ไม่ใช่ผู้ชาย! ‘บิ๊กโจ๊ก’ตีวงแคบ แฉอดีตนายกฯ ตั้งฐานในต่างประเทศ รับเคลียร์พนันออนไลน์

ไม่ใช่ผู้ชาย! 'บิ๊กโจ๊ก'ตีวงแคบ แฉอดีตนายกฯ ตั้งฐานในต่างประเทศ รับเคลียร์พนันออนไลน์

ไม่ใช่ผู้ชาย! ‘บิ๊กโจ๊ก’ตีวงแคบ แฉอดีตนายกฯ ตั้งฐานในต่างประเทศ รับเคลียร์พนันออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.27 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(อดีตรองผบ.ตร.)ในรายการแนวหน้าข่าวค่ำวันที่ 6 พฤศจิกายน ประเด็นสินบนการพนันออนไลน์ คุณอัญชะลี ไพรีรัก ได้ถามถึงข่าวที่ว่า มีอดีตนายกฯให้คนไปตั้งสำนักงานในต่างประเทศ ถ้าใครมีอะไรก็ให้ไปเคลียร์กัน

โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบเรื่องนี้ว่า เรื่องปราบปรามตนศรัทธาชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และ “พี่ป้อม” (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เพราะท่านเป็นทหารอาชีพ เรื่องพวกนี้ไม่เอาแน่นอน แต่คนที่รับเรื่องประเภทนี้ และไปตั้งฐานอยู่ที่ต่างประเทศ ตนก็ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ไม่ใช่ผู้ชาย ตนไม่เอ่ยชื่อ แต่พูดให้ฟังแบบนี้

‘นายกฯ​’ ไม่ตอบ​ ไทยจ่อปล่อย 18 เชลยศึก​กัมพูชา ก่อนบินเยือน สิงคโปร์

'นายกฯ​' ไม่ตอบ​ ไทยจ่อปล่อย 18 เชลยศึก​กัมพูชา ก่อนบินเยือน สิงคโปร์

‘นายกฯ​’ ไม่ตอบ​ ไทยจ่อปล่อย 18 เชลยศึก​กัมพูชา ก่อนบินเยือน สิงคโปร์

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.15 น.

นายกฯไม่ตอบจ่อปล่อยเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 คน​ ก่อน บินเยือนสิงคโปร์  ครบรอบสถาปนาความสัมพันธ์ 60 ปี หารือทวิภาคี 2 ปท.ก่อนร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.30 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ 

โดยมีความสำคัญเป็นพิเศษในโอกาส ครบรอบ 60 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ 

โดยทันทีที่นายกรัฐมนตรี​ เดินทางมาถึง​ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง​ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงกรณีกระแสข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 คน​  แต่นายกรัฐมนตรี​ไม่ได้ตอบคำถาม โดยใช้มือชี้ที่นาฬิกา เพื่อเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องเดินทางแล้ว 

ทั้งนี้ นายกฯและคณะมีกำหนดการเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย พิธี VIP Orchid Naming Ceremony ณ Singapore Botanic Gardens พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ พร้อมหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และร่วมพิธีแลกเปลี่ยนความตกลง โดยมีนายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ร่วมเป็นสักขีพยาน และการแถลงข่าวร่วม

ขณะที่ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์ และเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษและพบปะนักลงทุนชั้นนำ พร้อมพบปะชุมชนไทย แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการลงนามเอกสารความร่วมมือ 2 ฉบับ เพื่อขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข ได้แก่1. บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ (MOC on Rice Trade) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และ 2. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมการแพทย์และ Singapore Health Services (MOU on Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในมิติของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
 
 โดยนายกฯเดินทางกลับถึง บน.6 ในวันเดียวกัน เวลา 21.50 น.

มันมาถึงจุดนี้ได้ไง!!! ‘ชูวิทย์’ ชี้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ไม่ยอมตายเดี่ยว! พ่วงระเบิดพร้อมพังทั้งองค์กร

มันมาถึงจุดนี้ได้ไง!!! 'ชูวิทย์' ชี้ 'บิ๊กโจ๊ก' ไม่ยอมตายเดี่ยว! พ่วงระเบิดพร้อมพังทั้งองค์กร

มันมาถึงจุดนี้ได้ไง!!! ‘ชูวิทย์’ ชี้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ไม่ยอมตายเดี่ยว! พ่วงระเบิดพร้อมพังทั้งองค์กร

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  ศึกตำรวจ

ดูจะเป็นหนังเรื่องยาวของวงการตำรวจ เมื่อ “บิ๊กโจ๊ก” ออกโรงทิ้งระเบิดครบเครื่องทั้งข้อมูล และลีลาลากไส้วงใน

ตำรวจใหญ่น้อยไปจนถึงตำรวจผู้เฒ่าต้องออกตัวแถลงข่าวตอบโต้

แต่ไม่ทันเหลี่ยม “เสือหนุ่ม” ที่ทุ่มสุดตัวกับงานสุดท้าย

ไม่มียุคใดที่ตำรวจระดับ “รอง ผบ.ตร.” ถูกไล่ออกจากราชการอย่างไม่เหลือเยื่อใยอย่างนี้มาก่อน

ทำไมตำรวจอย่าง “บิ๊กโจ๊ก“ ที่ไต่เต้าจนเป็นที่รู้จัก รับใช้วงจรอำนาจเติบโตแซงรุ่นเดียวกันมาเป็นอันดับหนึ่ง จ่อตำแหน่ง ”ผบ.ตร“ 

กลับถูกเตะหลุดออกนอกวงจร ตกจากสวรรค์ของ ”อำนาจ อิทธิพล ผลประโยชน์“ ที่เป็นแกนหลักของตำรวจ 

