‘วิโรจน์’ชี้เป็นเรื่องส่วนบุคคลปม‘ผู้ช่วยสส.’แฉใช้เงินบริจาคสมัครสมาชิก ยัน‘ปชน.’ไร้ทุจริต

‘วิโรจน์’ชี้เป็นเรื่องส่วนบุคคลปม‘ผู้ช่วยสส.’แฉใช้เงินบริจาคสมัครสมาชิก ยัน‘ปชน.’ไร้ทุจริต

‘วิโรจน์’ชี้เป็นเรื่องส่วนบุคคลปม‘ผู้ช่วยสส.’แฉใช้เงินบริจาคสมัครสมาชิก ยัน‘ปชน.’ไร้ทุจริต

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

‘วิโรจน์’ขอมองเป็นรายบุคคล ปม‘ผู้ช่วย สส.’ร่อนจดหมายแฉ‘เงินบริจาคสมัครสมาชิก’ ยัน‘พรรคส้ม’ไม่มีนโยบายที่ไม่สุจริต-ไม่เคยหลอกใครมาเป็นสมาชิก ลั่นถ้าจำเป็นก็ลงโทษตามสัดส่วน

5 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการสมัครสมาชิกพรรคที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า นำเงินผู้ช่วย สส. มาสมัครสมาชิกพรรคว่า เรื่องนี้ เลขาธิการพรรคประชาชนได้ชี้แจงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการสมัครสมาชิกแบบในกรณีดังกล่าว พรรคไม่มีนโยบายเช่นนั้น นอกจากนี้ยังมีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ยืนยันเช่นเดียวกัน ซึ่งตนคิดว่า หากมีปัญหาก็ว่า เป็นรายกรณีไป

เมื่อถามว่า มีการนำจดหมายของผู้ช่วย สส. มาเปิดเผยจะทำให้พรรคเสียหายหรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ความเสียหายก็คงจะมี แต่ตนคิดว่า เป็นความเสียหายที่สามารถชี้แจงได้ ไม่ใช่เป็นความบกพร่องเชิงนโยบาย

“ผมก็เรียนตรง ๆ ทุกครั้ง แบบซื่อ ๆ ว่า สมาชิกเราก็เยอะ บุคคลที่เข้ามาร่วมกับเรามาก ยืนยันว่า นโยบายเราไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ถ้าเป็นความบกพร่องส่วนบุคคล ไม่ได้หมายความว่า พรรคจะปฏิเสธ พรรคก็ต้องรับไว้แก้ไข ถ้ามีความจำเป็นต้องลงโทษตามสัดส่วน ผมว่า ก็ต้องดำเนินการกันไป” นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่า แต่ในจดหมายผู้ช่วย สส. เขียนระบายถึงพรรค และกล่าวถึงเรื่องเงินด้วย นายวิโรจน์กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า การทำงานในทีมจังหวัดก็มีข้อตกลงกัน อย่างใครจะบริจาคให้ใคร ใครเสียสละเงินทอง ทำงานร่วมกันอย่างไร ตนคิดว่า ก็เป็นข้อตกลงภายในจังหวัด และในเวลาต่อมาอาจจะมีความไม่พอใจ หรือปัญหาเกิดขึ้นได้ ตนยืนยันว่า ไม่ได้ไม่มีปัญหา ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความพึงพอใจเกิดขึ้นเลย แต่เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องบริหารอย่างตรงไปตรงมา ตามนโยบายพรรคไม่เคยมีการสั่งการที่ไม่สุจริตว่า ให้ไปเกณฑ์คนมาสมัครเป็นสมาชิก หรือไปหลอกเขามาสมัครสมาชิก ตนคิดว่า ไม่มีจริง

เมื่อถามว่า มีหนอนบ่อนไส้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตามความตระหนักของแต่ละคน ก็รู้อยู่แล้วว่า การพูดคุยในพื้นที่ของพรรค มีการพูดคุยด้วยความสุจริตอยู่แล้ว และต้องระมัดระวัง ซึ่งตน และเพื่อนอีกหลายคนไม่ได้มีความกังวลอะไร

‘วิโรจน์’ป้องนายกฯ อย่าเพิ่งกล่าวหาเอื้อ‘ทุนเทา’ พร้อมจับมือ‘พท.’ยื่นซักฟอก หากรัฐบาลผิดฉกรรจ์

‘วิโรจน์’ป้องนายกฯ อย่าเพิ่งกล่าวหาเอื้อ‘ทุนเทา’ พร้อมจับมือ‘พท.’ยื่นซักฟอก หากรัฐบาลผิดฉกรรจ์

‘วิโรจน์’ป้องนายกฯ อย่าเพิ่งกล่าวหาเอื้อ‘ทุนเทา’ พร้อมจับมือ‘พท.’ยื่นซักฟอก หากรัฐบาลผิดฉกรรจ์

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

‘วิโรจน์’ออกโรงป้อง‘นายกฯ’อย่าเพิ่งกล่าวหาเอื้อประโยชน์‘ทุนเทา’ ชี้ยุบสภาเป็นอำนาจ‘อนุทิน’ ก่อนแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ ย้ำ‘รธน.60’โซ่ตรวนขวางพัฒนา ยันพร้อมจับมือ‘เพื่อไทย’ยื่นซักฟอก หากรัฐบาลผิดฉกรรจ์ ไม่โยงเป็นเกมการเมือง

5 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักษณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ที่ปล่อยให้ทุนเทายึดประเทศว่า ต้องบอกว่ามีอำนาจดำเนินการ เพราะวันนี้ท่านถืออำนาจ แต่เราอย่าเพิ่งไปกล่าวหาท่านว่าท่านเอื้อประโยชน์ให้ทุนเทา เพราะท่านเพิ่งมารับตำแหน่ง แต่ท่านมีหน้าที่ต้องจัดการกับทุนเทาเหล่านั้น โดยสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาก่อนวันที่ 31ม.ค.69 หากมีความสุ่มเสี่ยงทางการเมืองจะกระทบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เราก็ทำตามหน้าที่กันไป ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตนคิดว่าคณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ทำเต็มที่ ซึ่งการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะยุบสภาก็ต้องว่ากันไปในสภาฯ สมัยหน้า 

