นายกฯ เผย 4 หน่วยงาน จ่อทำ MOU ลุยแก้ฟอกเงิน-สแกมเมอร์

นายกฯ เผย 4 หน่วยงาน จ่อทำ MOU ลุยแก้ฟอกเงิน-สแกมเมอร์

นายกฯ เผย 4 หน่วยงาน จ่อทำ MOU ลุยแก้ฟอกเงิน-สแกมเมอร์

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.08 น.

นายกฯชี้สแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เรื่องในปท. ลั่นปปง. ต้องทำเร่งทำงานไม่ให้มีเงินดำในระบบการเงินไทย หวั่นถูกกดดันจากประชาคมโลกพร้อมซัพพอร์ตใช้เอไอปราบสแกมเมอร์

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.46 น.วันที่ 3 พ.ย.68  ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่า วันนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าและถามว่าปปง. ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอะไรบ้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในยุคที่เรื่องของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่ถูกบรรจุเป็นวาระแห่งชาติก็จะต้องดำเนินการให้การสนับสนุนปปง. ที่จะทำการตรวจสอบยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ และดำเนินคดีผู้กระทำความผิดก็หารือกัน

เมื่อถามว่า ได้กำชับปปง.ในเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ให้เข้มข้นมากขึ้นหรือไม่ เพราะเราอาจจะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะภายในประเทศ ถ้าเราไม่มีการสร้างความมั่นใจในเรื่องการปราบปรามผู้กระทำความผิด โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน ก็จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นผลดีเลยและจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ซึ่งมีอยู่ทางเดียวปปง. ต้องดำเนินงานอย่างเต็มที่ไม่ให้มีเงินดำหรือเงินเทาเข้ามาอยู่ในระบบ การเงินของประเทศไทย

เมื่อถามต่อว่าขณะนี้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 คณะแล้วมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่าเรื่องรายละเอียดให้ถามเลขาธิการ ปปง. 

เมื่อถามอีกว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านพยายามเชื่อมโยงสแกมเมอร์ อยากให้นายกฯจัดการจะดูแลอย่างไรบ้าง นายกฯกล่าวว่า นายกฯไม่ต้องจัดการ เรามี ปปง.จัดการ เรามีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)จัดการ ถ้าตรงไหนมีพฤติกรรมเรื่องฟอกเงิน มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ดำเนินการและมีปปง.จัดการ เป็นหน้าที่ที่เขาต้องเร่งดำเนินการอยู่แล้ว และตอนนี้ได้หารือในที่ประชุมประธานปปง. ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยได้นำเสนอว่า จะเร่งทำบันทึกความร่วมมือ เพราะเป็นวาระแห่งชาติเอา 4 หน่วยงานหลัก คือ  1.ปปง. 2.กระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด  3.ตำรวจและ4.ดีเอสไอ มาทำข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน เพื่อปราบปรามเรื่องการฟอกเงินการใช้ระบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเรื่องสแกมเมอร์ก็จะลงไปในระดับปฏิบัติ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

เมื่อถามอีกว่าได้ตั้งกรอบเวลาในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรารีบอยู่แล้ว ขณะนี้วงเงินยายัดไป 2 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว และทยอยยื่นฟ้อง ซึ่งบางครั้งเรื่องพวกนี้พูดไม่ได้ คนจึงนึกว่าไม่ได้ทำอะไร แต่ของพวกนี้ต้องใช้การข่าว มันต้องไปสืบ ไปเจาะ และเมื่อมีหลักฐานครบถ้วนแล้วก็ดำเนินการ ไม่ใช่เฉพาะของปปง. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) รายงานตนทุกวันว่าไปอายัดเงิน และอายัดทรัพย์ ผู้กระทำผิดเหล่านี้ รวมถึงเรื่องยาเสพติด บ่อนการพนัน ค้ามนุษย์ด้วย เขาดำเนินการอยู่ตลอด แต่ของพวกนี้มาพูดหมดก็เท่ากับเผยไต๋หมด ใช้วิธีอะไรไปจับไม่สามารถพูดได้ ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลจะทำให้หน่วยงานเหล่านี้คือเราต้องมีวิธีการ มีเครื่องไม้เครื่องมือและมีเทคโนโลยี ที่เราต้องนำหน้าผู้กระทำความผิด ซึ่งผู้กระทำความผิดก็ไม่ใช่เบาเขาก็มีวิธีการของเขาเหมือนกัน แต่เราเป็นรัฐเราต้องเหนือกว่า และควบคุมทุกอย่าง

เมื่อถามว่ามีรายงานหรือไม่ว่าสแกมเมอร์เหล่านี้มาปักหลักในไทยเพิ่มมากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ตนพูดแล้วว่าอย่าไปสนใจฝั่งตรงข้ามที่อยู่นอกบ้านมากนักเลย  ยังบอกเลขาธิการปปง.อยู่เลยว่าเดี๋ยวพาไปเดิน ถ้าไปเดินอยู่แถวไหน รับรองเห็นรังสีอำมหิตแน่นอน เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันต้องมีอะไรที่มันไม่ถูกต้องให้ไปดำเนินการตรงนั้น ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานทั้งหลายเขากล้าหมด ตนก็ได้แต่บอกว่าต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นที่สนใจของประชาชนและเราถูกกดดันจากประชาคมโลกด้วย ตนไปประชุมอาเซียน และประชุมเอเปคกลับมา ก็มีเรื่องเหล่านี้เป็นวาระสำคัญ

เมื่อถามต่อว่าที่ทางปปง. ขอซัพพอร์ตเรื่องเอไอมาช่วยเรื่องแก้ปัญหาอาชญากรรมรัฐบาลจะซัพพอร์ตอย่างไรบ้าง นายกฯกล่าวว่า ก็ให้นำเสนอขึ้นมา เรื่องที่เป็นเรื่องเร่งด่วนเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ถ้านำเสนอขึ้นมาต้องใช้งบกลางก็ต้องใช้

กกต. ชี้ทำประชามติทางไปรษณีย์ต้องตีความ เป็นการลงคะแนนล่วงหน้าหรือไม่?

กกต. ชี้ทำประชามติทางไปรษณีย์ต้องตีความ เป็นการลงคะแนนล่วงหน้าหรือไม่?

กกต. ชี้ทำประชามติทางไปรษณีย์ต้องตีความ เป็นการลงคะแนนล่วงหน้าหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.07 น.

