‘สิริพงศ์’เผยนายกฯตั้ง‘คกก.ขับเคลื่อน’ถ้อยแถลงนายกฯไทย-กัมพูชา ลั่นไม่สยบยอมเขมร

‘สิริพงศ์’เผยนายกฯตั้ง‘คกก.ขับเคลื่อน’ถ้อยแถลงนายกฯไทย-กัมพูชา ลั่นไม่สยบยอมเขมร

‘สิริพงศ์’เผยนายกฯตั้ง‘คกก.ขับเคลื่อน’ถ้อยแถลงนายกฯไทย-กัมพูชา ลั่นไม่สยบยอมเขมร

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.24 น.

‘สิริพงศ์’เผยนายกฯตั้ง‘คกก.ขับเคลื่อน’ถ้อยแถลงนายกฯไทย-กัมพูชา ‘ผบ.ทสส.’เป็นประธาน ขอมั่นใจรัฐบาลไม่ย่อหย่อน-สยบยอมกัมพูชาแน่นอน ยึดหลักไม่ยอมเสียอธิปไตยแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว ลั่นเปิดด่านเป็นสิ่งสุดท้าย หลังกัมพูชาทำตามเงื่อนไขทั้งหมด

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 3 พ.ย.68 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมแถลงความคืบหน้าจากผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา (Joint Declaration) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (JBC และ GBC) โดยนายสิริพงศ์ แถลงว่า ไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอดจนกระทั่งเดือนมี.ค.ถึงเดือนเม.ย. 68 ที่สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นตามแนวชายแดนไม่ว่าจะเป็นการรุกล้ำเข้ามาของฝ่ายกัมพูชา ทำให้เกิดความไม่สบายใจของฝ่ายไทย จนมีเหตุการณ์ยิงต่อสู้จากการรุกล้ำการขุดคูเลตของกัมพูชา รวมถึงกรณีทหารไทยมีการเหยียบกับระเบิด ทำให้สูญเสียขาไปจำนวน 3 ราย และมีระเบิดลงที่ปั๊มน้ำมัน มีประชาชนเสียชีวิต 8 คน ถือเป็นการสูญเสียที่หนักหนาสาหัสสำหรับคนไทย ความเจ็บช้ำครั้งนี้เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีความโกรธแค้นและมีความเสียใจในความสูญเสีย หลังจากนั้น มีการตอบโต้ทำให้สูญเสียทหารไปนับ 10 ราย และบาดเจ็บ 666 คน จนถึงวันที่ 28 ก.ค. มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงของรักษาการนายกฯเวลานั้นกับรัฐบาลกัมพูชาที่ประเทศมาเลเซีย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เดิมที เป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่หลังจากวันที่ 28 ก.ค. เริ่มมีผู้สังเกตการณ์จากคนนอกเข้ามาคือสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่สังคมโลกจับตามอง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 96 วัน ที่ชาวบ้านตื่นมาเจอกับปืนใหญ่ เจอรถถัง สถานการณ์จากนี้ไปสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเทศที่มีพื้นที่ติดกัน เราไม่ได้ลืมความเจ็บแค้น แต่เวลานี้เรากำลังพูดกันอยู่ว่า เมื่อมีพื้นดินที่ติดกันและข้อเท็จจริงนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจะเดินหน้าอย่างไร เราหวังว่าจะให้ประชาชนบริเวณนั้นตื่นขึ้นมา พร้อมเห็นรถถังทุกวันหรือไม่ ตนคิดว่าทุกคนคงไม่ได้คิดเช่นนั้น เราคงไม่ได้อยากเห็นประชาชนอยู่ในความหวาดผวาว่า วันนี้ประชาชนต้องอพยพหรือไม่ วันนี้ตนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนอยากเห็นคือการใช้ชีวิตของคนในประเทศไทยอย่างเป็นปกติสุขที่สุด โดยที่เราไม่สูญเสียดินแดนของเรา แม้แต่หนึ่งตารางเซนติเมตร

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า วันนี้มาถึงจุดที่เราจะต้องเดินหน้าหาคำตอบหาทางออกกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาแล้ว โดยขั้นตอนที่ยึดโยงมาจากข้อตกลงคือแนวทางว่าจะมีการปฏิบัติต่อกันอย่างไร ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเรายืนยันหนักแน่นใน 4 ข้อหลัก ทั้งนี้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าด้วยข่าวลือ แต่ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยข้อเท็จจริง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องของไซเบอร์สแกมในช่วงที่ผ่านมาในขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาไม่สงบเรียบร้อย ความร่วมมือต่างๆก็ไม่ได้รับการสานต่อ แต่ภายใต้ข้อตกลง 4 ข้อ จะต้องดำเนินการต่อให้ได้ ทั้งนี้ นายกฯได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงผลการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธานคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่ติดตามประเมินผลการดำเนินการของทั้งฝั่งกัมพูชาและไทยและมีหน้าที่อำนวยการคณะสังเกตการณ์เพื่อให้การสังเกตการณ์เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและปกติที่สุด

