‘วัน อยู่บำรุง’ ขยี้ ‘ไอซ์’ โชว์หลักฐาน ของบสร้างสะพาน

'วัน อยู่บำรุง' ขยี้ 'ไอซ์' โชว์หลักฐาน ของบสร้างสะพาน

‘วัน อยู่บำรุง’ ขยี้ ‘ไอซ์’ โชว์หลักฐาน ของบสร้างสะพาน

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.31 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส. กทม. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วัน อยู่บำรุง” ระบุว่า  แหล่ว แหล่ว แหล่ว  หัวหน้าฝ่ายโยธาหนองแขม แจ้งมาครับท่าน ส.ส.
ข้อความจากท่าน ส.ก. นวรัตน์ อยู่บำรุง คุยกับโยธาเขตหนองแขม สำนักงานเขตหนองแขม ปล.ใครสงสัยถามฝ่ายโยธาเขตหนองแขมชื่อคุณแป้งได้เลยครับ พรุ่งนี้จะโชว์หนังสือจากสภามาถึงเขตหนองแขมว่าผมเป็นคนขอ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ไอซ์ รักชนก’ โผล่ช็อตฟีล ซัด ‘วัน อยู่บำรุง’ เคลมผลงาน

ผนึก 14 เครือข่ายภาครัฐลงนาม MOU ปราบปรามการฟอกเงิน-อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ผนึก 14 เครือข่ายภาครัฐลงนาม MOU ปราบปรามการฟอกเงิน-อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ผนึก 14 เครือข่ายภาครัฐลงนาม MOU ปราบปรามการฟอกเงิน-อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.06 น.

ผนึก 14 เครือข่ายภาครัฐลงนาม MOU ปราบปรามการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายก “อนุทิน” สั่งการกวาดล้างภัยไซเบอร์ทุกรูปแบบ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการประกาศสงครามกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Scammer) ในวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล 

14 หน่วยงานภาครัฐร่วมลงนามใน MOU ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

“รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ พร้อมสนับสนุนเต็มที่ ใช้ทุกระบบ เครื่องมือ และกลไกที่ทันสมัยเข้ามาใช้ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายกฯ ได้ใช้บทบาทในทุกเวทีส่งเสริมความร่วมมือเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” นายสิริพงศ์กล่าว

อัปยศการเมืองไทย! ‘เทพไท’ซัดการย้ายพรรค ดูด ส.ส. เพื่อประโยชน์ฝ่ายการเมือง ปชช.ไม่อยู่ในสมการ

อัปยศการเมืองไทย! 'เทพไท'ซัดการย้ายพรรค ดูด ส.ส. เพื่อประโยชน์ฝ่ายการเมือง ปชช.ไม่อยู่ในสมการ

อัปยศการเมืองไทย! ‘เทพไท’ซัดการย้ายพรรค ดูด ส.ส. เพื่อประโยชน์ฝ่ายการเมือง ปชช.ไม่อยู่ในสมการ

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.31 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า เมื่อนักการเมืองไม่เห็นหัวประชาชน

ถ้าใครติดตามข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองของรัฐบาล และพรรคการเมืองต่างๆ จะพบว่ามีข่าวการเคลื่อนไหวอยู่ 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

1.ข่าวการย้ายพรรคของส.ส. มีพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวส.ส.กันเป็นจำนวนมาก ทั้งอดีตส.ส.และส.ส.ปัจจุบัน ที่มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า หรือที่เรียกกันว่าดูดส.ส. ซื้อตัวส.ส.กัน รอการยุบสภาเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยเปิดตัวกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคหวังที่จะให้ส.ส.ปัจจุบัน ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค เพื่อมีหลักประกันว่าจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีก และทุกคนที่ย้ายพรรค ก็จะอ้างเรื่องอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองในการโยกย้ายพรรคทั้งสิ้น แต่ในข้อเท็จจริงเป็นที่รับรู้กันว่าส.ส.ที่ย้ายพรรคทุกคน มีเรื่องเงินทุนที่ใช้ในการเลือกตั้งเป็นสำคัญ หวังนำเงินไปซื้อเสียงกันทั้งนั้น การอ้างเรื่องศรัทธาในอุดมการณ์ของพรรค เป็นแค่เหตุผลที่ทำให้ดูดีเท่านั้น

2.มีการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการประจำ เพื่อให้ตำแหน่งต่างๆเอื้อประโยชน์ในการเลือกตั้ง ทำให้มีส่วนได้เสียกับพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโยกย้ายแต่งตั้งในระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในจังหวัดนั้นๆ สามารถคุมกลไกทางราชการภายในจังหวัดได้ทั้งหมด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการเลือกตั้ง ซึ่งได้โยกย้ายแต่งตั้งไปแล้วจำนวนหนึ่ง แต่จะมีการแต่งตั้งเพิ่มเติมกันอีก จนถึงวันที่รัฐบาลประกาศยุบสภา

3.มีแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการฝ่ายการเมือง เพื่อปูมบำเหน็จตำแหน่งทางการเมืองให้กับทีมงาน พรรคพวก หัวคะแนน เพื่อใช้สถานะทางการเมืองหาเสียง มีการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆที่เป็นตำแหน่งทางการ เช่น ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆที่ไม่เป็นทางการ เช่น ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะทำงานของรัฐมนตรี ฯลฯ แม้ว่าเวลาหรืออายุของรัฐบาลนี้จะเหลืออยู่เพียงไม่มากก็ตาม แต่ก็จะใช้เงื่อนไขการเป็นรัฐบาลปูมบำเหน็จทางการเมืองเพื่อเกียรติประวัติของทีมงาน และของสมัครพรรคพวกให้ได้ก่อนการยุบสภา

เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือน หรืออีกไม่กี่วันก็ว่าได้ ก็จะเห็นข่าวการย้ายพรรค ดูดส.ส.เพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมืองทั้งสิ้น ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ และไม่เห็นหัวของประชาชน ไม่มีเรื่องในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเลยด้วยซ้ำไป นับว่าความอัปยศของการเมืองไทยในยุคสมัยนี้มากที่สุด

โยกงบ3.5หมื่นล.วุ่น ‘อนุทิน’พร้อมแจงป.ป.ช. เจตนาสุจริตมั่นใจถูกก.ม.

โยกงบ3.5หมื่นล.วุ่น  ‘อนุทิน’พร้อมแจงป.ป.ช.  เจตนาสุจริตมั่นใจถูกก.ม.

โยกงบ3.5หมื่นล.วุ่น ‘อนุทิน’พร้อมแจงป.ป.ช. เจตนาสุจริตมั่นใจถูกก.ม.