เมื่อถามว่า แบบนี้จะถือว่าผิดสัญญาใน MOA หรือไม่เพราะจะทำจะเสียของ เนื่องจากยังแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ นายวิโรจน์ กล่าวว่า อย่างน้อยเราได้พยายาม เราพูดมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ส่วนที่พรรคประชาชนต้องพูดถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ก็เพราะกฎระเบียบของประเทศ จะโอเคหรือไม่ที่ 2 ปีเปลี่ยนนายกฯ 3 คน แล้วจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างไร อย่างนโยบายเศรษฐกิจ ที่ตอนนี้กลายเป็นแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งคนละครึ่ง ชอปช่วยชาติ แต่นโยบายเศรษฐกิจ ต้องพูดถึงการลงทุนในสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ กระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น

“ผมเคยคุยกับสส.พรรคเพื่อไทย ว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้น แล้วนโยบาย 30 บาท ยังไม่เคยเกิด แต่มาเกิดในยุคนี้คิดว่าจะผ่านหรือไม่ คำตอบคือไม่น่าผ่าน เพราะแค่คิดก็จะมีนักร้องไปร้อง แล้วจะมีเก้าอี้ 9 ตัว ทำตัวเป็นเดอะวอยซ์กดหันหลัง แล้วก็ไปกันไม่ได้ สิ่งที่ผมพูดไม่เกินไป ระบบแบบนี้เคยเกิดขึ้นในรถไฟความเร็วสูง สุดท้ายทำให้ประเทศเราถูกเหนี่ยวรั้ง ถูกโซ่ตรวนในการพัฒนาประเทศ ทำได้แต่คนละครึ่งคนละข้างแบบนี้ และย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ” นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่า คาดหวังว่านายกฯ จะยุบสภาหลังจาก ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขผ่านวาระ 3 แล้วหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่าตนก็คาดหวัง หากพรรคภูมิใจไทยเห็นปัญหาเดียวกับเราว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นโซ่ตรวนในการพัฒนาประเทศ ตนก็ตั้งคำถาม ว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 60 วันที่ร่างรู้จักปัญญาประดิษฐ์แล้วหรือไม่ ซึ่งคิดว่าเขาไม่เคยคิด

“เขาจินตนาการอนาคตโดยเอาอดีตมาจินตนาการ แต่การจินตนาการในอนาคตต้องใช้ความเป็นปัจจุบัน เพื่อจินตนาการอนาคตข้างหน้า Good Old Days ย้อนรำลึกวัยหวาน แล้วก็เป็นนโยบายที่ไม่ใช่อนาคต แต่ผมจะเรียกว่านโยบายที่แก้ไขอดีตที่คุณไม่พึงพอใจ แล้วคุณเรียกสิ่งนั้นว่าอนาคต“ นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่า เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ มีโอกาสที่พรรคประชาชนอาจจะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่นายวิโรจน์ กล่าวว่า หากมีเนื้อหาสาระที่จำเป็นต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะยื่น เพราะไม่ได้อยู่ในข้อตกลง MOA หากมีเรื่องที่หนักหนาสากันหรือประเด็นที่เป็นภัยร้ายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนพรรคประชาชนก็พร้อมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และพร้อมที่จะจับมือกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยเอาเนื้อหามาคุยกัน

“แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องอภิปรายโดยยึดกับเนื้อหาสาระ ถึงความผิดฉกรรจ์ที่รัฐบาลก่อ และเนื้อหาสาระในการอภิปราย เราจะไม่ใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาเป็นเกมทางการเมืองหรือเป็นช่องทางระบายความแค้นส่วนตัวของใคร เรายึดเนื้อหาสาระเป็นหลัก หากมีเนื้อหาสาระที่มากพอก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายวิโรจน์ กล่าว

‘มาร์ค’ไม่หวั่นถูกขุดเหตุ‘สลายชุมนุมปี53’ป่วน วิจารณ์อยู่ในขอบเขตไม่มีปัญหา

‘มาร์ค’ไม่หวั่นถูกขุดเหตุ‘สลายชุมนุมปี53’ป่วน วิจารณ์อยู่ในขอบเขตไม่มีปัญหา

‘มาร์ค’ไม่หวั่นถูกขุดเหตุ‘สลายชุมนุมปี53’ป่วน วิจารณ์อยู่ในขอบเขตไม่มีปัญหา

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.35 น.

นักการเมืองต้องตรวจสอบได้! ‘มาร์ค’ไม่หวั่นถูกขุดเหตุ‘สลายชุมนุมปี53’ป่วน ชี้ถ้าวิจารณ์อยู่ในขอบเขตไม่มีปัญหา ยันยังสมาธิดีเดินหน้าขายนโยบายต่อประชาชน

5 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ถูกนิสิตจุฬาฯชูป้ายโจมตีกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 ที่ต่อไปอาจจะกลายเป็นปัญหาในเวลาลงพื้นที่อาจจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ว่า ไม่เป็นไรถ้าเราใช้สิทธิเสรีภาพอยู่ในขอบเขตและในกรณีที่เกิดขึ้นได้พยายามใช้คำอธิบายต่างๆ ถึงเหตุผลข้อเท็จจริง ซึ่งสามารถตรวจสอบและเห็นต่างกันได้ คิดต่างกันได้ วิพากษ์วิจารณ์กันได้ ทุกอย่างอยู่ในขอบเขตก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร

เมื่อถามว่านายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อปี 53 ศาลยังไม่เคยตัดสิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอให้ไปฟังคำพูดของตนคำต่อคำ และตรวจสอบข้อมูลกับสาธารณะที่มีอยู่ก็ชัดเจนอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าขบวนการที่เกิดขึ้นเป็นการดิสเครดิตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ต้องมองอะไร ตนถือว่าเมื่อเขามาแล้วสอบถามเราก็ชี้แจง เพราะตนเป็นคนหนึ่งที่พูดตลอดว่าคนเป็นนักการเมืองต้องตรวจสอบได้ และเราเคารพการใช้สิทธิของเขาไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

เมื่อถามว่ามีนักวิชาการบางคนถึงขั้นใช้คำว่านายอภิสิทธิ์ ไม่ควรกลับมาลงสนามอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นความเห็นของท่าน