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่อยากจะนำความสงบสุขกลับมาคืนมาสู่คนไทยทุกคนในประเทศนี้ โดยยึดหลักเราจะไม่เสียดินแดน และอธิปไตยแม้แต่ตารางเซ็นติเมตรเดียวตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ที่ นายอนุทินมาเป็นนายกฯ เราไม่มีดินแดนไทยแผ่นไหน แม้แต่ 1 ตารางเซนติเมตรเสียให้กับกัมพูชา เราไม่มีอวัยวะชิ้นใดของทหารที่เสียสละที่จะเสียไปจากสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา เราไม่ได้เห็นเลือดของทหารเหล่านั้นหยดบนผืนแผ่นดินไทย และสำคัญที่สุดเราไม่เห็นเลือดประชาชนที่หลั่งบนแผ่นดินไทย ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น แนวทางที่จะเดินหน้าต่อไป รัฐบาลมีความตั้งใจที่อยากจะทำให้ทุกคนเป็นปกติที่สุด ภายใต้เงื่อนไขการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของไทย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่อง การเปิดด่าน วันนี้ที่มีการแถลงไม่มีการพูดถึงเรื่องการเปิดด่านเลย นโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่าด่าน ชายแดนไทยกัมพูชา จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลจะพิจารณาทำ หลังจากที่กัมพูชาดำเนินการตามเงื่อนไขทั้งหมดที่กัมพูชาได้ให้คำมั่นไว้ในถ้อยแถลงเท่านั้น ฉะนั้น ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่ารัฐบาลไทยไม่ย่อหย่อนและไม่มีทางที่จะสยบยอมต่อกัมพูชาอย่างแน่นอน

เมื่อถึงกรณีการปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ก็เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องที่กัมพูชาขอมา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเริ่มต้นก็ต่อเมื่อกัมพูชาดำเนินการ 4 ข้ออย่างจริงจัง ฉะนั้นในวันนี้อยู่ในระหว่างการประเมินว่ากัมพูชาได้ดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้ออย่างจริงจังหรือไม่

เมื่อถามว่า​​ รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร​ ในพื้นที่ปราสาทควาย​ ปราสาทคนา​ เนิน​ 677​ จะเจรจาอย่างไรไม่ให้ใครเสียประโยชน์​ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องการใช้ความรุนแรงหรือการยิง จบไปตั้งแต่ สัญญาหยุดยิง​ 28 กรกฎาคม​ 2568 ดังนั้นรัฐบาลไม่สามารถใช้กำลังเปิดก่อนได้​ แต่แนวทางที่รัฐบาลต้องทำคือใช้สันติวิธีโดยการเจรจา สุดท้ายแล้วในเรื่องการปักปันเขตแดน และกรณีพิพาทที่ยังเป็นปัญหาอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องมาพูดคุยกันในระดับทวิภาคี​ ซึ่งหมายรวมไปถึงทุกพื้นที่ ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน​

เมื่อถามว่า​ เจรจาขอคืนพื้นที่ มีกรอบเวลา​หรือไม่​ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า​ ยังไม่มีกรอบเวลา​ ทำใน​ 4 ประเด็นใหญ่ไปก่อน​

กห.เผยไทยแค่ถอนอาวุธหนัก ไม่ได้ถอนกำลัง ชี้ใช้กลไก AOT กดดัน หากเขมรเบี้ยว

กห.เผยไทยแค่ถอนอาวุธหนัก ไม่ได้ถอนกำลัง ชี้ใช้กลไก AOT กดดัน หากเขมรเบี้ยว

กห.เผยไทยแค่ถอนอาวุธหนัก ไม่ได้ถอนกำลัง ชี้ใช้กลไก AOT กดดัน หากเขมรเบี้ยว

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

โฆษกกลาโหม ยัน ไทยแค่ถอนอาวุธหนัก ไม่ได้ถอนกำลังหมด เผย ใช้กลไก AOT กดดัน หากเขมรเบี้ยวเก็บกู้ระเบิด ด้าน กต. เดินหน้าสำรวจหมุดเขตแดนเร่งด่วน บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ย้ำ ไม่เสียเปรียบ 

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในประเด็นการถอนอาวุธหนักที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง เช่น จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ได้มีกำหนดการถอนกำลังและถอนอาวุธในวันที่ 1 – 21 พ.ย. ส่วนเฟสที่ 2 เป็นการถอนกำลัง อาวุธ ระบบปืนใหญ่ทุกประเภท ปืนทำลายล้างสูง ปืนใหญ่อัตตาจร กำหนดห้วงเวลาคือ 22 พ.ย. – 12 ธ.ค. ส่วนเฟสที่ 3 จะเป็นการถอนอาวุธที่เหลือ เช่น รถหุ้มเกาะ รถถัง กำหนดเวลาไว้ที่ 13 ธ.ค. – 31 ธ.ค.  คาดว่าจะถอนกำลังและอาวุธหนักทั้งหลายสิ้นทั้งหมดภายในสิ้นปี ครอบคลุมเวลาทั้งหมด 2 เดือน ส่วนข้อห่วงใยของประชาชนเรื่องการถอนอาวุธจะหมายถึงถอนทหารด้วยหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่าเป็นแค่การถอนอาวุธหนัก กองกำลังป้องกันชายแดนที่มีการวางกำลังอยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้วไม่มีการถอนกำลังใดๆ กำลังพลที่ทำปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังคงปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่าเรายังคงดำรงการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราไม่ได้มีการถอนกำลังหมด