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เลขาฯกฤษฎีกา”ระบุเป็นหน้าที่เลขาฯครม.แจงปมป.ป.ช.รับไต่สวน“เศรษฐา-ครม.”ปมโยกงบ 3.5 หมื่นล้าน แจกเงินหมื่น ชี้ ใครผิด-ใครรอด ต้องดูเป็นรายบุคคล “อนุทิน” พร้อมแจงป.ป.ช.ปมรับไต่สวน “โยกงบ 3.5 หมื่นล้าน แจกเงินหมื่น ย้ำเจตนาสุจริต มั่นใจเรื่องเข้าครม.ถูกกฎหมาย นายกฯบอกห้ามไม่ได้ ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ย้อนถามสื่อ มีปัญหาอะไร ให้เลื่อนไทม์ไลน์‘ยุบสภา’31ม.ค.69 ยืนกราน‘ไม่มีอะไรต้องยืนยัน’ด้าน‘ชาญชัย-พวก’ยื่นร้องป.ป.ช.เอาผิด‘คณะกมธ.-สส.-สว.-เจ้าหน้าที่รัฐ’ร่วมโหวต โยกงบ 3.5หมื่นล.ทำดิจิทัลวอลเล็ต ชี้เข้าข่ายผู้สนับสนุน‘ครม.เศรษฐา’ กระทำความผิดม.157

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)รับเรื่องไว้ไต่สวนนายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) กับพวกโยกงบ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต10,000บาทว่าตามหลักถ้าเป็นแบบนั้น เลขาธิการครม.จะเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจง เพราะเป็นเรื่องของที่ประชุมครม.

ผู้สื่อข่าวถามว่าทุกคนในห้องประชุมครม.วันที่มีมติดังกล่าวต้องถูกไต่สวนหมดหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่าตนยังไม่เห็นสำนวน ต้องดูว่ามีการตั้งไต่สวนอย่างไร เมื่อถามถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งเป็นรองนายกฯและรมว.มหาดไทย ใน ครม.ชุดดังกล่าวนั่งร่วมประชุมครม.อยู่ด้วย นายปกรณ์กล่าวว่าตนจำไม่ได้จริงๆ

ชี้ใครผิด-ใครรอด ต้องดูรายบุคคล

เมื่อถามย้ำว่า ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมครม.วันนั้น ต้องเข้าไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า ไม่ โดยปกติทางเลขาธิการครม.จะทำหนังสือชี้แจงไป เพราะทาง ป.ป.ช.จะทำหนังสือถามมาเป็นทางการก่อน ส่วนเมื่อตอบไปแล้วทางป.ป.ช.จะเรียกผู้ใดไปชี้แจงก็เป็นเรื่องของป.ป.ช.ตามกระบวนการและวิธีพิจารณาของเขา แต่โดยหลักการแล้วทางสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)จะเป็นผู้ตอบเป็นหลัก

เมื่อถามว่า หากวันที่ ครม.มีมติดังกล่าว มีผู้ที่อยู่ในห้องประชุมทักท้วง จะถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิดใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อันนี้ตนไม่ทราบ แล้วแต่ข้อเท็จจริง ต้องดูเป็นรายบุคคล

‘หนู’พร้อมแจงป.ป.ช.ไต่สวนโยกงบ3.5หมื่นล.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งไต่สวนคณะรัฐมนตรี สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯซึ่งนายอนุทินขณะนั้นเป็นรองนายกฯและรมว.มหาดไทย กรณีกระทำผิดตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561กรณีโยกงบประมาณสถาบันของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง วงเงิน 35,000 ล้านบาท ไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเข้าข่ายความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา157หรือไม่ว่า ก็ต้องชี้แจง แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นข้อมูลจากป.ป.ช.ยืนยันเราต้องชี้แจงในเจตนาซึ่งเจตนารมณ์สุจริตอยู่แล้วก็ชี้แจงไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่าน เราไปก้าวก่ายไม่ได้

มั่นใจโยกงบถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อถามว่าการประชุม ครม.ในวันนั้น มีการสงวนความเห็นอะไรหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า การประชุม ครม.ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ผิดกฎหมายหรือผิดรัฐธรรมนูญหรือเสียหายต่อประเทศชาติ เราก็ต้องเห็นด้วย

เมื่อถามต่อว่าดูแล้วว่าทำตามกฎหมายใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องที่จะเข้า ครม. ก็ต้องทำตามกฎหมาย ผ่านการกลั่นกรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือใครมีอะไรก็ถามเลขาฯกฤษฎีกาเราก็ต้องเชื่อหน่วยงานที่เป็นองคาพยพของเรา

นายกฯชี้ห้ามไม่ได้ ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในช่วงเวลา หลังทำงานมาหนึ่งเดือน เหมาะสมหรือไม่ว่า “เราจะไปห้ามเขาได้อย่างไร”

เมื่อถามว่าส่วนปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ามากมาย จะตัดสินใจยุบสภาก่อนกำหนด 31 ม.ค.69 หรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามว่า “มีปัญหาอะไร”

‘ไม่มีอะไรต้องยืนยันไทม์ไลน์ยุบสภา

ผู้สื่อข่าวตอบว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ และอีกหลายเรื่องที่เป็นปัญหา นายอนุทินกล่าวว่า “อ้าวเป็นเรื่องที่ต้องทำงานทุกวันอยู่แล้ว”เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันว่าไทม์ไลน์ยุบสภายังเหมือนเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“ไม่ยืนยัน ไม่มีอะไร ต้องยืนยัน”

‘ชาญชัย-พวก’ยื่นป.ป.ช.เอาผิดกมธ.-สส.-สว.

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์, พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป, นายสมชาย แสวงการ, อ.เจษฎ์โทณะวณิก และนายนิติธร ล้ำเหลือ ในนามคณะผู้ร้องฯเข้ายื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. กรณี ป.ป.ช. มีมติตั้งองค์คณะไต่สวน คดีกล่าวหา นายเศรษฐา กับพวก ในกรณีดังกล่าว โดยคณะผู้ร้องฯเห็นว่า เนื่องจากกรณีนี้อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 172 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568ที่ลงมติเห็นชอบการลด หรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายของSFIs ทั้ง5แห่ง ,สส. เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ และสว.รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีส่วนรับผิดในกรณีนี้ด้วยฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ครม.นายเศรษฐา ทวีสิน กระทำความผิด

“เมื่อป.ป.ช.จะดำเนินคดีความผิดกับครม.นายเศรษฐา ทวีสิน ด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 จึงเท่ากับต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการนำผู้กระทำความผิดในข้อหาเดียวกัน มาลงโทษและเรียกเก็บเงินจาก35,000 ล้านบาท ในการกระทำความผิดชดใช้แก่แผ่นดินด้วย

เพราะ ครม.มิอาจจะกระทำการขอแปรญัตติตัดทอน ปรับลดงบประมาณต้องห้าม ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา144 และกฎหมายอื่นๆ องค์ประกอบ ต้องให้กรรมาธิการเห็นชอบ และสส. เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ และสว.ต้องเห็นชอบจึงจะทำการแปรญัตติ เป็นผลทำให้เงินงบประมาณจาก 5 ธนาคารเป็นการใช้หนี้และดอกเบี้ยตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง โยกไปอยู่ในหมวดงบกลางเพื่อนำไปใช้ในโครงการ DW 10,000 บาท เพื่อคะแนนของพรรคการเมือง

