กลุ่ม สว.สำรอง จี้ กกต. เร่งวินิจฉัย ฮั้ว สว. ใน 15 วัน ชี้พิรุธเปลี่ยนรัฐบาล ทุกอย่างช้าไปหมด

กลุ่ม สว.สำรอง จี้ กกต. เร่งวินิจฉัย ฮั้ว สว. ใน 15 วัน ชี้พิรุธเปลี่ยนรัฐบาล ทุกอย่างช้าไปหมด

กลุ่ม สว.สำรอง จี้ กกต. เร่งวินิจฉัย ฮั้ว สว. ใน 15 วัน ชี้พิรุธเปลี่ยนรัฐบาล ทุกอย่างช้าไปหมด

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.14 น.

กลุ่มสว.สำรอง จวก‘กกต.’ตั้งอนุฯชุด 36 กว่า 2 เดือนเพิ่งเริ่มประชุมครั้งแรก 4 พ.ย. จี้เร่งรัดภายใน 15 วัน หากชักช้าตรงข้อครหารอตั้งคนของตัวเองนั่งองค์กรอิสระ ชี้พิรุธหลังเปลี่ยนรัฐบาลทุกอย่างช้าล้อฟรี ยืนยันสู้ต่อจนกว่ากกต.จะส่งคดีให้ศาล ลั่นหากกกต.ล้มกระดานเจอฟ้องแน่  

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กลุ่มสว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว และนายธนวัฒน์ ศรีสุข เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 เพื่อขอให้เร่งรัดและดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งในคดีทุจริตการเลือก สว.2567 

พล.ต.ท. คำรบ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กกต.ไม่เคยมาชี้แจงหรือพูดคุยกับสว.สำรองเลย พูดไปแล้วก็น้อยใจ เพราะเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วสว.ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในปัจจุบัน มาที่กกต. มีทั้งประธานกกต. ทั้งเลขา กกต.ต้อนรับขับสู้กันเอิกเกริกใหญ่โต แต่กลุ่มสว.สำรองมาขอพบหลายครั้งก็ไม่ให้พบ อ้างว่าจะเสียความเป็นธรรม วันนี้จึงต้องมาทวงถามว่า เมื่อไหร่กกต.จะรีบเร่งพิจารณาเรื่องนี้เสียที ซึ่งอนุฯ ชุดที่ 36 ที่แต่งตั้งจากคนของกกต.เอง  เพิ่งมาประชุมเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา จึงอยากให้เร่งรัด ไม่ต้องทอดเวลาจนครบ 90 วัน เพราะมีข้อกล่าวหาท่านว่าจะดึงเรื่องทอดเวลารอให้สว.ในสภา เลือก กกต.อีก 2 คนในเดือน ธ.ค. ก่อน ตนก็ภาวนาอย่าให้คำกล่าวหานั้นเป็นจริง หวังว่าท่านจะพิจารณาภายใน 10-15 วัน ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนจับตาดูการทำงานของกกต. เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งในเวลานั้นการดำเนินการค่อนข้างเป็นไปด้วยดี แต่หลังเปลี่ยนรัฐบาลหลายเรื่องก็ส่งสัญญาณว่าจะล่าช้าออกไป วันนี้กลุ่มสว.สำรองจึงมาส่งหนังสือถึงอนุฯและกกต.ทุกคน เพราะท่านอาจจะยังไม่ได้รับข้อมูลจากสำนักงานกกต. จึงมาติดตามทวงถาม และฝากประชาชนจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

“ทราบว่าอนุวินิจฉัยฯตั้งมาตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่เพิ่งประชุมครั้งแรกเมื่อวานนี้ (4 พ.ย.) ก็ไม่รู้ว่าเวลาเดือนเศษๆ ท่านมัวไปทำอะไรอยู่ในเมื่ออ้างว่าสำนวนนี้มีหลักฐาน มีข้อมูลเยอะ ทำไมไม่รีบดำเนินการ หรือท่านจะดึงเวลาออกไปอีก โดยนิ่งนอนใจว่ามีเวลา 90 วันหรือเปล่า ถ้าคิดแบบนี้ผมว่ามันผิดวิสัย ท่านควรรีบเร่งดำเนินการ ไม่ควรรอถึง 90 วัน เสร็จเร็วก็ไปเร็ว เพราะทุกฝ่ายเรียกร้องกันมาทั่วฟ้า ทั่วแผ่นดิน เพราะกรรมการแต่ละคนก็เป็นสายตรงของกกต. ซึ่งกกต.จะอ้างว่าตั้งมาแล้วจะไม่รุ้ไม่เห็นไม่ได้ คุยกันหน่อย ช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เราจะจับตาดูว่าท่านจะอ้างเหตุอะไรอีกที่จะประวิงเวลาต่อไป”  พล.ต.ท. คำรบ กล่าว 

นายธนวัฒน์ กล่าวว่า ทราบว่าอนุวินิจฉัย”ชุดที่ 36เพิ่งจะมีการประชุมกันเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังประชุมก็ไม่มีการแถลงต่อสื่อว่าการประชุมเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมจับตาอยู่ ตนเชื่อว่าหลังได้รับการแต่งตั้งเกือบ 2 เดือนนั้นท่านได้รับเงินเดือนอยู่แล้ว  ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งแต่เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนกระทรวงยุติธรรมทุกอย่างในคดีนี้กลับล้อฟรีไปหมด หมือนไม่มีการขยับ ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มสว.สำรองเคยยื่นหนังสือไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอพบรมว.ยุติธรรม เพื่อสอบถามความคืบหน้า แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการนัดหมายว่าจะให้เข้าพบเมื่อไหร่ จึงอยากฝากไปยังรมว.ยุติธรรมว่า สว.สำรองต้องการเข้าพบ เพื่อปรึกษา หารือเกี่ยวกับคดีฮั้วสว.นั้นท่านจะเอาอย่างไร ไม่ใช่นิ่งเงียบ ไม่ใช่มาเตะถ่วง ประเทศชาติเสียหาย ใครจะรับผิดชอบ บอกตรงๆ เราเหนื่อยแล้ว ทำงานกันมาปีกว่าๆ เหนื่อย แต่ไม่ท้อ จะสู้ต่อ จนกว่า กกต.จะส่งศาล ถ้ากกต.ส่งสำนวนไปที่ศาลเมื่อไหร่ เราก็หยุดเมื่อนั้น แล้วอย่าคิดว่าอนุวินิจฉัยจะยกหรือไม่ยก ซึ่งถ้าคุณยก เราก็ฟ้อง 