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ส่วนที่มีคำถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่ากัมพูชาถอนอาวุธหนักจริงหรือไม่นั้น เรามีกลไกคณะผู้สังเกตการณ์จากผู้แทนสมาชิกอาเซียน หรือ AOT  จำนวน 8 ประเทศ  โดยมีหน้าที่รายงานไปยังหน่วยขึ้นตรงของเขา ถ้ามีปัญหาใดๆ ทางฝ่ายไทยหรือฝ่ายกัมพูชาจะรายงานหรือแจ้งไปที่ฝ่าย AOT เพื่อให้รายงานและสร้างแรงกดดันไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ขอยืนยันว่าเรามีกลไกในเรื่องของการตรวจสอบ ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด  ซึ่งประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปในป่าเพื่อหาพืชพรรณ ซึ่งหากยังมีระเบิดในพื้นที่ยังจะส่งผลอันตราย โดยได้มีการจัดตั้งชุดประสานงานร่วมเฉพาะกิจ (JCTF) ขึ้นมาเพื่อประสานงานในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจะเข้าไปเก็บกู้ระเบิด โดยฝ่ายไทยเสนอพื้นที่นำร่อง 13 พื้นที่ในเรื่องการเก็บกู้ระเบิด ที่ผ่านมาเริ่มมีการดำเนินการไปบ้างแล้ว ในบางส่วนมีการถูกขัดขวางจากกัมพูชาบ้าง แต่เรามีกลไกลเจรจาและพูดคุยเพื่อให้บรรลุในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด  และยืนยันว่า จะไม่มีกองกำลังของอาเซียนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ จะเป็นเพียงผู้แทนของประเทศทางการทูตเท่านั้น

ด้านนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงผลสรุปการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ระหว่างไทย-กัมพูชา ตลอดเวลาที่ผ่านมาว่า กลไกเจบีซีเป็นกลไกทางเทคนิคในการสำรวจจัดทำหลักเขตแดน และมีการประชุมสมัยวิสามัญเมื่อวันที่ 21-22 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ จ.จันทบุรี ซึ่งผลลัพธ์การประชุมแบ่งออกเป็นสามประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การซ่อมแซมและจัดทำหลักเขตแดน เพื่อเปลี่ยนหรือทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่เสียหาย ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีความเห็นตรงกันแล้ว  2.เร่งรัดการแก้ไขทีโออาร์ปี 2003 เพื่อนำเทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) มาใช้ทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ โดยเห็นชอบให้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ภายในในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.68 3.เห็นพ้องต่อกระบวนการสำรวจและจัดทำหมุดชั่วคราวอย่างเร่งด่วน บริเวณหลักเขตแดน 42-47 ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน และให้หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง สามารถบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการรับรองที่ดินในบริเวณดังกล่าว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหวังว่าจะมีส่วนช่วยลดการกระทบกระทั่ง และความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ 
นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ในส่วนการสำรวจและทำหมุดชั่วคราว ขณะนี้ฝ่ายกัมพูชากำลังพิจารณาร่างคำแนะนนำทางเทคนิค (Technical instructions) สำหรับการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวในบริเวณเร่งด่วน ซึ่งฝ่ายไทยได้จัดทำร่างหนังสือแล้วและกำลังรอคำตอบอยู่ โดยกำหนดไว้ภายในวันที่ 14 พ.ย. จากนั้นจะเริ่มทำการสำรวจวางหมุดชั่วคราวภายในวันที่ 17 พ.ย. โดยแผนงานคร่าวๆ คือเริ่มจากหลักเขตแดน 42-43 แล้วตามด้วยหลักเขตแดน 46-47 และ 43-46 ตามลำดับ ซึ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายดำเนินการแล้วต้องนำผลสำรวจ นำเสนอต่อรัฐบาลของแต่ละฝ่ายเพื่อขอความเห็นชอบ และเพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสมต่อการปรับการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ยืนยันว่าการวางหมุดชั่วคราว มีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจเท่านั้น ไม่กระทบต่อสิทธิ์ของไทยและกัมพูชาในเรื่องของเขตแดน ตามกฏหมายระหว่างประเทศ  นอกจากนี้ ยังมีการตกลงกันว่า ให้มีการประชุมเจบีซีอีกครั้ง เพื่อติดตามการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของทั้งสองฝ่าย โดยจะจัดให้มีขึ้นในช่วงต้นเดือน ม.ค.69

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขทีโออาร์ 2003 จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ทีโออาร์ 2003 เป็นข้อปฏิบัติจาก MOU 43 จึงไม่มีเนื้อหาอันใดที่จะทำให้เสียเปรียบได้ เป็นการกำหนดรายละเอียดแก่ผู้ปฏิบัติเท่านั้น 

‘ขัตติยา’เผย‘กมธ.แก้รธน.’ยังไม่เคาะโมเดล‘ส.ส.ร.’ ชี้เห็นต่างปม‘ที่มา’ไร้อุปสรรค

‘ขัตติยา’เผย‘กมธ.แก้รธน.’ยังไม่เคาะโมเดล‘ส.ส.ร.’ ชี้เห็นต่างปม‘ที่มา’ไร้อุปสรรค

‘ขัตติยา’เผย‘กมธ.แก้รธน.’ยังไม่เคาะโมเดล‘ส.ส.ร.’ ชี้เห็นต่างปม‘ที่มา’ไร้อุปสรรค

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

‘ขัตติยา’เผย‘กมธ.แก้รธน.’ยังไม่เคาะโมเดล‘ส.ส.ร.’ ชี้เห็นต่างปม‘ที่มา’ไร้อุปสรรค รับยังไม่ชัดเปิดถก‘วิสามัญ’ช่วงใด

3 พ.ย.2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ… รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการนัดประชุมกมธ.ครั้งถัดไปว่า จะมีการประชุมอีกครั้งในวันพุธ พฤหัสบดี และศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการพูดคุยกันถึงคอนเซปต์ที่เมื่อเราเห็นไปในทำนองเดียวกันแล้ว ก็จะสามารถนำคอนเซปต์นี้ไปลงในรายมาตราได้เช่น เรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงได้นั้น คำว่าโดยตรงนั้นจะสามารถทำอะไรได้มากน้อยเพียงใด หลังจากนั้นจึงมีการมาพูดคุยกันว่าจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และมีกมธ.ยกร่าง หรือสุดท้ายแล้วจะมีเพียงแค่กมธ.ยกร่างเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า ในเมื่อไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างโดยตรงได้ ซึ่งในที่ประชุมก็มีหลายความเห็นนอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการที่จะเปิดรับฟังความเห็นของประชาชน ที่จะมาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะใช้รูปแบบใดจะเปิดให้มีการตั้งกลุ่มบุคคลเพื่อไปรับฟังความคิดเห็น หรือจะใช้ช่องทางรัฐสภา เช่น การใช้กมธ.สามัญ หรือจะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อไปรับฟังความคิดเห็น