เมื่อถามย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไปต่อได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชน แต่ความตั้งใจของตนและกรรมการบริหารพรรคคืออะไร ซึ่งตนก็แถลงข่าวไปแล้ว ยืนยันว่าเป็นการเมืองที่สุจริต เป็นการเมืองที่รับผิดชอบ

เมื่อถามว่าจากนี้ไปเวลาลงพื้นที่หาเสียงอาจจะโดนป่วนเหมือนลักษณะเดียวนี้อีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตก็ไม่มีปัญหา แต่ทั้งหลายทั้งปวง ก็อยากให้ทุกฝ่ายเคารพในการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย เท่านั้นเอง

ส่วนที่ว่าภาพเก่าจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะตนเป็นคนหนึ่งที่พูดมาตลอดว่าทำอะไรไว้ พูดอะไรไว้ตนก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมดไม่ได้มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสเปิดเวทีแสดงเหตุผลชี้แจงกับคนรุ่นใหม่อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วจากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งก็ต้องมีเวทีสื่อสารเยอะอยู่แล้ว ซึ่งตนเชื่อว่าทุกอยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้เรามุ่งไปสู่เรื่องของอนาคตเพราะตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมือง เศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ติดล่มแบบนี้ก็เพราะเราไม่พยายามพูดถึงปัญหาที่มีความสำคัญในระดับประเทศและประชาชน

“นโยบายพูดกันน้อยมาก และมักจะเป็นเรื่องของนโยบายเฉพาะหน้า ขณะที่ความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการก้าวเดินไปด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายอย่าง พร้อมๆกับการมีนโยบายใหม่ ซึ่งเป็นความตั้งใจที่พวกเรานำเสนอ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เราหลุดโฟกัสที่เราจะขายนโยบายให้กับประชาชน เพราะต้องคอยตอบคำถามเรื่องเดิมๆนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “สมาธิผมดีอยู่ เดินหน้าทำงาน และวางแนวทางเอาไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่เราก็ไม่ต้องไปหนีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเราต้องรับผิดชอบ และเราก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น”

ดิ้นกันจัง! ‘วิโรจน์’เหน็บแค่แคมเปญมีเราไม่มีเทา ฟาด‘หัวหน้า พท.’ประกาศให้ชัด‘มีเพื่อไทยก็มีเทา’

ดิ้นกันจัง! ‘วิโรจน์’เหน็บแค่แคมเปญมีเราไม่มีเทา ฟาด‘หัวหน้า พท.’ประกาศให้ชัด‘มีเพื่อไทยก็มีเทา’

ดิ้นกันจัง! ‘วิโรจน์’เหน็บแค่แคมเปญมีเราไม่มีเทา ฟาด‘หัวหน้า พท.’ประกาศให้ชัด‘มีเพื่อไทยก็มีเทา’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

จะเก็บทุนเทาไว้ตั้งรัฐบาลหรือ?! ‘วิโรจน์’ ฟาดกลับ ‘หัวหน้าเพื่อไทย’ วิจารณ์ขรมแคมเปญหาเสียง ‘พรรคส้ม’ ลั่นงั้นก็ประกาศให้ชัด ‘มีเพื่อไทยก็มีเทา’ เหน็บดิ้นกันจังเลย ถ้าไม่เทาก็ไม่ต้องสั่นระริกระรี้ งงไม่ได้โฟกัสอะไร ทำไม ‘กล้าธรรม’ ตอบสนอง ยันแค่สังเกต เปล่ากล่าวหา แซะเจ็บไม่ได้ปักธูปดอกเดียวแล้วหลวงปู่ทรงนามบอกมา

5 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตือนถึงแคมเปญรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาชน “มีเราไม่มีเทา” ให้ระวังในตอนจัดตั้งรัฐบาลว่า แล้วพรรคเพื่อไทย เขาจะเอาเทาหรือ ถ้าเพื่อไทยไม่เห็นด้วย ก็ทำแคมเปญได้ ว่า มีเพื่อไทยก็มีเทา ตนคิดว่า เทาของเรา คือในเรื่องของสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะจะเป็นการค้ามนุษย์ ยาเสพติด สแกมเมอร์การหลอกลวงออนไลน์ ตนเรียกว่าธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ ที่เราคิดว่าเงินสกปรกเหล่านี้ ทุนสีเทาเหล่านี้ ไม่ควรจะเคลื่อนเข้ามา ยึดกลุ่มประเทศของเรา ผ่านกลไกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเอานักการเมือง เข้ามาเป็นเครือข่าย จนกลายเป็นนักการเมืองสีเทา เงินสกปรกไปซื้อเสียง ไปซื้อตำแหน่งให้กับข้าราชการระดับสูง เอาข้าราชการระดับสูงมาเป็นลูกสมุน เป็นมือเป็นไม้ในการรับใช้ และเอานักการเมืองสีเทา ไปผลิตนโยบายเพื่อเอื้อ ประโยชน์ให้กับทุนสีเทา ที่เอาเงินมายึดประเทศ ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือเข้ามาลงทุน ในธุรกิจต่างๆ หรือเอาเงินที่สกปรกต่างๆเหล่านี้ มาซื้อธุรกิจเพื่อฟอกเงิน แล้วตัดราคา ทุ่มตลาดเพื่อทำลาย ธุรกิจของคนไทย

