เพื่อไทยตัดเกรด รัฐบาลอนุทิน’ สอบไม่ผ่าน! ซัดสร้างภาพกลบความล้มเหลว

เพื่อไทยตัดเกรด รัฐบาลอนุทิน' สอบไม่ผ่าน! ซัดสร้างภาพกลบความล้มเหลว

เพื่อไทยตัดเกรด รัฐบาลอนุทิน’ สอบไม่ผ่าน! ซัดสร้างภาพกลบความล้มเหลว

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.23 น.

พท.ตอก รบ.“อนุทิน” ไม่ผ่าน ซัดสร้างภาพกลบความล้มเหลว ชี้ไปประชุมเอเปคได้แค่ MOU แร่หายากที่น่าสงสัย แซะผลประชุมมีแต่มรดกจาก รบ.เพื่อไทย ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.45 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงหัวข้อ “สร้างภาพ กลบความล้มเหลว นโยบายการต่างประเทศที่ผิดพลาด” โดยตั้งคำถามต่อรัฐบาลในสองประเด็น ได้แก่ การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านแร่หายาก (Rare Earth) และผลงานที่รัฐบาลอ้างจากการประชุมเอเปค ซึ่งทั้งหมดสะท้อนถึงการขาดวิสัยทัศน์ทางการต่างประเทศและความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการสำรวจและพัฒนาแหล่งแร่หายากเป็นเรื่องดี เพราะสามารถนำพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำกลับขาดทั้งความโปร่งใสและการวางยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของชาติ

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมองว่าการสำรวจ ศึกษา และพัฒนาแหล่งแร่หายากควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาว เพื่อวางรากฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันต้องควบคู่กับการวางแผนป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม วิธีดำเนินการของรัฐบาลกลับสร้างผลกระทบในสองด้านหลัก ได้แก่ 1. ความโปร่งใสต่อประชาชนและการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และ 2.ความน่าเชื่อถือของประเทศและจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ในสายตานานาชาติ โดยในด้านความโปร่งใส ปกติเอกสารที่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะถูกส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหลัง ครม.มีมติรับทราบหรือเห็นชอบแล้ว เอกสารดังกล่าวจะถูกปลดชั้นความลับและเผยแพร่ในเว็บไซต์ ยกเว้นกรณีที่มีคำสั่งให้เก็บเป็นความลับ แต่ครั้งนี้ประชาชนกลับมาทราบเรื่องพร้อมกับฝ่ายสหรัฐฯ ที่เป็นผู้เปิดเผยเอกสาร ขณะที่รัฐบาลไทยกลับไม่มีคำชี้แจงใดๆ ประชาชนไม่มีโอกาสถกเถียงข้อดีข้อเสีย หรือผลกระทบของข้อตกลงเลย

นายศึกษิษฏ์ กล่าวต่อว่า ตนพยายามค้นหาข้อมูลจากช่องทางทางการแต่ไม่พบเอกสาร MoU ดังกล่าว และไม่สามารถทราบได้ว่าหน่วยงานใดให้ข้อสังเกต หรือจัดทำแผนป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไว้หรือไม่  ถ้าเอกสารที่ลงนามกับมหาอำนาจยังปิดเป็นความลับต่อประชาชน แล้วจะมีอะไรอีกที่รัฐบาลทำแบบลับๆ ล่อๆ โดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ รัฐบาลไม่ได้สานต่อการแก้ปัญหาการปนเปื้อนจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยเจรจาจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และได้อนุมัติแนวทางฝายดักตะกอน เพื่อควบคุมการปนเปื้อนในลำน้ำชายแดนไว้แล้ว รัฐบาลชุดนี้กลับปล่อยปละละเลย ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยตรง

“การที่รัฐบาลออกมาระบุว่าสามารถยกเลิก MoU ได้ทุกเมื่อ เป็นการส่งสัญญาณลบต่อสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางนโยบาย นี่คือการบอกโลกหรือไม่ว่า ประเทศไทยไม่มีจุดยืน หรือเราเลือกข้างในภูมิรัฐศาสตร์นี้ไปแล้ว ความไม่ชัดเจนและการสื่อสารไม่ตรงกันระหว่างรัฐบาลกับเนื้อหาใน MoU อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องอาศัยเสถียรภาพทางนโยบายในระยะยาว สุดท้ายแทนที่ประเทศและประชาชนจะได้ประโยชน์ กลับเสียทั้งความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและชื่อเสียงของประเทศ” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า ในส่วนของการประชุมเอเปค รัฐบาลพยายามแสดงผลงานเกินจริง ทั้งในเรื่องการดึงดูดการลงทุน การเพิ่มโควตาขายข้าวให้จีน การเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank – IMF Annual Meetings และการอ้างว่าประเทศไทยกลับมาสู่เรดาร์ของโลก ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเดินตามรอยรัฐบาลเพื่อไทย ไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลชุดนี้ การดึงดูดการลงทุนเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลเพื่อไทยตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งผลให้ไทยมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ ปี 2568 มียอดลงทุนกว่า 795,000 ล้านบาท และปีปัจจุบันมียอดคำขอเกิน 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมใหม่และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันโควตาขายข้าวให้จีน 500,000 ตัน ก็เป็นผลจากการเจรจาที่ดำเนินต่อเนื่องมาจากสมัยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์

นายศึกษิษฏ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank–IMF Annual Meetings นั้น เป็นผลจากการหารือของทีมที่ปรึกษาที่บ้านพิษณุโลกในรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งวางแผนยกระดับโลจิสติกส์ควบคู่กับการลงทุนในรถไฟรางคู่และนโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ ถ้ารัฐบาลนี้บอกว่ามีมืออาชีพมาบริหาร ทำไมไม่มีอะไรเสนอเป็นของตัวเองเลย ใช้งบประมาณไปเท่าไร แต่กลับไม่ได้อะไรกลับมา ผลจากการประชุมเอเปคครั้งนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการกลับมาพร้อม MoU แร่หายากที่เต็มไปด้วยข้อสงสัย และการพูดจาผูกมัดเรื่อง Entertainment Complex แทนที่จะมุ่งเน้นความร่วมมือในการปราบปรามทุนสีเทา หรือเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานขนส่งระหว่างประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ของผู้นำในการเจรจา และกำหนดจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังห่างไกลจากคำว่าผ่านหรือสมบูรณ์แบบอย่างมาก

‘ประเสริฐ’ บี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เร่งปราบสแกมเมอร์ใน 30 วัน จี้เปิดผลสอบปม’ไชยชนก’ปูดสินบน 40 ล้าน

‘ประเสริฐ’ บี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เร่งปราบสแกมเมอร์ใน 30 วัน จี้เปิดผลสอบปม'ไชยชนก'ปูดสินบน 40 ล้าน

‘ประเสริฐ’ บี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เร่งปราบสแกมเมอร์ใน 30 วัน จี้เปิดผลสอบปม’ไชยชนก’ปูดสินบน 40 ล้าน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.15 น.

“ประเสริฐ” จี้ “อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์ภายใน 30 วัน ตอกหยุดเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ ติงไม่ยอมใช้เวทีเอเปคหารือแก้สแกมเมอร์ กลับไปเซ็น MOU แร่หายากแทน บี้เปิดผลสอบ “ไชยชนก” ปมสินบน 40 ล้าน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.45 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกฯ และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีที่บางพรรคการเมืองชื่นชมผลการเข้าร่วมประชุมเอเปคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ว่า รัฐบาลประกาศจะเป็นผู้นำด้านการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในระดับโลก แต่กลับทำได้เพียงสร้างภาพ ขาดการปฏิบัติจริง ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชื่อเสียงประเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนสามารถลดความเสียหายลงกว่า 40% หรือราว 14,500 ล้านบาทต่อปี แต่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันกลับปล่อยให้กลับมาเป็นปัญหาใหญ่อีกครั้ง

นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความก้าวหน้าในการปราบสแกมเมอร์ เช่น ประเทศสิงคโปร์มีการยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์จากเครือข่าย “Prince Group” และการบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (e-KYC) เพื่อป้องกันบัญชีปลอม รัฐบาลไทยกลับไม่ใช้เวทีโลกอย่างเอเปคผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรมในเรื่องนี้ โดยสมัยพรรคเพื่อไทยได้ผลักดันให้มีกฎหมายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฯ และกฎหมายการประกอบสินทรัพย์ดิจิทัลฯ ใช้เป็นเครื่องมือ แต่รัฐบาลนี้กลับไม่หยิบมาใช้เป็นเครื่องมือให้เป็นประโยชน์ เมื่อนายกฯ ไปประชุมเอเปค แทนที่รัฐบาลจะนำประเด็นการปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติขึ้นหารือ แต่กลับไปลงนาม MOU เรื่องแร่หายากกับสหรัฐฯ โดยไม่ได้ขอความร่วมมือด้านความมั่นคงดิจิทัลหรือการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ถือเป็นการเสียโอกาสของประเทศ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการปราบสแกมเมอร์ภายใน 30 วันก่อนการยุบสภาฯ โดยต่อยอดจากกลไกที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยวางไว้  