เมื่อถามว่า เบื้องต้นยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องโมเดล ส.ส.ร. และกรรมาธิการยกร่างฯ ใช่หรือไม่ น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ด้วยความที่กมธ.เรามีประมาณ 30 กว่าคน จึงใช้วิธีที่ให้แต่ละพรรคและสว. เลือกผู้แทนมาหนึ่งคน ขึ้นมา แล้วเข้าไปเป็นคณะทำงานเพื่อไปพูดคุยถึงคอนเซปต์ให้ตกผลึกกันมาระดับหนึ่งแล้ว จึงมาคุยกันในกมธ.ชุดใหญ่จะได้ง่ายขึ้น

เมื่อถามว่า เสียงที่แตกเรื่องที่มา ส.ส.ร. จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือไม่ น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคเพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องพยายามหาจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพราะมีการถกถึงข้อดี ข้อเสียกันมาก่อนหน้านี้แล้วว่าทุกคนห่วงว่า ส.ส.ร. หากเราให้ประชาชนมามีส่วนร่วมแม้ว่าจะเป็นอีกชั้นหนึ่งคือ สมมติว่าประชาชนเลือกมาแล้ว แล้วมาตั้งอีกครั้ง

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า ทุกคนก็ห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงพยายามหาทางที่จะไม่ให้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ได้มากที่สุด เราจึงมีการพูดคุยกันว่าแต่ละโมเดล ให้ไปร่างมาเพื่อใส่ไว้ในมาตรา ให้ไปลองทำมาดูก่อน แม้ว่าสุดท้ายแล้วที่ประชุมจะมีมติเลือกแบบใดก็ตาม อย่างน้อยก็มีเตรียมความพร้อมไว้

เมื่อถามถึง กรณีที่มีคนไปร้องว่าการที่สมาชิกสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา อาจจะเป็นการล้มล้างการปกครอง มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตจะสะดุดหรือไม่ น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ไม่ ตนคิดว่าเราพยายามทำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดมากที่สุด อะไรที่เสี่ยงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย เราก็เลี่ยง ในส่วนนี้เราไม่กลัว เพราะทุกคนที่เข้ามาอยู่ใน กมธ.มีความตั้งใจ และอะไรที่ทุกคนคิดว่าเสี่ยงในจุดไหนก็ให้รีบแจ้งกมธ.ก่อน ก็น่าจะดี เราจะได้อธิบายและนำข้อนั้นมาเป็นจุดสังเกตการที่เราจะตัดสินใจและลงมติในการที่จะทำแต่ละมาตรา

เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าจะมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ได้เมื่อไหร่ น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า มีการคุยกันอยู่ว่าเราทำกันมาหลายรูปแบบ และทางสภาฯ ก็ทำป็อปอัพมาให้ว่าหากเราสามารถพิจารณาเสร็จได้ภายในกี่ครั้งของ กมธ. เราจึงจะสามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญตอนไหนได้บ้าง ซึ่งเรานำทุกอย่างมาประเมินสถานการณ์ แต่ทั้งนี้ก็มีการท้วงติงจาก สว.ว่าต้องใช้เสียง สว.ในการโหวตด้วย ฉะนั้น เขาจึงต้องใช้เวลาในการที่จะไปอธิบายให้ สว.ทั้ง 200 คนเข้าใจถึงเนื้อหาของการแก้ไข เขาจึงกังวลว่าหากเปิดประชุมสมัยวิสามัญช่วงพฤศจิกายนนั้น จะทำให้เขาไปถ่ายทอดไม่ทัน หรือแม้กระทั่งว่าหากเราต้องประชุมให้เสร็จทุกนัด ภายในวันที่ 15พ.ย. กว่าจะทำรายงานเสร็จ เขาก็รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่รัดเกินไป เนื่องจากเป็นกฎหมายที่สำคัญจึงขอผ่อนออกไปได้หรือไม่

“ในส่วนนี้เราก็พยายามทำให้ทันกรอบเวลารัฐบาลและสภาฯ ชุดนี้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ทราบว่าจะต้องมีการยุบสภาฯ ในวันที่ 31ม.ค. 2569 เราจึงใช้เงื่อนไขนี้มาประเมินการทำงานว่าควรที่จะเป็นกรอบเวลาใด แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มีเวลาที่แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญช่วงใด” น.ส.ขัตติยา กล่าว

โฆษก ทบ. แจงถอนอาวุธหนัก แต่ยังมีอาวุธยิงระยะสั้น ปกป้องอธิปไตยอยู่

โฆษก ทบ. แจงถอนอาวุธหนัก แต่ยังมีอาวุธยิงระยะสั้น ปกป้องอธิปไตยอยู่

โฆษก ทบ. แจงถอนอาวุธหนัก แต่ยังมีอาวุธยิงระยะสั้น ปกป้องอธิปไตยอยู่

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.11 น.

