‘อนุทิน’ ย้ำ ‘Play it by ear’ หากฝ่ายค้านยื่นซักฟอก เชื่อทํางานเต็มที่ ไม่มีอะไรต้องประเมิน

'อนุทิน' ย้ำ 'Play it by ear' หากฝ่ายค้านยื่นซักฟอก เชื่อทํางานเต็มที่ ไม่มีอะไรต้องประเมิน

‘อนุทิน’ ย้ำ ‘Play it by ear’ หากฝ่ายค้านยื่นซักฟอก เชื่อทํางานเต็มที่ ไม่มีอะไรต้องประเมิน

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.52 น.

“อนุทิน” ย้ำ “Play it by ear”  หากฝ่ายค้านยื่นซักฟอก เชื่อทํางานเต็มที่ ไม่มีอะไรต้องประเมิน 

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.40 น.ที่พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีหากมีขั้นตอนรวบรวมรายชื่อสส.ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เสี่ยงดวงจะชิงยุบสภาก่อน ใช่หรือไม่ ว่า ” Play it by ear(ไม่มีแผนการตายตัว)” 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า นายกฯพูดค่อนข้างที่จะชัดว่า ถ้ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะดูที่ประเด็นการยื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็จะยุบสภา นายกฯ กล่าวว่า ก็ตอบไปแล้วเมื่อกี้ Play it by ear 

เมื่อถามต่อว่า  มั่นใจหรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง นายกฯ กล่าวว่า มั่นใจว่าได้เลือกตั้งแน่ๆ ภายในปีหน้า 

เมื่อถามว่า ในฐานะที่บริหารรัฐบาลในระยะเวลาสั้นๆ หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คาดว่าจะถูกอภิปรายเรื่องอะไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี และไม่มีอะไรต้องประเมิน เราก็ทํางานอย่างเต็มที่ ทํางานด้วยความตั้งใจ มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสตรวจสอบได้ 

เมื่อถามว่า หากไม่ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคล นายกฯจะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ กล่าว ทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ของตัวเองได้หมด แต่ละฝ่ายล้วนแล้วแต่มีสิทธิที่จะทําอะไร ภายในขอบข่ายอํานาจ และกฎหมายที่ตัวเองถืออยู่ 

เมื่อถามย้ําว่า หากไม่ยื่นอภิปรายนายกฯแต่ยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯตอบว่า “Play it by ear” 

เมื่อถามว่า ถ้านายกฯมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทําอะไรที่ผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า Play it by ear”

‘ซ้อเจน’หวนคืน ปชป. หลัง’อภิสิทธิ์’นั่งหัวหน้าพรรค ปักหมุด’กาญจน์’ส่งครบ 5 เขตแน่นอน

'ซ้อเจน'หวนคืน ปชป. หลัง'อภิสิทธิ์'นั่งหัวหน้าพรรค ปักหมุด'กาญจน์'ส่งครบ 5 เขตแน่นอน

‘ซ้อเจน’หวนคืน ปชป. หลัง’อภิสิทธิ์’นั่งหัวหน้าพรรค ปักหมุด’กาญจน์’ส่งครบ 5 เขตแน่นอน

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.15 น.

ซ้อเจน หวนคืน ปชป.หลังจาก หัวหน้าพรรคคนใหม่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เชื่อเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังมาถึง ส่งครบ 5 เขตแน่นอน

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ได้จัดประชุมการจัดตั้งสาขาพรรคและประชุมใหญ่สมาชิกพรรค เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกาญจนบุรี ลำดับที่10 ขึ้นที่ห้องประชุม อาเซี่ยน 2 โรงแรมพิลูดส์ กาญจนบุรี ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมสังเกตการณ์ มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จังหวัดกาญจนบุรีเกือบ 200 คน เข้าร่วมประชุม โดยในที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบยกมือเลือกนางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือ “ซ้อเจน”เป็นหัวหน้าสาขาพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกาญจนบุรี ลำดับที่10 โดยมีคณะกรรมการสาขาพรรคฯ รวม 11 คน

