‘โฆษกรัฐบาล’แจงนโยบาย’แก้ไขหนี้เสียต่ำแสน’ ลดเงื่อนไขชำระ ให้ลูกหนี้กลับเข้าระบบ

'โฆษกรัฐบาล'แจงนโยบาย'แก้ไขหนี้เสียต่ำแสน' ลดเงื่อนไขชำระ ให้ลูกหนี้กลับเข้าระบบ

‘โฆษกรัฐบาล’แจงนโยบาย’แก้ไขหนี้เสียต่ำแสน’ ลดเงื่อนไขชำระ ให้ลูกหนี้กลับเข้าระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.41 น.

‘โฆษกรัฐบาล’แจงนโยบาย’แก้ไขหนี้เสียต่ำแสน’ ลดเงื่อนไขชำระ ให้ลูกหนี้กลับเข้าระบบ คาดเงินหมุนเข้าประเทศนับแสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนที่กลายเป็น “หนี้เสีย” ได้รับโอกาสกลับมาตั้งหลักใหม่ จะมีการตั้งหน่วยงานเพื่อดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้รายย่อยทั่วประเทศ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า แนวทางนี้ไม่ใช่การล้างหนี้ แต่เป็นการนำหนี้ที่เสียแล้วมาปรับโครงสร้าง ตามความสามารถลูกหนี้ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง โดยรัฐบาลจะให้หน่วยงานซื้อหนี้เสียจากธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน ซึ่งธนาคารยินดี เพราะถือว่าหนี้ดังกล่าวตีเป็นศูนย์ไปแล้ว จากนั้นจะเชิญลูกหนี้มาเจรจาเงื่อนไขใหม่ เช่น ลดเงินต้น ยกเว้นดอกเบี้ยและค่าปรับ ยืดระยะเวลาการชำระหนี้

“เราไม่ได้ยกหนี้ให้ แต่ทำให้หนี้ถูกนำมาปรับโครงสร้าง ลูกหนี้ก็ได้โอกาสกลับมามีสถานะทางการเงินที่ดี เพราะจะถูกปลดจากเครดิตบูโร ถือเป็นโอกาสครั้งที่สองในชีวิตทางการเงินของพวกเขา” นายสิริพงศ์กล่าว

โฆษกรัฐบาล ยังระบุว่า การดำเนินการในรูปแบบนี้จะไม่เพียงช่วยประชาชน แต่ยังทำให้หนี้เสียกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าระบบนับแสนล้านบาทจากการชำระหนี้ และการกลับมาทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มนี้ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากและระบบการเงินโดยรวม

ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ย้ำว่า นโยบายนี้ทำเพียงครั้งเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะไม่ส่งสัญญาณผิดๆ ว่าเป็นหนี้แล้วรอรัฐช่วย เราทำครั้งเดียว เพื่อให้คนได้กลับมาตั้งหลักและไม่กลับไปเป็นหนี้อีก

“นี่คือนโยบายที่ทำให้ทั้งลูกหนี้ได้โอกาสใหม่ และระบบเศรษฐกิจได้คืนความมั่นคง จากที่ลูกหนี้จะกลับมาชำระหนี้อีกครั้ง” โฆษกรัฐบาล กล่าวทิ้งท้าย  

‘บวรศักดิ์’เผย 3 ข้อ ดันไทยเป็นสมาชิก OECD ก่อนปี 73

'บวรศักดิ์'เผย 3 ข้อ ดันไทยเป็นสมาชิก OECD ก่อนปี 73

‘บวรศักดิ์’เผย 3 ข้อ ดันไทยเป็นสมาชิก OECD ก่อนปี 73

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.57 น.

‘บวรศักดิ์’เผย 3 ข้อ ดันไทยเป็นสมาชิก OECD ก่อนปี 73 ‘การเมืองต้องจริงจัง-34 หน่วยงานเร่งทำ-สื่อ ทำความเข้าใจ ปชช.’

