‘บิ๊กต่าย’ขอก้มหน้าก้มตาทำงาน พร้อมโต้กลับ’ให้สำนึกบุญคุณ อย่าทำร้ายบ้านตัวเอง’

'บิ๊กต่าย'ขอก้มหน้าก้มตาทำงาน พร้อมโต้กลับ'ให้สำนึกบุญคุณ อย่าทำร้ายบ้านตัวเอง'

‘บิ๊กต่าย’ขอก้มหน้าก้มตาทำงาน พร้อมโต้กลับ’ให้สำนึกบุญคุณ อย่าทำร้ายบ้านตัวเอง’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

“บิ๊กต่าย” ไม่ขอเอ่ยชื่อคนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ ขอก้มหน้าก้มตาทำงาน แต่ฝากถึงอดีตคนกรมปทุมวัน อย่าทำร้ายบ้านตัวเอง พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ออกมาแฉรายวัน เหมือนกับเป็นการแค้นส่วนตัวภายในองค์กรตำรวจหรือไม่ ว่า ตนไม่ขอเอ่ยชื่อใคร ส่วนจะแค้นหรือไม่แค้น มีอะไรที่จะพูดรายวันก็พูดไป พวกเราเป็นตำรวจมีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาทำงานดีกว่า

เมื่อถามถึงกรณีมีอดีตนายตำรวจบางคนไม่พอใจและไปยื่นหนังสือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะมองว่าการออกมาแชร์ข้อมูลในลักษณะนี้เป็นการทำลายองค์กรตำรวจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อย่างที่ตนบอก บางประโยคหรือคำพูดที่ออกมาต้องรับผิดชอบ เพราะอาจจะกระทบกับความรู้สึกในจิตใจของข้าราชการตำรวจที่รับราชการอยู่ หรือนอกราชการอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะแสดงความคิดเห็น หรือแสดงสิทธิตามกฎหมาย ตนมีหน้าที่จะต้องอดทน ขอก้มหน้าก้มตาทำงานดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่องค์กรตำรวจถูกโจมตีเช่นนี้ จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่ เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่าง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนขอไปพิจารณา แต่จริงๆ แล้วคิดว่าอยากให้แต่ละคนได้มีหิริโอตัปปะ มีธรรมะของตัวเอง พวกตนเป็นตำรวจ คนที่ทำงานที่ดีก็มี เรามีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชน เสียงสะท้อนต่างๆ มีจากทั้งฝั่งสนับสนุนและจากอีกฝั่ง แต่ตนไม่ต้องการแฟนคลับ ต้องการทำงาน และไม่ต้องการมายืนแบบนี้ด้วย แต่อยากให้ตำรวจทุกนายทำงาน มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ทำหน้าที่ป้องกัน ปราบปราม สืบสวนสอบสวน ช่วยเหลือ แต่ใครที่แอบแฝงอยู่วงการของเรา ขอให้ออกมา ตนเอาเรื่องทั้งหมด 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า แต่ตอนนี้คนที่ทำงานจะรู้สึกอย่างไร เขาทำงานเสียสละเป็นสโตรกจนล้ม นอนติดเตียง บางคนไปทำงานรบต่อสู้พิการขาขาด คนเหล่านั้นเป็นสแกมเมอร์หรือ ตนมองว่าไม่เป็นธรรมกับคนที่เป็นตำรวจดี คนไม่ดีก็ขอหลักฐานมา ตนก็ดำเนินการตามกฎหมายได้ คนทำผิดก็มีความชัดเจนแล้วในหลายกรณี ทั้งให้ออกจากราชการ เอาผิดอาญา และเอาผิดทางวินัย ตนคิดว่าเรื่องนี้ขอถือความสงบในใจเป็นหลัก ยิ่งนายกรัฐมนตรีได้เปิดเวทีบันทึกความเข้าใจ ตนรู้สึกดีใจอย่างมาก เพราะเวลาเราทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันปราบปราม สืบสวนสอบสวน เรามีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ต้องประสานจับมือให้แน่น ซึ่งการป้องกันที่นายกฯได้บอกว่าเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และต้องตรวจสอบ ก่อนการโอนเงินในบัญชีธนาคารออนไลน์

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนที่เคยอยู่กรมปทุมวัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า นี่คือบ้านเรา นี่คือสิ่งที่เคยให้ที่พำนัก ให้ที่อยู่ให้ที่กิน ให้เงินเดือน ให้อาชีพเรา ตนเองก็เติบโตมาจากครอบครัวเล็กๆ พ่อเป็นตำรวจ ยิ่งพ่อเป็นตำรวจเราต้องเข้าใจตำรวจ เราจะพูดอะไรหรือคิดอะไร ต้องเข้าใจพื้นฐานตำรวจ เป็นสถาบันเป็นองค์กรที่ฝึกฝนเรามา ตนเติบโตมาจากครอบครัวที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเมตตากตัญญู และตนเติบโตมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร ที่สอนให้ตนมีวินัย ซื่อสัตย์ รักชาติ รักสถาบัน และมีความเป็นทหารอยู่ในตัว และตนได้ถูกฝึกอบรมจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ วินัยตำรวจ วินัยทหาร อุดมคติของตำรวจ ปลูกฝังอยู่ในความคิดของตน และความคิดของตนคือประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้อะไรกับเราจนเกษียณ เราพ้นราชการไปให้สวัสดิการเราอย่างไร เราต้องสำนึกต่อบุญคุณที่องค์กรนี้ให้มา 