โจ๊กก็คือโจ๊ก ที่อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมองเห็น เก็บข้อมูล เพราะเคยตกต่ำแล้วกลับมามีอำนาจ ย่อมรู้เช่นเห็นชาติ

ทุกอย่างจึงถูกโจ๊กเก็บไว้ จนถึงวันที่ได้จังหวะ

และวันที่โจ๊กถูกทิ้งให้หลงทางอยู่กลางป่าใหญ่ คือโอกาสที่จะนำข้อมูลสีเทามาเปิดเผย

นี่คือวิสัยของโจ๊กที่ทำให้ “ไม่มีใครกล้าไว้ใจให้ขึ้นเป็น ผบ.ตร. หรือแม้แต่จะให้กลับมาได้” 

หลังจากเดินหลงทางสักพัก โจ๊กจับทางกลับมาตีกระแสข่าวคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนัน สู่กระแสสูงสุดจากการที่นานาชาติร่วมมือกันจัดการ “สแกมเมอร์”

โยงไปบุคคลในไทยหลายคน จนมาถึงเรื่องเว็บพนันของ “นักการเมือง ช.“ และคนอื่นๆ ที่จัดอยู่ในกลุ่มสีเทา จนถึงเทาเข้ม

แต่ไม่มีเสียงคืบหน้าจากตำรวจไทย หรือรัฐบาล เพราะคนที่เกี่ยวข้องดันไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาลหมด

สนใจเรื่องการเมือง การเลือกตั้งมากกว่าเรื่องของนานาชาติที่ตั้งธงเล่นงานเรื่องสแกมเมอร์ 

เริ่มจาก อเมริกา อังกฤษ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ รุมยึดทรัพย์ “เฉินจื้อ“ แห่งปรินซ์กรุ๊ป ที่หลอกลวงทั้งการลงทุน ไปถึงโรแมนซ์สแกม 

ถูกยึดทรัพย์สิน เงินในบัญชีธนาคาร เงินสกุลดิจิตอล บ้าน ที่ดิน เรือยอร์ช รถหรู และอีกมากมายนับหลายแสนล้าน 

ในขณะที่ตำรวจไทยกำลังสาละวนทะเลาะกันเอง แฉกันเอง ห่วงแต่ภาพลักษณ์องค์กรด้วยลีลาซ้ำซากเก่าๆ

แม้จะมี พรบ.ตำรวจ ใช้ไม่กี่ปี มีคณะกรรมการสารพัด ทั้งปกป้องคุณธรรม คณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆ ของตำรวจ 

แต่ก็เป็นไปอย่างคร่ำครึ ไม่ทันยุคสมัย และไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

การแฉกันถึงอดีต ผบ.ตร. หากมีประโยชน์ต่อประชาชนก็ทำต่อไป เพราะคนอย่างบิ๊กโจ๊กดูลีลาแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้ว

แต่หากไม่มีผู้ใหญ่ที่มีบารมีมากพอมาเป็นกรรมการ มีพังทั้งตำรวจเอง ลามไปอัยการ ศาล ป.ป.ช. ปปง. นักการเมือง และรัฐบาล ที่ต้องพร้อมกันพังในศึกตำรวจไฟต์นี้

งานนี้โจ๊กไม่ยอมตายเดี่ยว แต่พ่วงระเบิดมาพร้อมตายหมู่

ประชาชนอย่างเราได้แต่มองแล้วส่ายหน้าว่า

“มันมาถึงจุดนี้ได้ยังไงวะ?”

ใครกันแน่ ไม่มีอารยะ! ‘กรวีร์’ตอกหน้า’เพื่อไทย’ ต้องทบทวนแนวทาง-ยกระดับตัวเอง

ใครกันแน่ ไม่มีอารยะ! 'กรวีร์'ตอกหน้า'เพื่อไทย' ต้องทบทวนแนวทาง-ยกระดับตัวเอง

ใครกันแน่ ไม่มีอารยะ! ‘กรวีร์’ตอกหน้า’เพื่อไทย’ ต้องทบทวนแนวทาง-ยกระดับตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.59 น.

7 พ.ย. 68 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณารัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว กรวีร์ ปริศนานันทกุล Korrawee ระบุว่า “ได้อ่านข่าวท่านโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดถึงการโยกย้ายข้าราชการในยุคของท่านนายกอนุทิน โดยกล่าวว่า “การบริหารภายใต้รัฐบาลดูจะไกลจากอารยะมากเลยนะครับ”

ตอนแรกอ่านข่าวก็ไม่เชื่อว่าท่านโฆษกของพรรคเพื่อไทยจะกล้าออกมาพูดในลักษณะนี้ เพราะย้อนกลับไปดูในยุคของท่านภูมิธรรม ที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรักษาการนายกรัฐมนตรี ท่านโยกย้ายข้าราชการระดับสูงดังนี้ครับ 

ศุกร์ 4 ก.ค.68 เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อังคาร 8 ก.ค. 68 ย้ายอธิบดีกรมการปกครองและอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ากรุไปเป็นผู้ตรวจราชการ
โดยให้เหตุผลถึงเรื่องของการทำงานที่สนองนโยบายของรัฐบาล

ท่านเริ่มทำงานวันศุกร์ สั่งย้ายวันอังคารเพราะให้เหตุผลว่าไม่สนองนโยบาย!!!!! และการย้ายข้าราชการระดับสูงระดับอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจโดยที่ไม่ได้มีความผิดใดชัดเจน หรืออย่างน้อยก็ระบุความผิดใดยังไม่ได้ ผมจึงต้องถามดังๆว่า พรรคเพื่อไทยเรียกการบริหารแบบนี้ใช่ไหมว่ามี #อารยะ