เข้าข่ายสนับสนุน‘ครม.เศรษฐา’ผิด157

จึงขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ดำเนินการฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ ครม.นายเศรษฐา ทวีสิน กระทำผิดกฎหมายตามที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด โดยดำเนินคดีกับคณะกรรมาธิการ ส.ส. และส.ว.ที่เห็นชอบด้วย จึงจะถูกต้องตามกฎหมาย”เอกสารแถลงข่าวคณะผู้ร้องฯทั้ง5รายระบุ

นอกจากนี้ คณะผู้ร้องฯยังขอให้ป.ป.ช.พิจารณาทบทวนมติ กรณีที่มีมติว่าการปรับลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายของ SFIs จำนวน 5 แห่ง วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท และนำไปเพิ่มเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ หรืองบโครงการ Digital Wallet ไม่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และยุติการสอบสวนทางลับ โดยได้หยิบยกกล่าวอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอาจเป็นการกล่าวอ้างที่เกินกว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

โดยขอให้ ป.ป.ช. ตอบภายใน 15 วัน หลังจากที่ได้รับเรื่องจากข้าพเจ้า ในฐานะผู้นำความมาปรากฏแก่ ป.ป.ช.โดยพลัน เพื่อให้ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถยื่นคำร้องให้ความปรากฏแก่ ป.ป.ช.ในการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบได้หรือ ป.ป.ช. ไม่สามารถใช้กฎหมายมาตรา 88 ของตนในการตรวจสอบยับยั้งการทุจริตเรื่องงบประมาณได้ขอให้ไต่สวนตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561หมวด 3 เพราะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ทั้งหมดทุกคน รวมทั้งผู้อนุมัติโครงการให้นำเงินไปแจกโครงการ DW ผิดกฎหมายตามที่ ป.ป. ช. มีมติชี้ว่ามีมูล

‘จุลพันธ์’โวนโยบายหาเสียงล้ำหน้าพรรคอื่น

ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปล่อยแคมเปญหาเสียงเพื่อเตรียมพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งถัดไปว่า จริงๆในมิติของนโยบายตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยล้ำหน้าพรรคอื่นไปเยอะ เพราะเรามีคณะทำงานที่ทำกันมาเป็นเดือนแล้ว นำโดยนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย ดำเนินการเรื่องการคิดนโยบายที่ถูกใจประชาชน ซึ่งโจทย์แรกคือแบ็คทูเบสิค กลับสู่ให้ประชาชนได้เข้าใจง่ายๆ และสัมผัสได้ง่ายขึ้นตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน

จ่อดันแคมเปญ‘สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน’

“เราจะมีการทำเวิร์คช็อป 2 ระดับ คือ 1.ในระดับสส. ที่จะมาร่วมเวิร์คช็อปในนโยบายต่างๆ ซึ่งเราเตรียมการภายในกันอยู่ 2. นโยบายบางประเภท เช่น เรื่องการเกษตรที่อาจจะลงไปพบปะเกษตรกร นโยบายด้านเอสเอ็มอีก็อาจจะลงไปพบปะกับกลุ่มเอสเอ็มอีเพื่อพูดคุยว่าแนวนโยบายที่เราคิดมาตรงหรือไม่ และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อปรับเปลี่ยนอย่างไร เชื่อว่านโยบายนี้จะเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ที่จะตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนได้”หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำ

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่าส่วนการออกแคมเปญ ขอให้รอฟังเพราะเราก็เปิดมา แย้มๆมาแล้ว คือ”สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” นโยบายของเรายังเป็นเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ส่วนของพรรคประชาชนที่ออกมาว่ามีเราไม่มีเทา ก็เป็นแนวทางของเขา

ติงปชน.ชู‘มีเราไม่มีเทา’ให้นึกถึงตอนจัดรบ.

“พรรคเพื่อไทยพยายามบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าการตั้งรัฐบาลให้คิดให้รอบคอบ เพราะเราก็รู้กันอยู่ว่า องคาพยพของการจัดตั้งรัฐบาล และองค์ประกอบของพรรคร่วมรัฐบาลคืออะไรบ้างตั้งแต่ต้น ไม่ได้เป็นข้อปิดบังอะไร แล้วจะมาเป็นห่วงว่าตอนนี้เป็น สีเทา หรืออะไร ก็เป็นคนตั้งมาเอง ตรงนี้เราได้เตือนไว้ตั้งแต่ต้นฉะนั้นก็คงต้องให้ทางพรรคประชาชนพิจารณาให้ดี แล้ววันนี้เราก็เดินหน้าตรวจสอบจริงจัง เราทุกพรรค ทุกคนที่มีการกล่าวหากันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ตรวจสอบบางกลุ่ม บางคน ก็ขอให้รอดูการทำงานโดยเฉพาะเมื่อถึงเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่าผลโพลของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยยังนำอยู่พรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ที่มีการสอบถามมาเราเพิ่งยกเครื่องใหม่ และยอมรับว่าขณะนี้ไม่ใช่จุดพีคของพรรคเพื่อไทย เพราะช่วงที่ผ่านมาเรื่องข่าวประเทศเพื่อนบ้าน การโจมตีทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาลเราก็ยอมรับ การเมืองไม่ได้จบภายในวันเดียว พวกเรามีความมั่นใจ คิดดูว่าในขณะที่หลายคนปรามาสพรรคเพื่อไทยว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะที่ไม่ดีนัก และหลายโพลเรามีคะแนนนิยมอยู่ที่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ มีถึง30 เปอร์เซ็นต์

ชี้คนทำงานมีทั้งเคยทำถูก ทำพลาด

นายจุลพันธ์ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้จะมีการนำนโยบายจากรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯที่ยังทำไม่สำเร็จ มาปัดฝุ่น เดี๋ยวมาคุยกันขอเวลานิดนึง ยังไม่ได้สรุป หรือ มีข้อยุติ

“พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมั่น เราเป็นพรรคการเมืองแรกและพรรคการเมืองเดียวที่ได้เคยดำเนินการเรื่องนโยบายจนประสบความสำเร็จและถูกใจประชาชน แน่นอนว่าคนทำงานมีทั้งเคยทำถูก ทำพลาด เราไม่ได้บอกว่าเราทำสำเร็จทุกเรื่อง แต่เราเป็นคนนำมิติเรื่องนโยบายเข้ามาสู่สังคม เป็นพรรคการเมืองแรกที่นำนโยบายมาบอกประชาชนแล้วทำจริง และยืนยันว่านโยบายครั้งหน้าคงเป็นที่ถูกใจประชาชน”

โต้พท.ไม่ได้ขาลง- มีคนหนุน10ล้าน

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ที่ต้องแบกวิกฤตศรัทธาในช่วงที่ถูกมองว่าเป็นขาลงและต้องดันกลับไปให้ได้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนว่าขาขึ้นเราก็ยังอยู่ในสถานะที่ดี คนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยยังเป็น10ล้านคน ตนไม่ได้มองว่าเป็นสถานการณ์ที่มีปัญหาอะไร เรายังมีความเชื่อมั่น เพียงแต่วันนี้ต้องทำองค์ประกอบให้ครบ สิ่งที่เราจะมายกเครื่องพรรคในครั้งนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเรื่องการสื่อสาร ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการสื่อสารของพรรคเพื่อไทยไม่ทันท่วงที ตั้งรับมากเกินไป เราต้องเป็นผู้สื่อสารในเชิงรุก และโยนประเด็นให้สังคมมากขึ้น

ลั่น 3แคนดิเดตนายก ต้องตรงใจปชช.