“แสวง”เผยต้องตีความทำประชามติทางไปรษณีย์เป็นการลง คะแนนล่วงหน้าหรือไม่ เหตุกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ทำ เสี่ยงเป็นโมฆะ แม้ทางธุรการทำได้ แต่ กกต.ไม่ขอเสี่ยง ชี้ บัตรเลือกตั้ง อำนวยความสะดวกให้ประชาชนอยู่แล้ว แค่เงยหน้าจากคูหา ก็จะเห็นรายชื่อผู้สมัคร  

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงข้อเสนอของนายพริษฐ์ วัชรสิทธุ สส.พรรคประชาชน ในการทำประชามติล่วงหน้าผ่านไปรษณีย์ว่า ขอบคุณในการ ให้ความเห็นเรื่องนี้ ซึ่งการจัดการเลือกตั้งกับการทำประชามติ จะต้องเป็นไปคามหลักเกณฑ์ ภายใต้การดำเนินการที่เสรีเป็นธรรม โปร่งใส และแำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จากนั้น พิจารณาดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายกำหนด ส่วนการ บริหารจัดการก็จะดำเนินการให้เรียบร้อยจนการเลือกตั้งเสร็จเสร็จ ที่ต้องดูผลการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย คือกกต.ต้องดำเนิน การตามกฎหมาย โดยเฉพาะถ้าการเลือกตั้งและการจัดทำประชามติ 2 เรื่องต้องทำพร้อมกัน ซึ่งอาจจะมีความซับซ้อน กกต.ต้องหาวิธี อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ทั้งหมดต้องพิจารณาว่าจะทำ ได้แค่ไหน ภายใต้ความรับผิดชอบโดยไม่ได้กลัวสิ่งที่ต้องเผชิญ แต่สิ่งที่คำนึงคือต้องทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย รวมถึงผลการเลือก ตั้งด้วย ทั้งนี้ บางเรื่องสามารถทำเกินกฎหมายได้ หากเป็นงานธุรการ ในการอำนวยความสะดวก  แต่ในบางเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ เสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หากทำเกินกว่ากฎหมาย กำหนด

” เราจะไม่เสี่ยงแม้แต่นิดเดียว ในการที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งเกิดความเสี่ยงเช่นนั้น แต่เมื่อมีข้อเสนอมา อย่างนี้จะมาดูกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะทำได้แค่ไหน เราคำนึง ถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ”นายแสวงกล่าว

เมื่อถามย้ำว่า การทำประชามติล่วงหน้าทางไปรษณีย์จะเสี่ยงทำ ให้กลายเป็นโมฆะหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เรื่องการบริหาร จัดการไม่ได้เป็นปัญหา เพียงแต่กฎหมายให้ทำหรือไม่ เช่น กันลงทะเบียนทางไปรษณีย์เป็นการลงคะแนนล่วงหน้าหรือไม่ ซึ่งกฎหมายไม่ให้ทำถ้าเป็นการตีความว่าเป็นการลงคะแนนออกเสียงล่วงหน้า แม้ว่าทางธุรการจะจัดการได้ไม่ได้เป็นปัญหา ซึ่งต้อง แยกกันระหว่าง การทำประชามติล่วงหน้าทางไปรษณีย์กับการ ทำประชามติทางไปรษณีย์เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งการทำประชามติ ทางไปรษณีย์สามารถทำได้ตามกฎหมาย หรือหมายถึงการทำประชา มติในวันที่กำหนดให้มีการออกเสียงทำประชามติ ไม่ใช่ทำใน วันเลือกตั้งล่วงหน้า และยืนยันว่าในการบริหารการรวมคะแนน ไม่ได้มีปัญหาอยู่ที่ว่ากฎหมายให้อำนาจทำหรือไม่ซึ่งต้องดู ว่าการทำประชามติล่วงหน้ากฎหมายกำหนดให้ทำหรือไม่ ที่ไม่ใช่การลงคะแนนออกเสียงในวันทำประชามติ

นายแสวง ยังกล่าวต่อว่าการทำประชามติที่จะทำพร้อมกับ การเลือกตั้งทั่วไปจะเป็นการใช้บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท การทำประชามตินอกราชอาณาจักรนั้นอาจจะเป็นวิธีอื่น เพราะกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตใน การดำเนินการ ซึ่งปกติในการเลือกสส.ทำอยู่แล้ว ลงคะแนนเลือก ตั้งทางไปรษณีย์ด้วยสถานทูตมีบุคลากรน้อยแต่มีประชาชนคนไทย ในต่างประเทศจำนวนมากก็สามารถลงคะแนนทางไปรษณีย์ได้อยู่ แล้ว

พร้อมกันนี้นายแสวงยังกล่าวถึงบัตรเลือกตั้งที่มีข้อเสนอให้ใส่ชื่อ โลโก้และสีพรรค เพื่อความสะดวกแก่ประชาชน ว่า ข้อเสนอดัง กล่าวบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนบัตร เลือกตั้งแบบแบ่งเขต จะมีข้อมูลผู้สมัครทุกคนอยู่ในหน่วยเลือกตั้ง อยู่แล้ว แค่เพียงผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเงยหน้าจากคูหาก็จะเห็น รายชื่อผู้สมัคร

กกต.เตรียมตรวจสอบ กรณีประชาชนถูกสวมสิทธิสมัครสมาชิกพรรคการเมือง

กกต.เตรียมตรวจสอบ กรณีประชาชนถูกสวมสิทธิสมัครสมาชิกพรรคการเมือง

กกต.เตรียมตรวจสอบ กรณีประชาชนถูกสวมสิทธิสมัครสมาชิกพรรคการเมือง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.19 น.

“แสวง” ระบุหากแอบอ้างนำชื่อประชาชนสมัครสมาชิกพรรค นายทะเบียนพรรคโดนโทษอาญา เจอคุก 3 ปี หัวหน้าพรรค โทษปรับ เผยสำนักงาน กกต. เตรียมตรวจสอบ  แนะประชาชน พบถูกแอบอ้าง ร้อง กกต. – แจ้งความดำเนินคดี

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีประชาชนพบชื่นตัวเองเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งโดยที่ไม่ได้สมัครว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนอาจจะได้รับผลกระทบ ซึ่งการสมัครสมาชิกพรรค เจ้าตัวต้องสมัครใจเมื่อสมัครเสร็จ พรรคก็ต้องตรวจสอบ แม้เจ้าตัวสมัครใจ ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งคุณสมบัติจะใกล้เคียง กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมาก นายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ต้องตรวจสอบและเสนอให้พรรคอนุมัติ ก่อนจะลงในฐานข้อ มูลระบบสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เมื่อมีข่าวเช่นนี้ ทางสำนักงานจะตรวจสอบไปยังพรรคการเมือง ต้องสอบถามว่าเวลารับสมัครสมาชิกได้ดำเนินการตามกฎหมายหรือข้อบังคับหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วว่ามีความผิดจริง กฎหมายก็กำหนดโทษ ในฐานะหัวหน้าพรรคจะโดนโทษปรับ แต่ในทะเบียนสมาชิกที่เป็นคนตรวจสอบคนแรก จะมีโทษอาญาด้วย หากจำไม่ผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี 