ทั้งนี้ ตนขอตั้งคำถามกลับไปยัง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่จริงๆคิดว่าท่านจะต้องมีความตระหนักมากกว่าใคร เพราะเคยดำรงตำแหน่ง ถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่รู้ผิดร้าย และภัยความมั่นคง ของทุนสีเทาข้ามชาติ เป็นอย่างดี ดังนั้น ต้องถามท่านกลับ และให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบายมาเลย “มีเพื่อไทยมีเทาแน่นอน” ก็จะให้ประชาชนเลือกว่าถ้าเลือกเพื่อไทย ก็จะเจอทุนเทายึดประเทศ เข้ามาทำลายธุรกิจไทย เข้ามาสร้างนักการเมืองสีเทา ซึ่งข้าราชการสีเทา และบ่อนทำลายประเทศถ้าชอบแบบนี้ก็เลือกเพื่อไทย แต่ถ้าเกิดต้องการนโยบายที่ดีที่ชัดเจน ที่ป้องกันประเทศเราจากทุนสกปรก คุ้มครองธุรกิจของคนไทย คุ้มครองประชาชนคนไทย ไม่ต้องเผชิญหน้ากับโจรสแกมเมอร์ที่ หลอกลวงเอาเงิน ของคนไทยไปปีปีหนึ่ง กว่า 115,300 ล้าน ถูกล้วงกระเป๋าทุกวัน และ1 ใน 5คือผู้สูงอายุ คือพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเรา และมีการประเมินว่าโดยเฉลี่ยต่อรายที่โดน คือกว่า 100,000 บาทเศษ เป็นกลุ่มทำงาน 70,000 กว่าบาท แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ก็ 400,000 กว่าบาท ดังนั้นสแกมเมอร์มีกลุ่มเป้าหมายไปที่ ปู่ย่าตายายของเรา ที่เขาไม่สามารถ หารายได้ในยามบั้นปลาย ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว  ตนจึงขอตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทย จะเก็บทุนสีเทาเอาไว้ร่วมรัฐบาลหรือ

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า การที่พรรคออกแคมเปญแบบนี้ตนนั้นไม่ได้อยากให้เรียกว่าเป็นแคมเปญแต่อยากให้เป็นสามัญสำนึกของนักการเมืองที่พึงจะมี เพราะเวลาเรียกว่าแคมเปญนั้นรู้สึกว่าเบาไป แต่เป็นสามัญสำนึกที่รับผิดชอบทางการเมือง ที่ประชาชนมอบให้ ซึ่งคำว่า“เทา” ของเราไม่ได้พุ่งเป้าว่าเป็นนาย ก.หรือนาย ข. แต่หมายถึงระบบป้องกันที่ไม่ให้ทุนสีเทาเข้ามาเป็นภัยร้ายกับประชาชนและผู้ประกอบการ ดังนั้นถ้าหากเราจะต้องจัดตั้งคณะรัฐมนตรีก็จะต้องมีนโยบายในเรื่องนี้ที่ชัดเจน ว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันและปราบปรามทุนสีเทา สแกมเมอร์เหล่านี้ให้สิ้นซาก ซึ่งแบบนี้พรรคเพื่อไทยไม่เอาหรือ ถ้าเรายื่นเงื่อนไขแบบนี้ในการจัดตั้งรัฐบาล หรือเพราะพรรคเพื่อไทยเกรงใจว่าถ้าสาวไปสาวมา กลัวว่าจะเจอใครที่เป็นกลุ่มก้อนของตัวเอง

“พรรคประชาชนยืนยันว่าเราจะต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าเจอใครก็ต้องจัดการ ต่อให้คนคนนั้นที่เราจะเคยรู้จัก ซึ่งในแวดวงการเมือง อาจจะมีการโยงเส้นทางทางการเงิน แล้วจะไปเจอใครที่บังเอิญรู้จัก หรือเพิ่งจะมารู้ว่าคน คนนี้ทำธุรกิจ ที่เกี่ยวกับภัยร้ายแบบนี้ ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา” นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามถึงนโยบายของพรรคประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง หลังพรรคเพื่อไทย ชูนโยบายล้างหนี้และบอกว่ามีนโยบายล้ำหน้ากว่าพรรคอื่นไปมาก นายวิโรจน์ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งการจัดการกับทุนเทาและสแกมเมอร์ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญ ถ้าจัดการไม่ได้และคนไทยถูกล้วงกระเป๋าทุกวัน วันละกว่า 300,000,000 บาทรวมถึงต้องมีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และต้องทำให้มั่นใจได้ก่อนว่า ดอกเบี้ยและสัญญาที่ประชาชนทำไว้กับสถาบันการเงินมีความเป็นธรรม จากนั้นคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนชำระหนี้ได้ เรื่องนี้ต้องมีความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ที่จะเข้ามาตรวจสอบว่าสถาบันการเงินมีการคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมหรือไม่ จากนั้นก็จะต้องมีการส่งเสริมการลงทุน และดึงเงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมและนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมนักลงทุนของไทยให้สามารถเติบโตได้ นอกจากนี้จะต้องมีการลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม เช่นค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ซึ่งถ้าเราทำเรื่องเหล่านี้ได้พร้อมกัน นี่คือการคิดอย่างเป็นระบบ แต่ขอให้อดใจรอทีมเศรษฐกิจของประชาชน ตนไม่อยากเปรียบเทียบว่าใครก้าวหน้ากว่าหรือไม่ก้าวหน้ากว่า แต่เป็นเรื่องของใครคิดรอบคอบหรือไม่รอบคอบ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยคิดนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อให้กับนายทุน หรือจะต้องไปเกรงใจในทุนสีเทากลุ่มใด

เมื่อถามว่า มองปรากฏการณ์ความขัดแย้งระหว่างพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชนอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่าแต่ละคนต้องตรวจสอบซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องที่ดีของประชาชนที่จะได้ข้อมูลที่โปร่งใส  ซึ่งตนมั่นใจในน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชนอยู่แล้ว เพราะรู้จักและทำงานร่วมกันมา ซึ่งเขาพร้อมเปิดอยู่แล้ว และนายไผ่ ลิกค์สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ก็มาร่วมเปิดเผยด้วย โดยหากพบอะไรที่เป็นข้อบกพร่องที่อธิบายได้ ก็แก้ไขปัญหากันไป แต่หากเกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรม และทำธุรกิจผิดกฎหมายก็ต้องกวดขันกันไป

