คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าฯ นครปฐม ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมมอบนโยบายรวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win..
  • มิตรสหายยินดีกับ จตุพร โรจนพานิช ที่ได้เป็น ว่าที่ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว..
  • อนุชา บูรพชัยศรี ในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ออสเตรเลียได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานสภาผู้แทนราษฎร Hon. Milton Dick, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร Ms. Sharon Claydon MP และวุฒิสมาชิก Senator Deborah O’Neill จากเครือรัฐออสเตรเลียในช่วงระหว่างการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ณ กรุงเจนีวา..
  • ยินดีกับ พล.อ.อ.นพ. อิทธพร คณะเจริญ ที่ได้รับรางวัลคนดีของสังคม ด้านการศึกษาเพื่อสังคมและส่งเสริมสุขภาพ ประเภทบุคคล เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ..
  • พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดวิสัยทัศน์พายะลาต่อยอด DNA เมืองเกษตร เตรียมลงทุนตั้งศูนย์วิจัยเกษตรเพื่อพัฒนาพืช GI และเบื้องหลังการก้าวสู่ Smart City อันดับ 5 ของประเทศ ตลอดจนถึงการวางรากฐานเมืองอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือโลกแปรปรวน ชมรายละเอียดที่ https://youtu.be/giXZRskDF60?si=_I3gFu14b7KAgoe9..
  • ไพศาล พิสุทธิ์วัชระ พร้อม ดร.วารีรัตน์ ตั้งธนกูล, นุสรา(อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์, วิสิฐ ตันติสุนทร, ดร.วสันต์ อริยพุทธรัตน์ เป็นตัวแทนเพื่อนๆชาว BRAIN 2ไปร่วมแสดงความเสียใจกับ เกษสุดา ไรวา ที่สูญเสีย คุณพ่อกิจจา อุดมพันธ์ ในวัย 99 ปี..
  • ชาว ปธพ. 2 ร่วมยินดีกับ อัฐ ทองแตง ที่ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาทัศนศิลป์และการออกแบบ ประจำปีการศึกษา 2566 ของ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา..
  • ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์ เปิดการอบรมพัฒนาผู้บริหารด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ Executive Development Program ครั้งที่ 3 จัดโดย ศูนย์นวัตกรรมการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ ม.เชียงใหม่..
  • ถิรวัฒน์ พูนกาญจนะโรจน์ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญบริจาคโลงศพ ข้าวสาร ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แล้วไปไหว้พระไหว้เจ้าขอพรที่วัดเล่งเน่ยยี่และศาลเจ้าพ่อเสือ..
  • กรพิพัฒน์ การุณยเลิศ และ กิตติโชค วีระเตชะ ชวนผู้ชื่นชอบอาหารเจ มัง วีแกน ลองไปชิมที่ร้านตำมัง อีสาน เจ มังสวิรัติ วีแกน เป็นร้านอาหารไทยเจร้านแรกในไทยที่ได้รับการคัดเลือกโดย Michelin Guide ในรูปแบบแซ่บๆสไตล์แบบไทยๆโดยปรุงจากวัตถุดิบไร้เนื้อสัตว์..
  • นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ แนะนำพฤติกรรมช่วยลดไขมันในเลือด เช่น หยุดของหวาน, ลดแป้งขัดขาว, หลีกเลี่ยงอาหารมันทอด, โปรตีนต้องพอ (1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก.), ออกกำลังกาย ชมรายละเอียดที่ https://youtu.be/SeDu7CzIErE?si=ZUKNy3veqspafcTn..

น้องใหม่

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.47 น.

การอพยพของชาวจีนออกจากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนนั้น   เป็นการเคลื่อนย้ายประชากรที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ   การอพยพดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ยาวนาน กว่าพันปีที่ผ่านมา  ก่อนการตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จนถึงปัจจุบัน ชาวจีนโพ้นทะเลหลายสิบล้านคนได้หนีจากความอดอยาก สงคราม ความยากจน  ทิ้งบ้านเกิด เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนอันห่างไกลทั่วโลก

สาเหตุของการอพยพ

สาเหตุที่นำไปสู่การอพยพ   ของชาวจีนมีหลายประการ เช่น ประชากรจีนที่เพิ่มรวดเร็วในขณะที่ที่ดินทำกินมีจำกัด ภัยธรรมชาติที่เกิดซ้ำซาก โดยเฉพาะอุทกภัยจากแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง ทำให้ขาดแคลนอาหาร

การเก็บภาษีที่หนักจากราชสำนักและขุนนางท้องถิ่น  ได้กดขี่ชาวนาจนลำบากในการดำรงชีพ ระบบศักดินาและการผูกขาดที่ดินโดยชนชั้นสูงทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ไร้ที่ดินทำกิน  เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากสงครามฝิ่นและการเปิดประเทศแบบถูกบังคับจากมหาอำนาจ   การจลาจลไท่ผิงต่อต้านราชวงศ์ชิง ในช่วงปี พ.ศ 2393-2407 (สมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) สร้างความหายนะและทำให้ผู้คนนับสิบล้านเสียชีวิต คนจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีภัย  โดยเฉพาะพวกจีนแคะ(ฮากกา)ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการก่อกบฏไท่ผิงที่ถูกปราบปรามเมื่อพ่ายแพ้

ระลอกของการอพยพผ่านประวัติศาสตร์

สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450)  ยุคอาณาจักรทวารวดีและขอมก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    มีพ่อค้าชาวจีน  และผู้หลบหนีคดีในเมืองจีน ใช้เรือใบเดินทางมาสุวรรณภูมิ เช่น จามปา  กัมพูชา ชวา สุมาตรา   บอร์เนียว  มะละกา  สยาม  ริวกิว  แอฟริกา    บางคนแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองแล้วไม่กลับเมืองจีน   

สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. 1822-1911)และราชวงศ์หมิง (พ.ศ.1911-2187) ยุคอยุธยาตอนต้น    การอพยพของคนจีนสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพ.ศ. 1893 สมัยราชวงศ์หยวน  เมื่อชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และไหหลำ    เดินทางมาค้าขายทางทะเล และตั้งรกรากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและช่างฝีมือที่มาแสวงหาโอกาสทางการค้า

ในช่วงราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187) มีการส่งกองเรือใหญ่ของนายพลเจิ้งเหอ(鄭和) มาสำรวจดินแดนเอเชียและแอฟริกา  โดยมีเรือส่วนหนึ่งเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา  มีพ่อค้าชาวจีนส่วนหนึ่งมาทำธุรกิจที่อยุธยา   เมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลายและราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจ (พ.ศ.2187 สมัยพระเจ้าปราสาททอง)  เกิดความวุ่นวายความอดอยาก ภัยธรรมชาติ และสงครามกลางเมือง ชาวจีนหัวรุนแรงที่ภักดีต่อราชวงศ์หมิง และไม่ยอมรับการปกครองของชาวแมนจู  พวกข้าราชการ พ่อค้า ช่างฝีมือ จำนวนมากหนีออกนอกประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนในมณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้งที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานใน ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม จามปา  กัมพูชา สยาม พม่า  มลายู และฟิลิปปินส์

สมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2383-2443 )ยุครัชกาลที่ 3 ถึง 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์      ได้เกิดการอพยพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นหลังสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2382-2385) และทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการจลาจลกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว Taiping Rebellion (พ.ศ. 2407) ที่ทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลาย    ความหายนะจากสงครามกลางเมืองครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20-30 ล้านคน  คนจีนนับล้านต้องอพยพหนีภัยสงคราม ภัยแล้ง อุทกภัยและความอดอยาก  

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้  การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา  ไทย และหลายประเทศ  ทำให้มีความต้องการแรงงานด้านเกษตรกรรม และเหมืองแร่  การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนีย (พ.ศ.  2391ค.ศ. 1848) ออสเตรเลีย (พ.ศ.2394 ค.ศ. 1851) และแร่ดีบุกทางภาคใต้ของประเทศไทย  ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปทำงานเป็นกรรมกร หรือ กุลี (Coolies)  การสร้างทางรถไฟข้ามทวีปในทวีปอเมริกา(แคลิฟอรเนีย  ฮาวาย คิวบา  เปรู) แคนาดา  และสยาม   ต้องการแรงงานจำนวนมหาศาล        ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณานิคมของยุโรป (มาลายา สิงคโปร์ บอร์เนียว สุมาตรา) ต้องการแรงงานในไร่อ้อย สวนยางพารา  สวนกาแฟ  และเหมืองแร่ดีบุก   คนจีนจำนวนมากมาทำงานขุดคลอง ค้าขาย  ปลูกผัก และก่อสร้าง

ปลายราชวงศ์ชิง ต่อสาธารณรัฐจีน  (พ.ศ.2443-2492)

ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 จีนประสบกับความวุ่นวายต่อเนื่อง เช่นการปฏิวัติซินไฮ่  พ.ศ. 2454    การล่มสลายของราชวงศ์ชิงใน พ.ศ. 2492 นำมาสู่ยุคของขุนศึกแย่งชิงอำนาจ (Warlord Era)  สงครามกลางเมือง  พ.ศ. 2481-2492 การรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงพ.ศ. 2473-2483 และสงครามโลกครั้งที่สอง       ความยากจนและความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนอีกครั้ง  ไปยังประเทศที่มีคนจีนอพยพไปก่อน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอรแลนด์  อารเจนติน่า  มลายู  ไทย  สิงคโปร์   สหรัฐอเมริกา  แคนาดา

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋งทำให้ชาวจีนจำนวนมากอพยพหนีภัยสงคราม เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ชนะและจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ชาวจีนที่สนับสนุนก๊กมินตั๋งและผู้มีฐานะที่ไม่ชอบการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ราว 2 ล้านคน        ได้หนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์  ไทย  ซาราวัค  บอร์เนียว มาลายา

ทหารจีนคณะชาติที่พ่ายแพ้พวกคอมมิวนิสต์บางส่วน เช่นกองพล 93  หนีเข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยแถบเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมและหลังการเปิดประเทศ (พ.ศ. 2493-2533)

ยุคของเหมาเจ๋อตุงนำมาซึ่งนโยบายบังคับรุนแรง โดยเฉพาะนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ไปข้างหน้า (พ.ศ. 2501-2505) นำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 15-45 ล้านคน ที่เป็นความอดอยากเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ชาวจีนที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่งพยายามหนีออกนอกประเทศแม้จะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด

การปฏิวัติวัฒนธรรม  Cultural Revolution  พ.ศ. 2509-2519 สร้างความโกลาหลและทำลายชีวิตผู้คนนับล้าน นักปัญญาชน นักธุรกิจ  ชนชั้นกลาง และผู้มีความคิดต่างจากรัฐบาลถูกกดขี่และทำลาย หลายคนพยายามหลบหนีไปยังฮ่องกง มาเก๊า  ไทย สหรัฐอเมริกา  แคนาดา  ออสเตรเลีย และยุโรป 

ยุคสมัยใหม่ (พ.ศ.2521 –ปัจจุบัน)

แม้จีนจะเปิดประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่การอพยพยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบใหม่ ชาวจีนในยุคนี้อพยพเพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่หนีจากความอดอยากอย่างในอดีต การอพยพในปัจจุบันประกอบด้วยนักศึกษา  นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนที่มีทักษะสูง เพื่อโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศ ไปยังยุโรป (เยอรมนี  อังกฤษ)  เอเชีย (ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์)   แอฟริกาใต้ (แองโกล่า เคนยา ไนจีเรีย) อเมริกาใต้  (บราซิล อารเจนติน่า)ตะวันออกกลาง (ดูไบ  ซาอุดิอารเบีย)   อย่างไรก็ตาม ยังมีการอพยพผิดกฎหมายจากชนบทที่ยากจนและจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่ เช่น ชาวอุยกูร์ในซินเจียง การควบคุมของรัฐบาลที่เข้มงวดในบางพื้นที่ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนแสวงหาอิสรภาพในต่างแดน

ช่วงการที่อังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้จีน  (พ.ศ. 2527-2540) ทำให้ชาวฮ่องกงจำวนมากอพยพออกไปต่างประเทศ อีกครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่ไปสิงคโปร์ ไต้หวัน  สหราชอาณาจักร  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา ออสเตรเลีย

ยุคหลังโควิด (พ.ศ. 2562)มีคนจีนอพยพออกไปต่างประเทศอีก   เพราะเกรงกลัวนโยบายกักตัวปิดเมืองช่วงโควิดระบาดที่เข้มงวด (Zero Covid) เศรษฐกิจจีนชะลอตัว  และค่าครองชีพในเมืองใหญ่ที่เพิ่มสูง   มายังประเทศไทย  สหรัฐ  ยุโรป ญี่ปุ่น  สิงคโปร์ นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้จำนวนมาก ไปหาที่เรียนในต่างประเทศ    

ท่าเรือและเส้นทางการอพยพ

การอพยพของชาวจีนส่วนใหญ่สมัยก่อนที่ใช้เรือสำเภาและเรือกลไฟไอน้ำ  เริ่มต้นจากท่าเรือสำคัญในมณฑลชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของจีน ท่าเรือกวางโจว (Canton) ในมณฑลกวางตุ้งเป็นท่าเรือละเก่าแก่ที่สุด เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศมานานหลายศตวรรษ ชาวกวางตุ้งและชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่ออกเดินทางจากท่าเรือแห่งนี้

ท่าเรือเซี่ยเหมิน (Xiamen หรือ Amoy) ในมณฑลฝูเจี้ยนเป็นจุดออกเดินทางสำคัญของชาวฮกเกี้ยนและชาวไหหลำ ท่าเรือแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้าขายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่าเรือกวางโจว (Quanzhou) และฝูโจว (Fuzhou) เป็นท่าเรือเก่าแก่ในมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันอออกเฉียงใต้ ที่มีชื่อเสียงในอดีต ชาวจีนจากท่าเรือเหล่านี้แล่นเรือสำเภาไปยังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสยาม    ท่าเรือซัวเถา (Swatow หรือ Shantou)และจังลิ้ม  เป็นท่าเรือสำคัญในมณฑลกวางตุ้งตอนเหนือ เป็นจุดออกเดินทางของชาวแต้จิ๋ว ท่าเรือฮ่องกงกลายเป็นท่าเรือสำคัญหลังจากตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ  2385 เป็นจุดผ่านทางและจุดรับส่งผู้อพยพที่สำคัญที่สุดในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25