ทั้งนี้นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือ “ซ้อเจน”เปิดเผยว่า เมื่อครั้งเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2566 เจนลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ถ้ามมองย้อนกลับไป เจนได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ใน พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกติดต่อกันจนถึง พ.ศ. 2562 รวม 2 สมัย

สุดท้ายท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)เมื่อครั้งเลือกตั้ง ปี 2566 เจนจึงตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ตามท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลาออกไป แต่ปัจจุบันนี้ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกจากสมาชิกให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นผู้นำในการเลือกตั้งสมาชิกเป็นการทั่วไป พ.ศ…ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆนี้

ด้วยความที่เจน กับท่านหัวหน้าพรรคคนใหม่มีความผูกพันและมีอุดมการณ์ที่ตรงกันอยู่แล้ว เจนจึงตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดิม ถามว่าการกลับมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เจนจะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ระบบเขตหรือไม่นั้น เจนขอตอบว่าเจนไม่ลงสมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่ในส่วนอื่นขอให้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้พิจารณา

อย่างไรก็ตามจะต้องรอให้ กกต.รับรองสาขาพรรคเรียบร้อยก่อน ส่วนผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้มีผู้แจ้งความจำนงค์เพื่อลงสมัครแล้วหลายท่านด้วยกัน แต่ต้องรอให้เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเพื่อพิจารณาส่งผู้ที่มีความสามารถและเหมาะสมที่สุด เจนเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยการนำของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะส่งผู้สมัครลงครบทั้ง 5 เขต อย่างแน่นอน

กองทัพเรือยึดมั่นตามข้อตกลง GBC เผยบ้าน 3 หลังเก็บกู้ทุ่นระเบิด-สร้างรั้วชายแดน คืบหน้าต่อเนื่อง

กองทัพเรือยึดมั่นตามข้อตกลง GBC เผยบ้าน 3 หลังเก็บกู้ทุ่นระเบิด-สร้างรั้วชายแดน คืบหน้าต่อเนื่อง

กองทัพเรือยึดมั่นตามข้อตกลง GBC เผยบ้าน 3 หลังเก็บกู้ทุ่นระเบิด-สร้างรั้วชายแดน คืบหน้าต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.50 น.

“เสธ.ทร.” ยันกองทัพเรือ ยึดมั่นตามข้อตกลง GBC ปฏิบัติงานให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด เผยบ้าน 3 หลัง-เก็บกู้ทุ่นระเบิด-สร้างรั้วชายแดน คืบหน้าต่อเนื่อง ย้ำคำนึงถึงการปกป้องอธิปไตย

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 พลเรือเอก ธาดาวุธ  ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้างถนนความมั่นคงไปยังบ้าน 3 หลังที่ถูกรื้อไปก่อนหน้านี้ ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด หรือ กปช.จต.ว่า กองทัพเรือปฏิบัติตามข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ จีบีซี ซึ่งคงต้องใช้เวลาในการปฏิบัติการ และยืนยันว่า หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงในเวทีจีบีซี  เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด เช่นเดียวกับการเก็บกู้ทุนระเบิด เพื่อทำพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปเช่นเดียวกัน โดยทำงานร่วมกัน ของหน่วยปฏิบัติการต่าง ๆ ของฝ่ายเรา ซึ่งใช้กลไกการประชุมการประชุมทวิภาคีที่ได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ เพื่อประสานงานกัน 

ในขณะเดียวกันของฝ่ายกัมพูชา หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ก็มีการพูดคุยประสานงานงานกันอยู่แล้ว ในขณะที่การสร้างรั้วชายแดนที่จะเริ่มต้นในพื้นที่ของ กปช.จต.ก่อน ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในส่วนของกองทัพเรือก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามควบคู่ไปกับการปกป้องอธิปไตย ตามข้อตกลงจีบีซี 