“ถ้าเกิดแชทหลุดออกไป อย่างมากก็มีการแซวเรื่องลิเวอร์พูลบ้าง แซวแมนยูบ้าง และเป็นข้อมูลการทำงานที่เปิดเผยได้อยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นคำที่เป็นกันเองหน่อย อาจจะมีการใช้คำพูดแบบชื่อย่อบ้าง หรือเป็นคำพูดลำลองสบาย ๆตามที่เปิดเผยผมก็ดูอยู่ ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรที่ผิดกฎหมาย“ นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่า การเปิดแคมเปญ “มีเราไม่มีเทา” เป็นการบีบให้พรรคภูมิใจไทยเลือกระหว่างพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ในการเลือกตั้งสมัยหน้าหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าว รู้สึกสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมเปิดแคมเปญนี้ แล้วมีคนดิ้นเยอะจังเลย ถ้าไม่เทาก็อยู่เฉย ๆ เพราะเราไม่ได้บอกว่า ใครคือ เทา ใครคือ ดำ ซึ่งตอนนี้มีคนเดือดร้อนกันเยอะไปหมด ถ้าไม่เทาก็ไม่ต้องกลัว ถ้าไม่เทาต่างคนก็ต่างทำงานกันต่อ ตนก็พร้อมถูกตรวจสอบ ถ้าสังเกตดูพรรคประชาชนไม่เคยจับผิด หรือหยิบยกเอาเรื่องเล็ก ๆ หรือเอานิติสงครามไปนั่งไล่ว่า ผิดระเบียบ มีใบหรือไม่ ความผิดพลาดเชิงธุรการเราไม่มี แต่เราจะจับผิดแต่เรื่องใหญ่ เชื่อมโยงระหว่างหลักฐานกับ หลักฐาน และทำแต่เรื่องที่มีนัยยะสำคัญต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ

“ถ้าท่านใดไม่เทา ท่านก็เก็บอาการนิดนึง อยู่เฉย ๆ ยืนตรง ๆ ก็ไม่ต้องสั่น ไม่ใช่มือสั่นระริกระรี้ เดี๋ยวคนเขาจะตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถามอีก“ นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีคนตั้งข้อสังเกตได้ว่า ตรวจสอบแต่พรรคกล้าธรรม ไม่ตรวจสอบพรรคภูมิใจไทย นายวิโรจน์ กล่าวว่าเราไม่เคยไปโฟกัสที่พรรคกล้าธรรม เราพูดภาพรวมว่า ต้องตรวจสอบตามระบบ ก็งงว่า ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงตอบสนอง มันมีปฏิกิริยาของพรรคกล้าธรรมเอง พวกเราไม่ได้กล่าวหา จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้กล่าวหา แต่เป็นการตั้งข้อสังเกต ซึ่งถ้าไม่มีอะไร ท่านก็อย่ามีปฏิกิริยาตอบสนอง มันไม่ใช่อยู่ดี ๆ แล้วเราจินตนาการปักธูปดอกเดียว แล้วจินตนาการว่า เป็นพ่อปู่ทรงนาม บอกมาว่า อย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ไม่ใช่ ซึ่งตนเข้าใจว่านางสาวรักชนก ไม่เคยพูดชื่อย่อบ่อยครั้ง หากจะพูดก็ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งกว่านี้ไม่ใช่แค่พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกต แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตร่วมกันจากประชาชน ลองไปดูการแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย

ไกลมาก! ‘เพื่อไทย’ เตรียมพาคนไทยไปไกลกว่าดวงจันทร์

ไกลมาก! 'เพื่อไทย' เตรียมพาคนไทยไปไกลกว่าดวงจันทร์

ไกลมาก! ‘เพื่อไทย’ เตรียมพาคนไทยไปไกลกว่าดวงจันทร์

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ไกลมาก! ‘เพื่อไทย’ เตรียมพาคนไทยไปไกลกว่าดวงจันทร์

5 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย” โพสต์ข้อความระบุว่า…

สิ่งที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากฝันใหญ่

เช่นเดียวกับ “MOONSHOT” ไอเดียของอเมริกาในยุค 1960s ที่ทะเยอทะยานในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์

จากที่ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นไปได้ ก็กลายเป็นนวัตกรรมที่โลกทึ่ง

เช่นเดียวกับ “30 บาทรักษาทุกโรค” นโยบายที่ครั้งหนึ่งแทบไม่มีใครเชื่อว่าเป็นไปได้ แต่วันนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับกันถ้วนหน้า

เพราะพรรคเพื่อไทยคิดใหญ่ ทำเป็น

MOONSHOT FORUM เวทีตาดูดาว เท้าติดดิน คือการฝันต่อถึงอนาคตที่ดีที่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และการสร้างความหวังให้คนไทย จำเป็นต้องคิดให้ไกลกว่าปัจจุบัน เพื่อนำโอกาสและความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่พี่น้องประชาชน

เตรียมพบกับฟอรั่มด้านนโยบายที่จะพาคนไทยไปไกลกว่าดวงจันทร์! ????

เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน

‘รัชดา’ เข้ากราบขอบพระคุณ ‘นายกฯหนู’ ให้ความไว้วางใจ พร้อมเริ่มบทบาทใหม่วันแรก

'รัชดา' เข้ากราบขอบพระคุณ 'นายกฯหนู' ให้ความไว้วางใจ พร้อมเริ่มบทบาทใหม่วันแรก

‘รัชดา’ เข้ากราบขอบพระคุณ ‘นายกฯหนู’ ให้ความไว้วางใจ พร้อมเริ่มบทบาทใหม่วันแรก

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

5 พ.ย. 68 นางรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งของ นายภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “ในวันที่เริ่มบทบาทใหม่ วันแรกของการเริ่มงานในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ไปกราบขอบพระคุณท่านนายกฯ ที่ให้ความไว้วางใจมาทำงานตำแหน่งนี้ในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาหลายด้าน ที่ผ่านมาคิดเสมอว่าหากวันหนึ่งได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นและสังคม ก็จะไม่รีรอ

ขอบคุณน้องกวาง เลขาธิการนายกฯ ที่เชื่อมั่นในตัวพี่และจริงจังกับการอยากให้มาทำงานด้วยกัน

ขอบคุณ รมต.ภราดร ที่เห็นความถนัดและประสบการณ์ของเรา และมอบหมายงานที่ต้องการคนไปขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบเวลาอันจำกัด

ส่วนอนาคตการเมืองนั้น วันนี้ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทยแล้ว จะขออาสาทำเรื่องสังคม สตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการขับเคลื่อนสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพราะได้ทำเรื่องนี้มาหลายปีสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ฯ ในฐานะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และทางพรรคมีบุคลากรที่มีศักยภาพร่วมเจตนารมณ์เดียวกัน แน่นอนที่สุดว่า สถาบัน ”พรรคประชาธิปัตย์“ ยังอยู่ในใจเสมอ เพราะเป็นทั้งบ้านหลังแรกและโรงเรียนการเมืองที่ได้สร้างเรามาจนเติบโต ได้ทำหน้าที่ผู้แทนประชาชน และในบทบาทอื่นอีกมากมาย ความผูกพันนี้จะไม่มีวันลืมเลือน

สิ่งดีงามที่ได้เรียนรู้จะนำไปใช้ในการทำงานการเมืองตลอดไป” 

‘อภิสิทธิ์’ผุดแคมเปญ‘สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ’ เชิญชวนปชช.เสนอตัวเป็น‘ผู้สมัคร สส.ปชป.’

