‘แม่ทัพกุ้ง’ของดแชร์เฟกนิวส์คลิป-ข้อความ ‘รัฐบาลหาใหม่ได้ แต่แผ่นดินหาใหม่ไม่ได้’

'แม่ทัพกุ้ง'ของดแชร์เฟกนิวส์คลิป-ข้อความ 'รัฐบาลหาใหม่ได้ แต่แผ่นดินหาใหม่ไม่ได้'

‘แม่ทัพกุ้ง’ของดแชร์เฟกนิวส์คลิป-ข้อความ ‘รัฐบาลหาใหม่ได้ แต่แผ่นดินหาใหม่ไม่ได้’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.43 น.

‘แม่ทัพกุ้ง’ของดแชร์เฟกนิวส์คลิป-ข้อความ ‘รัฐบาลหาใหม่ได้ แต่แผ่นดินหาใหม่ไม่ได้’ ยันไม่เคยพูด-ให้สัมภาษณ์ในเวทีใด ด้วยข้อความดังกล่าว

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ชี้แจง กรณีที่มีการแชร์ภาพคลิปลงในโซเชียลมีเดีย TikTok พร้อมข้อความ “รัฐบาลเราหาใหม่ได้ แต่แผ่นดินเราหาใหม่ไม่ได้” ว่า ยืนยันตนไม่เคยไปพูดหรือไปบรรยาย ด้วยข้อความหรือสื่อความหมายไปในทำนองดังกล่าว แม้แต่กับสื่อมวลชน ตนก็ไม่เคยให้สัมภาษณ์อะไรแบบนี้ มีแต่ขอให้คนในชาติมีความรักความสามัคคี ความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ 

“ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อข่าวปลอมดังกล่าว และขอความร่วมมืออย่าเผยแพร่หรือส่งต่อข้อความลักษณะดังกล่าว ซึ่งจะก่อให้เกิดความแตกแยกกัน ประเทศไทยเราต้องการความรักความสามัคคี ของคนในชาติ” พล.ท.บุญสิน กล่าว 

‘ภราดร’ประชุมติดตามงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ภราดร'ประชุมติดตามงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ภราดร’ประชุมติดตามงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.03 น.

‘ภราดร’ประชุมศปพ.ติดตามความพร้อมอำนวยความสะดวกปชช.ร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสานศธ.เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมเป็นจิตอาสาบริการประชาชน 

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมศูนย์ประสานงานการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม 109 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ในการนี้ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมด้วย 
 
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์ประสานงานการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงและตอบคำถามเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติในงานพระราชพิธีฯ รวมทั้งรายงานผลดำเนินการของคณะทำงานขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์ประสานงานการจัดงานพระราชพิธีฯ เสนอคณะกรรมการศูนย์ประสานงานการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รับทราบหรือพิจารณา และปฏิบัติงานอื่นตามที่ศูนย์ประสานงานการจัดงานพระราชพิธีฯ มอบหมาย

สำหรับความคืบหน้าการเตรียมการดูแลอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ดังนี้ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และสถานที่สำหรับจอดรถ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ส่วนราชการ ได้แก่ ลานจอดรถบริเวณสนามหลวง ลานคนเมือง และลานจอดรถราชนาวีสโมสร 2. ส่วนของเอกชน ได้แก่ บริเวณโดยรอบของสนามหลวง และที่จอดรถบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า ซึ่งได้ประมาณการไว้ ประมาณ 3,000 คัน เพื่อรองรับการจอดรถของประชาชนที่เข้าร่วมงาน

การประสานส่วนราชการ ภาคเอกชน และหน่วยงานต่าง ๆ ในการเป็นศูนย์รับบริจาคอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งของสำหรับบริการประชาชน โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ประสานเครือข่ายส่วนราชการและภาคเอกชน และส่งต่อให้กรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินการแจกจ่ายให้แก่ประชาชน ณ จุดบริการประชาชนต่อไป

การจัดจิตอาสาดูแลประชาชน โดยสำนักงานจิตอาสาภาครัฐ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมการจัดจิตอาสา 904 และจิตอาสาพระราชทาน โดยประสานเชิญชวนจิตอาสา ทั้ง 2 ส่วน สมัครเข้าร่วมเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ปฏิบัติงานสนับสนุนในเรื่องของการบริการประชาชน การอำนวยความสะดวกและการดูแลความเรียบร้อยทั่วไป รวมทั้งขอความร่วมมือจิตอาสาหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ในการปฏิบัติงาน 

ทั้งนี้ สำนักงานจิตอาสาภาครัฐ สำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานจิตอาสาภาครัฐเข้าร่วมดูแลประชาชน โดยได้ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ ประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นจิตอาสาบริการประชาชน 

การเดินทางของประชาชน กระทรวงคมนาคมได้จัดทำแผนการเตรียมการรองรับการจัดงานพระราชพิธีฯ ประกอบด้วย ด้านการขนส่งทางบก ด้านการขนส่งทางราง ด้านการขนส่งทางน้ำ ด้านการขนส่งทางอากาศ

ทั้งนี้ หากส่วนราชการ หน่วยงานเอกชน และประชาชนมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติหรือการเดินทางมาร่วมพระราชพิธีฯ สามารถติดต่อศูนย์ประสานงานการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ศปพ.) ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานกลางของรัฐบาล เพื่ออำนวยความสะดวกและประสานงานกับทุกภาคส่วน  โดยศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่ที่เรือนพอเพียง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 06 2201 7232 และสายด่วน 1111 รวมทั้งกล่องข้อความเฟซบุ๊ก “สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี” facebook.com/OPM.Society

‘อัสสัมชัญ’ แปรอักษร รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

'อัสสัมชัญ' แปรอักษร รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘อัสสัมชัญ’ แปรอักษร รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.04 น.

อัสสัมชัญ 1,250 คน รวมใจถวายงานผ่านการแปรอักษร ถวายอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  โรงเรียนอัสสัมชัญ จึงจัดพิธีถวายอาลัยและแปรอักษร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยมี ภราดา ดร.เดชาชัย  ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ภราดาพัชรปกรณ์  ลังบุบผา รองผู้อำนวยการโรงเรียน บาทหลวงอนุชา  ไชยเดช ผู้อำนวยการสื่อมวลชนคาทอลิก (ประเทศไทย) คณะผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ร่วมพิธี ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ

โดยนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ จำนวน 1,250 คน ได้รวมใจถวายงานผ่านการแปรอักษรพระบรมฉายาทิสลักษณ์ จากเพลทแปรอักษร 1 ต่อ 25 โดยฝ่ายเชียร์และแปรอักษร โรงเรียนอัสสัมชัญ ภายใต้การดูแลของมิสจันทร์เพ็ญ คุณวัฒนสุขสันติ ครูที่ปรึกษาชมรม แปรอักษรภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และข้อความน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

สำหรับ ภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 2 ภาพ ประกอบด้วย

1. ภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์ “พระทรงเป็นคู่แท้ เทิดเกล้าเหล่าไทย”
2. ภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์ “พระจริยาองค์ไผท ดุจโพธิสัตย์เฮย”

โดยชื่อภาพการแปรอักษรพระบรมฉายาทิสลักษณ์ ทั้ง 5 ภาพ มาจากบทประพันธ์ของ ดร.สิทธิชัย ปริญญานุสรณ์ อัสสัมชนิก รุ่น 102

อดีตนายกฯสิงคโปร์ วางพวงมาลา ถวายสักการะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง‘

อดีตนายกฯสิงคโปร์ วางพวงมาลา ถวายสักการะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง‘

อดีตนายกฯสิงคโปร์ วางพวงมาลา ถวายสักการะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง‘

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.19 น.

อดีตนายกฯสิงคโปร์ วางพวงมาลา ถวายสักการะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง‘

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 เวลา 15.30 น. นาย ลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสสาธารณรัฐสิงคโปร์(และอดีตนายกรัฐมนตรี)  วางพวงมาลา ถวายสักการะหน้าพระโกศพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง พร้อมทั้งลงนามแสดงความอาลัย ณ อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ "คิม จอง อึน" เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

3 พ.ย. 2568 16:44 น.

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอเข้าพบหารือกับ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ

เกาหลีเหนือยอมรับในปี 2002 หลังจากการปฏิเสธมานานหลายปี ว่าเจ้าหน้าที่ของตนได้ลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นไป 13 คน ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เพื่อนำไปใช้ฝึกสายลับของเกาหลีเหนือในด้านภาษาและขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่ามีชาวญี่ปุ่นถูกลักพาตัวไปอย่างน้อย 17 คน และบางแหล่งระบุว่าอาจมีจำนวนมากกว่านั้น

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวในงานรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหานี้ที่กรุงโตเกียวว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอจัดการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน

“เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดผลระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ ดิฉันตัดสินใจที่จะพบหน้ากับประธานคิม จอง อึน” เธอกล่าวพร้อมเสริมว่า “การลักพาตัวถือเป็นวาระสำคัญอันดับแรกของคณะรัฐมนตรีของดิฉัน”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำญี่ปุ่นพยายามจัดการเจรจาโดยตรงกับ คิม จอง อึน เพื่อคลี่คลายปัญหานี้ ก่อนหน้านี้ นายจุนอิจิโร โคอิซึมิ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางเยือนกรุงเปียงยางในปี 2002 และ 2004 โดยได้พบกับ นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือในขณะนั้น และเจรจาจนนำผู้ถูกลักพาตัวกลับมาได้ 5 คน แต่เกาหลีเหนืออ้างว่าที่เหลืออีก 8 คนเสียชีวิตแล้ว

ส่วนนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า เคยเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานประสานงานในญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า “ดิฉันจะใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นสำหรับประเด็นนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ถูกลักพาตัวและอธิปไตยของชาติเรา”

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคงประสานงานกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ประชาคมโลกยังคงให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เข้าพบกับครอบครัวของผู้ถูกลักพาตัวชาวญี่ปุ่นระหว่างการเยือนโตเกียวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือยังไม่มีการตอบสนองต่อคำร้องขอเข้าพบของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิอย่างเป็นทางการ.

ที่มา AFP 

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

ไต้ฝุ่น "คัลแมกี" เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

3 พ.ย. 2568 14:55 น.

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

ประชาชนหลายหมื่นคนในจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลของฟิลิปปินส์ได้รับคำสั่งให้อพยพ เพื่อเตรียมรับมือกับ พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (Kalmaegi) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เกาะเลย์เต ซึ่งเป็นพื้นที่เคยประสบภัยจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน เมื่อปี 2013 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 ราย

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฟิลิปปินส์ ไต้ฝุ่นคัลแมกีกำลังมุ่งหน้ายังเกาะเลย์เต โดยมีความเร็วลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายโรเอล มอนเตซา เจ้าหน้าที่ภัยพิบัติประจำเกาะเลย์เต เปิดเผยว่า การอพยพกำลังดำเนินอยู่ในเมืองปาโล และตานาอวน ซึ่งเป็นสองเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากคลื่นพายุซัดฝั่งในปี 2013 ที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนเคยคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการอพยพผู้อยู่อาศัยนับพันคนตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่เกาะซามาร์ ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจเผชิญกับคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 3 เมตร นายแรนดี นิกการ์ต เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กล่าวว่า “รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งได้ใช้วิธีอพยพโดยบังคับ รวมถึงในเมืองกุยอวน ซึ่งเป็นบริเวณที่พายุมีแนวโน้มจะขึ้นฝั่ง”

ในจังหวัดหมู่เกาะดีนากัตทางตอนใต้ของเกาะเลย์เต นายนีโล เดเมเรย์ ผู้ว่าการจังหวัด กล่าวว่า มีประชาชนราว 10,000 ถึง 15,000 คน ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว “เราได้ดำเนินการอพยพป้องกันล่วงหน้าในช่วงสองวันที่ผ่านมา ขณะที่เรายังมีเวลา”

ชาร์เมน วาริลลา ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุตุนิยมวิทยาของรัฐเปิดเผยว่า การมาถึงของไต้ฝุ่นคัลแมกี ทำให้ฟิลิปปินส์มีพายุรวม 20 ลูก แล้วในปีนี้ ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยปกติที่ประเทศต้องเผชิญในแต่ละปี และคาดว่าอาจมีพายุ “อีก 3 ถึง 5 ลูก” ตามมาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อย่างไรก็ตาม วาริลลาเสริมว่า จำนวนพายุหมุนที่สูงขึ้นมักจะมาพร้อมกับปรากฏการณ์ ลานีญา ซึ่งเป็นรูปแบบภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรเย็นลง

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เพิ่งเผชิญกับพายุใหญ่สองลูก รวมถึงซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักและทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 รายในไต้หวัน.

ที่มา AFP 

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

3 พ.ย. 2568 14:13 น.

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้ “กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ตามช่วงอายุ” โดยให้การ สูบ ซื้อ หรือจำหน่ายยาสูบเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2007

คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ที่เกิดหลัง 1 มกราคม 2007 ซึ่งตอนนี้มีอายุ 18 ปีแล้ว รวมทั้งเยาวชนที่อายุน้อยกว่านี้ จะไม่สามารถสูบบุหรี่ ซื้อบุหรี่หรือจำหน่ายบุหรี่ไปตลอดชีวิต และทำให้มัลดีฟส์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามบุหรี่แบบถาวรตามรุ่นประชากรอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงสาธารณสุขมัลดีฟส์ระบุว่า นี่คือก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างสังคมปลอดบุหรี่สำหรับคนรุ่นต่อไป

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า บุหรี่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า 7 ล้านคนต่อปี โดยข้อมูลปี 2021 พบว่ากว่า 25% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ (อายุ 15–69 ปี)ในมัลดีฟส์ ยังคงใช้ยาสูบ และในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 13–15 ปี อัตราการสูบสูงเกือบสองเท่า

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ตัวเลขนี้ถือว่าน่ากังวล โดยในสหรัฐฯ ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่มีราว 20% ส่วนในสหราชอาณาจักรเหลือเพียง 12% ในปี 2023

แนวคิดห้ามบุหรี่ตามรุ่นอายุที่เกิด เคยถูกเสนอในหลายประเทศมาแล้ว เช่น นิวซีแลนด์ เคยผ่านร่างกฎหมายในปี 2022 ที่ห้ามขายบุหรี่ให้ผู้เกิดหลังปี 2009 แต่รัฐบาลชุดใหม่กลับยกเลิกกฎหมายในปี 2023 เพื่อช่วยชดเชยรายได้ภาษี 

ส่วนสหราชอาณาจักร ก็มีร่างกฎหมายลักษณะเดียวกัน กำหนดห้ามบุหรี่สำหรับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2009 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา โดยผู้นำองค์กรสาธารณสุขกว่า 100 แห่งร่วมลงนามเรียกร้องให้ผ่านกฎหมายนี้โดยเร็ว หลังมีรายงานว่าเพียง 6 เดือน มีเยาวชนอังกฤษกว่า 120,000 คนเริ่มสูบบุหรี่

การประกาศห้ามบุหรี่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยาวนานหลายปีของมัลดีฟส์ในการต่อสู้กับยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า โดยรัฐบาลเพิ่งออกคำสั่งห้ามนำเข้า ครอบครอง ใช้ ผลิต และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ตั้งแต่ปลายปี 2024 ไม่ว่าผู้ใช้นั้นจะมีอายุเท่าใดก็ตาม

รัฐบาลยังมีแผนจัดตั้ง “คลินิกเลิกบุหรี่” ทั่วหมู่เกาะ เพื่อให้คำปรึกษาและจ่ายยาช่วยเลิกบุหรี่ฟรี รวมถึงมีโครงการจูงใจใหม่ ๆ เช่น รางวัลเงินสดสำหรับชุมชนที่สามารถทำให้เกาะของตนปลอดการสูบบุหรี่ได้ 100%

มาตรการใหม่นี้สะท้อนความพยายามของมัลดีฟส์ในการพลิกภาพลักษณ์จากประเทศท่องเที่ยวทางทะเล สู่วิถีชุมชนปลอดควัน โดยนักวิเคราะห์มองว่า การห้ามบุหรี่แบบถาวรตามรุ่นประชากรอาจเป็นต้นแบบให้หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงอาเซียน นำไปปรับใช้ในอนาคต.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มัลดีฟส์

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

3 พ.ย. 2568 12:21 น.

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อเช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน สำนักเลขาธิการคณะกรรมการควบคุมการพนันเชิงพาณิชย์กัมพูชา (CGMC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ได้นำกำลังปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเข้าสั่ง ระงับและปิดธุรกิจกาสิโนรวม 4 แห่ง ในจังหวัดพระสีหนุ เนื่องจากเข้าข่ายต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดฐานปกปิดและฉ้อโกงโดยใช้ระบบเทคโนโลยี

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งเลขที่ 01 ของรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการรณรงค์กวาดล้างการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี (การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์/หลอกลวงออนไลน์)

คณะทำงานนำโดย พลโท เซียง เซน รองเลขาธิการ CGMC ได้ประสานงานกับผู้บริหารจังหวัดพระสีหนุ กองบัญชาการตำรวจจังหวัด และกระทรวงแรงงานจังหวัด โดยมี นายชิว อิกคง รองอัยการศาลชั้นต้นจังหวัดพระสีหนุ เป็นผู้ประสานงานด้านกระบวนการทางกฎหมาย

โดยรายชื่อกาสิโนทั้ง 4 แห่งที่ถูกคณะทำงานเข้าสั่งระงับและปิดผนึกใบอนุญาต ได้แก่:

1: มติเลขที่ 028 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จินเพ่ย กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย กรุ๊ป

2: มติเลขที่ 029 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท แคมโบเดียน เฮง ซิน เรียล เอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย

3: มติเลขที่ 030 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จี.ซี. คาสิโน 

4: มติเลขที่ 031 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. บริษัท จินเป่ย คาสิโน จำกัด เจ้าของกาสิโน จินเพ่ย 4 ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานปกปิดข้อมูลและฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกาสิโนเหล่านี้ ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบกระทำความผิดซ่อนเร้นการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังของรัฐบาลกัมพูชา.

ที่มา FRESH NEWS

เมียนมา-รัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน

เมียนมา-รัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน

3 พ.ย. 2568 12:11 น.

เมียนมา-รัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน

รัฐบาลทหารเมียนมาลงนามในข้อตกลงยกเว้นวีซ่ากับรัสเซีย พร้อมแผนปรึกษาหารือปี 2568–2570 ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน ท่ามกลางสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นหลังรัฐประหาร

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าว Mizzima รายงานว่า พลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย อดีตผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองสองประเทศ ระหว่างการประชุมความมั่นคงยูเรเชียระดับสูง ในกรุงมินสค์ ของเบลารุส

แม้ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อกำหนดยกเว้นวีซ่า แต่รัฐบาลทหารระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงนามแผนการปรึกษาหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศในช่วงปี 2568–2570 นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งของรัสเซียและสมาชิกสภาดูมา จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าตรวจสอบการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนจัดขึ้นในเดือนธันวาคมปีนี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564 เมียนมารักษาความสัมพันธ์แนบแน่นกับรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น โดรนและเฮลิคอปเตอร์ ตามข้อมูลจากองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งสองประเทศยังมีข้อตกลงคุ้มครองซึ่งกันและกันในกระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศ และร่วมมือก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ในเมียนมา นอกจากนี้รัฐบาลทหารเมียนมายังส่งแรงงานไปทำงานในรัสเซีย และเจรจาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ.

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน 6.3 ดับอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บกว่า 260

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน 6.3 ดับอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บกว่า 260

3 พ.ย. 2568 11:34 น.

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน 6.3 ดับอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บกว่า 260

ทางการอัฟกานิสถานยืนยันว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ขนาด 6.3 ทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ศพ และบาดเจ็บกว่า 260 คน นับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งล่าสุดที่ซ้ำเติมอัฟกานิสถานที่เผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวร้ายแรงมาแล้วหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) แผ่นดินไหวมีความรุนแรง 6.3 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.00 น. วันนี้ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางใกล้กับเมือง มาซาร์-อี-ชารีฟ ที่ความลึก 28 กิโลเมตร

ที่จังหวัดบัลค์ นายคามาล ข่าน ซาดราน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในจังหวัดรวม 120 ราย ส่วนที่จังหวัดซามังกัน นายโมฮัมหมัดดุลเลาะห์ ฮาหมัด โฆษกหน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDMA) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 143 ราย โดยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาและเดินทางกลับบ้านแล้ว แต่คาดว่าตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจะสูงขึ้นอีก

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนในเมืองมาซาร์-อี-ชารีฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ทางตอนเหนือ ต้องวิ่งหนีออกจากบ้านด้วยความกลัวว่าอาคารจะพังทลายลงมา ขณะที่ผู้สื่อข่าวในกรุงคาบูล ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 420 กิโลเมตรทางใต้ ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน

เครือข่ายการสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ในพื้นที่ภูเขาของอัฟกานิสถานได้เป็นอุปสรรคต่อการตอบสนองต่อภัยพิบัติในอดีต ทำให้ทางการต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันกว่าจะเข้าถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลเพื่อประเมินความเสียหายได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนั้น อัฟกานิสถานยังประสบปัญหาขาดแคลนความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างหนักนับตั้งแต่รัฐบาลตาลีบันเข้ายึดอำนาจในปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวร้ายแรงถึง 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังประสบกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ซับซ้อนจากภัยแล้ง ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และการผลักดันพลเมืองอัฟกานิสถานนับล้านคนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวเป็นเรื่องปกติในอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะตามแนวเทือกเขาฮินดูกูช ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกยูเรเชียและอินเดียมาบรรจบกัน ประกอบกับบ้านเรือนส่วนใหญ่ในพื้นที่ชนบทมักสร้างอย่างไม่มั่นคง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะพังทลายได้ง่ายในระหว่างเกิดแผ่นดินไหว.

ที่มา BBC