1 เดือนมีความต่างกันไหม นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นอำนาจนายกฯ

เมื่อถามนายกฯได้พูดเปรยๆเรื่องการยุบสภาก่อน 1 เดือนกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่มี ​ แต่ส่วนตัวรู้อยู่แล้ว​ ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาล​เรามีบันทึกข้อตกลง (MOA) เราก็นับถอยหลังการทำงาน​กันอยู่แล้วว่า​เดือนไหนเราต้องเลือกตั้ง มันเป็นเรื่องทางการเมืองที่มีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว​ ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง​ ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว​ ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ

เมื่อถามต่อว่า​ นายกฯใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว​ ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ​ กล่าวว่า​ นายกฯทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น​ ควรจะให้นายกฯ​ ทำงานอย่างเต็มที่​ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน​ รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้​ ดังนั้น​ควรปล่อยให้นายกฯทำงานอย่างเต็มที่​ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา​ ต้องให้กำลังใจนายกฯ ​เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

เมื่อถามย้ำว่า​มองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ​ นายสุชาติ​ กล่าวว่า​ การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว​ ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ​ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา​ ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ และนายกฯบอกแล้ว​ว่า​ ชัดเจน 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามถึงกรณีนายรังสิมันต์​ โรม​ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.)​เรียกร้องให้นายกฯปลดร.อ.ธรร​มนัส​ พรหมเผ่า​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​และรมว.เกษตรและสหกรณ์​  นายสุชาติ​  กล่าวว่า​ บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ​ เพราะใกล้เลือกตั้ง​ หากเขาไม่ดี​ ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่าเขาดีหรือไม่ดี และสุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล 

“วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียวเดือนกว่าเอง ท่านจะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่าแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีเรื่องอื่นๆอีกเยอะแยะ​ ตามนโยบายต่างๆ​  ผมว่าถ้าสื่อมวลชนมองคนนั้นดีไม่ดีประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน” นายสุชาติ กล่าว

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ท้า ‘ฮุนเซน’ เปิดมาเลย! นักการเมือง-ทหารไทยเอี่ยวธุรกิจสีเทาในกัมพูชา

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' ท้า 'ฮุนเซน' เปิดมาเลย! นักการเมือง-ทหารไทยเอี่ยวธุรกิจสีเทาในกัมพูชา

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ท้า ‘ฮุนเซน’ เปิดมาเลย! นักการเมือง-ทหารไทยเอี่ยวธุรกิจสีเทาในกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.50 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความระุบว่า ลูกไม้เก่า

กัมพูชาคงใกล้จะขาดใจตาย
เศรษฐกิจกำลังจะพังทลาย
คนเขมรหันมาต่อต้านตระกูลฮุน
อย่ากระนั้นเลย หันมาใช้ลูกไม้เก่า

ถ้าไทยไม่เปิดด่าน​ จะแฉให้หมด
นักการเมืองไทยทำธุรกิจสีเทาในเขมร
รวมทั้งเวบพนันออนไลน์ในกัมพูชา

แถมมีทหารไทยรับส่วยบ่อนคอลเซนเตอร์
ธุรกิจเหล่านี้อยู่ไม่ได้
ถ้าไม่มีทหารไทยอยู่เบื้องหลัง

นี่คือ​ ขบวนการป้ายสี​ กูเลวมึงต้องเลวด้วย
ไม่เกินความคาดหมาย
อยากบอกประธานฮุนเปิดออกมาเลย
มีกี่คลิปมีกี่ข้อมูลเปิดให้หมด​อย่าเก็บไว้

อย่าลืมนะ​ ธุรกิจเทาๆมันอยู่ในเขมร
ต้องจัดการแก้ปัญหาของตัวเอง
โทษตัวเองที่ส่งเสริมธุรกิจเทาๆดำๆ
ตระกูลฮุนต้องจัดการธุรกิจเทาๆ
อย่าตีโพยตีพายโทษฝั่งไทย

ปัญหาคนไทยเราต้องจัดการแน่นอน

เตือน! 3 สิ่งที่ไทยต้องทำก่อนปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา

เตือน! 3 สิ่งที่ไทยต้องทำก่อนปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา

เตือน! 3 สิ่งที่ไทยต้องทำก่อนปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.38 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จากกรณี ไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่เป็นเชลยศึก วันที่ 12 พ.ย. ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กัมพูชา ทหารตายหลายพันยังเฉยๆ เลย จะมาวิตกอะไรกับเชลยที่อยู่สบายๆ ในไทย