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เข้าพบว่า เราตั้งใจว่าจะเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ ในปี 2573 แต่ถ้าเข้าได้ก่อนหน้านั้นก็เป็นประโยชน์ จะทำให้นักลงทุนต่างประเทศหรือคนต่างประเทศ ที่เมื่อรู้ว่าไทยเป็นสมาชิก OECD ดัชนีต่างๆ ที่ประเทศไทยไม่ค่อยดีนัก เช่น ดัชนีความโปร่งใส (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) จะดีขึ้น ดัชนีนิติธรรมที่แย่ๆ อยู่ก็ดีขึ้น แม้กระทั่งดัชนีตัวชี้วัดการทำธุรกิจในประเทศไทยที่ยุ่งยาก มีกฎเกณฑ์มากจะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจให้กับคนที่มาลงทุน และมีผลโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตานักธุรกิจต่างประเทศ พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยในเวทีโลก ทั้งนี้ประเทศที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอาเซียนมี 2 ประเทศคือประเทศไทย และประเทศอินโดนีเซีย เราต้องทำงานอย่างเร่งรีบและจริงจัง เพราะจะเป็นผลประโยชน์ระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย ซึ่งวันนี้ที่ OECD มาพบเขาก็บอกเราว่า หากเรามีอะไรให้ช่วยเหลือเขายินดี

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า อีก 2-3 วัน ตนจะเดินทางไปประชุมเรื่องการเข้าถึงความยุติธรรมที่เอาพลเมืองเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอากระบวนการยุติธรรมเป็นตัวตั้ง ตนจะไปดูว่าประเทศสมาชิกเขาทำอย่างไรบ้าง และเราจะทำอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ เราจะมีการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เรียกว่ากิโยตีน โดยเราจะกิโยตีนกฎหมายที่สร้างภาระให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งถ้าเราทำอะไรพวกนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าได้เร็วก่อนปี 2573 แต่ทั้งหมดอยู่ที่ความพร้อมของประเทศคือ 1. ฝ่ายการเมืองต้องจริงจัง 2. 34 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทำ และ 3. สื่อมวลชนที่จะนำข้อมูลข่าวสารไปสร้างความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งความสำเร็จขึ้นอยู่กับ 3 สิ่งนี้

‘สส.สิงโต’ลูกชายเดชอิศม์ ประกาศชัดยังอยู่‘ประชาธิปัตย์’

‘สส.สิงโต’ลูกชายเดชอิศม์ ประกาศชัดยังอยู่‘ประชาธิปัตย์’

‘สส.สิงโต’ลูกชายเดชอิศม์ ประกาศชัดยังอยู่‘ประชาธิปัตย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

‘สส.สิงโต’ลูกชายเดชอิศม์ ประกาศชัดยังอยู่‘ประชาธิปัตย์’

6 พฤศจิกายน 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ “สส.สิงโต” สส.สงขลา เขต 9 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บุตรชายนายเดชอิศม์ ขาวทอง กล่าวบนเวทีงานลอยกระทงที่ตลาดน้ำคลองแห และถนนสาครมงคล(บางหัก) จ.สงขลา โดยยืนยันว่า ยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ต่อไป

‘ทบ.’กาง 2 เงื่อนไข ส่งคืน‘18 เชลยศึกเขมร’สัปดาห์หน้า

‘ทบ.’กาง 2 เงื่อนไข ส่งคืน‘18 เชลยศึกเขมร’สัปดาห์หน้า

‘ทบ.’กาง 2 เงื่อนไข ส่งคืน‘18 เชลยศึกเขมร’สัปดาห์หน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

‘ทบ.’กาง 2 เงื่อนไข ส่งคืน‘18 เชลยศึกเขมร’สัปดาห์หน้า

6 พฤศจิกายน 2568 พลตรีวินธัย สุวารีโฆษกกองทัพบก ระบุถึงกรณีข่าวเตรียมส่งคืน18 เชลยศึกกัมพูชา วันที่ 12 พ.ย. ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี ว่า ยังอยู่ระหว่างขั้นการพิจารณา และเตรียมการ โดยเวลาที่อาจเป็นไปได้ต้องหลังจากมีการถอนอาวุธหนัก ในเฟส 1 และไม่ขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่กำลังดำเนินการอยู่ในห้วงนี้

‘บวรศักดิ์’มองคำพูดนายกฯติงฝ่ายค้าน เร็วไปไหมซักฟอกใน 1 เดือน

‘บวรศักดิ์’มองคำพูดนายกฯติงฝ่ายค้าน เร็วไปไหมซักฟอกใน 1 เดือน

‘บวรศักดิ์’มองคำพูดนายกฯติงฝ่ายค้าน เร็วไปไหมซักฟอกใน 1 เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.30 น.