“ที่คดีนี้ล่าช้า ได้ยินมาไม่ใช่ว่ารอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องสถานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม แต่เป็นเพราะจะรอให้สว.ของเขาไปเลือกกกต.ใหม่อีก 2 คน เพื่อให้ครบ 4 คน เรารู้และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไร คุณพยายามจะเอาคนของคุณมาตัดสินเรื่องของคุณ ผมว่ามันเป็นเรื่องของประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งไม่เหมาะสม ไม่สง่างาม อย่าทำอย่างนี้เลย ประชาชนเขามองเห็น เขามองอยู่ และคิดว่าอีกไม่นานจะมีการเลือกตั้ง ประชาชนเขาทราบว่าใครเป็นอย่างไร” นายธนวัฒน์ กล่าว   

‘ปู่จิ้น พ่อนายกฯ’ เข้าทำเนียบ ร่วมทานมื้อกลางวัน ‘อนุทิน’ พาเยี่ยมชมตึกไทย พร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ

'ปู่จิ้น พ่อนายกฯ' เข้าทำเนียบ ร่วมทานมื้อกลางวัน 'อนุทิน' พาเยี่ยมชมตึกไทย พร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ

‘ปู่จิ้น พ่อนายกฯ’ เข้าทำเนียบ ร่วมทานมื้อกลางวัน ‘อนุทิน’ พาเยี่ยมชมตึกไทย พร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.48 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ณ พารากอน ฮอลล์ เสร็จสิ้น

จากนั้นเวลา 11.15 น. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดานายอนุทิน ได้เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้รถยนต์ ยี่ห้อ XPENG ป้ายทะเบียน ฉบ 3333 กรุงเทพมหานคร เพื่อรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี

โดยนายกรัฐมนตรี ได้ลงมารอรับนายชวรัตน์ พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมช.สาธารณสุข และ
นายอรรษษิฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมรอรับด้วย

พร้อมกันนี้ นายอนุทินได้พาพ่อชมห้องทำงาน และนั่งที่โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี เพื่อความเป็นสิริมงคล

ทั้งนี้ นายชวรัตน์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในปี พ.ศ. 2539 สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

หลังจากที่นายสมชาย พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง นายชวรัตน์จึงขึ้นมาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วย
 

‘รัชดา’เข้าพบนายกฯ-ไหว้สิ่งศักสิทธิ์ ทำเนียบฯ แจงซบภูมิใจไทย

'รัชดา'เข้าพบนายกฯ-ไหว้สิ่งศักสิทธิ์ ทำเนียบฯ  แจงซบภูมิใจไทย

‘รัชดา’เข้าพบนายกฯ-ไหว้สิ่งศักสิทธิ์ ทำเนียบฯ แจงซบภูมิใจไทย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.45 น.

“รัชดา” เข้าพบนายกฯ -ไหว้สิ่งศักสิทธิ์ ทำเนียบฯ หลังนั่งผู้ช่วยรัฐมนตรี แจงซบ ภท. เหตุมีศักยภาพ พร้อมช่วยงานด้านสตรี- สันติภาพจชต. เผยคุย “มาร์ค” แล้ว 

เมื่อเวลา 11.25 น. วันที่ 5 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินทางเข้าทำเนียบฯอย่างเป็นทางการ ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเมื่อเดินทางมาถึงได้ขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก่อนลงมาสักการะศาลพระภูมิ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล

จากนั้น น.ส.รัชดา ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ได้ย้ายมาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว วันนี้ตนตั้งใจเข้ามาทำงานช่วยรัฐบาลภายใต้ระยะเวลาที่มีไม่มากนัก แต่ปัญหาบ้านเมืองมีเยอะ ซึ่งตนรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติที่นายกฯให้ความไว้วางใจให้ตนมาช่วยงานในช่วงระยะเวลาที่จำกัดนี้ ส่วนในทางการเมืองเรื่องของการเลือกตั้งตนยังไม่ได้มีการวางแผนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งแบบเขตหรือจะไปในทิศทางใด แต่ถ้าเป็นความถนัดส่วนตัวที่ตนอยากจะทำคืออยากทำเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะทางด้านสังคม เรื่องของผู้หญิงและการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตนเคยเป็นผู้แทนพิเศษของรัฐาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ถือว่ามีประสบการณ์และมีความผูกพันในพื้นที่ สำหรับพรรคภูมิใจไทยเองมีทรัพยากรบุคคล มีเครือข่ายที่มีศักยภาพสูงมากในปลายด้ามขวาน เพราะฉะนั้นจึงอยากจะอาสาไปช่วยในเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวกับภาคใต้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยถึงขนาดจะมาช่วยดูพื้นที่กทม.ด้วยหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในภาพกว้างของกทม.ยังไม่มีการพูดคุยรายละเอียด แต่ที่คุยเบื้องต้นจะมาช่วยดูเรื่องของงานวิชาการ เรื่องของนโยบาย ซึ่งงานที่ตนถนัดเกี่ยวกับเรื่องสังคม งานผู้หญิง และสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้  เมื่อถามว่าหลังมีการพูดคุยกับนายกฯเป็นอย่างไรบ้าง น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกฯบอกว่าขอให้ทำงานเต็มที่ มาช่วยกันทำงานช่วยบ้านเมืองกัน  เรายังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของการเมือง วันนี้เรื่องเฉพาะหน้าสำคัญมาก เราทำตรงนี้ให้เต็มที่กันก่อน