“การกล่าวหาต่อองค์กร เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและรุนแรง กระทบต่อความรู้สึกและจิตใจของตำรวจทั้งประเทศ ตำรวจท่านใดจะแสดงความคิดเห็นเช่นไร ในการรับราชการอยู่ต่อ ก็ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมีการหารือกันว่า เรื่องนี้จะกระทบและมีการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร คงต้องหารือกันก่อน แต่ขอเรียนว่า ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ความเห็นตำหนิ เปิดเผย เรารับมาทั้งหมด และจะปรับปรุงตัวเอง เพื่อเดินหน้า ทำงานให้เกิดความสำเร็จ ในภัยคุกคามที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ ส่วนอะไรที่รุนแรงไป มันเป็นคำพูด คนพูดก็ต้องรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุ

‘ผบ.ตร.’ โอด สตช. ถูกพายุโหมกระหน่ำ​ ​คนนอก​กล่าวหา ‘องค์กรตำรวจ’ เป็นศูนย์รวมอาชญากรรมขนาดใหญ่

‘ผบ.ตร.’ โอด สตช. ถูกพายุโหมกระหน่ำ​ ​คนนอก​กล่าวหา ‘องค์กรตำรวจ’ เป็นศูนย์รวมอาชญากรรมขนาดใหญ่

‘ผบ.ตร.’ โอด สตช. ถูกพายุโหมกระหน่ำ​ ​คนนอก​กล่าวหา ‘องค์กรตำรวจ’ เป็นศูนย์รวมอาชญากรรมขนาดใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.49 น.

‘ผบ.ตร.’ โอด. สตช. ถูกพายุโหมกระหน่ำ​ขีดเส้นคำถูกโจมตีจากคนนอก​ กล่าวหา ‘องค์กรตำรวจ’ เป็นศูนย์รวมอาชญากรรมขนาดใหญ่ ซัด เป็นเรื่องรุนแรง ขอ ก้มหน้าทำงานตามนโยบาย ‘นายกฯ‘ แก้ปัญหาสแกมเมอร์พร้อมลงดาบไม่สนหน้าใคร

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวในงานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ถึงนโยบายแนวทางในการปราบปรามสแกมเมอร์ โดยกล่าวออกตัวในช่วงต้นว่า สื่อมวลชนคงจับจ้องว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพูดอะไร เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ถูกพุ่งเป้า เป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากที่นายกฯได้ประกาศเป็นนโยบายการหลอกลวงโดยใช้เทคโนโลยีเป็นภัยคุกคาม สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน กระทั่งยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ และมีการลงนามความร่วมมือ 15 หน่วยงาน ตลอดเวลาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำงาน 

พล.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการทุกคนมุ่งมั่น เหน็ดเหนื่อยทุ่มเทสรรพกำลังกาย กำลังใจ รวมถึงความคิดในการช่วยกันทำงาน 2 มิติ คือ เรื่องนอกประเทศ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ขอยืนยันว่า ไทยไม่มีอาณาจักรที่เป็นฐานที่ตั้ง แต่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรามีการประสานความร่วมมือกับตำรวจสากล สหประชาชาติ เกี่ยวกับการกระทำผิดที่เกี่ยวกับการหลอกลวง ทั้งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ ที่มีความสัมพันธ์กัน และมีการยกระดับความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ต้องรองรับผู้หลบหนี และขอร้องให้นำตัวบุคคลเหล่านั้นกลับไปสอบสวน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดีในการประสานงานกับต่างประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศเหล่านั้นจะให้ความร่วมมือกับเรามากน้อยเพียงใด

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวอีกว่า จากการประชุมตำรวจอาเซียนตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีการพูดคุยถึงวิธีการคัดแยกเหยื่อ และผู้กระทำผิด นอกจากนี้ตั้งแต่ทำงานระหว่างประเทศ มีผลตอบรับเป็นอย่างดี แต่สิ่งต้องยอมรับมิติในประเทศ นั่นคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่แบ่งอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปราม ได้ยกระดับความสำคัญผ่านการเสริมสร้างวัคซีน เพราะหากเน้นแต่การปราบปราม แต่ถ้าไม่ใส่วัคซีนให้ประชาชนก็จะถูกหลอกอยู่ซึ่งเราต้องพูดกันด้วยความจริง  การแก้ไขที่ต้นเหตุองค์กรอาชญากรรมที่เกิดขึ้น มีองค์ประกอบการกระทำความผิด คือ คน รวมถึงสาย เสา ที่สามารถส่งสัญญาณผ่านสายไฟเบอร์ออปติก โดยมีการสั่งสำรวจเสาที่จะมีการปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังต่างประเทศ ต้องทำลายทั้งหมดไม่ต้องสนใครทั้งนั้นถือเป็นการทำลายแขนขา หากทำได้ตนมั่นใจว่า จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ 

ขณะเดียวกันยังสั่งให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้า  (ตม.) คัดแยกผู้ที่เข้าออกในกลุ่มที่ผิดปกติ ตนอยากถามว่า มีใครทำเหมือนตนหรือไม่ ก่อนที่จะตั้งทีมชุดปฏิบัติการสืบสวน ซึ่งตนจะเป็นผู้กำกับดูแลเอง ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลของคนก็จะสามารถตัดวงจรของกระบวนการได้ 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ในทุกองค์กรมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ตำรวจที่ไม่ดี ขอยืนยันต่อสื่อมวลชนและทุกคนว่า ถ้าปรากฏข้อมูลไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือผู้ใด จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ไม่มีการช่วยเหลืออย่างแน่นอน ถือเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเรื่องที่บั่นทอนความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยิ่ง 

“ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราถูกพายุโหมกระหน่ำ โจมตีเรื่องภาพลักษณ์ที่ถูกกล่าวหาจากบุคคลภายนอก ผมขอย้ำว่า จากบุคคลภายนอกที่กล่าวหาว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ในประเทศไทย ขีดเส้นใต้​องค์กรนั่นหมายความว่าเป็นการกล่าวหาตำรวจทั้งประเทศ และเป็นการกล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รุนแรงมาก รู้สึกอย่างไรเจ็บปวด ผมอดทน ตั้งสติ และทำงานมาจากการถูกโจมตีมาโดยตลอด แต่การกล่าวหาอย่างรุนแรงเช่นนี้ ผมเชื่อว่า ตำรวจทั้งประเทศรับไม่ได้ จะกล่าวหากันอย่างไรก็ว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้คำมั่นสัญญากับท่านนายกฯว่าจะมุ่งมั่นทำงาน ก้มหน้าก้มตาและจะปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจนี้ให้บังเกิดผลตามนโยบายของรัฐบาล และความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว 

‘เจิมศักดิ์’โพสต์คลิปย้อนเหตุการณ์’นปช.เผาบ้านเผาเมือง’ เปิดกะโหลกนิสิตจุฬาฯไม่รู้ความ

'เจิมศักดิ์'โพสต์คลิปย้อนเหตุการณ์'นปช.เผาบ้านเผาเมือง' เปิดกะโหลกนิสิตจุฬาฯไม่รู้ความ

‘เจิมศักดิ์’โพสต์คลิปย้อนเหตุการณ์’นปช.เผาบ้านเผาเมือง’ เปิดกะโหลกนิสิตจุฬาฯไม่รู้ความ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี 19 พฤษภาคม นปช.เผาบ้านเผาเมือง ในรายการ “คลายปม” ตอนที่ 058 พร้อมข้อความผ่านเฟชบุ๊กระบุว่า นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาที่แสดงความไม่เข้าใจ ในเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ทักษิณสนับสนุนในปี 2552และ 2553 ถึงกับยกป้ายประณาม เพื่อด้อยค่าอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ทำให้เข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นขณะคนรุ่นใหม่ยังเยาว์ ไม่รู้ความ และอาจยังมีคนแบบนี้อีกมาก

“คลิปนี้จะช่วยให้ความรู้และปัญญาได้เห็นความจริงว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในช่วงเวลานั้น ซึ่งผมและ ทีมงานบริษัทว็อชด็อก ได้บันทึกไว้”รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุ (ชมคลิป)

‘ทักษิณ’ปัดเอี่ยวสแกมเมอร์ ‘เบน สมิธ’ แค่คนรู้จัก ลูกเขย บอก พ่อตาแข็งแรง แต่ห่วงบ้านเมือง

'ทักษิณ'ปัดเอี่ยวสแกมเมอร์ 'เบน สมิธ' แค่คนรู้จัก ลูกเขย บอก พ่อตาแข็งแรง แต่ห่วงบ้านเมือง

‘ทักษิณ’ปัดเอี่ยวสแกมเมอร์ ‘เบน สมิธ’ แค่คนรู้จัก ลูกเขย บอก พ่อตาแข็งแรง แต่ห่วงบ้านเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.40 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน เเขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่าวันนี้ถือเป็นครั้งที่ 14 สำหรับการเยี่ยมญาตินายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือปอ สามีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนาย ความประจำตัวนายทักษิณ

ต่อมาเวลา 09.45 น. นายปิฎก ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเยี่ยมฯ ว่านายทักษิณ มีสุขภาพรวมยังคงโอเค และคุณพ่อก็บอกว่าอยู่จะครบ 2 เดือนแล้วในวันอาทิตย์นี้ แค่เดี๋ยวความเป็นคนแอคทีฟก็จะมีคิดมากหน่อยในช่วงนี้ เพราะคุณพ่อพอได้ยินข่าวสภาวะบ้านเมืองตอนนี้ก็รู้สึกเป็นห่วง

ด้านทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เผยว่า วันนี้นายปิฎก หรือคุณปอ ซึ่งเป็นตัวแทนครอบครัวได้พูดคุยกับนายทักษิณราวๆ ครึ่งชั่วโมง แต่ในส่วนของตนที่ได้พูดคุยกับนายทักษิณ ตนก็ได้มีการรายงานหลาย ๆ เรื่อง ประกอบกับมีเรื่องของสถานการณ์บ้านเมืองบาง ส่วนที่เป็นข่าวมาพาดพิงนายทักษิณนั้น นายทักษิณได้แจ้งเรียนตามตรงว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์หรือพนันออนไลน์ใดๆ ดังนั้น คนที่แอบอ้างหรือกล่าวหา หรือจัดทำ Infographic(ภาพประกอบ) เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตนั้น ตนได้มีการติดตามมอนิเตอร์ดูอยู่ และจะพิจารณาดำเนินคดี หากยังไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันก็ควรหยุดการกระทำ เพราะมันกระทบต่อชื่อเสียงของนายทักษิณ