ยังไม่หมด ถัดมาในวันที่ 18 สิงหาคม 68 มีคำสั่งเด้งฟ้าผ่าผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 25 จังหวัดทั่วประเทศ แถมยังบอกว่า “ยังไม่มีแค่นี้” โดยไม่ได้บอกว่า การโยกย้ายนอกฤดูกาลโยกย้ายนี้ ผู้ว่าเขาทำผิดอะไร เขาไม่สนองนโยบายเรื่องไหนของท่านรัฐมนตรีก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเช่นผู้ว่าราชการจังหวัด ในยุคของรัฐบาลนี้ เป็นการโยกย้ายในช่วงฤดูกาลโยกย้ายปกติ เพราะมีข้าราชการที่เกษียณเป็นจำนวนมาก เมื่อตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดว่างลงจึงจำเป็นต้องมีการโยกย้ายเพื่อให้ทำงานให้กับบ้านเมือง

ไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ สิ่งที่รัฐบาลพวกท่านทำต่างหากที่เรียกว่า ไม่ปกติ และไม่แปลกถ้าจะโดนตำหนิว่า #ไม่มีอารยะ

ผมไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยในยุคนี้จะ #สิ้นไร้ไม้ตอก ถึงขั้นเอาคนแบบนี้มาเป็นโทรโข่งของพรรค และยังใช้วิธีการเล่นการเมืองแบบโบราณเช่นนี้อยู่อีกหรือ?? ด้วยความเป็นห่วง เสียดายความรู้ความสามารถของท่านโฆษกครับ ทบทวนแนวทางเถอะครับ ยกระดับตัวเองหน่อย ผมเชื่อว่าท่านทำได้ดีกว่านี้แน่นอน”

‘เอกนิติ’ รับปล่อย ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ ก่อนยุบสภา ‘นายกฯ’ให้ศึกษาอยู่

'เอกนิติ' รับปล่อย 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' ก่อนยุบสภา 'นายกฯ'ให้ศึกษาอยู่

‘เอกนิติ’ รับปล่อย ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ ก่อนยุบสภา ‘นายกฯ’ให้ศึกษาอยู่

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.56 น.

“เอกนิติ” บอก ปล่อยคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ก่อนยุบสภา “นายกฯ” ให้ศึกษาอยู่ 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 น. ที่ท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ก่อนการยุบสภา ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ศึกษาเรื่องนี้อยู่ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการศึกษา

โฆษกรัฐบาลเผยตัวเลขจับสแกมเมอร์ 38 วัน มูลค่า 3.5 หมื่นล้าน ชี้สถิติครึ่งปีแรก แค่พันกว่าล้าน

โฆษกรัฐบาลเผยตัวเลขจับสแกมเมอร์ 38 วัน มูลค่า 3.5 หมื่นล้าน ชี้สถิติครึ่งปีแรก แค่พันกว่าล้าน

โฆษกรัฐบาลเผยตัวเลขจับสแกมเมอร์ 38 วัน มูลค่า 3.5 หมื่นล้าน ชี้สถิติครึ่งปีแรก แค่พันกว่าล้าน

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.53 น.

โฆษกรัฐบาลเผยตัวเลขจับสแกมเมอร์ 38 วัน มูลค่า 3.5 หมื่นล้าน ชี้สถิติครึ่งปีแรก แค่พันกว่าล้าน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.30 น. ท่าอากาศยานทหาร.2.กองบิน 6 (บน.6 ) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินปราบปรามสแกมเมอร์ของรัฐบาล ว่า ตลอดระยะเวลา 38 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล มีรายงานการจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ เคส ใหญ่ ๆ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17  ตุลาคม ซึ่งมีมูลค่าเงินหมุนเวียนต่อปี 1.5 หมื่นล้านบาท และล่าสุดเมื่อวานนี้(6 พ.ย.) สามารถจับเครือข่ายสแกมเมอร์ได้อีกมีมูลค่าเงินหมุนเวียน 2 หมื่นกว่าล้านบาท เรียกได้ว่าที่ผ่านมาของรัฐบาล สามารถจับกุมได้ถึง  3.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อถามว่า หากเทียบสถิติปีที่ผ่านมาก่อนรัฐบาลนี้เข้ารับตําแหน่ง จับสแกมเมอร์ได้มูลค่าเท่าไหร่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ถ้าดูจากรายงานข่าวที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นปีนี้ ถึงเดือนกรกฎาคม มีสถิติการปราบสแกมเมอร์ประมาณพันกว่าล้านเท่านั้นเอง 

‘สีหศักดิ์’รับเตรียมปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย 12 พ.ย.นี้ ปัดถูกสหรัฐฯ กดดัน

'สีหศักดิ์'รับเตรียมปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย 12 พ.ย.นี้ ปัดถูกสหรัฐฯ กดดัน

‘สีหศักดิ์’รับเตรียมปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย 12 พ.ย.นี้ ปัดถูกสหรัฐฯ กดดัน

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.46 น.