เมื่อถามว่าหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมจึงตัดสินใจออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยอยู่มานานมาก น.ส.รัชดา กล่าวว่า ถ้าจะให้ตอบจริงๆก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะย้าย เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยย้ายพรรคไปไหน แต่ในจังหวะนี้อย่างที่ทุกคนทราบว่าสถานการณ์บ้านเมืองมีปัญหาถ้าเราได้มีโอกาสช่วย แล้วนายกฯให้ความไว้วางใจก็ถือเป็นความภาคภูมิใจ บวกกับ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยเป็นทีมรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีความคุ้นเคยกันดี ได้เข้ามาช่วยจึงรู้สึกว่าโอเค ยามนี้ต้องเอาบ้านเมืองให้รอดก่อน ส่วนการเมืองจะสังกัดพรรคไหนยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ถ้าวันนี้พวกเราไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือประชาชน ถ้าได้ช่วยกันทำสิ่งที่ดีๆเราก็ต้องรีบทำ

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์หรือยังก่อนที่จะออกมา น.ส.รัชดา กล่าวว่า ได้คุยแล้ว แต่ยังไม่ครบทุกท่าน ซึ่งตั้งแต่แรกได้แจ้งกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ให้ทราบแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเลือกหัวหน้าพรรค

เพื่อไทยขู่ฟ่อ! ล่อซื้อ’ยี้’ดูด สส.พรรค

เพื่อไทยขู่ฟ่อ! ล่อซื้อ'ยี้'ดูด สส.พรรค

เพื่อไทยขู่ฟ่อ! ล่อซื้อ’ยี้’ดูด สส.พรรค

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.40 น.

‘ประเสริฐ’ เตือน ‘บางพรรคการเมือง’ หยุดพฤติกรรม ‘ยี้’ ส่งคนวนเวียนดอดจีบ ‘สส.เพื่อไทย’ ขู่ฟ่อโดนดัดหลัง ‘ล่อซื้อ’

เมื่อวันที่ 5 กันยายน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในการเตรียมพร้อมไปสู่การเลือกตั้งว่า ขณะนี้คณะผู้บริหารพรรคกำลังทำงานอย่างหนักในการคัดเลือกผู้ที่แสดงความจำนงในการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ในนามพรรคเพื่อไทย ทั้งในส่วนของภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้สนใจมาเสนอตัวเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันทีมต่างๆ ของพรรคในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านยุทธศาสตร์ และด้านนโยบายก็กำลังจัดทำข้อมูลเพื่อประเมินและวิเคราะห์ พิจารณาจัดเตรียมนำเสนอเป็นนโยบายของพรรค พร้อมเตรียมการลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อดำเนินกิจกรรมของพรรคในการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง 

นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็ได้รับทราบจาก สส.ของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ได้แจ้งมายังตนถึงความผิดปกติที่อาจนำไปสู่การกระทำที่เป็นปัญหาต่อระบอบรัฐสภาและระบอบประชาธิปไตย  เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังพรรคการเมืองบางพรรค เริ่มแสดงพฤติกรรม ‘ยี้’ ด้วยการส่งคนเข้ามาติดต่อ สส.ของพรรคเพื่อไทย โดยหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ามาชักชวนต่อเนื่อง โดย สส.ของพรรคบางคนมีคนเข้ามาชักชวนด้วยวิธีการและข้อเสนอเดียวกันซ้ำๆ มากถึง 2 หรือ 3 ครั้ง โดยมีทั้งเสนอให้เปิดตัวย้ายพรรคไป  หรือหากยังไม่สบายใจก็เสนอให้เป็น สส.งูเห่า หากพร้อมเมื่อไรก็ค่อยย้ายพรรค โดยมีทั้งการเสนอเรื่องผลตอบแทนเป็นผลประโยชน์หลายกิโลฯ และค่าตอบแทนเป็นรายเดือน และหากสนใจที่จะเปิดตัวย้ายพรรคก็จะพาไปพบแกนนำของพรรคการเมืองดังกล่าว เพื่อเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองนั้น แต่ สส.พรรคเพื่อไทย หลายคนรู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี เพราะหลายคนที่เป็น สส.งูเห่าไปแล้วก็ยังไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ได้รับปากกันไว้ 

“เรื่องนี้ สส.ของพรรคหลายคนมาแจ้งข้อมูลให้กับทางพรรคทราบมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นเราจึงขอเตือนว่าถ้ายังไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เราอาจดำเนินการล่อซื้อ หรือหาทางบันทึกหลักฐาน เพื่อดำเนินการนำมาเปิดเผยต่อพี่น้องประชาชนในอนาคต” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าว

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์! ‘อนุทิน’แย้มหากถูกยื่นซักฟอก อาจยุบสภาก่อน ลั่นไม่ให้ใครมาด่าเล่นฟรีๆ

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์! 'อนุทิน'แย้มหากถูกยื่นซักฟอก อาจยุบสภาก่อน ลั่นไม่ให้ใครมาด่าเล่นฟรีๆ

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์! ‘อนุทิน’แย้มหากถูกยื่นซักฟอก อาจยุบสภาก่อน ลั่นไม่ให้ใครมาด่าเล่นฟรีๆ

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

“อนุทิน” ย้ำคำเดิมยุบสภาฯ 4 เดือน รอดูยื่นซักฟอกมีวัตถุประสงค์อะไร แต่ไม่ยอมให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆฟรีๆ หากเป็นเกมการเมือง บอกติดตลก เป็นนายกฯก็ดีเหมือนกัน

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 5 พ.ย.ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  แสดงวิสัยทัศน์ในงาน
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์  โดยผู้ดำเนินรายการถามว่าจะยุบสภา 4 เดือน ตามเอ็มโอเอ ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน(ปชน.)หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า 4 เดือนคือสิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน (ปชน.) เพราะมองกันว่าบ้านเมืองในขณะนั้นการยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่คืนอำนาจให้ประชาชนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด พรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนั้นมีข้อสงสัยว่านายกฯรักษาราชการยุบสภาฯหรือไม่ จึงต้องมีวิธีการดำเนินการให้มีการยุบสภาฯ เราเล่นตามกติกา พรรคประชาชนมีสส.มากกว่าเรา แต่เขาไม่มีแคนดิเดตนายกฯ เมื่อต้องเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนจึงเป็นที่มาของเอ็มโอเอ 