โฆษก ทบ. แจงถอนอาวุธหนัก แต่ยังมีอาวุธยิงระยะสั้น ปกป้องอธิปไตยอยู่  ยันคุมตัว 18 เชลยศึกตามหลักสากล พร้อมปล่อยตัวหากกัมพูชาลดระดับความเป็นปฏิปักษ์ต่อไทย-ทำตาม 4 ข้อตกลง 

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการถอนอาวุธที่เป็นอาวุธยิงระยะไกลออกจากพื้นที่ชายแดนก่อน ว่า เพราะเป็นอาวุธที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพย์ของพี่น้องประชาชนคนไทย

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประชาชนในการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ออกจากพื้นที่ชายแดนว่าหากเกิดเหตุความไม่สงบจะสามารถดูแลป้องกันชายแดนได้หรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า กำลังทหารตามแนวชายแดนยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแค่ถอนอาวุธและระบบยิงบางส่วนเท่านั้น อาวุธยิงสนับสนุนในระยะใกล้ที่ใช้ปกป้องอธิปไตยของแต่ละหน่วยยังมีอยู่ เรื่องนี้มีการแจ้งขาวบ้านและมีการประสานอย่างใกล้ชิด ซึ่งชาวบ้านทราบ ไม่ได้ตื่นตระหนก และมีความเชื่อมั่นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้ไปไหน มีการเปลี่ยนแค่หน่วยที่อยู่ระยะหลังจากหน้าแนวชายแดนเท่านั้นซึ่งไม่กระทบอะไร

เมื่อถามถึงการดูแลเชลยศึกทหารกัมพูชาทั้ง 18 คนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การดูแลเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งองค์กรที่ดูแลเรื่องนี้คือ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เดินทางไปเยี่ยมเป็นประจำอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่มีเสียงสะท้อนอะไรที่น่ากังวล เมื่อถามย้ำว่า กัมพูชาพยายามกดดันให้มีการปล่อยตัวทหาร ทั้ง 18 คน พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เงื่อนไขยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตาม 4 ข้อที่ให้ไว้ หากมีการแสดงออกถึงความตั้งใจ ความจริงใจ ทำให้ระดับของการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันลดลง ถือว่าเข้าเงื่อนไข สามารถทำได้ และช่วงนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา 

เมื่อถามว่า การมีเชลยศึก 18 คน อยู่ไทยได้ประโยชน์อะไรบ้าง พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ทุกอย่างเราทำตามกติกาสากล หากพูดถึงประโยชน์ที่เราจับต้องได้มันไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประเทศไทยดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ในมาตรฐานและกติกาสากล ส่วนที่มีข่าวว่าจะคืนเชลยศึกทั้ง 18 คน ในสัปดาห์หน้าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ต้องติดตามกันต่อไป

‘ก่อแก้ว’ โหนเด็กอัด ‘อภิสิทธิ์’ เป็นสิ่งชำรุดทางการเมือง

'ก่อแก้ว' โหนเด็กอัด 'อภิสิทธิ์' เป็นสิ่งชำรุดทางการเมือง

‘ก่อแก้ว’ โหนเด็กอัด ‘อภิสิทธิ์’ เป็นสิ่งชำรุดทางการเมือง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.49 น.

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  พรรคประชาธิปัตย์เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นสิ่งชำรุดทางการเมือง จากบาดแผลลึกในใจของคนไทยทั้งประเทศ จากการออกคำสั่งสลายการชุมนุมผู้ที่มาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในปี 2553 จนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตถึง 99 ศพ จนมีการตั้งฉายาว่า “มาร์ค 100 ศพ” “มาร์ค ม.7” “ดีแต่พูด” ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้พูดเอง แต่เป็นฉายาที่ “คนเสื้อแดง” และสื่อมวลชนตั้งให้ในช่วงเวลานั้นและข้อเท็จจริงคือ ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นประชาชนมือเปล่า ไม่มีอาวุธ ทุกชีวิตคือผู้บริสุทธิ์

อีกทั้ง นายอภิสิทธิ์เคยเป็นหัวหน้าพรรคที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งถึงสองครั้ง และเคยทำการบอยคอตเลือกตั้ง รวมถึงร่วมกับ กปปส.ชุมนุมประท้วงเพื่อเปิดทางให้มีการยึดอำนาจในปี 2557 สู้ในสนามเลือกตั้งไม่ได้ ก็หาช่องสนับสนุนให้ทหารยึดอำนาจ เพื่อให้คณะรัฐประหารช่วยทำลายพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่นายอภิสิทธิ์ไม่เคยเอาชนะได้เลยตลอดทศวรรษ

ผมไม่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้น แถมทำให้การจับมือทำงานการเมืองร่วมกับพรรคเพื่อไทยเป็นไปไม่ได้เลยในอนาคต แต่ที่ไม่เคยออกมาคัดค้าน เพราะมองว่านายอภิสิทธิ์จะทำให้คะแนนของกลุ่มอนุรักษ์นิยมหันเหจากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้น อย่างน้อยก็ดึงคะแนนของภูมิใจไทยให้ลดลงบ้าง หลังจากเติบใหญ่อย่างมากจากการที่พรรคประชาชนไปโหวตให้นายอนุทินมาเป็นนายกรัฐมนตรี

เห็นนายอภิสิทธิ์ตอบคำถามน้องๆ นักศึกษาที่มาถือป้ายประจานนายอภิสิทธิ์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวานนี้ เป็นการบอกปัดอย่างไม่รับผิดชอบ บอกได้คำเดียวว่า 

“มาร์คยังเหมือนเดิม และคงไม่มีวันดีขึ้นอีกแล้ว”

‘เพื่อไทย’เตรียมเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’ ลุ้นทัน 7 พ.ย.นี้

‘เพื่อไทย’เตรียมเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’ ลุ้นทัน 7 พ.ย.นี้

‘เพื่อไทย’เตรียมเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’ ลุ้นทัน 7 พ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

‘เพื่อไทย’เตรียมเปิดตัวบ้านใหญ่‘อัศวเหม’ ไม่แน่ใจทัน 7 พ.ย.นี้หรือไม่ ลั่นแม้ไม่คุยกับ‘ปชน.’ก็ยื่นซักฟอกเองได้ ชี้ต้องคำนึงถึงไทม์ไลน์-พยานหลักฐานเอาผิด บอกมีความพยายามไม่ให้เปิดวิสามัญแก้ รธน.