นอกจากนี้ยังมีท่าเรือเล็กๆ มากมายตามชายฝั่งทะเลของมณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน และเจ้อเจียง ชาวจีนที่ยากจนมักใช้ท่าเรือเล็กเหล่านี้เพื่อหลบหนีการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ในศตวรรษที่ 19 เกิดระบบ “ค้ากุลี” ที่คล้ายกับการค้าทาส บริษัทค้ามนุษย์จะรวบรวมชาวจีนที่ยากจนและส่งไปขายเป็นแรงงานในอเมริกา ออสเตรเลีย และอาณานิคมต่างๆ

ปลายทางและการตั้งรกราก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สยามหรือประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่ง ชาวจีนเริ่มอพยพมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีบทบาทสำคัญในการค้าและบริหารราชการ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงส่งเสริมให้ชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า คนงานขุดคลอง และทำไร่อ้อย

ในพุทธศตวรรษที่ 24 จำนวนชาวจีนในสยามเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยชาวแต้จิ๋วมีจำนวนมากที่สุด ตามมาด้วยชาวฮกเกี้ยน ชาวกวางตุ้ง ชาวไหหลำ และชาวฮ่อ ชาวจีนเหล่านี้ทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา ธุรกิจการค้า และรับราชการ การผสมกลมกลืนระหว่างชาวไทยกับชาวจีนทำให้เกิดสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ ชาวจีนในไทยส่วนหนึ่งแต่งงานกับคนไทยและกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

ท่าเรือสำคัญในประเทศไทยสำหรับชาวจีนโพ้นทะเล ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง (ล้ง 1919)   ท่าเรือโปเส็ง ที่ตลาดน้อย  ท่าเรือเคเถา ที่ทรงวาด และท่าเรือตามเมืองชายทะเลเช่น  เกาะสีชัง ศรีราชา(เกาะลอย)   

มาลายาหรือมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ ชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานในมะละกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากในศตวรรษที่ 24  ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า ปัจจุบันชาวจีนคิดเป็นประมาณร้อยละ 75 ของประชากรสิงคโปร์

อินโดนีเซียหรืออินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ในอดีตเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวจีนในชวาและสุมาตราทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า และเกษตรกร ในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 จำนวนชาวจีนเพิ่มขึ้นมาก ทำงานในไร่อ้อย สวนยางพารา และเหมืองต่างๆ    แต่ชาวจีนในอินโดนีเซียประสบกับการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์

ฟิลิปปินส์เป็นจุดหมายปลายทางของชาวจีนตั้งแต่สมัยก่อนสเปนเข้ามาล่าอาณานิคม   ชาวจีนทำธุรกิจการค้าและเป็นคนกลางระหว่างสเปนกับชาวพื้นเมือง แม้จะถูกเบียดเบียนและสังหารหมู่หลายครั้ง ชาวจีนก็ยังคงตั้งถิ่นฐานและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจสูงมาก

พม่าและอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองท่า ชาวจีนทำธุรกิจการค้า งานฝีมือ และเป็นคนกลางทางเศรษฐกิจ     มีคนจีนไปลงทุนในกัมพูชาจำนวนมากทั้งแบบถูกและผิดกฏหมาย

สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของจีนอพยพ ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 24การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียในปี พ.ศ 2381ดึงดูดชาวจีนนับหมื่นคนไปขุดทอง ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้ง

ในพ.ศ. 2403 ชาวจีนนับหมื่นคนถูกจ้างมาสร้างทางรถไฟข้ามทวีปเซนทรัลแปซิฟิก ชาวจีนที่อยู่ในอเมริกาหลายคนถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในย่านไชนาทาวน์ที่แออัด ชาวจีนทำงานในร้านซักรีด ร้านอาหาร และธุรกิจเล็กๆ บางคนกลับไปจีนเพราะไม่สามารถนำครอบครัวมาได้ ผู้ที่อยู่ต่อต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

แคนาดาก็มีประวัติศาสตร์คล้ายกัน ชาวจีนถูกนำเข้ามาทำงานสร้างทางรถไฟข้ามทวีปสายแคนาเดียนแปซิฟิกในพ.ศ. 2423 ไชนาทาวน์ในเมืองต่างๆ เช่น แวนคูเวอร์ โตรอนโต และมอนทรีออล กลายเป็นศูนย์กลางชุมชนจีน

เม็กซิโกและละตินอเมริกา มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะในคิวบา เปรู และเม็กซิโก ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและเหมืองต่างๆ ในสภาพเกือบเป็นทาส       การค้นพบทองคำในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ใน พ.ศ. 2394 ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปขุดทองในวิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์ และควีนส์แลนด์      ชาวจีนคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ขุดทองทั้งหมดในออสเตรเลีย หลังจากยุคทองคำสิ้นสุดลง ชาวจีนหลายคนกลับประเทศ แต่บางคนเลือกอยู่ต่อและทำงานในร้านซักรีด ร้านเฟอร์นิเจอร์ สวนผัก และร้านอาหาร

ชาวจีนเริ่มอพยพไปยุโรปในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แต่จำนวนไม่มากเท่ากับที่อื่น       สหราชอาณาจักร (อังกฤษ): เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่งมานาน ชาวจีนมาทำงานเป็นลูกเรือและตั้งรกรากในเมืองท่าต่างๆ โดยเฉพาะลอนดอนและลิเวอร์พูล ไชนาทาวน์ในลอนดอนย่านโซโห   มีคลื่นการอพยพเพิ่มขึ้นในช่วง พ.ศ. 2523 เมื่อมีการตกลงส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีน และอีกครั้งหลังเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินใน พ.ศ. 2532

ที่ฝรั่งเศส  หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คนงานจีนเข้ามาทำงานช่วยสร้างซ่อมแซมประเทศ  มีไชนาทาวน์ในกรุงปารีส และมีชุมชนชาวจีนในเมืองใหญ่ เช่น ลียง (Lyon) และ มาร์แซย์ (Marseille)

เนเธอร์แลนด์มีชาวจีนจากอินโดนีเซียซึ่งเป็นอาณานิคมเดิมของเนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและประเทศยุโรปอื่นๆ ก็มีชาวจีนตั้งถิ่นฐานบ้าง แต่จำนวนไม่มากจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อนโยบายต่อต้านการอพยพผ่อนคลายลง

ชาวจีนเริ่มอพยพไปแอฟริกาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แอฟริกาใต้มีชาวจีนจำนวนหนึ่งเข้ามาทำงานในเหมืองทองคำและเพชร มอริเชียสและเรอูนียงเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดียที่มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและค้าขาย โดยเฉพาะหลังจากจีนเปิดประเทศ ชาวจีนจำนวนมากเดินทางไปทำงานก่อสร้างและธุรกิจในแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น แองโกลา ไนจีเรีย และซิมบับเว

ลักษณะการอพยพและชีวิตของผู้อพยพ

การอพยพของชาวจีนในแต่ละยุคสมัยมีลักษณะและวิธีการที่แตกต่างกัน ในยุคแรกๆ ก่อนศตวรรษที่ 19 พวกเขาเดินทางตามเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางทางทะเลในสมัยก่อนนั้นอันตรายมาก ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและลมมรสุม เรือสำเภาจีนหรือจังก์เป็นพาหนะหลัก ผู้โดยสารต้องเผชิญกับพายุ โจรสลัด โรคระบาด และความขาดแคลนอาหารน้ำ อัตราการเสียชีวิตในระหว่างการเดินทางค่อนข้างสูง