ทนายวิญญัติ เผยอีกว่า ปัจจุบันนายทักษิณอยู่มาจะสองเดือนแล้ว ราว ๆ วันที่ 9 พ.ย.นี้ ก็ครบ 2 เดือน ซึ่งตนก็ได้คุยกับนายทักษิณ พบว่าสุขภาพโดยรวมยังดีอยู่ เพราะพยายามดูแลตัวเองอย่างดี แต่เท่าที่ดู นายทักษิณก็มีความเครียด เพราะอยู่ด้านในจะ 2 เดือน คนไม่เคยก็จิตตกได้ และนายทักษิณก็มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ห่วงบ้านเมือง ห้วงสถานการณ์บ้านเมืองพอสมควร เพราะช่วงนี้เห็นมีปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมและปัญหาที่เกิดขึ้น มันก็อยู่ในสิ่งที่นายทักษิณมีวัตถุประสงค์อยากจะปราบปรามเรื่องพวกสแกมเมอร์มาตลอด แต่พออยู่ด้านในก็ทำอะไรมากไม่ได้ ท่านก็ห่วงประชาชนเหมือนเดิม

ทนายวิญญัติ กล่าวต่อว่า นายทักษิณเสียดายโอกาส และห่วงวิธีการที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างจริงจัง ใครที่มีผลประโยชน์อย่างไรก็อย่าลากนายทักษิณไปเกี่ยวข้อง ตนขอเตือนไว้ก่อน หากไม่มีหลักฐานกล่าวหาก็ควรลบ และตนยืนยันในฐานะทนายความ นายทักษิณ ไม่เคยเกี่ยวข้องในเรื่องขบวนการเหล่านี้ ทั้งหลอกลวง สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนกรณีความสัมพันธ์ระหว่างนายทักษิณ และนายเบน สมิธ ที่ก่อนหน้านี้ปรากฏภาพการไปรับประทานอาหารร่วมกันนั้น ทนายวิญญัติ เผยว่า กรณีของนายเบน สมิธ เป็นเพียงคนรู้จัก แต่นายทักษิณไม่เคยร่วมลงทุนอะไรด้วย และก็ขอให้ไปตรวจสอบดูเลยว่านายเบน สมิธ ได้มีการลงทุนทำอะไรในประเทศไทยหรือไม่ ตนเชื่อว่าไม่มี ฉะนั้น ถ้าไม่มีและเขาไม่ได้เกี่ยวข้องจริง ๆ การที่ไปจับแพะชนแกะ หรือพยายามโยงให้เป็นประเด็นหรือกระแสใด ๆ ก็อยากให้หลายท่านได้ทบทวน ยืนยันว่านายทักษิณและนายเบน สมิธ คือแค่คนรู้จักกัน มีคนอื่นแนะนำให้รู้จัก มันก็เป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปเดินทางมาพบและสวัสดี พูดคุยกับนายทักษิณ เพราะนายทักษิณเป็นคนอัธยาศัยดี และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนรู้จักกันทั่วโลก รู้จักแล้วก็ต้องคุย นี่คือสิ่งที่ตนพูดจากการได้สัมผัสรู้จักนายทักษิณ

“ตอนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจฟ้องใคร เพียงแต่ว่ามาอัปเดตให้คุณทักษิณทราบว่ามีใครพาดพิง หรือจัดทำข้อมูลเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต ก็ให้หยุดการกระทำ ผมบอกได้เลยว่าคุณทักษิณไม่เกี่ยวข้องและปฏิเสธความเชื่อมโยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวอักษรย่อ หรือพูดเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นคุณทักษิณ เพราะคนที่ออกมาปูดหรือออกมาเเฉ เขาก็บอกอยู่แล้วว่าไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณ ฉะนั้น ต้องหยุดการกระทำขุดบ่อล่อปลา”

ทนายวิญญัติ กล่าวด้วยว่า นายทักษิณ อยู่ด้านในจะครบ 2 เดือนแล้วนั้น หากมองเรื่องของโครงการพักการลงโทษ จะมีสิทธิได้รับการพิจารณาเมื่อถึงระยะเวลาสมควรหรือไม่นั้น อันนี้ตนเชื่อว่าทางเรือนจำฯ และกรมราชทัณฑ์ จะมีการพิจารณาตามกฎหมายระเบียบที่มี เพราะถ้าหากมีสิทธิใด ๆ ที่เราเข้าเกณฑ์คุณสมบัติ เราก็จะใช้เต็มที่ แต่เราไม่ไปเรียกร้องอะไรที่นอกเหนือกฎหมายแน่นอน เพราะที่ผ่านมานายทักษิณก็ทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แค่มีบางมุมที่บางคนไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ นายทักษิณในฐานะเป็นผู้ต้องขังชั้นกลาง ยังไม่ได้รับการปรับเลื่อนชั้นในตอนนี้ แต่อนาคตก็มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาทั้งการพักโทษ ลดวันต้องโทษ หรือการปรับเลื่อนชั้นตามขั้นตอนของระเบียบกรมราชทัณฑ์ ส่วนกรอบระยะเวลา ตนไม่ทราบจริง ๆ เพราะก็ขึ้นอยู่กับประกาศหรือระเบียบใดที่กรมราชทัณฑ์มี

ทนายวิญญัติ กล่าวว่า สำหรับผลการถวายฎีกายื่นทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายครั้งล่าสุดของนายทักษิณ ที่ได้ทูลเกล้าฯ ไปนั้น ตอนนี้ยังไม่ได้รับทราบผลแจ้งฎีกาว่าอย่างไรบ้าง แต่น่าจะอยู่ในกระบวนการนำขึ้นกราบบังคมทูล ตนก็หวังว่านายทักษิณ จะได้รับความเมตตา

นายกฯนำ 15 หน่วยงานลงนาม MOU ประกาศ 5 ข้อ ต้องชนะ ‘สงครามสแกมเมอร์’