3 พฤศจิกายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า มีการพูดคุยกันเบื้องต้น และคณะยุทธศาสตร์ของพรรคก็คุยกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ไปกระทบต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราต้องคำนึงถึงไทม์ไลน์ต่างๆ ด้วย แต่เรื่องนี้ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าเรื่องของพยานหลักฐานต่างๆ ต้องพร้อมที่จะอภิปราย

เมื่อถามว่า หากต้องไปประสานกับพรรคประชาชน (ปชน.) จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เพราะไม่มีคนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการประสานงานร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นายสรวงศ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้าน และใช้เสียง 1 ใน 5 ของที่ประชุมสภาฯ ที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งเสียงของพรรค พท.ก็พอ หากไม่คุยกับพรรคปชน.ก็สามารถยื่นได้

นายสรวงศ์ กล่าวอีกว่า อย่างที่บอกว่าเราต้องคำนึงถึงอะไรหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องของไทม์ไลน์ พยานหลักฐานที่เราจะเอาผิดกับคนที่เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ทั้งนี้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท. กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคปชน. ก็มีการพูดคุยกันอยู่

นายสรวงศ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท. ก็ได้มีการพูดคุยกับนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านด้วย แต่เราจะมีการพูดคุยกัน เพราะอยู่ในสภาฯ แม้เราจะไม่มีคณะทำงานที่เข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ แต่ในการทำงานเราก็ต้องมีการพูดคุยกันอยู่

เมื่อถามว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังเป็นเงื่อนไขที่เรามีความกังวลว่าจะมีการชิงยุบสภาอยู่ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ไทม์ไลน์แล้ว เท่าที่ตนได้รับทราบจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ… รัฐสภา ก็มีความพยายามที่จะยืดเวลาออกไป ไม่อยากให้มีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้ทันช่วงที่มีการปิดสมัยประชุม จริงๆ แล้วหากมีการยื่นไว้ที่มีการเปิดสมัยประชุมสมัยสามัญ คือวันที่ 12 ธันวาคมเป็นต้นไป ก็สามารถที่จะทำได้เลย หากสภาฯ รับแล้วก็ไม่สามารถที่จะยุบสภาหนีได้

เมื่อถามถึง กรณีที่มีกระแสข่าวพรรค พท.จะมีการเปิดตัวบ้านใหญ่อัศวเหม นายสรวงศ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกัน เดี๋ยววันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ก็จะมีการเปิดตัวบางส่วน

เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงเปิดตัวบ้านใหญ่อัศวเหม ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า “มีครับ น่าจะมีอยู่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะทันหรือไม่ เดี๋ยวต้องดูว่าตัวบ้านอัศวเหมพร้อมหรือไม่”

‘ปชป.’เปิดตัวคนรุ่นใหม่สงขลาทายาทเสนเนียม ‘น้องภู สิทธิพัฒน์’เสนอตัวลง‘สส.เขต 4’

‘ปชป.’เปิดตัวคนรุ่นใหม่สงขลาทายาทเสนเนียม ‘น้องภู สิทธิพัฒน์’เสนอตัวลง‘สส.เขต 4’

‘ปชป.’เปิดตัวคนรุ่นใหม่สงขลาทายาทเสนเนียม ‘น้องภู สิทธิพัฒน์’เสนอตัวลง‘สส.เขต 4’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.39 น.

‘ปชป.’เปิดตัวคนรุ่นใหม่สงขลา‘ทายาทเสนเนียม’ ชัยชนะนำ‘น้องภู สิทธิพัฒน์’หนุ่มไฟแรง มากความสามารถ เสนอตัวลง‘สส.เขต 4’

3 พฤศจิกายน 2568 นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้นำนายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม หรือ “น้องภู” วัย 27 ปี เข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เพื่อแสดงความจำนงขอรับการคัดสรรเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 จังหวัดสงขลา

นายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม เป็นบุตรชายของ นายวินัย เสนเนียม และเป็นหลานชายของ นายถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นทายาททางการเมืองในจังหวัดสงขลา

นายสิทธิพัฒน์ มีประวัติการศึกษาที่ดี โดยจบมัธยมจากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ สาขาการเงินการคลัง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์ใน อ.เมือง จ.สงขลา

นายชัยชนะ กล่าวว่า “น้องภูเป็นคนหนุ่มไฟแรง ที่เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์และประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของประชาธิปัตย์” พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า เด็กหนุ่มคนนี้มีทั้งความรู้ ความสามารถ และความเสียสละ และจะสามารถนำพาความรู้ด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ไปแก้ปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระได้

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การเสนอตัวของ “น้องภู” สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมีคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเช่นนี้เข้ามาทำงานอีกหลายคน

‘ไชยชนก’ นำทัพดีอี จับมือ Google Cloud ให้นักศึกษาใช้ Google AI Pro ฟรี

'ไชยชนก' นำทัพดีอี จับมือ Google Cloud ให้นักศึกษาใช้ Google AI Pro ฟรี

‘ไชยชนก’ นำทัพดีอี จับมือ Google Cloud ให้นักศึกษาใช้ Google AI Pro ฟรี

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

‘ไชยชนก’ นำทัพดีอี จับมือ Google Cloud ให้นักศึกษาใช้ Google AI Pro ฟรี! ตั้งเป้าเฟส 2 ศึกษาเพื่อขยาย AI ระดับพรีเมียมสู่คนไทยกว่า 5 ล้านคน