อาชีพและบทบาททางเศรษฐกิจ

ชาวจีนที่อพยพออกไปมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด และมีความสามารถในการค้าขายและธุรกิจ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำมาก

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนครองเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ในสยาม ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา การค้าข้าว โรงสี และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนเป็นคนกลางสำคัญระหว่างเกษตรกรไทยกับตลาดต่างประเทศ ชาวจีนเก็บภาษีอากรให้รัฐบาล ดำเนินการผูกขาดในหลายธุรกิจ และสะสมความมั่งคั่งมหาศาล

ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการนำเข้าส่งออก ชาวจีนยังเป็นช่างฝีมือที่มีฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอง และช่างตัดเสื้อ

ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ชาวจีนครองธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง พวกเขาเป็นคนกลางที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่นและขายให้กับตลาดในเมือง ความสำเร็จทางเศรษฐกิจนี้บางครั้งทำให้เกิดความอิจฉาริษยาและความขัดแย้งกับชาวพื้นเมือง

ในสหรัฐอเมริกา รุ่นแรกของชาวจีนทำงานเป็นคนขุดทอง คนงานทางรถไฟ คนงานในฟาร์ม และงานบริการต่างๆ เมื่อถูกขับออกจากเหมืองทองคำและงานก่อสร้าง ชาวจีนหันไปทำธุรกิจซักรีด ร้านอาหาร และร้านขายของชำ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ต้องการทุนมากและไม่แข่งขันโดยตรงกับคนผิวขาว ทำให้สามารถดำเนินการได้    ร้านซักรีดเป็นอาชีพที่แพร่หลายที่สุดของชาวจีนในอเมริกา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีร้านซักรีดจีนนับพันแห่งในเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา งานนี้หนักและน่าเบื่อ ต้องทำงานยาวนานในสภาพร้อนและชื้น แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ชาวจีนสามารถเลี้ยงชีพได้

ร้านอาหารจีนก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่แพร่หลาย ชาวจีนดัดแปลงอาหารจีนให้เหมาะกับรสนิยมของคนตะวันตก สร้าง “อาหารจีน-อเมริกัน” ที่มีลักษณะเฉพาะตัว อาหารจีนกลายเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในอาหารต่างชาติที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด

ในประเทศไทย ชาวจีนมีส่วนสำคัญในการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจ ชาวจีนเป็นผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่สำคัญ สร้างโรงสี โรงงาน ธนาคาร และธุรกิจต่างๆ มากมาย ในปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับจีนทำให้เกิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย

ในสิงคโปร์ ชาวจีนเป็นกลุ่มประชากรหลักและเป็นผู้สร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้า จากเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินละการค้าที่สำคัญของโลก ภายใต้การนำของลีกวนยู ซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว สิงคโปร์พัฒนาเป็นประเทศที่มั่งคั่งและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนกลายเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาและอาชีพสูง ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ชาวจีนและลูกหลานมีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ และธุรกิจ ในซิลิคอนวัลเลย์ ชาวจีนและชาวเอเชียเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี

การอพยพในยุคปัจจุบัน

การอพยพของชาวจีนในพุทธศตวรรษที่ 26 มีลักษณะแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง       ชาวจีนในปัจจุบันไม่ได้อพยพเพราะความอดอยากหรือสงคราม แต่เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิต ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาดี มีทักษะและความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

นักเรียนจีนเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย  ไทย และประเทศตะวันตกอื่นๆ พวกเขาเรียนในระดับมัธยมศึกษา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หลายคนเลือกอยู่ต่อหลังเรียนจบและทำงานในประเทศเหล่านั้น

นักธุรกิจและนักลงทุนจีนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำธุรกิจและลงทุน พวกเขาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ ลงทุนในบริษัทต่างประเทศ และขยายธุรกิจไปทั่วโลก การเติบโตของชนชั้นกลางในจีนทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการจากต่างประเทศสูงขึ้น นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดและมีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้ยังมีการอพยพของผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่งที่ต้องการย้ายทรัพย์สินออกนอกจีนเพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางการเมือง พวกเขาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ และขอสัญชาติหรือถ่ายทะเบียนถาวรในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์

การอพยพของคนรวยจีนทำให้เกิดปัญหาการไหลออกของทุนและสมอง จีนเสียทั้งเงินและคนที่มีความสามารถไปให้ประเทศอื่น รัฐบาลจีนพยายามควบคุมการไหลออกของทุนและมีมาตรการกระตุ้นให้คนเก่งกลับมาพัฒนาประเทศ แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะอยู่ต่างประเทศเพราะเสรีภาพ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก www.silpa-mag.com 

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.

โรงไฟฟ้าพลังงานลม “ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม” ในกลุ่มเอ็กโก รับโล่เกียรติคุณ “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ประเภทองค์กรธุรกิจ ประจำปี 2568” ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลนี้  ในพิธีมอบโล่อาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น เนื่องในงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชัยภูมิ  วินด์ฟาร์ม ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

วิชาญ ศรีไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายบริหารโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่ง EGCO Group ถือหุ้น 100% เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2559 ได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนเป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น และได้รับคัดเลือกจากสำ นักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นตัวแทนเข้ารับการพิจารณารางวัล “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น” ในระดับประเทศ โดยโรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งระดับจังหวัดและระดับองค์กร

โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม มุ่งดำเนินภารกิจผลิตพลังงานสะอาด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ ควบคู่กับการเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล ด้วยนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การปลูกฝังและส่งเสริมให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคม การเผยแพร่ผลการดำเนินงานต่อชุมชนและสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับหน่วยงานอื่น เพื่อพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการและกิจกรรม CSR ที่โดดเด่น ได้แก่

ปรับปรุงถนนจากดินลูกรังเป็นหินคลุกบดอัด เพื่อให้ชุมชนเดินทางได้สะ ดวกปลอดภัย และสามารถขนส่งสินค้าการเกษตรได้สะดวกมากขึ้น

ประสานขยายแนวเขตไฟฟ้าเพื่อให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงไฟฟ้าได้

ร่วมก่อสร้างฝายชะลอน้ำและพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

ช่วยพัฒนาการทำการเกษตรในพื้นที่ จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชผสม เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชน

ร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม ผ่านการจ้างงานบุคลากรในท้องถิ่น การส่งเสริมด้านการศึกษาให้เยาวชน

การสนับสนุนทักษะอาชีพ ตลอดจนการดูแลสุขอนามัยของคนในชุมชน

ลอยกระทงใจฟู ‘หนูแหม่ม แฟมิลี่’ หวานจับใจ สืบสานประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทงใจฟู ‘หนูแหม่ม แฟมิลี่’ หวานจับใจ  สืบสานประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทงใจฟู ‘หนูแหม่ม แฟมิลี่’ หวานจับใจ สืบสานประเพณีลอยกระทง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.37 น.