“สีหศักดิ์” รับจ่อปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย 12 พ.ย.นี้ ปัด ถูกสหรัฐฯ กดดันด้วยมาตรการภาษีน้พเข้าสินค้า ชี้ ทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขที่ไทยกำหนด

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.20 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ว่า ทราบว่าจะมีการปล่อยตัววันที่ 12 พ.ย.68 แต่ต้องยืนยันกับทางฝ่ายทหารอีกครั้ง ซึ่งการจะปล่อยตัวเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางการไทยกำหนดไว้ คือการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักต่าง ๆ และการเปิดพื้นที่ ให้ทางไทยเข้าไปเก็บกู้วัตถุระเบิด ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไข

ทั้งนี้ไม่ได้มีข้อแลกเปลี่ยนอะไร และไม่มีแรงกดดันจากต่างชาติ ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าไทย นายสีหศักดิ์ ปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ในทุกองค์กรมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ตำรวจที่ไม่ดี ขอยืนยันต่อสื่อมวลชนและทุกคนว่าถ้าปรากฏข้อมูลไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือผู้ใดจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ไม่มีการช่วยเหลืออย่างแน่นอน”

พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ประกาศสงคราม‘สแกมเมอร์’ ‘อนุทิน’ลั่นกลองรบ ยกเป็นวาระแห่งชาติ ยืนกรานไม่มีเกี๊ยะเซียะ

ประกาศสงคราม‘สแกมเมอร์’  ‘อนุทิน’ลั่นกลองรบ  ยกเป็นวาระแห่งชาติ  ยืนกรานไม่มีเกี๊ยะเซียะ

ประกาศสงคราม‘สแกมเมอร์’ ‘อนุทิน’ลั่นกลองรบ ยกเป็นวาระแห่งชาติ ยืนกรานไม่มีเกี๊ยะเซียะ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประกาศสงคราม‘สแกมเมอร์’ ‘อนุทิน’ลั่นกลองรบ ยกเป็นวาระแห่งชาติ ยืนกรานไม่มีเกี๊ยะเซียะ ไม่ทำตายตาไม่หลับ

นายกฯนำ 14 หน่วยงานลงนามMOUประกาศสงครามสแกมเมอร์ยกเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องชนะอย่างเดียว เดินหน้า 5 ข้อปฏิบัติการเชิงรุก ขอคนไทยมั่นใจไม่มีเกรงใจใคร บอกมีอำนาจแล้วไม่ทำตายตาไม่หลับ ลั่นเคลียร์ไม่ได้-ไม่มีเกี๊ยะเซียะ ลุยลูกเดียว ด้าน “ไชยชนก”เผยยกระดับวอร์รูม ปราบอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมเดินหน้าหลายมาตรการ “จำกัดซิมการ์ด–เพิ่มขั้นตอนเปิดบช.ธนาคาร”ชี้บช.ม้าเปิดได้คนละ 1 บช. ถ้าทำผิดซ้ำในช่วง 3 ปี ห้ามเปิดบช.จตลอดชีพ ส่วนร่างพ.ร.ก.ใกล้เสร็จ หวังใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้สแกม

เมื่อวันที่ 6พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ 14 หน่วยงาน  ประกาศสงครามกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือ

นายกฯนำเซนMOUปราบสแกม

1.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 4.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 5.กระทรวงยุติธรรม 6.กระทรวงมหาดไทย 7.กระทรวงการคลัง 8.กระทรวงการต่างประเทศ 9.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 10.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

11.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) 12.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 13.สมาคมธนาคารไทย 14.สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และ 15. กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

ประกาศต้องชนะสงครามปราบโกงออนไลน์

จากนั้นนายกฯเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจฯ และประกาศสงครามกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยนายกฯกล่าวว่า วันนี้ตนในนามรัฐบาลและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและตัวแทนภาคเอกชนร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างพร้อมเพรียงวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยของเราได้รวมตัวประกาศสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์สงครามนี้เป็นสงครามที่เราต้องชนะเท่านั้น เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศอยู่ทุกวัน เพราะเมื่อหนึ่งคนเป็นเหยื่อครอบครัวทั้งครอบครัวก็ได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากต้องประสบความทุกข์ร้อนความเครียดแสนสาหัสศักยภาพชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของประเทศถูกบ่อนทำลายจากการกระทำของมิจฉาชีพ ชื่อเสียงที่ต้องเสื่อมเสียภาพลักษณ์ที่ถูกบั่นทอน มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ความเสียหายที่ซ่อนอยู่จากภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้มีมากมายจนไม่สามารถจะประเมินค่าได้

ยกเป็นวาระแห่งชาติลุย5ด้าน

นายกฯกล่าวต่อว่า นี่คือภัยแห่งความมั่นคงอันดับต้นของประเทศ ซึ่งรัฐบาลของตนประกาศชัดเจนว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลต้องแก้ไขป้องกันและปราบปรามให้สูญสิ้นไปให้จงได้ ดังนั้นการรวมพลังลงนามบันทึกความเข้าใจวันนี้สิ่งที่เราได้ร่วมกันลงนามไปนั้นไม่ใช่เป็นแต่เพียงเอกสาร แต่คืออาวุธที่เราจะใช้ต่อสู้กับอาชญากรอย่างเป็นระบบ เพราะนี่คือวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของประเทศ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกด้านทั้งงบประมาณเทคโนโลยีและนโยบายทรัพยากรทุกสิ่ง เพื่อให้การปฎิบัติภารกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งออนไลน์สแกมเมอร์ให้เห็นผลจริงทั้งระยะสั้นและยั่งยืนระยะยาว เพื่อประเทศไทยของเราเป็นพื้นที่ปลอดภัย จากภัยสแกมเมอร์ให้ประชาชนและต้องทำให้เป็นดินแดนต้องห้ามของอาชญากรรมทุกรูปแบบ ประเทศไทยต้องปลอดภัยจากสแกมเมอร์ซึ่งเอ็มโอยูอยู่ที่ว่าด้วยความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับนี้เพื่อเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก 5 ด้านหลักคือ

1.บังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดไม่ว่าจะเป็นผู้ทำผิดหรือผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง 2.สร้างระบบประสานงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน 3.ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทันทีตัดเส้นทางการเงินอาชญากรไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินได้อีก4.ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเอไอตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ เพื่อสกัดก่อนเกิดเหตุ 5.สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทันและต้องแจ้งกระแส เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศระวังพร้อมช่วยเป็นหูเป็นตาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับสงครามป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีครั้งนี้ให้สำเร็จ