3 พ.ย. 68 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES)ในฐานะผู้ผลักดันหลัก ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ Google Cloud ประเทศไทย ในงานแถลง “ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ Google Cloud เพื่อขยายโอกาสด้านเทคโนโลยีดิจิทัลด้วย AI” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และปลดล็อกศักยภาพของคนไทยด้วยเทคโนโลยี AI ผ่านการสนับสนุนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุ 18 ปี ขึ้นไป สามารถเข้าถึงแพ็กเกจ AI ระดับพรีเมียม หรือ โปร แบบใช้งานส่วนตัวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนาน 1 ปี ซึ่งจะหมดเขตลงทะเบียนรับสิทธิ์ 9 ธันวาคม 2568 กระทรวงดีอีพร้อมศึกษาและผลักดันขยายสิทธิ์ให้คนไทยทุกคนได้ใช้งาน AI ระดับพรีเมียม หรือ โปร ฟรี! กว่า 5 ล้านคนในเฟสต่อไป

ความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของ ดีอี ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของ AI ที่ปัจจุบันเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในด้านการเรียน การค้นคว้า และการทำงาน ตลอดจนความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาทักษะ AI ให้กับคนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI เวอร์ชันพรีเมียม หรือ โปร สำหรับการใช้งานส่วนตัว ประกอบกับศักยภาพที่โดดเด่นของตลาดผู้ใช้งานในประเทศ ที่มีส่วนร่วมและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการใช้งาน Gemini Consumer Application สูงสุดในโลก

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า “รัฐบาลไทย โดย ดีอี ตระหนักดีว่า AI คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต เรามีพันธกิจที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึง AI ได้อย่างเท่าเทียม เพื่อลดช่องว่างสร้างโอกาสให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาทุกคน กระทรวงฯ จึงได้ทำงานใกล้ชิดกับ Google โดยเริ่มต้นจากกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุ 18 ปี ขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ พวกเขาต้องการเครื่องมือ AI ที่ดีที่สุดเพื่อการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเอง การเปิดโอกาสให้เข้าถึง AI ระดับพรีเมียม หรือ โปร ซึ่งมีค่าบริการเฉลี่ยต่อเดือน 750 บาท รวม 12 เดือน 9,000 บาทได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

พร้อมกันนี้ ดีอี ยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้การเข้าถึงเทคโนโลยี AI กลายเป็น‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ของประชาชนทุกคน สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ในระยะแรกไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กระทรวงดีอีและ Google เดินหน้าทำงานอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในอนาคต เพื่อเร่งศึกษา ผลักดัน และขยายสิทธิ์ รวมทั้งปรับเงื่อนไข ให้คนไทยทุกคนได้ใช้งาน AI ระดับพรีเมียม หรือ โปร ฟรี! อย่างทั่วถึง ตั้งเป้ากว่า 5 ล้านคน ในเฟสต่อไป

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลจากการใช้งาน AI ด้วยมาตรการควบคุมระดับองค์กรของ Google Cloud นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชน ฝึกวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และใช้เหตุผลในการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป

จนขาดทักษะในการคิด เพราะการใช้ AI ที่มีความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับการคิดของมนุษย์ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ดีอีจะได้ดำเนินการความร่วมมือกับ Google รวมทั้งแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในอนาคต เพื่อให้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ภายใต้บทบาทและหน้าที่ตามกฎระเบียบของทางราชการต่อไป”

นายอรรณพ ศิริติกุล Country Director, Google Cloud ประเทศไทย กล่าวว่า “Google Cloud ขอชื่นชมวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอี ที่ผลักดัน AI ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง จากการที่เราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงดีอี ภายใต้การนำของท่านรัฐมนตรี ทำให้เรายิ่งเห็นถึงความตั้งใจจริงและความชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ รวมทั้งข้อมูลที่เราพบว่าคนไทยมีความพร้อมและตื่นตัวในการใช้ AI อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้ Google สนับสนุนวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของกระทรวงดีอีและมอบเครื่องมือ AI ที่ดีที่สุดในครั้งนี้ นอกจากนี้ การนำ AI มาประยุกต์ใช้ ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเห็นความต้องการที่ชัดเจนของการนำความสามารถด้านGenerative AI และ Agentic AI ไปประยุกต์ใช้ทั้งในห้องเรียนและห้องประชุมอีกด้วย เราเชื่อมั่นว่านี่คือการลงทุนที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล และ Google Cloud ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในระยะยาวต่อไป”

สำหรับ “ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ Google Cloud เพื่อขยายโอกาสด้านเทคโนโลยีดิจิทัลด้วย AI” ในระยะแรก จะมุ่งเน้นไปที่การมอบสิทธิ์การใช้งานแพ็กเกจ Google AI Pro สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุ 18 ปี ขึ้นไป สำหรับใช้งานส่วนตัว ฟรี! นาน 12 เดือน ซึ่งจะหมดเขตลงทะเบียนรับสิทธิ์ 9 ธันวาคม2568 นอกจากนี้ โครงการจะพัฒนาโซลูชันการเรียนรู้ระดับชาติ โดยอาศัยแพลตฟอร์ม Vertex AI และ โมเดล Gemini ของ Google Cloud โดยเฉพาะ Vertex AI Model Garden ที่จะช่วยรับรองความยืดหยุ่นและการบูรณาการแบบเปิดกับโมเดล AI ชั้นนำในอุตสาหกรรม รวมถึงโมเดลของ Google โมเดลจากพันธมิตรและโมเดลแบบเปิดอื่น ๆ เริ่มแรกโซลูชันการเรียนรู้ระดับชาตินี้จะให้บริการคอร์สอบรมออนไลน์ที่มีการแนะนำขั้นตอนและฝึกปฏิบัติจริง เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นกลุ่มแรก ซึ่งโซลูชันดังกล่าวมีการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จทั้งในสายอาชีพและชีวิตประจำวันในโลกที่เทคโนโลยี AI มีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้น