ส่วนกรณีนี้มีการตั้งข้อสังเกตอาจเกิดขึ้นจากการที่พรรคจัดกิจกรรมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแล้วข้อมูลที่ประชาชนลงทะเบียนนำไปสมัครสมาชิกใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ต้องรอการตรวจสอบก่อน ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งพรรคและประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ กกต.ยังไม่ทราบว่าประชาชนเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะเป็นเรื่องของพรรคการเมืองและประชาชน แต่หากรู้สึก ว่าได้รับผลกระทบ ถูกแอบอ้างว่าเป็นสมาชิกพรรค ก็สามารถ ตรวจสอบในฐานข้อมูลได้ แล้วมายื่นเรื่องต่อ กกต. ให้ตรวจ สอบตามขั้นตอน และสามารถไปแจ้งความดำเนินคดีได้ 

‘อนุทิน’ปัดตอบ! คุยบ้านใหญ่ตรัง’โล่สถาพรพิพิธ’

'อนุทิน'ปัดตอบ! คุยบ้านใหญ่ตรัง'โล่สถาพรพิพิธ'

‘อนุทิน’ปัดตอบ! คุยบ้านใหญ่ตรัง’โล่สถาพรพิพิธ’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.06 น.

“อนุทิน” ปัดตอบคุยบ้านใหญ่ตรัง “โล่สถาพรพิพิธ” 

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์กรณีเดินทางไปจังหวัดตรังเพื่อเปิดว่าที่ สส.ตรัง พรรคภูมิใจไทย โดยมีนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ โกหน่อ อดีต สส.ตรัง และบิดาของ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.เขต 3 จ.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์มารอต้อนรับ โดยนายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ระบุสั้นๆว่า “วันนี้มาที่ ปปง. และใส่ชุดข้าราชการอยู่”

‘นันทนา’ ร้อง ‘ปธ.รัฐสภา’ ปมถูกฟันจริยธรรม ยันไม่ได้ด้อยค่า ส.ว.ขายหมู

‘นันทนา’ ร้อง ‘ปธ.รัฐสภา’  ปมถูกฟันจริยธรรม ยันไม่ได้ด้อยค่า ส.ว.ขายหมู

‘นันทนา’ ร้อง ‘ปธ.รัฐสภา’ ปมถูกฟันจริยธรรม ยันไม่ได้ด้อยค่า ส.ว.ขายหมู

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.58 น.

‘นันทนา’ ร้อง ‘ปธ.รัฐสภา’ หลังถูกวุฒิสภา เสียงข้างมากฟันขาดจริยธรรม ย้ำ ไม่ได้ด้อยค่า สว.ขายหมู แค่เรียกตามกลุ่มอาชีพ ด้าน ‘หมอเปรม’ ขอ ‘ปธ.วุฒิฯ’ ฟังสว.เสียงข้างน้อยด้วย หวั่น เป็นตราบาปของรัฐสภา 

 วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจที่ขาดธรรมาภิบาลของวุฒิสภา โดยน.ส.นันทนา กล่าวว่า วันนี้ได้ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเรื่องการใช้อำนาจที่ขาดธรรมาภิบาลของวุฒิสภา ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยในหนังสือร้องเรียนระบุว่าสืบเนื่องจากมีผู้ร้องมายังคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาว่า ตนทำผิดจริยธรรมด้วยการดูหมิ่นด้อยค่าคนขายหมู จากนั้นคณะกรรมการจริยธรรมได้ดำเนินการสอบสวน และนำรายงานเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา และได้รายงานผลการตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมตามข้อบังคับ 

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ซึ่งคณะกรรมการจะทำพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จึงให้ที่ประชุมลงมติว่าตนฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเสียงข้างมาก 130 เสียง เห็นว่าตนฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง และจะส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) ต่อไป

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า การกระทำดังกล่าวของวุฒิสภาถือเป็นการอคติกลั่นแกล้ง เนื่องจากที่ผ่านมา ตนได้ออกมาเปิดโปงเรื่องฮั้ว สว. และเรียกร้องให้ สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งการกระทำหน้าที่ดังกล่าวของตนเป็นไปยังเปิดเผยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ แต่อาจเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของ สว. เสียงข้างมาก เห็นได้จากการที่กลุ่ม สว. เสียงข้างมากได้พยายามขัดขวางการอภิปรายในสภาของตนแทบทุกครั้ง การที่วุฒิสภามีมติให้การวิพากษ์วิจารณ์การคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นกรรมาธิการแบบผิดฝาผิดตัวเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง สะท้อนถึงการใช้ดุลพินิจที่ขาดความชอบธรรมในการตัดสิน

“การพิจารณาโทษที่รุนแรงไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ ถือเป็นการทำลายล้างทางการเมือง สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ทำให้สว.ขาดอิสระในการแสดงความคิดเห็น มากไปกว่านั้นคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาได้รับแจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. เป็นกรรมการอยู่ถึง 15 คน ถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรมีสิทธิ์เป็นกรรมการจริยธรรมพิจารณาตัดสินกรณีนี้ เพราะถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างรุนแรง การกระทำของคณะกรรมการจริยธรรมและที่ประชุมวุฒิสภาถือเป็นการทำลายนิติรัฐของวุฒิสภาลง” น.ส.นันทนา กล่าว 

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า การที่วุฒิสภาใช้เสียงข้างมากกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ถือเป็นอันตรายต่อระบบรัฐสภาประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ในฐานะที่ประธานรัฐสภาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติย่อมต้องพิทักษ์รักษาให้รัฐสภาแห่งนี้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีธรรมาภิบาลโปร่งใส ซื่อสัตย์เป็นกลาง จึงขอให้ประธานรัฐสภาตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการใช้อำนาจที่ขาดธรรมาภิบาลของวุฒิสภาอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของวุฒิสภาถดถอย กลายเป็นสภาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้อำนาจล้นเกินทำลายผู้เห็นต่างอย่างชอบธรรมที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวของฝ่ายนิติบัญญัติ

