ร้อง กกต.สอบพรรคส้มแล้ว ปมหาสมาชิกผิดกฎหมาย

ร้อง กกต.สอบพรรคส้มแล้ว ปมหาสมาชิกผิดกฎหมาย

ร้อง กกต.สอบพรรคส้มแล้ว ปมหาสมาชิกผิดกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.38 น.

เพจเฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “#ทุกคนคะ ยื่น กกต. สอบพรรคส้ม เข้าข่ายฟอกเงินแล้ว หนูได้รวบรวมหลักฐานอันเชื่อได้ว่าพรรคส้มมีการสมัครสมาชิกพรรคผิกกฎ กกต. และ มีการใช้ ผช.สส. เป็นบัญชีม้า ที่เจ้าของชื่อไม่ได้ใช้เงินเดือนเอง 
 

อ.ทันกวินต์ แนวร่วมเพจได้ไปยื่นหนังสือและหลักฐานที่ กกต.เมื่อวันที่ 6 ตค. 68 ให้ขออายัดบัญชีและดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการ แนวร่วมเพจจะแถลงรายละเอียดที่ยื่นเร็วๆนี้ค่ะ
#มีส้มมีเทา” 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก จักรวาลด้อมส้ม

เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง! ‘ดร.จักษ์’จวกยับพฤติกรรม นศ.ตะโกนใส่หน้า‘ผู้บรรยาย

เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง! ‘ดร.จักษ์’จวกยับพฤติกรรม นศ.ตะโกนใส่หน้า‘ผู้บรรยาย

เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง! ‘ดร.จักษ์’จวกยับพฤติกรรม นศ.ตะโกนใส่หน้า‘ผู้บรรยาย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.23 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิชาภาคบังคับ: เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง —

แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็น “คอกม้าอารมณ์”
ที่อัดแน่นไปด้วยคนที่เชื่อว่าการแหกปากคือการใช้เสรีภาพ
การด่าผู้ใหญ่คือการแสดงความกล้า
และการไม่รู้แต่พูดดังกว่าคนอื่นคือการชนะด้วยเหตุผล
ภาพนิสิตจุฬาฯ ตะโกนใส่หน้าผู้บรรยายจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
มันคือ “อาการของโรค” — โรคที่ชื่อว่า มโนการเมืองเรื้อรัง
ติดเชื้อมาจากห้องเรียนที่เคยศักดิ์สิทธิ์
แต่ตอนนี้กลายเป็นห้องทดลองของอาจารย์บางคนที่ชอบเล่นบท “นักปฏิวัติในร่างข้าราชการ”
สอนเด็กให้ด่าคนอื่นในนามของเสรีภาพ
แต่ไม่เคยสอนให้รับผิดชอบต่อคำพูดตัวเอง
⸻
ในยุคนี้ “การศึกษา” ถูกแทนที่ด้วย “การสะใจ”
แทนที่จะสอนให้คิดเป็น กลับสอนให้ “เกลียดเป็น”
แทนที่จะฝึกให้โตอย่างผู้รู้ กลับบ่มให้กล้าแบบคนพาล
และทุกครั้งที่เด็กเหล่านี้ออกมาชูป้ายตะโกนด่าคนอื่น
พวกเขาไม่ได้แสดงความกล้าหาญ
แต่กำลังแสดงบทของ “นักเชิดหุ่นรุ่นเยาว์” ที่ทำตามบทอาจารย์เงาอย่างซื่อสัตย์
เพราะอาจารย์บางคนเลือกที่จะสวมคราบนักวิชาการกลางวัน
แต่กลางคืนกลับเปิดกลุ่มลับปลูกฝังวาทกรรมแบบ “ข้าเท่านั้นคือผู้รู้”
ใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือป้อนความเกลียด
ใช้เด็กเป็นเครื่องขยายเสียง
และเมื่อเด็กทำพลาด ก็ตีหน้าเศร้าแล้วพูดว่า “เยาชนเป็นเหยื่อของระบบ”
ทั้งที่มือของอาจารย์ยังเปื้อนหมึกคำสั่งอยู่เลย
และความจริง
เยาวชนพวกนั้นตกเป็นเหยื่อสนองปมของอาจารย์ที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะลงมือทำเอง
⸻
นี่ไม่ใช่แค่การขาดมารยาท แต่มันคือ “ความล้มเหลวของระบบสติปัญญา”
เด็กที่ควรจะเป็นอนาคตของประเทศ กลับโตมาเป็น “เครื่องขยายเสียงของความโง่”
พูดซ้ำสิ่งที่ไม่เข้าใจ
โวยวายกับสิ่งที่ไม่รู้
และหลงคิดว่าความดังของเสียงเท่ากับความถูกต้องของเหตุผล
พวกเขาชูป้าย แต่ไม่รู้ว่าป้ายนั้นเขียนขึ้นเพื่อใคร
พวกเขาแหกปากตะโกน แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดในนามของใคร 
บางคนถึงขั้นเรียกตัวเองว่า “นักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม”
แต่กลับดูถูกคนเห็นต่างอย่างไม่ลังเล
เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยน้ำเสียงของทรราชย์ในคราบนักศึกษา
⸻
สิ่งที่เรากำลังเห็นคือ “ความเกลียดแบบมีตราสถาบัน”
เกลียดโดยมีโลโก้มหาวิทยาลัยค้ำหลัง
เกลียดโดยคิดว่าตัวเองสูงส่งเพราะเรียนสูง
และเกลียดโดยเชื่อว่าความโกรธคือปัญญา
นี่แหละอันตราย — เพราะมันคือการสร้าง “ชนชั้นแห่งอารมณ์”
ที่เชื่อว่าตนเองมีอภิสิทธิ์จะพูดอะไรก็ได้เพราะอยู่ฝ่ายดี
แต่เมื่อฝ่ายตัวเองทำผิดกลับเรียกว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”
เมื่อคนอื่นทำบ้าง กลับเรียกว่า “บ่อนทำลายประชาธิปไตย”
นี่ไม่ใช่ความเท่าของคนรุ่นใหม่
แต่มันคือการตกอยู่ในสภาวะ “หลงตัวเองทางอุดมการณ์”
ที่อันตรายยิ่งกว่าความโง่ เพราะมันทำให้คนโง่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองโง่
⸻
ถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่กล้าผ่าตัดโรคนี้
อีกไม่นานมันจะกลายเป็น “สำนักปลุกระดม” เต็มรูปแบบ
เราต้องเริ่มจากการตรวจสอบบทบาทอาจารย์
ใครใช้ศิษย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง — ต้องมีบทลงโทษทางวินัย
ใครปลูกฝังอารมณ์แทนเหตุผล — ต้องส่งไปเรียนใหม่ ไม่ใช่สอนคนอื่น
และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยต้องฟื้น “อารยธรรมแห่งการโต้แย้ง”
ให้คนเห็นต่างได้เถียงกันด้วยสมอง ไม่ใช่ด้วยเส้นเสียง
⸻
ผมไม่ได้เกลียดเด็กที่ตะโกน
แต่ผมสมเพชระบบที่สอนให้พวกเขาคิดว่า
“เสียงดัง = ปัญญา”
“หยาบคาย = กล้า”
“ด่าอาจารย์ = ก้าวหน้า”
หากเรายังยอมให้จักรกลผลิตซ้ำความโง่นี้เดินต่อไป
อีกไม่นานเราคงได้เห็นมหาวิทยาลัยที่มีคติประจำสถาบันว่า
“เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง ด่าก่อนเข้าใจ”
และเมื่อวันนั้นมาถึง —
สิ่งที่ถูกฝังในใจเด็กคงไม่ใช่ความรู้
แต่คือ “อารมณ์ดิบในคราบอุดมการณ์” ที่พร้อมจะกัดทุกคนที่คิดต่าง
⸻
มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเวทีปลุกม็อบ
แต่ควรเป็นที่หล่อหลอมมนุษย์ให้รู้จักคิด พูด และรับผิดชอบ
ถ้าอาจารย์ไม่กลับมารับบท “ผู้สอน”
แล้วมัวแต่อยากเป็น “ผู้นำม็อบในร่างนักวิชาการ”
ประเทศนี้ก็ไม่ต้องหวังเห็น “ปัญญาชน” อีกต่อไป —
จะเหลือก็แต่ “นักตะโกนมีปริญญา” เท่านั้น.
จักษ์ พันธ์ชูเพชร
๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