‘บวรศักดิ์’มองคำพูดนายกฯติงฝ่ายค้าน เร็วไปไหมซักฟอกใน 1 เดือน แต่ยอมรับหน้าที่ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบรัฐบาล

เมื่อเวลา 16.50 น.วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปรยว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจจะยุบสภาฯ ว่า เรื่องยุบสภาฯเป็นเรื่องของนายกฯตนไม่สามารถพูดได้ หากอยากรู้ต้องถามนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องดังกล่าวจะกระทบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จ แล้วมีการยุบสภาฯรัฐธรรมนูญก็ตกไปเลย ก็จบก็เลือกตั้ง อย่างมากที่สุดในการเลือกตั้งก็จะมีการตั้งคำถามประชามติเรื่องประชาชนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่พร้อมกับการเลือกตั้ง เพราะถ้าไม่มีร่างรัฐธรรมนูญจะเอาไปให้ประชาชนเห็นชอบได้อย่างไร

เมื่อถามว่านายกฯพูดทำนองว่ากลัวเกมการเมือง การยื่นอภิปรายถือเป็นเกมการเมืองที่ต้องระวังหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีฝ่ายค้านไว้ทำไม คำว่าเล่นการเมืองเป็นคำที่ถูก หากคุณเล่นละคร ได้รับบทเป็นตัวร้าย ต่อให้ในชีวิตจริงคุณเป็นคนดีให้ตายอย่างไร คุณจะไปสวมบทคนดีอยู่ได้หรือไม่ คุณก็ต้องสวมบทเล่นเป็นคนร้าย การเมืองก็เหมือนกัน คุณเป็นฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบรัฐบาล แต่สิ่งที่นายกฯพูดตนเข้าใจว่า ท่านถามว่าทำงานมา 1 เดือนเวลาไม่สั้นเกินไปหรือที่จะมาอภิปรายไม่ไว้วางใจตนเข้าใจเช่นนั้นส่วนจะถูกหรือไม่ต้องไปถามนายกฯ

ดุเดือด!‘บิ๊กโจ๊ก’ของขึ้น ชี้หน้าโต้อดีตคณบดีจุฬาฯมีสามีเป็นบิ๊กตร.เด็กจักรทิพย์ ยันไม่เคยโกงข้อสอบ

ดุเดือด!‘บิ๊กโจ๊ก’ของขึ้น ชี้หน้าโต้อดีตคณบดีจุฬาฯมีสามีเป็นบิ๊กตร.เด็กจักรทิพย์ ยันไม่เคยโกงข้อสอบ

ดุเดือด!‘บิ๊กโจ๊ก’ของขึ้น ชี้หน้าโต้อดีตคณบดีจุฬาฯมีสามีเป็นบิ๊กตร.เด็กจักรทิพย์ ยันไม่เคยโกงข้อสอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.18 น.

‘บิ๊กโจ๊ก’ของขึ้นกลางห้องประชุมกมธ.ความมั่นคงฯ โต้เดือด‘อดีตคณบดีนิติศาสตร์ จุฬาฯ’ ยันไม่เคยโกงข้อสอบ ซัดมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะสามีเป็น‘อดีตผบช.ภ. 4’ ขณะที่เจ้าตัวลั่นเอาเกียรติภูมิของอาจารย์จุฬาฯเป็นประกัน ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร

6 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ(กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาศึกษาปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบราชการตำรวจในด้านการบริหารงานบุคคลและการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการตำรวจ

กรณีศึกษา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร.ทุจริตข้อสอบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย พล.ต.สุรเชษฐ์ และตัวแทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ทัชมัย ฤกษะสุต ประธานสภาคณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และผู้ช่วยศาสตราจารย์ปารีณา ศรีวนิชย์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ซึ่งใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง

ในการชี้แจงบางช่วง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวหาว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ปารีณา ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าตนคือคนโกงสอบ แต่ยอมรับว่าได้ซองเอกสารจากลูกน้องที่ตกเป็นผู้ต้องหา แต่ไม่ทราบว่าในซองเอกสารดังกล่าวคืออะไร จึงมองว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบ

อีกทั้งยังมองว่าอดีตคณบดีฯ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีการสอบ เพราะมีสามีเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (อดีต ผบช.ภ.4) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็น ผบ.ตร.ในขณะนั้น ซึ่งตนมองว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ เป็นคู่กรณีของตน และเชื่อว่าอดีตคณบดีฯอาจจงใจกลั่นแกล้งเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องนี้