นายกฯนำ 15 หน่วยงานลงนาม MOU ประกาศ 5 ข้อ ต้องชนะ ‘สงครามสแกมเมอร์’

นายกฯนำ 15 หน่วยงานลงนาม MOU ประกาศ 5 ข้อ ต้องชนะ ‘สงครามสแกมเมอร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

นายกฯนำ 15 หน่วยงานลงนามเอ็มโอยูประกาศสงครามสแกมเมอร์ เดินหน้าปฏิบัติการ 5 เชิงรุก ขอคนไทยมั่นใจไม่มีเกรงใจใคร บอกมีอำนาจแล้วไม่ทำตายตาไม่หลับ ลั่นเคลียร์ไม่ได้-ไม่มีเกี้ยเซียะ ลุยลูกเดียว

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ 14 หน่วยงาน คือ 1.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 4.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 5.กระทรวงยุติธรรม 6.กระทรวงมหาดไทย 7.กระทรวงการคลัง 8.กระทรวงการต่างประเทศ 9.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 10.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 11.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) 12.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  13.สมาคมธนาคารไทย 14.สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ  และ 15. กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

จากนั้นนายกฯเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจฯ และประกาศสงครามกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  โดยนายกฯกล่าวว่า วันนี้ตนในนามรัฐบาลและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและตัวแทนภาคเอกชนได้มาร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างพร้อมเพรียงกันวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยของเราได้มีการรวมตัวประกาศสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์สงครามนี้เป็นสงครามที่เราจะต้องชนะเท่านั้น เพื่อปกป้องประชาชนทุกคนจากภัยสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศอยู่ทุกวัน เพราะเมื่อหนึ่งคนเป็นเหยื่อครอบครัวทั้งครอบครัวก็ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากต้องประสบกับความทุกข์ร้อนและความเครียดอย่างแสนสาหัสศักยภาพชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของประเทศถูกบ่อนทำลายจากการกระทำของมิจฉาชีพ ชื่อเสียงที่ต้องเสื่อมเสียภาพลักษณ์ที่ถูกบั่นทอน มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ความเสียหายที่ซ่อนอยู่จากภัยของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้มีมากมายจนไม่สามารถที่จะประเมินค่าได้

นายกฯ กล่าวต่อว่า นี่คือภัยแห่งความมั่นคงอันดับต้นๆของประเทศ ซึ่งรัฐบาลของตนได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขป้องกันและปราบปรามให้สูญสิ้นไปให้จงได้ ดังนั้นการรวมพลังลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้สิ่งที่เราได้ร่วมกันลงนามไปนั้นไม่ใช่เป็นแต่เพียงเอกสาร แต่คืออาวุธที่เราจะใช้ในการต่อสู้กับอาชญากรอย่างเป็นระบบ เพราะนี่คือวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของประเทศ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนในทุกด้านทั้งงบประมาณเทคโนโลยีและนโยบายทรัพยากรทุกสิ่ง เพื่อให้การปฎิบัติภารกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งออนไลน์สแกมเมอร์ให้เห็นผลจริงทั้งในระยะสั้นและยั่งยืนในระยะยาว เพื่อประเทศไทยของเราจะได้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย จากภัยสแกมเมอร์ให้กับประชาชนและต้องทำให้เป็นดินแดนต้องห้ามของอาชญากรรมทุกรูปแบบ ประเทศไทยต้องปลอดภัยจากสแกมเมอร์ ซึ่งเอ็มโอยูอยู่ที่ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกใน 5 ด้านหลักคือ 1.บังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง 2.สร้างระบบประสานงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน 3.ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทันทีตัดเส้นทางการเงินอาชญากรไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินได้อีกต่อไป

นายกฯ กล่าวอีกว่า 4. ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเอไอในการตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ เพื่อสกัดก่อนที่จะเกิดเหตุ และ5.เป็นสิ่งที่สำคัญมาก คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนได้มีความรู้เท่าทันและต้องมีการแจ้งกระแส เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ได้ระมัดระวังและพร้อมกันนี้ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับสงครามป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ภาพที่ปรากฏกับท่านทั้งหลายในวันนี้น่าจะมีความชัดเจนว่ารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญ เราเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเจ้าของสแกมเมอร์ เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมผมคิดว่าภาพในวันนี้คงปรากฏและทำให้ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าไม่มีใครที่จะมีความอดทนต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทำร้ายประเทศไทยทุกท่าน ที่ปรากฏตัวร่วมกันลงนามบนเวทีแห่งนี้เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดในการเป็นผู้บริหารองค์กร ที่แต่ละท่านรับผิดชอบอยู่ไม่มีอะไรที่จะต้องทำให้ท่านหวั่นไหวในอนาคต 