‘อดีตประธานกสม.’ชี้ชัด! MOU 2543 คือเครื่องมือทางการทูต ไม่ใช่ กับดักการเมือง

‘อดีตประธานกสม.’ชี้ชัด! MOU 2543 คือเครื่องมือทางการทูต ไม่ใช่ กับดักการเมือง

‘อดีตประธานกสม.’ชี้ชัด! MOU 2543 คือเครื่องมือทางการทูต ไม่ใช่ กับดักการเมือง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.44 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  MOU 2543 : เครื่องมือทางการทูต หรือกับดักทางการเมือง 

กว่า 25 ปีที่ผ่านมา “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า MOU 2543 กลายเป็นเอกสารที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำอีกในเวทีการเมืองไทย

บางฝ่ายมองว่า MOU ฉบับนี้คือ “หลักประกันทางการทูต” ที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างมีระบบ

แต่อีกฝ่ายกลับเห็นว่า มันคือ “กับดักทางการเมือง” ที่อาจเปิดช่องให้กัมพูชามีอำนาจต่อรองเหนือไทยในประเด็นเขตแดน

เพื่อให้เข้าใจอย่างเป็นธรรม เราจึงควรมองทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย” ของ MOU ฉบับนี้ในเชิงหลักการกฎหมายระหว่างประเทศและการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ

จุดแข็งของ MOU 2543 : เครื่องมือทางการทูตที่เป็นสากล

MOU 2543 ถูกออกแบบให้เป็น “กรอบการเจรจา” ระหว่างสองประเทศ เพื่อร่วมกันสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนอย่างเป็นระบบตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

กล่าวง่าย ๆ คือ เป็น เครื่องมือทางการทูต (Diplomatic Instrument) ที่ประเทศต่าง ๆ ใช้กันทั่วไป

ข้อดีของ MOU ฉบับนี้คือ

1)มีการกำหนด “กลไกการเจรจา” ที่ชัดเจน เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) และ คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม (Joint Technical Sub-Committee: JTSC)
ในทางปฏิบัติ การประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) มักจะมีการจัดตั้ง คณะทำงานย่อย/คณะสำรวจภาคสนาม (JDS/JST) ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติงานจริงภายใต้การกำกับดูแลของ JTSC

2) มีหลักประกันด้านความปลอดภัย การห้ามเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี (ตามข้อ 3, 5 และ 

3) แยกเรื่องเขตแดนออกจากมิติการเมืองอื่น ๆ เพื่อให้การเจรจาไม่กระทบต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคม

กล่าวได้ว่า MOU 2543 เป็น “ข้อตกลงที่ออกแบบมาให้เจรจาได้แม้ในภาวะที่อ่อนไหว” — ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศอารยะส่วนใหญ่ใช้ในการรักษาสัมพันธไมตรีระหว่างกัน

จุดอ่อนและความท้าทาย : เมื่อการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
แม้ MOU 2543 จะวางกรอบไว้ดี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา กลับไม่ได้มาจากเนื้อหาในเอกสารโดยตรง หากแต่มาจาก “การตีความ” และ “การเมืองภายในประเทศ” ของแต่ละฝ่าย

1)เขตแดนไทย–กัมพูชามีความยาวประมาณ 800 กิโลเมตร การสำรวจที่ต้องทำด้วยความละเอียดสูง ทำให้การเดินหน้าเป็นไปอย่างเชื่องช้า
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้านี้สะท้อนถึง “ธรรมชาติของกระบวนการ” มากกว่าความบกพร่องของ MOU เอง

2) ความไม่แน่นอนของเจตนารมณ์คู่เจรจา
แม้จะมีกลไกเจรจาร่วม แต่ความไว้วางใจระหว่างประเทศไม่อาจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
กรณีไทย–มาเลเซีย หรือไทย–ลาว ที่ดำเนินการปักปันเกือบเสร็จสมบูรณ์ แสดงให้เห็นว่า “เจตนาทางการเมือง” สำคัญกว่าเอกสารทางเทคนิคใด ๆ