ด้านอดีตคณบดีนิติศาสตร์จุฬาฯ โต้กับเรื่องนี้ทันทีว่า การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเรื่องการโกงข้อสอบเป็นไปโดยถูกต้องตามกระบวนการ และไม่ได้กลั่นแกล้งบุคคลใด ที่ผ่านมาตนยังได้อำนวยความสะดวกให้กับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการนำรถเข้ามาจอดภายในคณะ เพราะโดยปกติแล้วไม่มีนิสิตคนใดสามารถนำรถเข้ามาจอดได้ รวมถึงการเลื่อนสอบในกรณีต่างๆจนตนถูกครหานินทาจากนิสิตและอาจารย์คนอื่นๆด้วยซ้ำ

ส่วนกรณีที่พาดพิงไปถึงว่าตนเป็นภรรยาของอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ในสมัยของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ยืนยันว่าสามีของตนสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 มาตั้งแต่ยศนายร้อย จนขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ได้เพราะเหลืออายุราชการเพียง 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของ ตร.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปารีณา กล่าวต่อว่า ขอเอาเกียรติภูมิของความเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเป็นประกัน หากตนตั้งใจจะกลั่นแกล้งคงไม่เชิญบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย เพราะตนยึดหลักนิติศาสตร์ คือการหาความจริงให้ได้ ส่วนการแจ้งความเอาผิดที่ใช้เวลานานเพราะทางคณะไม่ทราบมาก่อน จนกระทั่งมีข่าวออกมาจึงต้องแจ้งความ หากปล่อยนิ่งเฉยไว้ก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงท้ายของการชี้แจงพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงกับขึ้นเสียงและชี้นิ้วไปทางอาจารย์จุฬาฯ ระหว่างตั้งคำถามกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ปารีณา ว่า ที่บอกว่าสามีของผู้ช่วยศาสตราจารย์ปารีณา ไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดยพล.ต.อ.จักรทิพย์  นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะสามีท่าน 33% ขึ้นโดยลำดับอาวุโส  ซึ่งตำรวจรู้กันว่าต้องขึ้นผู้บัญชาการประจำ แต่สามีท่านขึ้นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 ถ้าไม่ใช่คนของผบ.ตร. ไม่มีทางขึ้นผู้บัญชาการหลักได้ ตำรวจรู้ดี ท่านอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า อยากฝากถึงอาจารย์จุฬาฯว่าต่อให้ตนได้ข้อสอบมา และต่อให้ตนเปิดอ่าน ถ้าเป็นข้อสอบที่สอบไปแล้วก็คือข้อสอบเก่าใช้ไม่ได้ ขอให้อาจารย์ให้ความเป็นธรรม และตนมองว่าอาจารย์ยังไม่ควรที่จะมาในวันนี้ เพราะถือว่าเป็นเหยื่อที่ถูกใครให้มาก็ไม่รู้ ขอย้ำว่าต่อให้ตนได้ข้อสอบวันนี้แล้วเปิดอ่านและลอกมาเลยข้อสอบนั้นก็ใช้ไม่ได้เขาเรียกว่าแนวข้อสอบ ซึ่งข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่ความจริง ส่วนข้อสอบ นางสาวทัช ก็ให้กับตำรวจชั้นประทวน ซึ่งเป็นลูกน้องของตน ต้องแจ้งข้อหากับตำรวจชั้นประทวนแต่สุดท้ายก็ไม่ได้แจ้งความ ตนอยากจะถามว่าอาจารย์ในฐานะเป็นนักกฎหมายเหตุใดจึงฟังความข้างเดียว เหตุใดจึงไม่สอบถามให้รอบด้าน 

ทั้งนี้ นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธาน แทนนายรังสิมันต์ ได้เตือน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่าขอให้ใจเย็นๆ ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงกล่าวว่า “ของขึ้นครับ”

ด้านศาสตราจารย์ทัชมัย  ชี้แจงตอบโต้ว่าเราไม่ได้เป็นเหยื่อ แต่อธิการบดีสั่งการให้มาชี้แจงต่อกมธ.ฯ