ใช้คำว่าสวยได้เปลืองมาก ตำนานพิธีกรสาวสวยสองพันปี “หนูแหม่ม สุริวิภา” เต็มที่ทุกกิจกรรม แม้งานหน้าจอแน่นแค่ไหน แต่เรื่องเติมความสุขให้ครอบครัวต้องมาก่อนเสมอ

ลอยกระทงปี2568 ปีนี้  “หนูแหม่ม” มาในธีมสวยหวานติดแกลม เลือกชุดไทยสวยหวานจับจิต หวานจับใจ สีเทาเรียบหรูและแพงมาก แท็คทีมกันมาพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว ทั้งสามีอารมณ์ดี “บ๊อบบี้” และลูกสาวคนโต พี่แอลลี่ และ น้องสาวต้าวจิ๋ว  น้องอลิส ร่วมด้วยช่วยสอนจากรุ่นสู่รุ่น สืบสานประเพณีไทยมรดกโลก ลอยกระทง ให้ลูกๆได้รู้จักคุณค่าของประเพณีอันเก่าแก่

มาปีนี้ น้องแอลลี่ พัฒนาการตัวลูกน่ารักสมวัย เรื่องการโพสต์ท่าจริตไม่ยอมตัวแม่ ใครเห็นเป็นต้องหลงเสน่ห์ความน่ารักอย่างแรง ส่วนคนน้อง น้องอลิส ก็สู้ตายสุดๆไม่งอแงเข้าร่วมเฟรม หนูแหม่ม แฟมิลี่ ได้เซ็ทภาพลอยกระทงออกมาได้ภาพที่น่ารักสุขสันต์ ลงตัวสุดๆ เป็นอีกหนึ่งเซ็ทภาพลอยกระทงที่เต็มอิ่ม และใจฟู ทำให้ชาวโซเชียล ยิ้มตามไปกับความน่ารักของครอบครัวตัวอย่างได้อย่างดีเยี่ยม

ขอโทษแฟนนางงาม! ‘ณวัฒน์’โพสต์ระบายกลางไอจี หลังดราม่ามิสยูนิเวิร์ส 2025

ขอโทษแฟนนางงาม! 'ณวัฒน์'โพสต์ระบายกลางไอจี หลังดราม่ามิสยูนิเวิร์ส 2025

ขอโทษแฟนนางงาม! ‘ณวัฒน์’โพสต์ระบายกลางไอจี หลังดราม่ามิสยูนิเวิร์ส 2025

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.56 น.

5 พฤศจิกายน 2568 ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกรณีดราม่าระอุในเวทีการประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2025 (Miss Universe 2025) หลังเกิดความขัดแย้งภายในระหว่างผู้บริหารและกลุ่มผู้เข้าประกวด จนกลายเป็นประเด็นร้อนในวงการนางงามทั่วโลก

โดยหนึ่งในบุคคลสำคัญที่อยู่ในกระแสคือ นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ซึ่งดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหาร (Executive Director) ขององค์กรนางงามจักรวาล (Miss Universe Organization – MUO) ในฐานะผู้จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เกิดข้อพิพาทรุนแรงระหว่างนายณวัฒน์กับกลุ่มนางงาม โดยเฉพาะ มิสยูนิเวิร์สเม็กซิโก จนมีการ “วอล์กเอาต์” ออกจากกิจกรรม และต่อมา นายราอูล โรชา คันตู (Raúl Rocha Cantú) หนึ่งในเจ้าขององค์กร MUO ได้ออกมาแถลงการณ์ตำหนิ พร้อมประกาศ “จำกัดบทบาท” ของณวัฒน์ในกิจกรรมขององค์กร

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว นายณวัฒน์ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงจุดยืนผ่านช่องทางส่วนตัว ระบุว่า “ผมลงทุนและพยายามเต็มที่ เพื่อให้เกิดกิจกรรมและความแฟร์กับทุกคน แต่มันก็ยากในการควบคุม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน การถูกโพสต์พาดพิงทำให้ผมเข้าถึงนางงามยากขึ้น ต้องขออภัยแฟนยูนิเวิร์สที่ผมสามารถทำได้เพียงแค่นี้ เพราะความอดทนผมก็มีขีดจำกัด ขออภัยอีกครั้งถ้าทำให้ใครไม่สบายใจในการชม Universe ครั้งนี้”

หวานละมุน! ‘ญดา’แปลงโฉมเป็นนางนพมาศ ต้อนรับวันลอยกระทง

หวานละมุน! 'ญดา'แปลงโฉมเป็นนางนพมาศ ต้อนรับวันลอยกระทง

หวานละมุน! ‘ญดา’แปลงโฉมเป็นนางนพมาศ ต้อนรับวันลอยกระทง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.33 น.

5 พฤศจิกายน 2568 เป็นอีกหนึ่งลุคที่ทำเอาแฟนๆ ใจละลาย สำหรับนักแสดงสาวมากฝีมือ “ญดา นริลญา” ที่ล่าสุดเผยภาพงดงามวิจิตรในลุค “นางนพมาศ” ต้อนรับเทศกาล วันลอยกระทง ซึ่งตรงกับคืนวันเพ็ญ เดือน 12 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

โดยสาวญดามาในชุดไทยสุดอ่อนช้อย พร้อมแต่งหน้า–ทำผมสุดประณีต เผยความงดงามละมุนราวนางในวรรณคดี พร้อมแคปชั่นเรียบง่ายแต่กินใจว่า “full moon. calm heart. new light.”

หลังโพสต์ภาพลงบนอินสตาแกรม ไม่นานก็มีแฟนๆ และเพื่อนดาราเข้ามาคอมเมนต์กันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

‘ต้น จักรกฤษณ์’แอดมิตด่วน! มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แพทย์วินิจฉัยป่วยนิ่วถุงน้ำดีอักเสบ

'ต้น จักรกฤษณ์'แอดมิตด่วน! มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แพทย์วินิจฉัยป่วยนิ่วถุงน้ำดีอักเสบ

‘ต้น จักรกฤษณ์’แอดมิตด่วน! มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แพทย์วินิจฉัยป่วยนิ่วถุงน้ำดีอักเสบ

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

5 พฤศจิกายน 2568 นักแสดงรุ่นใหญ่ ‘ต้น จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์’ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนตั้งแต่เมื่อปลายเดือนตุลาคม หลังจากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาอัปเดตอาการผ่านไลฟ์ติ๊กต็อกส่วนตัวโดยแพทย์ได้วินิจฉัยพบว่าเป็น “นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบ” ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดดังกล่าว

‘ต้น จักรกฤษณ์’ เล่าว่าอาการปวดท้องหนักมากได้เริ่มขึ้นอย่างเฉียบพลันประมาณตี 3 โดยมีความรุนแรงจนถึงขั้นทนไม่ไหว เจ้าตัวเปรียบเทียบความรู้สึกเหมือน “มีคนเอามือไปขยำไส้ ปวดทะลุกลางหลัง” ซึ่งแม้ปกติจะเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก แต่ครั้งนี้เป็นอาการปวดที่ทำให้ต้องรีบมาโรงพยาบาลในทันที โดยทางแพทย์เตรียมทำ CT Scan ประเมิน ‘นิ่วถุงน้ำดี’ ก่อนพิจารณาผ่าตัด

ซึ่งขณะนี้ ‘ต้น จักรกฤษณ์’  มีอาการดีขึ้นแล้ว และอยู่ภายใต้การดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยมีกำหนดการทำ CT Scan เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งหากผลการประเมินมีข้อบ่งชี้ว่าจำเป็น แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาด้วยการผ่าตัดนำถุงน้ำดีออก ทั้งนี้ ‘ต้น จักรกฤษณ์’ เผยว่าเตรียมออกจากโรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ย.) ก่อนจะนัดวันผ่าตัดอีกรอบหนึ่ง

ตัวแทนหมู่บ้านมาแล้ว! ‘แม่วี วิโอเลต’รีแอ็คชุดที่เป็นดราม่า ถามเหรียญทองแปะไว้ทำไม?