‘นิพิฏฐ์’ ย้ำนายกฯ ‘อัปปสาทะ’ ดึง ‘อัตตานัง อุปมัง กัตวา’ เตือน’บวรศักดิ์’

'นิพิฏฐ์' ย้ำนายกฯ 'อัปปสาทะ' ดึง 'อัตตานัง อุปมัง กัตวา' เตือน'บวรศักดิ์'

‘นิพิฏฐ์’ ย้ำนายกฯ ‘อัปปสาทะ’ ดึง ‘อัตตานัง อุปมัง กัตวา’ เตือน’บวรศักดิ์’

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อัปปสาทะ

ถ้าข้อความที่ผมเขียนถึงท่านนายกฯ เมื่อวาน (3 พ.ย.) เป็นคำกล่าวที่ไม่สุภาพ เป็น“มุสาวาท” ตามที่ท่านรองนายกฯบวรศักดิ์ พูดถึง ผมก็ต้องขออภัย ต่อท่านนายกฯ และท่าน อ.บวรศักดิ์ ก็แล้วกัน

แต่ผมขอให้ อ.บวรศักดิ์ โปรดเห็นใจผมบ้าง ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ การที่ท่านนายกฯ ใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย ในที่ทำการ พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่า นั่นเป็นการกระทำที่เป็น“อัปปสาทะ” คือ การที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ดีงาม 

ก็อยากให้ท่านรองนายกฯบวรศักดิ์ คิดว่า ถ้าผมทำอย่างนี้กับพรรคภูมิใจไทยบ้าง พรรคภูมิใจไทยจะคิดอย่างไร ก็คงเป็นไปตามหลักที่ว่า “อัตตานัง อุปมัง กัตวา” ไม่อยากให้ใครทำกับเราอย่างไร ก็อย่าทำกับเขาอย่างนั้น 

การที่ผมตอบโต้ท่านนายกรัฐมนตรี ในทางโลกก็ถือว่า “มีความได้สัดส่วนกันแล้ว“ 

ทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะผมไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ 

เรื่องนี้ จึงถือว่า ”เจ๊ากัน“ นะครับ

‘เทพไท’ ชี้ ‘อภิสิทธิ์’ โดนสกัดดาวรุ่ง เชื่อมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง หวังดิสเครดิตทางการเมือง

‘เทพไท’ ชี้  ‘อภิสิทธิ์’ โดนสกัดดาวรุ่ง เชื่อมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง หวังดิสเครดิตทางการเมือง

‘เทพไท’ ชี้ ‘อภิสิทธิ์’ โดนสกัดดาวรุ่ง เชื่อมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง หวังดิสเครดิตทางการเมือง

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.51 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า  วิเคราะห์อะไรไว้ ไม่เคยพลาด

ผมเคยวิเคราะห์การกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ว่า นายอภิสิทธิ์จะเจอกับดักทางการเมืองใน 5 ข้อ ซึ่ง 1ใน 5 นั้นก็คือ การปลุกปั่นด้วยวาทกรรม คดี 99 ศพจากการชุมนุม เมื่อปี 2553 และแล้วคำวิเคราะห์ทางการเมืองของผมก็เป็นจริง หลังจากกระแสการรีเทิร์นกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นความหวังของกลุ่มคนที่ไม่มีทางเลือกทางการเมือง

จึงทำให้มีการปลุกกระแส เพื่อเครดิตนายอภิสิทธิ์ขึ้นมาทันที ที่เห็นได้ชัดจากกรณีของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน5คน ถือป้ายทวงถามคดีคนตายจากการชุมนุม เมื่อปี 2553 ซึ่งนิสิตกลุ่มนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมครั้งที่ผ่านมาแต่อย่างใด แต่น่าจะมาจากกระแสการปลุกปั่น และมีคนอยู่เบื้องหลัง เพราะหลังจากปรากฎข่าวเกิดขึ้นผ่านหน้าสื่อ ก็มีสื่อบางสำนัก และกลุ่มคนบางกลุ่มนำเรื่องนี้มาขยายผล เช่น นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับนายอภิสิทธิ์มาโดยตลอด และมีส่วนได้เสียกับเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อปี2553 ทั้งสิ้น

ผมในฐานะนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ เห็นว่าการที่นายอภิสิทธิ์ไม่ปล่อยผ่านกับเหตุการณ์ที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทวงถามความจริงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ให้ความสำคัญ เจียดเวลามาชี้แจง อธิบายและทำความเข้าใจจนนิสิตกลุ่มนั้น ที่ไร้เดียงสาทางการเมือง ค่อยข้างมึนงง หูตาสว่างขึ้นมาทันที ส่วนนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับคำชมจากหลายฝ่ายว่า เป็นผู้นำที่กล้าเผชิญความจริง ไม่หนีปัญหาเหมือนกับผู้นำคนอื่นๆ

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อครั้งเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง ปี 2553 นายอภิสิทธิ์ได้เชิญแกนนำการชุมนุมคนเสื้อแดง 3 คนคือ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธ์และนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ มาเจรจาพูดคุยหาทางออกให้กับเหตุการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ซึ่งไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนให้เกียรติกับผู้นำการชุมนุม ถึงขั้นยอมพูดคุยเจรจาถ่ายทอดสดผ่านสื่อโทรทัศน์

ผมเชื่อว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป ถ้าบทบาทของนายอภิสิทธิ์ มีความโดดเด่นทางการเมือง และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนคาดหวัง และพร้อมให้การสนับสนุน ก็จะมีขบวนการดิสเครดิตและจ้องทำลายนายอภิสิทธิ์อย่างแน่นอน เหมือนกับที่ได้เคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่วันที่นายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โป๊ะแตก!!! ‘นักเขียนดัง’ แฉเบื้องหลัง ‘นิสิตจุฬาฯ’ ชูป้ายด่า’อภิสิทธิ์’

ยื่นซักฟอกเองได้ ‘พท.’ลั่นเสียงพอ-ไม่ง้อ‘ปชน.’ จ่อเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’

ยื่นซักฟอกเองได้ ‘พท.’ลั่นเสียงพอ-ไม่ง้อ‘ปชน.’ จ่อเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’

ยื่นซักฟอกเองได้ ‘พท.’ลั่นเสียงพอ-ไม่ง้อ‘ปชน.’ จ่อเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยื่นซักฟอกเองได้ ‘พท.’ลั่นเสียงพอ-ไม่ง้อ‘ปชน.’ จ่อเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’

“อนุทิน”ปัดตอบคุยบ้านใหญ่ตรัง“โล่สถาพรพิพิธ” ด้าน“เพื่อไทย”ลั่นแม้ไม่คุยกับปชน.ก็ยื่นซักฟอกเองได้ ชี้ต้องคำนึงถึงไทม์ไลน์-พยานหลักฐานเอาผิด บอกมีความพยายาม ไม่ให้เปิดวิสามัญแก้รธน.เตรียมเปิดตัวบ้านใหญ่“อัศวเหม”ไม่แน่ใจทัน 7 พฤศจิกายน หรือไม่ ขณะที่กกต.ไม่เสี่ยงตีความปมทำประชามติทางไปรษณีย์

เมื่อเววลา 11.00น.วันที่ 3พฤศจิกายน2568 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีเดินทางไปจังหวัดตรังเพื่อเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง โดยมี นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ โกหน่อ อดีต สส.ตรังและบิดาของ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.เขต3 จ.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์มารอต้อนรับ โดยนายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ระบุสั้นๆว่า “วันนี้มาที่ ปปง.และใส่ชุดข้าราชการอยู่”

นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า มีการพูดคุยกันเบื้องต้น และคณะยุทธศาสตร์ของพรรคก็คุยกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ไปกระทบต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราต้องคำนึงถึงไทม์ไลน์ต่างๆ ด้วย แต่เรื่องนี้ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าเรื่องของพยานหลักฐานต่างๆ ต้องพร้อมที่จะอภิปราย เมื่อถามว่า หากต้องไปประสานกับพรรคประชาชน (ปชน.) จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เพราะไม่มีคนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการประสานงานร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นายสรวงศ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้าน และใช้เสียง 1 ใน 5 ของที่ประชุมสภาฯ ที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งเสียงของพรรค พท.ก็พอ หากไม่คุยกับพรรคปชน.ก็สามารถยื่นได้ อย่างที่บอกเราต้องคำนึงถึงอะไรหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องของไทม์ไลน์ พยานหลักฐานที่เราจะเอาผิดกับคนที่เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ทั้งนี้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท.กับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน.ก็มีการพูดคุยกันอยู่

นายสรวงศ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท. ก็ได้มีการพูดคุยกับนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านด้วย แต่เราจะมีการพูดคุยกัน เพราะอยู่ในสภาฯ แม้เราจะไม่มีคณะทำงานที่เข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ แต่ในการทำงานเราก็ต้องมีการพูดคุยกันอยู่ เมื่อถามว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังเป็นเงื่อนไขที่เรามีความกังวลว่าจะมีการชิงยุบสภาอยู่ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ไทม์ไลน์แล้ว เท่าที่ตนได้รับทราบจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ… รัฐสภา ก็มีความพยายามที่จะยืดเวลาออกไป ไม่อยากให้มีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้ทันช่วงที่มีการปิดสมัยประชุม จริงๆ แล้วหากมีการยื่นไว้ที่มีการเปิดสมัยประชุมสมัยสามัญ คือวันที่ 12ธันวาคมเป็นต้นไป ก็สามารถที่จะทำได้เลย หากสภาฯ รับแล้วก็ไม่สามารถที่จะยุบสภาหนีได้

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวพรรค พท.จะมีการเปิดตัวบ้านใหญ่อัศวเหม นายสรวงศ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกัน เดี๋ยววันที่ 7พฤศจิกายนนี้ ก็จะมีการเปิดตัวบางส่วน ถามย้ำว่า หมายถึงเปิดตัวบ้านใหญ่อัศวเหม ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า“มีครับ น่าจะมีอยู่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะทันหรือไม่ เดี๋ยวต้องดูว่าตัวบ้านอัศวเหมพร้อมหรือไม่”

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงข้อเสนอของนายพริษฐ์วัชรสิทธุ สส.พรรคประชาชน ในการทำประชามติล่วงหน้าผ่านไปรษณีย์ ว่า การจัดการเลือกตั้งกับการทำประชามติต้องเป็นไปคามหลักเกณฑ์ ภายใต้การดำเนินการที่เสรี เป็นธรรม โปร่งใส และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จากนั้นพิจารณาดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายกำหนด บางเรื่องสามารถทำเกินกฎหมายได้ หากเป็นงานธุรการในการอำนวยความสะดวก แต่บางเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ เสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หากทำเกินกว่ากฎหมายกำหนด เราจะไม่เสี่ยงแม้แต่นิดเดียว ในการที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งเกิดความเสี่ยงเช่นนั้น แต่เมื่อมีข้อเสนอมาอย่างนี้จะมาดูกฎหมายอีกครั้งหนึ่งว่า จะทำได้แค่ไหน เราคำนึง ถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ เมื่อถามย้ำว่า การทำประชามติล่วงหน้าทางไปรษณีย์จะเสี่ยงทำ ให้กลายเป็นโมฆะหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เรื่องการบริหาร จัดการไม่ได้เป็นปัญหา เพียงแต่กฎหมายให้ทำหรือไม่ ซึ่งต้องดูว่า การทำประชามติล่วงหน้ากฎหมายกำหนดให้ทำหรือไม่ ที่ไม่ใช่การลงคะแนนออกเสียงในวันทำประชามติ

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ โดยวันนี้ถือเป็นครั้งที่ 13 สำหรับการเยี่ยมญาตินายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังตามคำสั่งบังคับโทษ นับแต่วันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยช่วงเช้าวันนี้บริเวณวงเวียนและด้านหน้าทางเข้าของเรือนจำกลางคลองเปรม ยังคงมีน้ำท่วมขังหลังจากที่ช่วงคืนวานนี้ (2 พ.ย.) มีฝนตกลงมาอย่างหนัก มีรายงานว่า ทางครอบครัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขอยกเลิกในการเข้าเยี่ยมในวันนี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความได้เดินทางมาพร้อมนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นน้องเขยของนายทักษิณ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายทักษิณ โดยเดินทางมาด้วยรถตู้ส่วนบุคคล ทั้งคู่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำเนื่องด้วยอยู่ในช่วงถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงแต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ต่อมาเวลา 10.50 น. นายสมชายและนางเยาวภา ได้ออกมาจาการเข้าเยี่ยมนายทักษิณพร้อมกับทนายความ โดยนายสมชาย กล่าวว่า วันนี้ได้ถามสารทุกข์สุขกัน ตนก็เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอยู่อย่างไรบ้าง ท่านไม่ได้ฝากอะไรออกมา เพียงแค่บอกว่าต้องดูแลสุขภาพกัน มีการถามถึงลูกและหลานว่าอยู่กันอย่างไรบ้าง ตนก็บอกว่าทุกคนเป็นห่วงท่าน ส่วนอาการป่วยของท่านก็รักษากันไปแต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ท่านไม่ได้มีปัญหาสุขภาพมากมาย

ด้าน นายวิญญัติ กล่าวว่า บริเวณราชทัณฑ์มีน้ำท่วมขังแต่โรงนอนจะไม่ท่วม ซึ่งมีหลายพื้นที่ท่วมตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทางเรือนจำรีบระบายน้ำออก ส่วนท่านทักษิณสุขภาพก็ดีขึ้น ท่านพยายามจะดูแลตัวเอง โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายบ้าง และครอบครัวจะมาเยี่ยมอีกครั้งหนึ่งในวันพฤหัสบดีที่ 6 พ.ย.

ไม่สยบเขมร! กห.ย้ำไทม์ไลน์ถอนอาวุธหนัก เขมรต้องทำ4ข้อก่อนคุย18เชลย

ไม่สยบเขมร! กห.ย้ำไทม์ไลน์ถอนอาวุธหนัก เขมรต้องทำ4ข้อก่อนคุย18เชลย

ไม่สยบเขมร! กห.ย้ำไทม์ไลน์ถอนอาวุธหนัก เขมรต้องทำ4ข้อก่อนคุย18เชลย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่สยบเขมร! กห.ย้ำไทม์ไลน์ถอนอาวุธหนัก เขมรต้องทำ4ข้อก่อนคุย18เชลย

นายกฯติงอย่าใช้คำว่า เขมรขวางกู้ระเบิด รับเรื่อง “ถอนกำลัง-กู้ทุ่นระเบิด” ไม่ราบรื่น ยังต้องคุยกันต่อ ย้ำ 4 เงื่อนไขต้องได้รับการตอบสนองจากเขมร ถึงจะพิจารณาเรื่อง 18 เชลยทหารเขมร ปัดข่าวเขมรขนอาวุธหนักกลับชายแดนอีก วอนเชื่อมั่นทหารกองทัพรู้ว่าปกป้อง ปท.อย่างไร เหล่าทัพประสานเสียงยันไทยแค่ถอนอาวุธหนัก ไม่ได้ถอนกำลังพล อาวุธยิงระยะสั้นยังอยู่ ทบ.แจงยิบ 5 ข้อปมถอนอาวุธหนักชายแดน ขอปชช.อย่ากังวล ยันกองทัพย้ายอาวุธหนักมาทัน ถ้าเขมรเบี้ยวถอนอาวุธ เล็งใช้ AOT กดดันเขมรฉีกข้อตกลง กห.เผยไทม์ไลน์ถอนอาวุธหนัก-ถอนกำลังจบสิ้นปีนี้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีรายงานข่าวกัมพูชาขัดขวาง ไม่ให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนหรือ AOT เข้าสังเกตการณ์เก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ว่า อย่าเพิ่งไปใช้คำว่าขัดขวาง เขาประชุมกันตลอด ตนคุยกับพล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส.เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา( 3 พฤศจิกายน)ว่า ยังดำเนินการอยู่ เรื่องการถอนกำลังและเก็บกู้ทุ่นระเบิด ยังคุยกันต่อไป แม้อาจไม่ราบรื่น แต่เป้าหมายต้องชัดเจน ไม่ใช่ว่าขัดขวางแล้วฝ่ายไทยจะยอม เราก็ไม่ยอม

ย้ำเขมรต้องสนอง4ข้อก่อนคุยเรื่องเชลย

“ถ้าจะให้เรานำไปสู่สันติภาพและสันติสุข ยังคงย้ำเงื่อนไข 4 ข้ออยู่คือ ถอนอาวุธ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์และการแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิ์ ทั้ง 4 ข้อต้องได้รับการตอบสนอง ฝ่ายทหารและกองทัพของเราจึงดำเนินการเรื่องเชลยศึก การปักปันเขตแดนและคุยเรื่องอื่นต่อไป ยืนยันขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการของเขมร”นายกฯกล่าว

ปัดข่าวเขมรขนอาวุธหนักกลับชายแดน

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าเขมรขนอาวุธหนักกลับมาในพื้นที่ชายแดน นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ยืนยันว่าต่างฝ่ายต่างถอยออกไป ก่อนถามกลับผู้สื่อข่าวว่า ไปเอาข่าวนี้มาจากไหน ไม่มี เพราะข้อตกลงที่ทำไว้คือต่างคนต่างถอนอาวุธ ถ้าเข้ามาคือฉีกข้อตกลง จะถือว่าไม่มีข้อตกลงและสามารถทำตามที่เราเห็นว่าเหมาะสม

ถามว่ามีแนวคิดจะลงพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าจำเป็น หรือถึงจุดที่เราต้องไป เพื่อดูว่าทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งตนคุยกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ถามถึงกรณีประชาชนกังวลเรื่องการถอนอาวุธของไทย ที่อาจกลับไม่ทันหากเขมร ไม่ทำตามข้อตกลง นายอนุทินกล่าวว่า ถามผบ.ทสส.และพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ( ผบ.ทบ.) เขาต้องรู้ว่าเขาต้องปกป้องประเทศอย่างไร ขอให้เชื่อมั่นกองทัพ

นายกฯตั้งกก.ขับเคลื่อนแถลงร่วมไทย-เขมร

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมแถลงความคืบหน้าผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯเขมร (Joint Declaration) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (JBC และ GBC) โดยนายสิริพงศ์แถลงตอนหนึ่งว่า เดือนมีนาคม-เมษายน สถานการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ไม่ว่าเป็นการรุกล้ำของเขมร ทำให้ไทยไม่สบายใจ จนมีเหตุการณ์ยิงต่อสู้จากการรุกล้ำการขุดคูเล็ตของเขมร รวมถึงกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดเสียขา 3 ราย และมีระเบิดตกที่ปั๊มน้ำมัน มีประชาชนเสียชีวิต 8 คน เป็นการสูญเสียยิ่งใหญ่สำหรับคนไทย จากนั้นมีการตอบโต้ทำให้สูญเสียทหารไปนับ 10 ราย และบาดเจ็บ 666 คน จนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงของรักษาการนายกฯเวลานั้นกับรัฐบาลเขมรที่มาเลเซีย ที่เริ่มมีผู้สังเกตการณ์จากคนนอกเข้ามาคือ สหรัฐฯและมาเลเซีย ดังนั้น การดำเนินการใดๆที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-เขมร เป็นเรื่องที่สังคมโลกจับตามอง

“วันนี้มาถึงจุดที่เราต้องเดินหน้าหาทางออกกรณีพิพาทไทย-เขมรแล้ว โดยขั้นตอนยึดโยงมาจากข้อตกลงคือ แนวทางปฏิบัติต่อกันอย่างไร ระหว่างไทยเขมร ซึ่งเรายืนยันหนักแน่นใน 4 ข้อหลัก ทั้งนี้ ยืนยันประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยข้อเท็จจริง ทั้งนี้ นายกฯมีคำสั่งนายกฯเรื่อง จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงผลการพบปะหารือระหว่างนายกฯไทยและนายกฯเขมร ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 โดยคณะกรรมการชุดนี้มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน มีหน้าที่ติดตามประเมินผลดำเนินการของทั้งเขมรและไทย อำนวยการคณะสังเกตการณ์ให้การสังเกตการณ์เป็นไปอย่างปกติที่สุด”โฆษกรบ.กล่าว

บ.ไทยไม่สยบเขมร-เปิดด่านสิ่งสุดท้าย

และยืนยันว่า รัฐบาลมุ่งมั่นนำความสงบสุขกลับมาคืนคนไทยในประเทศนี้ โดยยึดหลักเราจะไม่เสียดินแดน และอธิปไตยแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียวตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ที่นายอนุทินมาเป็นนายกฯ เราไม่มีดินแดนไทยแผ่นไหน แม้แต่ 1 ตารางเซนติเมตรเสียให้เขมร ส่วนที่พูดถึงเรื่องเปิดด่านนั้น วันนี้ที่แถลงไม่มีการพูดเรื่องเปิดด่านเลย นโยบายรัฐบาลชัดเจนว่า ด่านชายแดนไทยเขมร จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลพิจารณาทำ หลังเขมรทำตามเงื่อนไขทั้งหมดที่เขมรให้คำมั่นไว้ในถ้อยแถลงเท่านั้น ฉะนั้น ขอให้ทุกคนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลไทยไม่ย่อหย่อนและไม่มีทางสยบยอมต่อกัมพูชาอย่างแน่นอน

โฆษกรัฐบาลยังยืนยันว่า การปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หนึ่งในข้อเรียกร้องที่เขมรขอมา กระบวนการเหล่านี้จะเริ่มต้นต่อเมื่อเขมรดำเนินการ 4 ข้ออย่างจริงจัง ฉะนั้น วันนี้อยู่ระหว่างประเมินว่าเขมรทำตามข้อตกลง 4 ข้ออย่างจริงจังหรือไม่ และแนวทางที่ใช้คือ สันติวิธี โดยการเจรจา ส่วนพื้นที่ปราสาทควาย ปราสาทคนา เนิน 677 และกรณีพิพาทที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ต้องคุยกันระดับทวิภาคี โดยไม่มีกรอบเวลา โดยเขมาต้องปฎิบัติใน 4 ประเด็นใหญ่ก่อน

ยันไทยถอนอาวุธหนัก-กำลังพลยังอยู่

ด้านพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงเพิ่มเติมว่า ประเด็นการถอนอาวุธหนักที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง เช่น จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ได้กำหนดการถอนกำลังและถอนอาวุธวันที่ 1-21 พฤศจิกายน ส่วนเฟสที่ 2 ถอนกำลัง อาวุธ ระบบปืนใหญ่ทุกประเภท ปืนทำลายล้างสูง ปืนใหญ่อัตตาจร กำหนดห้วงเวลาคือ 22 พฤศจิกายน-12 ธันวาคม ส่วนเฟสที่ 3 ถอนอาวุธที่เหลือ เช่น รถหุ้มเกาะ รถถัง กำหนดเวลาไว้ที่ 13-31 ธันวาคม คาดว่าจะถอนกำลังและอาวุธหนักทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ รวมเวลา 2 เดือน ส่วนข้อห่วงใยของประชาชนเรื่องการถอนอาวุธจะหมายถึงถอนทหารด้วยหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่าเป็นแค่ถอนอาวุธหนัก กองกำลังป้องกันชายแดนที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว ไม่ถอนกำลัง กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม เราไม่ถอนกำลังหมด

ฮึ่ม!ถ้าเขมรเบี้ยวใช้AOTกดดัน

ส่วนที่มีคำถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่ากัมพูชาถอนอาวุธหนักจริงหรือไม่ โฆษก กห.กล่าวว่า เรามีกลไกคณะผู้สังเกตการณ์จากผู้แทนสมาชิกอาเซียน หรือ AOT 8 ประเทศ มีหน้าที่รายงานหน่วยขึ้นตรงของเขา ถ้ามีปัญหา ไทยหรือเขมรจะรายงานหรือแจ้งไปที่ AOT เพื่อให้รายงานและสร้างแรงกดดันไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ยืนยันว่าเรามีกลไกตรวจสอบ ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งประชาชนจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ได้ตั้งชุดประสานงานร่วมเฉพาะกิจ (JCTF) ประสานงานในพื้นที่ เพื่อเข้าไปเก็บกู้ระเบิด โดยไทยเสนอพื้นที่นำร่อง 13 พื้นที่ในเรื่องกู้ระเบิด เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว ส่วนที่ถูกขัดขวางจากเขมรบ้าง แต่เรามีกลไกลเจรจาให้บรรลุข้อตกลงเก็บกู้ทุ่นระเบิด ยืนยันจะไม่มีกองกำลังของอาเซียนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ เป็นเพียงผู้แทนประเทศทางการทูตเท่านั้น

เร่งสำรวจหมุดเขตหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลสรุปการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ระหว่างไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาว่า เจบีซีเป็นกลไกทางเทคนิคในการสำรวจจัดทำหลักเขตแดน และประชุมสมัยวิสามัญเมื่อวันที่ 21-22 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่จ.จันทบุรี ผลประชุม แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลักได้แก่ 1.ซ่อมแซมและจัดทำหลักเขตแดน เปลี่ยนหรือทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่เสียหาย ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันแล้ว 2.เร่งการแก้ทีโออาร์ปี 2003 เพื่อนำเทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) มาใช้ทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ โดยเห็นชอบให้ทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ภายในสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 3.เห็นพ้องกระบวนการสำรวจและจัดทำหมุดชั่วคราวเร่งด่วน บริเวณหลักเขตแดน 42-47 ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ให้เข้าใจตรงกันชัดเจน และให้หน่วยงานท้องถิ่นบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องรับรองที่ดินบริเวณดังกล่าว ช่วยลดการกระทบกระทั่งรูปแบบต่างๆ

ส่วนการสำรวจและทำหมุดชั่วคราวนั้น เขมรกำลังพิจารณาร่างคำแนะนำทางเทคนิค (Technical instructions) สำหรับการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวบริเวณเร่งด่วน ซึ่งไทยรอคำตอบอยู่ กำหนดไว้ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน จากนั้นจะเริ่มสำรวจวางหมุดชั่วคราวภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน แผนงานคร่าวๆคือ เริ่มจากหลักเขตแดน 42-43 แล้ว ตามด้วยหลักเขตแดน 46-47 และ 43-46 ตามลำดับ เมื่อทั้งสองฝ่ายดำเนินการแล้วต้องนำผลสำรวจเสนอรัฐบาลแต่ละฝ่าย ขอความเห็นชอบ เพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสมต่อการปรับการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่าย ยืนยันว่าการวางหมุดชั่วคราว เพื่อสำรวจเท่านั้น ไม่กระทบต่อสิทธิ์ของไทยและเขมรเรื่องเขตแดน ตามกฏหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการตกลงกันว่า ให้ประชุมเจบีซีอีกครั้ง เพื่อติดตามการเรื่องดังกล่าวของทั้งสองฝ่าย โดยจะจัดขึ้นต้นเดือนมกราคม

ทบ.ย้ำถอนอาวุธหนักอาวุธยิงระยะสั้นยังอยู่

ขณะที่พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงชี้แจงถึงการถอนอาวุธ ที่เป็นอาวุธยิงระยะไกลออกจากพื้นที่ชายแดนก่อนว่า เพราะเป็นอาวุธที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพย์ของคนไทย ส่วนข้อกังวลของประชาชนในการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ออกจากพื้นที่ชายแดน ถ้าเกิดเหตุไม่สงบจะป้องกันชายแดนได้หรือไม่ว่า กำลังทหารตามแนวชายแดนยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ถอนอาวุธและระบบยิงบางส่วนเท่านั้น อาวุธยิงสนับสนุนในระยะใกล้ที่ใช้ปกป้องอธิปไตยของแต่ละหน่วยยังมีอยู่ เรื่องนี้แจ้งชาวบ้านทราบแล้ว ไม่ได้ตื่นตระหนก และเชื่อมั่นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้ไปไหน เปลี่ยนแค่หน่วยที่อยู่ระยะหลังจากหน้าแนวชายแดนเท่านั้น

ลั่นต้องจริงใจทำ4ข้อก่อนคุยปล่อย18เชลย

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดูแลเชลยทหารเขมร 18 คนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ พล.ต.วินธัยยืนยันว่า การดูแลเป็นไปตามมาตรฐานสากล องค์กรที่ดูแลคือ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมเป็นประจำ เรื่องนี้ไม่มีเสียงสะท้อนอะไรที่น่ากังวล ส่วนที่เขมรพยายามกดดันให้ปล่อยตัวทหาร 18 คนนั้น เงื่อนไขยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตาม 4 ข้อที่ให้ไว้ หากแสดงออกถึงความตั้งใจ จริงใจ ทำให้ระดับการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันลดลง ถือว่าเข้าเงื่อนไข สามารถทำได้ และช่วงนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยืนยันทุกสิ่งที่ไทยดำเนินการเรื่องนี้อยู่ในมาตรฐานและกติกาสากล

ทบ.แจงยิบ5ข้อถอนอาวุธหนัก

ก่อนหน้านี้ ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรีวินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงข้อกังวลเรื่องถอนอาวุธหนักจากพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร หากเขมรไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันว่า1. ถอนเฉพาะอาวุธหนัก 3 กลุ่ม ที่อาจส่งผลต่อประชาชน ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร มีส่วนอื่นยังอยู่ 2.ในส่วนความคุ้มครองด้วยอาวุธสนับสนุนระยะไกล เพื่อปกป้องประชาชน กรณีมีเหตุฉุกเฉิน ยังมีกลไกเสริมหลายวิธีที่ปฏิบัติได้ 3.ทางทหารระยะทางเพื่อเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักเข้าพื้นที่ เพื่อปฏิบัติภารกิจ อาจมีผลบ้าง แต่ยังมีองค์ประกอบสนับสนุนอื่นที่นำมาชดเชยได้ อยู่ที่วิธีบริหารจัดการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน 4. ถึงอาวุธบางส่วนถูกปรับออกจากพื้นที่หน้าแนว แต่ยังมีกองกำลังป้องกันชายแดนประจำอยู่ ทำหน้าที่เฝ้าระวัง รักษาปกป้องอธิปไตยตามปกติ 5.ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นกองทัพบกในการทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ชาติ

กกล.บูรพาลุยกุ้ระเบิด-เจอเพิ่ม1ทุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าภารกิจปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-เขมรที่ จ.สระแก้ว ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา (กกล.) ยังเดินหน้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ตามแผนเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงต้องสงสัย เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนมีที่ทำกิน ล่าสุด บ.หนองหญ้าแก้ว ฉก.12 โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ร่วมกับ TMAC หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 จัดชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดสำรวจสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ E เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ตุลาคม ปัจจุบันพื้นที่ปฏิบัติการสะสม 18,905 ตร.ม. คิดเป็น 9.20 % จากพื้นที่ 205,405 ตร.ม. และยังไม่มีรายงานตรวจพบทุ่นระเบิด ส่วนในพื้นที่บ้านหนองจาน เริ่มเมื่อ 30 ตุลาคมสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่ A ไปแล้ว 11,219 ตร.ม. คิดเป็น 35.06 % (จากพื้นที่ 32,000 ตร.ม.) และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น (30 ต.ค.68) ก่อนประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คืนพื้นที่ให้ประชาชนมีที่ทำกิน

นอกจากนี้ กกล.บูรพา ยังดำเนินการสร้างหลุมหลบภัยและบังเกอร์ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์”กองทัพบก ในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ปัจจุบันดำเนินการตามแผนเร่งด่วน เป็นหลุมภัยประชาชน 3 จุด และบังเกอร์ 10 จุด คืบหน้าแล้วกว่า 40 % และตามแผนเร่งด่วนที่ 2 คือ สร้างหลุมหลบภัยประชาชน 3 หลุมและบังเกอร์ 62 จุด คืบหน้าประมาณ 6%

หวั่นถูกตราหน้าไร้ผลงานปราบสแกมเมอร์ ‘อนทิน’รับกดดัน กลัวนานาชาติคว่ำบาตร

หวั่นถูกตราหน้าไร้ผลงานปราบสแกมเมอร์ ‘อนทิน’รับกดดัน กลัวนานาชาติคว่ำบาตร

หวั่นถูกตราหน้าไร้ผลงานปราบสแกมเมอร์ ‘อนทิน’รับกดดัน กลัวนานาชาติคว่ำบาตร

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หวั่นถูกตราหน้าไร้ผลงานปราบสแกมเมอร์  ‘อนทิน’รับกดดัน กลัวนานาชาติคว่ำบาตร ชี้ทำงานแต่พูดหมดไม่ได้ ปปง.เช็คบิล8แสนบัญชีม้า