ทำให้พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ พยายามที่จะตอบโต้อีกครั้ง แต่นายปิยรัฐก็ได้ปรามอีกครั้งขอให้ใจเย็นๆ ก่อนที่ศาสตราจารย์ทัชมัย จะชี้แจงต่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พูดเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เรื่องแนวข้อสอบ และหากใครอยากได้แนวข้อสอบก็มีอยู่ในเว็บไซต์ เพราะแนววิชาการก็จะออกอยู่ในประเด็นเดิม ซึ่งสิ่งที่คนที่เป็นบัณฑิตควรจะต้องรู้ ข้อสอบอาจจะออกใหม่ แต่ประเด็นจะซ้ำเดิมซึ่งเป็นแกนของวิชานั้นๆ เพราะฉะนั้นการมีแนวข้อสอบไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ส่วนในซองนั้นเป็นข้อสอบหรือไม่เราก็ยังไม่เชื่อแต่เรารู้ว่ามันสำคัญไม่เช่นนั้นจะไม่มีการทักท้วงกันและสิ่งที่กรรมการพิจารณาไม่ใช่พิจารณาเฉพาะจากคำพูดของพยาน แต่พิจารณาจากหลักฐาน อะไรที่ไม่มีเอกสารหลักฐานเราก็ไม่ตัดสิน

ก่อนจะปิดการประชุม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 หรือตำรวจไซเบอร์ 1 หนึ่งในหน่วยงานที่กมธ.ฯเชิญมาชี้แจง ได้เดินทางมาจากทำเนียบรัฐบาลหลังการแถลงข่าว MOU ปราบสแกมเมอร์ รวมกับนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงต่อกมธ.ฯ ในประเด็นเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว โดยชี้แจงว่าตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือตำรวจไซเบอร์ ให้อำนาจหน้าที่ในการสืบสวนคดีในลักษณะดังกล่าว อีกทั้งการสืบสวนในคดีนี้เป็นการขยายผลจากอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในคดีเว็บพนันออนไลน์ของมินนี่ ซึ่งมีพยานหลักฐานเป็นจำนวนมากโดยต่อมาพบข้อมูลการพูดคุยสนทนาในเชิงลักษณะการนำข้อสอบออกจากห้องสอบเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา จึงเข้าข่ายขอบเขตอำนาจที่สามารถดำเนินการได้

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวเนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานไปถึง อีกทั้งในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและการออกทีวีหลายครั้งก็ยืนยันว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ใช่ผู้ต้องหาและให้เกียรติมาโดยตลอด ส่วนเรื่องคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นอำนาจหน้าที่ของ ผบ.ตร.ที่ดำเนินการ ตนไม่ทราบในส่วนนี้ ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับการโกงข้อสอบขณะนี้ทราบว่าอัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้ตรวจสอบเพิ่มเติมใน 5 ประเด็น ซึ่งขณะนี้ทราบว่าตำรวจเจ้าของคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามประเด็นที่อัยการส่งสำนวนกลับมา

‘ไอซ์’ยัน‘ปชน.’ไม่เสียค่าโง่ หาก‘นายกฯ’ชิง‘ยุบสภา’ ก่อนแก้รธน. เหน็บปชช.ไม่ต้องทนอีก 2 ปี

‘ไอซ์’ยัน‘ปชน.’ไม่เสียค่าโง่ หาก‘นายกฯ’ชิง‘ยุบสภา’ ก่อนแก้รธน. เหน็บปชช.ไม่ต้องทนอีก 2 ปี

‘ไอซ์’ยัน‘ปชน.’ไม่เสียค่าโง่ หาก‘นายกฯ’ชิง‘ยุบสภา’ ก่อนแก้รธน. เหน็บปชช.ไม่ต้องทนอีก 2 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.12 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ยัน‘ปชน.’ไม่เสียค่าโง่ หาก‘นายกฯ’ชิง‘ยุบสภา’ ก่อนแก้รัฐธรรมนูญตามใจ‘พรรคส้ม’ เหน็บอย่างน้อยประชาชนไม่ต้องทนกับ‘รัฐบาลที่ไร้ความสามารถ’อีก 2 ปี

6 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามกังวลหรือไม่หากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่นายกรัฐมนตรี ชิงยื่นยุบสภาก่อน ว่า ตนไม่กังวลอะไรเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี แต่กังวลเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่า เรื่องสแกมเมอร์ก็เด่นชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้เราเริ่มจะคลำหาตัวการใหญ่เจอแล้วเราต้องจริงจังต่อกับเรื่องนี้ ตอนนี้มีนานาชาติไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา , อังกฤษ ,เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์ เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ประกาศยึดทรัพย์ครั้งมโหฬาร มีมาตรการอะไรก็สื่อสารให้ประชาชนรู้เรื่อง แต่นายกรัฐมนตรีไทยกลับบอกว่ามาตรการก็ทำไปบ้างแล้วแต่โปรโมทไม่เก่ง หรือไม่สื่อสาร