ด้านนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. กล่าวว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมตนได้ลงพื้นที่เพื่อไปสอบถามความคิดเห็นของประชาชนซึ่งระบุได้เลยว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว ตนจึงขอถามไปยังผู้ที่ลงมติทั้ง 130 ท่าน ท่านยังคงสบายใจได้อยู่อีกหรือ ที่ประชาชนไม่เห็นด้วย ซึ่งหากองค์กรใดมีท่าทีหรือมติที่สวนทางกับประชาชน องค์กรนั้นจะอยู่อย่างสง่างามได้อย่างไร ฉะนั้น วันนี้เมื่อไม่มีที่พึ่งน.ส.นันทนาจึงหวังพึ่งประธานรัฐสภา 

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนมองว่าประธานรัฐสภาในเวลานี้จะเป็นผู้ที่สามารถให้หลักการและเป็นที่พึ่ง และการตรวจสอบที่โปร่งใสได้ จะเห็นได้ว่าขนาดสส.แม้มีเพียงเสียงเดียวก็ยังมีที่ยืนในกรรมาธิการ ยังสามารถทำงานได้ แต่สว.เสียงข้างน้อยไม่อาจจะสะท้อนใดๆ เลย ถูกปิดปากเช่นนี้ สิ่งที่อยู่ภายใต้คำว่าสภาสูงนั้น สูงจริงหรือไม่ และตามหลักที่ท่านเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ขอให้ท่านกลับมาปัดกวาดบ้านหลังนี้ รวมถึงให้ความเป็นธรรมด้วย 

“ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นตราบาปของรัฐสภา หากประธานรัฐสภาไม่ปัดกวาด ตราบาปแบบนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป และขอฝากถึงประธานวุฒิสภา อย่าฟังแต่เสียงคนนั้นคนนี้ ขอให้ฟังด้วยความเป็นธรรม รวมถึงฟังเสียงสมาชิกวุฒิสภาข้างน้อยด้วย ที่อาจจะมีมุมมองไม่เหมือนสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างมาก แต่ก็ทำโดยความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน วันนี้ยิ่งมีข่าวว่า 17 สว. ถูกขึ้นบัญชีดำ และจะถูกเช็คบิลเป็นราย ๆ ไป อยากให้สังคมและประชาชนช่วยปกป้องเสียงข้างน้อยในสภาด้วย ให้มีที่ยืนเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ให้ประชาชน” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น หากประธานรัฐสภาปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นในวุฒิสภาเป็นแบบนี้ไม่มีผู้ใหญ่ลงมาซักถาม องค์กรนี้ก็จะเป็นสนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน เมื่อวันหนึ่งสนิมกัดกินเหล็ก เหล็กก็อยู่ไม่ได้ นั่นก็คือรัฐสภาไม่สามารถเป็นที่พึ่งหวังของประชาชนได้อีกต่อไป 

เมื่อถามว่า มีคนออกมาเรียกร้องให้น.ส.นันทนาออกมาแสดงความรับผิดชอบที่ดูหมิ่นว่าสว.อาชีพขายหมู น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าไม่ได้เป็นการดูหมิ่นหรือด้อยค่า แต่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบบในการคัดเลือก สว. ที่เข้าสู่กรรมาธิการให้ถูกฝาถูกตัว ใช้คนให้เหมาะสมกับงาน เพื่อให้กรรมาธิการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ความรู้ความสามารถให้ตรง เพื่อยกตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้าคนที่มีความรู้ด้านหนึ่งแล้วไปเข้ากรรมาธิการที่ไม่ตรงกับความรู้ความสามารถประชาชนเสียประโยชน์แน่นอนจึงได้ยกตัวอย่างเรื่องคนขายหมูขึ้นมาหากไปอยู่กรรมาธิการพาณิชย์หรือการเกษตรจะตรงกับความรู้ความสามารถและผลักดัน ปัญหาของประชาชนได้มากกว่านี้หรือไม่ ตนจึงประท้วงระบบ และเป็นการเรียกตามกลุ่มอาชีพไม่ได้มีเจตนาด้อยค่า

โป๊ะแตก!!! ‘นักเขียนดัง’ แฉเบื้องหลัง ‘นิสิตจุฬาฯ’ ชูป้ายด่า’อภิสิทธิ์’

โป๊ะแตก!!! 'นักเขียนดัง' แฉเบื้องหลัง 'นิสิตจุฬาฯ' ชูป้ายด่า'อภิสิทธิ์'

โป๊ะแตก!!! ‘นักเขียนดัง’ แฉเบื้องหลัง ‘นิสิตจุฬาฯ’ ชูป้ายด่า’อภิสิทธิ์’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.48 น.

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า เมื่อวานตอนดึก ได้เห็นคลิปวีดีโอ 26 นาที ของเพจประชาไท .. เห็นแล้วสะอื้น

ไม่ได้สะอื้นเพราะมีเหตุการณ์เศร้าสลดอันใด แต่สะอื้นต่อ “การรับรู้” และ “การแสดงออก” ของนิสิตนักศึกษารัฐศาสตร์ ของจุฬา ฯ

มาดูเรื่องราวนี้สั้น ๆ กัน .. ที่จริงเรื่องเหตุการณ์ประท้วงของคนเสื้อแดงในปี พ.ศ. 2553 มันมีรายละเอียดที่ยาว .

แต่ขอตัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการชูป้ายกล่าวหาว่า คุณอภิสิทธิ์ สั่งฆ่า เท่านั้น . มาเขียนเล่า

เมื่อวานคุณอภิสิทธิ์ เดินทางไปเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายให้นักศึกษาปริญญาเอก ของจุฬาฯ ฟัง , และได้มีนักศึกษาปริญญาตรีมาชูป้าย  “สลายการชุมนุม คนสั่งฆ่าอยู่นี่”

ถ่ายคลิปโดยสำนักข่าว “ประชาไท” 

โดยความตั้งใจแรก คิดจะแอบถ่ายอภิสิทธิ์อยู่ไกล ๆ  , พอคุณอภิสิทธิ์เดินเข้ามาพูดคุยกับกลุ่มคนชูป้าย (4-5 คน)  คนที่แอบถ่ายจึงเดินเข้ามาถ่ายใกล้ ๆ 

ย้อนหลังไปก่อนหน้านั้น ..  

ประชาไท เป็นสำนักข่าวเดียวที่สามารถถ่ายคนพ่นสียกเลิก ม.112 ที่กำแพงวัดพระแก้วได้

และเร็ว ๆ นี้อีกเช่นกัน .. 

ประชาไท ก็สามารถถ่ายป้ายต่อต้านแม่ทัพกุ้ง (อดีตแม่ทัพภาคที่ 2) ที่จะไปบรรยายที่ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ .

ประชาไท จึงเป็นสำนักข่าวเดียว ที่มีญาณพิเศษ อันจะรู้ว่าใครจะไปขึ้นป้ายต่อต้านใครที่ไหน โดยที่สำนักข่าวอื่น ๆ ไม่รู้ด้วย

ทั้งคนถ่าย ทั้งคนพ่นสี ทั้งคนติดป้าย น่าจะนั่งแท็กซี่คันเดียวกัน

เอาละ เดี๋ยวค่อยมาว่ากันถึง “มุมกล้อง” ของคลิปนี้

มาดูย่อ ๆ เรื่องราวในคลิปก่อน

ในวีดีโอยาว 26 นาที . คุณอภิสิทธิ์พยายามจะอธิบายเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ให้กับเด็กนักศึกษากลุ่มนี้ ซึ่งตอนนั้นพวกเธอก็คงอยู่ในวัย 4-6 ขวบ

อภิสิทธิ์ บอกว่า เขาถูกฝ่ายต่าง ๆ สอบสวนถึง 4-5 ฝ่าย … อาทิ  ปปช , กรมสอบสวนคดีพิเศษ , คณะกรรมการอิสระ (คอป.) , และในชั้นศาลทั้ง 3 ศาล

ผลสรุปคือ ทุกฝ่ายเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้สั่งฆ่าคน ตามที่ถูกกล่าวหา

ที่สำคัญหลังจากอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี /  อำนาจในการทำงานสั่งการ เร่งงาน ตรวจสอบ ก็คือรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ รัฐบาลของคนเสื้อแดงแท้ ๆ
สิ่งที่เกิดก็คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขู่อภิสิทธิ์ว่า โทษของเขาคือประหารชีวิต

พอขู่เสร็จ ก็ยื่นเงื่อนไข .. ถ้าไม่อยากถูกโทษประหารชีวิต ก็ควรร่วมยกมือผ่านให้กับ “พรบ.นิรโทษกรรม สุดซอย” 

ซึ่งก็คือนิรโทษกรรมการกระทำผิดให้ทุกคน ให้อภิสิทธิ์  และให้ทักษิณ (คดีคอร์รับชั่น) ให้แกนนำเสื้อแดง ให้คนที่เผาเซ็นทรัลเวิลด์ เผาศาลากลางในจังหวัดต่าง ๆ

คุณอภิสิทธิ์ปฎิเสธข้อเสนอ พรบ.นิรโทษกรรมนี้ . ด้วยหวังใช้อภิสิทธิ์เพียงคนเดียว แลกกับฝ่ายตรงกันข้ามเป็นร้อยคน

● รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดีดลูกคิดรางแก้ว หวังกินรวบทั้งกระดาน

อภิสิทธิ์ จึงยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งถ้าผลการสอบสวนและตัดสินว่าเขาผิด  เขาก็ยอมเดินเข้าคุก

ประมาณ 5 ปีต่อมา . การสอบสวนของคณะกรรมการต่าง ๆ หลายคณะ รวมทั้งศาลทั้ง 3 ชั้นศาล .. สรุปคือ คุณอภิสิทธิ์ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามกฏหมาย ไม่ได้เป็นคนออกคำสั่งฆ่าผู้ชุมนุม

ที่สำคัญที่สุดก็คือ มี “กลุ่มชายชุดดำ” ใช้อาวุธ อยู่ร่วมกับผู้ชุมนุมในครั้งนั้น อันเป็นการชุมนุมที่ตั้งใจให้เกิดความรุนแรง

และเป็นครั้งแรก ที่เจ้าหน้าที่ถูก “อาวุธสงคราม” ยิงตาย จากการชุมนุม

ตรงนี้ นิสิตที่ชูป้าย กลับไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ดูเหมือนเธอถูกป้อน “ข้อมูลเฉพาะ” เท่านั้น

เพราะในแต่ละถ้อยคำที่พูด มีแต่คำว่า คุณสั่งฆ่าประชาชน . คุณต้องรับผิดชอบ . พูดวนเหมือนแผ่นเสียงเก่าตกร่อง

โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่นั่งหันหลังใกล้กล้อง ย้อมผมสีทอง ผูกโบว์สีขาว 

กิริยาที่ไม่สมกับการเป็นนิสิต “ส่อ” ออกมาชัดเจน  (ดูในภาพประกอบ มีภาพเล็กแทรกอยู่)

เมื่อคุณอภิสิทธิ์อธิบาย เธอจะหันมายิ้มแสยะให้กับกล้อง และแลบลิ้นให้กล้องดู

คำถามก็คือ ? ทำไมกล้องหรือมือถือที่ถ่ายต้องอยู่ตรงนั้น เยื้องอยู่ข้างหลังเธอคนนี้  

โดยจับภาพอภิสิทธิ์อย่างเดียว .. เพราะตั้งใจจะต้อน ด้อยค่า ให้อภิสิทธิ์จนมุม หรือเสียคน

เสียดาย คุณอภิสิทธิ์เหนือชั้นกว่าเยอะ ..

ดูแล้วคล้ายกรณี อาจาร์ยอานนท์ สอนเด็กหญิงรุ้ง ปนัสยา ออกอากาศ

เรื่องมันยาว เดี๋ยวจะแปะลิงค์วีดีโอในคอมเมนต์ไว้ ให้ไปดูกันเอง .. 

แต่ผมกำลังให้คนอ่านและคนดูวีดีโอ  สังเกตุกิริยาของเด็กรุ่นใหม่ .. ทำไมต้องแสยะยิ้ม ส่ายหน้าแบบเหยียด ๆ และ “แอคชั่น” สีหน้าดูแคลนอีกฝ่าย มาทางมุมกล้อง เสมอ ๆ

นั้นแสดงว่า มีการเตรียมการร่วมกันล่วงหน้า ระหว่างนิสิตที่ชูป้าย กับสำนักข่าวประชาไท

ไม่แค่นั้น นิสิต.ผมทอง หน้าอวบคนนั้น ยังเย้ยหยันกระบวนการศาลยุติธรรมของไทย 

ว่า .. ศาลจับแต่คนจน ไม่จับหรือตัดสินความผิดให้ผู้มีอำนาจหรือคนรวย

เธอบอก เธอไม่ยอมรับศาลไทย ไม่ยอมรับกระบวนการต่าง ๆ ของราชการไทย ประเทศไทยแย่มาก

(ผมอยากถาม เธอยอมรับกระบวนการสอบเข้าจุฬาฯ ไหม . จะยอมรับในกระบวนการให้เกรดจบ ของมหาวิทยาลัยไหม)