‘อภิสิทธิ์’ผุดแคมเปญ‘สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ’ เชิญชวนปชช.เสนอตัวเป็น‘ผู้สมัคร สส.ปชป.’

‘อภิสิทธิ์’ผุดแคมเปญ‘สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ’ เชิญชวนปชช.เสนอตัวเป็น‘ผู้สมัคร สส.ปชป.’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.10 น.

ชวนมาเหนื่อย!‘อภิสิทธิ์’ผุดแคมเปญ‘สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ’ เปิดกว้างเชิญชวนประชาชนที่ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองเสนอตัวเป็น‘ผู้สมัคร สส.ประชาธิปัตย์’ ยันเดินหน้าสร้างคน-พรรค-ประเทศ มองบวก‘เฉลิมชัย’ไขก๊อกเล็งหอบสส.ในมุ้งชิ่งหนี จะได้เริ่มต้นจากศูนย์-สร้างกันใหม่เลย

5 พ.ย.2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะกรรมการบริหารพรรคบางส่วน ร่วมแถลง Kick-off รับผู้ประสงค์จะยื่นแสดงความจำนง ลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “สส.ที่ดีคุณเองก็เป็นได้นะ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราทําหน้าที่ตามสัตยาบันไปก่อน เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่ได้รับรอง แต่ไม่สามารถรอทุกสิ่งทุกอย่างได้ เนื่องจากเงื่อนไขสภาวะทางการเมืองขณะนี้ เราต้องทำงานแข่งขันกับเวลาอยู่แล้ว ดังนั้น ในวันนี้เราจึงตัดสินใจว่า เราจะเริ่มต้นดำเนินการเริ่มโครงการเชิญชวนคนที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองให้มาร่วมกับเรา โดยการเสนอตัวสมัครเป็น สส. การที่เราทําเรื่องนี้ เพราะพวกเรามีความตั้งใจในขณะนี้ว่า บ้านเมืองเรา ประเทศเรา มีปัญหาสะสมเรื้อรังยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลายาวนาน ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเพราะการเมืองไม่สุจริต และการเมืองที่ไม่สุจริต ไม่เพียงแต่สร้างปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองทุกวันนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นสื่อไหน ก็มีแต่การพูดถึงเรื่องปัญหาเงินทุนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชั่น การกระทําผิดกฎหมาย บางครั้งเกี่ยวข้องไปถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การเมืองที่ไม่สุจริต เป็นที่มาของการที่ระบบเศรษฐกิจขาดประสิทธิภาพ การเมืองที่ไม่สุจริต เป็นที่มาที่ทําให้เกิดปัญหาสะสมของสังคมมากมาย รวมไปถึงปัญหายาเสพติด และการพนัน ทั้งหมดนี้ ถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ตนก็มองไม่เห็นว่า บ้านเมืองเราจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ทั้งๆ ที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างมากมายของประเทศ แต่การเมืองที่เราเสพทุกวันกลับกลายเป็นว่า ใครจะอยู่พรรคไหน อีกนานเท่าไหร่ นโยบายมีแต่เรื่องตัวเลขสองหลักต่อท้ายคําว่าล้านต่อเขต ตนไม่เชื่อว่าการเมืองไทยประเทศไทยจะเดินไปแบบนี้ได้ โดยที่ประชาชนไม่เดือดร้อนไปมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น กรรมการชุดนี้ จึงตัดสินใจว่าในสถานการณ์ซึ่งเวลามีจำกัดอยู่แล้ว ประกอบกับที่ตนเคยเรียนกับสื่อมวลชนตั้งแต่ก่อนที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง เพื่อน สส.หลายท่านบอกว่า เนื่องจากมีการพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่น และคงไม่ได้อยู่ร่วมงานกับตนอีกต่อไปนั้น ตนอยากจะบอกว่า นับถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ถือว่า เรายังไม่ได้มีการอนุมัติผู้สมัคร สส.แม้แต่เขตเดียว แต่เราจะนับหนึ่งวันนี้

“ใครเชื่อเรื่องการเมืองสุจริต ใครที่รู้ตัวเองว่ามีดีในตัวใครที่รู้ว่าแนวทางที่จะพัฒนาประเทศควรจะเป็นอย่างไร เราเชิญชวนว่า วันนี้เราพร้อมสร้างคน คนสร้างพรรค และพรรคสร้างประเทศ นี่คือแนวทางที่เราจะเดินหน้า เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะทําโครงการที่ใช้คําว่า สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ วันนี้ประชาชนไม่สามารถคาดหวังว่า สส.ที่ดีจะลอยมาจากที่ไหน และประชาชนอีกจํานวนมากเชื่อว่าไม่ได้ตั้งความหวังกับสส.ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม ดังนั้น วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน เราเปิดโอกาส และเชิญชวนคนทั้งประเทศ ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย และมีความตั้งใจ ที่จะมาทําการเมืองสุจริต มาร่วมกับเรา ย้ําอีกครั้งว่า อย่ารอคนอื่นมาเป็นตัวแทนของท่าน สส.ที่ดีคุณเองก็เป็นได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงแนวโน้มส่งผู้สมัครครบทุกเขตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าทุกคนตอบรับเข้ามาจากทั่วประเทศ ก็ส่งครบแน่นอน สื่อชอบวิเคราะห์ว่า พื้นที่การเมืองเป็นของคนนั้นเป็นของคนนี้ แต่วันนี้เราอยากตั้งต้นการเมืองใหม่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ไหน ไม่มีใครเป็นเจ้าของประชาชน เราอยากเชิญชวนว่า ประชาชนส่งคนดีมาเป็นผู้แทนที่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าร่วมกับเราในแนวทางนี้ และสนใจแสดงตัวเข้ามามากๆ เราก็จะส่งผู้สมัครได้ทั่วถึงมากที่สุด