“สิ่งที่ทุกท่านรวมถึงตัวของผมด้วยมีความมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะปฏิบัติก็คือจะต้องร่วมกันปราบปรามปกป้องประชาชนชาวไทยให้ปลอดภัยจากภัยสแกมเมอร์เหล่านี้ให้จงได้ พวกเราทุกคนมีอายุราชการเหลือไม่กี่ปีแล้ว ผมมั่นใจว่าพวกเราทุกคนที่อยู่บนที่แห่งนี้เป็นเพื่อนกันหมด เป็นพี่เป็นน้อง ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชา เป็นแต่เพียงสายงานเท่านั้น แต่ความรู้จักความผูกพันความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน คือเป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ เป็นน้องที่เราสามารถที่จะแสวงหาความร่วมมือและสร้างพลัง ใช้โอกาสนี้และใช้ความเป็นพี่น้อง เป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นเพื่อนรักกับผบ.ตร. เป็นพี่ของอธิบดีดีเอสไอ เป็นพี่ของผู้ว่าฯแบงค์ชาติเป็นเพื่อนร่วมงานของปลัดกระทรวงหลายท่านและเป็นคนตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นผมจะไม่มีวันที่จะต้องเกรงใจใครที่ตั้งใจจะมาทำร้ายประชาชนของผมต้อง ขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ผมรู้จักเพื่อนพี่น้องของผมเหล่านี้ดีพวกเราจะไม่มีวันหมดหน้าที่ หรือแม้เกษียณอายุราชการไปแล้ว บอกกับตัวเองไม่ได้ว่าในขณะที่มีอำนาจมีหน้าที่ มีภารกิจอยู่ไม่ทำเรื่องให้สำเร็จปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน ตายตาไม่หลับ”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า พวกเราทุกวันมาถึงจุดนี้ได้เราต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ด้วยเกียรติยศและได้ทำหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมายมาอย่างสุดความสามารถ เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลและคณะรัฐรัฐบาลทุกคนขอให้ความมั่นใจว่าเรื่องนี้เคลียร์ไม่ได้และเรื่องนี้ไม่มีเกี้ยเซียะ เรื่องนี้มีแต่ลุยลูกเดียวเท่านั้นท และเราจะถือว่าสิ่งเหล่านี้คือผลงานของเรา คือบุญคุณของประชาชนที่เราจะนำมาทดแทนและเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำขึ้นมา เพื่อเป็นการขออภัยประชาชนในสิ่งที่เกิดความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา เราตั้งใจจะทำอย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในทีมของเรา ทีมไทยแลนด์

ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในวันที่ 10 พ.ย.นายกฯ จะเดินทางลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อส่งตัวผู้ที่ข้ามแดนผิดกฎหมาย ซึ่งข้ามจากเคเค พาร์ค (KK Park) เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมายังประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งอาชญากรรมร้ายแรงระดับโลก ที่เมียนมาได้กวาดล้าง และบุคคลเหล่านี้ได้ข้ามมาสู่ประเทศไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘นิชา’ เป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘นิชา’ เป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘นิชา’ เป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.06 น.

6 พ.ย. 68 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ประกาศ ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

‘บิ๊กโจ๊ก’ยื่นหลักฐาน กมธ.ความมั่นคงฯสอบแก๊งพนันออนไลน์-คอลเซนเตอร์ โดยตร.PCT

'บิ๊กโจ๊ก'ยื่นหลักฐาน กมธ.ความมั่นคงฯสอบแก๊งพนันออนไลน์-คอลเซนเตอร์ โดยตร.PCT

‘บิ๊กโจ๊ก’ยื่นหลักฐาน กมธ.ความมั่นคงฯสอบแก๊งพนันออนไลน์-คอลเซนเตอร์ โดยตร.PCT

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.49 น.

วันที่ 6 พศจิกายน 2568 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายการพนันออนไลน์และคอลเซนเตอร์ ต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ พร้อมทั้งกล่าวหาว่ามีตำรวจในสังกัดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT 4) ส่วนเกี่ยวข้องด้วย  โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ  เป็นผู้รับหนังสือด้วยตนเองทีอาคารรัฐสภา

‘โรม’ อัด ‘บิ๊กต่าย’ ไม่กล้าเผชิญหน้า กมธ. ยันไม่กลั่นแกล้งใคร

'โรม' อัด 'บิ๊กต่าย' ไม่กล้าเผชิญหน้า กมธ. ยันไม่กลั่นแกล้งใคร

‘โรม’ อัด ‘บิ๊กต่าย’ ไม่กล้าเผชิญหน้า กมธ. ยันไม่กลั่นแกล้งใคร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.45 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มั่นคงฯ กล่าวว่า วันนี้มีการประชุม2วาระ วาระในช่วงเช้า กรณีการกลั่นแกล้งโดยผบ. ตร. ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งในองค์กรตำรวจยังถูกข้อกล่าวหา จึงต้องมีการสอบข้อเท็จจริง ส่วนวาระในช่วงบ่ายมีเรื่องการแต่งตั้งตำรวจ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต และมีคดีอยู่ในชั้นปปช. ซึ่งมีคดีเกี่ยวกับกลุ่มทุนสีเทา และอาจโยงไปถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งการประชุมวันนี้จะเป็นเรื่องการปฏิรูปตำรวจเป็นหลัก จะเห็นข้อเท็จจริงหลายมิติ ทั้งเรื่องทุนสีเทา เรื่องความไม่เป็นธรรมในระบบองค์กรตำรวจ

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ได้เดินทางมาแต่ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาชี้แจงแทน แต่ พล.ต.อ.กรไชยก็ไม่ว่างมาชี้แจงอีก หากตัวแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มาชี้แจงในเรื่องนี้ จะให้มองในเรื่องนี้อย่างไร แล้วจะให้ประชาชนตั้งคำถามกับองค์กรตำรวจอย่างไร