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมในการสร้างรากฐานด้าน AI ที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ Google Cloud จะยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงฯ จะเร่งพัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ และจะร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการสร้าง สังคมแห่งการใช้ AI อย่างมีความรู้และจริยธรรม เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและยั่งยืน โดยเน้นว่า AI ไม่ได้มาแทนคน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนอัปเกรดศักยภาพของตัวเองและสร้างคุณค่ามากกว่าเดิม

สำหรับเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ตรวจสอบหลักเกณฑ์การรับสิทธิ์ และช่องทางการลงทะเบียนได้ที่ https://gemini.google/th/students/?hl=th

‘สามารถ’ตั้งข้อสงสัย เดือนกว่าถนนยุบ ‘กลางกรุง’ ยังไร้คำตอบ

'สามารถ'ตั้งข้อสงสัย เดือนกว่าถนนยุบ 'กลางกรุง' ยังไร้คำตอบ

‘สามารถ’ตั้งข้อสงสัย เดือนกว่าถนนยุบ ‘กลางกรุง’ ยังไร้คำตอบ

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.46 น.

3 พ.ย. 68 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte ระบุว่า “เช้าวันพุธที่ 24 กันยายน 2568 คนกรุงเทพฯ ต่างตกใจกับเหตุการณ์ “ถนนยุบ” หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ย่านดุสิต ใจกลางเมืองหลวง ภาพจากวันนั้นแสดงให้เห็นหลุมลึกขนาดใหญ่ รถไม่สามารถผ่านได้ เจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนและเร่งซ่อมแซมตลอดทั้งวัน 
 
แต่ถึงวันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568)… ผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งเดือน ยังไม่มีการแถลงข่าวหรือรายงานผลสอบสวนอย่างเป็นทางการว่า “ถนนยุบเพราะอะไรแน่?” 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์”

‘ราเมศ’ ย้อน ‘ณัฐวุฒิ’ ปราศัยให้เผาบ้านเผาเมือง ชดใช้หรือยัง?

‘ราเมศ’ ย้อน ‘ณัฐวุฒิ’ ปราศัยให้เผาบ้านเผาเมือง ชดใช้หรือยัง?

‘ราเมศ’ ย้อน ‘ณัฐวุฒิ’ ปราศัยให้เผาบ้านเผาเมือง ชดใช้หรือยัง?

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

‘ราเมศ’ ย้อน ‘ณัฐวุฒิ’ปราศัยให้เผาบ้านเผาเมือง ใช้ค่าเสียหายหรือยัง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายราเมศ รัตนะเชวง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในปี 2553 โดยพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า

1.ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2553 คดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ที่เกี่ยวข้องกับนายอภิสิทธิ์ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนและถึงที่สุดแล้ว มีการพิสูจน์จนสิ้นกระแสความ

2.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา มีคำพิพากษาศาลฎีกา มีคำวินิจฉัยของ ปปช มีผลการพิจารณาของรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ทุกองค์กรมีเหตุผลในการรองรับชัดเจน

3.กระบวนการยุติธรรม ศาลชี้ชัดว่าการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีอาวุธ มีกลุ่มชายชุดดำเข้ามาก่อความไม่สงบ มีการยุยงจากแกนนำให้มีการเผาบ้านเผาเมือง จนศาลฏีกามีคำตัดสินให้แกนนำมีความผิดต้องชดใช้ค่าเสียหาย

4.มีเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งตั้งข้อหานายอภิสิทธิ์  ฐานฆ่าผู้อื่น เจ้าหน้าที่คนนั้นชื่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ภูมิลำเนาปัจจุบันคือเรือนจำ

5.มีคนใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ ในทำนองเป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชนระหว่างการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง คดีนี้ศาลฎีกาตัดสินแล้ว คนใส่ร้ายถูกจำคุกโดยไม่รอลงอาญา จำเลยที่ใส่ร้ายคือนายจตุพร พรหมพันธุ์ คดีผ่านมาหลายปีแล้ว

6.แกนนำที่ปราศรัยบนเวที ยุยงให้ผู้ชุมนุมเผาอาคารบ้านเรือนในกรุงเทพมหานคร ศาลฎีกาได้ตัดสินให้แกนนำมีความผิดในทางแพ่งต้องชดใช้ค่าเสียหาย นายณัฐวุฒิคือหนึ่งในจำเลย อยากถามว่าไปชดใช้ค่าเสียหายหรือยัง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ทราบข้อมูลต่างๆเหล่านี้ดี จะให้องค์กรไหนตรวจสอบอีก ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมได้ตรวจสอบแล้วยุติว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีความผิด ไม่ได้มีคำสั่งให้ฆ่าประชาชน ไม่อยากให้ใช้วาทกรรมเพื่อทำลายกันในทางการเมือง สิ่งที่สำคัญทุกคนต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรม การนำข้อมูลไปบิดเบือนเพียงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนมันเป็นแนวคิดที่ล้าหลังไป