3) การเมืองภายในที่ทำให้เอกสารกลายเป็นประเด็นข้อขัดแย้ง
ในหลายช่วงเวลา MOU 2543 ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองภายในประเทศ ทั้งที่เนื้อแท้แล้วเป็นเพียง “กรอบเจรจาทางเทคนิค” ไม่ใช่สนธิสัญญาที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย

หาก “ยกเลิก MOU 2543” จะเกิดอะไรขึ้น
การยกเลิก MOU 2543 ไม่เพียงแต่ส่งผลทางการเมือง แต่ยังมีผลกระทบทางเทคนิค กฎหมาย และการทูตอย่างเป็นรูปธรรม

1)ข้อมูลสำรวจและหลักเขตแดนที่ทำมานานกว่า 20 ปีอาจถูกลดความน่าเชื่อถือ 
คู่เจรจาอาจไม่ยอมรับผลการสำรวจเดิม ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

2) เสี่ยงต่อความไม่ชัดเจนของพื้นที่ชายแดน
เมื่อไม่มีกรอบการเจรจา อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางทหาร และกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจชายแดน

3) ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศอาจเสียหาย
หากไทยยกเลิกข้อตกลงฝ่ายเดียวในขณะที่ไทยและกัมพูชาต่างเป็นสมาชิกของประชาคมอาเซียนด้วยกัน

4) ไทยจะขาดเครื่องมือทางการทูตในการระงับข้อพิพาท
เมื่อไม่มีช่องทาง JBC หรือ JDS การแก้ปัญหาใด ๆ อาจต้องอาศัย “กลไกระดับสูง” เช่น การนำขึ้นศาลโลก ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากกว่า

มองไปข้างหน้า : ปรับใช้ ไม่ใช่ทำลาย

ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ MOU 2543 ไม่ได้มีสถานะเป็น “สนธิสัญญาแบ่งเขตแดน” แต่เป็น “ข้อตกลงเชิงกระบวนการ” เพื่อให้ไทยและกัมพูชามีพื้นที่พูดคุยกันอย่างเป็นระบบ
การยกเลิก MOU ไม่ได้ลบล้างพันธกรณีเดิม เช่น สนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ปี 1904 และ 1907 ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ดังนั้น ทางออกที่สร้างสรรค์ที่สุดจึงไม่ใช่ “ยกเลิก” แต่คือ “ปรับใช้” — ปรับกลไกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น

1)เพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการเจรจา

2) สร้างการรับรู้ของสาธารณชนอย่างถูกต้อง และ

3) รักษาความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศ ไม่ให้เปลี่ยนตามกระแสการเมือง

บทสรุป
MOU 2543 ไม่ใช่ศัตรูของความมั่นคง แต่เป็นเครื่องมือทางการทูตที่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจและความรับผิดชอบทางการเมือง
ในยุคที่โลกกำลังหันกลับมาให้ความสำคัญกับ “เสถียรภาพชายแดน” และ “ความร่วมมือระดับภูมิภาค”
ไทยควรมอง MOU 2543 ไม่ใช่ในฐานะ “พันธะที่ผูกมัด”
แต่เป็น “สะพานทางการทูต” ที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

5/11/68

‘สมศักดิ์’ กวักมือเรียก คนย้ายพรรคกลับ ‘เพื่อไทย’ มั่นใจ กก.บห.ชุดใหม่

'สมศักดิ์' กวักมือเรียก คนย้ายพรรคกลับ 'เพื่อไทย' มั่นใจ กก.บห.ชุดใหม่

‘สมศักดิ์’ กวักมือเรียก คนย้ายพรรคกลับ ‘เพื่อไทย’ มั่นใจ กก.บห.ชุดใหม่

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.38 น.