เมื่อถามว่ายืนยันตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนยืนยันตลอดไม่เคยเปลี่ยน มีคนเยอะแยะมาบอกว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ เอาเป็นข้ออ้างได้ ตนรับฟังแต่รับรองไม่ปฏิบัติตาม เพราะพรรคประชาชนทำให้ตนเป็นนายกฯ ตนต้องรักษาสัญญาที่มีไว้ เมื่อครบ 4 เดือนก็ต้องยุบสภาฯ ส่วนกระแสข่าวจะยุบสภาฯก่อนหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ก็ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอภิปรายโดยวัตถุประสงค์อะไร เราต้องดูไทม์ไลน์กว่าจะยื่นอภิปรายได้สภาฯเปิดสมัยประชุมเดือนธ.ค. ตั้งใจยุบสภาฯวันที่ 31 ม.ค.อยู่แล้ว ตนคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆฟรีๆ หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ก็ยุบสภาไป ห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร 

เมื่อถามถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนพร้อมตั้งแต่เขาเอาออกจากรัฐบาล และการประชุมสส.พรรคภูมิใจไทยวาระแรกหลังเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 66 คือบอกให้เตรียมตัวเลือกตั้งเพราะมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน บอกสมาชิกพรรคว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมอ หากพรุ่งนี้เลือกตั้งก็ต้องพร้อม 

เมื่อถามต่อว่าพร้อมกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งหรือไม่ นายกฯ กล่าวติดตลกว่า ก็ดีเหมือนกันเป็นนายกฯ ตอนนี้ตนเป็นนายกฯแล้ว ตอนที่ยังไม่เป็นยังกลัวๆกล้าๆ แต่พอเป็นแล้วเห็นสิ่งที่สามารถทำได้ให้กับบ้านเมืองด้วยความเป็นนายกฯ หากเราทำได้ดีจะเป็นยาวเป็นสั้นไม่ได้มีความสำคัญ สำหรับตนเป็นแล้วก็คือเป็น ตั้งแต่ปี 2547-2549 ที่ตนได้เป็นรัฐมนตรีแล้วมีรัฐประหาร ตนออกไปจากการเมือง 13 -14ปี คนที่ไม่สนิทกันมากเขาก็เรียกตนเป็นรัฐมนตรีทุกคำ วันนี้ต่อให้ตนเป็นนายกฯ 3 เดือน 4 เดือน คนก็เรียกตนว่านายกฯเหมือนที่ตนเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าท่านนายกฯ แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่มีอยู่ทำอะไรให้มันปังไปซักอัน เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเป็นภาพจำ ได้กลับหรือไม่กลับเราก็ถือว่าบอกตัวเองได้แล้วว่าความเป็นนายกฯทำสิ่งอะไรไว้

‘อัจฉริยะ’ หอบหลักฐาน ร้อง กมธ.ความมั่นคงฯ ลั่นไม่กลัวโดนฟ้อง ด้าน ‘โรม’ รับลูก จ่อเชิญ ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้แจง

‘อัจฉริยะ’ หอบหลักฐาน ร้อง กมธ.ความมั่นคงฯ ลั่นไม่กลัวโดนฟ้อง ด้าน ‘โรม’ รับลูก จ่อเชิญ ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้แจง

‘อัจฉริยะ’ หอบหลักฐาน ร้อง กมธ.ความมั่นคงฯ ลั่นไม่กลัวโดนฟ้อง ด้าน ‘โรม’ รับลูก จ่อเชิญ ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้แจง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.25 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก โดยกล่าวหาว่ากี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ เส้นเงินยาเสพติด และการรับสินบนของตำรวจ ข้าราชการท้องถิ่น และนักการเมืองมูลค่า 2,500 ล้านบาท รวมทั้งการล้มคดีเว็บพนันออนไลน์ ต่อนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร 

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอบคุณนายอัจฉริยะ ที่เข้ามายื่นหนังสือเรื่องที่เกี่ยวกับนักการเมืองคนหนึ่งคือนายชนนพัฒฐ์ซึ่งถูกกล่าวหาว่าไปเกี่ยวพันในเว็บพนัน ซึ่งเว็บพนันกับสแกมเมอร์ก็เป็นเหมือนพี่น้องที่คลานตามกันมา เซิร์ฟเวอร์บัญชีม้าอาจจะเป็นแหล่งเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราติดตามอย่างใกล้ชิดถือว่ามีความสำคัญกับชาติบ้านเมือง เพราะนายกรัฐมนตรีก็ประกาศว่าปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศแต่เป็นปัญหาอาชญากรรมที่เป็นวาระใหญ่ของโลกถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา เรื่องที่ได้ยื่นมาวันนี้คงไม่ช้าแน่นอน ในฐานะกรรมาธิการนอกจะเอาข้อมูลมาพิจารณาแล้วก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เท่าที่ดูเบื้องต้นมีนักการเมืองหลายคนถูกเชื่อมอยู่ บางคนเป็น สส. ในปัจจุบันด้วย ฉะนั้นเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้จึงต้องให้ความเป็นธรรมในการชี้แจง และคาดหวังว่าหน่วยงานที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะเมื่อเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ก็เป็นห่วงว่าจะมีการล้มคดีหรือไม่กระบวนการยุติธรรม แทนที่จะเอาคนไม่ดีเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาดำเนินคดีกลับเป็นการฟอกขาวให้กับคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำลายหลักนิติรัฐหลักการเชิงกฎหมายและทำลาย ความเชื่อมั่น ของประชาชนอย่างยิ่ง ตอนนี้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม สส. จึงไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองหรือสิทธิพิเศษใด ๆ เป็นโอกาสดีที่ต้องเร่งสร้างความกระจ่างไม่ว่าจะผิดหรือไม่ผิด อย่างน้อยก็จะได้จบภายในเดือนพ.ย.นี้ 

เมื่อถามว่าการติดตามเรื่องสแกมเมอร์ในกรรมาธิการเคยมีชื่อของนายชนนพัฒฐ์เข้ามาหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าบางทีเว็บพนันกับสแกมเมอร์ก็แยกออกจากกันยาก หนึ่งในกระบวนการของสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่โทรมาหลอกให้โอนเงินแต่มีหลากหลายรูปแบบ หลอกให้ลงทุนหลอกให้รัก หรือหลอกให้เล่นการพนัน  มีโอกาสที่จะเรียกนายชนนพัฒฐ์มาชี้แจง เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคนแต่ 

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ข้อมูลที่นายอัจฉริยะนำมาเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ได้เลยในทางกระบวนการไม่ต้องใช้เวลานาน เมื่อข้อมูลชัดเจนขนาดนี้แม้จะต้องให้ความเป็นธรรมแต่ข้อมูลก็เพราะมากในการดำเนินการขั้นตอนต่อไป คาดหวังว่าจะไม่ชักช้า
 
เมื่อถามว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่เพราะขณะนี้พรรคกล้าธรรมกับพรรคประชาชนกำลังมีปัญหากันอยู่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พรรคประชาชนอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน ตนก็อยู่ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงฯ ก็ต้องตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่การทำงานของรัฐบาล แต่ในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องที่จะชี้หน้าว่าพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่ง แล้วมาบอกว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ต้องว่ากันด้วยพยานหลักฐานตำรวจหรือ DSI ไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายค้านแต่ขึ้นกับฝ่ายรัฐบาลที่ต้องทำให้องค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พร้อมตั้งคำถามไปยังรัฐบาลและหน่วยงานรัฐอย่าง DSI ว่าทำงานถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนแน่นอน 

“ที่บอกว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน กรรมาธิการไม่เป็นกลางต้องพูดตรง ๆ ว่า ในกรรมาธิการมีทุกพรรค พรรคกล้าธรรมก็อยู่ในนี้การที่บอกไม่เป็นกลางคงไม่ใช่ รวมไปถึงเป็นความพยายามเบี่ยงประเด็น โดยเอาเรื่องทางการเมืองแบบนี้มาดิสเครดิตกัน ไม่ได้สนใจมองในเรื่องรายละเอียดพยานหลักฐาน ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานถ้าเอาผิดได้ ก็ว่าไปตามกระบวนการสิ่งที่เรียกร้องสูงสุดคือต้องการกระบวนการยุติธรรมที่เป็นปกติสำหรับทุกคน ไม่ได้ต้องการรังแกใคร ผมเป็นฝ่ายค้านยืนยันว่าไม่สามารถไปสั่งการอะไรใครได้ ” นายรังสิมันต์กล่าว 

เมื่อถามว่าจะมีกลไกอื่นเพื่อเชิญรัฐมนตรีมาชี้แจงอีกหรือไม่เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครมา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อยู่ในช่วงหารือ ในช่วงเป็นสมัยประชุมคงไม่ง่าย แต่การไม่มาชี้แจงอาจส่งผลเสียกับผู้ที่ไม่มาชี้แจงเอง  ดังนั้นการตรวจสอบของเรายังคงเดินหน้าต่อไป บางคนอย่างนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดคลัง ได้รับการยืนยันว่าจะมาชี้แจงก็จะได้เห็นเป็นตัวอย่างว่าการมาชี้แจง มันดีต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และดีต่อตัวผู้ชี้แจงยังไง

เมื่อถามว่าฝั่งรัฐบาลออกมาชี้แจงว่าไม่พบนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 ประเด็น คือหนึ่งรัฐบาลมี 7 รายชื่อแล้วใช่หรือไม่ สองที่ตรวจสอบว่าไม่พบก็ต้องตั้งคำถาม เพราะหากย้อนไป 5 ปีที่แล้วก็ไม่พบชื่อ “ก๊กอาน” และก่อนหน้านี้ถ้าไปตรวจสอบก็ไม่พบชื่อ “ลี ยงพัด” แต่วันนี้กลับเจอ ดังนั้นปัญหา คือหน่วยงานราชการที่ผ่านมาแค่เช็คในเรื่องของเคสไอดีซึ่งแน่นอนว่าคงไม่เจอ ยังไม่ได้ตั้งต้นยังไม่เริ่มนับหนึ่งแต่วันนี้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เข้ามาส่อไปว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นกระบวนการทางกฎหมายต่าง ๆ จะเดินได้ใช้อย่างไร ซึ่งข้อมูลของนายอัจฉริยะที่มายื่นหากนับรวมกันอาจเกิน 7 คน และเชื่อว่าหากไล่กันมากกว่านี้ อาจมีชื่อมากกว่าที่ปรากฏอยู่ในแผนผังของนายอัจฉริยะ ดังนั้นการที่รัฐบาลบอกว่ายังไม่เจอเป็นการรีบสรุปเกินไป 

เมื่อถามว่ามองการจัดการเรื่องนี้ของรัฐบาลอย่างไรเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ที่มีการแก้ไขกฎหมาย นายรังสิมันต์ กล่าวว่าประเทศไทยได้รับความเสียหายกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องเงินยังมีเรื่องค้ามนุษย์ตามมาด้วย ความเชื่อมั่นด้านการเงินกับประเทศต่างๆ ก็เสียหาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฝ่ายค้านและตนที่เป็นกรรมาธิการถึงได้เรียกร้องเรื่องนี้นี่คือวาระสำคัญ 

“จริงๆ ก็มีสัญญาณบวกว่านายกฯก็ดูเหมือนมีท่าทีจะเอาจริงมากขึ้น อย่างน้อยทางการพูด แต่สิ่งที่เราต้องการเห็นคือรูปธรรม วันนี้รูปธรรมยังไม่มี แผนงานที่ชัดเจนยังไม่มี การสร้างความเชื่อมั่นยังไม่มี ประเด็นคือประเทศไทยเมื่อได้รับผลกระทบขณะนี้ใกล้กับแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ประเทศไทยต้องเป็นผู้นำและจะต้องเป็นคนที่สร้างรูปธรรมให้เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่เกิด ในฐานะที่ติดตามเรื่องเหล่านี้รู้สึกผิดหวัง เพราะประเทศอื่นที่อยู่ไกลกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์เกาหลีใต้หรือสหรัฐอเมริกา ทำไมมีความคืบหน้ามากกว่าผมยืนยันว่าในแง่ของข้อมูลเรามีไม่แพ้ชาติอื่น แต่ปัญหาที่ทำให้เราไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้คือการเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่รัฐบกพร่องไป ” นายรังสิมันต์ กล่าว 

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ยาก ซึ่งเรื่องนี้ที่ยากเพราะติดอยู่กับปัญหาภายในประเทศและยากเมื่อมีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินต่าง ๆ ทำให้การยึดอายัดต่อไปในอนาคตยากลำบากมาก ดังนั้นการทำหน้าที่ของเราจะต้องนำไปสู่การสร้างแรงกระตุ้นเหมือนคนกำลังจะตายต้องมีไฟฟ้าช่วยกระตุ้น เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ การประชุมกรรมาธิการแต่ละครั้งก็เหมือนการหาข้อมูลเพิ่มเติม และยืนยันว่าหน่วยงานรัฐมีข้อมูลแต่ปัญหาคือมีข้อมูลแล้วจะดำเนินการอะไรหรือไม่ เท่าที่เห็นหน่วยงานที่เริ่มนับหนึ่งมีแค่ กลต. แต่หน่วยงานอื่นยังไม่เห็น

ขณะที่นายอัจฉริยะ กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่มายื่นเป็นเรื่องของ นายชนนพัฒฐ์  เป็นข้อมูลจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ นอกจากนี้ยังมีทั้งตำรวจ ข้าราชการและสส. ทั่วพื้นที่ประเทศไทยเกี่ยวข้องด้วย  ตนได้เดินทางไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่เห็นถึงการเอาจริงเอาจัง ตนอยากเห็นการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น 

นายอัจฉริยะ ยังโชว์แผนผัง เส้นเงินบัญชีม้า พร้อมระบุว่าตำรวจแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ตนไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แค่นำข้อมูลข่าวสารมาเปิดเผย ตนอยากเห็นมิติการตรวจสอบนี้ ไม่ใช่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาเหตุนำตนไปดำเนินคดี ตนยังไม่เห็นความหวังที่นายกรัฐมนตรี จะทำความจริงให้ปรากฏ ท่านบอกว่ายึดทรัพย์ 35,000,000,000 มีข้อมูลหมด ไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อ แต่ตนคิดว่าโลกได้วิวัฒนาการไปแล้ว เราเปิดชื่อได้หมด 

“คดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาคุ้มครองมาตรา 329 ให้กับผู้บริสุทธิ์ ในการเปิดข้อมูลให้ประโยชน์ตกต่อสาธารณะ แต่หากจะฟ้องร้องผม ผมไม่ได้แคร์ ผมไม่ได้สนใจ เพราะเป็นคนกล้าท้าชน ต่อให้เป็นคุณธรรมนัส ฟ้องผม ผมก็พร้อม จะให้ไปพะเยาผมก็พร้อม ” นายอัจฉริยะกล่าว

‘โรม’ ฉะ ‘ไผ่’ กล่าวหาเลื่อนลอย! ยัน‘ปชน.’มีขั้นตอนสมัครสมาชิกเข้ม-มาตรฐานสูง

‘โรม’ ฉะ ‘ไผ่’ กล่าวหาเลื่อนลอย! ยัน‘ปชน.’มีขั้นตอนสมัครสมาชิกเข้ม-มาตรฐานสูง

‘โรม’ ฉะ ‘ไผ่’ กล่าวหาเลื่อนลอย! ยัน‘ปชน.’มีขั้นตอนสมัครสมาชิกเข้ม-มาตรฐานสูง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.19 น.

‘โรม’ โร่แจง ‘พรรคส้ม’ มีขั้นตอนสมัครสมาชิกเข้ม-มาตรฐานสูง ย้อนเกล็ด ‘สมาชิกพรรคกล้าธรรม’ มีหัวคะแนนไปเกณฑ์รายชื่อมาหรือไม่ ยันไม่เคยสั่งให้นำเงิน ‘ผู้ช่วยสส.’ ไปจ่ายค่าสมาชิกพรรค ลั่นพร้อมดำเนินการตาม กม. หากพบผิด ชี้เป็นการ ‘ดิสเครดิตฝ่ายค้าน’ ลามอัด ‘สแกมเมอร์’ เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน 

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการนำเงินของผู้ช่วย สส.มาจ่ายค่าสมาชิกพรรคว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่มีความพยายามโจมตีพรรคประชาชนจากเพจหนึ่ง  โดยไม่ได้กังวลอะไร เพราะมีความพยายามในการดิสเครดิตการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และยืนยันว่าการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีขั้นตอน 4 ข้อ คือจะต้องถ่ายรูปพร้อมกับบัตรประชาชนลงสมัครระบบออนไลน์  และมีการยืนยันด้วยระบบOTP จากนั้นจะมีการสุ่มตรวจ หากมีการร้องเรียนก็จะตรวจทุกคน โดยยอมรับว่าการสมัครสมาชิกพรรคที่ผ่านมามีปัญหาบ้าง แต่มีกระบวนการสำหรับการตรวจสอบ 1,400 ชื่อรอตรวจสอบ ซึ่งมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และย้ำว่ากระบวนการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีมาตรฐานที่สูง พร้อมย้อนให้ไปถามการสมัครสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทำอย่างไร มีหัวคะแนนไปเกณฑ์รายชื่อมาหรือไม่ 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่านำเงินเดือนผู้ช่วยสส.ไปจ่ายค่าสมาชิก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้ และผิดกฎหมาย และพรรคประชาชนไม่เคยมีคำสั่ง หรือมีแนวนโยบายให้ทำเช่นนั้น และพร้อมที่จะเอาผิดหากพบกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น  