“คือดิฉันงง ทั้งที่เรื่องนี้ควรจะเป็นผลงานของท่าน ที่ท่านทำไปแล้วท่านช่วยบอกประชาชนหน่อยได้หรือไม่ว่าท่านทำอะไรไปบ้าง เพราะตอนนี้พวกเรายังไม่เห็นความคืบหน้าอะไรเกี่ยวกับสแกมเมอร์เลย เราเสนอให้ท่านประกาศในที่ประชุมอาเซียนว่าจะเป็นหัวหอกในการแก้ไขปัญหา ท่านก็ไม่ทำ แล้วทุกวันนี้ท่านทำอะไรอยู่” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่าหากนายกฯชิงยุบสภาก่อน แสดงว่ารัฐบาลอุ้มคนผิดหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เราไม่ได้มีหน้าที่กังวลหรือห่วงแทนนายกรัฐมนตรี ถ้ารัฐบาลยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์แบบนี้ท่านห่วงตัวเองดีกว่า

เมื่อถามย้ำว่าหากชิงยุบสภาก่อน รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แก้พรรคประชาชนเสียค่าโง่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าจะเสียค่าโง่อะไร อย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีรัฐบาลที่จะอยู่ยาวต่อไปอีก 2 ปีแล้ว ถึงแม้การยุบสภาจะเกิดขึ้นภายใน 4 เดือนหรือเร็ว ๆ นี้ แต่ตนคิดว่ามันคุ้มค่าที่สุดสำหรับประชาชนแล้ว เพราะเราไม่ต้องทนอยู่กับรัฐบาลที่ไร้ความสามารถต่อไปอีก 2 ปี

เมื่อถามว่าทำไมช่วงนี้พรรคประชาชนตรวจสอบพรรคกล้าธรรมเยอะ ทั้งที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคหลัก น.ส.รักชนก กล่าวว่า  เราตรวจสอบทุกเรื่องมีเพื่อน สส. หลายคนออกมาพูดหลายเรื่อง เช่น นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่พรรคประชาชน ที่ออกมาพูดเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ แต่กลายเป็นว่าเรื่องหลักที่สังคมสนใจอยู่ตอนนี้ คือเรื่องสแกมเมอร์ และรัฐบาลตอบสนองได้เชื่องช้าไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา ตนจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนอยากได้คำตอบจากรัฐบาลประกอบกับพรรคประชาชนให้ข้อมูลได้ดีจี้ถูกจุดเลยกลายเป็นว่าทุกคนร้อนรนหมดเลย

เมื่อถามถึงกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ออกมาแฉเรื่องผู้ช่วย สส. พรรคประชาชนมีมูลหรือไม่นั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ในพรรคกล้าธรรมหาคนทำงานจริงจังลำบาก ขนาดคนที่ได้รับมอบหมายให้มาตอบโต้กับพรรคประชาชน ก็ยังเป็นคนอย่างนายไผ่เลย ตนมีความเห็นใจในคุณภาพของบุคลากร ซึ่งหลายเรื่องที่เปิดออกมามีอยู่ใน กกต. อยู่แล้วกำลังสืบสวนสอบสวนถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง ตัวเจ้าของบัญชีเป็นคนโอนเองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรค ตอนนี้อยู่ในชั้น กกต.แล้วอยากจะแจ้งหรือเปิดอะไรก็เอาเลย คิดว่าถ้าพวกเราทำผิดจริงองค์กรอิสระก็ไม่เอาเราไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะดำเนินคดีกลับหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าอันไหนที่เข้าข้อกฎหมายเราก็คงจะพิจารณาดำเนินคดีแต่จริง ๆ พรรคประชาชนเรายึดหลักการไม่ฟ้องแก้เกี้ยว ไม่ฟ้องมั่วซั่วหรือฟ้องปิดปาก

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.04 น.