ลั่นไม่ทนอาชญากรรมออนไลน์อีกต่อไป

นายกฯกล่าวต่อว่า วันนี้น่าจะชัดเจนรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมาก ที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญ เราเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเจ้าของสแกมเมอร์ เป็นผู้มีส่วนร่วมตนคิดว่าภาพวันนี้คงปรากฏและทำให้ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่มีใครที่จะอดทนต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทำร้ายประเทศไทย ผู้บริหารทุกหน่วยงานที่ปรากฏตัวร่วมกันลงนามบนเวทีนี้เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เดินทางมาถึงจุดสูงสุดในการเป็นผู้บริหารองค์กร ที่รับผิดชอบอยู่ไม่มีอะไรที่ต้องทำให้ท่านหวั่นไหวในอนาคต

มีอำนาจหน้าที่ไม่ทำให้สำเร็จตายตาไม่หลับ

“สิ่งที่ทุกท่านรวมถึงตัวของผมด้วยมีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะปฏิบัติคือต้องร่วมกันปราบปรามปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยจากภัยสแกมเมอร์เหล่านี้ให้จงได้ พวกเราทุกคนมีอายุราชการเหลือไม่กี่ปีแล้ว ผมมั่นใจว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นิ่เป็นเพื่อนกันหมด เป็นพี่น้อง ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชา เป็นแต่เพียงสายงานเท่านั้น แต่ความรู้จักความผูกพันความสัมพันธ์ที่มีต่อกันคือเป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ เป็นน้องที่เราสามารถแสวงหาความร่วมมือและสร้างพลัง ใช้โอกาสนี้และใช้ความเป็นพี่น้อง เป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นเพื่อนรักกับผบ.ตร. เป็นพี่ของอธิบดีดีเอสไอ เป็นพี่ของผู้ว่าฯแบงค์ชาติเป็นเพื่อนร่วมงานของปลัดกระทรวงหลายคน และเป็นคนตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ฉะนั้นผมจะไม่มีวันที่ต้องเกรงใจใครที่ตั้งใจจะมาทำร้ายประชาชนของผมต้อง ขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ผมรู้จักเพื่อนของผมเหล่านี้ดีพวกเราจะไม่มีวันหมดหน้าที่ หรือแม้เกษียณอายุราชการไปแล้ว บอกกับตัวเองว่าขณะมีอำนาจมีหน้าที่ มีภารกิจอยู่ไม่ทำเรื่องให้สำเร็จปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน ตายตาไม่หลับ”นายกฯกล่าว

ยันเรื่องนี้เคลียร์ไม่ได้ไม่มีเกี๊ยเซียะ

และว่า พวกเราทุกวันมาถึงจุดนี้ได้เราต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ด้วยเกียรติยศและเต็มความสามารถ ฉะนั้นวันนี้รัฐบาลและคณะรัฐบาลทุกคนขอให้ความมั่นใจเรื่องนี้เคลียร์ไม่ได้และเรื่องนี้ไม่มีเกี้ยเซียะ เรื่องนี้มีแต่ลุยลูกเดียวเท่านั้น และเราจะถือว่าสิ่งเหล่านี้คือผลงานของเรา คือบุญคุณของประชาชนที่เราจะนำมาทดแทนและเป็นสิ่งที่เราต้องทำขึ้นมา เพื่อขออภัยประชาชนในสิ่งที่เกิดความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา เราตั้งใจจะทำอย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนมั่นใจในทีมของเรา ทีมไทยแลนด์

ด้านนายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันที่ 10 พ.ย.นายกฯ จะเดินทางลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อส่งตัวผู้ที่ข้ามแดนผิดกฎหมาย ซึ่งข้ามจากเคเคพาร์ค (KK Park) เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมายังประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งอาชญากรรมร้ายแรงระดับโลก ที่เมียนมาได้กวาดล้าง และบุคคลเหล่านี้ได้ข้ามมาสู่ประเทศไทย

ยกระดับสู้สแกมจำกัดซิมการ์ด-ยุติเปิดบช.ใหม่

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวก่อนลงนามความร่วมมือ 15 หน่วยงานเพื่อประกาศสงครามกับสแกมเมอร์ว่า สิ่งแรกที่ทำคือ การยกระดับวอร์รูมที่ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้รับความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนธนาคารทั้ง 7 ธนาคาร โดยประสานข้อมูลการกระทำต่างๆ ก่อนเกิดอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเรื่องไหนที่ปรากฏเป็นผลงานเป็นรูปธรรม จะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้แถลงชี้แจงส่วนที่ถือเป็นสิ่งสำคัญคือ การยุติการเปิดบัญชีใหม่ หรือเพิ่มขั้นตอนเปิดบัญชีให้ละเอียดขึ้น และที่เพิ่มมาตรการไปแล้วคือจำกัดจำนวนซิมการ์ดให้เหลือเพียง 5 ซิมต่อบุคคล หากจำเป็นต้องเพิ่มเติม ต้องขอเป็นการเฉพาะราย โดยบุคคลที่จะขอเพิ่มซิมมากกว่า 5ซิม ต้องส่งชื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบก่อน และยังเพิ่มกฎระเบียบการลงทะเบียนซิมด้วย เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีฝ่ายสแกมเมอร์