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่อง คือ บุคคลซึ่งผู้สมัครต้องถูกจริตกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ เป็นคนที่ลงพื้นที่อยู่แล้ว และเป็นที่รู้จักในพื้นที่เป็นอย่างดี ขณะที่งานสภาเราต้องยกเครื่องให้เข้มข้นขึ้น สุดท้ายเรื่องนโยบาย ต้องทำให้ตรงกับความต้องการเป็นนโยบายแห่งความหวังของสังคมได้ ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราจะเสนอ 3 ชื่อซึ่งเป็น 3 ชื่อที่ต้องตรงใจกับพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าการยอมรับจากประชาชนจะทำให้เราประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

‘เพื่อไทย’ยังไม่เปิดตัวบ้านใหญ่ปากน้ำ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมเปิดตัวบ้านใหญ่ว่าวันที่ 7 พฤศจิกายนเราจะมีการเปิดตัวผู้สมัครอีกประมาณ 20 คน ส่วนบ้านใหญ่จากจังหวัดสมุทรปราการนั้นว่า จะยังไม่มีการเปิดตัวในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ แต่มีการพูดคุยกันในระดับหนึ่ง สำหรับบ้านใหญ่อื่นๆเช่นนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ก็จะยังไม่มีการเปิดตัวเช่นกัน เนื่องจากยังมีข้อจำกัดบางอย่างเมื่อถามว่า ส.ส. จำนวน 2คน ที่อยู่ในกลุ่มของนายวราเทพ จะย้ายมาพรรค พท.หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นสมาชิกพรรคอื่นอยู่ ยังเร็วเกินไปที่จะพูด

‘ธรรมนัส’โวสมาชิกกธ.เป็นของจริง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมให้สัมภาษณ์กรณีมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสมาชิกพรรคกล้าธรรมที่มีจำนวนมากที่สุดว่า“เรามีสมาชิกเป็นของจริง และตรวจสอบได้ ในทางตรงกันข้าม มีพรรคการเมืองบางพรรคเป็นของปลอมแต่สำหรับเราชัดเจน ตรวจสอบได้เหตุที่พรรคกล้าธรรมมีจำนวนสมาชิกเป็นอันดับหนึ่งเพราะพรรคทำงานตอบโจทย์พี่น้องประชาชน มีชาวใต้มารอพบที่พรรคและนำรายชื่อมาสมัครเพิ่มเองโดยไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า “เมื่อวานก็มีเข้ามาสมัครเพิ่ม กลุ่มทรูมูฟเอารายชื่อมาสมัครกว่า 2,000 คน พรรคเราก็เป็นแบบนี้มีแต่เพิ่ม เพราะเราทำงาน”ร.อ.ธรรมนัส ย้ำ

พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการตรวจสอบหรือไม่กรณีนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรมออกมาเปิดเผยว่า มีพรรคการเมืองบางพรรคเอาเงินผู้ช่วยไปสมัครสมาชิกพรรคร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ตอนนี้พรรคเราตั้งหลักได้แล้ว ตั้งวอร์รูมเก็บข้อมูลทุกเรื่องทั้งของผมและหัวหน้าพรรคให้น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการ อยากรู้อะไรให้ไปถามน.อ.อนุดิษฐ์”

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ใช่การเอาคืนทางการเมืองใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า“จริงๆสื่อมวลชนควรถามถึงคลิปที่มีการประสานให้เล่นงาน‘ธมน.’เราเป็นนักการเมืองก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอะไรที่เป็นการตรวจสอบด้วยข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ฝ่ายยุทธศาสตร์และกฎหมายของพรรคกล้าธรรมจะเป็นผู้ดำเนินการ”

ชูต้นไม้ใหญ่มีสัตว์มาอาศัยเรื่องปกติ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวถึงกรณีที่ถูกมองว่าเป็นตำบลกระสุนตกว่า“ผมเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ มีนก กา สัตว์ต่าง ๆ มาอาศัย บางตัวอาจไปทำร้ายผู้อื่น แต่ถ้ามีสัตว์ตัวโน้นตัวนี้มาตามกิน ก็เป็นเรื่องปกติ อย่าไปซีเรียส พร้อมระบุว่า การตรวจสอบครั้งนี้ถือว่าเบามาก ในชีวิตเพราะผ่านเรื่องราวมากมายมาแล้วตั้งแต่เข้าสู่การเมือง แต่ก็ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาทั้งหมด เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะพร้อมชนหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ไม่ใช่พร้อมชน เราต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ถ้าเราถูกตรวจสอบด้วยข้อกล่าวหา เราก็ต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้น”

ครม.โยก‘ดนุชา-อ้อนฟ้า’กลับที่เดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หลังจากครม.เคยมีมติอนุมัติรับโอนไปนั่งเลขาธิการ สทนช. เมื่อวันที่ 19 ส.ค.68 ซึ่งเป็นช่วงที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ ขณะเดียวกันแต่งตั้งน.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสศช.กลับไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

นอกจากนี้ครม.ยังมีมติแต่งตั้ง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรายงานว่า น.ส.รัชดาเตรียมจะย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

‘บิ๊กดุลย์’บี้โควตาหวย เล็งถก3ฝ่ายสางปัญหา

‘บิ๊กดุลย์’บี้โควตาหวย  เล็งถก3ฝ่ายสางปัญหา

‘บิ๊กดุลย์’บี้โควตาหวย เล็งถก3ฝ่ายสางปัญหา

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“บิ๊กดุลย์” จ่อถก 3 ฝ่าย “กองสลาก-อผศ.-สมาคมผู้พิการฯ” ปมโควตาสลากฯ หลังจากถูก สส.ฝ่ายค้าน ท้วงติง ด้าน ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เปิดทางพูดคุย ยันชี้แจงได้ ไม่ได้เป็นเรื่องเผือกร้อน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีข้อสังเกตเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งโควตาขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) ที่หายไปจากระบบ มีรายงานเพิ่มเติมเข้ามาหรือไม่ว่าเรื่องนี้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ไปจัดการให้เรียบร้อย

ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวถึงปัญหาสลากกินแบ่งฯ ที่อผศ.ได้รับจัดสรร ซึ่งถูกฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ามีปัญหา ว่าตนจะไปพูดคุยที่สำนักงานสลากกินแบ่งฯ โดยเรื่องสลากกินแบ่งฯ มีพัฒนาการมาเรื่อยๆ เดิมมีโควตาให้มากว่า10,000 ฉบับ และให้ทหารผ่านศึกนำไปขาย แต่คนก็มองว่าไม่เหมาะสมที่ให้ทหารพิการไปขาย ดูไร้ศักดิ์ศรี จึงมีการพัฒนาโดย 3 ฝ่ายคือกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานสลากกินแบ่งฯ อผศ.และสมาคมผู้พิการแห่งประเทศไทย มาพูดคุยกัน ซึ่งให้ อผศ.ไปแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ผลสรุปคือมีการแบ่งโควตาให้กับสมาคมผู้พิการแห่งประเทศไทยกว่า4,000 เล่ม ให้กับ อผศ.กว่า 6,000 เล่ม แล้วไปบริหารจัดการเอง ซึ่งทาง อผศ.ได้ทำสัญญากับผู้ค้าร่วมเพื่อช่วยกันขาย ซึ่งรายได้จากการขายจะนำไปดูแลทหารผ่านศึก ส่วนจะมากหรือน้อย จะพูดคุยกับผอ.อผศ.