ตัวแทนหมู่บ้านมาแล้ว! 'แม่วี วิโอเลต'รีแอ็คชุดที่เป็นดราม่า ถามเหรียญทองแปะไว้ทำไม?

ตัวแทนหมู่บ้านมาแล้ว! ‘แม่วี วิโอเลต’รีแอ็คชุดที่เป็นดราม่า ถามเหรียญทองแปะไว้ทำไม?

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.12 น.

5 พฤศจิกายน 2568 เป็นที่ฮือฮาทันทีหลังจากที่นักร้องสาวชื่อดัง ‘วี วิโอเลต วอเทียร์’ ปรากฏตัวบนเวทีคอนเสิร์ต Monster Music Festival 2025 ด้วยลุคสุดแซ่บในชุดบอดี้สูทรัดรูป อวดหุ่นเป๊ะพร้อมดีไซน์เว้าช่วงหน้าท้องลึกถึงสะดือเผยผิวขาวออร่า

ล่าสุด ‘วี วิโอเลต วอเทียร์’ ได้โพสต์คลิปผ่านทาง TikTok @violettewautier พร้อมแคปชั่น “วอนชาวเน็ทหยุดบูลลี่เพราะ…” โดยเป็นคลิปที่สาววีพูดคุยกับ ‘คุณแม่รศ.ดร.รุจิรา’ โดยวีถามว่า แม่เห็นชุดแล้วใช่ไหม คุณแม่ได้หัวเราะออกมา ก่อนจะบอกว่าเห็นแล้ว ถ้าบอกว่า 4 เดือนก็เชื่อ หุ่นดีกับยังไม่ได้ขี้ ‘วี’ ถามคุณแม่ว่า หนูควรเสียใจไหมคนหาว่าหนูท้อง

ก่อนที่คุณแม่จะตอบว่า เห็นด้วยค่ะ (หัวเราะ) แต่คุณแม่ก็ชมสาววีว่า สวย ตัวจริงก็ตัวเล็กทำไมออกกล้องมันมีส่วนปูดได้ยังไง  อีกทั้งคุณแม่ยังได้ถามอีกว่า เหรียญทอง แปะบน แปะล่างคืออะไร ด้าน วี วิโอเลต ก็ตอบว่า มันเป็นชุดของเขามันเป็นธีมแชมเปี้ยน พร้อมพูดติดตลกว่า ไม่ต้องรอให้ใครบูลลี่ แม่นี่แหละบูลลี่หนู คนบูลลี่ในชีวิตอยู่ตรงหน้านี่แหละค่ะ

https://www.tiktok.com/embed/v2/7568730205632613640?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fentertain%2F925693

เดือดไม่พัก! ‘ราอูล’ปธ.มิสยูนิเวิร์สแถลงฟาด’ณวัฒน์’ ไม่ทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี-สั่งจำกัดบทบาท

เดือดไม่พัก! 'ราอูล'ปธ.มิสยูนิเวิร์สแถลงฟาด'ณวัฒน์' ไม่ทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี-สั่งจำกัดบทบาท

เดือดไม่พัก! ‘ราอูล’ปธ.มิสยูนิเวิร์สแถลงฟาด’ณวัฒน์’ ไม่ทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี-สั่งจำกัดบทบาท

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.23 น.

5 พฤศจิกายน 2568 เรียกได้ว่าปรากฎการณ์สะเทือนวงการนางงาม เมื่อเหล่าบรรดาผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สวอล์กเอาต์ในพิธีมอบสายสะพาย Miss Universe 2025 หลังจากที่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล  ในฐานะประธานจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2025 เป็นเจ้าภาพจัดงานปีนี้ ขอคุยกับนางงามจากประเทศเม็กซิโก ‘ฟาติมา บอสช์’ (Fatima Bosch) ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าถูกพูดจาไม่ให้เกียรติ และถูกเรียกว่าคนโง่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ล่าสุดช่วงเช้าของวันนี้ ‘ราอูล โรชา คันตู’  (Raul Rocha Cantu) มหาเศรษฐีเม็กซิโก หนึ่งในเจ้าของร่วมองค์กรนางงามจักรวาล (MUO) ได้อัดคลิปแถลงผ่านเฟซบุ๊ก “Miss Universe” ที่มีผู้ติดตามกว่า 14 ล้านคนบนเฟซบุ๊ก ถ้อยคำแถลงระบุว่า … การใช้ความรุนแรงต่อ ฟาติมา บอสช์ มิสยูนิเวิร์สเม็กซิโกในที่สาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้และน่าอับอาย ย้ำว่าจะไม่ยอมให้คุณค่าหลักขององค์กรถูกละเมิด

ผมขอแถลงการณ์และสนับสนุนสาวงามผู้เป็นตัวแทน 122 ประเทศในการเข้าร่วมมิสยูนิเวิร์สทุกคน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายศักดิ์ศรีและคุณค่าของผู้หญิง 

น่าเสียดายที่ ณวัฒน์ หลงลืมความหมายที่แท้จริงของการเป็นเจ้าภาพไปแล้ว เพราะมันหมายความว่า ในฐานะเจ้าภาพเขามีภาระหน้าที่ในการดูแลตัวแทนสาวงามทุกคนจากทุกประเทศ ทำให้มั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดี ด้วยความเมตตา จริงใจ และเพลิดเพลินไปกับความทรงจำที่จะได้รับจากประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นมิตร

ผมต้องการทำให้ชัดเจนถึงความขุ่นข้องหมองใจต่อ ณวัฒน์ ที่ปฏิบัติต่อ ‘ฟาติมา’ มิสยูนิเวิร์สเม็กซิโก เขาเหยียดหยามและดูหมิ่นเธอ แสดงให้เห็นถึงความไม่ให้การเคารพ ในการเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อพยายามให้เธอเงียบและขับไล่เธอ

 ผู้หญิงทุกคนในโลกควรได้รับการเคารพ และนอกจาก ‘ฟาติมา’ ที่มีสิทธิมีเสียงของตัวเอง และทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศได้ดี เหมือนกับผู้เข้าประกวดอีก 122 ประเทศ ที่ตอนนี้อยู่ที่ประเทศไทย พวกเธอเข้าร่วมประกวดเพื่อทำให้ความฝันเป็นจริง เพื่อให้เกิดการรับฟัง พวกเธอหลายคนต่อสู่อย่างหนัก หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งถูกเปิดเผยในสมุดบันทึก ที่สะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การขัดแย้งอย่างรุนแรงกับคนเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังขัดแย้งกับคนอื่นๆ อีกมากมาย

จนถึงตอนนี้ ผมจะไม่ยอมให้พวกเธอถูกโจมตีและเหยียดหยาม และหลายๆ คนสามารถเข้าถึงเพื่อรับฟังและมองเห็นผ่านแพลตฟอร์มในช่องทางนี้ได้ ผมอยากทำให้ชัดตรงนี้ว่า ผมมีคำสั่งเลื่อนพิธีมอบสายสะพาย เพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกับ คุณณวัฒน์ ผู้ซึ่งปรารถนาที่จะเป็นจุดสนใจอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