เรื่องการปล่อยเชลยศึกกัมพูชานั้น เป็นเรื่องที่น่าห่วงใยอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำก่อนปล่อยตัวไป คือ

1.ต้องให้เชลยศึกเหล่านั้นได้ พบปะกับตัวแทนผู้สังเกตการณ์ในกลุ่มอาเซียนเสียก่อน

2.ต้องมีการตรวจร่างกายให้เรียบร้อยมีการเซ็นชื่อรับรองไว้ด้วย

3.เชลยศึกเหล่านี้ ทางกัมพูชาน่าจะไม่โปรด เพราะทำให้เสียชื่อของ “ฮุนเซน” อย่างมาก ดังนั้น เมื่อรับตัวไปกลับแล้ว ทางกัมพูชาจะทำอย่างไรต่อเชลยศึกเหล่านี้ ซึ่งเชื่อว่า “ไม่น่าดีนัก” ต้องระวังหน่อยครับ

เกมวัดใจล้วนๆ ‘เพื่อไทย-พรรคประชาชน’ ซักฟอก ‘รัฐบาลอนุทิน’

เกมวัดใจล้วนๆ 'เพื่อไทย-พรรคประชาชน' ซักฟอก 'รัฐบาลอนุทิน'

เกมวัดใจล้วนๆ ‘เพื่อไทย-พรรคประชาชน’ ซักฟอก ‘รัฐบาลอนุทิน’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.56 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” โดยระบุข้อความว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจ เกมวัดใจล้วนๆ

ผมน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่วิเคราะห์อนาคตของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกุล ว่าจะมีอายุไม่ครบ4เดือนตามที่ประกาศไว้ ในช่วงแรกๆ ยังไม่มีใครเชื่อว่า บทวิเคราะห์อายุรัฐบาลอนุทินจะอยู่ไม่ครบ4เดือนเป็นจริงได้ เพราะช่วงนั้นอาจจะเป็นการวิเคราะห์ช่วงมีการเซ็นMOAใหม่ๆ แต่เมื่อสถานการณ์รัฐบาลบริหารประเทศครบ1เดือน ได้เห็นบริบททางการเมืองในหลายด้าน จึงมีการวิเคราะห์จากหลายฝ่าย และเชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลอนุทินจะอยู่ไม่ครบ4เดือนจริง

มีนักวิเคราะห์บางคนบอกว่า อาจจะยุบสภาหลังจากวันเปิดสมัยประชุมสามัญของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว คือวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพราะฝ่ายค้านจัยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้รัฐบาลชิงยุบสภาเสียก่อน เห็นได้จากกรณีที่นายอนุทินกล่าวไว้ว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้ฝ่ายค้านด่าฟรี แสดงว่าจะยุบสภาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นไปได้สูงมาก

ล่าสุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการยุบสภาก่อนครบวาระ4เดือน จะทำให้การทำประชามติไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็ไม่มีคำถามที่จะไปทำประชามติ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังใช้เงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตัวประกันทางการเมือง ไม่ให้พรรคฝ่ายค้านที่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้าดูท่าทีของพรรคประชาชนแล้ว ใจลึกๆก็อยากจะให้รัฐบาลอยู่ครบ4เดือน หวังที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จด้วย

เกมนี้จึงเป็นการวัดใจของพรรคฝ่ายค้าน2พรรค คือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน ว่าพรรคไหนจะชิงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อน ถ้าหากพรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะยื่นนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีเป็นหลัก หวังที่จะล้มรัฐบาลให้ได้เป็นการสางแค้นทางการเมือง 

ส่วนพรรคประชาชน ถ้าต้องการจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อยากจะให้รัฐบาลอยู่ครบ4เดือน เพื่อแลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็สามารถทำได้เพียงช่องทางเดียว คือการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล โดยพุ่งเป้าไปยังตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่พรรคประชาชนกำลังกดดันให้นายอนุทินปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อนายอนุทินไม่ปลด ก็ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเฉพาะร.อ.ธรรมนัส โดยไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทิน จึงทำให้รัฐบาลของนายอนุทินอยู่ต่อจนครบ4เดือนได้

จึงเป็นการวัดใจและชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน ว่าพรรคการเมืองใดเดินเกมการเมืองได้เหนือชั้นกว่ากัน ให้ได้คะแนนนิยมจากเกมนี้มากที่สุด