เมื่อถามว่าสรุปตอนนี้ไม่ให้ทหารพิการขายสลากแล้วใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า จะให้ทางสมาคมผู้พิการฯ เป็นคนบริหารจัดการ ซึ่งจะให้ผู้พิการหรือผู้ค้าร่วมช่วยขายก็ได้หากมองว่าเหมาะสม ก่อนหน้านี้ทหารผ่านศึกได้สลากมา 1 เล่ม มี 100 ฉบับ ไปนั่งขายบางทีก็ขาดทุน พอขาดทุนก็มีเสียงบ่น และมาขอให้ อผศ.ช่วยแก้ปัญหา จึงเป็นที่มาของการพูดคุย 3 ฝ่าย

ด้าน พล.อ.กานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการอผศ.กล่าวถึงกรณีนายธนเดช เพ็งสุข สส.พรรคประชาชน โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ขอให้มีการเปิดเผยการบริหารโควตาสลากกินแบ่งฯ ที่อาจตกไปอยู่ในมือเครือข่ายเทา ว่า อผศ.ดำเนินการเรื่องโควตาสลากกินแบ่งฯ ถูกต้องตามระเบียบ เป็นไปตามข้อตกลงกับกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานสลากกินแบ่งฯ กับอผศ.และสมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย ทั้งหมดสามารถชี้แจงได้

พล.อ.กานต์นาท กล่าวอีกว่า พร้อมพูดคุยกับนายธนเดช เพื่อตอบข้อสงสัยต่างๆ หรือสามารถทำหนังสือประสานผ่านกระทรวงกลาโหมมาได้ เพื่อกำหนดวันพูดคุยตอบข้อซักถามซึ่งพร้อมชี้แจงได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ไม่อยากให้เกิดการตอบโต้กันไปมา เพราะที่ผ่านมา อผศ.ปฏิบัติตามระเบียบทุกอย่างส่วนกรณีที่นายธนเดช กล่าวอ้างถึงกลุ่มทุนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โควตาสลากกินแบ่งฯ นั้น ยืนยันว่า ทุกอย่างสามารถชี้แจงได้ และไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเผือกร้อน

‘บิ๊กเล็ก’กร้าว ลุยทวงคืน‘ปราสาทตาควาย’ เขมรไม่ยอมกองทัพไม่จบแน่

‘บิ๊กเล็ก’กร้าว  ลุยทวงคืน‘ปราสาทตาควาย’  เขมรไม่ยอมกองทัพไม่จบแน่

‘บิ๊กเล็ก’กร้าว ลุยทวงคืน‘ปราสาทตาควาย’ เขมรไม่ยอมกองทัพไม่จบแน่

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“บิ๊กเล็ก”เสียงแข็ง!ยันปราสาทตาควายของไทย ถ้าไม่ได้คืน กองทัพไม่ยอมไม่จบแน่นอน ซัดเขมรทำผิดอนุสัญญาออตตาวา-เจนีวา ใช้โบราณสถานตั้งฐานที่มั่นทางทหาร ลั่นใครจะเปิดด่านไม่ต้องมาคุยด้วย ยันชีวิตนี้ไม่ขอคุยเรื่องเปิดด่าน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมกล่าวถึงความรู้สึกของประชาชนต่อสถานการณ์ที่ปราสาทตาควายว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ไม่ได้คุยเรื่องนี้ และยืนยันว่าปราสาทตาควายยังเป็นของไทยอยู่ สื่อมวลชนทราบดีว่าขณะนี้เรากำลังหารือเรื่องการปล่อยเชลยศึกทั้ง 18 คน ดังนั้น ถ้าไม่สามารถเคลียร์เรื่องประสาทตาควายได้จะไม่คุยเรื่องอื่นอีกต่อไป และจะไม่มีการคุยกันอีก รวมถึงได้คุยกับฝ่ายเขมรไปแล้วว่าทำผิดอนุสัญญาเจนีวา เรื่องการใช้โบราณสถานเป็นฐานที่มั่นทางทหาร รวมไปถึงการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลล้อมรอบปราสาทที่ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเราไม่ยอมรับว่าเขายึดได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนำเรื่องเชลยศึกไปต่อรองกับปราสาทตาควายหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ไม่ เพราะยังมีมาตรการอื่น เช่น การเปิดด่านจะยังไม่คุยแน่นอนถ้ายังไม่สามารถตกลงกันได้ ส่วนในคำประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่มีการลงนามและเขมรต้องยึดหลัก 4 ข้อ รวมถึงเรื่องปราสาทตาควาย

ถามต่อว่า ถ้าเขมรยอมถอนกำลังออกจากปราสาทตาควาย จึงจะคุยใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยังไม่หมด ต้องเคลียร์หมดทุกเรื่องให้กลับสู่สภาพปกติ ส่วนปราสาทคนา ซึ่งตั้งอยู่ชายแดน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์นั้น ต้องไปคุยกันอีกครั้ง แต่เรื่องปราสาทตาควายได้ยืนยันกับเขมรแล้วว่าไม่จบแน่นอน โดยไทยจะไปร้ององค์กรระหว่างประเทศว่า เขมรทำผิดอนุสัญญาเจนีวาและออตตาวาแน่อะไรที่เป็นเขตแผ่นดินไทยเราต้องเอาคืนมาให้หมด

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกลุ่มอินฟูลเอนเซอร์จะรวมตัวจัดกิจกรรมทวงคืนปราสาทตาควาย จะทำให้สร้างสถานการณ์ในพื้นที่เลวร้ายขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ขอความเห็นใจ เพราะปัญหาเยอะไปหมด สั่งสมมานาน ไม่ใช่เพิ่งเกิดปีนี้ รัฐบาลหรือกองทัพก็พยายามแก้ปัญหาทีละเรื่อง เรายึดมั่นในอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติ แต่การแก้ปัญหาต้องค่อยๆทำ อย่างไรกองทัพไม่ใจเย็นแน่นอน ขณะเดียวกัน เข้าใจกลุ่มอินฟูลเอนเซอร์ที่รักและเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ ก็ยึดมั่นในอธิปไตยเหมือนกับเรา แต่ขอทำความเข้าใจให้เปิดโอกาสให้รัฐบาลและกองทัพทำงาน