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยขอเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าปราบสแกมเมอร์ภายใน 30 วัน ก่อนยุบสภาฯ ไม่ต้องรอ 4 เดือนอย่างที่รัฐบาล ออกมาประกาศ โดยต่อยอดจากกลไกเดิมที่รัฐบาลเพื่อไทยได้วางไว้แล้ว คือ 1.ขอให้รัฐบาลออกมาแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี แฉว่าถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน แลกกับการไม่ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เคยบอกว่าจะมาสรุปผลภายในสิ้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมขยายผลจับกุมไปยังต้นตอด้วย 2.ขอให้มีการสืบสวนและดำเนินการทางคดีกับบุคคลและบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท Prince Group โดยเร็วที่สุด 

นายประเสริฐ กล่าวว่า 3.ขอเสนอแนะว่าจะโค่นสแกมเมอร์ได้ต้องโฟกัสที่เงิน เพราะเงินทุกบาทที่อาชญากรยึดไป รัฐบาลต้องเอาคืนให้พี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ด้วยการใช้กฎหมายการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีสาระสำคัญตรงคืนเงินให้ประชาชน และรัฐบาลต้องไปทำพระราชกำหนดให้สอดคล้องกับกฎหมายนี้ และต้องเดินหน้าระงับบัญชีม้า โดยรัฐบาลชุดที่แล้วระงับบัญชีม้าได้มากกว่า 500,000 บัญชี 4.เดินหน้าความร่วมมือปราบสแกมเมอร์ทั้ง 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย-จีน-กัมพูชา โดยให้พัฒนาจากโมเดลความร่วมมือ ไทย-จีน-เมียนมา ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ริเริ่มไว้ รวมถึงกลับมาดำเนินมาตรการ 3 ตัด คือตัดไฟ ตัดอินเตอร์เน็ต ตัดการขนส่งน้ำมันเพื่อสกัดสแกมเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน และให้กลับมาเข้มงวดในการปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติทางชายแดนด้วย

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า 5.สานต่อนโยบายรัฐบาลเพื่อไทย จัดตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติระดับภูมิภาค หรือ Regional Scam Combatting Cooperation เพื่อสร้างบทบาทนำที่แท้จริงให้กับประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่ม เพื่อบูรณาการความร่วมมือจาก สหรัฐ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศที่มีทั้งข้อมูลข่าวสาร ข่าวกรองต่างๆ การที่รัฐบาลไม่ได้หยิบยกเรื่องที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้มาถกในเวทีโลก และสานต่อสิ่งที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเคยทำไว้ ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและเสียโอกาสอย่างยิ่ง 

“พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินหยุดเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ และให้เอาผลประโยชน์ของประเทศและพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องทำจริง ไม่ใช่ทำตามกระแส เดินหน้ามาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติให้ถึงที่สุด ใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการกดดันกัมพูชา ไม่ใช่เพียงแค่สร้างภาพเอาคะแนนนิยมทางการเมืองชั่วคราวเท่านั้น” นายประเสริฐ กล่าว

ครม.ไฟเขียว ‘ดนุชา’ กลับเก้าอี้ ‘เลขาฯสภาพัฒน์’ ‘อ้อนฟ้า’ คืนเก้าอี้ ‘เลขาฯก.พ.ร.’

ครม.ไฟเขียว ‘ดนุชา’ กลับเก้าอี้ ‘เลขาฯสภาพัฒน์’ ‘อ้อนฟ้า’ คืนเก้าอี้ ‘เลขาฯก.พ.ร.’

ครม.ไฟเขียว ‘ดนุชา’ กลับเก้าอี้ ‘เลขาฯสภาพัฒน์’ ‘อ้อนฟ้า’ คืนเก้าอี้ ‘เลขาฯก.พ.ร.’

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.06 น.