“ใจผมก็อยากส่งครบทุกเขตอยู่แล้ว เพราะผมคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ควรเป็นพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่เขตเลือกตั้งไหน จังหวัดไหน ภาคไหน” นายอภิสิทธิ์ ย้ำ

เมื่อถามว่าการตั้งต้นใหม่ในสภาวะการเมืองที่ใช้เงินสู้ ประเมินว่าจะไปได้มากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อยู่ที่ประชาชน ตนทราบดีว่า เลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะนักวิชาการ สื่อ หรือคนในวงการ ก็ยอมรับว่า การใช้เงินหนักหนาสาหัสรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตนเชื่อว่า ต้องมีจุดพลิกผันที่ทําให้ประชาชนเห็นว่า ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ ทั้งเศรษฐกิจสังคม เราก็จะติดอยู่แบบนี้ตลอดไป มิหนำซ้ํา อาจจะเสื่อมโทรมลงด้วยซ้ำ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ประเทศอื่นเดินไปข้างหน้ารวดเร็วกว่าเรา หากสามารถทําให้ประชาชนมองเห็นอันตรายตรงนี้ได้ ตนว่าไม่มีใครสรุปได้หรอกว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ตนยืนยันว่า เราจะเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่ง ที่ไม่ยอมให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องของการประมูลสำหรับสโลแกนพรรคนั้น น่าจะต้องมองเลยสโลแกนไป การที่ตนเริ่มต้นทํากับกรรมการชุดใหม่ จะเห็นว่าตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรากําลังนําเรื่องใหญ่ของประเทศมาพูดคุยกัน ทั้งเรื่องระหว่างประเทศ การค้า การลงทุน ที่จะกระทบกับเรา และเราจะเดินหน้าต่อ เกี่ยวกับเรื่องรายละเอียดเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และเชิญชวนภาคส่วนต่างๆ

“แน่นอนที่สุด คือการเมืองในบ้านเมืองที่สุจริต ผมพูดตั้งแต่วันแรกที่รับตําแหน่งว่า ถ้าไม่สร้างเครื่องจักรที่จะทําให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหาอีกหลายปัญหาก็จะแก้ไม่ได้  การที่เราตั้งไว้ตรงนี้คือ การเมืองต้องสุจริต เศรษฐกิจต้องโต ขณะเดียวกันความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็เป็นปัญหาที่คนรู้สึกอย่างมาก รวมถึงความยุติธรรม และกระบวนการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นเรื่องใหญ่ แม้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องสโลแกน แต่เราจะนําทุกปัญหามาเพื่อตอบโจทย์”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงการรับมือกับการที่เลือดไหลออกพรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ถือว่าตนตั้งต้นจากศูนย์ เพราะยังไม่มีการอนุมัติผู้สมัครท่านใดเลย ใครตัดสินใจอย่างไร เราก็ไม่ว่ากัน เราเคารพการตัดสินใจ แต่ถ้าจะอยู่ที่นี่ ก็ต้องเป็นแนวทางนี้ เราเชื่อว่ามีคนพร้อมจะมาร่วมแนวทางนี้มากเพียงพอ ที่จะทําให้เราเดินต่อได้

ส่วนกรณี อดีตหัวหน้าพรรคลาออก และจะนํา สส.พรรคทั้งหมดไปด้วยนั้น จะส่งผลกระทบต่อพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า กว่าจะถึงวันยุบสภา จํานวน สส.ที่เหลืออยู่จะน้อยมาก วันนี้ตนเลยตั้งสมมติฐานใหม่ว่า เริ่มจากศูนย์แล้วกัน มาสร้างกันใหม่เลย วันนี้สร้างคนให้คนสร้างพรรคไปสร้างบ้านเมืองที่ดี จึงขอเชิญชวนแบบนี้ ใครที่จะอยู่ก็ต้องมาในแนวทางนี้ ใครอยากจะไปอยู่กับพรรคอื่นก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละท่าน

ส่วน สส.ในพรรคมีการเข้ามาลาส่วนตัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า บางคนพูดมาตั้งแต่เลือกตนแล้วว่า ด้วยความผูกพันก็อยู่เลือกให้ แต่คงไม่ได้อยู่ร่วมทํางานด้วยกัน หลายท่านก็พูดอย่างนี้ตรงไปตรงมา โดยกฎหมายเราเข้าใจว่า ขณะนี้ที่เขายังไม่ลาออก เพราะเขาจะสูญเสียสถานภาพ สส.

เมื่อถามว่า แปลว่าไม่มีวิธีการหยุดเลือดเก่าไม่ให้ไหลออกใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่างว่า คงไม่ใช่เรื่องวิธีการ แต่แนวทางพรรคตอนนี้เป็นอย่างนี้  แต่ละท่านก็ต้องตัดสินใจว่า อยากเดินแนวทางไหน ถ้าพร้อมจะเดินแนวทางนี้ เรายินดีอยู่แล้ว แต่หากเห็นว่ามีพรรคการเมืองอื่น มีอะไรที่ดีกว่า หรือคุยไปลึกแล้ว ตัดสินใจรับปากไปแล้ว เราก็เข้าใจ หน้าที่เราก็สร้างคนใหม่

เมื่อถามว่ามองการสร้างคนใหม่ ในระยะเวลาจํากัดไว้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ผมไม่โกหกนะครับ เชิญชวนนี่ คือชวนมาเหนื่อย ไม่ได้ชวนมาสบาย เพราะวันนี้ถ้าไม่เหนื่อย บ้านเมืองก็ไม่ดีขึ้น ชวนมาเหนื่อย มาทุ่มเทกับพวกเรา ถึงเวลาแล้ว เราต้องมาทําการเมืองให้ไม่เหมือนการเมืองที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้”

เมื่อถามถึงเกณฑ์คัดเลือก หากเกิดกรณีที่มีผู้สมัครใหม่ มีความประสงค์ลงเขตเดียวกับผู้สมัครเดิม นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า จะมีการประกาศหลักเกณฑ์คัดเลือก ว่าจะสรรหาอย่างไร เราก็อยากมีปัญหา หรือความทุกข์แบบนี้ คือหลายคนมาลงในเขตเดียวกัน

‘สฤษฎ์พงษ์’ นั่ง ‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ หลัง ‘ไชยชนก’ ไขก๊อก

‘สฤษฎ์พงษ์’ นั่ง ‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ หลัง ‘ไชยชนก’ ไขก๊อก

‘สฤษฎ์พงษ์’ นั่ง ‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ หลัง ‘ไชยชนก’ ไขก๊อก

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.50 น.

‘สฤษฎ์พงษ์’ นั่ง ‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ หลัง ‘ไชยชนก’ ไขก๊อก

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ หรือMOU2543 และ2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ได้มีวาระเลือกประธานกมธ.คนใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลงเนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยลาออก โดยที่ประชุม มีมติเห็นชอบให้ นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ.ฯ แทนโดยไม่มีผู้เสนอแข่ง

ชื่นมื่น! ‘ธรรมนัส’ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เข้ากราบตัก-ร่วมวงอาหารกลางวัน พ่อนายกฯอนุทิน

ชื่นมื่น! 'ธรรมนัส'ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เข้ากราบตัก-ร่วมวงอาหารกลางวัน พ่อนายกฯอนุทิน

ชื่นมื่น! ‘ธรรมนัส’ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เข้ากราบตัก-ร่วมวงอาหารกลางวัน พ่อนายกฯอนุทิน

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.42 น.

“ธรรมนัส”ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เข้ากราบตัก”ชวรัตน์”พร้อม ร่วมวงอาหารกลางกับครอบครัว “ชาญวีรกูล”ชื่นมื่น 

เมื่อเวลา 11.57 น. วันที่ 5 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล และขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางวัน 

ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินเข้าไปกราบตักนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดานายอนุทิน ก่อนร่วมรับประทานอาหารพร้อมกันกับครอบครัว ชาญวีรกูล ทั้งนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และนางสาวนัยน์ภัค ชาญวีรกูล และ นายเศรณี ชาญวีรกูล (เป๊ก) บุตรสาวและบุตรชายนายกรัฐมนตรี

จนกระทั่งเวลา 13.00 น. นายชวรัตน์ ได้เดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาลภายหลังเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารกลางวัน โดยมีนายกรัฐมนตรีพร้อมภริยา และบุตรสาว บุตรชาย เดินลงมาส่งที่รถด้วย

‘อนุทิน’ยันไทยไม่ใช่ศูนย์กลางสแกมเมอร์ แต่ถูกใช้เป็นฐานฟอกเงิน

‘อนุทิน’ยันไทยไม่ใช่ศูนย์กลางสแกมเมอร์ แต่ถูกใช้เป็นฐานฟอกเงิน

‘อนุทิน’ยันไทยไม่ใช่ศูนย์กลางสแกมเมอร์ แต่ถูกใช้เป็นฐานฟอกเงิน

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

นายกฯ ย้ำไทยไม่ใช่ศูนย์กลางสแกมเมอร์ แต่อยู่ตรงกลางประเทศทำสแกม ถูกใช้เป็นฐานฟอกเงิน  ลั่น ไม่มีนักเลง-มาเฟียคนไหนใหญ่กว่ารบ.

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 5 พ.ย.68 ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  แสดงวิสัยทัศน์ในงาน
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์  โดยผู้ดำเนินรายการถามเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ 
นายกฯ กล่าวว่า เราต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะบอกว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน ไม่ค่อยแฟร์ สแกมเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เราอยู่ตรงกลางเป็นประเทศตรงกลาง ในรอบรอบประเทศที่ทำสแกม  สิ่งที่ทำให้คนที่ทำธุรกิจเหล่านี้ ไม่ใช่สแกมอย่างเดียว แต่มีเรื่องยาเสพติด เรื่องการค้ามนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่ใช่สีเทาแต่เป็นสีดำ ที่ต้องใช้ประเทศไทยเป็นฐานในเรื่องการฟอกเงิน สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ในประเทศไทยคือมีกฎหมายที่เคร่งครัด และเข้มงวดมีเจ้าหน้าที่ที่ต้องตั้งใจที่จะปราบปรามสิ่งนี้ ซึ่งเรามีกลไกล หมดเลยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ได้เตรียมไว้หมด และทำไปเยอะแล้ว แต่ของแบบนี้เป็นเรื่องของการปฎิบัติในทางลับ จะไปบอกว่าทำอะไร ไม่ได้  เพราะเรื่องนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน ฉะนั้นตนบอกเสมอว่าเราต้องอยู่เหนือคนกระทำผิด ไม่ใช่ไล่ตามเป็นโบลิศจับขโมย และหากต้องการเครื่องไม้เครื่องมือรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน ในเรื่องการเกรงกลัวผลประโยชน์ใดๆ นายกฯยืนยันกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ว่าเราเป็นรัฐบาลไม่มีนักเลงคนไหน ไม่มีมาเฟียคนไหน มีขาใหญ่คนไหนที่จะใหญ่กว่ารัฐบาลได้ ในเมื่อรัฐบาลไม่เกรงกลัวผู้ปฏิบัติก็ต้องไม่กลัวด้วย

นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายที่เป็นรูปธรรมเชิงรุกนั้น  ความจริงแล้วเราทำงานอยู่ตลอดยาเสพติดจับได้เดือนเดียวหลายสิบล้านเม็ด สแกม ยึดทรัพย์ 2 หมื่นกว่าล้านบาท  แบล็คลิสต์และอาหรับยัดทรัพย์เยอะมาก แต่ของแบบนี้ไม่สามารถบอกได้เป็นการสืบในทางลับและขยายผลยึดทรัพย์ไปเรื่อยๆสัปดาห์ที่แล้วมีการถอนสัญชาติขาใหญ่รายหนึ่งที่ม่สัญชาติไทย 30 ปี รัฐบาลของตนเข้ามา 3 อาทิตย์ถอนสัญชาติเรียบร้อย ไม่เห็นมีปัญหาอะไรก็จะดำเนินการต่อไปยังเครือข่าย