เอาละตัดมาตอนใกล้จะจบ เพื่อความกระชับเนื้อที่ 

อ.ไชยันต์ ไชยพร บอกเหตุผล ที่เชิญคุณอภิสิทธิ์มาบรรยาย ว่า

เพราะเป็นอดีตนายกฯ ที่มีอิสระในความคิดและการทำงานเพียงคนเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากทักษิณหนีออกต่างประเทศ

นิสิตผมทอง แสยะยิ้มคนนั้น ถามว่า คือยังไง

อ.ไชยันต์ อธิบายว่า .. ก็มีนายกฯต่อ ๆ มาหลายคน เช่น ยิ่งลักษณ์ สมชาย สมัคร เศรษฐา (แพทองธาร ด้วยครับ) .. ต่างไม่มีอิสระในการตัดสินใจด้านนโยบาย

นิสิตสตรีคนนั้น ถาม อาจารย์หมายถึง .. อดีตนายกรัฐมนตรีที่ว่า ขึ้นอยู่กับทักษิณหรือ  / แล้วพวกเธอก็พากันหัวเราะ ตลก ขำ ที่อาจารย์ไชยันต์วิเคราะห์แบบนั้น

● พวกเธอคงคิดว่า พวกเธอเก่ง พวกเธอมีข้อมูลและศึกษาข้อมูลเหล่านี้มานานมาก 

อาจจะรู้ตั้งแต่พ่อแม่ของพวกเธอเพิ่งจะจีบกัน เธอรู้อะไรมากมายตั้งแต่เธอยังไม่เป็นวุ้น .

ดังนั้นสิ่งที่อาจารย์ไชยันต์รู้มา คงใช้เวลาศึกษาน้อยกว่าพวกเธอ

● นิสิตผมทองและพวก จึงใช้เสียงเยาะเย้ย เพื่อเป็นเกียรติ์ให้อาจารย์ 

ส่วนอาจารย์ไชยันต์ก็ใจเย็น บอกว่า ไปเขียนข่าวได้เลยครับ ว่าผมพูดเช่นนี้  

(คำว่าเช่นนี้ .. หมายถึง อดีตนายกฯเหล่านั้นไม่มีอิสระ อยู่ภายใต้อำนาจ หรือเงา ของทักษิณ : ผู้เขียน อธิบายความ)

พูดคุยกันอยู่นาน .. พวกเธอก็ตั้งเป้าให้คุณอภิสิทธิ์ผิดให้ได้ .. ให้ยอมรับว่าเป็นคนสั่งฆ่าให้ได้  และหลายครั้งที่หลุดคำพูดว่า อภิสิทธิ์คือนักโทษ  คือคนทำผิด คนสั่งฆ่า

คุณอภิสิทธิ์ก็ใจเย็น มองออกว่านิสิตเหล่านี้ รู้น้อยมาก จนแทบจะไม่รู้เลย .. 

ดูได้จากคำถาม วิธีถาม คือถามอย่างไม่รู้ .. แต่ใช้วิธีส่ายหน้า แสยะปาก และแลบลิ้นใส่ โต้ตอบข้อมูลที่อธิบาย

ถ้าผมนั่งตรงนั้น จะทดสอบพวกเธอง่าย ๆ . จะถามว่า – ผลสอบสวนของปปช. และของคณะกรรมการอิสระ ตรงไหนที่น้อง ๆ คิดว่า มันควรมีการสอบสวนเพิ่ม

คิดว่าในข้อไหน ที่ควรรื้อคดีขึ้นมาใหม่ .. ตอนนั้นประธานปปช. หรือประธานคณะกรรมการสอบสวนเป็นใคร

ถามแค่นี้แหละ  ดูซิพวกเธอได้อ่านข้อมูลมาก่อนจะชูป้ายไหม . 

ถ้ายังบอกข้อพิรุธในคดีไม่ได้ หรือบอกประธานคณะกรรมการคือใคร มาจากไหนไม่ได้ .. ก็แสดงว่า ไม่รู้อะไรเลย

เพียงแต่ต้องการใช้ประเด็นมีคนตายจากการชุมนุม มาตั้งแง่เล่นงาน .. 

โดยเตี้ยมกับทีม เพื่อสร้างภาพแอบถ่าย .. พอคุณอภิสิทธิ์เดินตรงมา จำต้องวิ่งเข้ามาถ่ายจริง 

ตอนจบซิ  น่าขันที่สุด .. !

คือ 1. เมื่อไม่สามารถทำให้อภิสิทธิ์กลายเป็นนักโทษ คนผิด ตามที่ตนตั้งเป้า . 

และ 2. ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ อ.ไชยันต์ พูดถึงนายกรัฐมนตรีที่มีอิสระในการตัดสินใจ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ลมปีกของทักษิณ

และ 3.คุณอภิสิทธิ์ เสนอแนะให้นิสิตไปเรียกร้องความรับผิดชอบต่อคนที่ทำให้กลุ่มชุมนุมพันธมิตร ตาย และกลุ่มชุมนุมกปปส ตาย ด้วย . เพราะคนตายเหล่านั้นก็มีความหมาย

เท่านั้นแหละ .. เธอคนนั้นพลันตกมัน ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวหงุดหงิด ต่อคุณอภิสิทธิ์ จึงสวนน้ำเสียงขึ้นว่า 

คุณไปเรียกร้องกันเองเลย #หนูเรียกร้องในเรื่องที่หนูเชื่อ  คุณให้คนเป่านกหวีดไปเรียกร้องเลย

* จบแบบโป๊ะแตก . อ้าว ! เรียกร้องในสิ่งที่หนูเชื่อ 

นึกว่า เรียกร้องเพราะต้องการหาความจริง
…

ในคลิปวีดีโอ 26 นาที 41 วินาที

ผมสรุปได้สำนวนไทย สำนวนเดียวว่า

“#สำเนียงส่อภาษา  #กิริยาส่อสกุล”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เนเน่’ เล่าเหตุระทึก ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วงสลายชุมนุน 53

‘แม่ยก ปชป.’ฟาดเดือด!!! เด็กอมมือ รับงานโจมตี’อภิสิทธิ์’ ซัดพ่อแม่ควรละอาย

กองทัพขอคนไทยมั่นใจ! ย้ายอาวุธหนักมาชายแดนทันแน่ หากกัมพูชาเบี้ยวถอนอาวุธ

กองทัพขอคนไทยมั่นใจ! ย้ายอาวุธหนักมาชายแดนทันแน่ หากกัมพูชาเบี้ยวถอนอาวุธ

กองทัพขอคนไทยมั่นใจ! ย้ายอาวุธหนักมาชายแดนทันแน่ หากกัมพูชาเบี้ยวถอนอาวุธ

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.19 น.