ครม.โยก “ดนุชา” กลับเลขาสภาพัฒน์ “อ้อนฟ้า” หวนคืนเลขาฯก.พ.ร. “รัชดา” อดีตรองโฆษกยุคลุงตู่ นั่ง ผช.รมต.ของ “ภราดร” จ่อเข้า ภท.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หลังจาก ครม.เคยมีมติอนุมัติรับโอนไปนั่งเลขาธิการ สทนช. เมื่อวันที่ 19 ส.ค.68 ซึ่งเป็นช่วงที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ ขณะเดียวกัน ยังแต่งตั้ง น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. กลับไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติแต่งตั้ง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรายงานว่า น.ส.รัชดาเตรียมจะย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

นายกฯ จับตาคนดัง-นักการเมือง เอี่ยวสแกมเมอร์ ลั่นไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ไม่มีละเว้น-ฟันไม่เลี้ยง

นายกฯ จับตาคนดัง-นักการเมือง เอี่ยวสแกมเมอร์ ลั่นไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ไม่มีละเว้น-ฟันไม่เลี้ยง

นายกฯ จับตาคนดัง-นักการเมือง เอี่ยวสแกมเมอร์ ลั่นไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ไม่มีละเว้น-ฟันไม่เลี้ยง

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.03 น.

นายกฯ ประกาศเดินหน้า ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ -สแกมเมอร์ ตามแนวชายแดน ย้ำ ไม่ละเลย ดูแลชายแดนไทย-เมียนมา หลัง KK Park กำลังถูกกวาดล้าง เผย จับตากลุ่มบุคคลมีชื่อเสียง-นักการเมือง เอี่ยวอาชญากรรมออนไลน์แบบปิดชื่อดูพฤติกรรม ไม่มีใครรอด ลั่นไม่ติดหนี้บุญคุณใคร นอกจากบุญคุณประเทศ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 4 พ.ย.68 ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียนครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL Conference) ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ โดยเน้นอาชญากรรมทางออนไลน์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการค้ามนุษย์ ไซเบอร์สแกมเมอร์  เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้บรรจุเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานต่อเนื่องมาโดยตลอด มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ เพราะเป็นอาชญากรรมที่ทำลายเศรษฐกิจ ทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชน หากไม่ดำเนินการอย่างเต็มที่และไม่ได้ความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาคจะส่งผลให้ความเสียหายเกิดขึ้นในทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งส่วนตัวมั่นใจว่า ไม่มีประเทศไหนยอม ซึ่งในวันนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำงานด้านนี้ไม่ได้ทำอยู่ฝ่ายเดียว ยังหาความร่วมมือในประเทศภูมิภาคอาเซียนและยืนยันว่า ทุกหน่วยงานจะทำหน้าที่ด้วยความเด็ดขาดและเข้มงวด 

เมื่อถามถึงกรณีการดูแลแนวชายแดนไทย-เมียนมา ที่ขณะนี้ พื้นที่ KK Park ได้รับการปราบปรามอย่างหนัก จะมีการเพิ่มมาตรการอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้ดำเนินการในทุกๆด้าน ไม่ใช่เฉพาะชายแดนฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ส่วนไหนที่พบว่า การข่าวได้รับทราบมาและประเมินแล้วมีความสุ่มเสี่ยงต่อประเทศไทย ชีวิต และทรัพย์สินประชาชน ทุกหน่วยงานจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการยึดทรัพย์บุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก พร้อมดำเนินคดีอีกหลายข้อหา ซึ่งทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด 

“ต้องขอความเข้าใจจากประชาชน บางทีเห็นการนำเสนอข่าว การพาดหัวข่าวว่า ไม่ได้ทำ ไม่ได้ใส่ใจ เรื่องนี้ไม่ใช่ ซึ่งทำมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะสองเรื่องนี้ ยังมีการปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด บ่อนการพนัน ทุก ๆ เรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาของสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เท่าที่ตนเองทำงานร่วมกันมาและในฐานะที่รู้จักกันมานาน เป็นเพื่อนกันหมด แถวนี้ ก็ได้เห็นทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และเต็มความสามารถ เรื่องพวกนี้เราไม่ปล่อยปละละเลย ย่อหย่อน เห็นแก่พวก ไม่มีหรอกครับ มันอยู่เหนือความสัมพันธ์ใด ๆ อยู่เหนือความต้องการผลประโยชน์ใด ๆ แต่เป็นเรื่องของประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชนที่ทุกคนไม่มีวันจะยอมให้สิ่งเหล่านี้มาทำลายประเทศและประชาชน” นายกฯ กล่าว 

เมื่อถามต่อถึงกรณีการปราบปรามในเรื่องนี้มักมีบุคคลสำคัญและนักการเมืองอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมเหล่านี้ นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการหารือกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เลขาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)และรมว.ยุติธรรม ได้ทำงานปิดชื่อ ดูพฤติกรรม เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะไปโดนใครก็จะไม่ยกเว้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่า เราไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใคร พวกตนกินเงินเดือน ภาษีจากประชาชน ดังนั้น การที่จะปกป้องหรือคุ้มครอง ทำคุณประโยชน์ให้ ก็คือ คนที่จ่ายภาษี จ่ายเงินเดือนให้กับพวกเรา นั่นก็คือ ประชาชน ขอให้เลิกกังวล เลิกพยายามคิดว่า กระแสข่าวที่ไปเกี่ยวข้องหรือขัดขวางการปราบเรื่องนี้ ขอให้มั่นใจว่า ทุกท่านที่ยืนอยู่ตรงนี้ขึ้นมาด้วยความสามารถของตนเองทั้งนั้น ไม่ได้ติดใครหรือมีหนี้บุญคุณที่ต้องชำระใคร นอกจากบุญคุณประเทศและประชาชนและเป็นหน้าที่ที่พิทักษ์ปกป้อง 

เมื่อถามต่อว่าการประชุมนี้จะมีการพูดคุยกับกัมพูชาในการเพิ่มมาตรการปราบปรามอย่างไร นายกฯกล่าวว่า แน่นอนจะต้องมีการพูดคุยและได้มีการทำงานร่วมกันมาอยู่แล้ว ไม่ได้หยุด ถึงแม้ว่า มีปัญหาอยู่ แต่ในปฏิญญาที่ได้ลงนาม เรื่อง สแกมเมอร์ เป็นเรื่องหนึ่งในสี่ข้อที่ได้หารือกับกัมพูชาและเป็นเงื่อนไขที่สองประเทศจะต้องปฏิบัติร่วมกัน

ศาลฎีกายกคำร้องกลุ่ม สว.สำรอง ขอสั่งให้ 136 สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยื่นคำร้องผิดขั้นตอน

ศาลฎีกายกคำร้องกลุ่ม สว.สำรอง ขอสั่งให้ 136 สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยื่นคำร้องผิดขั้นตอน

ศาลฎีกายกคำร้องกลุ่ม สว.สำรอง ขอสั่งให้ 136 สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยื่นคำร้องผิดขั้นตอน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.50 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งยกคำร้องกลุ่มสว.สำรอง ยื่นคำร้องให้ 136 สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ชี้ไม่มีอำนาจ เพราะยื่นหลังกก.ต.ประกาศรายชื่อแล้ว

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้อ่านคำสั่ง คดีที่ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมตัวแทน สว.สำรอง รวม12 คน ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยถอดถอนและมีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 136 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 136 คน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ประกาศผลการเลือกแล้วเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม2567 ได้กระทำเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยวิธีการที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 113 มีพฤติการณ์ส่อไปในทางฝักใฝ่พรรคการเมือง ไม่ปฏิบัติตนให้เป็นกลางในทางการเมือง เช่น การลงมติในเรื่องต่าง ๆ ไปในทิศทางเดียวกันกับความเห็นของพรรคการเมืองบางพรรค การพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระส่อไปในทางไม่สุจริต

เมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้ทำการสืบสวนและไต่สวน และมีมติเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณา กับกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งผลความคืบหน้าในการสืบสวนต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งมิได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2566 ข้อ 72 การกระทำของกรรมการการเลือกตั้งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ผู้ร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญดังกล่าว ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภภาตามคำร้อง จำนวน 136 คน หยุดปฏิบัฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว และสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเรื่องหรือความเห็นที่ได้รับมาจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่ส่วน เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มายังศาลฎีกา นั้น 

ศาลเห็นว่า แม้ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ออกตามความในมาตรา 226 วรรรค 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง แต่การที่ผู้ร้องทั้ง 12 รายอ้างว่า ผู้ร้องใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด 3 การยื่นคำร้องตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นการยื่นคำร้องที่เกี่ยวกับขั้นตอนในระหว่างการดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละระดับ กล่าวคือ ในระดับดับอำเภอ ระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ

ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม2567 การยื่นคำร้องของของผู้ร้องจึงเกิดขึ้นภายหลังการประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ผู้ร้องย่อมไม่อำนาจยื่นคำร้องโดยอาศัยบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง.

‘โสภณ’ชี้ ‘น้ำรอระบาย’ หากฝนไม่ตกเพิ่มสถานการณ์คลี่คลาย กำชับ กทม.เร่งแก้ไข

'โสภณ'ชี้ 'น้ำรอระบาย' หากฝนไม่ตกเพิ่มสถานการณ์คลี่คลาย กำชับ กทม.เร่งแก้ไข

‘โสภณ’ชี้ ‘น้ำรอระบาย’ หากฝนไม่ตกเพิ่มสถานการณ์คลี่คลาย กำชับ กทม.เร่งแก้ไข

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.43 น.

“โสภณ” ชี้ น้ำรอระบาย กรุงเทพ เหตุฝนตกเกินปริมาณที่รับได้ เชื่อหากไม่ตกเพิ่มสถานการณ์คลี่คลาย กำชับ กทม.เร่งแก้ลดความเดือดร้อน

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 4 พ.ย.68 ที่ทำเนียบ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานครหลายพื้นที่ ว่าช่วง 2-3 วันมานี้ ปริมาณน้ำฝนมากค่อนข้างมาก ทำให้บางพื้นที่ต้องรอการระบาย ซึ่งการจัดการของกรุงเทพมหานครก็แก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง หากฝนไม่ตกลงมาซ้ำอีกในปริมาณที่มาก เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าพื้นที่ของกรุงเทพมหานครส่วนหนึ่ง ถ้าฝนตกลงมาปริมาณมากก็จะเป็นลักษณะนี้ ซึ่งกทม.กำลังหาแนวทางแก้ไขในระยะยาวในการทำอุโมงค์เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกในช่วงนี้เป็นฝนหลงฤดู ตนก็ติดตามรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่ ซึ่งกทม.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ วันแรกที่น้ำท่วม ก็มีเจ้าหน้าที่เร่งแก้ปัญหา แต่ตนก็ได้กำชับและพูดคุยกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อติดตามแก้ปัญหาแล้ว

ส่วนความคืบหน้าเรื่องการขยายท่อหรือการลอกท่อระบายน้ำเนื่องจากครั้งนี้การระบายน้ำค่อนข้างช้า นายโสภณกล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่กว้างขึ้น และมีอุปสรรคอย่างหนึ่งคือการก่อสร้าง เช่น การก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งตนก็ได้กำชับและคุยกับผู้ว่าฯให้ทำงานเต็มที่เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง 

อดีตนายกฯสิงคโปร์ โชว์รูปเซลฟี่คู่ ‘อุนทิน’ สะท้อนมิตรภาพไทย-สิงคโปร์อบอุ่น

อดีตนายกฯสิงคโปร์ โชว์รูปเซลฟี่คู่ ‘อุนทิน’ สะท้อนมิตรภาพไทย-สิงคโปร์อบอุ่น

อดีตนายกฯสิงคโปร์ โชว์รูปเซลฟี่คู่ ‘อุนทิน’ สะท้อนมิตรภาพไทย-สิงคโปร์อบอุ่น

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.35 น.

“นายกฯ” ให้การต้อนรับ “ลี เซียน ลุง” อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะสมเด็จพระพันปีหลวง ชี้สะท้อนมิตรภาพไทย–สิงคโปร์อันอบอุ่น พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล–สีเขียว

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.68 เวลา 16.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับนายลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยนายกรัฐมนตรี ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงน้ำชา ณ ห้องโดมทอง ชั้น 2 ในบรรยากาศเป็นกันเองและอบอุ่น ซึ่งทั้งสองผู้นำได้รำลึกถึงมิตรภาพอันยาวนานตั้งแต่การเข้าร่วมประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2022 และได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อศักยภาพใหม่ของความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ในอนาคต โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และสาขาเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า หลังการหารือ นายลี เซียน ลุง ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความรู้สึกผูกพันกับประเทศไทยว่า การได้กลับมาพบปะนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง “รู้สึกดีใจที่ได้ reconnect” พร้อมขอบคุณน้ำใจและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ไทยให้แก่ท่านและภริยา โดยระบุว่า “สายสัมพันธ์ไทย–สิงคโปร์แข็งแกร่ง และยังมีพื้นที่ให้เราต่อยอดความร่วมมือร่วมกันได้อีกมาก โดยเฉพาะในเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว”

ทั้งนี้ ทั้งสองผู้นำได้ถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกันในบรรยากาศเป็นกันเอง ซึ่งสะท้อนถึงความใกล้ชิดส่วนบุคคล และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของสองประเทศอย่างแท้จริง

นายสิริพงศ์ยังระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินมีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–สิงคโปร์ให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลยังไม่ชัด! รมว.ยุติธรรม เผย ‘7 รายชื่อนักการเมือง’ ปมเอี่ยวสแกมเมอร์

ข้อมูลยังไม่ชัด! รมว.ยุติธรรม เผย '7 รายชื่อนักการเมือง' ปมเอี่ยวสแกมเมอร์

ข้อมูลยังไม่ชัด! รมว.ยุติธรรม เผย ‘7 รายชื่อนักการเมือง’ ปมเอี่ยวสแกมเมอร์

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.30 น.

“รมว.ยุติธรรม” เผยข้อมูลยังไม่ชัด 7 รายชื่อนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์ ส่วนนักการเมือง ช. เตรียมประสาน “ตำรวจ ภ.9 – ผู้การฯสงขลา” ให้ข้อมูลสำคัญ เรื่องไหนยังไม่ทำต้องทำ เรื่องไหนไม่ถูกต้องแก้ไข ย้ำ ”นายกฯ“ ให้ความสำคัญปัญหาสแกมเมอร์

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 4 พ.ย.68  ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดข้อมูลว่ามีนักการเมือง 7 คนเกี่ยวกับการฟอกเงินว่ามีจริง และกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วหรือไม่ ว่ากระทรวงยุติธรรมตรวจสอบแล้ว ยังไม่พบในส่วนของนักการเมืองทั้ง 7 คน แต่บางส่วนที่ดำเนินการตามที่เป็นข่าว ได้ตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยวันนี้ (4 พ.ย.) ได้ประสานงานเชิญผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา มาพูดคุย และดูรายละเอียดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง รวมถึงได้ประสานไปถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ด้วย

เมื่อถามถึงเส้นเงินนักการเมือง ช. ใกล้จะได้ความชัดเจนแล้วหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขอไปตรวจสอบก่อน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่จับกุมคดีพนันออนไลน์ พบความเสียหาย 35,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และช่วงบ่ายวันนี้ (4 พ.ย.) หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะกลับไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวด้วยว่า สำหรับเมื่อวานนี้ (3 พ.ย.) เอกอัครราชทูตจีนได้มาพบ ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องประสานความร่วมมือทางด้านกฎหมาย และสแกมเมอร์ และได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งท่านให้ความสำคัญเรื่องนี้ และให้ความสำคัญการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีโอกาสพบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพูดคุยกันด้วย

เมื่อถามว่า ที่จะมีการเรียกมาดูเป็นการดูคดีทั้งหมด หรือเฉพาะที่เกี่บวข้องกับนักการเมือง ช. พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นสำนวนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองทั้งหมด ซึ่งตนจะเห็นรายละเอียดในช่วงบ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าได้ดูสำนวนแล้วจะมีการรื้อคดีหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่รื้อ เราไม่มีอำนาจไปรื้อ แต่คงต้องประสานไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อทำให้ถูกต้อง อะไรที่ยังไม่ได้ทำก็ควรต้องทำ

เมื่อถามว่า แสดงว่า 7 รายชื่อ มีตัวตนสามารถยืนยันตัวตนได้หมดแล้วใช่หรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในส่วนของ 7 รายชื่อ ตนไม่ยืนยัน ตนจะดูในส่วนที่จะตั้งแนวทางการสืบสวนที่ให้ดีเอสไอดูแล ซึ่ง 7 รายชื่อนี้ได้มีการสอบถามหลายท่านที่พูด ก็ยังไม่มีใครให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าเป็นใคร แต่จะพยายามตรวจสอบในส่วนของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากเป็นนโยบายสำคัญหลักของนายกรัฐมนตรี

ส่วนจะตั้งต้นอย่างไรในเมื่อยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเรื่องของเส้นเงิน หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องต่างๆ และต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย โดยนักการเมือง ช. ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ปรากฏในข้อเท็จจริงอยู่แล้ว โดยได้ประสานงานไปทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ที่จะต้องมาพูดคุย สิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำก็ควรจะทำ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ควรแก้ไข

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า เรื่องของสแกมเมอร์เป็นปัญหาหลัก ที่ผ่านมาวอร์รูมโดยการกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถช่วยเหลือเหยื่อที่กำลังจะโอนเงิน ซึ่งต้องยอมรับว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานอย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอย่างมาก หลังจากนี้จะหยิบยกมาเป็นโมเดลการทำงานให้กองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค มอนิเตอร์ในเรื่องของการโอนเงินบัญชีม้า ซึ่งหากทราบแหล่งที่มาจะสามารถเข้าถึงบัญชี และพูดคุยข้อมูลกับผู้เสียหายได้

‘ธรรมนัส’ปัดตอบ! ปมโควตากองสลากฯ ยัน 5 เสือถูกทำลายตั้งแต่รัฐประหารปี 57

'ธรรมนัส'ปัดตอบ! ปมโควตากองสลากฯ ยัน 5 เสือถูกทำลายตั้งแต่รัฐประหารปี 57

‘ธรรมนัส’ปัดตอบ! ปมโควตากองสลากฯ ยัน 5 เสือถูกทำลายตั้งแต่รัฐประหารปี 57

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.30 น.