“ถ้าไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า ชี้แจงกับข้อกล่าวหาแล้วชี้แจง ให้สงสัย คิดว่าองค์กรตำรวจจะยิ่งเสียหายมากขึ้น พี่น้องตำรวจทั่วประเทศมี 200,000 คน อยากให้ตั้งคำถามถึงผู้บังคับบัญชาว่าวันนี้คนที่ทำให้องค์กรตำรวจเสียหายคือใคร ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง เราไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เพราะเราใช้กลไกตามสภาและดึงทุกฝ่าย ผู้ที่ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหามาชี้แจง หากไม่ใช่โอกาสที่สร้างความกระจ่าง ก็เท่ากับว่าหนีปัญหา หนีความจริง ที่ตั้งคำถามว่า องค์กรตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ถูกต้องผิดกฏหมาย และสุดท้ายการที่ใครจะเป็นยังไง จึงตั้งคำถามว่าบิ๊กต่ายหนีปัญหาใช่หรือไม่กับเรื่องนี้” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต องค์กรตำรวจ เป็นแก๊งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นความเห็นของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ว่า เขาเป็นตำรวจเก่า และรู้ว่าตำรวจเป็นอย่างไรมากกว่าตน แต่ก็ไม่ได้เชื่อใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องฟังทุกฝ่ายและนำข้อมูลมาตรวจสอบ แต่ด้านหนึ่งก็เชื่อว่ามีตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาหลายคน ที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ถูกต้องเรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็เชื่อว่าตำรวจดีๆยังมีอยู่ ตำรวจน้ำดีหลายคน ยกตัวอย่างคนที่สามารถพูดได้เต็มปาก พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ นี่คือตำรวจน้ำดี แต่ตนเห็นว่าขณะนี้ระบบมีปัญหาที่เอื้อให้กับตำรวจไม่ดีขึ้น สู่อำนาจและต้องแก้ไข ในการปฏิรูประบบตำรวจ ซึ่งได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่ก็ไม่เชื่อว่าจะเกิดการแก้ไขในรัฐบาลยุคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หวังว่าการเลือกตั้งรอบหน้า วาระที่จะทำให้องค์กรตำรวจดีขึ้นเป็นวาระที่สำคัญ ทำให้องค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่ทำงาน ทำแล้วทำดีก็ได้ดี คือสิ่งที่ต้องการเห็น

‘ณัฐวุฒิ’คาด ได้คำตอบรูปแบบจัดทำรัฐธรรมนูญวันนี้

'ณัฐวุฒิ'คาด ได้คำตอบรูปแบบจัดทำรัฐธรรมนูญวันนี้

‘ณัฐวุฒิ’คาด ได้คำตอบรูปแบบจัดทำรัฐธรรมนูญวันนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.11 น.

“ณัฐวุฒิ” คาด ได้คำตอบรูปแบบจัดทำรัฐธรรมนูญวันนี้ ชี้ หาก กมธ. ตกลงได้พิจารณาเสร็จก่อนปลาย พ.ย.

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 6 พ.ย. 68 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่…) พ.ศ. … รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญว่า หากมีประเด็นใดเห็นต่างอยู่ เช่น กลไกการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กลไกการรับฟังความคิดเห็น ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่ออะไร เช่น กรรมาธิการยกร่าง กรรมาธิการร่างสภา หรือสภาที่ปรึกษา คาดว่าวันนี้จะได้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนจะเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญหรือไม่ หรือทิศทางของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ตนไม่สามารถตอบในนามของ กมธ. ได้ สำหรับกรณีที่ประธานรัฐสภาระบุว่า อยู่ที่ กมธ. จะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อไหร่นั้น ตนยืนยันในกรอบเดิมที่เคยกำหนดไว้ ต่อจากนั้นจะทำรายงานต่อประธานรัฐสภา เพื่อประสานไปยังรัฐบาลต่อไป หากพิจารณาแล้วเสร็จภายในช่วงปิดสมัยประชุม เรายืนยันว่า อยากให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพราะนอกจากพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ ยังมีร่างกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่รอพิจารณาเช่นกัน  

เมื่อถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าอาจจะมีการยุบสภาก่อนเวลาปกติ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทาง กมธ. ก็รับข้อมูลไว้เพื่อประกอบการพิจารณาของพวกเรา แต่ยังยืนยันในกรอบเวลาการทำงานแบบเดิม หากตกลงในประเด็นที่มีความเห็นต่างกันได้ ก็จะทำให้เร็วขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ถึงปลายเดือนพฤศจิกายนน่าจะแล้วเสร็จ 

เมื่อถามถึงกรณีมีความเห็นต่างจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ร่างหลักของพรรค ปชน. ใช้คำว่ากรรมาธิการยกร่าง อีกทั้งยังมีสภาที่ปรึกษาด้วย แต่หากที่ประชุมเห็นว่าไม่ต้องมีสภาที่ปรึกษา ก็จะเปลี่ยนเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ส่วนร่างฉบับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ใช้คำว่า ส.ส.ร. แต่มีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ฉบับของพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็ใช้ ส.ส.ร. ทั้งนี้ หลักการเราเห็นตรงกัน คือ ต้องมีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมาธิการอย่างเดียว หรือ ส.ส.ร. หรือรูปแบบอื่น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในวันนี้ 

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า อีกกลไกหนึ่งคือกลไกรับฟังความคิดเห็น โดยฉบับของพรรค ปชน. กำหนดให้เป็นสภาที่ปรึกษาสามารถมาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ เพราะสภาที่ปรึกษาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ก็มีเพื่อนสมาชิกห่วงใยว่าจะถูกวินิจฉัยหรือตีความได้ว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายพรรคเพื่อไทยอย่างนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ ระบุว่า เราเคยชินกับการมี ส.ส.ร. ก็ให้ทำหน้าที่ดังกล่าวไป และมีอีกข้อเสนอหนึ่ง คือ ให้คณะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นได้หรือไม่ และจะเชื่อมโยงกับสมาชิกรัฐสภาแบบใด อย่างไร ที่ประชุมก็จะต้องพิจารณา ฉะนั้นที่ประชุมไม่ได้มีความขัดแย้ง เพียงแต่เห็นต่างเชิงของชื่อเรียก อำนาจหน้าที่ที่มาที่ไป ไม่ใช่ขัดแย้งในเชิงหลักการของการมีกลไกจัดทำรัฐธรรมนูญและการรับฟังความคิดเห็น