‘สมศักดิ์’ กวักมือเรียก คนย้ายพรรคกลับ ‘เพื่อไทย’ มั่นใจ กก.บห.ชุดใหม่ สร้างการเมืองแจ่มใส มีอนาคต ย้ำไม่ไปไหน “จะอยู่ตรงนี้แหละ” เชื่อมั่น “เพื่อไทย” เป็นแก่นแกนประชาธิปไตย เดินหน้าอบรมว่าที่ผู้สมัคร เตรียมความพร้อมลุยศึกเลือกตั้ง 

นายสมศักดิ์เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยได้มีการจัดอบรมเวิร์คช็อปให้กับว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเบื้องต้นตนได้อบรมว่าที่ผู้สมัคภาคเหนือตอนล่าง โดยการอบรมลักษณะนี้ จะดำเนินการไปให้ครบทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผู้สมัครเท่านั้นที่เข้าร่วมรับฟัง แต่รวมถึงคณะทำงานให้เข้าร่วมด้วยเพื่อรับรู้รับทราบเพราะมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเน้นให้ความรู้ทั้งเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง การลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาประชาชน แล้วนำมาเสนอพรรคเพื่อร่วมกันจัดทำนโยบาย โดยได้เน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเน้นผลงานและมีนโยบายการทำงานอย่างชัดเจน และต้องเน้นการเรียนรู้ประชาธิปไตยด้วยว่าถูกกระทำมาหลายครั้งหลายหน เคยถูกตัดสิทธิ์ ยุบพรรคก็เป็นบทเรียนที่เราจะต้องทำความเข้าใจ เราต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยยึดมั่นในแนวนโยบาย

นอกจากนี้ ยังได้เสนอมุมมองจากการลงพื้นที่ทั่วประเทศ มองเห็นวิกฤตของประเทศและประชาชน ที่ควรนำมากำหนดเป็นนโยบายใน 3 เรื่อง 1.เรื่องสิ่งแวดล้อม PM 2.5 น้ำท่วม – ฝนแล้ง มรสุม การตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อนทำน้ำ ถ้ากำหนดนโยบาย ออกเป็นกฎหมายควรต้องทำ 2. ปัญหาความยากจน เศรษฐกิจปากท้อง วิกฤตนี้อาจจะมากระทบทุกระดับ อาจจะรวบรวมผู้คนที่รู้ในแต่ละส่วนมาร่วมกันแก้ไข 3.วิกฤติเรื่องสุขภาพความเจ็บป่วย ควรผลักดันให้ทุกคนมีสุขภาพดีป้องกันโรคและช่วยประหยัดงบ เช่น การนับคาร์บ การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ซึ่งตนมองเห็นวิกฤต 3 เรื่อง สำหรับผู้สมัครใหม่ก็ควรจะรู้เป็นพื้นฐาน 

นายสมศักดิ์กล่าวว่า หลังจากมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แล้วคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะแจ่มใสและอนาคตเดินทางสู่ระบบการเมืองของประเทศไทยอย่างมีคุณภาพ อยากเชิญชวนคนที่ย้ายพรรคไปให้กลับมา การปรับโครงสร้างพรรคมีการผสมผสานทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่ลงตัวในการทำงานเพื่อประชาชน  ส่วนตนยังคงยืนยันว่าอยู่กับพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาถูกมองว่ามีกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ยืนยันว่าไม่มีกลุ่ม มาทำงานอะไรที่ตรงไปตรงมาชัดเจนพี่น้องประชาชนให้ความไว้ใจเชื่อใจ ก็เลยไปไหนไปด้วย 

“ผมบอกว่าไม่ได้ไปไหนก็จะอยู่ตรงนี้ เพราะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแก่นแกนของประชาธิปไตย เป็นพรรคที่เดินสายกลาง มีนโยบายนำการแก้ปัญหาให้กับประเทศ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับประเทศ ไม่ฟู่ฟ่า ไม่ตีฆ้องร้องป่าวจนเกินกว่าเหตุ ไม่ใช้ปัจจัยในการทำการเมืองจนน่ากลัวอยู่ตรงนี้แหละครับ”นายสมศักดิ์กล่าว 