นายกฯมอบนโยบาย ปปง.ชี้สังคมสนใจภารกิจปราบสแกมเมอร์ บอกเงินเทาฟอกยังไงก็เทา ลั่นหากไม่เฉียบขาด โดนประชาชนตราหน้าว่าไม่มีผลงาน และนานาชาติใช้มาตรการคว่ำบาตร ยันเดินหน้าทำงานตลอด แต่เรื่องแบบนี้เผยไต๋หมดไม่ได้ เผย 4 หน่วยงานจ่อ ทำ MOU จับมือลุยแก้ปัญหาฟอกเงิน ด้าน “ประธาน ปปง.” แจงผลงานรอบปี ยึดทรัพย์ 2.9 หมื่นล้านบาท จัดการแล้ว 8 แสนบัญชีม้า ขอให้นายกฯ สนับสนุนระบบเอไอและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ปราบปรามอาชญากรรม

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม 1201 ชั้น 12 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธาน ปปง. เข้าร่วม

โดยนายฉัตรชัย กล่าวถึงแผนงานสําคัญของ ปปง.ว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ปปง. ดําเนินการยึดทรัพย์ 2.9 หมื่นล้านบาท และดําเนินคดีอาญา 160 คดี ในส่วนที่เกี่ยวกับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง หรือบัญชีม้า ได้ดําเนินการไปแล้ว 8 แสนกว่าบัญชี ทําให้มีวงเงินที่ได้จากการกระทําความผิด ค้างอยู่ในบัญชี 3 พันกว่าล้านบาท ในส่วนนี้จะนําไปสู่กระบวนการคืนให้กับผู้เสียหายตามขั้นตอนต่อไป

ขอนายกฯสนับสนุนเอไอสู้อาชญากรรม

นอกจากนี้ สิ่งที่อยากจะขอสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการทํางานของปปง.เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะ 2 ฉบับ คือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุน ทางการเงินแก่การก่อการ และการแพร่ ขยายอาวุธที่มีอนุภาพทําลายล้างสูง ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายไทย

นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่าขณะเดียวกันเราก็ต้องปฏิบัติตามกฎสากล ที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีการประเมินการปฏิบัติ และส่งผลต่อการแซงชั่นกรณีที่เราไม่ปฏิบัติตาม อีกประเด็นสําคัญที่อยากได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขณะนี้การดําเนินการตรวจติดตาม ระบบยังไม่เท่าทันกับมิจฉาชีพ และเมื่อมีระบบเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไป หรือวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น การรายงานทางธุรกรรมหลายประเภท หลายประเภทควรต้องมีระบบเอไอ และ เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เพราะปปง.ต้องเป็นหน่วยงานกลาง ที่เป็นฐานข้อมูลรองรับธุรกรรมทุกประเภท

“อนุทิน”รับกดดันปมปราบสแกมเมอร์

ด้านนายอนุทิน กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้ก็ต้องขอบคุณที่ท่านได้เชิญให้ตนได้มาเยี่ยมสถานที่แห่งนี้ เพราะตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งก็ได้มีโอกาสพบกับประธานปปง.และเลขาปปง. 2-3 ครั้ง ก็ได้ถามถึงภารกิจต่างๆ ซึ่งท่านก็มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาลก็เลยได้มีการพูดคุยกันว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาพบกันและดูการดำเนินงานของปปง. ซึ่งความเข้าใจตอนแรกตนคิดว่าสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตนจึงไม่ได้สั่งการใดๆโดยตรงแต่หลังจากเข้ามาสังคายนาระบบภายในทำเนียบรัฐบาล ก็ทราบมาว่าปปง.เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับนายกฯ ซึ่งความจริงงานของท่านก็มีความสำคัญมาก

แต่ว่าช่วงนี้ภารกิจงานของปปง.ได้รับการสนใจ และเป็นที่สนใจของประชาชนและสังคมมากเป็นพิเศษ

เพราะช่วงนี้ไม่มีอะไรดังไปกว่าสแกมเมอร์เรื่องอาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งในธุรกรรมต่างๆของมิจฉาชีพและธุรกิจประเภทนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้กับภารกิจงานของปปง.เพราะทุกอย่างต้องฟอกเงิน เงินที่ไม่สะอาดเป็นเงินที่ไม่ไม่ใช่เทา แต่เป็นเงินดำ แต่ฟอกยังไงก็ยังเป็นดำ

“เพราะฉะนั้น ผมในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานปปง.ก็ต้องยอมรับว่ามีความกดดัน และได้รับความกดดันจากประชาชน และสังคมตลอดจนประชาคมนานาชาติสูงมาก ในเรื่องของการเกิดปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสแกมเมอร์เหล่านี้ ยิ่งถ้าเราดำเนินการไม่เฉียบขาดไม่เต็มที่ มันไม่ใช่เฉพาะว่าเราจะถูกตราหน้าว่าเราไม่มีผลงาน แต่สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือการแซงชั่น(มาตรการลงโทษ) และถูกกีดกันจากนานาชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราเป็นข้าราชการมีเงินเดือน เกษียณอายุยังมีเงินบำนาญมีกินมีใช้” นายอนุทิน กล่าว

กำชับปปง,ดำเนินการอย่างเต็มที่

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะกรรมการ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ปปง.ว่าวันนี้ ไม่ได้เป็นการมอบนโยบาย เพราะได้มอบนโยบายไปนานแล้ว แต่มาติดตามความคืบหน้า และสอบถามถึงความต้องการว่าอยากให้รัฐบาลสนับสนุนอะไรบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในในยุคที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ถูกบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ ก็จะต้องดำเนินการให้การสนับสนุน ปปง. อย่างเต็มที่

ส่วนมีการกำชับปปง. ให้ดำเนินการอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้นหรือไม่เพราะถูกจับตา และมีความกังวลว่าอาจจะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการพูดเรื่องนี้ในที่ประชุม เพราะไม่ใช่เฉพาะเรื่องภายในประเทศ หากไม่มีการสร้างความมั่นใจเรื่องการปราบปรามผู้กระทำผิดโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน ก็จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นผลดี และจะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก ดังนััน ปปง. ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ที่จะไม่ให้มีเงินดำเงินเทาเข้ามาอยู่ในระบบการเงินของประเทศไทย

4หน่วยงานเตรียมทำMOUฟันฟอกเงิน

ส่วนที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกฯ เร่งจัดการเรื่องสแกมเมอร์นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า นายกฯไม่ต้องจัดการ เพราะเรามีปปง. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะดำเนินการ และหากตรงไหนเข้าข่าย และมีพฤติกรรมฟอกเงิน ก็มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จะดำเนินการซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว และจากการหารือในที่ประชุม ประธาน ปปง.คนปัจจุบัน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ก็เป็นอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านได้นำเสนอ ว่าจะเร่งทำบันทึกความร่วมมือ โดยมี 4 หน่วยงานหลักคือ ปปง. กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และดีเอสไอ มาทำข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน เพื่อปราบปรามการฟอกเงิน การใช้ระบบปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและเรื่องสแกมเมอร์ทั้งหลาย เพราะเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ โดยจะลงไปถึงระดับปฏิบัติ คือผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

ชี้หากพูดทั้งหมดเท่ากับแบไต๋

เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ แก้ปัญหาสแกมเมอร์ นายกฯ กล่าวว่า เรารีบอยู่แล้ว ขณะนี้สามารถอายัดวงเงินได้ 2 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว และมีการทยอยฟ้อง บางทีเรื่องพวกนี้ พูดไม่ได้ คนก็เลยนึกว่าไม่ได้ทำอะไร แต่ของพวกนี้ต้องใช้การข่าว ต้องไปสืบสวน เจาะลึกลงรายละเอียด หากมีหลักฐานครบถ้วนก็ดำเนินการทันที ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ ปปง. แต่ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็รายงานทุกวัน ถึงการอายัดทรัพย์ผู้กระทำผิด รวมถึงเรื่องยาเสพติด บ่อนการพนัน ค้ามนุษย์ ทั้งหมดมีการดำเนินการ แต่ของพวกนี้หากพูดทั้งหมดก็เท่ากับว่าเผยไต๋ แบบนั้นไม่ได้ เรื่องพวกนี้ต้องมีวิธีการมีเครื่องมือ และเทคโนโลยี ที่ต้องนำหน้าผู้กระทำผิด เราเป็นรัฐเราต้องเหนือกว่า ต้องควบคุมทุกอย่าง

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานหรือไม่ว่าขณะนี้แก๊งสแกมเมอร์มีการมาตั้งฐานในประเทศไทยมากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ตนก็พูดแล้วว่าอย่าไปสนใจฝ่ายตรงข้ามหรือนอกบ้านมาก ตนยังบอกเลยว่าหากพาเลขาฯ ปปง. ไปเดินจะพบกับรังสีอำมหิตแน่นอน จะรู้ได้ทันทีว่ามีอะไรที่ไม่ถูกต้องก็ให้ไปดำเนินการตรงนั้น ซึ่งตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทราบหมด ตนก็แค่บอกว่าให้เร่งดำเนินการ เพราะเป็นที่สนใจของประชาชน และเราถูกกดดันจากประชาคมโลกด้วย ซึ่งจากที่ตนไปประชุมอาเซียนซัมมิท และประชุมเอเปค กลับมาก็มีเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีที่ ปปง. ขอให้ช่วยสนับสนุนระบบเอไอเข้ามาในการทำงานนั้น นายกฯ กล่าวว่า ก็ขอให้นำเสนอขึ้นมา เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หากเสนอขึ้นมาและต้องใช้งบกลางก็ต้องใช้

ตากปิดยอดจับต่างชาติจากเคเคปาร์ค

พ.อ.ชนกานต์ แสงศร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ผบ.ฉก.ราชมนู) กองกำลังนเรศวร (กกล.นเรศวร )เปิดเผยว่า ฉก.ราชมนู ได้รับการประสานจาก ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก (ตม.จ.ตาก) เกี่ยวกับการดำเนินการกับบุคคลชาวต่างชาติ/ต่างด้าว ณ สำนักงานฯ สะพานมิตรภาพไทย -เมียนมา แห่งที่ 2 ว่าทาง ตม.จ.ตาก ขอปิดยอดบุคคลชาวต่างชาติ สัญชาติต่างๆ ที่อพยพข้ามมาจากโครงการเคเคปาร์ค( KK Park) ในยอดจำนวน 1,598 คน (ชาย 1,333 คน ,หญิง265 คน ) ในวันที่ 3 พ.ย. 68 เวลา 07.00 น.

สำหรับการจับกุมชาวต่างชาติ/ต่างด้าว หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตั้งแต่ 2 พ.ย.68 ให้ส่งตัวดำเนินคดีตามสถานีตำรวจในท้องที่ ตามขั้นตอนปกติ ส่วนการดำเนินคดีผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ให้ส่งดำเนินคดีใน 5 พื้นที่อำเภอชายแดน จังหวัดตาก ประกอบด้วย สภ.ท่าสองยาง สภ.แม่ระมาด สภ.แม่สอด สภ.พบพระ และสภ.อุ้มผาง

รวบ9ชาวจีนคาดเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สายตรวจ สภ.ไม้รูด สนธิกำลังตรวจคนเข้าเมืองตราด สอบตรวจรีสอร์ตแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด หลังพบความเคลื่อนไหวต้องสงสัย พบชาวจีน 9 คน พักอยู่ภายในห้อง พร้อมโทรศัพท์มือถือ 48 เครื่อง

เบื้องต้นพบว่ามีชายชาวไทยขับรถมาเปิดห้องไว้ก่อน จากนั้นมีรถตู้พาชาวจีนกลุ่มนี้เข้ามาพักในช่วงเย็นวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนหลบหาย ติดต่อไม่ได้ ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนชาวจีนทั้งหมด โดยใช้ล่ามภาษาจีนช่วยแปล ซึ่งให้การไม่ตรงกัน บางคนอ้างเข้ามาทางทะเล บางคนบอกมาทางช่องธรรมชาติ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ผมถือเป็นคติมาตลอด ว่าคำเตือนมีค่ากว่าคำชม แต่คำเตือนต้องเป็นคำเตือนที่สุภาพ ไม่ใช่ด่าทอกัน เพราะการด่าทอเป็นการผิดศีลข้อสี่ เป็นมุสาวาส”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย

ครม.ศก.ไฟเขียว ซื้อหนี้ต่ำกว่าแสนบ./เฟสแรก2.36ล้านบช.

ครม.ศก.ไฟเขียว ซื้อหนี้ต่ำกว่าแสนบ./เฟสแรก2.36ล้านบช.

ครม.ศก.ไฟเขียว ซื้อหนี้ต่ำกว่าแสนบ./เฟสแรก2.36ล้านบช.

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.ศก.ไฟเขียว ซื้อหนี้ต่ำกว่าแสนบ./เฟสแรก2.36ล้านบช. มูลค่ากว่า1.22แสนล้านบ. เตรียมดันเข้าครม.11พ.ย.นี้

นายกฯ ถกครม.เศรษฐกิจ ปลื้ม “คนละครึ่งพลัส” ประชาชนตอบรับดี ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ จี้มท.-ผู้ว่าฯช่วยคนตกหล่น เข้าเฟส 2 โอดลงพื้นที่แล้วชาวบ้านยังบ่นราคาพืชผลการเกษตร กำชับกระทรวงเกษตรฯบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาเร่งด่วน ‘เอกนิติ’เผยครม.เศรษฐกิจเคาะแก้หนี้ต่ำแสน3.4ล้านราย มูลค่ารวมกว่า1.22แสนล้านบาท ผ่าน 2โมเดล‘AMC-แบงก์รัฐ’ ประเดิมซื้อหนี้รายย่อย เฟสแรก 2.36ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท ชงครม.คิกออฟ 11 พฤศจิกายนนี้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568

โดยนายกฯ กล่าวในช่วงต้นการประชุม ว่าจากการไปประชุมอาเซียนฯ ที่ประเทศมาเลเซีย และประชุมเอเปก ที่ประเทศเกาหลีใต้ พวกเราได้ใช้โอกาสดังกล่าวนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจรัฐบาล ให้ประเทศต่างๆ ทั้งในเวทีระดับผู้นำประเทศ และผู้นำเอกชน ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ขยายการลงทุน เปิดตลาดใหม่ แนะนำประเทศไทยให้เขาได้รู้จัก เพื่อสร้างโอกาสการลงทุน และลดการกีดกันทางการค้า ซึ่งไทยได้รับการตอบรับอย่างดี และมีเรื่องที่ต้องสานต่อมากมาย และเราได้บอกเขาว่ารัฐบาลชุดนี้ เดินหน้าเศรษฐกิจดำเนินนโยบาย Quick Big Win เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเทศต่างๆ ที่ได้พบ ถือเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ระดับที่น่าเชื่อถือ และเขามองเห็นไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสและศักยภาพ เมื่อเราได้มีบทบาทของเราในเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้ ก็นำสิ่งที่หารือมาปฏิบัติ มาแก้ไขปัญหา เพื่อทำให้เขาเกิดความสะดวก มั่นใจ ในการมาทำธุรกิจ การลงทุน และมาท่องเที่ยวในไทย เราคงจะฟื้นตัวในเรื่องของภาคเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ตนและกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือในระดับผู้นำกับหลายประเทศ ทั้งการขยายตลาด การขายพืชผลการเกษตร และคุยผู้นำในกลุ่มต่างๆ เช่น เรื่องการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ที่ต้องทำให้เรียบร้อย

นายกฯ กล่าวต่อว่าสัปดาห์ที่แล้วต้องขอบคุณนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ที่เริ่มดำเนินนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ทำให้เกิดความรู้สึกมีกำลังใจที่ดีกับประชาชน เราลงไปพื้นที่ไหนก็ได้รับเสียงว่าเขามีความสุข และเขามีความเต็มใจ ดีใจที่ได้ใช้เงินคนละครึ่งพลัส ตนรู้สึกว่าเป็นการสร้างความคึกคักขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจ ดูจากตัวเลขแล้วมีการใช้กันมากพอสมควร รวมกับของภาครัฐที่ผสมเข้าไปหนึ่งเท่า ทำให้ระบบหมุนเวียนของเม็ดเงินกระจายไปทั่วประเทศ

“มีเรื่องที่ต้องฝากคณะทำงานหน่อย หลังจากที่ได้พบกับหลายท่าน มีเรื่องที่ต้องเห็นใจและแก้ไข ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเขา คือเข้าไม่ได้เข้าไม่ถึง ซึ่งต้องนำกลับมาเป็นหลักในการดำเนินการของเรา และคนที่มีความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร เข้าใจเรื่องเทเลแบงค์กิ้ง หรือธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์ เขาจะเข้าถึงก่อน แต่ยังมีประชาชนอีกหลายคนที่เป็นกลุ่มชายขอบ หรือกลุ่มเปราะบาง เขายังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ซึ่งต้องให้ความช่วยเหลือ ถ้าเป็นผมคงใจเสียเหมือนกันที่เข้าไม่ได้ ดังนั้นเราต้องรวมกลุ่มที่พลาดในครั้งแรกกลับมาในเฟส 2 โดยเฟส 2 จะเน้นกลุ่มเหล่านี้กลับเข้ามา ให้ได้รับการดูแลจากรัฐบาลให้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าวและว่า ต้องฝาก รมช.มหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือผู้ว่าฯ ลงไปถึงระดับนายอำเภอ ช่วยแนะนำประชาชนให้สามารถใช้สิทธิได้

นายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าชุมชน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ต้องขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่พิจารณาแผนงานเหล่านี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม ขอให้เร่งดำเนินการต่อไป และยังมีผลงานอื่นอีกมาก ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเรื่องพืชผลทางการเกษตร ต้องฝากกระทรวงเกษตรฯ ไปที่ไหนยังโดนชาวบ้านบ่นเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร ตอนนี้โดนหนักเรื่องราคามันสำปะหลัง ต้องหาวิธีการ ทุกกระทรวงต้องบูรณาการและร่วมมือกัน นายเอกนิติ ก็พิจารณาแผนงานนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ในกลไกสนับสนุนการค้า การแก้ปัญหาของประชาชน และกระทรวงการคลัง ถือเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาล

ต่อมา นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เห็นชอบโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์(AMC)เริ่มเฟสแรก ครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลูกรวมทั้งลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ(SFIs) รวม 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท โดยจะรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบต่อไป ในวันที่ 11 พฤศจิกายน นี้

ส่วนในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-banksตามหลักการเดียวกัน  เพื่อให้นโยบายการแก้ปัญหาหนี้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายทั้งหมด ที่มีภาระหนี้ NPLsซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกันกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน100,000บาทต่อราย ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 จำนวน 3.4ล้านราย หรือ 4.76ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้กว่า 122,000 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินการในเฟสแรก แยกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 เป็นการดำเนินการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้ โดย AMCลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์ ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ และลูกหนี้ SFIs จำนวน 1.56ล้านบัญชี เป็นจำนวนลูกหนี้ทั้งหมด 1.25 ล้านคน คิดเป็นภาระหนี้กว่า 43,600 ล้านบาท โดยจะโอนหนี้ไปให้กับ AMC ทั้ง บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC)

โดยให้AMCนำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรนและเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 การช่วยเหลือเพิ่มเติมโดย SFIs ดำเนินการเอง มีจำนวน 790,000 บัญชี เป็นจำนวนลูกหนี้ทั้งหมด 700,000 คน คิดเป็นภาระหนี้กว่า 18,800 ล้านบาท โดย SFIs จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคารเพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ SFIs เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว  ดังนั้น SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น

“กลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนจำนวนมากมีภาระหนี้ที่หนัก ผ่อนชำระไม่ไหว รัฐบาลจึงต้องการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน โดยแนวทางการช่วยเหลือจะโอนหนี้ทั้งหลายให้ไปอยู่กับ AMC 2 กลุ่ม ทั้ง SAM และ Ari-AMC เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรน เช่น ลดภาระ ผ่อนชำระ การปิดหนี้ และจะบริหารจัดการหนี้แบบรวมศูนย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกที่มีประวัติการชำระที่ดีมีโอกาสกลับเข้าถึงเชื่อในระบบได้มากขึ้น” นายเอกนิติ ระบุ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจวันนี้ ได้อนุมัติในหลักการแล้วส่วนในรายละเอียดต่อไปทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือหรือ MOU กับทางธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินต่างๆต่อไป

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของจำนวนบัญชี NPL ทั้งหมด โดยมีมากถึง 4.76 ล้านบัญชี โดยจะเริ่มเป็นเฟสแรก ก่อน 1.9 ล้านบัญชี ซึ่งจะโอนเข้ามาใน SAM  และ Ari-AMC โดยจะโอนหนี้เฉพาะที่เป็น NPL วันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขหนี้อย่างผ่อนปรน และกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งจะเป็นมาตรการเพียงครั้งเดียว เพื่อป้องกันการเสียวินัยทางการเงินในอนาคต และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ต่อไป

“เฟสแรก 1.9 ล้านราย มีมูลหนี้ประมาณ 44,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินที่ใช้จะไม่ใช้เงินของคลังหรือเงินงบประมาณ แต่จะใช้แหล่งเงินจากเงินที่เหลือของโครงการคุณสู้เราช่วย ซึ่งมาจากการส่วนลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ตั้งแต่ต้นปี จาก 0.46% เหลือ 0.23% โดยส่วนที่ลดลงมาได้ถูกตั้งไว้ในบัญชีและนำมาใช้ในโครงการนี้ ส่วนราคาที่ซื้อมา จะใช้ราคาประมาณการ และเป็นราคาที่ตกลงกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ โดยจะมีโครงสร้างการแบ่งปันการเรียกเก็บเงินในอนาคต แต่ตัวเลขราคาที่ใช้ยังขอสงวนไม่เปิดเผยแต่อยู่ในมาตรฐาน” นายวิทัย กล่าว

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง  กล่าวว่า ลูกหนี้ที่โอนเข้ามาใน AMC นี้จะได้รับรหัสพิเศษ (รหัส 16) ในเครดิตบูโร ซึ่งเป็นรหัสที่ไม่จำเป็นต้องรอให้มีประวัติการเงินที่ดีครบ 3 ปีในการขอสินเชื่อใหม่ หากลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ใหม่ได้ดี ตั้งแต่ 1-6 เดือน สถาบันการเงินสามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทันที

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของเฟส 2 จะครอบคลุมกลุ่ม Non-Bank ที่ไม่ได้อยู่ในระบบกลุ่มลูกของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในระยะถัดไป

กห.-จุฬาฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการ-เสริมศักยภาพความมั่นคงชาติ

กห.-จุฬาฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการ-เสริมศักยภาพความมั่นคงชาติ

กห.-จุฬาฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการ-เสริมศักยภาพความมั่นคงชาติ

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.59 น.

กระทรวงกลาโหม – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาการศึกษา วิจัย และเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามใน “บันทึกแสดงความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาด้านการศึกษา การวิจัย การพัฒนาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ของบุคลากรและกำลังพลของกระทรวงกลาโหม กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ได้แก่ พลเอก ธราพงษ์  มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เสนาธิการทหาร, เสนาธิการกองทัพบก, เสนาธิการกองทัพเรือ และเสนาธิการกองทัพอากาศ ร่วมลงนามในฐานะพยาน

การลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสองหน่วยงาน โดยมุ่งเน้น
1. การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงของชาติ
2. การส่งเสริมการบริหารจัดการด้านความมั่นคง และการป้องกันประเทศ
3. การพัฒนาบุคลากรและกำลังพลของทั้งสองหน่วยงาน ทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติการ
4. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์
5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและทรัพยากรทางการศึกษา สื่อการสอน และการใช้ประโยชน์จากห้องสมุด
6. การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ ระบบทหารกองประจำการแบบสมัครใจ พร้อมส่งเสริมการศึกษาควบคู่กับการฝึกอบรมของกองทัพ

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการ ระหว่างภาครัฐและสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิชาการของกำลังพล และพัฒนาองค์ความรู้ด้านความมั่นคง ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ จึงนับเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร การวิจัยและนวัตกรรม  ตลอดจนการพัฒนากำลังคนด้านความมั่นคงของชาติ ให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต อย่างยั่งยืน