“ไม่ได้เป็นคำสั่งของพรรค สมมติหากเป็นการกระทำของบางคน ผมพร้อมดำเนินการตามกฏหมาย ไม่ได้มีปัญหาอะไรในการที่จะตรวจสอบ และยืนยันว่าในส่วนของพรรคประชาชนมีคนพร้อมตรวจสอบเราเยอะ หน่วยงานองค์กรอิสระต่างๆพร้อมตรวจสอบเรา ดังนั้นเราไม่มีความกังวลในเรื่องนี้“ นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า วันนี้มีความพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็น ทำให้เรื่องสแกมเมอร์เป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลประโยชน์ทางการเมือง  โดยชี้ว่าการดำเนินการของตนเองทำให้ได้รับภาระทั้งคดีความ หรือบางคนก็เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และยืนยันว่าการทำทั้งหมดไม่ได้เงินอะไรเพิ่ม แต่ที่พยายามทำหน้าที่ตรงนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ เมื่อมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องพยายามทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด เพราะไม่รู้จะยืนอยู่จุดนี้ได้นานแค่ไหน และเน้นย้ำว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรือ อริราชศัตรู ในราชอาณาจักรไทยที่ใหญ่ที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า ทุนสีเทา ที่กำลังจะยึดประเทศไทย หากไม่เข้าใจในเรื่องนี้และนำประเด็นยิบย่อยมาเบี่ยงประเด็น เป็นเรื่องการตีกันของคนไม่กี่คน มองว่าประเทศไทยเราจบ 

”วันนี้เราต้องตระหนักว่าทุนสีเทากำลังยึดประเทศไทยทั่วทุกแห่ง ของภูมิภาคไม่ใช่แค่กรุงเทพ ในแต่ละจังหวัดจะเห็นร่องรอยของทุนสีเทาทั้งสิ้น“ นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า นายไผ่ ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องการฟอกเงินและบัญชีม้า ซึ่งบัญชีม้าเป็นกรณีที่ให้บุคคลอื่นควบคุมบัญชีไม่ใช่เจ้าของบัญชี และการฟอกเงิน  ต้องเริ่มที่เงินผิดกฎหมายไม่ใช่เงินถูกกฎหมาย ในพรรคประชาชนไม่เคยมีนโยบายให้ผู้ช่วย สส.นอนอยู่เฉยๆ นอนกระดิกเท้าหายใจไปวันๆ ทุกคนจะต้องทำงาน เพราะพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีทรัพยากรจำกัด ดังนั้นทุกคนต้องมีภารกิจมีงานที่ต้องทำ ดังนั้น ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย 

‘อนุทิน’รับตรงๆ เป็นคนให้’วรภัค’ลาออกรัฐมนตรี หลังถูกข้อครหาปมร้อน

'อนุทิน'รับตรงๆ เป็นคนให้'วรภัค'ลาออกรัฐมนตรี หลังถูกข้อครหาปมร้อน

‘อนุทิน’รับตรงๆ เป็นคนให้’วรภัค’ลาออกรัฐมนตรี หลังถูกข้อครหาปมร้อน

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.11 น.

“อนุทิน” เผยเป็นคนขอให้ ‘วรภัค’ลาออก รมช.คลัง หลังถูกข้อครหา ยัน ไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น ใช้กลไกรัฐจัดการคู่แข่งการเมือง ประเทศอารยะไม่ทำกัน ชี้ ลงนามสันติภาพ หวังหยุดสงคราม ลั่น ไม่มีวันเสียดินแดน-อธิปไตย 

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.10 น.  ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  แสดงวิสัยทัศน์ในงาน
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์  โดยผู้ดำเนินรายการถามถามถึงกระแสข่าวอดีต รมช.คลัง มีเกี่ยวข้องกับเรื่องสแกมเมอร์ 

นายกฯ กล่าวว่า ท่านถูกครหา แต่ยังไม่ถูกกล่าวหา และยังไม่ได้มีหลักฐานใดๆและไม่มีหน่วยงานไหนทั้งไทยและต่างประเทศที่ดำเนินคดีกับท่าน แต่เมื่อมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ตนก็ต้องเรียนท่านตรงๆ ว่าตนนี่แหละเป็นคนไปบอกให้ท่านลาออก ซึ่งท่านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อะไรที่มันพอถูกครหาหาขึ้นมาแล้ว ท่านอยู่ในกระทรวงที่เรากำลังต้องใช้กลไกของกระทรวงไปปราบปรามสิ่งเหล่านี้ ท่านก็แสดงสปิริตทันทีและเรื่องของการดำเนินการอะไรต่างๆมันไม่มีทางพ้นไปจากหน่วยงานที่เขากำลังดำเนินการ ถ้าท่านไม่ผิดก็คือไม่ผิด จะไปบอกผิดไม่ได้ การใช้กฎหมายในรัฐบาลของตนมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมรูปคดี ไม่ใช่ไปบอกเกลียดคนนี้ ไม่ชอบคนนี้ เดี๋ยวคนนี้มาเป็นคู่แข่งทางการเมือง ต้องพยายามเอาเขาออกให้ได้ เหมือนที่พวกตนเคยโดนมา ความจริงมาตรงนี้คนก็จะไปบอกว่าตนจะย้อนรอยหรือเปล่า ไม่มีเลย และตนคิดว่าสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่เขาพยายามใช้กลไกของรัฐกำจัดคู่แข่งทางการเมือง หรือมากีดกันกล่าวหาเพื่อให้เกิดความเสียหาย มันเป็นสิ่งที่ประเทศอารยะเขาไม่ทำกัน และปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะจะเกิดเป็นกงกรรมไม่จบไม่สิ้น นักการเมืองทะเลาะกันใช้กลไกรัฐกลั่นแกล้งกัน คนที่เดือดร้อนคือประเทศและประชาชน ซึ่งคนจะเป็นนักการเมืองต้องไม่ทำเช่นนั้น และตนก็ไม่ทำเช่นนั้น

