‘วันนอร์’ มั่นใจ ‘รัฐสภา’ จะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายในสิ้นปีนี้ ชี้อำนาจ ‘ยุบสภา’ เป็นของ ‘นายกฯ’

‘วันนอร์’ มั่นใจ ‘รัฐสภา’ จะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายในสิ้นปีนี้ ชี้อำนาจ ‘ยุบสภา’ เป็นของ ‘นายกฯ’

‘วันนอร์’ มั่นใจ ‘รัฐสภา’ จะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายในสิ้นปีนี้ ชี้อำนาจ ‘ยุบสภา’ เป็นของ ‘นายกฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.53 น.

‘ประธานรัฐสภา’ เชื่อดันเข็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณาภายในสิ้นปีนี้ ชี้อำนาจ ‘ยุบสภา’ เป็นของ ‘นายกฯ’ ทำได้ตลอดเวลา ยกเว้นมีการบรรจุญัตติ ‘ซักฟอก’ ในระเบียบวาระสมบูรณ์แล้ว มองหากไร้ประเด็นปัญหา คงไม่มีน้ำหนักพอ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฮังการี กล่าวถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เรื่องการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ มี 2 เงื่อนไข คือ รัฐบาลต้องประสานมายังรัฐสภา และร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต้องพิจารณาให้จบในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ แต่ส่วนตัวเกรงว่าคณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาเสร็จไม่ทันกลางเดือนนี้ แต่ตามที่คาดการณ์ น่าจะเป็นช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนธ.ค.

ประธานรัฐสภา กล่าวต่อว่า หากมีการเปิดการประชุมในช่วงนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่ององค์ประชุม เพราะกรรมาธิการที่เป็น สส. บางส่วนส่วนเดินทางไปราชการต่างประเทศ ขณะเดียวกันเมื่อการพิจารณาวาระที่สอง เสร็จสิ้นจำเป็นต้องรอ15 วัน เพื่อลงมติวาระที่ 3 แต่ทั้งนี้กระบวนการในวาระที่ 2 ควรเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพ.ย.นี้ และเมื่อมีการเปิดสมัยประชุมก็จะทันลงมติในวาระที่ 3 ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมด น่าจะเสร็จสิ้นก่อนปีใหม่ 

“อย่างน้อยที่สุด ผมอยากให้สภาฯ ชุดนี้ ผ่านการพิจารณารัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 เพื่อไปทำประชามติในการเลือกตั้งสส. แต่สิ่งสำคัญที่สุด รัฐธรรมนูญจะผ่านการพิจารณาจากสภาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการฯ จะต้องมีการพูดคุยกัน ทั้งในรอบและนอกรอบ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนี้ อาจมีการตัดสินใจยุบสภาประธานรัฐสภา กล่าวว่า  อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกฯ ซึ่งสามารถทำได้ตลอดเวลา ยกเว้นกรณีที่มีบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว แต่กระบวนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตติอาจไม่สมบูรณ์ก็ได้  เช่นมี สส.ลงชื่อไม่ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว นายกฯก็ยังยุบสภาได้ จนกว่าจะมีการบรรจุญัตติในวาระการประชุมสภา ส่วนตัวมองว่า หากไม่มีประเด็นปัญหาที่จะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ การอภิปรายก็จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

‘ชนินทร์’ติงค่ารถไฟฟ้าไทยสูงเกินจริงถึง 34% จวกปล่อยขึ้นสายสีเขียว ซ้ำเติมค่าครองชีพ

'ชนินทร์'ติงค่ารถไฟฟ้าไทยสูงเกินจริงถึง 34% จวกปล่อยขึ้นสายสีเขียว ซ้ำเติมค่าครองชีพ

‘ชนินทร์’ติงค่ารถไฟฟ้าไทยสูงเกินจริงถึง 34% จวกปล่อยขึ้นสายสีเขียว ซ้ำเติมค่าครองชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.46 น.