“ธรรมนัส” ปัดตอบปมโควตากองสลากฯ ยัน 5 เสือถูกทำลายตั้งแต่รัฐประหารปี 57 

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธตอบผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งโควตาขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์หายไปจากระบบ โดยกล่าวว่า วันนี้เจ็บตา พูดไม่ได้ พร้อมถามว่าทำไมมีจังหวะพอดีที่จะถามตนตลอด ก่อนจะระบุว่าในเรื่องโควตากองสลากตั้งแต่รัฐประหารปี 2557  ทำให้ 5 เสือกองสลากฯ ถูกทำลายไปหมดแล้ว ซึ่งเป็นอวสานในอาชีพการขายสลาก แต่หลังจากนั้นยังมีการซื้อมาขายไปเล็กๆน้อยๆ ตนจึงไม่ทราบเรื่องโควตาสลากและไม่สามารถให้ข้อมูลได้ พร้อมระบุว่า ตนยังมีไลน์ที่คุยกับน้องๆบางคนที่ออกมาแฉเรื่องสลาก แต่ตนไม่อยากจะไปทำลายอนาคตความบริสุทธิ์ของน้อง ๆ เพราะผมมีข้อมูลในมือเยอะ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีหลักฐานแล้วทำไมไม่ดำเนินคดี ร.อ. ธรรมนัสตอบว่า “ใครบอกว่าผมไม่ดำเนินคดี ผมแค่ไม่พูดมากกว่า”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าใช่เรื่อง “ฉลาก” หรือไม่ ร.อ. ธรรมนัสกล่าวสั้น ๆ ว่า “ให้ไปถามนายกฯ ต่อ” จากนั้น ก่อนที่จะเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีพร้อมกับนายกรัฐมนตรี

นายกฯ เปิดประชุมหัวหน้า ตร.อาเซียน ตอกย้ำปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ เปิดประชุมหัวหน้า ตร.อาเซียน ตอกย้ำปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ เปิดประชุมหัวหน้า ตร.อาเซียน ตอกย้ำปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.24 น.

นายกฯเปิดประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกับทุกประเทศ เพื่อภูมิภาคอาเซียนที่มั่นคงและรุ่งเรือง

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.68 เวลา 09.00 น. ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEAN Chiefs of National Police – ASEANAPOL) ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ภายใต้หัวข้อ “ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน” หรือ “Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People” ระหว่างวันที่ 3–7 พฤศจิกายน 2568 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสจากประเทศสมาชิกอาเซียน คู่เจรจา และผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เข้าร่วมมากกว่า 200 คน โดย ในพิธีเปิดฯ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยแสดงความยินดีที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ พร้อมขอบคุณผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือในภูมิภาค รวมถึงกล่าวแสดงความยินดีต่อ ติมอร์-เลสเต ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำลายเสถียรภาพของสังคม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

ข่าวร้ายคือ ปัญหาดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีคือ ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างตระหนักถึงปัญหา รับรู้ถึงความท้าทาย และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

นอกจากนี้ ประชาคมโลกยังได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมกับอีก 67 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ในการประชุมสหภาพรัฐสภาโลก (Inter-Parliamentary Union) ยังได้หยิบยกประเด็น “การหลอกลวงและอาชญากรรมทางไซเบอร์” มาหารือในฐานะวาระเร่งด่วน โดยมีประเทศไทยเป็นผู้เสนอประเด็นดังกล่าว 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เพียงต้องการเข้าร่วม แต่ต้องการเป็นผู้นำ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นระบบร่วมกัน 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การฝึกอบรมร่วม และการพัฒนากลไกประสานงานเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากอาชญากรรมข้ามชาติ โดยประเทศไทยได้ประกาศให้ “การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ” เป็นวาระแห่งชาติ และเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยแนวทางแบบองค์รวมและบูรณาการ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ และร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ พร้อมเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุมเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ “ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยรวม”

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แสดงความชื่นชมต่อความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกประเทศที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของภูมิภาค พร้อมอวยพรให้การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคและทั่วโลก