และผมขอย้ำชัดๆ อีกครั้งว่า มีเพียงสาวงามผู้เข้าประกวดของเราเท่านั้นที่ควรเปล่งประกายด้วยความสง่างาม และด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมา ผมได้จำกัดการเข้าร่วมกิจกรรมมิสยูนิเวิร์สครั้งที่ 74 ของคุณณวัฒน์ในครั้งนี้ โดยจำกัดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือให้ยกเลิกไปเลย

โดยมอบหมายให้ มาริโอ ซีอีโอของเราเป็นตัวแทนองค์กรมิสยูนิเวิร์สในการชี้แจงรายละเอียดและดำเนินการในส่วนขององค์กรและทางกฏหมายทั้งหมด เราจะดำเนินการกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมของ คุณณวัฒน์ ในครั้งนี้ ผมไม่ยอมให้คนเพียงคนเดียวก่อให้เกิดอันตรายและขัดขวางเหล่าสาวงามผู้มีฝันที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อมาที่นี่

นอกจากนี้ ผมยังมอบหมายให้ มาริโอ บูคาโร และโรนัลด์ เดย์ เดินทางไปยังประเทศไทยเพื่อดูแลการประกวดครั้งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งน่าเสียดายที่ องค์กรมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล (MGI) ที่น่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือนั้นได้ล้มเหลวแล้วด้วยน้ำมือของผู้นำอย่าง คุณณวัฒน์

ผมต้องการเน้นย้ำว่า เรามีมากกว่า 100 ผู้ถือลิขสิทธิ์ในระดับประเทศ หรือ เนชันแนลไดเรกเตอร์ (National Director) ในทั่วโลก ซึ่งหลายๆ ประเทศตอนนี้ก็อยู่ที่ประเทศไทย พวกเขาพร้อมที่จะเข้าร่วมสนับสนุนองค์กรที่ยิ่งใหญ่อย่าง มิสยูนิเวิร์ส

ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส กล่าวอีกว่า ผมขอเน้นย้ำอีกว่าผู้เข้าประกวดจากทุกประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากผมอย่างเต็มที่ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่มีพวกคุณคนไหนเลยที่จะต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิต ไม่สำคัญว่ามาจากไหน เพราะพวกเราคือหนึ่งเดียว และทุกคนเท่าเทียมกัน นั่นคือหลักการที่เราต้องปกป้องเอาไว้ คุณค่าและการเคารพศักดิ์ศรีของผู้หญิง และพวกเราแตกต่างอย่างมากกับ MGI

ผมย้ำอีกครั้งว่า มิสยูนิเวิร์ส เป็นช่องทางที่สนับสนุนพลังหญิง เพื่อให้เสียงของพวกเธอได้ยินไปทั่วโลก และเราจะจับมือกัน ยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจในธงของประเทศ ตั้งมั่นในอุดมคติและเป้าหมายชีวิต อย่าให้ใครมาหยุดคุณ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

‘ณวัฒน์’ขอโทษ! แจงทุกประเด็นมิสยูนิเวิร์สวอล์กเอาต์ ยอมรับเหนื่อยหนักจากนี้จะปล่อยอิสระ

'ณวัฒน์'ขอโทษ! แจงทุกประเด็นมิสยูนิเวิร์สวอล์กเอาต์ ยอมรับเหนื่อยหนักจากนี้จะปล่อยอิสระ

‘ณวัฒน์’ขอโทษ! แจงทุกประเด็นมิสยูนิเวิร์สวอล์กเอาต์ ยอมรับเหนื่อยหนักจากนี้จะปล่อยอิสระ

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.34 น.

5 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีที่กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อสาวงามผู้เข้าประกวด Miss Universe Walk out จากบริเวณห้องบอลรูมที่จัดงาน หลังจากที่ ‘บอสณวัฒน์’ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานและผู้ก่อตั้งเวที Miss Grand International (MGI) ขอคุยกับนางงามจากประเทศเม็กซิโก ‘ฟาติมา บอสช์’ (Fatima Bosch) ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าเธอนั้นถูกพูดจาไม่ให้เกียรติและถูกเรียกว่าโง่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สรุปดราม่ามิสยูนิเวิร์ส! นางงามหลายชาติวอล์กเอาต์ต่อหน้า’ณวัฒน์’ ‘มิสเม็กซิโก’เผยถูกเรียกว่าโง่)

ล่าสุด ‘บอสณวัฒน์’ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ในฐานะประธานจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2025 เป็นเจ้าภาพจัดงานปีนี้ ได้ออกมาไลฟ์สดเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยบอกว่า  อยากให้ฟังสองด้าน ไม่ใช่บริบทที่ควบคุมได้ง่าย เหตุการณ์วันนี้มาจากหลายแรงกดดันจริงๆ ตั้งแต่วันแรกเข้ากองมา ตั้งแต่เรื่องยูนิเวิร์สประกาศ การโหวตทานอาหารกับวิกตอเรีย เคียร์ ทีลวิก MU2024 ทำให้เราค่อนข้างมีปัญหา เพราะน้องๆ ผู้เข้าประกวดหลายคน จะไม่เชื่อมั่นในการทำกิจกรรม ว่าเอ๊ะจะฟังใครดี 

เพราะนโยบายมิสยูนิเวิร์ส เหมือนไม่อยากให้ทำ แต่เป็นสิ่งที่เราทำ เนื่องจากอยู่ในสัญญา ทำให้น้องๆ อาจทำบ้างไม่ทำบ้าง ให้ความร่วมมือบ้าง ไม่ให้ความร่วมมือบ้าง เราก็เข้าใจได้ ไม่ได้เกิดจากความผิดของน้องเกิดจากความรู้สึกกลัวข้อกำหนดของยูนิเวิร์ส

พอเมื่อวานเกิดเรื่องต้องไปถึงโรงพัก คนที่ต้องออกจากโรงแรม และกลับประเทศ จริงๆ มีทั้งหมด 4 คน แต่ที่ถูกต้องมีแค่ 3 แต่อีกคนเป็นห่วงเพื่อนเลยไปด้วย ตร.เลยให้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คนนั้นคือ เนชั่นแนล ไดเรกเตอร์ของเม็กซิโก ซึ่งผมเพิ่งรู้ เขามาดูแลน้องเม็กซิโก มันเลยกลายเป็นปัญหาคุกรุ่นเมื่อวานนี้ นำมาสู่ปัญหาในวันนี้

เมื่อเช้ายูนิเวิร์สได้โพสต์เรื่องกฎกติกาของการตัดสิน ว่าให้ความสำคัญกับรอบสัมภาษณ์ รอบชุดประจำชาติ และ รอบพรีลิมเท่านั้น ส่วนอื่นไม่เกี่ยวข้อง เลยเป็นสาเหตุให้เราไม่สามารถทำงานและปกครองคนได้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งจะมีปัญหากับทางทีมงานเรา ที่ขอให้น้องผู้เข้าประกวดทำงานให้กับสปอนเซอร์ ถ่ายงานถ่ายคลิปถ่ายโปรโมตให้สปอนเซอร์ ก็ได้รับการปฏิเสธ