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี  

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2568 มีรายงานข่าวว่า กองทัพบก ได้ประสานไปยังกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กป.ชต.) ให้เตรียมความพร้อม สถานที่ ที่พัก เตรียมการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้

ด้าน พลตรีวินธัย สุวารีโฆษกกองทัพบก ระบุถึงกรณีข่าวเตรียมส่งคืน18 เชลยศึกกัมพูชา วันที่ 12 พ.ย. ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี ว่า ยังอยู่ระหว่างขั้นการพิจารณา และเตรียมการ โดยเวลาที่อาจเป็นไปได้ ต้องหลังจากมีการถอนอาวุธหนัก ในเฟส 1 และไม่ขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่กำลังดำเนินการอยู่ในห้วงนี้

‘ทบ.’แจง‘งบ 2 แสนล้าน’ถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดน เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

‘ทบ.’แจง‘งบ 2 แสนล้าน’ถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดน เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

‘ทบ.’แจง‘งบ 2 แสนล้าน’ถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดน เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.04 น.

‘ทบ.’แจง‘งบ 2 แสนล้าน’ถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดน เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ย้ำงบประมาณของหน่วยงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมขอบคุณพลังจากประชาชนเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

6 พฤศจิกายน 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร ได้หยิบยกประเด็นงบประมาณจำนวน 200,000 ล้านบาท ของกระทรวงกลาโหม มาเชื่อมโยงกับกรณีที่ภาคประชาชนได้ร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยขออธิบายข้อเท็จจริงดังนี้

1. ประเด็นคำว่า “งบสองแสนล้านไปไหน”

พลตรี วินธัยฯ ระบุว่า ประโยคดังกล่าวถูกนำไปขยายผลในลักษณะที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า “กองทัพไม่โปร่งใส” ทั้งที่ได้รับงบประมาณแล้วกลับไปพึ่งพาของบริจาค ซึ่งถือเป็นการตีความโดยใช้อคติและนำเสนอเพื่อชี้นำสังคมในทางลบ

2. ข้อเท็จจริงของ “งบสองแสนล้าน”

งบประมาณจำนวนดังกล่าว เป็นงบประมาณประจำปีของกระทรวงกลาโหม ซึ่งต้องจัดทำและเสนอขอเป็นประจำทุกปี โดยต้องระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าใช้เพื่อดำเนินแผนงานหรือโครงการใด ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและตรวจสอบอย่างรอบคอบของรัฐสภา จนออกมาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี (พ.ร.บ. งบประมาณ) ทั้งนี้ ไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดได้

งบประมาณประจำปีของกระทรวงกลาโหมมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน โดยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนต่างๆ รวมถึงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดผ่านกระบวนการพิจารณาและกลั่นกรองโดยสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ คณะกรรมาธิการการทหารในสภาผู้แทนราษฎรย่อมทราบรายละเอียดของแต่ละรายการงบประมาณ เนื่องจากได้ร่วมตรวจสอบและพิจารณามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ขณะเดียวกันประชาชนทั่วไปยังสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของกองทัพบกได้อย่างเปิดเผย ผ่านระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (e-MENSCR) ของภาครัฐ ซึ่งแสดงข้อมูลทั้งแผนงานและผลการใช้งบประมาณเป็นรายไตรมาสอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

โดยปกติ การเสนอของบประมาณจะต้องดำเนินการล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งปี เช่น งบประมาณปี 2569 จะต้องจัดทำและเสนอขอตั้งงบประมาณตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 68) เพื่อให้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองและพิจารณาได้ทันก่อนเริ่มปีงบประมาณใหม่

ทั้งนี้ งบประมาณในภาพรวมเกือบร้อยละ 70 ของงบประมาณทั้งหมด เป็นงบประมาณด้านสิทธิกำลังพลและค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของหน่วยต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ ค่าสาธารณูปโภค และค่าเช่าต่าง ๆ ส่วนที่เหลือ เป็นงบประมาณสำหรับ การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ การเสริมสร้างหน่วย การฝึก และการจัดหาหรือปรับปรุงยุทโธปกรณ์ เพื่อให้สามารถดำรงสภาพและใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความพร้อมของกองทัพบกในการปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศ

3. งบประมาณกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

งบประมาณที่ภาครัฐจัดสรรไว้ในแต่ละปี จะถูกวางแผนเพื่อรองรับภารกิจในสภาวะปกติ โดยผ่านกระบวนการอนุมัติล่วงหน้ากว่าหนึ่งปี เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น เหตุฉุกเฉิน ภัยธรรมชาติ หรือสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างกะทันหัน หน่วยงานทหารจะไม่สามารถนำงบประจำปีมาปรับใช้ได้ทันที เนื่องจากงบดังกล่าวมีกรอบการใช้จ่ายที่ชัดเจนและต้องเป็นไปตามแผนที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว ดังนั้น สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เช่น ภัยธรรมชาติ หรือภัยคุกคามจากมนุษย์ มักดำเนินการโดยใช้งบประมาณกลางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ซึ่งเป็นงบที่เตรียมไว้เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

4. พลังความสามัคคีของภาคประชาชน คือกลไกสำคัญในการสนับสนุนภาครัฐในยามวิกฤต

แม้ว่าภาครัฐจะมีการวางแผนงบประมาณด้านความมั่นคงอย่างเป็นระบบ และมีงบกลางสำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ พลังความสามัคคีของภาคประชาชน ที่ร่วมสนับสนุนและส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในยามวิกฤตที่ผ่านมาได้ช่วยเสริมศักยภาพในการปฏิบัติภารกิจและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  ที่สำคัญการมีส่วนร่วมของประชาชนยังช่วยสร้าง ขวัญและกำลังใจ ให้แก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งถือเป็นพลังที่ไม่อาจประเมินค่าได้

ดังนั้น การนำคำว่า “งบสองแสนล้าน” มาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น การบริจาคสิ่งของของภาคประชาชน หรือสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อที่มาที่ไปของงบประมาณ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบริหารจัดการด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทั้งงบประมาณของรัฐและพลังของภาคประชาชนต่างมีบทบาท “เสริมกัน” ไม่ใช่ “ทดแทนกัน” เพื่อให้ประเทศสามารถเผชิญและก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง

รัฐบาลสวนโฆษกเขมร กล่าวหาไทยใช้กำลัง ย้ำยึดกรอบถ้อยแถลงร่วมฯ จี้ทำตาม 4 ข้อตกลง

รัฐบาลสวนโฆษกเขมร กล่าวหาไทยใช้กำลัง ย้ำยึดกรอบถ้อยแถลงร่วมฯ จี้ทำตาม 4 ข้อตกลง

รัฐบาลสวนโฆษกเขมร กล่าวหาไทยใช้กำลัง ย้ำยึดกรอบถ้อยแถลงร่วมฯ จี้ทำตาม 4 ข้อตกลง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.54 น.

‘โฆษกรัฐบาล’ตอกกลับข่าว’สำนักโฆษกกัมพูชา’ ย้ำไทยยึดกรอบถ้อยแถลงร่วมฯ จี้เขมรทำตาม 4 ข้อตกลงเคร่งครัด 

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อกังวลหลังสำนักโฆษกกัมพูชาสื่อสารข้อกล่าวหาที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ในประเด็นเรื่องการที่ไทยจะใช้กำลัง และการทวงถามเรื่องการปล่อยทหารกัมพูชา ที่ถูกจับกุมทั้ง 18 ราย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘กัมพูชา’แถลงเดือด! อ้างไทยขู่ยึดปราสาทตาควายโดยกำลังทหาร ลั่นสูญเสียความไว้วางใจแล้ว) จึงขอชี้แจงว่ารัฐบาลไทย ทุกหน่วยงานทั้งด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เดินหน้าโดยยึดตามถ้อยแถลงร่วมฯ และทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ โดยนายกรัฐมนตรียังดำริให้จัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อติดตามการดำเนินการต่างๆ ตามข้อแถลงการณ์ร่วมด้วย 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ยืนยันชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายมีเจตนารมณ์เดียวกันที่จะรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยอ้างอิงเจตนารมณ์เดิมที่ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา 

โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ร่วมแถลงข่าว เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา มีความชัดเจนว่า ไทยได้ยึดมั่นปฏิบัติตามสาระสำคัญของถ้อยแถลงร่วม ที่ระบุให้ทั้งสองประเทศละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาททางพรมแดน ยึดมั่นในหลักสันติวิธี เคารพต่อเขตแดนและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค ซึ่งไทยได้ยึดมั่นและปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดมาโดยตลอด และขอให้ฝั่งกัมพูชาได้ดำเนินการตามข้อตกลง โดยเฉพาะเรื่องหลักทั้ง 4 ข้อ อย่างเคร่งครัด