ถามย้ำว่า ถ้าอินฟูลเอนเซอร์ลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมจะมีมาตรการดูแลอย่างไร เนื่องจากยังเป็นพื้นที่อันตราย พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ต้องขอความร่วมมือ เพราะในพื้นที่ยังมีทุ่นระเบิดที่เกิดอันตราย และได้บอกกองทัพไปแล้วว่าต้องไม่มีมวลชนในพื้นที่เข้าไปแล้วได้รับอันตรายกลับมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่าไทยเสียปราสาทตาควายไปแล้ว และไม่พอใจรัฐบาลมากจะชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่อย่างไร พล.อ.ณัฐพลยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ยืนยันว่ากองทัพจะไม่ยอม ไม่จบแน่นอน ถ้ายังไม่ได้ปราสาทตาควายคืน

ถามอีกว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องทำความเข้าใจกับประชาชนใหม่หรือไม่ เพราะโฆษกประจำสำนักนายกฯแถลงยอมรับว่า เสียปราสาทตาควายตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคม และไม่สามารถไปยิงเพื่อยึดคืนได้ ต้องใช้กลไกการเจรจา ยิ่งกลายเป็นการตอกย้ำประชาชน พล.อ.ณัฐพล ยกตัวอย่างอธิบายว่า คำว่าเสีย เช่น ภูมะเขือ ที่เรายึดได้เราทำถูกต้องทุกอย่าง แต่ปราสาทตาควายกัมพูชาทำผิดอนุสัญญาเจนีวา จึงต้องมีการต่อสู้ทางกฎหมาย แต่ขอความร่วมมือและความเห็นใจสื่อมวลชนและประชาชน ขอทำให้จบทีละเรื่อง ปัจจุบันปัญหาเกิดแทบทุกจุด ค่อยๆคลี่คลายไปทีละเรื่อง ตอนนี้จะเคลียร์เรื่องอาวุธหนักก่อน ถ้ายังอยู่ในพื้นที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และถ้าเกิดปะทะประชาชนจะเดือดร้อน

ส่วนความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รมว.กลาโหมกล่าวว่า ตนและผู้บังคับบัญชาเป็นห่วงทหารผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสียอีก ขณะที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เรามุ่งมั่นนำที่ดินของไทยคืนมาให้ได้ แต่ต้องทำตามขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกต้องเคลียร์ทุ่นระเบิดออกก่อน ไม่เช่นนั้นไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ ถ้าเร่งรัดเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจพื้นที่ขณะที่ยังไม่เก็บกู้ทุ่นระเบิด เจ้าหน้าที่จะประสบอุบัติเหตุด้วย ดังนั้น ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน จะเคลียร์เรื่องทุ่นระเบิด หลังจากนั้นจะใช้เวลาอีก 1 เดือนเพื่อสำรวจหมุดชั่วคราว

รมว.กลาโหมกล่าวต่อว่า ในการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เน้นย้ำกับเขมรในส่วนที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต้องรอดำเนินการต่อไป แต่ส่วนพื้นที่ใดที่เขมรอ้างสิทธิ์เลยพื้นที่อ้างสิทธิ์มากัมพูชาต้องออก เชื่อว่าสื่อมวลชนจะรับได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับว่าตรงนั้นเป็นเส้นเขตแดน และจะมีขั้นตอนหลังจากนั้นตามมา เช่นเดียวกับเรื่องสร้างรั้วที่เดิมกัมพูชาไม่ยอมให้สร้าง แต่เรายืนยันว่าเป็นการสร้างในพื้นที่เขตอธิปไตยของไทยต้องสร้างได้ จนการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนล่าสุดทางกัมพูชายอม

“ปัญหานี้เกิดมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งเกิด ขอยืนยันว่ากองทัพและผมมุ่งมั่นเต็มที่ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ ส่วนการเปิดด่านไม่มีแน่นอน หรือใครจะเปิดด่านก็ไม่ต้องมาคุยกับผมผมไม่คุยแน่นอน เรื่องเปิดด่านชีวิตนี้”รมว.กลาโหมกล่าว

‘หนู’ฮึ่ม!เอี่ยวสแกมเมอร์ฟันไม่เลี้ยง ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ไม่ไว้หน้านักการเมือง-คนดัง

‘หนู’ฮึ่ม!เอี่ยวสแกมเมอร์ฟันไม่เลี้ยง  ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร  ไม่ไว้หน้านักการเมือง-คนดัง

‘หนู’ฮึ่ม!เอี่ยวสแกมเมอร์ฟันไม่เลี้ยง ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ไม่ไว้หน้านักการเมือง-คนดัง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘หนู’ฮึ่ม!เอี่ยวสแกมเมอร์ฟันไม่เลี้ยง ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ไม่ไว้หน้านักการเมือง-คนดัง ใครทำผิดกฎหมายไม่มีละเว้น พท.ได้ทีรุมขย้ำ/จี้แก้ปัญหา

นายกฯเปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ตอกย้ำความเป็นผู้นำปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ในภูมิภาค พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกับทุกประเทศ เพื่อภูมิภาคอาเซียนที่มั่นคงและรุ่งเรือง ระบุจับตากลุ่มบุคคลมีชื่อเสียง-นักการเมือง เอี่ยวอาชญากรรมออนไลน์แบบปิดชื่อดูพฤติกรรม ไม่มีใครรอด ลั่นไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ลุยจับดำเนินคดีมาแล้วหนุนส่งตำรวจดูงานปราบ“สแกมเมอร์เขมร”ด้าน รมว.ยุติธรรมชี้ข้อมูลยังไม่ชัด7รายชื่อนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์ ส่วนกรณี“นักการเมืองช.” เตรียมประสาน ตำรวจ ภ.9-ผู้การฯสงขลา ให้ข้อมูลสำคัญ

เมื่อเวลา009.00 น.วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEAN Chiefs of National Police – ASEANAPOL) ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ภายใต้หัวข้อ “ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน” หรือ “Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People” ระหว่างวันที่ 3-7 พฤศจิกายน 2568 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสจากประเทศสมาชิกอาเซียน คู่เจรจา และผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เข้าร่วมมากกว่า 200 คน โดย ในพิธีเปิดฯ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ยินดีติมอร์-เลสเต้ร่วมเป็นสมาชิกใหม่

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยแสดงความยินดีที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ พร้อมขอบคุณผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือในภูมิภาค รวมถึงกล่าวแสดงความยินดีต่อ ติมอร์-เลสเต ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาค

ยกการประชุมครั้งนี้สำคัญอย่างยิ่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำลายเสถียรภาพของสังคม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายข่าวร้ายคือ ปัญหาดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีคือ ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างตระหนักถึงปัญหา รับรู้ถึงความท้าทาย และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

ไทยมุ่งเป็นผู้นำปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ ประชาคมโลกยังได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมกับอีก 67 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ในการประชุมสหภาพรัฐสภาโลก (Inter-Parliamentary Union) ยังได้หยิบยกประเด็น “การหลอกลวงและอาชญากรรมทางไซเบอร์” มาหารือในฐานะวาระเร่งด่วน โดยมีประเทศไทยเป็นผู้เสนอประเด็นดังกล่าว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เพียงต้องการเข้าร่วม แต่ต้องการเป็นผู้นำ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นระบบร่วมกัน

สร้างความมั่นคงและรุ่งเรืองร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การฝึกอบรมร่วม และการพัฒนากลไกประสานงานเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากอาชญากรรมข้ามชาติ โดยประเทศไทยได้ประกาศให้ “การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ” เป็นวาระแห่งชาติ และเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยแนวทางแบบองค์รวมและบูรณาการ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ และร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ พร้อมเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุมเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ “ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยรวม”

ทุกหน่วยงานทำหน้าที่อย่างเต็มที่

เวลา 10.15น.นายอนุทิน เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียนครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL Conference) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพเน้นอาชญากรรมทางออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการค้ามนุษย์ ไซเบอร์สแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้บรรจุเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งในวันนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำงานด้านนี้ไม่ได้ทำอยู่ฝ่ายเดียว ยังหาความร่วมมือในประเทศภูมิภาคอาเซียนและยืนยันว่า ทุกหน่วยงานจะทำหน้าที่ด้วยความเด็ดขาดและเข้มงวด

ยันทำงานต่อเนื่องมาโดยตลอด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีการยึดทรัพย์บุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก พร้อมดำเนินคดีอีกหลายข้อหา ซึ่งทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ต้องขอความเข้าใจจากประชาชน บางทีเห็นการนำเสนอข่าว การพาดหัวข่าวว่า ไม่ได้ทำ ไม่ได้ใส่ใจ เรื่องนี้ไม่ใช่ ซึ่งทำมาตลอด ไม่ใช่เฉพาะสองเรื่องนี้ ยังมีการปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด บ่อนการพนัน ทุก ๆ เรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาของสังคมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เท่าที่ตนทำงานร่วมกันมาและในฐานะที่รู้จักกันมานาน เป็นเพื่อนกันหมด แถวนี้ ก็ได้เห็นทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และเต็มความสามารถ เรื่องพวกนี้เราปล่อยปละละเลย ย่อหย่อน เห็นแก่พวก ไม่มี มันอยู่เหนือความสัมพันธ์ใดๆ อยู่เหนือความต้องการผลประโยชน์ใด ๆ แต่เป็นเรื่องของประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชนที่ทุกคนไม่มีวันจะยอมให้สิ่งเหล่านี้มาทำลายประเทศและประชาชน

ลั่นไม่ติดหนี้บุญคุณใคร-ทำผิดไม่มียกเว้น

ส่วนการปราบปรามในเรื่องนี้ มักมีบุคคลสำคัญ และนักการเมืองอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมเหล่านี้ นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการหารือกับผบ.ตร., เลขาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และรมว.ยุติธรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้ได้ทำงานปิดชื่อ ดูพฤติกรรม เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะไปโดนใครก็จะไม่ยกเว้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่า เราไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใคร

“พวกผมกินเงินเดือน ภาษีจากประชาชน ดังนั้น การปกป้องหรือคุ้มครอง ทำคุณประโยชน์ให้ ก็คือ คนที่จ่ายภาษี จ่ายเงินเดือนให้กับพวกเรา นั่นก็คือ ประชาชน ขอให้เลิกกังวล เลิกพยายามคิดว่า กระแสข่าวที่ไปเกี่ยวข้องหรือขัดขวางการปราบเรื่องนี้ ขอให้มั่นใจว่าทุกท่านที่ยืนอยู่ตรงนี้ขึ้นมาด้วยความสามารถของตนเองทั้งนั้น ไม่ได้ติดใครหรือมีหนี้บุญคุณที่ต้องชำระใคร นอกจากบุญคุณประเทศ และประชาชนและเป็นหน้าที่ที่พิทักษ์ปกป้องส่วนจะมีการพูดคุยกับกัมพูชาในการเพิ่มมาตรการปราบปรามอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า แน่นอนจะต้องพูดคุย และมีการทำงานร่วมกันมาอยู่แล้ว ไม่ได้หยุด ถึงแม้มีปัญหาอยู่ แต่ในปฏิญญาที่ลงนาม เรื่องสแกมเมอร์ เป็นเรื่องหนึ่งใน 4 ข้อที่ได้หารือกับกัมพูชาและเป็นเงื่อนไขที่สองประเทศจะต้องปฏิบัติร่วมกัน” นายอนุทิน กล่าว

หนุนส่งตร.ไทยไปดูงานที่กัมพูชา

ต่อมา เวลา 13.00 น.ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เสนอแนวคิดส่งตำรวจไทยไปสังเกตการปราบสแกมเมอร์ที่กัมพูชาว่า ก็ดี เขามีความร่วมมือกันอยู่แล้ว วันนี้ ผบ.ตร.ก็ประชุมตำรวจอาเซียนแล้ว ท่านได้ยกเรื่องสแกมเมอร์ เรื่องค้ามนุษย์และเรื่องยาเสพติดมาเป็นวาระของภูมิภาคนี้

เมื่อถามว่า มีโอกาสที่ไทยจะส่งตำรวจไปที่กัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ต้องมีสิครับ สื่อต้องไปถามผบ.ตร. นโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน ให้ตนไปสั่งข้ามหัวใครคงไม่ได้

เมื่อถามย้ำว่าพร้อมสนับสนุนเต็มที่ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ใช่ครับ ทั้งเรื่องของงบประมาณ ทั้งเรื่องการสนับสนุนบูรณาการ ทรัพยากร รัฐบาลก็ทำและรัฐบาลก็รับไปปฏิบัติ”

รมว.ยธ.ชี้ข้อมูล7นักการเมืองยังไม่ชัด

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดข้อมูลว่ามีนักการเมือง 7 คนเกี่ยวกับการฟอกเงินว่ามีจริง และกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วหรือไม่ ว่ากระทรวงยุติธรรมตรวจสอบแล้ว ยังไม่พบในส่วนของนักการเมืองทั้ง 7 คน แต่บางส่วนที่ดำเนินการตามที่เป็นข่าว ได้ตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยวันนี้ (4 พ.ย.) ได้ประสานงานเชิญผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา มาพูดคุย และดูรายละเอียดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง รวมถึงได้ประสานไปถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ด้วย

ประเด็น“นักการเมืองช.”ขอเช็คก่อน

เมื่อถามถึงเส้นเงินนักการเมือง ช. ใกล้จะได้ความชัดเจนแล้วหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขอไปตรวจสอบก่อน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่จับกุมคดีพนันออนไลน์ พบความเสียหาย 35,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และช่วงบ่ายวันนี้ (4 พ.ย.) หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะกลับไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวด้วยว่า สำหรับเมื่อวานนี้ (3 พ.ย.) เอกอัครราชทูตจีนได้มาพบ ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องประสานความร่วมมือทางด้านกฎหมาย และสแกมเมอร์ และได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งท่านให้ความสำคัญเรื่องนี้ และให้ความสำคัญการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีโอกาสพบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพูดคุยกันด้วย

ตรวจสอบนักการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อถามว่า ที่จะมีการเรียกมาดูเป็นการดูคดีทั้งหมด หรือเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ช. พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นสำนวนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองทั้งหมด ซึ่งตนจะเห็นรายละเอียดในช่วงบ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าได้ดูสำนวนแล้วจะมีการรื้อคดีหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่รื้อ เราไม่มีอำนาจไปรื้อ แต่คงต้องประสานไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อทำให้ถูกต้อง อะไรที่ยังไม่ได้ทำก็ควรต้องทำ

เมื่อถามว่า แสดงว่า 7 รายชื่อ มีตัวตนสามารถยืนยันตัวตนได้หมดแล้วใช่หรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในส่วนของ 7 รายชื่อ ตนไม่ยืนยัน ตนจะดูในส่วนที่จะตั้งแนวทางการสืบสวนที่ให้ดีเอสไอดูแล ซึ่ง 7 รายชื่อนี้ได้มีการสอบถามหลายท่านที่พูด ก็ยังไม่มีใครให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าเป็นใคร แต่จะพยายามตรวจสอบในส่วนของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากเป็นนโยบายสำคัญหลักของนายกรัฐมนตรีส่วนจะตั้งต้นอย่างไรในเมื่อยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง

เตรียมประสานบิ๊กตร.ขอข้อมูลสำคัญ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเรื่องของเส้นเงิน หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องต่างๆ และต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย โดยนักการเมือง ช. ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ปรากฏในข้อเท็จจริงอยู่แล้ว โดยได้ประสานงานไปทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ที่จะต้องมาพูดคุย สิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำก็ควรจะทำ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ควรแก้ไข

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า เรื่องของสแกมเมอร์เป็นปัญหาหลัก ที่ผ่านมาวอร์รูมโดยการกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถช่วยเหลือเหยื่อที่กำลังจะโอนเงิน ซึ่งต้องยอมรับว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานอย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอย่างมาก หลังจากนี้จะหยิบยกมาเป็นโมเดลการทำงานให้กองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค มอนิเตอร์ในเรื่องของการโอนเงินบัญชีม้า ซึ่งหากทราบแหล่งที่มาจะสามารถเข้าถึงบัญชี และพูดคุยข้อมูลกับผู้เสียหายได้

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“พวกผมกินเงินเดือน ภาษีจากประชาชน ดังนั้นการปกป้องหรือคุ้มครอง ทำคุณประโยชน์ให้ ก็คือคนที่จ่ายภาษี จ่ายเงินเดือนให้กับพวกเรา นั่นก็คือประชาชน ขอให้เลิกกังวล เลิกพยายามคิดว่า กระแสข่าวที่ไปเกี่ยวข้องหรือขัดขวางการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย

‘กกต.’พร้อมทำ‘ประชามติ’ล่วงหน้านอกเขต รับข้อเสนอ‘ไอติม’ชงออกระเบียบรองรับ

‘กกต.’พร้อมทำ‘ประชามติ’ล่วงหน้านอกเขต รับข้อเสนอ‘ไอติม’ชงออกระเบียบรองรับ

‘กกต.’พร้อมทำ‘ประชามติ’ล่วงหน้านอกเขต รับข้อเสนอ‘ไอติม’ชงออกระเบียบรองรับ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.35 น.

‘กกต.’พร้อมทำ‘ประชามติ’ล่วงหน้านอกเขต รับข้อเสนอ‘ไอติม’ชงออกระเบียบรองรับ

4 พ.ย.68 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ข่าวเลขที่ 434/2568 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 กกต. ยืนยันจะมีการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน สำหรับการไปใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต ทั้งนี้ ตามที่มีการนำเสนอข่าวและความคิดเห็นในสื่อมวลชนเกี่ยวกับแนวทางการจัดการออกเสียงประชามติ “ล่วงหน้านอกเขต” ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้สำนักงาน กกต. พิจารณาจัดการออกเสียงประชามติ “ล่วงหน้านอกเขต” ผ่านทางไปรษณีย์ โดยให้ประชาชนลงทะเบียนพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ล่วงหน้านอกเขตนั้น

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนว่า การดำเนินการจัดการออกเสียงประชามตินอกเขตทางไปรษณีย์ พร้อมกับการลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า อยู่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอระเบียบฯ และแนวทางการดำเนินการ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือบริการสายด่วน 1444

ทุบเปรี้ยง!‘อดีต กกต.’ชี้พรรคการเมืองออกเงินสมัครสมาชิกให้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย เข้าข่ายจูงใจ

ทุบเปรี้ยง!‘อดีต กกต.’ชี้พรรคการเมืองออกเงินสมัครสมาชิกให้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย เข้าข่ายจูงใจ

ทุบเปรี้ยง!‘อดีต กกต.’ชี้พรรคการเมืองออกเงินสมัครสมาชิกให้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย เข้าข่ายจูงใจ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.15 น.

‘อดีต กกต.’ชี้พรรคการเมืองออกเงินสมัครสมาชิกให้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย เข้าข่ายจูงใจให้เป็นสมาชิก ส่วนผู้ช่วย สส.บริจาคให้พรรคได้ แต่ต้องแจ้งรายงานบัญชี กกต.ทุกเดือน

4 พฤศจิกายน 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  อดีต กกต.และนักวิชาการ โพสต์ถึงเรื่องนัวเนียมากมายเกี่ยวกับเงินของพรรคการเมือง ข่าวซัดกันไปมา เรื่องเงินค่าสมัครสมาชิก  เงินผู้ช่วย สส. บริจาคเข้าพรรค   อะไรเป็นเรื่องที่ทำได้ ทำไม่ได้ ว่า เงินสมัครสมาชิกพรรค คนของพรรคออกให้แทนประชาชนไม่ได้   ไม่ว่าจะเป็นค่าสมาชิกรายปีๆละ 20 บาท หรือตลอดชีพ  เพราะถือเป็นการเสนอให้เงิน  เพื่อจูงใจให้เป็นสมาชิกพรรค แม้ 20 บาทก็ผิด พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง

ส่วนเงินเดือนผู้ช่วย สส.บริจาคให้พรรคหมด ทำได้ แต่ต้องเป็นช่องทางที่เปิดเผย  และแสดงในบัญชีการเงินของพรรคในรายการเงินบริจาค ที่รายงานต่อ กกต. ทุกเดือนด้วย หากบริจาคแต่ไม่ปรากฏในบัญชี ก็ถือว่าพรรคมีความผิด

นายสมชัย ระบุทั้งสองกรณีหากมีความผิดมีบทลงโทษทางอาญาที่ กกต. สามารถเอาผิดต่อผู้เกี่ยวข้องได้  แต่ไม่ถึงขนาดยุบพรรค ยกเว้นในกรณีการบริจาคมีการพิสูจน์ว่า เงินที่บริจาค เป็นเงินที่ได้มาโดยรู้หรือสมควรจะรู้ว่าได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สรุปตั้งพรรคง่าย แต่ต้องทำให้ถูกกฎหมายด้วย ไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหา  นี่เป็นกติกาไม่ใช่นิติสงคราม