พบผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว เหตุแทงคนบนรถไฟอังกฤษ จนท. รถไฟอาการวิกฤต

พบผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว เหตุแทงคนบนรถไฟอังกฤษ จนท. รถไฟอาการวิกฤต

3 พ.ย. 2568 10:49 น.

พบผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว เหตุแทงคนบนรถไฟอังกฤษ จนท. รถไฟอาการวิกฤต

ตำรวจอังกฤษยืนยันว่า ชายวัย 32 ปีจากเมืองปีเตอร์โบโรห์ เป็นผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียวในเหตุแทงผู้โดยสารหลายคนบนขบวนรถไฟสายดอนคาสเตอร์–ลอนดอนคิงส์ครอส เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เหตุเกิดขณะรถไฟหยุดที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ก่อนเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งมีการยืนยันว่าผู้บาดเจ็บ 5 รายได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วเมื่อคืนวันอาทิตย์ ส่วนพนักงานรถไฟอาการสาหัส หลังพยายามหยุดยั้งคนร้าย

หนึ่งในผู้บาดเจ็บคือ พนักงานรถไฟ ของบริษัท LNER ซึ่งขณะนี้อาการยังคงอยู่ในขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต หลังจากการโจมตี โดยตำรวจยืนยันว่า พนักงานคนดังกล่าวได้พยายามเข้าขวางผู้ก่อเหตุ โฆษกของ BTP กล่าวว่า “จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบนรถไฟ การกระทำของพนักงานรถไฟนั้น กล้าหาญอย่างยิ่ง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้”

ทั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยเป็นชายวัย 32 ปีจากเมืองปีเตอร์โบโร ซึ่งขึ้นรถไฟขบวนดังกล่าวจากสถานีปีเตอร์โบโร ส่วนชายวัย 35 ปีที่ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุในตอนแรกได้ถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติม หลังจากการสืบสวนยืนยันว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี โดยเจ้าหน้าที่สามารถกู้มีดที่ใช้ก่อเหตุคืนมาได้ในที่เกิดเหตุ

รองผู้บังคับการตำรวจ สจวร์ต คันดี้ กล่าวว่า “การสืบสวนของเราคืบหน้าอย่างรวดเร็ว และเรามั่นใจว่าเราไม่ได้กำลังตามหาบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อีก”

เดวิด ฮอร์น กรรมการผู้จัดการของ LNER แสดงความตกใจและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพื่อนร่วมงานที่ยังคงมีอาการสาหัส พร้อมทั้งชื่นชมความกล้าหาญและการดำเนินการอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน พนักงานควบคุมรถ และลูกเรือ

นายแอนดรูว์ จอห์นสัน พนักงานขับรถไฟ ได้รับการยกย่องว่ามีความคิดที่ฉับไว เมื่อมีการแจ้งเตือนเหตุ เขารีบติดต่อห้องควบคุมเพื่อเปลี่ยนเส้นทางรถไฟจากรางเร็วไปยังรางช้าที่มีชานชาลาที่ฮันติงดัน ซึ่งเชื่อกันว่าการกระทำนี้ช่วยให้หน่วยบริการฉุกเฉินสามารถขึ้นรถไฟได้อย่างรวดเร็ว.

ที่มา BBC

หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

3 พ.ย. 2568 10:26 น.

หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

หน่วยงานวิทยาศาสตร์จีนเผย หนูทดลองเพศผู้ 2 ตัว เพศเมีย 2 ตัว ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนัก ไม่มีอาการผิดปกติด้านพฤติกรรม เตรียมกลับโลกหลังวิจัยครบ 7 วัน

ศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์อวกาศ ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์จีน (CAS) รายงานว่า หนูทดลอง 4 ตัว ที่เดินทางไปกับยานอวกาศเสิ่นโจว-21ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศ เทียนกงได้เป็นอย่างดี และยังคงมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

หลังจากยานเสิ่นโจว-21 ทำการ เทียบท่าอัตโนมัติและเชื่อมต่อสำเร็จกับสถานีอวกาศเทียนกงในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา หน่วยทดลองที่บรรจุหนูทั้งสี่ตัวได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่โมดูลแล็บเวิ่นเทียนด้วยการประสานงานใกล้ชิดระหว่างนักบินอวกาศจีน

หน่วยงานระบุว่า ทุกค่าทางสิ่งแวดล้อมในหน่วยทดลอง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และระดับออกซิเจน ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดตามจากระบบเฝ้าระบุว่า หนูทั้ง 4 ตัวกินอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ อีกทั้งยังไม่พบความแตกต่างด้านพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหว เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่อยู่บนโลก

การทดลองนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ภารกิจวิจัยทางชีววิทยาในอวกาศ เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาพไร้น้ำหนักต่อสิ่งมีชีวิต โดยหนูทั้ง 4 ตัว เพศผู้ 2 ตัว และเพศเมีย 2 ตัว จะอยู่ในวงโคจรเป็นเวลา 5-7 วัน ก่อนจะเดินทางกลับโลกพร้อมยานเสิ่นโจว-20

ก่อนหน้านี้ จีนได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยยานอวกาศเสิ่นโจว-21 เมื่อคืนวันศุกร์จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ พร้อมส่งนักบินอวกาศ 3 นายขึ้นประจำการบนสถานีเทียนกง เพื่อปฏิบัติภารกิจระยะเวลา 6 เดือน

ตลอดภารกิจนี้ ทีมเสิ่นโจว-21 จะดำเนินการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้ทางเทคโนโลยีใหม่รวม 27 โครงการ ซึ่งรวมถึงการศึกษาชีววิทยาในอวกาศ ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่ออนาคต.

ที่มา : CCTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หนูทดลอง

“คิม จอง อึน” ตรวจความพร้อมรบหน่วยรบพิเศษ ย้ำกองทัพต้องไร้เทียมทาน

"คิม จอง อึน" ตรวจความพร้อมรบหน่วยรบพิเศษ ย้ำกองทัพต้องไร้เทียมทาน

3 พ.ย. 2568 10:05 น.

“คิม จอง อึน” ตรวจความพร้อมรบหน่วยรบพิเศษ ย้ำกองทัพต้องไร้เทียมทาน

ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางตรวจหน่วยรบพิเศษที่ขึ้นชื่อว่าแกร่งที่สุดของกองทัพ ชมการฝึกและพอใจ “ท่าทีสงครามสมบูรณ์แบบ” พร้อมสั่งเร่งพัฒนาโครงสร้างทางทหารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยรบพิเศษกองพลที่ 11 แห่งกองทัพประชาชนเกาหลี ซึ่งถือเป็นหน่วยรบชั้นยอดของประเทศ

การเยือนมีขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาก่อนการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีอี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก ที่เมืองคยองจู

รายงานข่าวระบุว่า คิม จอง อึน ได้ชมการฝึกยุทธวิธีของหน่วย พร้อมกล่าวชื่นชมว่าเป็น ท่าทีทางสงครามที่สมบูรณ์แบบ  และแสดงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อขีดความสามารถของทหารหน่วยรบพิเศษ ซึ่งเคยส่งกำลังไปปฏิบัติภารกิจสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครนเมื่อปลายปี 2567 จนได้รับประสบการณ์การรบสมัยใหม่

ผู้นำเกาหลีเหนือระบุว่า เป้าหมายของพรรคแรงงานเกาหลีคือการสร้างกองทัพให้เข้มแข็งและกล้าหาญเช่นเดียวกับหน่วยนี้ พร้อมได้รับฟังรายงานแผนปฏิบัติการ และได้สั่งกำหนด นโยบายเชิงยุทธศาสตร์และภารกิจสำคัญ เพื่อพัฒนากองกำลังปฏิบัติการพิเศษ

นอกจากนี้ผู้นำเกาหลีเหนือ ยังสั่งให้พิจารณาปรับโครงสร้างทางทหารและองค์กรของหน่วย เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการรบ โดยคณะกรรมาธิการการทหารกลางของพรรคจะพิจารณาในระดับเต็มคณะ.

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่าพื้นที่ห่างไกลตอนเหนือของอัฟกานิสถาน คาดเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่าพื้นที่ห่างไกลตอนเหนือของอัฟกานิสถาน คาดเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

3 พ.ย. 2568 08:27 น.