โฆษก ทบ.ขอคนไทยมั่นใจว่า กองทัพจะเคลื่อนย้ายอาวุธหนักได้ทัน หากเกิดปัญหากัมพูชาไม่ทำตามข้อตกลงถอนอาวุธ3ระยะ พร้อมย้ำTMAC เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่ช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ แม้มีข่าวฝ่ายกัมพูชาขัดขวางไม่ให้ AOT เข้าสังเกตการณ์เก็บกู้ทุ่น

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงข้อกังวลของประชาชนบางส่วนต่อกรณีการถอนอาวุธกลับที่ตั้งจ.ลพบุรี อาจจะไกลจากพื้นที่ชายแดนมากเกินไปว่า กองทัพบกจะสามารถ เคลื่อนย้ายอาวุธกลับเข้าพื้นที่ได้ทันหากเกิดปัญหาทางกัมพูชาไม่ทำตามสัญญาเรื่องข้อตกลงการถอนอาวุธ 

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวฝ่ายกัมพูชาขัดขวางไม่ให้ AOT เข้าสังเกตการณ์เก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ว่า จากการตรวจสอบศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติหรือ TMAC ได้เดินหน้าปฏิบัติตามแผน แม้ฝ่ายกัมพูชายังอยู่ระหว่างรอคำสั่งจากหน่วยเหนือ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกได้รับรายงานจาก กองกำลังสุรนารี เกี่ยวกับความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของ TMAC ในพื้นที่ช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตามแผนตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568

ปัจจุบัน TMAC ได้เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่แล้ว ร้อยละ 7.62 ของพื้นที่ทั้งหมด 355,026 ตารางเมตร โดยระหว่างการปฏิบัติงานได้พบปัญหาและข้อขัดข้องบางประการ ดังนี้

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ขณะฝ่ายไทยดำเนินการพิสูจน์ทราบสนามทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนฝั่งไทย โดยอ้างอิงเส้นปฏิบัติการตามแผนที่ มาตราส่วน 1 : 50,000 ได้พบทหารกัมพูชาอยู่ในเส้นทางปฏิบัติการ จึงได้เข้าพบปะและเจรจาเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

ผลการเจรจา ฝ่ายกัมพูชาได้ขอให้ฝ่ายไทยดำเนินการพิสูจน์ทราบเฉพาะในพื้นที่ฝั่งไทย โดยอ้างอิงแนวเส้นทางลาดตระเวนเดิม และขอไม่ให้มีการดัดแปลงพื้นที่ เช่น การวางลวดหนาม แต่สามารถทำการถากถางพื้นที่ หรือทำเครื่องหมายได้ ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาแจ้งเพิ่มเติมว่า ยังไม่สามารถเริ่มทำการพิสูจน์ทราบทุ่นระเบิดในฝั่งของตนได้ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งจากหน่วยเหนือ

ภายหลังการเจรจา ฝ่ายไทยได้ดำเนินการพิสูจน์ทราบสนามทุ่นระเบิดต่อไปตามแผนงานในเขตไทย โดยมีทหารกัมพูชาเฝ้าสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นภารกิจในวันนั้น

ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 คณะ AOT ฝ่ายไทย ได้ลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในบริเวณช่องสายตะกู โดยฝ่ายไทยได้รายงานผลการดำเนินงานและปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวให้คณะ AOT ฝ่ายไทยได้รับทราบ

ทั้งนี้ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนถือเป็น ข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองประเทศ ซึ่งได้มีมติและเห็นชอบในที่ประชุมระดับผู้นำอาเซียนที่ผ่านมา ปัจจุบัน ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมและดำเนินการตามแผนที่เสนอต่อฝ่ายกัมพูชา ครอบคลุมทั้ง 13 พื้นที่ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเด็นดังกล่าว

‘แม่ยก ปชป.’ฟาดเดือด!!! เด็กอมมือ รับงานโจมตี’อภิสิทธิ์’ ซัดพ่อแม่ควรละอาย

'แม่ยก ปชป.'ฟาดเดือด!!! เด็กอมมือ รับงานโจมตี'อภิสิทธิ์' ซัดพ่อแม่ควรละอาย

‘แม่ยก ปชป.’ฟาดเดือด!!! เด็กอมมือ รับงานโจมตี’อภิสิทธิ์’ ซัดพ่อแม่ควรละอาย

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.10 น.

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การกระทำของนศ.จุฬาฯเหล่านี้มันชัดเจนว่ารับงานมา

– เพราะเหตุการณ์แดงเผาเมือง ทำร้ายทหาร มันเกิดเมื่อปี2553  เด็กอมมือพวกนี้น่าจะอายุอย่างมากก็แค่7-8ขวบ จะรู้ประสาอะไร

– ถ้าคิดจะทำให้คุณอภิสิทธิ์อาย ฉันว่าไม่ใช่นะ คนที่ควรละอายคือคนที่อยู่เบื้องหลังและพ่อ-แม่ของเด็กเหลือขอพวกนี้ ดูแลลูกยังไงกัน

– กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังทำอย่างนี้คงเพราะกลัวคุณอภิสิทธิ์ คือให้สู้กันซึ่งๆหน้าไม่มีปัญญาสู้(เพราะสติปัญญาและเซลสมองต่างกัน) จึงต้องใช้วิธีสุนัขลอบกัด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘บก.ลายจุด’แซะไม่เลิก! อ้างความรับผิดชอบเหนือกฎหมาย

‘เนเน่’ เล่าเหตุระทึก ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วงสลายชุมนุน 53

รัฐบาล โอนเงินล็อตแรก 600 ล้าน ช่วยผู้ประสบอุทกภัย 12 จังหวัด 68,000 ครัวเรือน

รัฐบาล โอนเงินล็อตแรก 600 ล้าน ช่วยผู้ประสบอุทกภัย 12 จังหวัด 68,000 ครัวเรือน

รัฐบาล โอนเงินล็อตแรก 600 ล้าน ช่วยผู้ประสบอุทกภัย 12 จังหวัด 68,000 ครัวเรือน

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.48 น.