ระดมสมองยกระดับกม.ดูแลซิมบ๊อกซ์

นายไชยชนกกล่าวต่อด้วยว่า นายกฯสั่งการเรื่องสัญญาณระหว่างประเทศ ที่ได้รับการยืนยัน และรับรองจากกสทช. ซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจในการตรวจสอบ เมื่อเปิดปิดของสัญญาณเกิดขึ้น ก็จะตรวจสอบว่าสัญญาเล็ดลอดได้อย่างไร และจะขออัพเดทข้อมูลใน 3 วันข้างหน้า ส่วนจุดเริ่มต้นของกระบวนการสแกมเมอร์คือ ซิมบ๊อกซ์ เป็นเครื่องมือรวบรวมสัญญาณให้สามารถใช้ในพื้นที่เดียวกันได้ ที่ผ่านมามีกฎหมายขึ้นมากำกับดูแลเรื่องซิมบ๊อกซ์ แต่ก็ยังคงตรวจพบการกระทำที่ฝ่าฝืน ตอนนี้อยู่ระหว่างการเชิญตัวแทนเข้าหารือวิธีป้องกัน ซึ่ง กสทช.ออกระเบียบว่า แม้จะเป็นชิ้นส่วนที่แยกกันมาประกอบซิมบอกซ์ ก็ต้องลงทะเบียนชี้แจงที่มาและการนำเข้า เพื่อนำข้อมูลส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำประวัติ เพื่อนำไปอ้างอิงหาจุดเริ่มต้นของกระบวนการสแกมเมอร์ จากนั้นจะนำมาประกอบข้อมูลจากoperator ซิมการ์ด และธนาคาร

คุมบช.ม้าเปิดได้แค่1-ผิดซ้ำห้ามตลอดชีวิต

ส่วนความคืบหน้าการปราบบัญชีม้า นายไชยชนกกล่าวว่า หลังตรวจสอบแล้วว่าเป็นบัญชีม้าแถว 1 และแถว 2 ผู้ที่มีชื่อจะเปิดบัญชีธนาคารได้อีกแค่ 1 บัญชี เพื่อใช้ครองชีพ ไม่สามารถเปิดบัญชีได้อีกจนกว่าคดีจะจบ กรอบเวลา 3 ปี และหากพบการทำผิดซ้ำในช่วง 3 ปี นายกฯมอบนโยบายว่าบุคคลนั้นจะไม่สามารถเปิดบัญชีได้ตลอดชีวิต โดยนโยบายนี้ อยู่ระหว่างการศึกษา

นายไชยชนกกล่าวว่า กระบวนการสแกมเมอร์จะเริ่มจากแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยจะให้เอ็ตด้าไปดูเรื่องกระบวนการร่างกฎหมาย อันดับแรกต้องยืนยันตัวตน หากจะทำธุรกรรมซื้อขายออนไลน์ หรือหากโดนรีพอร์ตต้องยืนยันตัวตนอีกครั้ง อีกส่วนจะยกระดับ พรก. ให้มีเครื่องมืออุปกรณ์ตอบโต้กระบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้มากขึ้น ตอนนี้การจัดทำรก.ใกล้เสร็จแล้ว

หลอกวันละพันคน-สูญ70ล้านบาท

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์สแกมเมอร์ของประเทศไทยในปัจจุบัน สถานการณ์ Scammer ในประเทศไทยปัจจุบันยังทรงตัว โดยเฉลี่ยมีผู้ตกเป็นเหยื่อวันละ1,000ราย ความเสียหายเฉลี่ย 70ล้านบาท แต่การอายัดหรือระงับบัญชีของผู้เสียหายเพิ่มสูงขึ้น และการนำเงินไปคืนตามโครงการ Money cash back สูงขึ้นโดยเฉพาะตั้งแต่ 1 ตุลาคม ที่นายกฯประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยการปราบปรามช่วงที่ผ่านมา เราสามารถนำเงินส่งคืนผู้เสียหายตาม โครงการ money cash back ได้มากกว่า 60 ราย รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 200 ล้านบาท

บิ๊กโจ๊กยื่นกมธ.มั่นคงปมแก๊งพนันออนไลน์

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายการพนันออนไลน์และคอลเซนเตอร์ ต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ พร้อมกล่าวหาว่ามีตำรวจในสังกัดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT 4) ส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เป็นผู้รับหนังสือด้วยตนเองทีอาคารรัฐสภา

ผบ.ตร.ปัดตอบปมบิ๊กโจ๊กแฉ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ปฏิเสธตอบคำถาม หลังสื่อพยายามสอบถามกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาแฉว่าภายในองค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นแหล่งอาชญากรรมที่พัวพันสแกมเมอร์ และพนันออนไลน์

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้ยกมือขึ้นมาปฏิเสธตอบคำถาม พร้อมส่ายหน้าทันทีที่ได้ยินชื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก่อนเดินเข้าห้อง เพื่อร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทันที

‘โรม’ดักคอ‘หนู’ ชิงยุบสภาเข้าทาง‘โจรอุ้มโจร’ ปชน.ขู่ยื่นซักฟอกรอคุยพท.

‘โรม’ดักคอ‘หนู’  ชิงยุบสภาเข้าทาง‘โจรอุ้มโจร’  ปชน.ขู่ยื่นซักฟอกรอคุยพท.

‘โรม’ดักคอ‘หนู’ ชิงยุบสภาเข้าทาง‘โจรอุ้มโจร’ ปชน.ขู่ยื่นซักฟอกรอคุยพท.