“ผมแสดงให้เห็นแล้วว่าวันนี้รัฐบาลนี้ ถ้าไม่ใช่ 4 เดือน ไม่นับเวลาของมัน ผมว่าอำนาจมากที่สุดตั้งแต่มีรัฐบาลมาในรอบ 20 ถึง 30 ปี นายกฯเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยกำกับดูแลกระทรวงสำคัญทุกกระทรวง และกำกับดูแลหน่วยงานสำคัญทุกกระทรวง ถ้าผมเจ้าคิดเจ้าแค้นสนุกเลยเดือนหนึ่งก็ทำได้แล้ว อย่าว่าแต่ 4 เดือนเลย แทนที่ผมจะเจ้าคิดเจ้าแค้น ผมก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยน”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกถึงเรื่องที่เดินทางไปลงนามสันติภาพ ที่ประเทศมาเลเซีย วัตถุประสงค์ที่ตนเต็มใจไปลงนาม ตนไปเพื่อหยุดสงคราม ตนเป็นนายกฯตนนำประเทศนำประเทศให้มีสงครามไม่ได้ หน้าที่ของนายกฯ คือต้องทำให้ประเทศสงบสุข แต่หลายประเทศสงครามคือของหอมหวาน แต่สำหรับประเทศไทยเราอย่ามีสงครามดีกว่า เพราะเราเป็นประเทศที่เราเป็นตัวของเราเอง มีเอกลักษณ์ของเรามาโดยตลอด การที่เราเป็นตัวของเราเองเป็นเอกราช เป็นที่น่าเกรงขามของอริราชศัตรูทั้งหลายตนไปเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม ไปร่วมงานเพื่อให้มั่นใจได้เลยว่าประเทศไทยไม่มีวันเสียดินแดนและไม่มีวันเสียธิปไตย ในการลงนามเขียนอย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นของไทย ไม่มีจุดไหนที่เรายอมแลกตรงนั้น ตรงนี้เพื่อวัตถุประสงค์นั้น วัตถุประสงค์นี้ แต่ไปเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย และตนไปเพื่อให้เขาเห็นว่าอย่าได้คิดรุกรานประเทศไทย คุณจะคิดผิดมากถ้าคิดว่าประเทศไทยเป็นที่ที่คุณรุกรานได้  ซึ่งมั่นใจว่าถ้าข้อความของตนทั้ง 4 ข้อได้ถูกส่งไปยังคู่กรณีมีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง และประธานของกลุ่มภาคสมาชิกอาเซียนร่วมเป็นสักขีพยานและประธานาธิบดีสหรัฐสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าถือว่าเป็นตัวแทนประชาคมร่วมโลกร่วมเป็นพยาน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความมั่นใจได้ ประเทศไทยจะไม่มีสงคราม ถ้าทุกอย่างได้ถูกปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันไว้

นายกฯ กล่าวอีกว่า ย้ำว่าเรามีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี โดยไม่มีช่องว่าง เพราะว่าประเทศของเราอยู่ตรงกลาง หากมีการสู้รบกันมีปัญหากัน การค้า การขายตนเข้าใจและตนฟังประชาชน แต่ต้องหาวิธีแก้แก้ไขปัญหาเรื่องการค้าขายตลอดแนว ย้ำว่าเราไม่เป็นเบี้ยล่างคู่กรณี และศัตรู ตนตนต้องคิดว่ามันจะอยู่อย่างนี้อีก 10 ปี 20 ปีหรือ 30 ปีได้ไหมจะอยู่ไปเพื่ออะไร มันไม่ได้ ถ้ามันมีช่องทางอื่นที่ทำให้ดีกว่าให้เราไม่เสียหายอะไรเลยตนก็จะทำ

นายกฯบอก ยังไม่อ่าน’ฮุนเซน’โพสต์ ลั่นไม่เคยตามเขมร

นายกฯบอก ยังไม่อ่าน'ฮุนเซน'โพสต์ ลั่นไม่เคยตามเขมร

นายกฯบอก ยังไม่อ่าน’ฮุนเซน’โพสต์ ลั่นไม่เคยตามเขมร

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.02 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.40 น.ที่พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมเด็จ ฮุนเซน โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องชายแดน โดยสรุปว่าไม่ง้อประเทศไทย และไม่ยอมอ่อนข้อ ที่จะร้องขอให้ใครไปเซ็นลงนามข้อตกลงสันติภาพ ว่า ตนยังไม่ได้อ่าน 

ถามต่อว่า มองอย่างไรว่าสมเด็จฮุนเซนจะเคลื่อนไหวโดยการโพสต์โซเชียลตลอด ทําให้มองว่าเราเป็นฝ่ายตามเขาตลอด นายกฯตอบว่า “ใครตาม ไปอ่านข้อตกลง มีตรงไหนที่ตาม ” 

นายกฯชี้ ครม.ตั้ง’ธนดล’ เป็นเรื่องการทํางานพรรคร่วม

นายกฯชี้ ครม.ตั้ง'ธนดล' เป็นเรื่องการทํางานพรรคร่วม

นายกฯชี้ ครม.ตั้ง’ธนดล’ เป็นเรื่องการทํางานพรรคร่วม

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.55 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.40 น.ที่พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีครม. มีมติแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ อดีตปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ได้แต่งตั้ง เป็นเรื่องของการร่วมรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคก็ต้องคัดเลือกคนที่เขาเอามาทํางาน ตรงนี้เป็นการทํางานร่วมกันและเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน 

เมื่อถามว่า แต่เหมือนจะเป็นสายล่อฟ้า เพราะสุดท้ายนายกฯเป็นคนรับผิดชอบ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถาม ร.อ.ธรรมนัสไม่ใช่มาถามตน 

เมื่อถามว่า กรณีที่มีการวิวาทะกันเรื่องที่ดินก่อนหน้านี้จบแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมไม่เคยวิวาทะกับนายธนดล ที่ดินไม่ใช่ของผม “