โฆษกรัฐบาลเผย วันนี้ !! โอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีครั้งแรกให้กว่า 68,000 ครัวเรือนที่ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568  เป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เริ่มโอนจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ครั้งแรกวันนี้ 12 จังหวัด เกือบ 70,000 ครัวเรือน ครั้งต่อไปวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 อีก 2 จังหวัด กว่า 12,000 ครัวเรือน

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (21 ตุลาคม 2568) เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเบื้องต้นในพื้นที่ 65 จังหวัด รวม 685,554 ครัวเรือน และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ วงเงิน 6,169.986 ล้านบาท ในอัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดย ปภ. ได้ประสานจังหวัดที่ประสบภัย ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ประสบอุทกภัยเพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด 

โดย ปภ. ได้รายงานผู้ลงทะเบียนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 จำนวนทั้งสิ้น 265,238 ครัวเรือน ผ่านคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) จำนวนทั้งสิ้น 84,268 ครัวเรือน และส่งธนาคารออมสิน จำนวนทั้งสิ้น 80,796 ครัวเรือน จำนวนเงิน 727,164,000 บาท 

ทั้งนี้ วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) จะโอนเงินครั้งที่ 1 จังหวัดปทุมธานี ชัยนาท จันทบุรี พระนครศรีอยุธยา ตราด สิงห์บุรี อ่างทอง เลย พิจิตร เพชรบูรณ์ สมุทรปราการ และจังหวัดสระแก้ว จำนวน 68,094 ครัวเรือน จำนวนเงิน 612,846,000 บาท และโอนเงินครั้งที่ 2 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดพิจิตร พระนครศรีอยุธยา จำนวน 12,702 ครัวเรือน จำนวนเงิน 114,318,000 บาท (ข้อมูล วันที่ 31 ตุลาคม 2568)

นายกฯรับกดดันสูง ปมสแกมเมอร์! ปปง.แจงผลงานยึดทรัพย์แล้ว 2.9 หมื่นล้าน-จัดการแล้ว 8 แสนบัญชีม้า

นายกฯรับกดดันสูง ปมสแกมเมอร์! ปปง.แจงผลงานยึดทรัพย์แล้ว 2.9 หมื่นล้าน-จัดการแล้ว 8 แสนบัญชีม้า

นายกฯรับกดดันสูง ปมสแกมเมอร์! ปปง.แจงผลงานยึดทรัพย์แล้ว 2.9 หมื่นล้าน-จัดการแล้ว 8 แสนบัญชีม้า

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.43 น.

นายกฯมอบนโยบายปปง.ชี้  สังคมสนใจภารกิจปราบสแกมเมอร์ บอกเงินเทาฟอกยังไงก็เทา ลั่นหากไม่เฉียบขาด โดนตราหน้าไม่มีผลงาน  นานาชาติคว่ำบาตร ด้าน ‘ฉัตรชัย’ขอสนับสนุนเอไอสู้อาชญากรรม โวจัดการแล้ว 8 แสนบัญชีม้า

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม 1201 ชั้น 12 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธาน ปปง. เข้าร่วม 

โดยนายฉัตรชัย กล่าวถึงแผนงานสําคัญของ ปปง.ว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ปปง. ดําเนินการยึดทรัพย์ 2.9 หมื่นล้านบาท และดําเนินคดีอาญา 160 คดี ในส่วนที่เกี่ยวกับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง หรือบัญชีม้า ได้ดําเนินการไปแล้ว 8 แสนกว่าบัญชี ทําให้มีวงเงินที่ได้จากการกระทําความผิด ค้างอยู่ในบัญชี 3 พันกว่าล้านบาท ในส่วนนี้จะนําไปสู่กระบวนการคืนให้กับผู้เสียหายตามขั้นตอนต่อไป 
นอกจากนี้ สิ่งที่อยากจะขอสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการทํางานของปปง. เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะ 2 ฉบับ คือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุน ทางการเงินแก่การก่อการ และการแพร่ ขยายอาวุธที่มีอนุภาพทําลายล้างสูง ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายไทย 

นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเราก็ต้องปฏิบัติตามกฎสากล ที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีการประเมินการปฏิบัติ และส่งผลต่อการแซงชั่นกรณีที่เราไม่ปฏิบัติตาม  อีกประเด็นสําคัญที่อยากได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขณะนี้การดําเนินการตรวจติดตาม ระบบยังไม่เท่าทันกับมิจฉาชีพ และเมื่อมีระบบเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไป หรือวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น การรายงานทางธุรกรรมหลายประเภท หลายประเภทควรต้องมีระบบเอไอ และ เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เพราะปปง.ต้องเป็นหน่วยงานกลาง ที่เป็นฐานข้อมูลรองรับธุรกรรมทุกประเภท 

ด้านนายอนุทิน กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้ก็ต้องขอบคุณที่ท่านได้เชิญให้ตนได้มาเยี่ยมสถานที่แห่งนี้ เพราะตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งก็ได้มีโอกาสพบกับประธานปปง.และเลขาปปง. 2-3 ครั้งก็ได้ถามถึงภารกิจต่างๆ ซึ่งท่านก็มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาลก็เลยได้มีการพูดคุยกันว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาพบกัน และดูการดำเนินงานของปปง. ซึ่งความเข้าใจตอนแรกตนคิดว่าสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตนจึงไม่ได้สั่งการใดๆโดยตรงแต่หลังจากเข้ามาสังคายนาระบบภายในทำเนียบรัฐบาลก็ทราบมาว่าปปง.เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับนายกฯ ซึ่งความจริงงานของท่านก็มีความสำคัญมาก แต่ว่าช่วงนี้ภารกิจงานของปปง.ได้รับการสนใจและเป็นที่สนใจของประชาชนและสังคมมากเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้ไม่มีอะไรดังไปกว่าสแกมเมอร์เรื่องอาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งในธุรกรรมต่างๆของมิจฉาชีพและธุรกิจประเภทนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้กับภารกิจงานของปปง.เพราะทุกอย่างต้องฟอกเงิน เงินที่ไม่สะอาดเป็นเงินที่ไม่ไม่ใช่เทา แต่เป็นเงินดำ แต่ฟอกยังไงก็ยังเป็นดำ เพราะฉะนั้นตนในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานปปง.ก็ต้องยอมรับว่ามีความกดดัน และได้รับความกดดันจากประชาชน และสังคมตลอดจนประชาคมนานาชาติสูงมากในเรื่องของการเกิดปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสแกมเมอร์เหล่านี้ ยิ่งถ้าเราดำเนินการไม่เฉียบขาดไม่เต็มที่  มันไม่ใช่เฉพาะว่าเราจะถูกตราหน้าว่าเราไม่มีผลงาน  แต่สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือการแซงชั่น(มาตรการลงโทษ) และถูกกีดกันจากนานาชาติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราเป็นข้าราชการมีเงินเดือน เกษียณอายุยังมีเงินบำนาญมีกินมีใช้