โดยเฉพาะวันนี้ถูกปฏิเสธถึงเกือบ 20 ประเทศ มีบางประเทศ ที่ผู้ช่วยแจ้งว่าให้เหตุผลตามที่พูดไปในไลฟ์ คือ ND สั่งไว้ก่อนไป มันเลยเป็นสาเหตุที่เยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มลาติน เขาแยกตัวไปแต่งหน้าทำผมข้างบนกับกลุ่มลาติน อยู่กันเป็นกลุ่ม สัมภาษณ์ข้างบน เฉพาะลาติน มันก็ยากแก่การควบคุม มันก็ลำบากใจ

ก่อนเริ่มงานวันนี้ พยายามพูดคุย ให้น้องยอมรับการทำงานร่วมกัน ซึ่งได้ถามไป ว่าใครวันนี้ไม่ยอมทำงานบ้าง ไม่ยอมถ่ายอะไรตามที่เจ้าหน้าที่ขอร้องให้ถ่าย มันเยอะประเทศ บอกตรงๆ ทำให้เราค่อนข้างรู้สึกไม่สบายใจและโมโห ว่างานมันทำอะไรไม่ได้ อย่าง ‘เม็กซิโก’ เขาปฏิเสธ ไม่ยอมโพสต์งานให้สปอนเซอร์ ทุกอย่าง ผมถามหลายครั้งก็ไม่ตอบ ผมก็ยกตัวอย่างเม็กซิโก เพราะค่อนข้างมีกรณีกับพี่เลี้ยงที่ควบคุมและปฏิเสธอยู่เรื่อยๆ

ผมถามคำถามรอบแรกว่า สามารถทำงานให้กับสปอนเซอร์ได้ไหม เขาก็พูดอธิบาย ผมก็เลยถามว่าอยากถามว่าได้หรือไม่ได้ เพราะกลัวพูดไม่จบกันสักที เขาบอกว่าได้ ผมก็แฮปปี้ จากนั้นผมก็พูดต่อ แต่การพูดของผม 

ผมยอมรับว่าอาจพูดเสียงดัง เพราะปัญหาสั่งสมมาตั้งแต่วันแรก ใครอยู่หน้างานจะรู้ว่าปัญหาเยอะมาก ไม่ว่าจะแบ่งเป็นกลุ่ม ไม่ว่าเป็นช่างที่มาโดยที่ผมไม่รู้ว่ามาได้ยังไง เอานางงามไปแต่งส่วนตัวอยู่ข้างบน เราก็หานางงามไม่เจอ เพราะแต่งเสร็จก็ไปอัดเทปกันเอง มันยากมากที่จะไปตาม หรือขอให้มาทำงาน มันยุ่งไปหมด

เมื่อวานเป็นเรื่องคาสิโนออนไลน์อีก ก็เป็นผลกระทบ เพราะคนที่เกี่ยวข้องคือกลุ่มลาตินกลุ่มนั้นทั้งหมด อารมณ์ก็ไม่ดีครับ ผู้ช่วยก็รีพอร์ตว่าคนนั้นคนนี้ก็ยังไม่ทำงาน คนนี้ไม่โพสต์อะไรเลย ก็เลยพยายามอธิบายต่อหลังเม็กซิโกนั่งลง พูดเรื่องทั่วๆ ไปว่าคุณต้องทำนะ กว่าจะได้เงินจากอะไรต่างๆ ผมจ่ายเงินไปแล้วกี่เหรียญให้ยูนิเวิร์ส ฉะนั้นคุณต้องทำงาน ไม่ทำไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ถูก

ขณะที่พูดไป 2-3 นาที ผมไม่ได้เรียกให้ใครยืนขึ้นและถามคำถามใครเลย อยู่ๆ เม็กซิโกก็ยืนขึ้นอีกครั้ง และพูดอะไร ผมได้ยินไม่เคลียร์ เพราะเขาอยู่ไกล ผมเลยบอกเขาว่าไม่ต้องพูดหรอก ให้นั่งลง เพราะตอนนี้ผมพูดเรื่องทั่วไปกับทุกคนว่าทำไมเราต้องทำงาน อย่าไปฟังคนอื่นเยอะ เราต้องทำงาน เขาบอกเขาอยากจะพูด เขาจะพูด ผมก็เลยตอบไปว่าคำถามที่ถามตอบแล้ว ไม่มีอะไรแล้วจะพูดอะไร ผมอยากจบแล้ว

เขาก็เถียงกลับมาว่า มันเป็นเสียงของเขา ผมก็โมโหขึ้น ผมยอมรับ เพราะเขาไม่ฟังสิ่งที่เราเจรจา ผมบอกว่าใช่เป็นเสียงคุณ แต่คุณก็ต้องเคารพจากนั้นเขาก็ยิ่งเพิ่มความดังขึ้น มันอาจมีปัญหาเรื่องฟังไม่รู้เรื่องด้วย พูดไม่ค่อยเข้าใจ เขาก็ดังขึ้นๆ แล้วอยู่ๆ เขาเดินออกจากแถว

ผมก็เรียกการ์ด แต่ผมไม่ได้สั่งให้ทำอะไร การ์ดมาอยู่ข้างๆ ผม เพราะมีคนของ MU อยู่คนหนึ่งที่นั่งเป็นเพื่อนผม ที่ผมเรียกเพราะผมไม่ไว้ใจกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ผมเกือบถูกเม็กซิโกรุม คนที่ตร.เชิญออกนอกประเทศไป โดยผมตกใจว่าอยู่ๆ พุ่งเข้ามา ผมไม่รู้ในนี้มีใครอีก หรือจะทำอะไร ผมก็เรียกมาเพื่อความอุ่นใจ

เรื่องมีอยู่แค่นี้แต่ขณะเดียวกัน ทางคนเม็กซิโกที่มากับวิกตอเรีย เขาก็กวักมือให้ทุกคนออกไป ซึ่งคนก็ออกไป ส่วนมากเป็นกลุ่มลาติน เขาก็รีบขึ้นไปบนชั้นลาตินทั้งหมด รวมกลุ่มถ่ายรูปอย่างที่ทุกคนเห็น ด้วยความร่าเริง ใช้คำพูดที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ดี เรื่องราวทั้งหมดมีแค่นี้

ผมก็ขอโทษด้วยแล้วกันที่มันเกิดเป็นสภาพแบบนี้ ที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ จากนี้เป็นต้นไป เป็นนโยบายจากทางผมสั่งไปแล้ว เคลียร์ปัญหาจบในระดับหนึ่ง ให้ตามใจทุกคน เพื่อชื่อเสียงของประเทศไทย และองค์กร ดีกว่าที่เขาจะหยิบเหล่านี้ไปเล่นเป็นประเด็นให้เราเจ็บปวด

เพราะฉะนั้นจากนี้เป็นต้นไปทำได้เท่าที่ทำ ตามใจทุกคนที่อยากจะทำหรือไม่อยากทำ จะร่วมกิจกรรมหรือไม่ เราจะไม่มีการกดดันปล่อยให้ทุกคนอิสระเต็มที่ มิฉะนั้นเมื่อเราดุว่ากล่าวตักเตือนกลับกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น เราคงเลิกใช้วิธีนี้กับการประกวดครั้งนี้

ผมสั่งผ่านลูกน้องไปแล้ว ใครไม่ทำอะไรก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกค้าไม่พอใจผมจะเป็นคนพูดกับลูกค้าเอง เบื้องหลังจะเป็นยังไงทุกคนไม่ทราบแต่พวกเราทราบ เราหนักมาก …เหนื่อยมาก ทีมงานก็เหนื่อยมาก ทุกคนลำบากมากผมพูดได้แค่นี้