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“โรม”ดักคอ“อนุทิน”ชิงยุบสภาหนีซักฟอก เข้าทาง“โจรอุ้มโจร” ผิดหวัง“อนุทิน”สวนทางกับสิ่งที่พูดแก้สแกมเมอร์จี้ปลด“ธรรมนัส”พ้นครม.สังคมรับไม่ได้กับพฤติกรรม ยันข้อมูลที่มีเอาผิดได้ทุกระดับปชน.พร้อมจะยื่นซักฟอก แต่ต้องพูดคุย “เพื่อไทย”ก่อน เพื่อให้ทำงานฝ่ายค้านมีประสิทธิภาพ“ไอซ์ รักชนก”ยันปชน.ไม่เสียค่าโง่ หากนายกฯชิง“ยุบสภา”เหน็บปชช.ไม่ต้องทนกับ‘รัฐบาลที่ไร้ความสามารถอีก2ปี‘วันนอร์’มั่นใจ‘รัฐสภา’จะผ่านร่างแก้ไขรธน.ภายในสิ้นปีนี้ ชี้อำนาจ‘ยุบสภา’เป็นของนายกฯ

เมื่อเวลา 09.00น.ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยออกมาระบุพร้อมที่จะยุบสภาทันทีหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ยอมให้โดนด่าฟรีว่าเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำได้ตามกฏหมายแต่อีกมุมหนึ่งสิ่งที่ประชาชนเชื่อ หรือมองจะเป็นอย่างไร

‘โรม’ฉะ’หนู’ชิงยุบสภาเข้าทาง’โจรอุ้มโจร’

นายรังสิมันต์ยังกล่าวอีกว่าเรื่องที่นายชาดา ไทยเศรษฐ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทยบอกว่าตั้งโจรมาปราบโจร ส่วนตัวจึงตั้งคำถามว่าแล้วโจรจะอุ้มโจร อุ้มโจร อุ้มโจรนั้นมันก็หลายต่อ ซึ่งหากชิงยุบสภาหนีไปก่อน คำถามสำคัญประชาชนจะเข้าใจได้อย่างไร จะกลายเป็นว่าสุดท้ายคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือไม่ และทำเช่นนี้ใครจะได้ประโยชน์ กลุ่มสีเทาจะได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ ตนแนะไปยังนายกรัฐมนตรีว่าต้องคิดให้ดี

ผิดหวัง‘อนุทิน’สวนทางกับสิ่งที่พูด

จากนั้นนายรังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามปัญหาสแกมเมอร์ว่า หลายประเทศมีความคืบหน้า แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความคืบหน้าน้อยที่สุด แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเอาจริง ตนเชื่อว่าหน่วยงานหลายหน่วยงานพร้อมทำหน้าที่ ปัญหาขณะนี้ที่หน่วยงานเกียร์ว่างไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง ตนไม่มั่นใจว่าเพราะไม่มีพยานหลักฐาน ไม่มีข้อมูลหรือเป็นเพราะเชื่อมถึงใครหรือไม่แทบจะไม่มีความคืบหน้าเลย จึงต้องยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องพวกนี้จริง ก็อยู่ที่นายอนุทินว่าตกลงจะเอาอย่างไร จะปราบสแกมเมอร์อย่างไร

“ต้องยอมรับว่าคาดหวังมากกว่านี้ การที่นายอนุทินไม่ดำเนินการอะไร เป็นท่าทีที่น่าผิดหวังมากแล้ว สวนทางกับสิ่งที่พูดที่บอกว่านี่คือวาระแห่งชาติ เป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไรในเมื่อการแก้ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเลย และยังไม่นับว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังกับทางกรรมาธิการในการแก้ปัญหาเรื่องนี้”นายรังสิมันต์ กล่าว

จี้ปลด‘ธรรมนัส’พ้นครม.สังคมรับไม่ได้

เมื่อถามว่า คาดหวังว่านายกฯจะให้รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาลาออกเพื่อให้มีการตรวจสอบตัวเองหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า การตรวจสอบมีสองระดับ คือ 1.การตรวจสอบทางการเงิน ตนเป็นกรรมาธิการการตรวจสอบทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าต้องผิด 100% หรือถูก 100% การตรวจสอบทางการเมืองแค่มีเพียงข้อบ่งชี้ ว่าถ้าให้คนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปจะสร้างความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน นี่คือเหตุเพียงพอแล้วในการตรวจสอบและ 2.การตรวจสอบทางกฎหมาย เป็นขั้นตอนทางกฎหมายซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่หรืออำนาจต้องเป็นคนดำเนินการดังนั้นสิ่งที่กรรมาธิการทำได้คือรวบรวมพยานหลักฐานของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อส่งให้หน่วยงาน แต่ทั้งสองการตรวจสอบแม้แยกกันทำงานแต่สามารถเดินคู่ขนานกันไปได้

“จริงๆแล้วเราไม่ได้คาดหวังว่าจะให้ลาออก เราคาดหวังให้นายกรัฐมนตรีปลดออกจากคณะรัฐมนตรีเลย นี่คือความคาดหวังของเรา”นายรังสิมันต์ กล่าว

พร้อมยื่นซักฟอก หวังคุยกับ‘เพื่อไทย’

เมื่อถามว่าข้อมูลที่มีจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือไม่ ถ้าต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พวกเราพร้อมอยู่แล้ว ข้อมูลหลายอย่างเอาไปใช้เป็นข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯและพร้อมพูดคุยกับพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูดคุย ส่วนหนึ่งก็มาจากกลไกวิปฝ่ายค้านดำเนินการได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้เข้าร่วมกับวิป นี่ยังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่จบ ดังนั้น หากจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเสียงของฝ่ายค้าน 280 กว่าเสียง ถ้ายื่นไปแล้วไม่สำเร็จก็น่าเสียดาย ดังนั้นกลไกของการพูดคุยระหว่างพรรคฝ่ายค้าน มีความสำคัญมากว่าสุดท้ายจะจบอย่างไร

“ผมยืนยันว่าข้อมูลเหล่านี้สามารถเอาผิด โดยเฉพาะทางการเมืองกับบุคคลต่างๆได้ เอาผิดในการขยายผลเครือข่ายต่างๆหรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่อดีตที่เป็นนายกฯ ที่เป็นรัฐมนตรี นักการเมืองต่างๆ ก็สามารถดำเนินการได้ ต้องยอมรับว่าฝ่ายการเมืองข้าราชการประจำเละเทะ ตำรวจที่มีการแฉออกมาไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน 200 คน กระทั่งคนที่มีหน้าที่ปราบเว็บพนันเข้าไปเกี่ยวข้อง กับการรับส่วยเว็บพนัน ดังนั้นต้องยอมรับว่ากลไกต่างๆ แทบจะไม่เหลืออะไรให้เราเชื่อมั่นแล้ว สิ่งที่พวกผมทำได้ในฐานะที่ยังมีเวลาทางการเมืองที่จะนับถอยหลังไปทุกๆวันเราก็จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหา” นายรังสิมันต์ กล่าว

‘หนู’ย้อนปม‘โรม’จี้ปลด‘ธรรมนัส’

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เรียกร้องให้ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ออกจากรัฐบาล หลังประชาชนไม่เชื่อมั่น โดยนายกรัฐมนตรีย้อนถามสื่อมวลชนว่า“เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์”ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

‘ไอซ’อัด‘หนู’ไม่เข้าใจปลด’ธรรมนัส’

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชนกล่าวถึงกรณีที่นายกฯตั้งคำถามการปลดร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวข้องอะไรกับสแกมเมอร์ว่า ตอนนี้ทั้งประเทศเข้าใจหมดแล้ว การปลด ร.อ.ธรรมนัสออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี หรือรองนายกฯเกี่ยวข้องอย่างไรกับการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ เราไม่ได้บอกว่า ร.อ.ธรรมนัสเป็นสแกมเมอร์ แต่ทั้งประเทศเข้าใจหมดแล้ว ในเรื่องที่นายรังสิมันต์ โรม และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนอภิปรายในสภา แต่นายกฯยังไม่เข้าใจเลย ตนจึงไม่แปลกใจเลยว่าการแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ เรื่องฟอกเงินหรือปัญหาอื่นในประเทศนี้ถึงแก้ไม่ได้เสียที นายกฯยังไม่ยอมรับความจริงว่า มีปัญหานี้

ยันปชน.ไม่เสียค่าโง่ นายกฯชิงยุบสภา

เมื่อถามว่าหากนายกฯชิงยุบสภาก่อน แสดงว่ารัฐบาลอุ้มคนผิดหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เราไม่ได้มีหน้าที่กังวล หรือห่วงแทนนายกฯ ถ้ารัฐบาลยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์แบบนี้ ท่านห่วงตัวเองดีกว่า

เมื่อถามย้ำว่าหากชิงยุบสภาก่อน รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แก้พรรคประชาชนเสียค่าโง่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนไม่คิดว่า จะเสียค่าโง่อะไร อย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีรัฐบาลที่จะอยู่ยาวต่อไปอีก 2ปีแล้ว ถึงแม้การยุบสภาจะเกิดขึ้นภายใน 4 เดือนหรือเร็วๆนี้ แต่ตนคิดว่ามันคุ้มค่าที่สุดสำหรับประชาชนแล้ว เพราะเราไม่ต้องทนอยู่กับรัฐบาลที่ไร้ความสามารถต่อไปอีก 2 ปี

‘วันนอร์’มั่นใจแก้ไขรธน.ผ่านสิ้นปีนี้

ขณะที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฮังการี กล่าวถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเรื่องการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ มี 2 เงื่อนไข คือรัฐบาลต้องประสานมายังรัฐสภา และร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต้องพิจารณาให้จบในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯแต่ส่วนตัวเกรงว่าคณะกรรมาธิการฯจะพิจารณาเสร็จไม่ทันกลางเดือนนี้ แต่ตามที่คาดการณ์ น่าจะเป็นช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนธ.ค.

หากมีการเปิดการประชุมในช่วงนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่ององค์ประชุม เพราะกรรมาธิการที่เป็น สส. บางส่วนส่วนเดินทางไปราชการต่างประเทศเมื่อการพิจารณาวาระที่สอง เสร็จสิ้นจำเป็นต้องรอ15 วัน เพื่อลงมติวาระที่ 3 แต่ทั้งนี้กระบวนการในวาระที่ 2 ควรเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพ.ย.นี้ และเมื่อมีการเปิดสมัยประชุมก็จะทันลงมติในวาระที่ 3 ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมด น่าจะเสร็จสิ้นก่อนปีใหม่

“อย่างน้อยที่สุด ผมอยากให้สภาฯชุดนี้ ผ่านการพิจารณารัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 เพื่อไปทำประชามติในการเลือกตั้งสส. แต่สิ่งสำคัญที่สุด รัฐธรรมนูญจะผ่านการพิจารณาจากสภาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการฯ จะต้องมีการพูดคุยกัน ทั้งในรอบและนอกรอบ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

ชี้อำนาจ‘ยุบสภา’นายกฯทำได้ตลอดเวลา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนี้อาจมีการตัดสินใจยุบสภาประธานรัฐสภา กล่าวว่า อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกฯซึ่งสามารถทำได้ตลอดเวลา ยกเว้นกรณีที่มีบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว แต่กระบวนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตติอาจไม่สมบูรณ์ก็ได้ เช่นมีสส.ลงชื่อไม่ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว นายกฯก็ยังยุบสภาได้ จนกว่าจะมีการบรรจุญัตติในวาระการประชุมสภา ส่วนตัวมองว่า หากไม่มีประเด็นปัญหาที่จะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ การอภิปรายก็จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอ