‘พล.ต.ณัฏฐ์’เปิด 2 ทางทวงคืน’ปราสาทตาควาย’ ลั่นยังไงก็ต้องกลับมาเป็นของไทย

'พล.ต.ณัฏฐ์'เปิด 2 ทางทวงคืน'ปราสาทตาควาย' ลั่นยังไงก็ต้องกลับมาเป็นของไทย

‘พล.ต.ณัฏฐ์’เปิด 2 ทางทวงคืน’ปราสาทตาควาย’ ลั่นยังไงก็ต้องกลับมาเป็นของไทย

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

‘พล.ต.ณัฏฐ์’ลั่น’ปราสาทตาควาย’ยังไงก็ต้องกลับมาเป็นของไทย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด อยู่ที่ช้าหรือเร็ว หากเร็วก็ต้องรบ แต่ทหารไทยจะสูญเสีย เหตุเสียเปรียบภูมิประเทศ แนะให้รอช้าหน่อย ใช้ไลดาร์พิสูจน์พื้นที่ 

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 ที่หอประชุมคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวในการประชุมสัมมนาติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า การพูดคุยกับกัมพูชา กรณีที่ตนพูดคุยกับคนเขมรและคนเขมรเกรงใจตน เป็นเพราะเขารู้ว่าหากคุยแล้วและไม่ทำตามข้อตกลง “มึงซวยแน่” ซึ่งอดีตตนเป็นผู้บัญชาการทหารพราน จัดมาไม่รู้กี่ศพ ตนไม่สน หากไม่เชื่อ “กูเอามึงนะ มึงลองดู” ซึ่งมันคิดว่าตนจะใจดีเหมือนคนเก่าๆที่ผ่านมา สุดท้ายก็ปะทะกัน ตายจริงแล้วเราก็ส่งศพจริง อาทิตย์เดียวเงียบกริ๊บ

ส่วนที่รัฐบาลไปลงนามในเวทีต่างๆ เพื่อสันติภาพ โดยการหยุดยิง พลตรีณัฏฐ์ มองว่า มีบางคนตั้งคำถามว่าไปลงนามทำไม เมื่อลงแล้วได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ส่วนตัวยืนยันว่า ไม่มีนายกฯ คนใดที่คิดไม่ดีกับประเทศ แต่ทำไมนายกฯไทย ถึงลงนาม ซึ่งเราไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเขาถูกกดดันอะไรมา เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ อาจบีบเรื่องกำแพงภาษี หากไม่หยุดยิง 

ขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถประเมินผลงานของนายกรัฐมนตรีได้ในห้วงระยะการทำงาน 4 เดือน ว่า ถ้านายกฯ ดีก็เลือกเขา ถ้านายกฯ ไม่ดีก็อย่าเลือก ดังนั้นนายกฯ คงไม่กล้าทำอะไรที่ไม่ดีอยู่แล้ว เพราะเรื่องนี้มันค้ำคอเขาอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่ถูกเลือก ตนเชื่อเช่นนั้น 

พลตรีณัฏฐ์ กล่าวอีกว่า นายกฯ ให้ฝ่ายความมั่นคงดูแลชายแดน ที่ในปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากัน ตนยืนยันว่า ทหารสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เพราะสมัยก่อนเป็นเพื่อนกัน กินเหล้าด้วยกัน มีอะไรก็หยวนๆ กัน แต่ทหารปัจจุบันแค่เห็นหน้ากูก็ไม่อยากคุยกับมึงแล้ว หากมีประเด็น คุยแล้วก็จบไป ไม่ต้องมาคุยเล่นกับกู หากไม่ทำตามที่ตกลง ก็มีเรื่อง 

ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าทหารไม่เหมือนเดิม เมื่อเราดีแล้ว เขาไม่ดีด้วย ศีลไม่เสมอกัน ไม่เป็นไร หากมึงอยากเสมอกับกูมึงก็ต้องปรับตัวมาเท่านั้น

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะได้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กลับคืนมาหรือไม่ พลตรีณัฏฐ์ กล่าวว่า “ตรงตาควายภูมิประเทศเราเสียเปรียบ ถ้าเราจะไปตีเอาปราสาทตาควายคืน ทหารเราก็จะตายเป็นร้อย ซึ่งเราจะยอมไหม ตอนนี้เราเสียการควบคุม แต่เราไม่ได้สูญเสีย ซึ่งการจะเอาคืนมี 2 วิธี วิธีแรก คือ ตีคืนมาเลย 

ส่วนวิธีที่สอง อาจจะช้าหน่อย เช่น การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีไลดาร์ เพื่อใช้ในการพิสูจน์พื้นที่ เช่น ใช้ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เมื่อเสร็จสิ้น ก็มาใช้ทางนี้ โดยเราดำเนินการในส่วนที่เร่งด่วนก่อน ถือว่าไม่ได้สูญเสีย ตนมั่นใจว่า ถึงอย่างไรปราสาทตาควายก็กลับมาเป็นของเราอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม”

‘ราเมศ’ซัดแรง‘กาฝากประชาธิปไตย’ สวน‘ก่อแก้ว’บิดเบือนให้‘ปชป.-อภิสิทธิ์’เสียหาย

‘ราเมศ’ซัดแรง‘กาฝากประชาธิปไตย’ สวน‘ก่อแก้ว’บิดเบือนให้‘ปชป.-อภิสิทธิ์’เสียหาย

‘ราเมศ’ซัดแรง‘กาฝากประชาธิปไตย’ สวน‘ก่อแก้ว’บิดเบือนให้‘ปชป.-อภิสิทธิ์’เสียหาย

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.34 น.

‘ราเมศ’ซัดแรง‘กาฝากประชาธิปไตย’ สวน‘ก่อแก้ว’บิดเบือนให้‘ปชป.-อภิสิทธิ์’เสียหาย

3 พ.ย.2568 นายราเมศ รัตนะเชวง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวพาดพิงนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นสิ่งชำรุดในทางการเมืองนั้น ว่า สิ่งที่นายก่อแก้วพูด ทำให้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์เสียหาย ถ้าไม่ออกมาชี้แจง ถือว่าเป็นการกล่าวหาใช้คำพูดที่บิดเบือน เรื่องแรก นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่สิ่งชำรุดในทางการเมือง เพราะนายอภิสิทธิ์ไม่เคยทุจริต ไม่เคยติดคุกที่คลองเปรม คดีที่นายอภิสิทธิ์ถูกฟ้องในเรื่องการชุมนุมยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกา ยุติตามคำวินิจฉัยของ ปปช. ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ควรทำความเข้าใจ เพราะกระบวนการตรวจสอบนายอภิสิทธิ์เป็นไปตามระบบประชาธิปไตย การตรวจสอบถ่วงดุลโดยอำนาจฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ทุกอย่างระบุไว้ในกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการ นายก่อแก้วคงไม่เข้าใจเพราะเข้ามาเพื่อให้ได้อำนาจไม่คิดคำนึงถึงระบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงเป็นได้แค่กาฝากประชาธิปไตย

นายราเมศกล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ดีแต่พูดการทำงานในฐานะนักการเมืองมืออาชีพได้ทำผลงานที่ประชาชนได้ประโยชน์ไว้มากมาย ไม่ได้มีพฤติกรรมสนับสนุนให้มีการยึดอำนาจแต่การยึดอำนาจมาจากนักการเมืองพรรคนายก่อแก้วได้สร้างเงื่อนไขไว้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตคอรัปชั่น การเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชน การแทรกแซงองค์กรอิสระ การมุ่งทำลายความน่าเชื่อถืออำนาจตุลาการนายอภิสิทธิ์ทำงานการเมืองยึดหลักความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดถือสัจจะวาจา การกลับมานำพาพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นความหวังของสมาชิกพรรคและประชาชนทั้งประเทศ บริหารพรรคประชาธิปัตย์มาพรรคไม่เคยถูกยุบ ไม่เคยทำผิดกฎหมาย นำพาพรรคแพ้บ้างชนะบ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา แพ้ก็เป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเต็มที่

“ตรวจสอบจนรัฐมนตรีพรรคของนายก่อแก้วติดคุกไปหลายคน เราเชื่อมั่นในศักยภาพ ความรู้ความสามารถของนายอภิสิทธิ์ ว่าจะสามารถเป็นผู้นำพรรคและเป็นผู้นำประเทศได้ดีไม่น้อยกว่าคนอื่นแน่นอน นายก่อแก้วอย่าทำตัวไม่เข้าใจในระบบประชาธิปไตย การกล่าวหานายอภิสิทธิ์ในสิ่งที่ได้มีการพิสูจน์แล้วตามครรลองของระบบประชาธิปไตย อย่าทำตัวเหมือนเสมือนกาฝากประชาธิปไตย”นายราเมศ กล่าว

‘นายกฯ’ต้อนรับ‘ลี เซียนลุง’อดีตนายกฯ สิงคโปร์ หลังเข้าถวายสักการะพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

‘นายกฯ’ต้อนรับ‘ลี เซียนลุง’อดีตนายกฯ สิงคโปร์ หลังเข้าถวายสักการะพระบรมศพ'พระพันปีหลวง'

‘นายกฯ’ต้อนรับ‘ลี เซียนลุง’อดีตนายกฯ สิงคโปร์ หลังเข้าถวายสักการะพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.14 น.

‘นายกฯ’ต้อนรับ‘ลี เซียนลุง’อดีตนายกฯ สิงคโปร์ หลังเยือนไทยเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เมื่อเวลา 15.49 น.วันที่ 3 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสแห่งสิงคโปร์ และอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่เดินทางเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ท่านมาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี 

ทั้งนี้ เป็นการพบกันแบบการเยี่ยมคารวะ (courtesy call)

‘กล้าธรรม’ซัด‘โรม’ปั้นข้อมูลเท็จ เจตนาใส่ร้าย ลั่น‘ธรรมนัส’ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

‘กล้าธรรม’ซัด‘โรม’ปั้นข้อมูลเท็จ เจตนาใส่ร้าย ลั่น‘ธรรมนัส’ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

‘กล้าธรรม’ซัด‘โรม’ปั้นข้อมูลเท็จ เจตนาใส่ร้าย ลั่น‘ธรรมนัส’ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.54 น.

‘กล้าธรรม’ซัด‘โรม’ปั่นเกมการเมืองด้วยข้อมูลเท็จ มีแต่เจตนาใส่ร้ายสร้างความเข้าใจผิด ลั่น‘ธรรมนัส’ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

3 พฤศจิกายน 2568 คณะทำงานวอร์รูมพรรคกล้าธรรม นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคออกแถลงการณ์ ตอบโต้กรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคประชาชน อภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ กับขบวนการสแกมเมอร์-ทุนสีเทาข้ามชาติว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่มีหลักฐานและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง โดยพรรคกล้าธรรมเห็นว่าเป็นความพยายามจงใจโยงชื่อบุคคลและพรรคการเมืองเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยสุจริต

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่ากรณีที่นายรังสิมันต์ กล่าวอ้างถึง บริษัท Tian Tian Ventures เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะผู้ถูกกล่าวโทษในคดีนั้นคือ นายลอว์เรนซ์ อี. เฟลด์แมน ชาวอเมริกัน ซึ่งใช้ชื่อปลอม เบนจามิน เบอร์เกอร์ หลอกขายหุ้นให้เหยื่อกว่า 300 ราย โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเบน สมิธ ตัวจริง หน่วยงานรัฐไทย โดยเฉพาะ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ตรวจสอบและมีหนังสือตอบกลับอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ยืนยันว่า ไม่พบข้อมูลการฟอกเงินในชื่อเบน สมิธ  รวมถึงไม่มีหมายจับใด ๆ ในประเทศหรือสากล

“การนำข้อมูลผิดมาขยายความในสภา จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์”

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังชี้แจงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ไม่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมนั้น ยืนยันว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปด้วยเหตุผลด้านภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง ซึ่งพรรคเห็นว่าเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเวทีค้นหาความจริง พรรคกล้าธรรมเห็นว่า การตอบโต้บนเวทีลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคกล้าธรรม ประกาศผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ ปปง. กระทรวงดิจิทัล ธนาคาร ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมต้องสงสัย, การจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์, และการดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล การปราบปรามต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย พรรคกล้าธรรมยืนหยัดในความจริง จะไม่ยอมให้การเมืองสกปรกทำลายคนบริสุทธิ์อีกต่อไป และจะเดินหน้าพิสูจน์ความจริงในทุกเวที ยึดมั่นทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

ศาลรธน.ให้พยานบุคคลทำบันทึกถ้อยคำยื่นในเวลาที่กำหนดปม’ภูมิธรรม-ทวี’ยุ่งคดีฮั้วเลือกสว.

ศาลรธน.ให้พยานบุคคลทำบันทึกถ้อยคำยื่นในเวลาที่กำหนดปม'ภูมิธรรม-ทวี'ยุ่งคดีฮั้วเลือกสว.

ศาลรธน.ให้พยานบุคคลทำบันทึกถ้อยคำยื่นในเวลาที่กำหนดปม’ภูมิธรรม-ทวี’ยุ่งคดีฮั้วเลือกสว.

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ศาลรธน.ให้พยานบุคคลทำบันทึกถ้อยคำยื่นในเวลาที่กำหนดปม’ภูมิธรรม-ทวี’ยุ่งคดีฮั้วเลือกสว.

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องทั้งสอง มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติ บัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยก อำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ(5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) 

โดยศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้พยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดจัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

‘ไอซ์ รักชนก’ฟาด‘ไผ่’ชาวบ้านรู้ทั้งเมือง ใครอยู่เบื้องหลัง‘สลากกินแบ่งรัฐบาล’

‘ไอซ์ รักชนก’ฟาด‘ไผ่’ชาวบ้านรู้ทั้งเมือง ใครอยู่เบื้องหลัง‘สลากกินแบ่งรัฐบาล’

‘ไอซ์ รักชนก’ฟาด‘ไผ่’ชาวบ้านรู้ทั้งเมือง ใครอยู่เบื้องหลัง‘สลากกินแบ่งรัฐบาล’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

‘ไอซ์’ฟาด‘ไผ่ ลิกค์’ชาวบ้านรู้ทั้งเมือง ใครอยู่เบื้องหลัง 5 เสือกองสลาก ชี้หลักฐานจะทิ่มตา เชื่อแม้เป็นเอกสารลับ รัฐบาลต้องมีในมือหาอ่านได้ไม่ยาก

3 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม (กธ.) มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องให้นางสาวรัชนก นำพยานหลักฐานในข้อกล่าวหาต่างๆออกมาเปิดเผย ต่อสาธารณชนว่ามีบุคคลใดที่กระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นๆ

ด้านนางสาวรักชนก ยืนยันว่า พยานหลักฐานหลายๆอย่าง ชัดเจนอยู่แล้ว หากนายไผ่ ยังจะตามหาหลักฐานอยู่ ตนค่อนข้าง งง เพราะผลการตรวจสอบต่างๆของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบ เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ท่านสามารถไปตรวจสอบได้แม้จะเป็นเอกสารลับ แต่ก็สามารถไปหาอ่านได้ ดังนั้นเวลาที่พรรคเราเปิดเผยเรื่องอะไรเรามีหลักฐาน จึงอยากยกตัวอย่างเช่นเรื่องโควตาหวยที่มี สส.กทม. นำมาเปิดเผย จริงๆ สเตทเม้นท์มี 5 แผ่น และตนดูหมดแล้ว รวมทั้งมีเอกสารในกระบวนการที่อยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมยืนยันว่าทุกเคสที่เราทำมีหลักฐานทั้งหมด ดังนั้นไม่ต้องถามว่าฝ่ายค้านมีหลักฐานหรือไม่เพราะพวกเราเปิดหมด

“อยากถามรัฐบาลว่า มานั่งถามทำไมว่ามีหลักฐานหรือไม่ เพราะขนาดพรรคประชาชนยังมีเอกสารที่ออกมาโชว์ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แล้วรัฐบาลจะไม่มีเอกสารตัวนี้อยู่ในมือจริงหรือ เราจึงอยากจี้ถามคืนว่าตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่” นางสาวรักชนก กล่าว

ส่วนที่ถามว่าตนเองคิดเห็นอย่างไรต่อกรณีของนายไผ่ ก็อยากให้ประชาชนแสดง ความคิดเห็นเองดีกว่า เพราะว่าตนเองพูดเยอะไปแล้ว

“ทุกคนไม่ทราบหรอคะ บริษัทเขาเคยเปิดขายหวย คือตนไม่เข้าใจว่าข้อเท็จจริง ที่เป็นข้อเท็จจริง ที่จะทิ่มตาจะบอดอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเราจะมาถามกันอีกทำไม” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่าการที่ตนเองได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเปิดโปงกระบวนการสลากกินแบ่งรัฐบาล น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตรงนี้ทราบกันดีเพราะข้อมูลดังกล่าวมีการเปิดเผยต่อสาธารณะชนเป็นเวลานาน ซึ่งทุกคนรู้ว่าวิธีการและบุคคลใดเป็น 5 เสือ และ รู้ดีว่าใครเป็นบุคคลที่เปิดบริษัท จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล

อย่างไรก็ตามตนไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้มากกว่านี้ เพราะเวทีนี้ไม่เหมาะสมซึ่งตนจะหาโอกาสชี้แจงต่อไป

‘อนุทิน’บอก’เหรอ’หลัง พท.เปิดตัวบ้านใหญ่’อัศวเหม’ โยน’ก.คลัง’แจง ปมโควตาสลากคนพิการ

'อนุทิน'บอก'เหรอ'หลัง พท.เปิดตัวบ้านใหญ่'อัศวเหม' โยน'ก.คลัง'แจง ปมโควตาสลากคนพิการ

‘อนุทิน’บอก’เหรอ’หลัง พท.เปิดตัวบ้านใหญ่’อัศวเหม’ โยน’ก.คลัง’แจง ปมโควตาสลากคนพิการ

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

‘อนุทิน’บอก’เหรอ’หลัง พท.เปิดตัวบ้านใหญ่’อัศวเหม’ โยน’เอกนิติ’แจง ปมโควตาสลากคนพิการ ชี้ทำผิดกฎหมายไม่ได้

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวบ้านใหญ่อัศวเหม โดยนายอนุทิน อุทานว่า เหรอ ยังไม่ทราบเลย เดี๋ยวตนต้องไปรอรับลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสแห่งสิงคโปร์ และอดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานปัญหาโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลในส่วนของผู้พิการแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ไปรอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแถลง พร้อมกับย้ำว่า ใครทำผิดกฎหมายไม่ได้ทั้งนั้น 

ส่วนที่มีหลายคนมองว่าเรื่องสลากกินแบ่งของรัฐบาลในส่วนของผู้พิการนั้นเป็นเรื่องเซนซิทีฟ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกเรื่องเป็นเรื่องเซนซิทีฟหมด จะต้องจัดการให้อยู่ภายใต้กฎหมาย ทำผิดกฎหมายไม่ได้ ไม่มีอะไรดีเท่ากับเราดำเนินคดีกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

มติศาลรัฐธรรมนูญ ตีตก 2 คำร้อง‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ทำ MOA ไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

มติศาลรัฐธรรมนูญ ตีตก 2 คำร้อง‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ทำ MOA ไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

มติศาลรัฐธรรมนูญ ตีตก 2 คำร้อง‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ทำ MOA ไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.34 น.

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตีตกปมร้อง‘ปชน.-ภท.’ทำ MOA ตั้งรัฐบาล ชี้เป็นการประกาศเจตจำนงทางการเมืองร่วมกัน ไม่เข้าข่ายใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง

3 พฤศจิกายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นายคงเดชา ชัยรัตน์ ผู้ร้องยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กล่าวอ้างว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกร้องที่ 2และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน จำนวน 143 คน ผู้ถูกร้องที่ 3 กระทำการตกลง กันเพื่อแบ่งปันอำนาจอธิปไตย ด้วยการบิดเบือนอำนาจบริหารในบางเรื่องที่ควรจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็น องค์กรฝ่ายบริหาร ให้มาเป็นอำนาจแฝงของพรรคการเมืองฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองนั้น เป็นการทำลายกลไกของระบอบประชาธิปไตย ทำให้ขาดความเข้มแข็งในการถ่วงดุลอำนาจในการปกครองประเทศ ส่งผลให้สัมพันธภาพระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ขาดความเหมาะสม เป็นการใช้สิทธิหรือ เสรีภาพที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

โดยพรรคประชาชน ผู้ถูกร้องที่ 1 เสนอยกคะแนนเสียงสมาชิกสภาผู้แทนพรรคประชาชนให้กับพรรคการเมืองใด ที่สามารถนำนโยบายของพรรคประชาชน  ผู้ถูกร้องที่ 1ไปดำเนินการเมื่อพรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล คือ ให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับแต่วันที่รัฐบาล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ต่อมาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกร้องที่ 2 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOA) และในการประชุมสภาผู้แทน ราษฎร เพื่อลงคะแนนเสียงเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOA) โดยลงคะแนนเสียงเห็นชอบเพื่อให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผู้ถูกร้องทั้งสามจะปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้าน

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ เมื่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นการเจรจาหรือการประกาศเจตจำนงทางการเมืองร่วมกัน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสาม กระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49วรรคหนึ่ง กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นนายคงเดชา ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดและสำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสาม ยังไม่เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ดังนั้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาดำเนินการ ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อโปรดวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งไม่รับ ดำเนินการตามที่ร้องขอ จึงนำคำร้องมายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล หนึ่งในแกนนำกลุ่มสว.สำรอง ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในประเด็นเดียวกันนี้ด้วย ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเมื่อบันทึกข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างนายณัฐพงษ์และนายอนุทิน เป็นการเจรจาหรือการประกาศเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 กระทำการ อื่นใดอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 49 จึงมีมติเป็นเอกฉันมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

‘บวรศักดิ์’แจง‘ขยายเกษียณอายุ’ขรก.พลเรือนแค่ 65 ปี ไม่ถึง 70 ปี ‘นายกฯ’หวังให้จบในรัฐบาลนี้

‘บวรศักดิ์’แจง‘ขยายเกษียณอายุ’ขรก.พลเรือนแค่ 65 ปี ไม่ถึง 70 ปี ‘นายกฯ’หวังให้จบในรัฐบาลนี้

‘บวรศักดิ์’แจง‘ขยายเกษียณอายุ’ขรก.พลเรือนแค่ 65 ปี ไม่ถึง 70 ปี ‘นายกฯ’หวังให้จบในรัฐบาลนี้

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.54 น.

‘บวรศักดิ์’แจงศึกษา‘ขยายเกษียณอายุ’ข้าราชการพลเรือนแค่ 65 ปี โต้ข่าวขยายถึง 70 ปี บอก‘นายกฯ’หวังให้จบได้ในรัฐบาลนี้

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 3 พ.ย.68  นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ แต่ไม่มีการพูดว่าขยายอายุราชการถึง 70 ปี ซึ่งกรณีขยายอายุราชการ 70 ปี เป็นเกณฑ์ของผู้พิพากษา และอัยการซึ่งขยายไปแล้ว และอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ขยายอายุราชการถึง 65 ปีแล้ว

“วันนี้พูดถึงเพียงการศึกษาขยายอายุข้าราชการพลเรือนจะขยายอายุถึง 65 ปีหรือไม่ ไม่รวมข้าราชการอื่นๆ ตำรวจก็ไม่รวม เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ พร้อมย้ำว่า ไม่ใช่ 70 ปี ไม่เคยพูด“ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อ    

เมื่อถามว่า เรื่องการขยายอายุข้าราชการพลเรือนถึงอายุ 65 ปี จะทันภายในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯได้พูดกับตน ว่าอยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

‘บวรศักดิ์’ยกคติ‘คำเตือนมีค่ากว่าคำชม’ หลัง‘นิพิฏฐ์’แซะ‘นายกฯ’สวมชุดกากีขึ้นเวทีหาเสียง

‘บวรศักดิ์’ยกคติ‘คำเตือนมีค่ากว่าคำชม’ หลัง‘นิพิฏฐ์’แซะ‘นายกฯ’สวมชุดกากีขึ้นเวทีหาเสียง

‘บวรศักดิ์’ยกคติ‘คำเตือนมีค่ากว่าคำชม’ หลัง‘นิพิฏฐ์’แซะ‘นายกฯ’สวมชุดกากีขึ้นเวทีหาเสียง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

‘บวรศักดิ์’ยกคติ‘คำเตือนมีค่ากว่าคำชม’ บอก‘นายกฯ’รู้อะไรคืออะไร หลัง‘นิพิฏฐ์’โพสต์แซะสวมชุดกากีขึ้นเวทีหาเสียง-มอบนโยบายกระบี่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 3 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์ข้อความพาดพิง อยากให้แนะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าสิ่งไหนควรทำหรือไม่ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ จ.กระบี่ โดยสวมชุดกากี หาเสียงขณะมอบนโยบาย รวมถึงสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทยให้กับว่าที่ผู้สมัคร ตรงหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์จังหวัดตรัง ว่า ตนถือเป็นคติมาตลอด ว่าคำเตือนมีค่ากว่าคำชม แต่คำเตือนต้องเป็นคำเตือนที่สุภาพ ไม่ใช่ด่าทอกัน เพราะการด่าทอเป็นการผิดศีลข้อสี่ เป็นมุสาวาส ก่อนย้ำว่าคำเตือนนั้นมีค่า แต่ตนมองว่า นายนิพิฏฐ์ก็เตือนเอง ไม่ต้องให้ตนไปเตือน เพราะนายกฯก็รู้ว่าอะไรคืออะไร 

พร้อมกับขอร้องว่าหากคนในสังคมเตือนกันด้วยวาจาสุจริต มันก็น่ารักแต่ถ้าคนในสังคมเตือนกันด้วยการด่าหรือการจิกตี ผิดศีลข้อ 4 และกล่าวทิ้งท้ายว่าไม่มีอะไรมากกว่านั้น