“ชนินทร์” ติงค่ารถไฟฟ้าไทยสูงเกินจริงถึง 34% ซัดปล่อยขึ้นสายสีเขียวซ้ำเติมค่าครองชีพ ชี้ พท.เตรียมกฎหมายแล้ว จี้ รบ.“อนุทิน” สานต่อทำราคาเหมาะสมกับค่าครองชีพ

วันทึ่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไมย โพสต์เฟซบุ๊กว่า นโยบาย #รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทึ่ใครพูดกันว่าไม่มีฐานคิด ผมก็ย้ำตลอดว่าฐานคิด คือค่าโดยสารควรเข้าถึงได้โดยคนทั่วไป หรือไม่เกิน 15-20% ของค่าแรงขั้นต่ำ

ยิ่งพอมาเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนารอบๆ เรา ยิ่งชัดเจนครับ ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศเราสูงเกินไป สูงถึง 34% ของค่าแรงขั้นต่ำ สูงจนกีดกันคนจำนวนมากออกจากระบบ ทำให้คนเข้าไม่ถึงโอกาสในการมีขนส่งสาธารณะที่ดี ซึ่งกระทบต่อปัญหาการจราจร การกระจายตัวของเมือง และปัญหาค่าครองชีพ

มากไปกว่านั้น ด้วยการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบันที่ละเลยปัญหานี้ และปล่อยลอยตัวขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ยิ่งซ้ำเติมให้ประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ประสบกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อผลักดันการแก้ปัญหารถค่าโดยสาร รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่จำเป็นไว้พร้อมหมดแล้ว ผมขอให้รัฐบาลดำเนินการต่อเถอะครับ เพื่อทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ผิดปกตินี้ กลับมาเป็นราคาที่เหมาะสมต่อค่าครองชีพของประชาชน

อดีต สว. ซัด! ทั่วโลกยึดทรัพย์หัวโจก’สแกมเมอร์’ แล้ว 5-6 แสนล้าน ถาม’รัฐบาลไทย’ยึดจริงกี่โมง?

อดีต สว. ซัด! ทั่วโลกยึดทรัพย์หัวโจก'สแกมเมอร์' แล้ว 5-6 แสนล้าน ถาม'รัฐบาลไทย'ยึดจริงกี่โมง?

อดีต สว. ซัด! ทั่วโลกยึดทรัพย์หัวโจก’สแกมเมอร์’ แล้ว 5-6 แสนล้าน ถาม’รัฐบาลไทย’ยึดจริงกี่โมง?

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.39 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อควาทผ่านเฟซบุ๊ก Somchai Swangkarn ระบุข้อความว่า ทั่วโลกเร่งระดมกวาดล้างยึดทรัพย์ หัวโจกสแกมเมอร์จีนเทาในเขมร เฉินจื้อ prince group สหรัฐ อังกฤษ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง ร่วมมือกันยึดแล้วกว่า 5-6แสนล้านบาท #รัฐบาลไทยยึดจริงกี่โมง #วาระแห่งชาติ #ชาตินี้ ?

นายกฯอนุทิน เตรียมเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ 7 พ.ย. 68 นี้

นายกฯอนุทิน เตรียมเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ 7 พ.ย. 68 นี้

นายกฯอนุทิน เตรียมเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ 7 พ.ย. 68 นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.45 น.

นายกฯ อนุทิน เตรียมเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ 7 พ.ย. 68 นี้ ฉลอง 60 ปีมิตรภาพไทย–สิงคโปร์ พร้อมผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจ–ดิจิทัล–สาธารณสุข สร้างพลังขับเคลื่อนใหม่ให้ภูมิภาค
 
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นี้ ตามคำเชิญของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ รวมทั้งเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 
 
การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งที่ 4 ของนายกรัฐมนตรี โดยมีความสำคัญเป็นพิเศษในโอกาส ครบรอบ 60 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ และเป็นการตอบแทนการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา
 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยถึงกำหนดการสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ในช่วงเช้าวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย พิธี VIP Orchid Naming Ceremony ณ Singapore Botanic Gardens พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ การหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พิธีแลกเปลี่ยนความตกลง โดยมีนายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ร่วมเป็นสักขีพยาน และการแถลงข่าวร่วม
 
ขณะที่ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์ และเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษและพบปะนักลงทุนชั้นนำ พร้อมพบปะชุมชนไทย แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน
 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนครั้งนี้ มุ่งรักษาพลวัตความร่วมมือเชิงบวก ระหว่างไทยและสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีจะต่อยอดจากการหารือทวิภาคีในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ความร่วมมือด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้สูงอายุ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ online scams
 
นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการลงนามเอกสารความร่วมมือ 2 ฉบับ เพื่อขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข ได้แก่1. บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ (MOC on Rice Trade) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และ 2. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมการแพทย์และ Singapore Health Services (MOU on Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในมิติของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
 
 
“นายกรัฐมนตรีพร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การแพทย์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งยังเป็นโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ และเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันอย่างยั่งยืน” นายสิริพงศ์กล่าว

อนาคตสั่นคลอน! ‘ปราชญ์ สามสี’ ชี้ ‘พรรคส้ม’ ไม่รอดกระแสชะลอ จ่อเป็น’กาฝาก’ในการเมืองใหม่

อนาคตสั่นคลอน! 'ปราชญ์ สามสี' ชี้ 'พรรคส้ม' ไม่รอดกระแสชะลอ จ่อเป็น'กาฝาก'ในการเมืองใหม่

อนาคตสั่นคลอน! ‘ปราชญ์ สามสี’ ชี้ ‘พรรคส้ม’ ไม่รอดกระแสชะลอ จ่อเป็น’กาฝาก’ในการเมืองใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.35 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า พรรคสีส้มที่เริ่มและเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเวลานี้ แม้ว่าจะดู จึงขับ ขับเคลื่อนให้เป็นกระแส  แท้จริงแล้วไม่ได้มีพลังเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากนัก หากแต่มุ่งใช้ “ประชาชนเป็นตัวประกันทางการเมือง” เพื่อสร้างแรงกดดันและต่อรองผลประโยชน์กับฝ่ายอำนาจเดิมมากกว่า

ในอนาคต เมื่อแรงส่งจากกระแสสังคมเริ่มชะลอลง พรรคดังกล่าวมีแนวโน้มจะเผชิญแรงสั่นคลอนภายใน ทั้งจากความคาดหวังของมวลชนและการขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มนำ สุดท้ายอาจจำต้องหันไป “เกาะแนวอำนาจใหม่” เช่น พรรคของนายอนุทิน เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองไว้ — เสมือนการ “บนต้นไม้” เพื่อเอาตัวรอดในพายุการเมือง

สิ่งที่จะต้องจับตาต่อไปก็คือ สภาวะการเป็นกาฝากอยู่บนต้นไม้ใหญ่ของพรรคส้ม จะอยู่ในสถานะใด แบบ วินวิน …แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย …หรือเป็นต้นไม้กาฝากที่กัด ต้นไม้หลักล้มเป็นโพรง…

‘ปลอดประสพ’น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ กับการประมงไทย(ตอนที่ 1)

'ปลอดประสพ'น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' กับการประมงไทย(ตอนที่ 1)

‘ปลอดประสพ’น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ กับการประมงไทย(ตอนที่ 1)

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.12 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ตุลาคม 2568  ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี  อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ระบุว่า สมเด็จฯ กับการประมงไทย(ตอนที่ 1)

บัดนี้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ได้เสด็จผ่านฟ้าสวรรคตไปแล้ว ผมในฐานะข้าละอองธุลีพระบาทที่จงรักภักดีเป็นที่ยิ่งคนหนึ่ง จะขอเล่าเรื่องพอสังเขปในพระราชกรณียกิจที่สำคัญทางการประมงและป่าไม้ในตลอดสมัยของการเป็นอธิบดีกรมประมงและกรมป่าไม้ 18 ปี 

ผมเข้าเฝ้าสมเด็จฯ ครั้งแรกที่ค่ายทหารบริเวณคลองหอยโข่งใกล้กับสนามบินหาดใหญ่เมื่อ 45 ปีมาแล้ว วันนั้นนำปลานิลที่เริ่มมีสีทองไปถวายเพื่อปล่อยในบ่อของค่ายทหาร ทรงตรัสถามว่า ทำไมปลานิลถึงเริ่มมีสีทอง จึงกราบบังคมทูลว่า สถานีประมงที่อุบลราชธานีเขาทำการทดลอง ทรงรับสั่งว่า ถ้ามีสีแดงทั้งหมดคงสวยนะ ประชาชนคงชอบและรับประทานกันมากๆ เพราะตัวดั้งเดิมพระเจ้าอยู่หัวทรงเลี้ยงอยู่ที่สวนจิตลดา จึงกราบบังคมทูลสัญญาว่า กรมประมงจะทำให้ได้ ในที่สุดก็สำเร็จดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ผลงานนี้ภายหลังภาคเอกชนเช่น CP ก็เอามาทำต่อและขายดิบขายดีอยู่จนทุกวันนี้

คืนวันหนึ่งทรงประทับเรือผ่านศูนย์ศิลปชีพบางไทร ทรงเอ่ยขึ้นว่า ใครจำกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้งเรื่องปลาน้ำจืดได้บ้าง เช่น “ นวลจันทร์เป็นนวลจริง เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลาฯ“จากนั้นก็ทรงมีพระราชปรารภถึงการอนุรักษ์ปลาน้ำจืดของไทยและการสร้าง Aquarium หรือวังปลาที่ศูนย์ศิลปชีพบางไทร โดยมีท่านองคมนตรีธานินทร์รับเป็นเจ้าของเรื่องร่วมกับกรมประมง ซึ่งต่อมาภายหลังน้องชายผมคือ ดร.คำรบลักขิ์ ก็ได้ออกแบบถวาย ซึ่งเป็นการเริ่มการอนุรักษ์ปลาไทยอย่างจริงจังมิให้สูญพันธุ์

สมเด็จฯ ทรงเป็นห่วงเรื่องน้ำในพรุของจังหวัดนราธิวาส เช่น พรุบาเจาะ พรุมูโน๊ะ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพัฒนา แต่ยังมีความเค็มและเป็นกรดสูงมาก จึงรับสั่งให้หาทางแก้ไขและสร้างตัวชี้วัด จนมาวันหนึ่ง ทรงทวงถามว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร จึงกราบบังคมทูลว่า ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังทรงซักต่อว่า  รู้ได้อย่างไร จึงกราบทูลว่า ทรงทอดพระเนตรเห็นปลากระพงขาวที่ทรงเคยปล่อยไหม ตอนนี้เขาอยู่รอดแล้ว จำได้ว่า ทรงดีพระทัยมากและทรงรำพึงว่า ราษฎรจะไม่เดือดร้อนอีกแล้ว สำหรับผมก็ได้รับรางวัลคือ ได้รับพระราชทานเหรียญ CELESประดับเพชร

เมื่อผมย้ายมาอยู่กรมป่าไม้แล้ว ทรงรับสั่งให้รีบไปเฝ้าที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์พร้อมดร.จรัลธาดา รองอธิบดีกรมประมงในขณะนั้น จำได้ว่า เข้าเฝ้าตอนตีหนึ่ง โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ประทับอยู่ด้วย ทรงเล่าว่า เมื่อวานนี้มีราษฎรมาเกาะพระชงค์และร้องไห้ด้วยยากจนว่า ไม่มีปลาจะให้จับกินและขาย จึงกราบบังคมทูลหารือพระเจ้าอยู่หัวและได้รับคำแนะนำให้เรียกผมและดร.จรัลธาดามาหารือเรื่องปะการังเทียมหรือบ้านปลาที่ผมเคยทำอยู่ ผมจึงได้กราบบังคมทูลถึงการวางปะการังเทียมโดยใช้ตู้รถไฟ ทรงเห็นด้วยและมีการแบ่งงานกันทำ โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระยศในขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการ สุดท้าย ก่อนดำเนินการจริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เข้าเฝ้าและตอบปัญหาทางวิชาการเช่น จะวางที่ไหน ตู้รถไฟที่เป็นเหล็กจะเป็นสนิมเพราะน้ำที่เป็นกรดจากพรุไหม เป็นต้น จนทรงแน่พระทัยแล้วจึงทรงอนุญาตให้เริ่มดำเนินการได้

จากนั้นอีกเกือบ 6 เดือน โครงการก็แล้วเสร็จ และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดียิ่งเพราะมีปลามาอาศัยมากมาย โดยราษฎรได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารเหมือนโครงการประมงหมู่บ้าน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโสมนัสยิ่งนัก ทรงสบายพระทัย ที่สามารถช่วยราษฎรที่ยากจนตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดนราธิวาสให้มีปลาจับกินและขายได้สำเร็จ

ผมคงเขียนเรื่องประมงเพียงเท่านี้ก่อน ทั้งที่ความจริงมีอีกนับสิบนับร้อย เช่น โครงการอนุรักษ์เต่าทะเลที่เกาะมันใน โครงการปล่อยปูทะเล และโครงการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลวปล่อยป่า เป็นต้น หากมีคนสนใจก็จะเขียนเรื่องความสนพระทัยและเกื้อหนุนทางป่าไม้ต่อไป      สุดท้ายนี้ขอเล่าว่า ตลอด 25 ปีที่มีโอกาสถวายงาน เห็นแต่ทรงงานตลอด จะตรัสอะไรก็เป็นเรื่องงาน งานและงาน และความอยู่ดีมีสุขของอาณาประชาราษฎร์ จะมีสนุกเท่าที่จำได้คือ งานปีใหม่ โจทย์คือถามอธิบดีกรมประมงว่า “ปลาอะไรเล็กที่สุด” ผมก็ตอบหน้าพระพักตร์ว่า “ปลาป่น” จนได้รับพระราชทานรางวัล

ทรงมีพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณกับผมมากยิ่งนัก เชื่อว่า ทรงสถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นฟ้าแล้วเป็นแน่แท้  สำหรับผมแม้จะวัย 80 แล้วก็จะถวายงานสืบต่อไปตามที่ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ไว้

‘พิชิต’ฉะเดือด!!! กัมพูชาวางระเบิดใหม่ ช่องอานม้า ซัด’อนุทิน’ละเลย ทำสันติภาพสวนทาง

'พิชิต'ฉะเดือด!!! กัมพูชาวางระเบิดใหม่ ช่องอานม้า ซัด'อนุทิน'ละเลย ทำสันติภาพสวนทาง

‘พิชิต’ฉะเดือด!!! กัมพูชาวางระเบิดใหม่ ช่องอานม้า ซัด’อนุทิน’ละเลย ทำสันติภาพสวนทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.53 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol ระบุว่า สันติภาพจากไหน

กัมพูชาวางระเบิดใหม่ช่องทางลาดตระเวนในช่องอานม้า ความอดทนบนสันติภาพที่ไทยถูกขี่คอ

คำถามคือ ไทยจะเร่งปักหมุดได้อย่างไร ในเมื่อกัมพูชาละเมิดข้อตกลงรายวัน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้กัมพูชาบ้างยัง เขาละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่คุณไปจับมือกับเขา

ทุกคนอยากให้มีสันติภาพ แต่สันติภาพ มันทำฝ่ายเดียวไม่ได้ 

เราถอนอาวุธหนัก  กัมพูชาวางระเบิดใหม่

สันติภาพที่สวนทาง

พท.สวน’อนุทิน’ ปมกล่าวหารัฐบาลที่แล้ว ใช้อำนาจกีดกัน สวน รบ.ปัจจุบัน ย้ายเดือนเดียว เฉียด 100 ตำแหน่ง

พท.สวน'อนุทิน' ปมกล่าวหารัฐบาลที่แล้ว ใช้อำนาจกีดกัน สวน รบ.ปัจจุบัน ย้ายเดือนเดียว เฉียด 100 ตำแหน่ง

พท.สวน’อนุทิน’ ปมกล่าวหารัฐบาลที่แล้ว ใช้อำนาจกีดกัน สวน รบ.ปัจจุบัน ย้ายเดือนเดียว เฉียด 100 ตำแหน่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.42 น.

โฆษก พท.สวน “อนุทิน” ปมกล่าวหารบ.ที่แล้วใช้อำนาจกีดกัน ซัดรบ.ปัจจุบันย้ายเดือนเดียวเฉียด 100 ตำแหน่งแบบไม่เกรงกลัว แซะบริหารดูห่างไกลจากอารยะ

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้ฟังท่อนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของท่านนายกอนุทินว่า “การใช้กลไกรัฐมากีดกันเป็นสิ่งที่ประเทศที่มีอารยะไม่ทำ” แล้วก็สงสัยว่าท่านกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับประเทศเราภายใต้การบริหารของท่านกันแน่ ตนเห็นด้วยกับท่านนายกฯ อนุทินว่าการทำงานรัฐบาล ต้องมีการปรับปรุงตำแหน่งโยกย้ายข้าราชการ เพื่อประโยชน์ของการบริหารราชการแผ่นดินให้คล่องตัวเป็นธรรมดา แต่ทำไมเวลารัฐบาลพรรคเพื่อไทยปรับตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายตามวาระนโยบายที่เหมาะสม ท่านก็หาว่าจะมารังแกกัน

นายศึกษิษฏ์ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อรัฐบาลของท่านโยกย้ายแต่งตั้งแบบสะเทือนกระทรวง ทั้งๆที่ตามข้อสัญญา MoA คือเข้ามาบริหารแค่ 4 เดือน แต่เพียงเดือนแรกเดือนเดียว ท่านก็สั่งย้ายแบบไม่เกรงกลัวใดๆ ย้ายบุคคลในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับคดีสำคัญต่างๆ บางตำแหน่งทำคดีฮั้ว สว. บางตำแหน่งทำเกี่ยวกับคดีเขากระโดง ที่มีการรุกล้ำทรัพย์สินของรัฐ นับรวมตำแหน่งระดับสูงที่ต้องผ่าน ครม.ก็น่าจะครบกระทรวง ตัวเลขน่าจะเกือบเหยียบ 100 ยังไม่รวมระดับล่างๆ ที่ไม่ต้องผ่าน ครม. และที่กระซิบให้ลาออกจากกรรมการต่างๆอีก

“ผมก็คงต้องขอฝากให้พี่น้องประชาชนพิจารณากันให้ดีๆ ว่าถ้ายึดมาตรฐานตามคำพูดของท่านแล้ว เป็นรัฐบาลแค่เดือนนิดๆ ก็โยกย้ายขนาดนี้แล้ว การบริหารภายใต้รัฐบาลท่านดูจะไกลจากอารยะมากเลย” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

‘เทพไท’หนุนสุดตัว!!! พรรคการเมืองไม่ซื้อเสียง

'เทพไท'หนุนสุดตัว!!! พรรคการเมืองไม่ซื้อเสียง

‘เทพไท’หนุนสุดตัว!!! พรรคการเมืองไม่ซื้อเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568  นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” โดยระบุข้อความว่า  “หนุนพรรคไม่ซื้อเสียง”

ผมได้ดูข่าวพรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญใหม่ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” ซึ่งเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่สนใจการเมือง และทำการเมืองแบบสุจริต ถ้าเบื่อการเมืองแบบนายทุน เบื่อการเมืองสีเทาและสีดำ และอยากเห็นการเมืองดีโปร่งใส สุจริต การเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง เชิญชวนให้เข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์

การประกาศแนวทางการเมือง แบบซื่อสัตย์สุจริต ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง นับว่าเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง ตรงกับกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2489 ซึ่งควรรักษาและธำรงไว้ตลอดไป
เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในจุดยืนการเมืองสุจริต ถือว่าเป็นการเดินที่ถูกทางแล้ว เพราะการเมืองในปัจจุบัน นับวันจะหาพรรคการเมืองที่กล้าประกาศ จุดยืนต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนั้น มีน้อยมาก

เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล้าประกาศและยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เพราะ สส. ของพรรคจำนวนมาก ได้ลาออกไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ไม่สามารถสนองตอบแนวทางการเมืองของ สส.เหล่านั้น ที่เคยปฏิบัติในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้ เพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับจุดยืนและแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายอภิสิทธิ์วางไว้เป็นเรื่องยาก เพราะในสนามเลือกตั้งนั้น อะไรที่เคยทำไว้ เมื่อไม่ทำแบบเดิม ประชาชนก็จะไม่เลือก คนที่เคยชื่อเสียงเข้ามา เลือกตั้งครั้งใหม่ไม่ซื้อเสียง ประชาชนก็จะไม่เลือกเข้ามาอีก

ขอให้นายอภิสิทธิ์ รักษาจุดยืนนี้ไว้ และขอให้ประกาศอย่างชัดเจนว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเด็ดขาด ถ้าผู้สมัครคนใดของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ปฏิบัติตาม แนวทางของพรรค แอบซื้อเสียง ก็ไม่ต้องเลือกเข้ามา

ผมสนับสนุนแนวทางการเมืองสุจริต และต่อต้านการซื้อเสียงมาโดยตลอด ซึ่งได้ยอมรับว่า พรรคการเมืองที่ประกาศแนวทางรณรงค์หาเสียงแบบขายอุดมการณ์ ขายจุดยืนทางการเมือง ขายนโยบาย เพื่อให้ประชาชนพิจารณาเลือก ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เท่าที่เห็นอยู่มีเพียง 2 พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน เท่านั้น