พรรคไทยก้าวใหม่ จ่อเปิดที่ทำการพรรคใหม่ 7 พ.ย.นี้ พร้อมประกาศสู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ

พรรคไทยก้าวใหม่ จ่อเปิดที่ทำการพรรคใหม่ 7 พ.ย.นี้ พร้อมประกาศสู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ

พรรคไทยก้าวใหม่ จ่อเปิดที่ทำการพรรคใหม่ 7 พ.ย.นี้ พร้อมประกาศสู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.34 น.

’พรรคไทยก้าวใหม่‘ จ่อเปิดที่ทำการพรรคใหม่ 7พ.ย.นี้ พร้อมประกาศสู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ ลุยสร้างเครือข่ายทุกจังหวัด เปิดโอกาสทุกภาคส่วน ร่วมสร้างอนาคตให้ประเทศ 

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊กของพรรคว่า เมื่อทุกคนมีโอกาสพัฒนา “ทุนมนุษย์” คืออนาคต ประเทศ จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน“พลิกยุทธศาสตร์แร่แรร์เอิร์ธ”  สร้าง อุตสาหกรรมใหม่สร้างรายได้สูงในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงสุด ดังนั้นพรรคไทยก้าวใหม่เดินหน้าสร้างเครือข่ายทุกจังหวัด เชื่อมคนรุ่นใหม่กับภาคชุมชน ร่วมกันออกแบบแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การศึกษา และอาชีพยุคใหม่ พลิกยุทธศาสตร์แร่แรร์เอิร์ธ  สร้าง อุตสาหกรรมใหม่สร้างรายได้สูงในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงสุด แก้ปัญหาปากท้องและภาวะเศรษฐกิจของประชาชน 

เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่  ยังระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่เตรียมเปิดที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 พ.ย. 2568 นี้ และพร้อมเปิดตัวคณะผู้บริหารพรรค และคณะทำงานในแต่ละด้าน รวมไปถึงว่าที่ผู้สมัครกลุ่มแรก โดยยืนยันว่า ขณะนี้ “พรรคมีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ”

“ปัจจุบันพรรคไทยก้าวใหม่ได้ดำเนินการเปิดสาขาพรรคและทยอยแต่งตั้งตัวแทนประจำจังหวัด เพื่อสามารถคัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเปิดตัวผู้สมัครอย่างต่อเนื่องเร็วๆนี้” นายก้องเกียรติกล่าว

นายก้องเกียรติย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่เรามุ่งเน้นนโยบายด้าน “การสร้างทุนมนุษย์” ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ เพื่อสร้างรากฐานให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน พรรคไทยก้าวใหม่ยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและภาวะเศรษฐกิจของประชาชน โดยมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างโอกาสและความมั่นคงให้กับคนไทยทุกคน 

“ขอเรียนเชิญและพร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลที่สนใจ ทั้งผู้อยากร่วมงาน และ มีความประสงค์เป็นตัวแทนผู้สมัครพรรค ได้ผ่านทาง เว็บไชต์ของพรรค https://www.thaikaomai.or.th  เพื่อมาร่วมกันสร้างเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนสร้างการศึกษา สร้างทุนมนุษย์ให้กับประเทศ”นายก้องเกียรติกล่าวย้ำ

สำหรับกำหนดการเปิดที่ทำการพรรคในวันที่ 7 พ.ย.นี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอทาวเวอร์ จะมีการประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ โดยนิมนต์“เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย” เป็นประธานในพิธีสงฆ์ประกอบพิธี เพื่อความเป็นศิริมงคล จากนั้น ในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น.จะเปิดลงทะเบียนสื่อมวลชน เพื่อพาสื่อมวชนเยี่ยมชมที่ทำการพรรค  นำโดยดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค พร้อมกรรมการบริหารอีก 15 คน อาทิ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรค พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ 