‘อนุทิน’นั่งหัวโต๊ะถกเพิ่มขีดความสามารถ สร้างศักยภาพแรงงาน ชี้ไทยต้องมีของดี วัดนานาชาติ

'อนุทิน'นั่งหัวโต๊ะถกเพิ่มขีดความสามารถ สร้างศักยภาพแรงงาน ชี้ไทยต้องมีของดี วัดนานาชาติ

‘อนุทิน’นั่งหัวโต๊ะถกเพิ่มขีดความสามารถ สร้างศักยภาพแรงงาน ชี้ไทยต้องมีของดี วัดนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.01 น.

นายกฯ ประชุมคกก.ขีดความสามารถ สร้างศักยภาพแรงงาน วางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ยันต่างชาติเชื่อมั่นไทย ชี้ไทยต้องมีของดี วัดนานาชาติ ยืนหยัดเวทีโลก 

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ครั้งที่ 3/2568  โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย

นายกฯกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสําหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 3 ในปีนี้ และถือเป็นครั้งแรกของตนที่ได้เข้ามาทําหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ จึงขอโอกาสนี้ขอความร่วมมือจากทุกท่านให้ช่วยกันร่วมขับเคลื่อนภารกิจสําคัญของประเทศ และหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสําคัญในการระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการต่างๆให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของประเทศ 

สําหรับกองทุนพิ่มขีดความสามารถของประเทศและอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นกลไกสําคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะในส่วนของเสาหลักที่ 5  คือการลงทุนเพื่ออนาคต ซึ่งเป็นแนวทาง Quick Big Win เพื่อทําให้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว แม้ว่าวาระของรัฐบาลจะเป็นวาระที่ไม่ได้มีเวลายาวนานนัก แต่รัฐบาลก็มีความมั่นใจว่าถ้าอยู่ได้แล้วทาง Quick Big Win แล้ว ซึ่งมีเป้าหมายคือการเร่งศักยภาพการสร้างเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เราจะมีเวลาที่จะผลักดันการวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้อยู่อย่างยั่งยืนได้ 

ที่ประชุมวันนี้จะมีการพิจารณามาตรการหลายเรื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีบทบาทในการขับเคลื่อนกลไกดังกล่าว ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งบทบัญญัติหรือชื่อของคณะกรรมการชุดนี้คือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็อธิบายตัวเองอยู่แล้ว วันนี้เราไม่ได้อยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว ถ้าไม่จําเป็น แต่อย่างไรก็ตามขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใด จะต้องได้รับการพัฒนาและยกระดับให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพื่อที่ประเทศของเราจะได้มีที่ยืนอย่างมั่นคงในเวทีระดับนานาชาติ 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้ไปประชุมมาทั้งเวทีอาเซียนและเอเปค ขอยืนยันกับทุกท่านว่าเรายังได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติมากพอสมควรเ เพียงแต่เขาต้องการให้เรามีการปรับปรุงเรื่องระเบียบการอํานวยความสะดวกต่างๆ ส่วนเรื่องของแรงงานตนไม่เคยใช้คําว่าแรงงานถูก แต่ต้องมีอัตราที่สมเหตุสมผล แม้ตัวเลขไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่เราพูดจะทําให้เรามีราคาขึ้นมา ให้ประเทศของเรามีศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ แต่จะทําอย่างไรให้ตัวผู้เล่นมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น เราจะไปขายประเทศของเราว่าเรามีขีดความสามารถ เราต้องไม่บอกว่าแรงงานของเราถูก ต้องเป็นแรงงานที่มีอัตราสมเหตุสมผลไม่ต่างกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เรามีประเด็นเรื่องไปเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ แต่เขาไม่ได้บอกว่าภาษีจะขึ้นหรือลง เพราะเราใช้ของไม่ดี และ ก็ไม่ได้พูดว่าต้องมาจากพลังงานสีเขียว หรือ การไม่ใช่แรงงานผิดกฎหมาย ไม่มีเรื่องของการค้ามนุษย์ หรือ ไม่มีเรื่องคาร์บอน แต่ถ้าไม่ทำตาม สหรัฐฯจะขึ้นภาษี ซึ่งเราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีขีดความสามารถ จึงเชื่อว่าการที่เราจะยืนหยัดอยู่บนเวทีโลกได้ต้องมีของดี ในราคาที่เหมาะสม และใช้งานได้ ตรงนี้จึงอยากให้ทุกท่านได้ช่วยกันคิด รวมถึงในเรื่องของการอำนวยความสะดวกต่างๆ 

“ผมเชื่อว่าเราจะยืนหยัด บนเวที โลก หรือวัดกับเขาได้ เราต้องมีของดี ของดีราคาถูกไม่มีในโลกอยู่แล้ว แต่ต้องมีของดีในราคาที่เหมาะสม และเป็นของที่ใช้งาน ผมจึงอยากให้ทุกท่านช่วยกันคิดเรื่องของการอํานวยความสะดวกต่างๆ เพื่อส่งเสริม การลงทุนของประเทศ”นายกฯกล่าว