ถ้าหากประชาชนต้องการเห็นการเมืองไทยมีคุณภาพ นักการเมืองไม่ซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่สภา จัดตั้งรัฐบาล ไม่มีการถอนทุนคืน ก็ต้องสนับสนุนพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า ผู้สมัครของพรรคจะไม่ซื้อเสียงโดยเด็ดขาด

แต่ถ้าอยากให้การเมืองตกอยู่ในวังวนเดิม ซื้อเสียงกันอย่างโจ่งแจ้ง แข่งขันกันซื้อเสียงเหมือนกับการประมูล เกทับกัน และใช้เงินสกปรก เงินสีเทาสีดำ เข้ามาใช้ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ก็ควรเลือกพรรคการเมืองเหล่านั้นอีกต่อไป

ซึ่งเห็นกันอยู่ในตอนนี้ว่า มีพรรคการเมืองใดบ้าง และแทบทุกพรรค มีการระดมทุนที่มาจากเงินสกปรก เพื่อซื้อตัว สส.และให้ สส.ไปซื้อประชาชน ถ้าประชาชนยังตกเป็นทาสของนักการเมืองซื้อเสียง ยังมีความคิดประเภท“เงินไม่มา กาไม่เป็น” ประเทศชาติจะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ก็ต้องยอมรับสภาพกันต่อไป

‘นิพิฏฐ์’ เปิดตำรา ส.ส. ที่ดี ต้องอยากเป็นจากใจจริง ไม่ใช่แค่ถูกเชิญชวน!

'นิพิฏฐ์' เปิดตำรา ส.ส. ที่ดี ต้องอยากเป็นจากใจจริง ไม่ใช่แค่ถูกเชิญชวน!

‘นิพิฏฐ์’ เปิดตำรา ส.ส. ที่ดี ต้องอยากเป็นจากใจจริง ไม่ใช่แค่ถูกเชิญชวน!

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.49 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “การเป็นผู้แทนราษฎร(ที่ดี) ควรเริ่มด้วยความ“อยาก” หรือ “อาด”” ระบุว่า มีคนปักษ์ใต้ถามผมว่า ถ้าอยากเป็นผู้แทนราษฎร ต้องเริ่มต้นอย่างไร ผมตอบแบบเล่นคำ ว่า ต้อง“อาด” เสียก่อน

คำว่า“อาด“ ในภาษาใต้ แปลว่า “อยาก หรือ ต้องการ” แต่ส่วนใหญ่มักจะนำไปใช้ในทางลบ เช่น มีความต้องการทางกามารมณ์ คนใต้ก็มักจะพูดว่า “อาด”

หรือสัตว์ที่เข้าสู่ฤดูกาลผสมพันธุ์ ก็จะเรียกว่าสัตว์นั้น “อาด” แล้ว

อย่าหาว่าผมเขียนอะไรด้วยถ้อยคำไม่สุภาพเลยครับ เพราะคำว่า อาด ในความหมายที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ ผมหมายถึง“ความต้องการที่จะเป็นอะไรบางอย่าง”

ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็เรียกว่า ต้องมีแรงจูงใจ หรือ Motivation

ถ้าเปรียบเทียบกับทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow) ก็ หมายถึงต้องมีความต้องการทางสังคม (Social Needs)

คนที่จะเป็นผู้แทนราษฎร จึงต้องเริ่มต้นด้วยความอาด หรือ ความอยากเป็นผู้แทนราษฎรเสียก่อน หากไม่มีความอาดหรืออยาก อย่าไปเชื้อเชิญ หรือ ผลักไสไล่ส่งให้เขาเป็นผู้แทนราษฎรเลยครับ เพราะแม้จับพลัดจับผลูได้เป็นผู้แทนราษฎร เขาก็เป็นผู้แทนราษฎร(ที่ดี)ไม่ได้ เพราะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความ “อาด”

ผมตั้งใจจะเขียนเป็นตอนๆ เพราะเขียนตอนเดียวจะยาวไป ถ้าใครรู้สึกว่ามีความอาดหรืออยากเป็นผู้แทนราษฎร ก็ค่อยอ่านต่อ แต่หากใครคิดว่า ตนไม่อาด ก็ไม่ต้องอ่านตอนต่อไป นี่เขียนให้คนที่อยากเป็นผู้แทนราษฎรอ่านเท่านั้น