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ซัดไทยยังมัวตั้งกก.สอบ’สแกมเมอร์’ ถ้าเขาแพลมชื่อนักการเมืองไทยพัวพันจะขายขี้หน้า

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' ซัดไทยยังมัวตั้งกก.สอบ'สแกมเมอร์' ถ้าเขาแพลมชื่อนักการเมืองไทยพัวพันจะขายขี้หน้า

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ซัดไทยยังมัวตั้งกก.สอบ’สแกมเมอร์’ ถ้าเขาแพลมชื่อนักการเมืองไทยพัวพันจะขายขี้หน้า

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.31 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

หนีไม่พ้น

ทั่วโลกกดดันเขมรเรื่องสแกมเมอร์

แต่ไทยยังมัวแต่รำตั้งกรรมการสอบ

สส.เมกาเสนอร่างกฎหมาย​ HR5490

เข้าสภาให้เขมรเป็นประเทศอาชญากรรม

พร้อมรายชื่อแบล็กลีสอีกกว่า​ 40​ ชื่อ

คนดังๆที่เดินเข้าออกและสนิทสนมคนไทย

เอาเถอะจะปฏิเสธพลิกลิ้นยังไงเชิญเต็มที่

อย่าให้เขาแพลมชื่อนักการเมืองไทยพัวพัน

ถึงตอนนั้น​ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน

ศักดิ์ศรีประเทศชาติเสียหายขายขี้หน้า

เมกาสั่งยึดเงิน​ห้าแสนล้าน​

เกาหลีใต้​ สิงค์โปร์แปดเปื้อนสั่งยึดทรัพย์

ย่านนี้เหลือแต่ไทย​ จะรอดหรือ

สวรรค์ของคนเทาๆ​ มีนักการเมืองเป็นเพื่อน

รัฐบาลชวนคนไทยลอยกระทง เรียบง่าย ปลอดภัย อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

รัฐบาลชวนคนไทยลอยกระทง เรียบง่าย ปลอดภัย อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

รัฐบาลชวนคนไทยลอยกระทง เรียบง่าย ปลอดภัย อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.10 น.

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทงอย่างปลอดภัย ร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงให้มีความเหมาะสมกับช่วงเวลาของการแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จ     พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งจัดขึ้นตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน รัฐบาลแนะประชาชนลอยกระทงในสถานที่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ โดยให้ใช้ท่าน้ำหรือโป๊ะเรือที่มั่นคงแข็งแรง หลีกเลี่ยงการลอยบริเวณตลิ่งน้ำที่สูงชันหรือตลิ่งดิน สวมใส่ชูชีพทุกครั้งหากนั่งเรือ ไม่ลงโป๊ะที่มีคนแออัดหรือบรรทุกน้ำหนักเกิน รอเรือจอดให้สนิท พร้อมระมัดระวังก่อนขึ้น-ลงเรือ อีกทั้ง กำชับผู้ปกครองต้องดูแลบุตรหลานเป็นพิเศษ ไม่ปล่อยให้เด็กลอยกระทงเองคนเดียว รวมถึงห้ามเด็กเก็บเงินในกระทงโดยเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิตได้ พร้อมทั้งให้ระมัดระวัง มิจฉาชีพมักจะฉวยโอกาสที่จะแฝงตัวเข้ามาตีเนียนสร้างความเสียหายช่วงประเพณีลอยกระทง เช่น ภัยล้วงกระเป๋า ภัยแก๊งลัก ภัยล่วงละเมิดทางเพศ และภัยจากการทะเลาะวิวาท 