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่าพื้นที่ห่างไกลตอนเหนือของอัฟกานิสถาน คาดเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 6.3 ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และทางการคาดว่าแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

วันนี้ (3 พ.ย.) สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ รายงานว่า เมื่อเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาตามเวลาในไทย เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูด  ที่ความลึกประมาณ 28 กิโลเมตร ใกล้เมืองคุห์ลัม จังหวัดบัลคห์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมาซาร์อีชาริฟ ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน เมื่อเวลา 00.59 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 03.29 น. ตามเวลาในไทย

โฆษกของกลุ่มรัฐอิสลามตอลิบาน ในจังหวัดบัลคหเปิดเผยว่า ได้รับ รายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บและความเสียหายเล็กน้อยในทุกอำเภอของจังหวัด  โดยระบุว่าส่วนใหญ่เป็นอาการบาดเจ็บจากการตกจากอาคารสูง 

ขณะนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ในขณะที่หน่วยงานกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ยังคงระดมเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเตือนว่าอาจยังมีความเสียหายซ่อนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล.

แก๊งสแกมเมอร์หนีตาย! ย้ายซุกรังใหม่ ข้ามไปกัมพูชา

แก๊งสแกมเมอร์หนีตาย! ย้ายซุกรังใหม่ ข้ามไปกัมพูชา

แก๊งสแกมเมอร์หนีตาย! ย้ายซุกรังใหม่ ข้ามไปกัมพูชา

3 พ.ย. 2568 08:03 น.

หน่วยงานข่าวกรองไทยวิ่งหาข้อมูลกันจ้าละหวั่น หลังตำรวจโรงพักไม้รูดตะครุบ 9 หนุ่มจีนเทาระดับหัวกะทิ มีพรรคพวกคนไทยพามาซ่อนตัว ซุกรีสอร์ตริมหาดบานชื่นชายแดนตราด เตรียมข้ามฟากไปเกาะกง ฐานสแกมเมอร์ใหญ่ฝั่งกัมพูชา  ภายหลังทหารเมียนมาร่วมกับกะเหรี่ยงบีจีเอฟทิ้งระเบิดถล่มอาคาร

สยองญี่ปุ่น พบลำตัวผู้หญิงไร้ศีรษะลอยน้ำในโยโกฮามา ชี้อาจเป็นฆาตกรรม

สยองญี่ปุ่น พบลำตัวผู้หญิงไร้ศีรษะลอยน้ำในโยโกฮามา ชี้อาจเป็นฆาตกรรม

3 พ.ย. 2568 05:31 น.

สยองญี่ปุ่น พบลำตัวผู้หญิงไร้ศีรษะลอยน้ำในโยโกฮามา ชี้อาจเป็นฆาตกรรม

มีผู้พบชิ้นส่วนลำตัวผู้หญิงไม่มีศีรษะ ลอยน้ำใกล้ชายฝั่งโยโกฮามา โดยตำรวจคาดว่าอาจเป็นคดีฆาตกรรม แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับหญิงรายนี้

สำนักข่าว เจแปนทูเดย์ รายงานเมื่อ 2 พ.ย. 2568 ว่า มีผู้พบชิ้นส่วนลำตัวไม่มีศีรษะของผู้หญิง ลอยน้ำอยู่ใกล้ชายฝั่งโยโกฮามาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และตำรวจกำลังสืบสวนเหตุการณ์นี้ในฐานะคดีที่อาจเกิดจากการฆาตกรรม

ตำรวจระบุว่า ชิ้นส่วนลำตัวดังกล่าวถูกพบเมื่อวันเสาร์ (1 พ.ย.) ในเวลาประมาณ 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ใกล้กับสวนสาธารณะยามาชิตะ ในเขตนะกะ ของเมืองโยโกฮามา โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่านี่เป็นลำตัวของผู้หญิงอายุระหว่าง 20-50 ปี ที่เสียชีวิตมานานหลายเดือนแล้ว

ชิ้นส่วนศพดังกล่าวถูกพบใกล้กับเรือฮิคาวะ มารุ ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่จอดเทียบท่าอยู่ด้านหน้าสวนสาธารณะยามาชิตะ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมจำนวนมาก แต่ตำรวจระบุว่า ชิ้นส่วนของร่างกายดังกล่าวไม่มีร่องรอยที่ชัดเจนว่าถูกใบพัดเรือชน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 3 ราย อ้างเป็นร่างของตัวประกัน

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 3 ราย อ้างเป็นร่างของตัวประกัน

3 พ.ย. 2568 05:07 น.

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 3 ราย อ้างเป็นร่างของตัวประกัน

กลุ่มฮามาสคืนศพที่อ้างว่าเป็นร่างของตัวประกันที่พวกเขาจับเอาไว้ ให้แก่อิสราเอลอีก 3 ราย โดยทางการอิสราเอลกำลังตรวจสอบว่า เป็นร่างของตัวประกันจริงหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดเผยเมื่อ 2 พ.ย. 2568 ว่า กลุ่มฮามาสมอบโลงศพ 3 โลง ซึ่งอ้างว่าบรรจุร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ให้แก่พวกเขาแล้ว ผ่านเจ้าหน้าที่กาชาดในฉนวนกาซา โดยขณะนี้ศพกำลังถูกขนส่งไปอิสราเอลเพื่อพิสูจน์ยืนยันตัวตน

หากได้รับการยืนยันว่าเป็นร่างของตัวประกันจริง จะหมายความว่ายังมีร่างของตัวประกันชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติที่เสียชีวิตแล้วอีก 8 รายยังคงอยู่ในกาซา

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกซึ่งเริ่มต้นเมื่อเดือนที่แล้ว กลุ่มฮามาสได้ตกลงที่จะส่งคืนตัวประกันที่มีชีวิต 20 ราย และตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 28 ราย ที่พวกเขาควบคุมตัวอยู่ให้แก่อิสราเอล โดยฮามาสคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบทุกคนแล้ว แต่ยังคืนศพไม่ครบ โดยอ้างว่าร่างผู้เสียชีวิตบางส่วนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

เมื่อวันอาทิตย์ กองกำลัง อัล-คาสซาม (Al-Qassam) ของกลุ่มฮามาสระบุว่า พวกเขาพบร่างผู้เสียชีวิต 3 รายล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ ตามเส้นทางของอุโมงค์แห่งหนึ่งในพื้นที่ทางใต้ของฉนวนกาซา

ต่อมา บัญชี X อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ก็มีการโพสต์ข้อความระบุว่า “ครอบครัวของตัวประกันทั้งหมดได้รับทราบข้อมูลตามความเหมาะสมแล้ว และเราขอแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อพวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”

“ความพยายามในการนำตัวประกันของเรากลับมายังคงดำเนินอยู่ และจะไม่หยุดจนกว่าตัวประกันคนสุดท้ายจะได้รับการส่งคืน” ข้อความระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งกองทัพ เตรียมปฏิบัติการในไนจีเรีย เพื่อจัดการกลุ่มติดอาวุธ

ทรัมป์สั่งกองทัพ เตรียมปฏิบัติการในไนจีเรีย เพื่อจัดการกลุ่มติดอาวุธ

3 พ.ย. 2568 04:09 น.

ทรัมป์สั่งกองทัพ เตรียมปฏิบัติการในไนจีเรีย เพื่อจัดการกลุ่มติดอาวุธ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกองทัพเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารในไนจีเรียที่อาจเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับกลุ่มติดอาวุธที่กำลังโจมตีชาวคริสต์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งการให้กองทัพเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไนจีเรีย เพื่อจัดการกับกลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ และกล่าวหารัฐบาลไนจีเรียล้มเหลวในการปกป้องชาวคริสต์

นายทรัมป์เตือนว่า เขาอาจจะส่งกองทัพเข้าสู่ไนจีเรีย เว้นแต่รัฐบาลไนจีเรียจะเข้าแทรกแซงสถานการณ์เกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธ และว่าเขาจะระงับความช่วยเหลือทั้งหมดที่มอบให้แก่ไนจีเรีย “ถ้าเราโจมตี มันจะรวดเร็ว โหด และหวานหอม เหมือนกับที่พวกอันธพาลผู้ก่อการร้ายโจมตีชาวคริสต์อันเป็นที่รักของเรา!”

นายทรัมป์ไม่ได้ระบุว่า เขาหมายถึงเหตุการณ์ใด แต่เขาอ้างว่าชาวคริสต์ในไนจีเรียถูกสังหารไปหลายพันคนแล้ว โดยที่เขาไม่แสดงหลักฐานใดๆ และในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการกล่าวอ้างถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวคริสต์ในไนจีเรียแพร่หลายในแวดวงการเมืองฝ่ายขวาบางกลุ่มของสหรัฐฯ ด้วย

ด้านนายพีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตอบกลับโพสต์ของนายทรัมป์ โดยเขียนข้อความว่า “รับทราบครับท่าน … กระทรวงสงครามกำลังเตรียมพร้อมสำหรับดำเนินการ ไม่ว่ารัฐบาลไนจีเรียจะปกป้องชาวคริสต์ หรือเราจะสังหารผู้ก่อการร้ายอิสลามิสต์ที่กำลังก่ออาชญากรรมอันน่าสะพรึงกลัวนี้”

กลุ่มสังเกตการณ์ความรุนแรงในไนจีเรียกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าชาวคริสต์ถูกสังหารมากกว่าชาวมุสลิมในไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนผู้นับถือศาสนาทั้งสองในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ขณะที่นาย แดเนียล บวาลา ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีไนจีเรียบอกกับสำนักข่าว BBC ว่า การดำเนินการทางทหารใด ๆ ต่อกลุ่มญิฮาดควรดำเนินการร่วมกัน โดยไนจีเรียยินดีที่จะรับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการจัดการกับกลุ่มกบฏอิสลามิสต์ แต่ย้ำว่าไนจีเรียเป็นประเทศที่มี “อำนาจอธิปไตย”

นายบวาลายังกล่าวด้วยว่า กลุ่มญิฮาดไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีสมาชิกของศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง และพวกเขาสังหารผู้คนจากทุกความเชื่อ หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดเลย

ส่วนนาย โบลา ทินูบู ประธานาธิบดีไนจีเรียยืนยันว่า ประเทศของเขามีการยอมรับความแตกต่างทางศาสนา และว่าความท้าทายด้านความมั่นคงส่งผลกระทบต่อผู้คนในทุกศาสนาและทุกภูมิภาค

ทั้งนี้ คำขู่ของทรัมป์ได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วไนจีเรีย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการต่อสู้กับกลุ่มอิสลามิสต์เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กองทหารต่างชาติจะถูกส่งเข้ามาในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้าย ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้าย ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

3 พ.ย. 2568 01:57 น.

คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้าย ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

ทางการอังกฤษเผย กำลังดำเนินการถอดยศทางทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ไม่กี่วันหลังมีการถอดยศ “เจ้าชาย”

เมื่อ 2 พ.ย. 2568 นายจอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการถอดถอน ตำแหน่งทางทหารกิตติมศักดิ์ตำแหน่งสุดท้ายของ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หรือชื่อปัจจุบันคือ แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

แอนดรูว์ ซึ่งถูกถอดถอนพระยศเจ้าชายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 ต.ค.) ยังคงมียศเป็นพลเรือโทแห่งราชนาวีอังกฤษ หลังจากที่พระองค์สละตำแหน่งทางทหารอื่น ๆ ไปเมื่อปี 2565

นายฮีลลีย์ให้สัมภาษณ์ในรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ของ BBC ว่า “นี่เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง เป็นการดำเนินการตามพระประสงค์ของพระมหากษัตริย์ และเรากำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่”

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เคยรับราชการในราชนาวีอังกฤษเป็นเวลา 22 ปี และปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ในสงครามฟอล์กแลนด์ จนได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษสงครามมาหลายสิบปี ก่อนที่เขาจะเข้าไปพัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และความเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ

แอนดรูว์เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชาย ถูกฟ้องร้องคดีแพ่งในสหรัฐฯ ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเขาปฏิเสธการกระทำผิดมาตลอด แต่ตัดสินใจคืนตำแหน่งทางทหารและตำแหน่งผู้อุปถัมภ์อื่นๆ ของราชวงศ์ในปี 2565 เหลือเพียงยศพลเรือโท และหยุดใช้คำนำหน้าว่า His Royal Highness ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

ต่อมา แอนดรูว์ตกลงยอมความในคดีที่ วิกตอเรีย จุฟเฟร เหยื่อการค้าประเวณีและการล่วงละเมิดทางเพศของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ยื่นฟ้อง โดยเธอกล่าวหาแอนดรูว์ว่า ล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะที่เธอยังเป็นผู้เยาว์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิเสธ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายปีนับจากนั้น แต่แรงกดดันที่มีต่อแอนดรูว์กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดในสัปดาห์นี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะถอดถอนพระยศเจ้าชายของแอนดรูว์ และสิทธิพิเศษในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่เหลืออยู่ทั้งหมด

น.ส.วาเลนไทน์ โลว์ ผู้สื่อข่าวราชสำนัก กล่าวในรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ว่า การถอดถอนตำแหน่งทางทหารสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะส่งผลกระทบต่อเขาอย่างใหญ่หลวง เพราะ “เชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะแอนดรูว์ มีความภาคภูมิใจอย่างมากและมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งทางทหารไว้”

“ดูเหมือนสมเด็จพระราชาจะตั้งพระทัยที่จะถอดถอนทุกอย่างจากพระอนุชาโดยสิ้นเชิง สิ่งที่พระองค์กำลังแสดงออกมาคือ ความเด็ดขาดไร้ปรานีอย่างชัดเจน” น.ส.โลว์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

2 พ.ย. 2568 23:35 น.

อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

ประธานาธิบดีอิหร่านยืนยันว่า จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขึ้นมาใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พ.ย. 2568 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวระหว่างการเยือนองค์กรพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่าน ในกรุงเตหะราน ว่า อิหร่านจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขึ้นมาใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

“การทำลายอาคาร… จะไม่ทำให้เราต้องถอยหลัง” นายเปเซชเคียนระบุในวิดีโอที่เผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเขา พร้อมเสริมว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านยังคงมีความรู้ความชำนาญด้านนิวเคลียร์ที่จำเป็นอยู่ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ

คำพูดของนายเปเซชเคียนเกิดขึ้นหลังจาก อิสราเอลเปิดฉากการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อเดือนมิถุนายน จุดชนวน “สงคราม 12 วัน” โดยฝ่ายอิสราเอลโจมตีเป้าหมายทั้งโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพทหาร รวมถึงพื้นที่ที่อยู่อาศัย และสังหารนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงไปหลายคน

ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธแบบทิ้งตัว (ballistic missile) ใส่เมืองต่างๆ ของอิสราเอล ก่อนที่สหรัฐฯ จะส่งเครื่องบินรบไปยังอิหร่านเพื่อทิ้งระเบิด “บังเกอร์บัสเตอร์” เพื่อทำลายโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน 3 แห่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันมาตลอดว่า การโจมตีดังกล่าวได้ “ทำลาย” โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซากแล้ว แต่ขอบเขตความเสียหายที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

อีกด้านหนึ่ง ประเทศโอมาน ซึ่งเคยเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ทั้ง 2 ประเทศ กลับมาเจรจากันอีกครั้งเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่ง น.ส.ฟาติเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกหญิงรัฐบาลอิหร่านยืนยันว่า รัฐบาลได้รับข้อความเกี่ยวกับการรื้อฟื้นกระบวนการทางการทูต โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ โอมานเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านถึง 5 รอบในปีนี้ แต่ก่อนที่การเจรจารอบที่ 6 จะเริ่มขึ้นเพียง 3 วัน อิสราเอลก็เปิดฉากการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทำให้การเจรจาดังกล่าวไม่เกิดขึ้น

หลังจากนั้นสหประชาชาติยังกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านอีกครั้ง หลังจากอังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ใช้กลไก “snapback” (การคว่ำบาตรโดยอัตโนมัติ) โดยอ้างว่า อิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna