‘ธรรมนัส’โวสมาชิกพรรคกล้าธรรม พุ่งอันดับหนึ่ง เป็นของจริง ไม่เหมือนบางพรรคเป็นของปลอม

'ธรรมนัส'โวสมาชิกพรรคกล้าธรรม พุ่งอันดับหนึ่ง เป็นของจริง ไม่เหมือนบางพรรคเป็นของปลอม

‘ธรรมนัส’โวสมาชิกพรรคกล้าธรรม พุ่งอันดับหนึ่ง เป็นของจริง ไม่เหมือนบางพรรคเป็นของปลอม

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.22 น.

“ธรรมนัส” ชี้สมาชิกพรรคกล้าธรรมเป็นของจริง ตรวจสอบได้ ไม่เหมือนบางพรรคเป็นของปลอม  ยันเป็นต้นไม้ใหญ่ มีสัตว์มาหากินเป็นเรื่องปกติ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมให้สัมภาษณ์กรณีมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสมาชิกพรรคกล้าธรรม ที่มีจำนวนมากที่สุดว่า “เรามีสมาชิกเป็นของจริง และตรวจสอบได้ ในทางตรงกันข้าม มีพรรคการเมืองบางพรรคเป็นของปลอม แต่สำหรับเราชัดเจน ตรวจสอบได้”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า เหตุที่พรรคกล้าธรรมมีจำนวนสมาชิกเป็นอันดับหนึ่ง เพราะพรรคทำงานตอบโจทย์พี่น้องประชาชน มีชาวใต้มารอพบที่พรรคและนำรายชื่อมาสมัครเพิ่มเองโดยไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า “เมื่อวานก็มีเข้ามาสมัครเพิ่ม กลุ่มทรูมูฟเอารายชื่อมาสมัครกว่า 2,000 คน พรรคเราก็เป็นแบบนี้ มีแต่เพิ่ม เพราะเราทำงาน”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการตรวจสอบหรือไม่ กรณีที่ นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรมออกมาเปิดเผยว่า มีพรรคการเมืองบางพรรคเอาเงินผู้ช่วยไปสมัครสมาชิกพรรค ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า “ตอนนี้พรรคเราตั้งหลักได้แล้ว ตั้งวอร์รูมเก็บข้อมูลทุกเรื่อง ทั้งของผมและหัวหน้าพรรค ให้ น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการ อยากรู้อะไรให้ไปถาม น.อ.อนุดิษฐ์”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ใช่การเอาคืนทางการเมืองใช่หรือไม่ ร.อ. ธรรมนัส ตอบว่า “จริง ๆ สื่อมวลชนควรถามถึงคลิปที่มีการประสานให้เล่นงาน ‘ธมน.’ เราเป็นนักการเมืองก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ อะไรที่เป็นการตรวจสอบด้วยข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ฝ่ายยุทธศาสตร์และกฎหมายของพรรคกล้าธรรมจะเป็นผู้ดำเนินการ”

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวถึงกรณีที่ถูกมองว่า เป็นตำบลกระสุนตก ว่า “ผมเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ มีนก กา สัตว์ต่าง ๆ มาอาศัย บางตัวอาจไปทำร้ายผู้อื่น แต่ถ้ามีสัตว์ตัวโน้นตัวนี้มาตามกิน ก็เป็นเรื่องปกติ อย่าไปซีเรียส พร้อมระบุว่า การตรวจสอบครั้งนี้ถือว่าเบามาก ในชีวิต เพราะผ่านเรื่องราวมากมายมาแล้วตั้งแต่เข้าสู่การเมือง แต่ก็ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาทั้งหมด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะพร้อมชนหรือไม่ ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า “ไม่ใช่พร้อมชน เราต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ถ้าเราถูกตรวจสอบด้วยข้อกล่าวหา เราก็ต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้น”

‘เด็กธนาธร’ มอง ภท. คือ พปชร.62 กล้าธรรมคือพลังประชารัฐ 66 จบลงที่เป็นฝ่ายค้าน

‘เด็กธนาธร’ มอง ภท. คือ พปชร.62  กล้าธรรมคือพลังประชารัฐ 66 จบลงที่เป็นฝ่ายค้าน

‘เด็กธนาธร’ มอง ภท. คือ พปชร.62 กล้าธรรมคือพลังประชารัฐ 66 จบลงที่เป็นฝ่ายค้าน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.09 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน บุคคลใกล้ชิดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความระบุว่า 

ภูมิใจไทยคือพลังประชารัฐ 2562 

กล้าธรรมคือพลังประชารัฐ 2566
…
(1)
มีโอกาสได้สนทนากับ ผู้เชี่ยวชาญ การเมืองไทยท่านหนึ่ง ให้ความเห็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ของอนุทิน เนวิน และพรรคกล้าธรรมของธรรมนัส  ที่มีการกวาดต้อน สส. มาไว้ในสังกัดจำนวนมาก ไว้อย่างน่าสนใจว่า เวลาบริหารประเทศ 4 เดือนของพรรคภูมิใจไทย  เร็วเกินกว่าที่จะ สร้างผลกระทบอะไรมากมายได้ การที่บอกว่าพรรคภูมใจไทยจะชนะเลือกตั้งอันดับ 1 หรือพรรคกล้าธรรม จะได้ถึง 70ที่นั่ง ทั้ง 2 พรรคถูกประเมินเกินจริงไปมาก 

(2)
เพื่อให้เห็นภาพ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองท่านนี้ได้ยกตัวอย่าง พรรคพลังประชารัฐ ที่ก่อกำเนิดมาในฐานะ เครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร 2557 ซึ่งพร้อมไปด้วยอำนาจรัฐและอำนาจทุน ในมือตัวเอง  แถมมีผู้นำอย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บอกว่าสามารถครองใจ “ฝ่ายอนุรักษ์” ได้จำนวนไม่น้อย

ขณะเดียวกัน การก่อตัวของพรรคพลังประชารัฐก็เป็นลักษณะของพรรคเฉพาะกิจ ที่รวบรวมการเมืองบ้านใหญ่ มาไว้ในมุ้ง แถมแต่ละคนมีคดีต่างๆไว้แบล็คเมล์ บรรดานักการเมือง ให้ต้องสยบยอม 

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ต้องเหินห่างจากทักษิณ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย (ธรรมนัสเป็นผุ้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยในปี 2557 ที่ผมเคยไปเลือกมาแล้วด้วย) มาที่สยบยอมใต้ปีก พรรคพลังประชารัฐ

แต่ผลการเลือกตั้ง 2562 ในระบบบัตรใบเดียว   

พลังประชารัฐ  ที่ส่ง สส. 350 เขต  มีคะแนน8,441,274 คิดเป็น 23.74%  สส.เขต 97   บัญชีรายชื่อ 19 รวม 118 คน  มาเป็นอันดับ 2 เท่านั้นตามหลังพรรคเพื่อไทย ที่ส่ง สส. เพียง  200  เขต  ที่ได้ 7,881,006   คิดเป็น 22.16 %  มี สส.เขต 136  คน

ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ที่ตั้งมาเพียง  1 ปี และ คนหน้าใหม่ทั้งหมด  อนาคตใหม่ ได้ 6,330,617 คิดเป็น 17.80 % สส.เขต 31 บัญชีรายชื่อ 50 คำถามก็คือว่า ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ 2562 กับพรรคภูมิใจไทย 2569 ที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง

พรรคไหนมีอำนาจรัฐ มีอำนาจทุน  และมีผู้นำทางการเมืองที่เหนือกว่ากัน  ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในเวลา 5 ปี นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ที่ใช้เงินอย่างมหาศาล ผ่านโครงการสวัสดิการของรัฐในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนเอาง่ายๆระหว่างประยุทธ์ จันทร์โอชา 2562 กับอนนุทิน ชาญวีรกุล  2569 ใครมีคะแนนนิยมมากกว่ากัน ผมคิดว่าคำตอบน่าจะเป็นประยุทธ์ จันทร์โอชาถ้าพรรคพลังประชารัฐ ของประยุทธ์ ได้ สส.  118 คน แล้วพรรคภูมิใจไทย 2569 จะได้ สส.กี่คน ผมให้ 118+ 10  คนไปเลย ก็ได้ไม่ถึง  130  ด้วยซ้ำ

(3)

ขณะที่พรรคกล้าธรรมองธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองท่านนี้ก็ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ก็คือ เปรียบเสมือนพรรคพลังประชารัฐ 2566 ที่มีเพียงแค่บ้านใหญ่และ อำนาจรัฐ อำนาจเงินล้วนๆ ขณะที่ผู้นำทางการเมืองก็คือประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ขึ้นชื่อเรื่อง ความไม่โปร่งใส และเมื่อเทียบพรรคพลังประชารัฐ 2566 กับพรรคกล้าธรรม 2569 ที่มีธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้นำ มาถึงจุดนี้ถ้าเทียบความเทากันระหว่างประวิตร วงษ์สุวรรณและธรรมนัส พรหมเผ่า  ผมคิดว่าคนไม่น้อยต้องเลือกคนหลังอย่างแน่นอน

ลองมาดูจำนวน สส. พรรคพลังประชารัฐ  2566 สส. เขต 39 คน สส.บัญชีรายชื่อ 537,625 คะแนน คือ 1 คน คือประวิตร พรรคกล้าธรรมของธรรมนัส  ต้องลงมาแข่งกับพรรคที่มีสเปคตรัมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น  ภูมิใจไทย  และเพื่อไทย  ที่เล่นเกมบ้นใหญ่เต็มตัว  ผมไม่คิดว่าจะมี สส. ถึง  39 คนแบบที่พรรคพลังประชารัฐทำได้ในปี  2566 ด้วยซ้ำส่วนคะแนนบัญชีรายชื่อ ผมคิดว่าต่ำกว่า 3 แสนคะแนนสูงสุดของพรรคกล้าธรรมคือ 35 นี่บังไม่รวมชะตากรรมของธรรมนัส ก่อนเลือกตั้ง  2569 ด้วยซ้ำ ว่าจะได้ลงเลือกตั้งหรือไม่ 

กล่าวโดยสรุป 

ผมคิดว่าพรรคภูมิใจไทย  ไกลสุดคือพรรคอันดับ  2 ซึ่งจะจบลงที่เป็นฝ่ายค้าน และถ้าอยากจะร่วมรัฐบาลครั้งหน้า ควรจะต้องเป็นพรรคอันดับ  3 ลงไปส่วนพรรคกล้าธรรม ความฝันที่จะเป็นรัฐบาล อยู่ที่พรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำในการตัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

‘นายกฯหนู’ อารมณ์ดีหยอกเด็กๆรู้จัก ‘ยายแหม่ม-ลุงนัส-พี่หนู’ไหม หัวเราะลั่นเจอคำตอบ

'นายกฯหนู' อารมณ์ดีหยอกเด็กๆรู้จัก 'ยายแหม่ม-ลุงนัส-พี่หนู'ไหม หัวเราะลั่นเจอคำตอบ

‘นายกฯหนู’ อารมณ์ดีหยอกเด็กๆรู้จัก ‘ยายแหม่ม-ลุงนัส-พี่หนู’ไหม หัวเราะลั่นเจอคำตอบ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.58 น.

นายกฯ ประชาสัมพันธ์ ‘ลอยกระทง68’ อารมณ์ดีหยอก ถามเด็กๆรู้จัก ‘ยายแหม่ม-ลุงนัส-พี่หนู’ ไหม หัวเราะลั่นเด็กไม่รู้จัก

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 4 พ.ย. 68 ที่บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนรมว.วัฒนธรรม นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมรณรงค์การจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง ไท ไทย คารวาลัย พระแม่ของแผ่นดิน” โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ นางศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังเยี่ยมชมการจัดกิจกรรม นายกฯได้ถ่ายภาพร่วมกับรัฐมนตรีและเด็กๆ ระหว่างถ่ายภาพนายกฯได้ถามเด็กๆว่ารู้จักคุณยายไหม พร้อมชี้ไปที่นางนฤมล ซึ่งเด็กๆส่ายหน้าไม่รู้จัก จากนั้นนายกฯได้ถามว่าแล้วรู้จักพี่ไหมพร้อมชี้ที่ตัวเอง  ซึ่งเด็กๆสายหน้าไม่รู้จัก ทำให้นายกฯกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่รู้จักพี่หรอ” ก่อนนายกฯถามเด็กๆอีกว่าแล้วรู้จักลุงนัสไหม (ร.อ.ธรรมนัส) เด็กๆก็ส่ายหน้าไม่รู้จักเช่นกัน ทำให้ทั้ง นายกฯ ร.อ.ธรรมนัส นางนฤมล ต่างพากันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี  ก่อนนายกฯกล่าวหยอกกับเด็กๆว่า ให้ไปเปิด Google พิมพ์ว่าธรรมนัส พรหมเผ่า  จากนั้นได้อวยพรขอให้เด็กๆเรียนเก่งๆ 

ต่อจากนั้น นางวรรณปรียา โลหะวัฒนกุล รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คนที่ 4 นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอกแก้วกัลยา เนื่องในโอกาสงานวันคนพิการ ครั้งที่ 46 ประจำปี 2568 “พระบารมีปกเกล้า เหล่าคนพิการ” 

ฝ่ายค้านไม่ต้องตามหา! ‘บิ๊กเล็ก’ มอบ ‘บิ๊กดุลย์’ สางปัญหาโควตาสลาก

ฝ่ายค้านไม่ต้องตามหา! 'บิ๊กเล็ก' มอบ 'บิ๊กดุลย์' สางปัญหาโควตาสลาก

ฝ่ายค้านไม่ต้องตามหา! ‘บิ๊กเล็ก’ มอบ ‘บิ๊กดุลย์’ สางปัญหาโควตาสลาก

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.52 น.

“บิ๊กเล็ก“ มอบ “บิ๊กดุลย์” สางปัญหาโควตาสลาก อผศ. บอก ฝ่ายค้านไม่ต้องตามหา ยัน ไม่นิ่งนอนใจ ฮึ่ม ข้าราชการเอี่ยวฟันแน่ 

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลขององค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าโควตาถูกโอนไปอยู่ในมือใคร ว่าเรื่องนี้ตนยังไม่ทราบในรายละเอียด เพราะช่วงที่เป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม เข้าไปดูปัญหา และพล.ท.อดุลย์ ก็เป็นผู้อาสาเข้าไปดูปัญหาในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการ อผศ. หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า พล.ท.อดุลย์ จะเข้าไปดู เนื่องจากท่านเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องนี้ และ ผอ.อผศ. ก็เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับท่าน

เมื่อถามว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบหรือไม่ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ให้ความสนใจ และฝ่ายค้านกำลังโจมตีในเรื่องนี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมให้ความสนใจ และให้ความสำคัญ ซึ่งตนเพิ่งเดินทางกลับจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งรมช.กลาโหม ก็รับอาสาว่าจะไปดูในเรื่องนี้ให้ ขอให้รอสักนิด ไม่นาน 

เมื่อถามย้ำว่า หากพบผู้กระทำความผิดจะมีการดำเนินการเช่นไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแก้ไข ซึ่งหากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็มีกฎกติกาที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว ไม่มีใครอยู่เหนือกติกาได้ 

เมื่อถามถึงกรณี สส.ฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กตามหา รมว.กลาโหม จะมีโอกาสไปพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ต้องตาม ตนแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว ได้สั่งการไปแล้วทันที และพร้อมจะไปพูดคุยหากฝ่ายค้านเชิญมา โดยจะมอบให้ รมช.กลาโหมไปชี้แจง เพราะมีความเข้าใจในเรื่องนี้

พรรคไทยก้าวใหม่ 5 พ.ย.นี้ออกปฎิบัติการรถ ’MOBILE STEMLAB ห้องเรียนรู้เทคโนโลยีอนาคต

พรรคไทยก้าวใหม่ 5 พ.ย.นี้ออกปฎิบัติการรถ ’MOBILE STEMLAB ห้องเรียนรู้เทคโนโลยีอนาคต

พรรคไทยก้าวใหม่ 5 พ.ย.นี้ออกปฎิบัติการรถ ’MOBILE STEMLAB ห้องเรียนรู้เทคโนโลยีอนาคต

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.34 น.

‘พรรคไทยก้าวใหม่’ 5 พ.ย.นี้ออกปฎิบัติการรถ ’ MOBILE STEMLAB ‘ห้องเรียนรู้เทคโนโลยีอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรคพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า พรรคเตรียมออกปฎิบัติการ  ”MOBILE STEMLAB “หรือห้องเรียนรู้เทคโนโลยีอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา  การปฎิบัติการครั้งนี้เพราะปัจจุบัน มีเด็กไทยจำนวนมาก ที่เข้าไม่ถึงการศึกษาที่ทันสมัย หลายโรงเรียนยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนเทคโนโลยีสมัยใหม่และผู้สอนที่เชี่ยวชาญ ทำให้พรรคไทยก้าวใหม่ จึงออกแบบจัดทำ Mobile STEMLAB (Science Technology Engineering Mathematics )ห้องเรียนแนวใหม่ มีเครื่องมือการเรียนการสอนเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมเคลื่อนที่ไปทุกโรงเรียน เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก หรือห่างไกล ได้เข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยนักเรียนจะได้เรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ เช่น กิจกรรม ดักฟังสัญญาณจากฟากฟ้าและอวกาศ”โดยใช้เครื่องรับสัญญาณที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ให้รับสัญญาณลึกลับได้จากทั่วโลก  / สัญญาณสื่อสารระหว่างเรือกลางมหาสมุทร หรือสัญญาณนักบินคุยกันบนท้องฟ้า เพื่อเรียนรู้และสร้างความประทับใจแรกพบเกี่ยวกับคลื่นวิทยุ และการสื่อสารไร้สาย 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม เครื่องพิมพ์สามมิติแห่งอนาคต วาดแบบและสั่งพิมพ์ชิ้นงานสามมิติด้วยตนเอง เรียนรู้การวาดแบบโมเดลสามมิติเบื้องต้น พร้อมผลิตชิ้นงานจากจินตนาการ สู่ชิ้นงานที่จับต้องได้จริง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ของโลก

“พรรคไทยก้าวใหม่จะนำ Mobile STEMLAB ไปจัดกิจกรรมต่อวงจรเครื่องหาพลังงานลี้ลับ โดยนักเรียนที่เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การต่อวงจรไฟฟ้าไมโครคอนโทรลเลอร์ กับเซนเซอร์ต่าง ๆ และจอ LCD บนโพรโตบอร์ด และนำเอาออกไปสำรวจหาพลังงานลี้ลับได้จริง “ นายวราวิชกล่าว 

นายวราวิช กล่าวอีกว่ากิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายนนี้ที่โรงเรียนเกษมพิทยา ซอย ปรีดี พนมยงค์ 42 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ในเวลา 09.00-12.00 น.โดยมีนักเรียนระดับประถม 4-6 เข้าร่วมจุดประกายความใฝ่ฝันและต่อยอดไปสู่การศึกษาด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในอนาคต

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ถามดังๆ ตาควายจะได้คืนไหม???

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง'ถามดังๆ ตาควายจะได้คืนไหม???

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ถามดังๆ ตาควายจะได้คืนไหม???

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.07 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า ตาควายจะได้คืนไหม

รัฐบาลลงนามในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์กับกัมพูชา​ สันติภาพกำลังจะมา​ สัญญาว่าถอนอาวุธหนัก​ เก็บกวาดทุ่นระเบิด​ ปราบปรามสแกมเมอร์​ เชื่อหรือไม่ว่า​ เขมรจะทำตามสัญญา

แต่คนไทยทั่วไป​ ต้องการได้ปราสาทตาควายคืนที่ทหารเขมรยึดครองและสร้างบังเกอร์ป้องกันแข็งแรง​

นอกจากนั้น​ พื้นที่หนองจาน​ หนองหญ้าแก้วที่ทหารเก็บกวาดทุ่นระเบิดเกือบหมดแล้ว​ แต่ยังไม่จบ​ ยังไม่ได้สร้างรั้ว

มีคำถามว่า​ จะเอาปราสาทตาควาย และพื้นที่หนองจานหนองหญ้าแก้วคืนมาได้ไหม

ในชั้นนี้​ มีสองทางที่จะได้คืนคือ​ เกิดการสู้รบครั้งใหม่​ และไทยทุ่มสรรพกำลังเต็มที่เทลงไป​ เพื่อเอาพื้นที่คืน​ หรือ​ ผ่านการเจรจา

รัฐบาลและผู้มองโลกในแง่ดีบอกว่าต้องผ่านการเจรจา​ หากตกลงกันได้ด้วยกลไกการทูต​ เราน่าจะได้คืน​ เพราะตกลงกันไว้แล้วว่า​ จะสำรวจหลักหมุดและปักปันเขตแดนกันให้เรียบร้อยด้วยเทคนิคไลดาร์

ที่ว่านี้​ มีอะไรยืนยันได้ว่า ไทยจะได้คืน ต้องใข้เวลากี่ปีถึงจะได้คืน​

มีหนทางอื่นอีกหรือไม่ในการเอาแผ่นดินไทยคืน

อยากเสนอไว้ตรงนี้​ การเจรจาต้องมีการตั้งเงื่อนไข​ ต้องมีการต่อรอง​ มีการยื่นข้อเสนอ​ ต่อรอง​ ยื่นหมูยื่นแมว​

กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยเปิดด่าน​ ขอตัวทหารเชลยศึกคืน​ และยังขอให้ไทยช่วยเหลือตามที่อดีตนายกไทยได้ลงนามให้ความช่วยเหลือกัมพูชาไปแล้วในวงเงินหลายพันล้านบาท

ความต้องการของกัมพูชาจะได้รับการพิจารณาทบทวน​ หาก​เขมรคืนปราสาทตาควายและพื้นที่หนองจานหนองหญ้าแก้วให้ไทย

ข้อเสนอนนี้​ คนไทยคิดเห็นกันอย่างไร​ รับได้ไหม

หาก

‘ไผ่ ลิกค์’ เขย่ากลับพรรคประชาชน กางเอกสารคำร้อง กกต. ทำธุรกรรมซ่อนเงื่อน

‘ไผ่ ลิกค์’ เขย่ากลับพรรคประชาชน กางเอกสารคำร้อง กกต. ทำธุรกรรมซ่อนเงื่อน

‘ไผ่ ลิกค์’ เขย่ากลับพรรคประชาชน กางเอกสารคำร้อง กกต. ทำธุรกรรมซ่อนเงื่อน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.02 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ไผ่ ลิกค์ ระบุว่า เอาเงินผู้ช่วย สส. ไปสมัครสมาชิกพรรคการเมืองผิดนะครับ แล้วเอาแค่ชื่อมาเป็นผู้ช่วย สส. และไม่ให้ทำงานเรียกบัญชีม้านะครับ แบบนี้เค้าเรียกหลักฐาน และยังมีอีกนะครับ คำสารภาพของเจ้าของบัญชี

ทั้งนี้ ไผ่ ลิกค์ ได้โชว์เอกสารที่ ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ ยื่นต่อ นายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ขอให้อายัดบัญชีพรรคประชาชนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

โดยมีเนื้อหาระบุว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 เนื่องจากปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการปกปิดแหล่งที่มาของเงินบริจาค ด้วยวิธีการจ่ายเป็นเงินค่าสมัครสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งอาจถือเป็นการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

กรณีเงินค่าสมัครสมาชิกซึ่งทำธุรกรรมจากบัญชีของผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นเงินที่อาจได้มาจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่งรายชื่อให้สำนักงานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว ทั้งที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอันแสดงเจตนาทุจริตด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้ได้ทรัพย์ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นโดยทุจริต อันเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546

เมื่อความปรากฏว่า พรรคประชาชนซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลที่ต้องมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 การกระทำที่เกี่ยวข้องดังกล่าวย่อมเป็นความผิดต่อรัฐให้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างยิ่งและสำนักงานสภาผู้แทนราษฎรพึงได้รับทรัพย์ที่ถูกหลอกลวงโดยทุจริตนั้นคืนแก่รัฐ หากปล่อยให้บัญชีพรรคประชาชนยังคงทำธุรกรรมต่อไปก็อาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้น และไม่สามารถติดตามทรัพย์นั้นคืนแก่รัฐได้

ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการของพรรคการเมืองให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากปล่อยให้มีการดำเนินธุรกรรมอยู่ก็อาจส่งผลเสียหายยิ่งขึ้น และเพื่อประโยชน์แก่การสืบสวน สอบสวน หรือไต่สวน แล้วแต่กรณี จึงขอได้โปรดรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานพร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาให้มีการอายัดบัญชีพรรคประชาชนและดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องดังกล่าวอันเกี่ยวกับความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

‘แม่ยก ปชป.’ ยก ‘อภิสิทธิ์’ ขุนเขาผู้ทรนง เชื่อบางพรรคหวาดระแวง จึงหาทุกวิธีที่จะโจมตี ทำลาย

'แม่ยก ปชป.' ยก 'อภิสิทธิ์' ขุนเขาผู้ทรนง เชื่อบางพรรคหวาดระแวง จึงหาทุกวิธีที่จะโจมตี ทำลาย

‘แม่ยก ปชป.’ ยก ‘อภิสิทธิ์’ ขุนเขาผู้ทรนง เชื่อบางพรรคหวาดระแวง จึงหาทุกวิธีที่จะโจมตี ทำลาย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.34 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์กลับมานำพรรค ก็ทำให้ประชาธิปัตย์ดูดี และมีแนวโน้มให้ปชป.เป็นทางเลือกให้ปชช.ที่ยังคิดไม่ออกว่าจะเลือกพรรคไหนดี เทาๆ-ดำๆก็ไม่เอา พรรคเฉพาะกิจก็ไม่อยากได้ .. รวมถึงคนที่เคยเลือกพรรคมาก่อนแต่ไปกาให้พรรคอื่นในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ จะกลับมาเลือกพรรค

ปชช.เริ่มมองว่าประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง รวมถึงการเป็นคนรักษาสัจจะของคุณอภิสิทธิ์ – การนำบุคลากรที่มีคุณภาพมาอยู่ในพรรค เหล่านี้ถือเป็นจุดเด่น ทำให้พรรคมีโอกาสสูงที่จะตีตื้นขึ้นมาได้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บางพรรคที่หวาดระแวงในการกลับมาของคุณอภิสิทธิ์ จึงต้องหาทุกวิธีที่จะโจมตี ทำลาย

แต่เชื่อเถอะว่าคุณอภิสิทธิ์จะนิ่งมั่นคงทรนงดุจขุนเขา

ท่านจะนำพาประชาธิปัตย์ไปสู่จุดหมายได้ในที่สุด

‘ปู จิตกร’ชำแหละ’ณัฐวุฒิ’เป็นข้อๆ ไร้สำนึก-ไม่ละอาย ปล่อย พรบ.นิรโทษกรรม ฆ่าความยุติธรรม

'ปู จิตกร'ชำแหละ'ณัฐวุฒิ'เป็นข้อๆ ไร้สำนึก-ไม่ละอาย ปล่อย พรบ.นิรโทษกรรม ฆ่าความยุติธรรม

‘ปู จิตกร’ชำแหละ’ณัฐวุฒิ’เป็นข้อๆ ไร้สำนึก-ไม่ละอาย ปล่อย พรบ.นิรโทษกรรม ฆ่าความยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.26 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายจิตกร บุษบา คอลัมนิสต์ นสพ.แนวหน้า และพิธีกรรายการ อาจารย์ ปู ชูรส ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า บางที ฉันก็มีความสงสัย ว่ากระบวนการที่จะเจ็บ อาย สำนึกผิด ของคนบางจำพวกยังทำงานได้อยู่ไหม

๑) ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นหนึ่งในแกนนำ นปช. ที่ปลุกระดมคนมาชุมนุม ยุยงให้เผา ให้เข้าห้าง ให้ตกใจ ให้หยิบแบรนด์เนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมชั่วทั้งสิ้น

๒) ในที่สุด สิ่งที่เขาปราศัยยุยง ล้วนเกิดขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะการเผา  จนศาลสั่งให้เขา ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย

๓) วันนี้ ณัฐวุฒิขอบคุณน้องๆ ที่ประท้วงโดยสันติ แต่ตัวเองประท้วงโดย #ไม่สงบและมีอาวุธ นำคนมาชุมนุมแบบผิดกฎหมาย เกินความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ มีการบุกโรงพยาบาล ทำลายการประชุมผู้นำอาเซียน พยายามฆ่านายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นวิธีของโจรก่อการร้าย ไม่ใช่วิธีการในระบอบประชาธิปไตย

๔) เมื่อ พรบ.นิรโทษกรรม ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้าสภา และถูกผลักดันจนผ่านตอนรุ่งเช้า ถ้าเป็นแกนนำมวลชนที่มีจิตสำนึก รู้จักแยกดีแยกชั่วแยกถูกแยกผิด มีความละอาย ไม่เห็นแก่ได้และโอกาสวาสนา  เขาจะต้องประกาศจุดยืนที่ถูกต้องและกล้าหาญ มันต้องเป็นณัฐวุฒิไม่ใช่หรือ ที่ต้อง #ทำหน้าที่ #เรียกร้องความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง ไม่ใช่น้องๆ พวกนี้ ที่ตอนนั้นยังนั่งกินอมยิ้มอยู่เลย

๕) ณัฐวุฒิ เป็นแกนนำคนเสื้อแดง ในเวลาที่มีการสลายการชุมนุม เกิดจลาจลขึ้น จากการใช้อาวุธของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้ชุมนุม จนมีคนเจ็บ คนตาย

๖) กระบวนการที่ต้องมี ต้องให้ แก่มวลชน ทหาร และประชาชนที่สูญเสีย คือ การค้นหาความจริง การเยียวยา และกระบวนการยุติธรรม

๗) แต่ พรบ.นิรโทษกรรม ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดตอนการค้นหาความจริง และฉีกทิ้งกระบวนการยุติธรรม  คดีใดที่เกี่ยวข้อง ต่อให้อยู่ในศาลแล้วก็สั่งให้ยุติ มันคือการฆ่าตัดตอนความยุติธรรมทั้งมวล เอาเงินฟาดหัวผ่านคำว่าเยียวยา แล้วจบ! แถมยัดการนิรโทษกรรมคดีทุจริตเข้าไปด้วย เพื่อประโยชน์ของ นายทักษิณ ชินวัตร

๘) ขณะนั้นณัฐวุฒิเป็น สส. ในสภา มีบุญวาสนาได้เป็นรัฐมนตรีช่วย ก.พาณิชย์ มีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะต่อต้านกฎหมายระยำฉบับนี้

๙) เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร  ถ้าณัฐวุฒิเป็นผู้นำที่รักความถูกต้องจริงๆ รักมวลชนจริงๆ ต้องลาออกทันทีจากทุกตำแหน่งที่มี ลาออกจากพรรคที่ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คนเสื้อแดว  เพราะ พรบ.นิรโทษกรรมนี้ เป็นประโยชน์ต่อฆาตกร และตัดตอนโอกาสที่จะได้รับความจริงกับความยุติธรรมของผู้สูญเสีย แต่ณัฐวุฒิไม่เคยทำ ไม่เคยกล้า ไม่เคยสละผลประโยชน์ทั้งหลายที่ได้รับในตอนนั้น

๑๐) หากเป็นฉัน ฉันจะอาย และไม่อาจอ้าปากพูด หรือสบตากับคนที่สมาชิกในครอบครัวของคนตาย คนเจ็บ คนที่มาชุมนุม  และเวลานี้ก็จะอยู่เงียบๆ แทนการสอพลอ #นิสิตจุฬาฯ ที่ทวงถามความรับผิดชอบว่า ใครฆ่าประชาชน เพราะเราเป็น สส. เป็นรัฐมนตรี ในพรรค ในรัฐบาล ที่ออกกฎหมายให้นิรโทษกรรมการฆ่าประชาชน!! ให้แก่ #ฆาตกร หรือที่จริงแล้ว #พวกเขานั่นแหละคือฆาตกร จึงต้องรีบตัดตอนด้วยกฎหมายดังกล่าว?

๑๑) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ฆ่ากระบวนการค้นหาความจริง กระบวนการตรวจสอบเอาผิด บัดซบยิ่งกว่าไหม อำมหิตยิ่งกว่าไหม และทำให้เรื่องคาราคาซังมาจนบัดนี้ ใช่หรือไม่

๑๒) นายอภิสิทธิ์เองเสียอีก ที่ตั้งกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง และต่อต้าน พรบ.ริรโทษกรรมนั่นอย่างกล้าหาญ


๑๓) ใครดีใครชั่ว จงแยกให้เป็น และจง #รู้จักอาย

ชวนต่อจิ๊กซอว์การเมือง! ‘อ.ไชยันต์’เปิดเบื้องหลังทำไม’เสื้อแดง’ ต้องไล่ ‘อภิสิทธิ์’?

ชวนต่อจิ๊กซอว์การเมือง! 'อ.ไชยันต์'เปิดเบื้องหลังทำไม'เสื้อแดง' ต้องไล่ 'อภิสิทธิ์'?

ชวนต่อจิ๊กซอว์การเมือง! ‘อ.ไชยันต์’เปิดเบื้องหลังทำไม’เสื้อแดง’ ต้องไล่ ‘อภิสิทธิ์’?

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.43 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า มาช่วยกันต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์การเมืองที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน (1)

จากประเด็นโต้แย้งในปัจจุบัน ทำให้เกิดการย้อนกลับไปอธิบายความในอดีต #ย้อนอดีตที่ไม่นาน

ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ และดีสำหรับคนรุ่นเก่าที่อาจลืมไปบ้างแล้ว
………….

จากการที่มีนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ราว 4-5 คน (จำนวนมากน้อยไม่สำคัญ เท่ากับสาระและความจริงที่เรียกร้อง !) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต่อการสูญเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม พ.ศ. 2553 

นายอภิสิทธิ์ได้ชวนนิสิตเหล่านั้นนั่งคุยกัน และอธิบายเรื่องราวที่และผลของกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้น 

สื่อได้นำคลิปบทสนทนานั้นไปเผยแพร่ นำมาซึ่งการแสดงความคิดเห็นต่างๆ และมีการอธิบายความย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา

การสูญเสียที่นิสิตออกมาเรียกร้องหาความรับผิดชอบ เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเข้าควบคุมกระชับพื้นที่และสลายการชุมนุม 

การชุมนุมเกิดขึ้นเพราะอะไร ?

การชุมนุมเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรียุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้ง 

ทำไมต้องเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้ง ?

เราคงต้องกลับไปดูความเป็นมาของการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
……………. 

ก่อนหน้าที่นายอภิสิทธิ์จะขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พรรคพลังประชาชน (เดิมคือ พรรคไทยรักไทยที่มีนายทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค) เป็นนายกรัฐมนตรี 

แต่นายสมชาย จำต้องยุติบทบาทของตัวเองลง เพราะศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนในวันที่ 2ธันวาคม 2552  โดยคดีสืบเนื่องมาจากวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 คณะกรรมการ

เลือกตั้งมีมติด้วยเสียงข้างมากให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เนื่องจากพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย  และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย

ให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรคมีกำหนด 5 ปี 

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยข้างต้น สมาชิกพรรคชาติไทยได้ไปก่อตั้งพรรคชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคพลังประชาชนส่วนหนึ่งไปตั้งพรรคเพื่อไทย และส่วนหนึ่งคือกลุ่มเพื่อนเนวินกับพลพรรค

มัชฌิมาธิปไตยได้ไปตั้งพรรคภูมิใจไทย 

การแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือ การพลิกขั้วจับมือทางการเมืองหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี 

ตัวแปรที่สำคัญในการเปลี่ยนขั้วในครั้งนี้คือ กลุ่มเพื่อนเนวินที่ยังเจ็บแค้นเมื่อครั้งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายสมัคร สุนทรเวช จำต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยแก๊งออฟโฟร์ซึ่งหนึ่งใน

นั้นคือ  นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ได้พยายามดันนายสมัครให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกรอบ 

แต่ความพยายามดังกล่าวต้องสูญเปล่าเมื่อนายทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรค (พลังประชาชน) ตัวจริงได้เคาะไปแล้วว่า ต้องการให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนสามารถควบคุมได้ มา

นั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มเพื่อนเนวินไม่พอใจเป็นอย่างมาก  

กระแสความไม่พอใจต่อทักษิณ    ที่ไม่สนับสนุนนายสมัครให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ทำให้กลุ่มเพื่อนเนวินออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย และหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์    

ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดในช่วงของการเสนอชื่อผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้คือ พรรคเพื่อไทย (เดิมคือพรรคพลังประชาชนและไทยรักไทย)ในฐานะที่เป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทน

ราษฎรมากที่สุดกลับไม่ยอมเสนอชื่อสนับสนุนหัวหน้าพรรคของตนเอง (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์)  หรือบุคคลในพรรคของตนเพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

แต่พรรคเพื่อไทยกลับเสนอชื่อสนับสนุน พล. ต. อ. ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

ในที่สุด คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 ธันวาคม 2551

หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี  ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็ได้ขับเคลื่อนมวลชนออกมาต่อต้านในทำนองเดียวกันกับที่พันธมิตรฯ ออกมาต่อต้านรัฐบาลนายสมัครและนายสมชาย 

โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 31มกราคม 2552  กลุ่มคนเสื้อแดงได้เริ่มชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่ท้องสนามหลวงและยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ดังนี้ 

1. เร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังกับตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่   ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และยึดสนามบินสุวรรณภูมิ 

2. ปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ (ที่มีส่วนร่วมนำการชุมนุมประท้วงกับพันธมิตรฯ) 

3.  รับร่างรัฐธรรมนูญ  คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ 35 องค์กร นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ, นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และกลุ่มแนวร่วม

ประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เก่า ทำการรวบรวมรายชื่อประชาชนซึ่ง คปพร.ระบุว่ารวบรวมได้กว่าสองแสนรายชื่อเมื่อเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2552 เพื่อประกอบในการยื่นญัตติ

แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ต่อประธานรัฐสภา และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ 

4. เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้วให้ยุบสภา และให้เวลา 15 วันในการปฏิบัติ มิฉะนั้นจะชุมนุมยืดเยื้อ

การชุมนุมเรียกร้องและต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ของคนเสื้อแดงหรือ นปช. ได้เกิดขึ้นทั้งที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด  การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ ถือเป็นปรากฏการณ์

ใหม่ในการเมืองไทย 

เพราะแต่เดิมการชุมนุมต่อต้านจะเกิดขึ้นในกรุงเทพ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล

ปรากฏการณ์ใหม่ของการชุมนุมที่กระจายไปตามต่างจังหวัดในปี พ.ศ. 2552 เป็นจุดเริ่มต้นและการส่งสัญญาณให้เห็นถึงวิกฤตการเมืองไทยที่เข้มข้นรุนแรงมากขึ้นกว่าในอดีต อันจะนำไปสู่การ

แบ่งพื้นที่ระหว่างขั้วขัดแย้งทางการเมืองที่จะเห็นได้ชัดขึ้นในเวลาต่อมา  

นอกจากนี้  เนื้อหาสาระของการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้พุ่งเป้าไปที่การชี้ให้เห็นถึงการใช้อำนาจและอิทธิพลของชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสร้างข้อกล่าวหาต่อนายทักษิณว่าไม่จงรัก

ภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีเครือข่ายที่พยายามจะหาทางกำจัดนายทักษิณ 

ซึ่งสาระดังกล่าวนี้มาจากการกล่าวผ่านวิดีโอลิงก์โดย ตัวนายทักษิณเองมายังผู้ชุมนุมในที่ต่างๆ  และกล่าวชัดเจนว่า มี พล. อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีอยู่เบื้องหลัง รวมทั้งประธานองคมนตรี

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ด้วย

จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกเน้นไปที่ความขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท. ทักษิณ กับ ประธานองคมนตรีและองคมนตรี