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมลอยกระทง ในพื้นที่หลัก 2 จุด ได้แก่ สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี เขตบางพลัด และคลองเปรมประชากร ณ วัดเสมียนนารี พระอารามหลวง เขตจตุจักร นอกจากนี้ ยังเปิดสวนสาธารณะ จำนวน 33 แห่ง ให้ประชาชนร่วมลอยกระทง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลอยกระทงโดยวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ ทั้งนี้ จากข้อมูล ในปี 2567 กรุงเทพมหานคร จัดเก็บกระทงได้จำนวนทั้งสิ้น 514,590 ใบ เป็นกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ จำนวน 506,320 ใบ คิดเป็นร้อยละ 98.39 กระทงที่ทำจากโฟม จำนวน 8,270 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.61

‘ดร.เสรี’ ค้านขยายเกษียณถึง 70 ปี ชี้ 4 ปัญหาใหญ่! ‘หนุ่มสาวเสียโอกาส-ออฟฟิศอบอวลกลิ่นยาหอม’

'ดร.เสรี' ค้านขยายเกษียณถึง 70 ปี ชี้ 4 ปัญหาใหญ่! 'หนุ่มสาวเสียโอกาส-ออฟฟิศอบอวลกลิ่นยาหอม'

‘ดร.เสรี’ ค้านขยายเกษียณถึง 70 ปี ชี้ 4 ปัญหาใหญ่! ‘หนุ่มสาวเสียโอกาส-ออฟฟิศอบอวลกลิ่นยาหอม’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.05 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีรัฐบาลผุดแนวคิดจะขยายเกษียณอายุราชการจาก 60 ปีออกไป 65 ปีหรือ 70 ปี นั้น

ล่าสุด ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร ได้โพสต์เฟซบุก ถึงประเด็นนี้ว่า

4 ปัญหา เมื่อผู้ชราทำงานจนถึง 70

1.หนุ่มสาวเสียโอกาสก้าวหน้า

2.ผู้ชรามีโรคภัยไข้เจ็บเป็นชุด ต้องหยุดไปหาหมอ นอนโรงพยาบาลบ่อยๆ เป็นภาระหนุ่มสาวต้องคอยทำงานแทน และต้องดูแล

3.บรรยากาศของที่ทำงานคงดูห่อเหี่ยวไม่สดใส มีแต่คนที่ไม่แข็งแรง ผมหงอก ผมขาว เหี่ยวย่น หน้าตาอมโรคด้วยความกังวลกับสุขภาพ

4.ที่ทำงานคงอบอวลด้วยกลิ่นยาดม ยาลม ยาหอม ยาหม่อง พิมเสน กลบกลิ่นน้ำหอมราคาแพง คนที่ไม่ชอบกลิ่นยาหอม ยาหม่องมีเยอะอยู่นะ

ดร.เสรี เสนอว่าต่อเป็นรายๆ ตามความสามารถ และสภาพร่างกายเถอะ อย่าต่อยกแผงเลยนะ เพื่อผลิตภาพของงาน และบรรยากาศที่ทำงาน

คนที่พูดนี่ 76 แล้วนะ ไม่ใช่หนุ่มสาวที่อิจฉาคนแก่นะ

งบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นแน่ๆ

‘บก.ลายจุด’ปูดพรรคการเมืองดังแจกข้าว ลักไก่นำสำเนาบัตรปชช.ชาวเขา สมัครสมาชิกพรรค

'บก.ลายจุด'ปูดพรรคการเมืองดังแจกข้าว ลักไก่นำสำเนาบัตรปชช.ชาวเขา สมัครสมาชิกพรรค

‘บก.ลายจุด’ปูดพรรคการเมืองดังแจกข้าว ลักไก่นำสำเนาบัตรปชช.ชาวเขา สมัครสมาชิกพรรค

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.44 น.

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มันมีพรรคการเมืองหนึ่ง ไปแจกข้าวสารให้ชาวเขา แล้วบอกว่าต้องเซ็นเอกสารรับของพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ปรากฎว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสมัครสมาชิกพรรคการเมือง เมื่อเข้าไปเช็คในระบบ Online ก็พบว่าตนเองเป็นสมาชิกพรรคนั้นเรียบร้อยแล้ว
ไอ้พรรคนี้มันกล้าทำจริงๆ